Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

VMware เปิดตัวเทคโนโลยีล่าสุดยกระดับ Multi-Cloud ผ่านกลยุทธ์ Cloud Smart เพิ่มความสามารถในการกำกับดูแลข้อมูลและอุดช่องโหว่ทางไซเบอร์

VMware ประกาศข้อเสนอของพอร์ตโฟลิโอที่ได้รับการปรับปรุง รูปแบบใหม่รวมถึงขยายสภาพแวดล้อมในการทำงาน 

VMware, Inc. (NYSE: VMW) ประกาศเปิดตัวนวัตกรรม ข้อเสนอใหม่ในการให้บริการ และการเพิ่มพันธมิตรเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับสู่เส้นทางของมัลติคลาวด์ได้อย่างเหมาะสม

นายรากู รากูราม ซีอีโอของ VMware กล่าวว่า “VMware และพันธมิตรยังคงนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการใช้งาน cloud-smart ลูกค้าล้วนตระหนักดีว่า การทำงานในสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ทำให้พวกเขามีทางเลือกระหว่างคลาวด์ทั้งแบบที่มีข้อกำหนดและแบบสากลในการเรียกใช้งานแอปพลิเคชันของพวกเขา VMware สามารถช่วยลูกค้าในทุกขั้นตอนของการเปลี่ยนกับความซับซ้อนของมัลติคลาวด์ให้เป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญกับดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเร่งความเร็วในการพัฒนานวัตกรรม เราเข้าใจถึงความท้าทายที่พวกเขาเผชิญทั้งทางด้านต้นทุน ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการใช้พลังงาน เรา ผู้ที่ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมือนใคร พร้อมที่จะช่วยองค์กรต่างๆจัดการกับความท้าทายทั้งหลายเหล่านี้ผ่านนวัตกรรมและพันธมิตรที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”

เมื่อองค์กรต่าง ๆ เริ่มเข้ามาใช้งานมัลติคลาวด์ เขาจะต้องเผชิญหน้ากับความซับซ้อนในการทำงาน ความท้าทายด้านความปลอดภัย และทักษะที่ยังไม่เพียงพอในการใช้งาน (1) แม้ว่าจะมีความท้าทายต่างๆ เหล่านี้ องค์กรต่างๆ ก็ยังคงเร่งความเร็วในการใช้งาน มัลติคลาวด์ (2) เมื่อมีการทำงานร่วมกันของพันธมิตร VMware ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถนำแนวทาง “Cloud Smart” มาใช้ได้สำเร็จ โดยมีความยืดหยุ่นและมีทางเลือกสำหรับคลาวด์ที่หลากหลาย องค์กรแบบ Cloud-smart จะได้รับประโยชน์จากการใช้งานมัลติคลาวด์ สังเกตได้จากความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและผลลัพธ์ในระดับบนสุด ตัวอย่างจากผลการวิจัยของ Vanson Bourne ที่ได้รับมอบหมายจาก VMware พบว่า 97% ขององค์กรแบบ Cloud-smart ที่ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า แนวทางในการใช้มัลติคลาวด์สามารถช่วยกระตุ้นการเติบโตของรายได้ให้ดีขึ้น และ 96% กล่าวว่าสามารถช่วยเพิ่มผลกำไรได้ (3) การเรียนรู้เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของการให้บริการ VMware Cross-Cloud ซึ่งช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการเข้าถึง Cloud-smart โดยช่วยให้พวกเขาเลือกคลาวด์ที่เหมาะสมสำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการใช้งาน

เพิ่มความเร็วในการทรานส์ฟอร์มไปสู่คลาวด์รวมไปถึง Edge

ที่งาน VMware Explore Europe, VMware ได้ประกาศเปิดตัวโซลูชันล่าสุดที่มุ่งเน้นในการช่วยเหลือลูกค้าในการประมวลผล ปรับขนาด และการรักษาความปลอดภัยในการทำงานระดับองค์กรทั้งบนคลาวด์ภายในและพับบลิคคลาวด์ รวมไปถึง Edge ให้ดียิ่งขึ้น ไฮไลท์ต่างๆ ประกอบด้วย:

  • ด้วยพันธมิตรกว่า 25 รายทั่วโลก ขณะนี้ VMware Sovereign Cloud นำเสนอ VMware Tanzu บน sovereign cloud ชุดการทำงาน VMware Aria Operations Compliance สำหรับ sovereign clouds และโซลูชันสำหรับสภาพแวดล้อมในการทำงานรูปแบบใหม่ ด้วยนวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยให้พันธมิตรสามารถนำเสนอบริการที่เทียบเท่ากับการบริการที่พบในพับบลิคคลาวด์ ในขณะเดียวกันยังช่วยให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะปลอดภัยได้รับการคุ้มครอง เป็นไปตามข้อกำหนด และยังคงถูกเก็บรักษาไว้ภายในประเทศที่ข้อมูลนั้นตั้งอยู่
  • โซลูชัน SD-WAN รุ่นใหม่ของ VMware ที่ประกอบด้วย SD-WAN Client จะช่วยให้องค์กรสามารถส่งมอบแอปพลิเคชัน ข้อมูล และการบริการได้อย่างปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ และมีความเหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ไม่ว่าจะเป็นไซด์งาน สาขา หรือที่บ้าน ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ บนเครื่องข่ายใดๆ ก็ได้
  • VMware Carbon Black XDR รูปแบบใหม่ จะช่วยยกระดับการรักษาความปลอดภัยในแนวราบโดยขยายมุมมองเครือข่ายของ VMware ในการทำการตรวจจับและส่งต่อไปยัง VMware Carbon Black Enterprise EDR ซึ่งช่วยปรับปรุงการตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามได้อย่างทั่วถึงทั้งอุปกรณ์ปลายทางและเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
  • VMware HCX+ รูปแบบใหม่และการปรับปรุงการให้บริการของ VMware NSX ALB PULSE Cloud สามารถช่วยให้องค์กรใช้งานคลาวด์ได้อย่างเหมาะสม

สร้าง และ ใช้งาน Cloud Native Platform 

นอกจากนี้ VMware ได้ประกาศความก้าวหน้าของ VMware Tanzu cloud native app portfolio และแพลตฟอร์มในการจัดการ VMware Aria cloud โดยทำการรวมกันเพื่อมอบแนวทางในการเข้าสู่ Cloud-smart สำหรับการพัฒนาเนทีฟคลาวด์แอปพลิเคชัน และการส่งมอบ รวมถึงการจัดการที่สนับสนุนลูกค้าในทุกขั้นตอนของการดำเนินการบน Kubernetes และบนคลาวด์ต่างๆ ไฮไลท์ต่างๆ ประกอบไปด้วย:

  • การเปิดตัวรุ่นเบต้าของ VMware Image Builder ที่จะช่วยสร้างความปลอดภัยแบบอัตโนมัติ ความน่าเชื่อถือ และการบำรุงรักษาซอฟท์แวร์ต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการปฏิบัติตามข้อบังคับขององค์กร
  • ความพร้อมใช้งานที่ไม่มีค่าใช้จ่ายบนข้อเสนอของ VMware Aria Hub รูปแบบใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนโดย VMware Aria Graph

เพิ่มพลังให้กับการทำงานแบบผสมผสาน

ทีมไอทียังคงรับมือกับความท้าทายบนสภาพแวดล้อมของการทำงานแบบผสมผสานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากพนักงานใช้อุปกรณ์หลากหลายขึ้น มีการเข้าถึงแอปพลิเคชันบนคลาวด์มากขึ้น และมีการทำงานจากสถานที่ต่างๆ มากกว่าที่เคยเป็นมา ในวันนี้ VMware ได้ประกาศเปิดตัวความสามารถใหม่ของแพลตฟอร์ม Anywhere Workspace โดยจะสามารถช่ายลดภาระของทีมไอทีในการจัดการ พร้อมด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ การอัปเดตต่างๆประกอบด้วย:

  • VMware กำลังขยายขอบเขตของการทำงาน ของโซลูชัน DEX เพื่อรองรับ Digital Employee Experience Management (DEEM) สำหรับอุปกรณ์ Windows ที่มีการจัดการโดยผู้ให้บริการภายนอก
  • ส่วนขยายของ Workspace ONE Freestyle Orchestrator สำหรับการเปิดใช้งานระบบอัตโนมัตินอกเหนือจากขั้นตอนการทำงานแบบ device-based task-specific workflows ภายใน Workspace ONE ไปยัง ขั้นตอนการทำงานแบบ context-driven ticketing workflows ที่ครอบคลุมการทำงานของระบบไอทีของผู้ให้บริการภายนอก
  • Horizon Cloud บน Microsoft Azure ได้บรรลุโครงการ Federal Risk and Authorization Management Program (FedRAMP) High Authorization ผ่าน Joint Authorization Board (JAB) และได้รับ Authority to Operate (ATO) ในหน่วยงานพลเรือน

 

การให้บริการ VMware Cross-Cloud™ ช่วยนำลูกค้าสู่ยุค Multi-Cloud

ในงาน VMware Explore Europe VMware ได้ทำการเปิดตัวข้อเสนอที่ได้รับการปรับปรุงในการให้บริการ VMware Cross-Cloud เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าสู่ยุคมัลติคลาวด์จาก Cloud Chaos ไปยัง Cloud Smart

โดยการให้บริการ VMware Cross-Cloud นี้เป็นพอร์ตโฟลิโอของการให้บริการคลาวด์ในการพัฒนา การดำเนินงาน การเข้าถึง และการรักษาความปลอดภัยสำหรับแอปพลิเคชันต่างๆที่เรียบง่ายและไม่เหมือนใครบนอุปกรณ์ต่างๆ แกนหลักของการให้บริการ VMware Cross-Cloud ประกอบด้วย 1) App Platform, 2) Cloud Management, 3) Cloud & Edge Infrastructure, 4) Security & Networking, และ 5) Anywhere Workspace.

เกี่ยวกับงาน VMware Explore 

VMware Explore เป็นวิวัฒนาการในการจัดการประชุมระดับแนวหน้าของ VMworld โดยการจัดการประชุมในครั้งนี้ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอุตสาหรรมไปในรูปแบบของ ทุกสิ่งเกิดขึ้นบนมัลติคลาวด์ ในปีนี้ได้นำเสนอโซลูชันชั้นนำสำหรับอุตสาหกรรมและการประชุมทางเทคนิค พร้อมด้วยกว่า 90% ของระบบนิเวศแบบคลาวด์จากพาร์ทเนอร์ชั้นนำ รวมถึงตลาดมัลติคลาวด์ ISVs ที่กำลังรุ่งเรือง เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMware Explore โปรดไปที่: www.vmware.com/explore.html

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำทางด้านมัลติคลาวด์สำหรับแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อสร้างนวัตกรรมดิจิทัลด้วยการควบคุมระดับองค์กร ในฐานะที่เป็นรากฐานที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเร่งความเร็วในการสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ของ VMware จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมอบทางเลือกสำหรับการสร้างอนาคต VMware มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าภายในปี 2030 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.vmware.com/company


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ครั้งแรกในอาเซียน นักวิจัย มข. สุดเจ๋ง ผลิตแบตเตอรี่โซเดียมไอออนจากแร่เกลือหิน

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ร่วมกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม (กพร.) จัดงานแถลงข่าวโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ดร. ธีรวุธ  ตันนุกิจ ผู้แทนอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม  พร้อมด้วย รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง นักวิจัยโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออน ฯ ร่วมแถลงข่าวโดยมี ผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย สถานประกอบการ และ สื่อมวลชนร่วมงานจำนวนมาก ณ ห้องประชุมสารสิน ชั้น 2 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวว่า  ปัจจุบันการประชุมทั่วโลกได้กล่าวถึงการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทางเลือก โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ นับเป็นความสำเร็จของมหาวิทยาลัยขอนแก่น จากการทำงานวิจัยอย่างหนักของทีมวิจัย ตอบสนองนโยบายการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยและพัฒนาชั้นนำระดับโลก นำทีมโดย รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง นักวิจัยโครงการฯ จนสามารถพัฒนาได้สำเร็จเป็นแห่งแรกในอาเซียน โดยแบตเตอรี่ตัวนี้ สามารถกักเก็บพลังงานทั้งจากแสงอาทิตย์ หรือจากกังหันลม แปลงมาเป็นกระแสไฟฟ้า แล้วเก็บในรูปแบบ แบตเตอรี่  อันนี้คือสิ่งที่จะมาช่วยในชีวิตประจำวันของเรา ในอนาคตพลังงานแบตเตอรี่เหล่านี้ก็จะถูกลง ๆ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชน

โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ เป็นกลไกลสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตวัตถุดิบ ให้สามารถผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูง รองรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่แห่งอนาคต” อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

 ดร. ธีรวุธ  ตันนุกิจ  ผู้แทนอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม  กล่าวว่า จากการสำรวจของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ พบว่า ประเทศไทยมีแหล่งแร่โปแตชหรือกลุ่มแร่ชนิดโซเดียมมักเกิดคู่กัน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณมากที่สุด และมีปริมาณสำรองแหล่งแร่เกลือหินในประเทศไทยมี 18 ล้านล้านตัน เป็นแหล่งแร่สำรองที่มีปริมาณมหาศาล ซึ่งแร่ชนิดดังกล่าวเป็นสารตั้งต้นในการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหิน โดยทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทีมนักวิจัยของชาติไทยพัฒนาเทคโนโลยีเอง ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศและมีแหล่งแร่พลังงานมหาศาล
“โครงการนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกในอาเซียน กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ส่งเสริมและผลักดัน  เป้าหมายชาติต่อไปคือ เราต้องการสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ครบวงจร  นำเกลือหินมาทำเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตแบตเตอรี่ อาจจะไปใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ใช้เป็นตัวพลังงานเพื่อทำสมาร์ทฟาร์มให้กับอุตสาหกรรมเกษตรต่อไป เป้าหมายของกระทรวง คือ ผลักดันอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ครบวงจรสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ประเทศ ความสำเร็จเหล่านี้ส่งผลให้อุตสาหกรรมไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักคืออุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่แห่งอนาคต”  ผู้แทนอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าว

รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง นักวิจัย ผู้จัดการโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ เผยว่า ทีมวิจัยในโครงการได้ทุ่มเทกำลังสุดความสามารถ ร่วมกันทำงานจนประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาศึกษาวิจัยและทดลองแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินในประเทศไทย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ทางเลือกโดยการใช้วัตถุดิบที่มีภายในประเทศทดแทนแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน ให้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงเทียบเท่า ลิเธียมไอออน  ในราคาที่ถูกลงกว่า 30-40 เปอร์เซ็นต์ ในสเกลที่เท่ากัน  แบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจะเข้าไปเป็นตัวเสริม ในบางแอปพลิเคชั่นได้ดีกว่า แบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนมีความปลอดภัยสูงกว่า

“อย่างไรก็ตามทางโครงการ ฯ ได้ดำเนินการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ทางเลือก ในระดับเซลล์จากโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และนำไปทดลองใช้งานจริงในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ใหม่ และระบบกักเก็บพลังงาน เช่น แบตเตอรี่สำหรับจักรยานไฟฟ้า แบตเตอรี่สำรองสำหรับระบบโซลาร์เซลล์ และไฟส่องสว่าง เรามีโมเดลการใช้พลังงานแบตเตอรี่จากโซเดียม คือ E – Bike ที่ประหยัดพลังงานและใช้งานได้จริง ในอนาคตทีมนักวิจัยมีแนวโน้มจะศึกษา พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหิน โดยให้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน ให้กลายเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ราคาประหยัด คุ้มค่ามากที่สุด ผลักดันให้ไทยกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของโลกตามเป้าของกระทรวง ฯ ต่อไป”รศ.ดร.นงลักษณ์ กล่าวในตอนท้าย

ภาพ / ข่าว : จิราพร  ประทุมชัย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แซดทีอี เปิดตัวเทคโนโลยี B5G ในงาน 5G Summit ประเทศอิตาลี

แซดทีอี คอร์ปอเรชั่น ผู้นำทางด้านโซลูชั่นเทคโนโลยีการสื่อสารและข้อมูลระดับโลก เปิดตัวเทคโนโลยี B5G หรือ Beyond 5G Technology อย่างเป็นทางการในงาน 5G Summit 2022 ที่ประเทศอิตาลี โดยเอกสาร Whitepaper ระบุถึงวัตถุประสงค์ในการวางรากฐานทางเทคนิคระบบการสื่อสารทั้งหมด เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ภายใต้แนวคิด “Beyond 5G” ซึ่งมุ่งเติมเต็มศักยภาพเทคโนโลยี 5G ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อผู้ใช้งานทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐบาล และสังคม

Whitepaper เป็นเอกสารนำเสนอข้อมูลเชิงลึกของ GSMA Intelligence มีเนื้อหากล่าวถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมโลก ซึ่งมีความท้าท้ายต่อผู้ให้บริการ การพัฒนามาตรฐาน และอุตสาหกรรมในแนวดิ่งที่มีศักยภาพ โดย แซดทีอี ได้กลั่นกรองรายละเอียดและเห็นคุณค่าเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ และมีหลักความสำคัญในช่วงเวลาของ Beyond 5G (B5G) เพื่อที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาให้เป็นไปตามสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ แซดทีอี ได้ทำการวิเคราะห์คุณลักษณะของแต่ละเทคโนโลยีอย่างละเอียด รวมไปถึงการใช้งานและการให้บริการที่จะมอบความคุ้มค่าระยะยาวในอนาคต

นอกจากนี้ เนื้อหาของ Whitepaper ยังกล่าวถึงเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นต้นแบบ และยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบร่วมกับผู้ให้บริการ อาทิ อุกรณ์ RIS (Reconfigurable Intelligent metaSurface) ซึ่งนำมาใช้ทำงานร่วมกันกับโซลูชันของสถานีหลัก โดยสามารถแก้ไขปัญหาความครอบคลุมของสัญญาณคลื่นความถี่ 5G mmWave ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเพิ่มอัตราครอบคลุมพื้นที่ได้มากถึงสองเท่า นับเป็นนวัตกรรมที่ระบุอยู่ภายในเอกสาร Whitepaper ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อมูลในการตรวจจับการสื่อสารแบบบูรณาการ โดย แซดทีอี ได้คำนวณระบบควบคุมการผลิตอย่างพิถีพิถัน เพื่อที่จะเสริมศักยภาพการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้ในการรักษาความปลอดภัยในสิ่งอำนวยความสะดวก รวมไปถึงการทำงานร่วมกันระหว่างยานพาหนะและท้องถนน เป็นต้น
ภารกิจหลักเทคโนโลยี B5G คือ ช่วยเสริมศักยภาพให้แก่เทคโนโลยี 5G และนำเทคโนโลยี 5G มาเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาและการพัฒนาให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมทั้ง ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว สำหรับการทำงาน แซดทีอี มุ่งที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่ตอบสนองความต้องการการใช้งานตามสถานการณ์ต่างๆ ในระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้น แซดทีอี ยังได้ร่วมมือกับ กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ผู้ประกอบการ ผู้จัดจำหน่าย และกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อร่วมมือกันพัฒนาให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมไปถึงปรับโฉมภูมิทัศน์ดิจิทัล เพื่อให้ตอบสนองต่อเศรษฐกิจยุคใหม่และสร้างประโยชน์สูงสุด ในช่วงเวลาที่ใช้งาน B5G กับทุกฝ่าย ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถคลิกดาวน์โหลด Whitepaper ได้ที่ Download the B5G Whitepaper


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยผลศึกษางานวิจัยอิสระ บ่งชี้ถึงช่องว่างในการดำเนินการเพื่อความยั่งยืน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ได้มอบหมายให้องค์กรวิจัยอิสระ 3 แห่ง จัดทำรายงานโดยมุ่งเน้นที่ความยั่งยืนในการดำเนินงานด้านไอทีและศูนย์ข้อมูล โดยผลการรายงานเผยให้เห็นถึงความไม่เชื่อมโยงกันระหว่างความตั้งใจและการดำเนินการ ซึ่งบ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ของเส้นทางสู่ความยั่งยืน

การศึกษาทั้ง 3 ฉบับมอบหมายให้แยกกันดำเนินการ โดยนักวิเคราะห์ชั้นนำของอุตสาหกรรมได้แก่ 451 Research ซึ่งเป็นในเครือของ S&P Market Intelligence อีกสองรายคือ Forrester Consulting และ Canalys โดยบริษัทวิจัยเหล่านี้ ได้รวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมเกือบ 3,000 คนทั่วโลก อาทิ ผู้ให้บริการโคโลเคชั่น และคลาวด์ที่ใหญ่ที่สุด ผู้ให้บริการโซลูชันด้านไอที และผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจากหลากหลายกลุ่ม และองค์กรหลายขนาด

เอกสารการรายงานจาก 451 Research เผยถึงสภาวะที่ย้อนแย้งระหว่างการรับรู้และความจริงที่เป็น โดยองค์กรทั้งหลายต่างเชื่อว่าโครงการความยั่งยืนของตนมีความคืบหน้ากว่าที่เป็น เนื่องจาก “เกือบครึ่ง (48%) ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีการประเมินถึงพัฒนาการของโครงการที่ไม่ตรงกับคำตอบก่อนหน้านั้น”

เอกสารของ Forrester Consulting มุ่งเน้นที่โคโลเคชั่น และพบว่า 73% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ความยั่งยืนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อธุรกิจสำหรับองค์กรตน โดยสำคัญเป็นอันดับ 2 จากทั้งหมด แต่มีเพียง 33% เท่านั้นที่บอกว่าองค์กรของตนมีการสร้างแผนความยั่งยืนเชิงกลยุทธ์

งานวิจัยของ Canalys ระบุว่าพันธมิตรด้านช่องทางไอที ต่างกำลังลงทุนกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน แต่ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นการปฏิบัติได้จริง และยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้อย่างไร โดย 61% ของพันธมิตรมีบุคลากรที่ดูแลเรื่องความยั่งยืนโดยเฉพาะ แต่มีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่มีการกำหนดเป้าหมายด้าน ESG

“การวิจัยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอุตสาหกรรมไอทีและดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมด ยังมีช่องว่างในการดำเนินการเรื่องความยั่งยืน แม้ดูจะมีความตั้งใจ แต่ยังขาดการดำเนินการอยู่” นาทัลยา มากาโรชคินา รองประธานอาวุโส Secure Power ฝ่ายปฏิบัติการระหว่างประเทศ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าวว่า “แน่นอนว่าผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีมีความเข้าใจ และได้ดำเนินการเท่าที่จำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาความยั่งยืน แต่สิ่งที่เราขาด ด้วยข้อยกเว้นบางประการ ก็คือแผนปฏิบัติการที่สนับสนุนการสร้างความยั่งยืนได้อย่างครอบคลุม รวมถึงเป้าหมายที่วัดผลได้ ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อจัดการกับวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้เอกสารวิจัยทั้ง 3 ฉบับได้บันทึกเกี่ยวกับช่องว่างในการดำเนินการเพื่อความยั่งยืน และนั่นคือความท้าทายที่เราต้องร่วมกันแก้ไข”

ทำความเข้าใจสถานะของโครงการความริเริ่ม เพื่อสร้างความยั่งยืนให้อุตสาหกรรมในวงกว้าง

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มอบหมายให้จัดทำการศึกษางานวิจัยอิสระทั้ง 3 ฉบับ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมเข้าใจถึงการพัฒนาที่สมบูรณ์ของโครงการความริเริ่มด้านความยั่งยืนได้ดียิ่งขึ้น นี่คือภาพรวมของบทความแต่ละฉบับพร้อมตัวอย่างของผลลัพธ์และลิงก์เพื่อเข้าไปดูผลการศึกษาฉบับเต็ม:

  • รายงานพิเศษ 451 Research: ความยั่งยืนที่เอดจ์ – ช่องว่างระหว่างแผนขององค์กร และโครงการความยั่งยืนสำหรับโครงสร้างหลักและไอทีแบบกระจายศูนย์ โดยเป็นรายงานจากการสำรวจองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่กว่า 1,150 แห่งทั่วโลก ซึ่งเป็นตัวแทนของธุรกิจเฉพาะทางกว่า 20 ประเภท พร้อมความพยายามในการสร้างความยั่งยืนด้วยทรัพยากรด้านไอทีแบบกระจายศูนย์

นักวิเคราะห์ได้ระบุว่า องค์กรหลายแห่งเชื่อว่าองค์กรของตนกำลังมุ่งหน้าไปตามเส้นทางในการสร้างความยั่งยืนมากกว่าที่เป็นอยู่จริง สำหรับกลุ่มนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของความยั่งยืนคือมูลค่าทางธุรกิจ และบริษัททั้งหลายต่างเริ่มต้นจากการวัดการใช้พลังงาน จากนั้นจึงค่อยขยายไปสู่มาตรฐานการวัดและเครื่องมือเพื่อสร้างความยั่งยืนอื่นๆ ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเส้นทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืน ได้แก่ การปรับใช้พลังงานให้เหมาะสม ตามด้วยการมีข้อมูลต่อเนื่องและมาตรฐานการวัดที่สอดคล้องกัน (สำหรับผู้นำ/บริษัทที่ล้ำหน้า) และการขาดพนักงานที่มีทักษะ (สำหรับองค์กรในช่วงเริ่มต้น)

  • เอกสารเรื่องความเป็นผู้นำทางความคิดจาก Forrester Consulting: พลิกโฉมกลยุทธ์โคโลเคชั่นด้วยการคำนึงถึงความยั่งยืนก่อน นักวิจัยได้จัดทำสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านความยั่งยืนทั่วโลกจำนวน 1,033 ราย จากผู้ให้บริการโคโลเคชั่นทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจเกี่ยวกับปัจจัยขับเคลื่อนความยั่งยืนในอุตสาหกรรมที่ให้บริการโคโลเคชั่น การศึกษายังได้ทำการสำรวจสิ่งที่เป็นความท้าทายหลักสำหรับผู้ให้บริการโคโลเคชั่น และส่วนที่ลงทุนมากที่สุดในเรื่องโครงสร้างเทคโนโลยี

ในรายงานพบว่าหลายองค์กรขาดกลยุทธ์ที่ครอบคลุมสำหรับโครงการความยั่งยืน โดยมีเพียง 33% ที่ระบุว่าองค์กรของตนมีการสร้างแผนงานความยั่งยืนเชิงกลยุทธ์ ปัจจัยดังกล่าวบ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมยังอยู่ที่จุดเริ่มต้นในการเดินทางสู่ความยั่งยืน รายงานดังกล่าวระบุว่าปัจจัยหลักของความสำเร็จด้านความยั่งยืนอาจเป็นการหาพันธมิตรที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังพบว่าองค์กรที่จ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจากภายนอกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มด้านความยั่งยืน มีแนวโน้มว่าจะเป็นองค์กรที่มีพัฒนาการสูงกว่า ถึง 33%

  • Canalys: ในการศึกษาว่า พันธมิตรสามารถพัฒนากลยุทธ์ความยั่งยืนได้อย่างไร? ได้มีการพยายามค้นหาเพื่อทำความเข้าใจถึงความพร้อมของระบบนิเวศด้านช่องทางจำหน่ายไอทีทั่วโลกในเส้นทางสู่ความยั่งยืน โดยสำรวจผู้ให้บริการโซลูชันไอทีจำนวน 500 ราย การวิจัยได้ให้นิยามความพร้อมและบทบาทของช่องทางไอทีในระบบนิเวศที่กว้างขึ้น

Canalys พบว่า 60% ของผู้ตอบแบบสำรวจได้ทุ่มเททรัพยากรด้าน ESG (Environmental Social and Governance) และพบว่า 40% คาดหวังรายได้จากโซลูชันด้านความยั่งยืน ในขณะที่พันธมิตรด้านช่องทางไอที ต่างกำลังลงทุนในกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน โดยพยายามอย่างหนักที่จะแปลงการลงทุนให้เป็นการดำเนินการจริงซึ่งสอดคล้องกับ eBook โดยการวิจัยตลาดชิ้นนี้ยังได้สำรวจความต้องการเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติและโซลูชันด้านความยั่งยืนที่ครบวงจรแบบ end-to-end จากผู้จำหน่ายด้านไอทีและเทคโนโลยี

ความยั่งยืนกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ในขณะเดียวกัน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ก็ได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ซอฟต์แวร์ และโซลูชันที่มุ่งเน้นด้านความยั่งยืนดังต่อไปนี้

  • ธุรกิจด้านความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประกอบไปด้วยที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนกว่า 2,000 ราย ที่คอยให้การสนับสนุนลูกค้าทั้งในเรื่องการกำหนดเป้าหมาย การสร้างกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน การจัดหาพลังงานหมุนเวียน การประเมินทางเลือกด้านพลังงาน การลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
  • สร้างประสิทธิภาพที่ยั่งยืน ด้วยการออกแบบ – ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ใช้ประโยชน์จาก EcoDesign ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ฝังเรื่องประสิทธิภาพความยั่งยืนไว้ในรากฐานของกระบวนการออกแบบ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมที่สูง และได้รับมาตรฐานฉลาก Green Premium™
  • สายผลิตภัณฑ์ด้านการบริหารจัดการโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทันสมัย หรือ DCIM (Modern Data Center Infrastructure Management) เพื่อความยั่งยืน – EcoStruxure IT เป็นซอฟต์แวร์และบริการที่ครบวงจรสำหรับระบบโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบไอทีแบบไฮบริด และเอดจ์คอมพิวติ้ง ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบและบริหารจัดการ วางแผน และสร้างโมเดล เหล่านี้จากระยะไกลได้อย่างปลอดภัย และช่วยให้องค์กรก้าวข้ามความท้าทายในการสร้างความยั่งยืนได้
  • สร้างความยั่งยืนผ่านความร่วมมือแห่งอนาคต – ระบบนิเวศแบบบูรณาการเพื่อประสานการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการโซลูชันไอที ช่วยลดความยุ่งยากในการปรับใช้โซลูชันไอทีที่เอดจ์รวมถึงการบริหารจัดการสำหรับลูกค้า
  • จัดลำดับความสำคัญในการสร้างความยั่งยืนสำหรับคู่ค้าผ่าน mySchneider ด้วยการเข้าถึง Design Portal ซึ่งพันธมิตรสามารถออกแบบให้มีอายุการใช้งานยาวนานและให้บริการได้จริง สามารถออกแบบระบบไอทีที่มีประสิทธิภาพได้จากระยะไกล และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมให้แก่ลูกค้าได้สอดคล้องตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นศ.สถาปัตย์ มข. คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดออกแบบลายเสื้อยืดครอบครัวรักษ์โลก

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอแสดงความยินดีกับ นางสาวธันยพร คำมงคุณ  นักศึกษาสาขาวิชาการออกแบบ ชั้นปีที่ 2 ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในโครงการประกวดออกแบบกราฟฟิกเสื้อยืดครอบครัว ภายใต้แบรนด์ “มีสไตล์” จากการผลงานเข้าประกวดกว่า 300 ผลงานจากทั่วประเทศและมีผลงานที่ชนะเลิศรวม 8 ผลงาน ซึ่งได้เข้ารับรางวัลเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ณ ห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขารามอินทรา ที่ผ่านมา  โดยโครงการดังกล่าวทาง โลตัส ร่วมมือกับ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม สนับสนุน young designers นักออกแบบรุ่นใหม่ เตรียมประสบการณ์สู่เส้นทางอาชีพ จัดประกวดออกแบบกราฟฟิกเสื้อยืดครอบครัวแบรนด์ MeStyle ในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ ภายใต้หัวข้อ “เริ่มต้นวันดีดี กับมีสไตล์” ชิงรางวัลมูลค่ารวม 120,000 บาท โดยผลงานที่ชนะเลิศจะได้รับการพิมพ์บนเสื้อยืดเพื่อจำหน่ายในโลตัสทั่วประเทศ และมีโอกาสได้รับการว่าจ้างให้ออกแบบเสื้อสำหรับคอลเลกชันฤดูร้อน 2566 อีกด้วย

สำหรับกิจกรรมการประกวดในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา Environmental friendly Design โดยมี ผศ.ชลวุฒิ พรหมสาขา ณ สกลนคร เป็นอาจารย์เจ้าของรายวิชา และ ผศ.ดร.สมหญิง พงศ์พิมล ร่วมสอนในวิชานี้ได้ให้นักศึกษาได้นำความรู้ในการเรียนมาฝึกประสบการณ์จริงและแสดงความสามารถในงานออกแบบจริง ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์โจทย์งาน ฝึกการพูดนำเสนอผลงานบนเวทีจริง และเป็นก้าวสำคัญของนักศึกษาเพื่อต่อยอดสู่อาชีพนักออกแบบในอนาคต


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

7 เรื่องเปลี่ยนโลก…ที่ผู้บริหารไอทีไม่ควรมองข้าม

มีหลายเหตุการณ์ที่เปลี่ยนโลกไปอย่างสิ้นเชิง และดูเหมือนว่าโลกอนาคตอาจอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด โดย เดวิด ยอคเคลสัน รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์

ซีไอโอต้องใช้เวลาเพื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า… (หรือ What If)” เพื่อไม่ให้เป็นการปิดหูปิดตาตัวเองจากกระแสดิสรัปชั่นทางสังคม พฤติกรรม และเทคโนโลยี ที่มีผลต่อการเติบโตขององค์กร

“การดิสรัปชั่นเป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อเนื่องอย่างถาวร และองค์กรที่ประสบความสำเร็จคือองค์กรที่พร้อมรับมือกับมัน โดยเราต้องตั้งคำถาม “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…” ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อเปิดรับโอกาสที่มาพร้อมกับการดิสรัปชั่น”

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 7 อย่างที่ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีทั้งหลายควรใส่ใจพิจารณาในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ ได้แก่

1. ประสบการณ์การทำงานกับMetaverse 

ในปัจจุบัน มีองค์กรมากมายใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Metaverse ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการมีส่วนร่วม การทำงานร่วมกัน และการเชื่อมต่อที่ดีขึ้นกับพนักงานในสถานที่ทำงานที่มอบประสบการณ์สมจริงยิ่งขึ้นในสำนักงานเสมือน และการใช้ประสบการณ์ Metaverse ภายในองค์กรหรือที่เรียกว่า Intraverses

การ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่าการสร้างพื้นที่ทำงานเสมือนจริงเต็มรูปแบบ (Fully Virtual Workspaces) จะคิดเป็น 30% ของการเติบโตด้านการลงทุนในเทคโนโลยี Metaverse และจะพลิกโฉมประสบการณ์การทำงานในสำนักงานไปจนถึงปี 2570

2. รถบินได้(Flying cars)

ยานยนต์ไร้คนขับหรืออากาศยานไร้คนขับ (UAV) ที่ใช้รับส่งผู้โดยสารเป็นระยะทางสั้น ๆ ตามเขตเมือง โดยอากาศยานที่บินได้ประเภทนี้หรือที่บางครั้งเรียกว่า “รถบินได้” หรือโดรนสำหรับผู้โดยสาร ถูกออกแบบให้ทำงานโดยไม่มีนักบินที่เป็นมนุษย์ บริษัทหลายแห่งกำลังทำงานเกี่ยวกับเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเพื่อสร้างวิถีการเดินทางทางอากาศที่เร็วกว่า ถูกกว่า ปลอดภัยกว่า และลดการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่แออัด ซึ่งบริการแท็กซี่บินได้แห่งแรกมีกำหนดเปิดตัวในปี 2567

แม้จะมีความท้าทายด้านกฎระเบียบที่อาจเกิดขึ้น แต่ผู้บริหารไอทีควรพิจารณาและประเมินเกี่ยวกับปัญหาในด้านการขนส่ง การเคลื่อนย้ายคนและสินค้าขององค์กร ซึ่งอาจแก้ไขได้โดยใช้ยานพาหนะเหล่านี้แทน

3. ระบบเศรษฐกิจของมนุษย์ดิจิทัล

ตั้งแต่การดูแลทางการแพทย์ การให้บริการลูกค้า เวอร์ชวลอินฟลูเอนเซอร์ (Virtual Influencer)  และการฝึกอบรมของฝ่ายบุคคล ไปจนถึงการกู้คืนชีวิตผู้ตาย ล้วนเป็นความเป็นไปได้ของการใช้งานมนุษย์ดิจิทัลที่ไม่สิ้นสุด โดยระบบเศรษฐกิจมนุษย์ดิจิทัลนั้นนำเสนอโอกาสให้แก่ระบบนิเวศดิจิทัลใหม่ ๆ ซึ่งอาศัยศักยภาพของเทคโนโลยีที่นำบุคคลและองค์กรมารวมตัวกันเพื่อสร้างสรรค์และโต้ตอบในรูปแบบใหม่

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2578 ระบบเศรษฐกิจมนุษย์ดิจิทัล (The Digital Human Economy) จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 125 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง

4.“องค์กรอิสระแบบกระจายอำนาจ” (The “Decentralized Autonomous Organization”)

องค์กรอิสระแบบกระจายอำนาจ (Decentralized Autonomous Organizations หรือ DAO) เป็นองค์กรรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในตลาดบริการด้านไอที การ์ทเนอร์ได้ให้คำจำกัดความ DAO ว่าเป็นหน่วยงานดิจิทัลที่ดำเนินงานบนบล็อกเชน และยังมีส่วนร่วมในการโต้ตอบทางธุรกิจกับองค์กร DAO อื่น ๆ หรือตัวแทนดิจิทัลและตัวแทนที่เป็นมนุษย์ โดยไม่ต้องมีการบริหารจัดการบุคลากรในแบบเดิม ๆ

พนักงานที่มีความรู้ความสามารถด้านดิจิทัลระดับสูงจำนวนมากจะถูกดึงดูดให้ทำงานในองค์กร DAO แม้ตอนนี้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ DAOs มีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อบรรทัดฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหลายประการที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน

5.การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า(EV) แบบไร้สาย 

เมื่อการชาร์จแบบไร้สายพร้อมให้บริการแล้ว จะเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับยานพาหนะในกลุ่มรถประจำทางและรถแท็กซี่ ซึ่งยานพาหนะเหล่านี้สามารถใช้การชาร์จแบบไดนามิก (Dynamic Charging) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มระยะทางขับขี่ได้ไกลขึ้นและลดต้นทุนต่าง ๆ

นอกจากนั้นการติดตั้งสถานีชาร์จไฟในที่พักอาศัยจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการชาร์จรถยนต์แบบไร้สาย เนื่องจากเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะสะดวกขึ้นโดยไม่ต้องเสียบสายเคเบิลให้ลำบาก อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปไกลกว่านั้น การ์ทเนอร์คาดว่าโครงการบ้านจัดสรรของภาคเอกชนและพื้นที่ว่างแบบแคมปัสของสถาบันการศึกษาจะมีปริมาณการติดตั้งสถานีชาร์จไร้สายแซงหน้าการติดตั้งที่บ้านพักอาศัย

6.กราฟีนจะมาแทนที่ซิลิกอน

ในอีก 7 ถึง 10 ปีข้างหน้านี้ เราจะเห็นศักยภาพมหาศาลของอุปกรณ์ทรานซิสเตอร์แบบฟิลด์เอฟเฟกต์ที่ใช้คาร์บอนเป็นโครงสร้างหลักทดแทนซิลิคอนในทรานซิสเตอร์แบบเดิมที่มาถึงขีดจำกัดเรื่องขนาดที่เล็กสุด ตัวอย่างหนึ่งคือ กราฟีน ซึ่งเป็นวัสดุคาร์บอนบริสุทธิ์ความหนาหนึ่งอะตอม เรียงต่อกันเป็นโครงสร้างแบบรังผึ้งหกเหลี่ยม ซึ่งกราฟีนสามารถแทนที่อุปกรณ์ซิลิกอนในปัจจุบันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้สำหรับการสื่อสารไร้สาย โดยที่อุปกรณ์ FET ที่ทำมาจากคาร์บอนเหล่านี้สามารถเก็บกระแสไฟฟ้าที่สูงกว่าได้มากในพื้นที่ขนาดเล็กลง ทำให้สามารถประมวลผลได้รวดเร็ว

ซีไอโอควรพิจารณาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่เกิดจากเทคโนโลยีที่ใช้ “กราฟีน” และเริ่มค้นหาซัพพลายเออร์ที่เกิดใหม่ สำหรับเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

7.เทคโนโลยีกลายเป็นของใช้แล้วทิ้ง

จะเกิดอะไรขึ้นหากวงการเทคโนโลยีจะกลายเป็นแบบเดียวกับวงการแฟชั่น ด้วยการออกแบบแอปพลิเคชันที่ “ใช้แล้วทิ้ง” อย่างรวดเร็ว? ขณะที่องค์ประกอบต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจที่เน้นความคล่องตัวเป็นหลัก (Business Composability) ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ถือเป็นโอกาสของผู้บริหารไอทีที่จะดำเนินการไปอีกขึ้นและเตรียมพร้อมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่เทคโนโลยีแบบที่ใช้แล้วทิ้ง

เรียนรู้เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนการทำธุรกิจดิจิทัลและนวัตกรรมต่าง ๆ ในปี 2565 ได้ที่ Gartner Top Strategic Technology Trends for 2022 e-book.

เกี่ยวกับ Gartner IT Symposium/Xpo

Gartner IT Symposium/Xpo 2022 เป็นงานประชุมสำคัญที่สุดในโลกสำหรับผู้บริหารระดับซีไอโอ (CIOs) และผู้บริหารด้านไอทีอื่นๆ ผู้บริหารด้านไอทีใช้การประชุมนี้เพื่อเรียนรู้วิธีการรับมือกับช่วงเวลาต่าง ๆ และสร้างความแตกต่างผ่านการนำเสนอวิสัยทัศน์และผลลัพธ์ที่จำเป็นเพื่อยกระดับองค์กรไปสู่อีกขั้น ติดตามข่าวสาร ภาพถ่าย และวิดีโอจากงาน Gartner IT Symposium/Xpo ได้ที่ Gartner Newsroom หรือบน Twitter โดยติดแฮชแท็ก #GartnerSYM และบน LinkedIn


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แซดทีอี เป็นผู้นำพลิกโฉมสู่ยุคดิจิทัล ในการประชุม 5G Summit และ User Congress 2022

แซดทีอี คอร์ปอเรชั่น [ ZTE Corporation ] ผู้นำด้านโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระดับโลก จัดการร่วมประชุมเทคโนโลยี  5G Summit และ User Congress 2022 ณ เมืองสเตรซา ประเทศอิตาลี

แซดทีอี คอร์ปอเรชั่น จัดงานประชุมเทคโนโลยี 5G และ User Congress 2022 ในหัวข้อ “Inspire the Digital Transformation” เมื่อวันที่ 8 – 9 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี พันธมิตรในอุตสาหกรรม และนักวิเคราะห์ระดับชั้นนำ จากองค์กรระดับชั้นนำ อาทิ GSMA, Intel, CCS, IGF, 3GPP และ Global Data รวมถึงผู้ประกอบการอื่นๆ โดยได้มาเข้าร่วมกิจกรรมแบ่งปันข้อมูลในเชิงลึก ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานประชุมจำนวนมากกว่า 300 คน จากกว่า 70 บริษัท ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมงานต่างแสดงทัศนะและแลกเปลี่ยนกรณีศึกษาจากวงการธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G และนำเสนอความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล พร้อมแนะนำเทคโนโลยีใหม่ B5G และ การรักษาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

นายเสี่ยว หมิง รองประธานอาวุโส แซดทีอี คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ในอนาคตอันใกล้ “โลกดิจิทัล” กับ “โลกแห่งความจริง” จะปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น โดยก้าวข้ามมิติและพัฒนาไปสู่ยุคใหม่แห่งการเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และทุกก้าวย่างสู่อนาคต คือ การสัมผัสถึงความเป็นจริงอย่างมั่นคง รวมไปถึงการสร้างและเปิดเข้าไปสู่ขอบเขตใหม่ของโลกเสมือนจริง ซึ่งจะเป็นมากกว่าการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล และไม่ใช่เป็นเพียงนวัตกรรมที่เรียบง่ายอีกต่อไป หากแต่ จะกลายเป็นการเชื่อมต่อบริการของอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างอัจฉริยะ

มร.จอห์น ฮอฟฟ์แมน กรรมการผู้จัดการ GSMA Ltd. กล่าวว่า “บทบาทหลักของเทคโนโลยี 5G ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คือการเสริมพลังการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในทุกภาคส่วน โดยปีที่ผ่านมา พบว่าเทคโนโลยี 5G มีอัตราการเติบโตในเชิงพาณิชย์อย่างรวดเร็ว มีบทบาทในการช่วยประหยัดต้นทุนได้อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตามในทุกอุตสาหกรรม มีความจำเป็นต้องสำรวจสถานการณ์การใช้งานของตนเอง เพื่อที่จะได้เลือกนำเทคโนโลยี 5G เข้ามาใช้งานได้อย่างเหมาะสม เพื่อที่จะนำพาธุรกิจให้ก้าวสู่ความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย

มิส.ลาร่า ดีวาห์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด [CMO] GSMA Ltd. กล่าวว่า “หากต้องการสร้างธุรกิจและชุมชนให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และบรรลุสู่เป้าหมายสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทุกคนต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน โดยไม่สามารถทิ้งใครไว้ข้างหลังได้ โดยผู้ให้บริการมือถือ นับว่ามีบทบาทสำคัญต่อนวัตกรรมในแวดวงเทคโนโลยีและผู้ปฏิบัติงาน เนื่องจากจะช่วยลดทอนการทำงานให้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น อีกทั้งมีบทบาทในการจัดหาแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้า โดยขับเคลื่อนให้นวัตกรรมสัมพันธ์กับโทรศัพท์มือถือ และเติบโตไปด้วยกันอย่างเต็มที่

รากฐานการใช้งานแอปพลิเคชันและเทคโนโลยี เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อกับนวัตกรรมใหม่ แซดทีอี ได้ผสานระบบดิจิทัลอัจฉริยะให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของคน อาทิ บ้านอัจฉริยะ,ท่าเรืออัจฉริยะ, ยารักษาโรค ฯลฯ และยังให้บริการเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลให้แก่ อุตสาหกรรม และ สังคม อันจะเป็นโมเดลธุรกิจด้านเทคโนโลยี ที่จะสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้า ที่ปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ระบบนิเวศในการทำงานร่วมกันดี ก็จะช่วยให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมอยู่รอดและยังเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ระหว่างการจัดงาน แซดทีอี ยังได้จัดแสดงเทคโนโลยีและโซลูชั่นที่ล้ำสมัย ด้วยการเปิดตัว B5G Technology Whitepaper ร่วมกับ GSMA อีกด้วย

ในการสาธิตเทคโนโลยี B5G Technology Whitepaper ประสบความสำเร็จอย่างดี โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานอย่างมาก เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในยุค 5G และแสดงให้เห็นว่าทุกอุตสาหกรรม สามารถสร้างรายได้ผ่าน “แอปพลิเคชัน” ได้ตามที่ต้องการอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของ แซดทีอี ยังได้นำเสนอความสำเร็จของการใช้งานเครือข่ายจากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก พร้อมกับเปิดตัว Mini 5GC เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของ แซดทีอี คือผลิตภัณฑ์แรกในตลาด ที่ผู้ประกอบการนำไปใช้แล้วประสบความสำเร็จ สำหรับ แซดทีอี ยึดมั่นในวิสัยทัศน์และพันธกิจทางธุรกิจ โดยพร้อมที่จะนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อต่อยอดให้ทุกคนและทุกอุตสาหกรรม สามารถใช้งานเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึง มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยน แปลงด้านดิจิทัล เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้กับสังคมโลกต่อไป


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

HP ผนึกกำลัง 3M ส่งแคมเปญ “ศูนย์พิมพ์รักษ์โลก” ชูนวัตกรรมการพิมพ์กราฟิกรักษ์โลกเพื่อความยั่งยืน ครั้งแรกในเมืองไทย

กรุงเทพฯ, 2 พฤศจิกายน 2565 – เอชพี ประเทศไทย จับมือ บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ “ศูนย์พิมพ์รักษ์โลก” ครั้งแรกในเมืองไทยกับนวัตกรรมการพิมพ์งานกราฟิกเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าในกลุ่มธุรกิจที่ต้องการตัวเลือกที่ดีในด้านนิเวศวิทยาและเชิงพาณิชย์ พร้อมอวดผลงานการพิมพ์กราฟิกล่าสุดติดตั้งบนรถโม่พลังงานไฟฟ้าให้กับบริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด

จารุวรรณ คลังพหล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด HP Large Format บริษัท เอชพี อิงค์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “นอกเหนือจากการคิดค้นนวัตกรรมการพิมพ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความเร็วและความประหยัดแล้ว HP ยังให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability) ด้วยการร่วมมือกับ 3เอ็ม ในแคมเปญ ศูนย์พิมพ์รักษ์โลกครั้งนี้ ทาง HP จึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนทางด้านกระบวนการผลิต ด้วยการเลือกใช้เครื่องพิมพ์ HP Latex ซีรีส์ R  และหมึกพิมพ์ HP Latex รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นหมึกพิมพ์สูตรน้ำ ไร้กลิ่น ผ่านการรับรอง UL ECOLOGO®  ที่นอกจากจะทำให้ภาพกราฟิกมีสีสันที่สดใสคมชัด ยืดหยุ่นทนทาน มีการยึดเกาะสูงในทุกพื้นผิว ทนต่อการขีดข่วน ให้ความปลอดภัยต่อสุขภาพผู้ใช้งานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังช่วยลดมลพิษลงไปอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจและความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืนของ HP”

สุรศักดิ์ ศรีวิทยารักษ์ Country Sales Leader – Transportation & Electronics Business Group บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย ผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมระดับโลก กล่าวว่า “ความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจที่บริษัท 3เอ็มยึดมั่นมาโดยตลอด เราจึงไม่เคยหยุดที่จะคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคน ตลอดจนรักษาสมดุลของปัจจัยทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคม แคมเปญศูนย์พิมพ์รักษ์โลกจึงเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่ตอกย้ำความตั้งใจของ 3เอ็มในการนำเทคโนโลยีด้านฟิล์มกราฟิกที่ปลอดสารเคมีมาใช้ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มตัวเลือกในงานกราฟิกต่างๆ ให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานและประสิทธิภาพขั้นสูงสุด โดยผลงานแรกเราได้ทำงานให้กับกลุ่มธุรกิจเอสซีจี และมีแผนที่จะร่วมงานกับบริษัทอื่นในเร็วๆ นี้

สำหรับนวัตกรรมฟิล์มกราฟิกรักษ์โลก ในแคมเปญ ศูนย์พิมพ์รักษ์โลก 3เอ็มได้ชูเทคโนโลยีฟิล์มกราฟิก 3M™ ENVISION ซีรีย์ ที่ให้ประสิทธิภาพที่เหนือชั้น พร้อมคุณสมบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยปราศจากสารพีวีซี (Non-PVC) และสารพาทาเลต (Phthalate-free) ไม่มีส่วนผสมของคลอรีนหรือฮาโลเจน อีกทั้งใช้ตัวทำละลายน้อยลงถึง 58% โดยได้รับการรับรอง GREENGUARD ระดับ GOLD ฟิล์มกราฟิกรุ่น 48C สามารถรองรับเครื่องพิมพ์ได้ 100% และฟิล์มเคลือบรุ่น 8048G ซึ่งมาพร้อมคุณสมบัติช่วยป้องกันรังสียูวีที่เหนือกว่า และยังลดรอยขีดข่วนในงานพิมพ์น้อยลง

ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะจาก 3เอ็ม ทำให้การติดตั้ง ฟิล์มกราฟิก 3M™ ENVISION ซีรีย์ รุ่นนี้ ทำได้ง่ายทั้งพื้นผิวเรียบและโค้ง เหมาะสำหรับสื่อกราฟิกที่หลากหลายประเภททั้งในร่มและกลางแจ้ง เช่น ป้ายทั่วไป, POP, ผนัง, หน้าต่าง, รถบรรทุก, กราฟิกบางส่วนของยานพาหนะ และกราฟิกบนพื้นในอาคาร อีกทั้งการรับประกันประสิทธิภาพ 3M™ ในส่วนผลิตภัณฑ์และงานกราฟิกจะอยู่ภายในกรอบการทำงานและมาตรฐานของ 3M™ อีกด้วย

ทั้งนี้ ภายใต้แคมเปญ “ศูนย์พิมพ์รักษ์โลก” ยังได้รับความร่วมมือกับ บริษัท ตำหนักศิลป์ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ผู้ผลิตป้ายโฆษณารายใหญ่และสื่อประชาสัมพันธ์ที่ดำเนินธุรกิจมาไม่ต่ำกว่า 40 ปี มาเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันแคมเปญ โดยผลงานล่าสุดปรากฏบนรถโม่พลังงานไฟฟ้าให้กับบริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อส่งเสริมและยกระดับอุตสาหกรรมด้านก่อสร้างสู่ Green Construction และพัฒนาแพลตฟอร์มที่เป็น Ecosystem ต่อไป

ผลงานพิมพ์กราฟิกบนรถโม่พลังงานไฟฟ้านี้ ผลิตขึ้นจากฟิล์มกราฟิก 3M และเครื่องพิมพ์ HP Latex ซีรีส์ R โดยใช้ หมึกพิมพ์ HP Latex รุ่นใหม่ล่าสุด จัดแสดงอย่างโดดเด่นแก่ผู้ประกอบการในงานมหกรรมความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน Sustainability Expo 2022 เมื่อวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

เอชพี ประเทศไทย และ บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “ศูนย์พิมพ์รักษ์โลก” อย่างเป็นทางการ ภายในงาน BANGKOK AD & SIGN EXPO 2022 ระหว่างวันที่ 3-6 พฤศจิกายน 2565 ณ ฮอลล์ 6-7 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยยกทัพนวัตกรรมการพิมพ์งานกราฟิกที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของเอชพี มาแสดงที่บูธหมายเลข H2

ด้วยความร่วมมือจากหลายองค์กรที่มีความมุ่งหมายเดียวกันเพื่อสร้างความยั่งยืนสู่อนาคต เราจึงมั่นใจได้ว่าแคมเปญ ศูนย์พิมพ์รักษ์โลก จะต่อยอดไปสู่ธุรกิจต่างๆ ที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง สำหรับบริษัทที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญ ศูนย์พิมพ์รักษ์โลก เพื่อผลิตสื่อกราฟิกรักษ์โลก สามารถติดต่อได้ที่ บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย โทรศัพท์ 084-555-3015, 084-555-4077 หรือ บริษัท เอชพี ประเทศไทย โทรศัพท์ 1800 012 324 


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค สร้างแพลตฟอร์มความรู้ระดับมือโปร ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญดาต้าเซ็นเตอร์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ประกาศถึงการอัปเดตต่อเนื่องสำหรับ Schneider Electric University ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านความรู้ในระบบดิจิทัลที่ได้รับการรับรองจาก CPD และเปิดกว้างสำหรับผู้จำหน่ายทุกค่าย โดยพร้อมบริการใน 14 ภาษา และสามารถเข้าถึงจากทั่วโลกทางออนไลน์ได้ฟรี ช่วยเพิ่มทักษะให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม พร้อมติดตามความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีล่าสุด การสร้างความยั่งยืน และความริเริ่มด้านประสิทธิภาพพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน

จวบจนปัจจุบัน มหาวิทยาลัยชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เผยแพร่หลักสูตรมากกว่าหนึ่งล้านหลักสูตรให้กับผู้ใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ กว่า 650,000 ราย ในกว่า 180 ประเทศทั่วโลกที่มีฐานผู้ใช้งานอยู่ โดยการอัปเดตใหม่ในส่วนคุณสมบัติของ Schneider Electric University Data Center Certified Associate (DCCA) จะรวมเรื่องของพื้นฐานด้านพลังงาน การทำความเย็น ตู้แร็ค และการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ รวมถึงคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการปรับการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ ให้เหมาะสมที่สุดเพื่อสร้างความยืดหยุ่น ให้ประสิทธิภาพด้านพลังงาน และความยั่งยืน โดยตัวอย่างสำหรับหลักสูตรใหม่ล่าสุด เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างการระบายความร้อนสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ กลยุทธ์การเดินสายพื้นฐานในดาต้าเซ็นเตอร์ การตรวจสอบวิธีการป้องกันอัคคีภัยในดาต้าเซ็นเตอร์ และพื้นฐานด้านระบบทำความเย็น จนถึงความชื้นในดาต้าเซ็นเตอร์

นอกจากนี้ หลักสูตรยังช่วยตอบโจทย์ประเด็นสำคัญสำหรับอุตสาหกรรม เช่น การเลือกและการวางแผนไซต์งานดาต้าเซ็นเตอร์ โดยจะให้แนวทางในการเลือกไซต์งานในพื้นที่ในเมืองที่เคยมีการก่อสร้างมาก่อนแล้ว (brownfield) และพื้นที่ในชนบท (greenfield) เพื่อเข้าถึงพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีการผลิตพลังงานทางเลือก ซึ่งช่วยขับเคลื่อนการดำเนินการตามกลยุทธ์ด้านพลังงานหมุนเวียน การผลิตไฟฟ้าในสถานที่ทำงาน และการใช้เทคโนโลยี เช่น ไมโครกริด และเทคโนโลยีแบตเตอรี่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยช่วยประเมินผลกระทบด้านความยั่งยืนตามแบตเตอรี่ของ UPS ที่แตกต่างกันไป รวมถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีลิเธียมไอออน พร้อมนำเสนอการวิเคราะห์ต้นทุนตลอดอายุการใช้งานที่เกี่ยวข้อง

การตอบโจทย์เรื่องช่องว่างด้านทักษะในอุตสาหกรรม

การวิจัยด้านการสำรวจดาต้าเซ็นเตอร์ประจำปีของ Uptime Institute ในปี 2564 ประมาณการว่า ความต้องการพนักงานทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเกือบ 2.3 ล้านคนในปี 2568 นอกจากนี้ 32% ของผู้ตอบแบบสอบถามรายงานว่าประสบปัญหาในการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กร โดย 47% ประสบปัญหาในการหาผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับตำแหน่งงานที่เปิดรับ ทั้งนี้ การดึงดูดและรักษาผู้มีความสามารถในอุตสาหกรรมไว้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ปัจจุบันกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตในวงกว้าง

มหาวิทยาลัยชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้จัดการปัญหาช่องว่างด้านทักษะในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ และการขาดแคลนผู้ที่มีความสามารถโดยตรง โดยการสนับสนุนให้แต่ละคนเพิ่มพูนทักษะและพัฒนาทางวิชาชีพต่อไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ช่วยให้ธุรกิจสามารถดึงดูด ฝึกอบรมใหม่ให้กับผู้มีความสามารถทั้งรายใหม่และรายเดิมที่มีอยู่ และให้การเข้าถึงความรู้ด้านเทคนิคเฉพาะทาง ได้จากทุกที่

นายแอบเบย์ แอนิล โกสานการ์ รองประธานกลุ่ม Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ลาวและเมียนมา เผยว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความต้องการเรื่องความสามารถของดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนสร้างสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องมาจากการเร่งปฏิรูปกระบวนการทำงานสู่ดิจิทัล และมีการเร่งนำคลาวด์มาใช้งาน  อย่างไรก็ตาม การขาดแคลนทักษะในภาคส่วนนี้ยังถือเป็นปัญหาท้าทายที่สำคัญและมีนัยสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมอื่นที่เชื่อมโยงกันอยู่ซึ่งเราเชื่อว่าการชี้แนะแนวทางเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดและความคิดริเริ่มด้านความยั่งยืน คือการที่มหาวิทยาลัยชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้นำเสนอทรัพยากรอันล้ำค่าที่จะช่วยเชื่อมช่องว่างด้านทักษะด้วยการสร้างศักยภาพให้กับระบบนิเวศทางธุรกิจ เพิ่มทักษะให้กับพนักงาน และฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญรุ่นต่อไปเพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งอนาคต”

คำมั่นสัญญาระยะยาวด้านการให้ความรู้

ก่อนที่จะมีการควบรวมกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในปี 2549   สมาชิกของ Data Center Science Center ที่ APC™ ซึ่งปัจจุบันเป็นแบรนด์เรือธงของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในเรื่องพลังงานสำรองแบตเตอรี่ อุปกรณ์ป้องกันไฟกระชาก และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพด้านไอทีสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงสภาพแวดล้อมการประมวลผลแบบเอดจ์ ได้มีการสร้าง ‘Data Center University’ ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลฟรีที่ช่วยฝึกอบรมและยกระดับทักษะของผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมรุ่นต่อไป วิสัยทัศน์ของพวกเขาคือการสร้างหลักสูตรการฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองจาก CPD ที่จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ แห่งอนาคต

แพลตฟอร์ม “มหาวิทยาลัยชไนเดอร์ อิเล็คทริค” ได้เติบโตขึ้นจนสามารถนำเสนอหลักสูตรเรื่องของดาต้าเซ็นเตอร์ ประสิทธิภาพด้านพลังงาน และการสร้างความยั่งยืน มากถึงกว่า 200 หลักสูตร ผ่านวิทยาลัยเฉพาะทางสองแห่ง ได้แก่ Professional Energy Manager (PEM) และคุณวุฒิด้าน DCCA โดยทุกหลักสูตรเปิดให้เรียนรู้ได้ตามต้องการ เป็นโมดูลแบบหนึ่งชั่วโมง รองรับได้ 14 ภาษา เปิดให้เข้าถึงการเรียนรู้ด้านพลังงานได้ฟรีจากทุกที่ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังได้รับการยอมรับจากหน่วยงาน CPD ในอุตสาหกรรมต่างๆ กว่า 25 แห่ง รวมถึง BICSI, สมาคมผู้รับจ้างไฟฟ้า (Electrical Contractors Association หรือ ECA), วิศวกรของไอร์แลนด์ และพันธมิตรด้านพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน (The Renewable Energy & Energy Efficiency Partnership หรือ REEEP)

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนาทางวิชาชีพโดยเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ และการจัดการพลังงาน โดยเป็นรายแรกของอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังคงความเป็นกลางด้านผู้จำหน่ายแบบ 100% ไม่มีการแบ่งค่าย จนถึงปัจจุบัน มีหลักสูตรมากกว่า 1,000,000 หลักสูตร สำหรับผู้ใช้กว่า 650,000 รายทั่วโลก อีกทั้งมอบแนวทางสำคัญในการดำเนินวิชาชีพแก่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่ต้องการพัฒนาทักษะตัวเองให้ก้าวหน้าข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยชไนเดอร์ อิเล็คทริค – เริ่มเรียนได้เลย.

เรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน

ดูข้อมูลเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ชวนช้อปของขวัญปีใหม่ให้คนสำคัญของธุรกิจ ยกขบวนกระเช้าของขวัญและเครื่องใช้ไฟฟ้ากว่า 1,000 รายการ จัดโปรสุดคุ้ม

ปีใหม่นี้ เตรียมของขวัญดีๆ แล้วหรือยัง?… ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล  ชวนผู้ประกอบการช้อปกระเช้าและของขวัญปีใหม่ เตรียมมอบความสุข สร้างความประทับใจ ให้ลูกค้าธุรกิจและคนสำคัญของคุณ ด้วยกระเช้าของขวัญและเครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์ชั้นนำ รวมกว่า 1,000 รายการ พร้อมราคาสุดพิเศษสำหรับลูกค้าองค์กรที่สั่งซื้อจำนวนมาก และโปรโมชั่นสุดคุ้มจากบัตรเครดิตชั้นนำ เลือกผ่อนชำระ 0% นาน 3 เดือน* หรือรับเครดิตเงินคืนเมื่อช้อปตามกำหนด ตั้งแต่ 27 ต.ค. 65 – 31 ธ.ค. 65 ออฟฟิศเมทบริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.- ตามกำหนด

คุณจิตรลดา หาญวรวงศ์ชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ออฟฟิศเมท พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเลือกช้อปของขวัญปีใหม่ของลูกค้าองค์กรและ SME ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Hampers & Corporate Gifts Destination” โดยในปีนี้ได้คัดสรรกระเช้าของขวัญทุกรูปแบบจากแบรนด์ดัง อาทิ สก๊อต ดอยคำ ดอยตุง ท็อปส์ ออฟฟิศเมท และ BRAND’S พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้านานาชนิดโดนใจ ทุกไลฟ์สไตล์ และยังมีบริการรับผลิตของพรีเมียมพร้อมสกรีนโลโก้ธุรกิจคุณ โดยทั้งหมดนี้ออฟฟิศเมทจัดเต็มราคาพิเศษตามจำนวนสั่งซื้อ ให้ทุกธุรกิจมั่นใจได้ในความคุ้มค่าคุ้มราคา” สามารถช้อปสะดวกได้ทุกช่องทาง ทั้งที่ร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ช้อปออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://bit.ly/3gKAUpL หรือ Line: @OfficeMate และ Contact Center โทร. 1281


 

Exit mobile version