Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับล่าสุด เผยแนวโน้ม 5G ทั่วโลกยังคงเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) เผยรายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับล่าสุด เดือนพฤศจิกายน 2565 ระบุจำนวนผู้ใช้บริการ 5G ทั่วโลกเติบโตตามที่คาดการณ์ไว้ที่ 1 พันล้านราย ภายในสิ้นปี 2565 และจะเพิ่มเป็น 5 พันล้านราย ภายในสิ้นปี 2571 แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่กำลังแผ่ขยายไปในหลายพื้นที่ต่าง ๆ ของโลก พร้อมคาดการณ์ว่าการเชื่อมต่อผ่านบริการ Fixed Wireless Access (FWA) ทั่วโลกจะเติบโตรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมจากที่เคยคาดไว้

FWA คือบริการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่จะเข้ามาแทนที่การเชื่อมต่อบรอดแบนด์แบบผ่านสายสัญญาณสำหรับการใช้งานตามบ้านและธุรกิจ ที่เป็นรูปแบบการใช้งาน 5G หลัก ๆ แบบหนึ่งในยุคแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่ไม่มีบริการบรอดแบนด์หรือในตลาดที่บริการบรอดแบนด์ยังครอบคลุมไม่ทั่วถึง

แรงหนุนมาจากแผนกระตุ้นการนำ FWA มาใช้งานในประเทศอินเดีย และการคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตในตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ ทำให้ FWA ได้รับการคาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ย 19% ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2565-2571 และจะมีปริมาณการเชื่อมต่อสูงสุดถึง 300 ล้านครั้ง ในช่วงสิ้นปี 2571

จากการสำรวจผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร (CSP) ในกว่า 100 ประเทศ พบว่ามากกว่าสามในสี่เปิดให้บริการ FWA ในปัจจุบัน และเกือบหนึ่งในสามเปิดบริการ FWA บนเครือข่าย 5G เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีสัดส่วนเพียงหนึ่งในห้า โดยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา พบว่าเกือบ 40% ของบริการ 5G FWA ใหม่ เปิดให้บริการอยู่ในตลาดเกิดใหม่

ในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ปี 2565 มีจำนวนผู้ใช้บริการ 5G รายใหม่เพิ่มขึ้น 110 ล้านรายทั่วโลก ทำให้ยอดรวมเพิ่มเป็น 870 ล้านราย ตามที่คาดการณ์ไว้ในรายงานก่อนหน้านี้ เผยให้เห็นว่าจำนวนผู้ใช้บริการ 5G จะยังคงเพิ่มขึ้นเป็น 1 พันล้านรายภายในสิ้นปีนี้ นับว่าขยายตัวรวดเร็วกว่าเครือข่าย 4G ถึงสองปี หลังเปิดให้บริการ

จากสถิติดังกล่าว ยังตอกย้ำให้เห็นว่า เครือข่าย 5G เป็นเจเนอเรชั่นเครือข่ายมือถือที่เติบโตรวดเร็วที่สุด โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ประกอบด้วย อุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานและพร้อมวางขายจากผู้จำหน่ายหลากหลายราย และราคาที่ลดลงเร็วกว่าสำหรับการใช้บริการ 4G รวมถึงการนำเครือข่าย 5G มาปรับใช้จำนวนมากในช่วงระยะแรกของประเทศจีน

5G ในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2565 จำนวนผู้ใช้บริการ 5G ในภูมิภาคทั้งสองนี้จะเพิ่มสูงขึ้นราว 35%

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการด้านการสื่อสารจำนวนเกือบ 230 รายทั่วโลกที่เปิดให้บริการ 5G และมีสมาร์ทโฟน

รองรับเครือข่าย 5G เปิดตัวและวางจำหน่ายในตลาดมากกว่า 700 รุ่น

ภายในสิ้นปี 2571 จำนวนผู้ใช้บริการ 5G ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 5 พันล้านราย หรือคิดเป็น 55% ของผู้สมัครใช้บริการเครือข่ายมือถือทั้งหมด และคาดว่าความครอบคลุมของประชากร 5G จะสูงถึง 85% โดยเครือข่าย 5G จะรองรับการใช้ดาต้าบนมือถือได้ราว 70% ของดาต้าบนมือถือทั้งหมด และมีส่วนในการเติบโตของดาต้าโดยรวม

เฟรดริก เจดลิง รองประธานผู้บริหารและหัวหน้าเครือข่ายของอีริคสันกล่าวว่า “ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารยังเดินหน้านำเครือข่าย 5G พร้อมบริการ Fixed Wireless Access มาปรับใช้อย่างต่อเนื่อง โดยในทุกสองปีมีปริมาณการรับ-ส่งข้อมูลบนเครือข่ายมือถือทั่วโลกเพิ่มขึ้นสองเท่า ตามที่ระบุไว้ในรายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับล่าสุด ผู้ให้บริการกำลังดำเนินการเพื่อปรับใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของคลื่นวิทยุรุ่นล่าสุดที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน เพื่อเพิ่มการใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนและใช้งานโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”

ภายในสิ้นปี 2571 คาดว่าผู้ให้บริการส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียจะเปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์ โดยหลายรายกำลังจะยุติบริการบนเครือข่าย 2G และ 3G เพื่อนำคลื่นความถี่มาใช้รองรับเครือข่าย 4G และ 5G

ภายในสิ้นปี 2571 อีริคสันคาดว่าปริมาณผู้ใช้บริการ 5G ในภูมิภาคฯ จะมีถึง 620 ล้านราย  ตอกย้ำให้เห็นว่าเครือข่าย 5G จะกลายเป็นเทคโนโลยีชั้นนำในการสมัครใช้บริการ โดยมีอัตราการเข้าถึงเครือข่ายที่ 48%

การใช้ 5G และการใช้บริการเสมือนจริงใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของยอดการใช้ข้อมูลบนมือถือในภูมิภาคฯ คาดว่าในปี 2571 ยอดการใช้ดาต้าบนมือถือต่อสมาร์ทโฟนจะสูงถึง 54 กิ๊กกะไบท์ต่อเดือน หรือเติบโตเฉลี่ยเกือบ 30% ต่อปี โดยคาดว่าปริมาณการใช้ดาต้าบนมือถือทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ระหว่างปี 2565-2571

มร.อิกอร์ มอเรล ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับเครือข่าย 5G ซึ่งเราเห็นผลลัพธ์ของการนำ 5G มาปรับใช้ในช่วงแรก พบว่าประมาณ 15% ของประชากรได้เข้ามาใช้งานเครือข่าย 5G  โดยประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าไปสู่การเติบโตระลอกที่สองจากการสมัครใช้บริการ 5G โดยภายในปี 2571 เราคาดว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศจะเข้าถึงบริการ 5G”

ขณะเดียวกัน ตัวเลขผู้ใช้บริการ 4G ทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2565 เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 41 ล้านราย และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีผู้ใช้บริการ 4G ทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดที่ 5.2 พันล้านราย

ภายในสิ้นปี 2565 คาดว่าผู้ใช้บริการมือถือทั้งหมดจะมีสูงถึง 8.4 พันล้านราย และเพิ่มเป็น 9.2 พันล้านราย ภายในสิ้นปี 2571 โดยผู้ใช้งานมือถือส่วนใหญ่จะใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน และสิ้นปี 2565 คาดว่าจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะเพิ่มเป็น 6.6 พันล้านราย หรือคิดเป็น 79% ของยอดผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั้งหมด

รายงานฉบับล่าสุดยังย้ำความสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยภาคโทรคมนาคมถือว่ามีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนระดับโลก ทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ด้วยตัวเองและผ่านการดำเนินงานที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรมอื่น ๆ

เพื่อเป็นการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การรับ-ส่งข้อมูลที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นจำเป็นต้องได้รับการจัดการด้วยเครือข่ายอัจฉริยะที่มีความทันสมัย ผสมผสานกับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพให้เครือข่ายอย่างสมดุล


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัว EV ชาร์จ ตัวแรกของโลกที่สามารถติดตามค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และการปล่อยคาร์บอนได้

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ปฏิวัติวงการ EV ชาร์จเจอร์ ด้วยการเปิดตัว EVlink อุปกรณ์ชาร์จไฟอัจฉริยะสำหรับบ้าน ในงาน IFA 2022 โดยจะเป็นอุปกรณ์ชาร์จ ตัวแรกของโลกที่สามารถบริหารจัดการโหลดพลังงาน EV จำนวนมากอย่างชาญฉลาดได้จากที่บ้าน พร้อมมุ่งเน้นความสำคัญที่แหล่งพลังงานหมุนเวียนเป็นลำดับแรก

อุปกรณ์ชาร์จ EVlink Home Smart รุ่นใหม่ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค นับเป็นอุปกรณ์แรกในตลาดที่สามารถผสานรวมกับระบบนิเวศด้านการจัดการพลังงานในบ้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อตรวจสอบการใช้พลังงาน EV ในแบบเรียลไทม์ คาดการณ์การใช้จ่าย และกำหนดงบประมาณได้อย่างง่ายดาย ด้วยโหมดต่างๆ ถึง 4 โหมด ได้แก่ โหมดชาร์จทันที “charge now” โหมดการชาร์จแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “green charging” โหมดประหยัดค่าใช้จ่าย “cost effective” และ โหมดกำหนดตารางเวลาในการชาร์จได้เอง “customized schedule” ด้วยการเชื่อมต่อกับระบบ Home Energy ได้อย่างสมบูรณ์ จึงทำให้เจ้าของบ้านสามารถควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดของตน พร้อมทั้งติดตามการใช้ไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชันเดียว

อุปกรณ์ชาร์จ EV หรือ EV Charger กำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคต่างเลือกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในรูปแบบที่ให้ความยั่งยืนมากขึ้น เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน แต่การชาร์จรถยนต์ก็จะต้องให้ความสะดวกและมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แพง ซึ่ง EV สามารถเพิ่มโหลดพลังงานในบ้านได้ถึง 40% (ไม่ต้องพูดถึงผลกระทบต่อราคาพลังงานที่พุ่งสูงอยู่ก่อนแล้ว) จึงเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับเจ้าของบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เนื่องจากบ้านเรือนต่างๆ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าการขนส่ง อุตสาหกรรม หรือการผลิตพลังงานอยู่แล้ว

ด้วยความสามารถในการเชื่อมต่ออย่างราบรื่นและสามารถใช้งานร่วมกับระบบ Home automation (แอปฯ Wiser Home Energy Management) ของชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้อย่างเต็มรูปแบบ ผู้ใช้จึงสามารถรับมือกับความกังวลทั้งหมดนี้ได้ด้วยการใช้แค่อุปกรณ์ในมือ ผู้ใช้สามารถควบคุมเวลาและวิธีการชาร์จ EV พร้อมปรับสมดุลการชาร์จร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่กินพลังงาน โดยควบคุมผ่านมือถือได้ในทุกที่และทุกเวลาที่ต้องการ

เริ่มใช้โหมด “ประหยัดค่าใช้จ่าย”

เมื่อเปิดใช้งานโหมด ‘ประหยัดค่าใช้จ่าย’ Wiser สามารถช่วยเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่แพง ด้วยการสร้างตารางเวลาในการชาร์จให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดโดยอิงตามอัตราค่าไฟฟ้าที่ถูกที่สุดที่มี สำหรับเจ้าของบ้านที่มีการตั้งค่าจำกัดการใช้พลังงานไว้ Wiser ยังสามารถจัดการการชาร์จให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ได้ ช่วยป้องกันกรณีตรวจจับค่าพลังงานถึงขีดจำกัด เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ตลอดเวลา

ระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะของ Wiser จะปรับสมดุลโหลดอัตโนมัติ เพื่อให้สามารถทำงานอย่างราบรื่น เกิดประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับเจ้าของบ้าน ตัวอย่างเช่น หากเริ่มทำอาหาร Wiser จะทำงานรวมกับอุปกรณ์ต่างๆในครัว เช่น ซิงค์ล้างจาน ฯลฯ เพื่อควบคุมและบริหารการใช้งานพลังงานภายในบ้านได้แบบเรียลไทม์ เพื่อหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักหรือการสะดุด มอบความสะดวกสบายสูงสุด เพื่อให้คุณชาร์จรถได้โดยไม่รบกวนการใช้ชีวิตในส่วนอื่นๆ

ก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืน (Green mode)

ในปี 2566 นี้ผู้ใช้จะสามารถใช้งาน โหมดพลังงานสีเขียว “green mode” ได้ ซึ่งเจ้าของบ้านสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างเต็มรูปแบบ ตัวอย่างเช่น หากมีการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ระบบจะสลับมาใช้แหล่งนี้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้เมื่อมีการเก็บพลังงานแสงอาทิตย์สูงสุด คุณสามารถตั้งค่า EV ให้ชาร์จในช่วงเวลานั้นได้

นอกจากนี้ แอปฯ ยังให้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ โดยให้ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับปริมาณการใช้ CO2 ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถตัดสินใจโดยมีข้อมูลมากยิ่งขึ้น ข้อมูลสำคัญเพื่อทำให้เจ้าของบ้านสามารถประหยัดต้นทุนได้เพิ่มขึ้น

การใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยให้ตัดสินใจเกี่ยวกับความยั่งยืนได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้มั่นใจว่ารถยนต์ของเราได้รับการชาร์จและพร้อมสำหรับการใช้งานในเวลาที่เราต้องการ ทั้งหมดนี้ คือการทำให้พลังงานและบ้านของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเราและเพื่อโลกใบนี้

อุปกรณ์ชาร์จ EVlink Home Smart เป็นอุปกรณ์ล่าสุด ที่เข้ามาเสริมแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์การบริหารจัดการพลังงานภายในบ้านได้อย่างชาญฉลาดและยั่งยืน ในสาย EV Charger จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค

EVlink Home – เหมาะสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ใช้สำหรับที่พักอาศัยทั่วไป

EVlink Pro AC – สำหรับอาคาร สำนักงาน หรือ โรงงานอุตสาหกรรม

#SEGreatPeople #HomesOfTheFuture #NetZeroHomes #HomeCharging #EVcharging

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

VMware อัปเดตพอร์ตโฟลิโอ Sovereign SaaS ช่วยผู้ให้บริการจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) และ Workload ได้ดียิ่งขึ้น

VMware, Inc. (NYSE: VMW) ประกาศเปิดตัว VMware Tanzu บน sovereign cloud, VMware Aria Operations Compliance pack สำหรับ sovereign clouds และโซลูชันสำหรับสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบเปิดรูปแบบใหม่ รองรับผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud ที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เป็นจำนวนถึง 25 รายทั่วโลก ด้วยนวัตกรรมของ Sovereign SaaS ใหม่เหล่านี้ จะช่วยให้พันธมิตรสามารถส่งมอบการบริการที่เทียบเท่ากับการให้บริการที่มีอยู่บนพลับบลิกคลาวด์ และยังเพิ่มความมั่นใจว่า ข้อมูลจะได้รับการคุ้มครองและสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนด ตามความต้องการของพื้นที่ ภายใต้อาณาเขตของประเทศต่างๆ นั้นได้ดียิ่งขึ้น ด้วย Sovereign SaaS ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud สามารถสร้างโซลูชันที่มีความแตกต่างขั้นสูง เพื่อจัดการกับปริมาณงานรูปแบบใหม่ ลดความซับซ้อนของการดำเนินงานด้วยการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยังเสริมการสร้างรายได้จากข้อมูลโดยมีความเสี่ยงต่ำ

VMware Sovereign Cloud Framework และส่วนประกอบต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องได้มารวมกันเป็น VMware Sovereign Cloud Initiative ที่ความสอดคล้องกับ Gaia-X และ การจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) กฏระเบียบของการจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ระดับโลก ทำให้การส่งมอบ sovereign clouds เป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud รายใหม่ เช่น Advanced Wireless Network Co., Ltd., Fundaments B.V., Hitachi, Ltd., Macquarie Government, National Information Center, NCS PTE Ltd., PT Aplikanusa Lintsarta, Tata Communications Limited และ Credence กดเพื่อฟังสิ่งที่พันธมิตรเหล่านี้กล่าวถึงความสำคัญของ sovereign cloud

VMware กำลังสร้างพอร์ตโฟลิโอสำหรับ Sovereign SaaS เพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้า พันธมิตรสามารถส่งมอบ Sovereign SaaS พื้นฐานโดยใช้ซอฟต์แวร์ VMware ที่ทำงานในศูนย์ข้อมูลบน sovereign cloud ของตน โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตสาธารณะ ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลที่อยู่ในถิ่นฐานของข้อมูลเองและมีเฉพาะบน sovereign region ที่กำหนดเท่านั้น ผู้ที่อยู่นอกเหนือจากนี้จะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลใดๆ ได้เลย และองค์กรสามารถมั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีข้อมูลหรือข้อมูลเมตาใดออกจากประเทศหรือผู้ให้บริการอย่างแน่นอน

Rajeev Bhardwaj รองประธานฝ่ายโซลูชันแพลตฟอร์มผู้ให้บริการคลาวด์ของ VMware กล่าวว่า “หากไม่มี Cloud Sovereignty ก็จะไม่สามารถมี Data Sovereignty ได้เลย และข้อกำหนดต่างๆ ไม่จำเป็นต้องมาเสี่ยงกับนวัตกรรมคลาวด์ เรากำลังสร้างแผนปฏิบัติการใหม่ด้วยการนำบริการ SaaS เข้าสู่สภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud สามารถช่วยลูกค้าให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ในขณะที่ยังสามารถลดความเสี่ยงในการปลดล็อกการสร้างมูลค่าจากข้อมูลที่มี”

 

VMware Tanzu บน Sovereign Cloud

ลูกค้าที่ต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวดล้วนตระหนักดีถึงความจำเป็นในเชิงกลยุทธ์ในการปรับปรุงแอปพลิเคชันให้มีความทันสมัยเพื่อยกระดับในการมีส่วนร่วมของลูกค้า ด้วยการรักษาความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นContainers และ Kubernetes นำเสนอหนทางสู่ความทันสมัย ด้วย VMware Tanzu บน sovereign cloud องค์กรสามารถสร้าง ประมวลผล จัดการ และรักษาความปลอดภัยให้กับแอปพลิเคชันที่มีความทันสมัยได้อย่างสม่ำเสมอ บนโครงสร้าง sovereign cloud ด้วย Kubernetes ที่ถูกติดตั้งมาพร้อมกัน พอร์ตโฟลิโอของ Tanzu ช่วยลดความยุ่งยากในการดำเนินการบนแพลตฟอร์ม และช่วยให้นักพัฒนาสามารถปฎิบัติงานได้รวดเร็วขึ้นและสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่เหมาะสมสำหรับการสร้างแอปพลิเคชันที่ดีที่สุด  Sovereign-ready Tanzu ที่ถูกส่งมอบโดยพันธมิตรพื้นฐานจากศูนย์ข้อมูล sovereign cloud ที่มีอยู่ โดยไม่มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยสิ้นเชิง VMware Tanzu บน sovereign cloud ประกอบด้วย:

Tanzu Kubernetes Grid: Kubernetes runtime ที่พร้อมใช้งานในระดับองค์กรของ VMware ที่ออกแบบมาให้ลูกค้าสามารถทำการติดตั้งได้ง่าย สามารถดำเนินการหลายคลัสเตอร์แบบอัตโนมัติ พร้อมด้วยบริการแพลตฟอร์มแบบบูรณาการ เครื่องมือที่พื้นฐานของ Carvel ได้จัดเตรียมเครื่องมืออเนกประสงค์ที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งช่วยในการสร้างแอปพลิเคชัน การกำหนดค่า และการจัดเตรียมขึ้นใช้งานกับ Kubernetes สำหรับ sovereign clouds, Tanzu Kubernetes Grid ได้ทำการรวมเอาชุดรหัสข้อมูลแบบเปิด อาทิเช่น Fluent Bit, Prometheus, Grafana และ Contour ที่ให้ความสามารถในการตรวจสอบและการเข้าถึง องค์กรสามารถสังเกตและปรับเปลี่ยนได้ตามแนวโน้มของชุดรหัสข้อมูลแบบเปิด การติดตามและบันทึกข้อมูล ที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นบนคลัสเตอร์ของ Kubernetes และเพิ่มความมั่นใจว่าการรับส่งข้อมูลนั้นได้รับอนุญาตและมีความปลอดภัย 

Tanzu Application Platform: Sovereign-ready Tanzu Application Platform ได้จัดเตรียมเครื่องมือและการบริการที่จำเป็นสำหรับทีมนักพัฒนาในการเปลี่ยนรหัสข้อมูลให้เป็นแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็วและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น Tanzu Application Platform ได้ทำการเพิ่มการติดตั้งในรูปแบบ air-gapped เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดในสภาพแวดล้อม sovereign cloud ประสิทธิภาพในการทำงานของนักพัฒนาจะได้รับการปรับปรุงด้วยการเพิ่มการลงทะเบียนข้อมูลจำเพาะแบบ Dynamic API โดยใช้ปลั๊กอินของ Backstage API เพื่อทำให้การเผยแพร่ ใช้งาน และการทำงานร่วมกันบน API ในการพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นไปโดยอัตโนมัติและมีความปลอดภัย แดชบอร์ดการตรวจสอบช่องโหว่จากศูนย์กลางรูปแบบใหม่ จะช่วยทีมแอปพลิเคชันในการตรวจสอบความปลอดภัยในขั้นตอนการเตรียมขึ้นใช้งานระบบ และช่วยรักษาความปลอดภัยของแอปพลิเคชันในระหว่างการขึ้นใช้งานระบบ,  Tanzu Application Platform ได้เพิ่มการรองรับการทำงานของ Red Hat OpenShift, Jenkins และ Carbon เพื่อขยายขอบเขตของสภาพแวดล้อมในการทำงานร่วมกัน

Tanzu Mission Control: Sovereign-ready Tanzu Mission Control ได้จัดเตรียมคลัสเตอร์พื้นฐานตามนโยบายแบบอัตโนมัติ พร้อมด้วยการจัดการในวงกว้างเพื่อเพิ่มมุมมองที่ดีขึ้น รวมถึงการควบคุมและการรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงความสม่ำเสมอและความเร็วสำหรับ DevOps ที่มากขึ้น พร้อมกับมอบความยืดหยุ่นและความเป็นอิสระสำหรับนักพัฒนา Tanzu Mission Control จะช่วยให้พันธมิตร sovereign cloud ได้รับประโยชน์จากมุมมองของ Kubernetes เต็มรูปแบบในขณะที่ยังคงควบคุมการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายของตัวเอง ได้อย่างเต็มที่ การจัดการคลัสเตอร์ของ Kubernetes ที่ง่ายขึ้นจากการควบคุมเพียงระนาบเดียว จะช่วยขจัดการทำงานที่ยุ่งยากและลดเวลาในการดำเนินการให้เกิดความคล่องตัว VMware กำลังทำการพัฒนาเพื่อเพิ่มการรองรับการขึ้นใช้งานระบบส่วนตัวของ Tanzu Mission Control บนสภาพแวดล้อม sovereign cloud คุณสมบัติเหล่านี้ถูกรวมไว้บนรุ่นเบต้าแล้วในวันนี้

VMware Data Solutions: VMware Data Solutions (ชื่อเดิมคือ Tanzu Data Services) รองรับการจัดการข้อมูลที่มีความสอดคล้องและได้รับการยินยอม ลูกค้าสามารถเข้าถึงอินเทอร์เฟซด้วยการจัดการดำเนินการด้วยตัวเองและ API สำหรับการจัดการวงรอบในการทำงานของบริการต่างๆ ทำให้สามารถปรับแต่งอินสแตนซ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับแอปพลิเคชันของตน VMware RabbitMQ เป็นตัวแทนที่มีความคล่องตัวและง่ายต่อการปรับใช้ สนับสนุนโปรโตคอลการส่งข้อความแบบหลายรายการ และสามารถปรับใช้ในการกำหนดค่าแบบกระจายและแบบรวมศูนย์ เพื่อให้ตรงตามข้อกำหนดและความพร้อมในการใช้งานในระดับสูง ฐานข้อมูล SQL แบบโอเพ่นซอร์สของ VMware (Postgres & MySQL) เป็นบริการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่สามารถปรับใช้ตามต้องการ ช่วยประหยัดต้นทุนและมีความยืดหยุ่นตามขนาดที่ต้องการ ที่มาพร้อมกับการดูแลระบบแบบอัตโนมัติ

VMware Data Solutions ถูกรวมเข้ากับ VMware Cloud Director ทำให้การดำเนินการและการปรับใช้กับสภาพแวดล้อม sovereign cloud ง่ายยิ่งขึ้น VMware RabbitMQ พร้อมให้ใช้งานแล้ว และ VMware SQL อยู่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบและพร้อมให้ใช้งานในเร็วๆนี้

VMware Aria Operations สำหรับ Sovereign Clouds

VMware Aria Operations Compliance Pack สำหรับ Sovereign Cloud เพิ่มความสามารถในการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด การรายงาน การแก้ไข และการทำงานอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้พันธมิตรสามารถปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานทั้งด้านกฎระเบียบและแนวทางของ VMware Sovereign Cloud, Sovereign-ready Aria Operations มาพร้อมกับความสามารถที่ครอบคลุมทั้งความพร้อมในการใช้งาน ประสิทธิภาพ การจัดการความจุ การจัดการต้นทุน และการปฏิบัติตามข้อกำหนดสำหรับโครงสร้างพื้นฐานหรือแอปพลิเคชัน VMware Aria Operations Compliance packs ประกอบไปด้วยชุดการทำงานตามข้อกำหนดที่พร้อมใช้งานทันที การตรวจสอบการกำหนดค่า และการรายงานตามการควบคุมของ Sovereign controls 20 จุด เช่น การจัดการส่วนย่อยของ ข้อมูลระหว่างที่พักไว้และการเข้ารหัสระหว่างการส่ง รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนด ISO 27000 การผสานรวมอย่างสมบูรณ์กับ VMware Cloud Director และแดชบอร์ดแบบรวมเป็นหนึ่งเดียวพร้อมมอบวิธีการที่จะแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดแบบอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพบนโครงสร้าง sovereign cloud แบบสมบูรณ์ VMware ได้ประกาศความพร้อมใช้งานเริ่มต้นสำหรับ VMware Aria Operations Compliance pack สำหรับ sovereign cloud

Open Ecosystem Solutions สำหรับ Sovereign Clouds

ด้วยการทำงานรวมกันกับพันธมิตรบนสภาพแวดล้อมแบบเปิด VMware พร้อมนำเสนอการให้บริการเพิ่มเติมจากพันธมิตรอื่นๆเช่น Cloudian, Veeam และ Fortanix สำหรับ Object Storage, การป้องกันแรนซัมแวร์, การสำรองข้อมูล/การกู้คืน และการจัดการคีย์ ซึ่งบริการเหล่านี้ได้ถูกผสานรวมเข้ากับ VMware Cloud Director สำหรับหลายผู้รับบริการที่มาพร้อมกับประสบการณ์ในการใช้งานที่ราบรื่น VMware ยังคงสร้างสภาพแวดล้อมแบบเปิดนี้ต่อไปด้วยการเปิดตัวบริการพันธมิตรใหม่ดังต่อไปนี้:

การบริหารความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนด: VMware ได้ร่วมมือกับ Caveonix เพื่อมอบแพลตฟอร์มในการรักษาความปลอดภัย การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการกำกับดูแลที่ครบวงจรภายใน sovereign domain ในการบริหารข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) เพื่อให้ตรงกับความต้องการของ sovereign cloud แพลตฟอร์มดังกล่าวจะตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของสภาพแวดล้อมของ VMware อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้แน่ใจว่ามีการรายงานและทำการแก้ไขปัญหาในทันที ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการปกป้องทรัพย์สินข้อมูลทั้งหมดที่จัดเก็บไว้ใน sovereign cloudได้เป็นอย่างดี

Data Lakehouse as a Service: VMware Tanzu Greenplum เป็นแพลตฟอร์มคลังข้อมูลการประมวลผลแบบขนานขนาดใหญ่ (MPP) ที่ได้รวมเอา Cloudian HyperStore S3-compatible object storage เพื่อทำการส่งมอบสถาปัตยกรรม data lakehouse แบบเดียวกันที่มีอยู่ในพับบลิกคลาวด์ไปยัง sovereign clouds, นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในรูปแบบใหม่ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างและปรับใช้โมเดลในการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงสำหรับแอปพลิเคชันระดับองค์กรที่มีความซับซ้อน ลูกค้าสามารถเปลี่ยนแปลงจำนวนของโหนดคอมพิวท์ที่ประมวลผล Greenplum หรือโหนดสตอเรจที่ทำงานบน HyperStore ได้อย่างยืดหยุ่น เป็นอิสระตามความต้องการ ช่วยให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นและประหยัดยิ่งขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบ sovereign cloud

Thierry Souche ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ OVHcloud กล่าวว่า “เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ OVHcloud ได้ร่วมพัฒนากับ VMware พันธมิตรที่แข็งแกร่ง ด้วยจุดแข็งทั่วไปของเราในด้าน Hosted Private cloud ซึ่งในขณะนี้เรายอมรับขั้นตอนใหม่ด้วยการปรับใช้ sovereign-ready Tanzu  ในโหมดที่ถูกแยกออกมาอย่างน่าเชื่อถือโดยสมบูรณ์ซึ่งช่วยปกป้องข้อมูลตลอดวงรอบของการใช้งาน จากความมุ่งมั่นที่ไม่เหมือนใครในบรรดาผู้ให้บริการเทคโนโลยีคลาวด์ชั้นนำของโลก เรามีความภูมิใจที่ได้ปรับใช้โซลูชันที่ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยตอบสนองความต้องการเนทีฟแอปพลิเคชันบนคลาวด์และแพลตฟอร์มต่างๆที่ต้องการด้วยโซลูชันที่ล้ำสมัย ข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ไม่เคยมีความสำคัญสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีในยุโรปมาก่อน และเรายินดีที่จะขยายพอร์ตโฟลิโอของเราต่อไปเพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ศักยภาพสูงสุดของระบบคลาวด์ที่มีความน่าเชื่อถือได้อย่างเต็มที่”

Alberto Valero หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีและการเติบโตของ Tietoevry Connect กล่าวว่า “ขณะนี้เราได้ทำการสร้างความสามารถพื้นฐานบน sovereign cloud บนเครือข่ายศูนย์ข้อมูล Nordic สำหรับลูกค้าของเรา และกำลังนำลูกค้าที่มีอยู่ รวมถึงลูกค้าใหม่ไปยังโซลูชันที่ทันสมัยใหม่นี้ เราเห็นว่าขั้นตอนต่อไปที่เหมาะสมสำหรับเราในการช่วยเหลือลูกค้าของเราสำหรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบดิจิทัลคือการจัดหา Tanzu Application Portfolio ให้พวกเขา ด้วย Tanzu Application Platform ลูกค้าจะได้รับชุดเครื่องมือที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ด้วยการสนับสนุนจากบริการระดับมืออาชีพของเรา จะช่วยปรับปรุงความสามารถในการเพิ่มสภาพแวดล้อมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเป็นไปได้เหล่านี้ในการขับเคลื่อนการสร้างมูลค่าให้ข้อมูลบนบริบทของข้อกำหนดทางด้านดิจิทัล (digital sovereign context)”

Sovereign Clouds และ Delicate Dance สำหรับ Data Monetization กับ Data Sovereignty1

ในการวิจัยใหม่ที่ดำเนินการโดย Vanson Bourne ที่ได้รับมอบหมายจาก VMware เผยให้เห็นว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า 96% ของบริษัททั้งหมดที่ถูกสำรวจเชื่อว่าข้อมูลจะกลายเป็นแหล่งรายได้ และ 50% เชื่อว่าข้อมูลจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญ ในขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้นำในองค์กรธุรกิจจำนวนมากให้ความสำคัญกับข้อมูลของตนในฐานะแหล่งรายได้ที่ไม่ได้ใช้งาน แต่ในขณะเดียวกันก็มีประเด็นใหญ่ที่น่าสนใจคือ: ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) เป็นหนึ่งในความท้าทายหลักที่องค์กรต้องเผชิญ โดย 95% ยอมรับว่าเป็นปัญหา องค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) มักจะต้องจ่ายค่าปรับหลายร้อยล้านดอลลาร์และก่อเกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงของแบรนด์เพราะต้องเสียเวลาเจรจาประนีประนอมเกี่ยวกับข้อมูล ปัจจุบัน กว่า 100 ประเทศมีกฎหมายของตนเองว่าควรจัดการและจัดเก็บข้อมูลอย่างไรภายในเขตอำนาจการปกครอง และกฎระเบียบเหล่านี้ส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ดีผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud พร้อมนำเสนอเส้นทางที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นแก่ลูกค้าในการลดความเสี่ยงในการสร้างรายได้จากข้อมูล อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่

เกี่ยวกับงาน VMware Explore 

VMware Explore เป็นวิวัฒนาการในการจัดการประชุมระดับแนวหน้าของ VMworld โดยการจัดการประชุมในครั้งนี้ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอุตสาหรรมไปในรูปแบบของ ทุกสิ่งเกิดขึ้นบนมัลติคลาวด์ ในปีนี้ได้นำเสนอโซลูชันชั้นนำสำหรับอุตสาหกรรมและการประชุมทางเทคนิค พร้อมด้วยกว่า 90% ของระบบนิเวศแบบคลาวด์จากพาร์ทเนอร์ชั้นนำ รวมถึงตลาดมัลติคลาวด์ ISVs ที่กำลังรุ่งเรือง เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMware Explore โปรดไปที่: www.vmware.com/explore.html

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำทางด้านมัลติคลาวด์สำหรับแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อสร้างนวัตกรรมดิจิทัลด้วยการควบคุมระดับองค์กร ในฐานะที่เป็นรากฐานที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเร่งความเร็วในการสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ของ VMware จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมอบทางเลือกสำหรับการสร้างอนาคต VMware มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าภายในปี 2030 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.vmware.com/company


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจล่าสุด พบผู้นำธุรกิจถึง 87% จะเพิ่มการลงทุนความยั่งยืนในอีก 2 ปีข้างหน้านี้

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 28 พฤศจิกายน 2565 – การ์ทเนอร์ อิงค์ เผยผลสำรวจล่าสุด พบว่า 87% ของผู้นำธุรกิจเตรียมเพิ่มการลงทุนด้านความยั่งยืนในอีกสองปีข้างหน้า โดยระบุว่าลูกค้าเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลักที่กดดันให้องค์กรต้องลงทุนหรือดำเนินการด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นการเลือกจากกลุ่มผู้บริหาร 80% ตามมาด้วยกลุ่มนักลงทุน (60%) และกลุ่มนักกฎหมาย (55%) ตามลำดับ

คริสติน โมเยอร์ รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ความยั่งยืนช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับการหยุดชะงักต่าง ๆ ได้ โดยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนวัสดุและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ล้วนส่งผลให้องค์กรธุรกิจต้องกลับมาตรวจสอบค่าใช้จ่ายทุกรูปแบบอีกครั้ง ซึ่งการมุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องที่จำเป็นและความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ต้องการเห็นความคืบหน้าของการดำเนินงานตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (หรือ ESG) นั้นสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ แก่องค์กร พร้อมช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยง”

ความยั่งยืนช่วยปกป้ององค์กรธุรกิจจากการหยุดชะงัก

86% ของผู้นำธุรกิจมองว่าความยั่งยืนนั้นเป็นการลงทุนที่ช่วยปกป้ององค์กรของตนจากการหยุดชะงัก นอกจากนี้ 83% ยังระบุว่า กิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการความยั่งยืนนั้นช่วยสร้างมูลค่าแก่องค์กรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และ 80% ระบุว่าความยั่งยืนช่วยให้องค์กรปรับความเหมาะสมและลดต้นทุนได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าโครงการความยั่งยืนกำลังช่วยลดต้นทุนให้กับประเด็นต่อไปนี้เป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งประกอบด้วย การใช้พลังงาน (Energy Consumption) การเดินทางเพื่อธุรกิจ (Business Travel) และธุรกรรมของลูกค้า (Customer Transaction) (ตามรูปภาพที่ 1)

 

ภาพที่ 1 ค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการหลัก ๆ ของธุรกิจที่ลดลงผ่านโครงการความยั่งยืน


ที่มา: การ์ทเนอร์ (ตุลาคม 2565)

“ผู้นำองค์กรบรรลุความสำเร็จในด้านการปฏิบัติงานและการประหยัดในห่วงโซ่อุปทานด้วยโครงการความยั่งยืนของพวกเขา ตามกลยุทธ์ “Two For One” ที่การลงทุนด้านความยั่งยืนช่วยสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน ที่ช่วยเพิ่มผลกระทบของโครงการได้อย่างมากด้วยการสร้างวงจรการทำธุรกิจด้วยคุณธรรม”

ความยั่งยืนขับเคลื่อนการเติบโตองค์กรและนวัตกรรม

ความยั่งยืนสามารถเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ โดย 57% ของผู้นำธุรกิจระบุว่าโครงการความยั่งยืนมีความเชื่อมโยงสำคัญต่อผลกำไรขาดทุนขององค์กร และ 42% ใช้ประโยชน์จากกิจกรรมความยั่งยืนต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม สร้างความแตกต่าง และการเติบโตแก่องค์กรผ่านผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน

“การลงทุนด้านความยั่งยืนสามารถส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้มีความแตกต่างได้ แต่ควรระมัดระวังความเสี่ยงจากการมุ่งสู่องค์กรสีเขียว เนื่องจากไม่มีทางลัดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้นจึงควรมุ่งเน้นไปที่คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อลูกค้าและจัดลำดับความสำคัญนั้น ๆ เพื่อกำหนดรูปแบบของการตัดสินใจซื้อ เมื่อเรามองในมุมกลยุทธ์ ความยั่งยืนนั้นเป็นทางแสงสว่างแก่ธุรกิจในสภาวะตลาดที่ยากลำบาก”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอปสันจับมือแบรนด์สินค้ารักโลก ส่งต่อไอเดียยั่งยืนอย่างไรให้มั่งคั่ง

ดร.วุฒนิพงษ์ วราไกรสวัสดิ์ (กลาง) คณบดีคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ พร้อมรองคณบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ให้เกียรติต้อนรับนายคณิน ธรรมภิบาลอุดม หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สร้างแบรนด์สินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมของคนไทย ได้แก่ SHE KNOWS แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นรักโลก Maddy Hopper แบรนด์รองเท้าจากวัสดุธรรมชาติของไทย และ Qualy แบรนด์สินค้าตกแต่งบ้านจากวัสดุรีไซเคิล ในโอกาสที่เอปสันได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ ‘Day One with Sustainability’ หรือ  ก้าวแรกธุรกิจด้วยความยั่งยืน’ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวการใช้แนวคิดด้านความยั่งยืนมาสร้างธุรกิจให้สำเร็จจนเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ พร้อมส่งต่อแนวคิดการนำความยั่งยืนเป็นสารตั้งต้นธุรกิจ ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อเร็วๆ นี้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โรงงานถ่านไฟฉาย พานาโซนิคนำร่อง บรรลุเป้าความเป็นกลางทางคาร์บอน แห่งแรกของกรุ๊ปฯ

บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำการผลิตถ่านไฟฉายในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มบริษัทพานาโซนิค ในประเทศไทย ประกาศบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และขึ้นเป็นโรงงานแห่งแรกของกลุ่ม พานาโซนิคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ (Zero CO2 Factory) ในปี 2565

โดยบริษัทฯ ได้เดินหน้ากิจกรรม การลดใช้พลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการชดเชยคาร์บอน เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในสังคมไทยและโลกใบนี้ อีกทั้งเพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มบริษัทพานาโซนิค และบริษัทพานาโซนิค เอเนอร์จี (Panasonic Energy Co., Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ โดยกิจกรรมดังกล่าว ได้แก่ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ เพื่อให้มีการบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของถ่านไฟฉายจากพลาสติกเป็นกระดาษ การดำเนินการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยนำพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ขนาด 0.329 MWp มาใช้ในกระบวนการผลิตตั้งแต่ปี 2561 และมีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 1.16 MWp อีกภายในปี 2565 ซึ่งจะเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์โดยรวมประมาณ 2,000  MWh/ปี นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ดำเนินการซื้อคาร์บอนเครดิตและพลังงานหมุนเวียน เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย โดยทั้งหมดนี้ ก็เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2565

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทพานาโซนิคทั่วโลก ตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงให้ได้มากกว่า 300 ล้านตัน หรือประมาณ 1% ของการปล่อยมลพิษทั่วโลกในปัจจุบัน ภายในปี 2593


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Medlab Asia & Asia Health 2022 ปิดดีลซื้อ-ขายเครื่องมือแพทย์ในงานทะลุเป้า 1,264 ลบ.

อินฟอร์มา มาเก็ตส์ และอิมแพ็ค เอ็กชิบิชั่น แมเนจเม้นท์ ประสบความสำเร็จในการจัดงาน Medlab Asia & Asia Health 2022 งานแสดงเครื่องมือแพทย์และประชุมวิชาการนานาชาติ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรรมเครื่องมือแพทย์และห้องปฎิบัติการทางการแพทย์ชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน ปิดดีลยอดซื้อขายเครื่องมือแพทย์ ได้เกินความคาดหมาย ตลอด วันของการจัดงาน มูลค่ากว่า 1,264 ล้านบาท

โดยได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายภูริพันธ์ บุนนาค รองผู้อำนวยการ สายงานบริหาร สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) ให้เกียรติร่วมเปิดงาน โดยมีผู้เข้าชมงาน 6,168 คน จาก 55 ประเทศ เข้าเยี่ยมชมบูธผู้แสดงสินค้าจาก 289 บริษัทจาก 30 ประเทศ รวมถึงพาวิลเลี่ยนนานาชาติ แห่ง ทั้งนี้ ผู้จัดงานเผยเตรียมพร้อมจัดงานปีหน้ายิ่งใหญ่กว่าเดิม ในวันที่ 12-14 กรกฎาคม 2566 ที่ อาคารชาเจนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายทอม โคลแมน ผู้อำนวยการจัดงาน บริษัท อินฟอร์ม่า มาร์เก็ตส์ กล่าวว่า “การจัดงาน Medlab Asia & Asia Health แบบพบปะกันเป็นครั้งแรกในประเทศไทย นับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจที่เอื้อต่อการทำข้อตกลงทางธุรกิจ โดยให้โอกาสในการสร้างเครือข่าย และท้ายที่สุดเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ และการดูแลสุขภาพทั่วโลก”

โดยบริษัทที่สามารถปิดการขายในงานได้ อาทิ Mindray, Sansure, Randox, BGI Genomic, LG Thailand, Quotient Suisse S, ERBA Mannheim, Sysmex Asia Pacific Pte Ltd และบริษัทอีกมากมาย เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ป่วยโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่หลากหลาย นอกจากนี้ Mindray ยังได้ลงนามในข้อตกลงการซื้อขายอุปกรณ์ทางการแพทย์จำนวนมาก ในขณะที่ประเภทผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่เซ็นต์สัญญา อาทิ อุปกรณ์ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ เครื่องมือแพทย์ วัสดุใช้แล้วทิ้ง สินค้าทดสอบทดสอบและสินค้าอุปโภคบริโภค การดูแลสุขภาพและบริการทั่วไป และระบบไอทีและโซลูชั่น

เสียงตอบรับจากผู้เข้าร่วมแสดงสินค้างานคุณ Carrie Wen – ผู้อำนวยการฝ่ายขายประจำภูมิภาคบริษัท Sansure Biotech Inc. กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีที่ได้มประเทศไทยและเข้าร่วมแสดงเครื่องมือแพทย์ที่งาน Medlab Asia and Asia Health นี่เป็นครั้งแรกหลังจากเกิดโรคระบาด ที่ทางบริษัทได้มีโอกาสพบปะกับลูกค้าแบบต่อหน้า นอกจากนี้ งานนี้ยังเป็นเวทีที่ทางบริษัทได้แสดงผลิตภัณฑ์และเชิญวิทยากรชั้นมาบรรยายถึงเทคโนโลยีของ Sansure”

นายลอย จุน ฮาว ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “ผลตอบรับของงาน Medlab Asia & Asia Health 2022 นั้นเกินความคาดหมายที่เราตั้งไว้ เป็นผลมาจากความสำเร็จในการร่วมมือกับทาง อินฟอร์ม่า มาร์เก็ตส์ ซึ่งเราเล็งเห็นถึงความร่วมมือที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ เป้าหมาย และความมุ่งมั่นที่คล้ายคลึงกัน เพื่อสร้างแพลตฟอร์มอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพและห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ระดับสากลที่จะ รองรับภาคส่วนการดูแลสุขภาพที่กำลังเติบโต ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่รวมถึงในภูมิภาคอาเซียนด้วย เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสจัดงานแบบ face-to-face ที่รอคอยกันอย่างมาก ซึ่งทำให้ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และห้องปฏิบัติการทางการแพทย์สามารถติดต่อกันได้แบบตัวต่อตัว และมีส่วนร่วมกันอีกครั้ง หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อการสนทนาทางธุรกิจ การเจรจาข้อตกลง การสร้างเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนความรู้ และมุ่งม่นที่จะจัดงานให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นในปี 2566″

งานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘Transforming the laboratory and healthcare medicine through innovation’  ได้รับการสนับสนุนจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และ Thailand Medical Hub จากความสำเร็จอย่างท่วมท้นของงานในปีนี้ บริษัท Randox, Sansure, Auotobio และบริษัทอีกมากมาย ได้ยืนยันการเข้าร่วมงาน Medlab Asia and Asia Health 2023 ที่จะกลับมาอีกครั้งในวันที่ 12-14  กรกฎาคม 2566 ณ อาคารชาเจนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย  ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ medlabasia.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เมโทรซิสเต็มส์ฯ ร่วมกับ หัวเว่ย เทคโนโลยี่ฯ รุกตลาดในกลุ่มโซลูชั่นด้าน Desktop as a Service

จัดงานสัมมนา Modernize Hybrid Workspace with Accelerate VDI พร้อมอัปเดตผลิตภัณฑ์และโซลูชัน Speed Desktop ในรูปแบบ Desktop as a Service (DaaS) เพื่อสนับสนุนธุรกิจในยุค VDI on Cloud รวมถึงได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงในเวทีเสวนาพิเศษแบ่งปันมุมมอง จากทางบริษัท อีซี่ บายฯ ความท้าทายแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเมื่อต้องย้ายไประบบ VDI on Cloud ณ “โรงแรม Sofitel Sukhumvit” เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา

คุณชัยวัฒน์ วชิรโรจน์ไพศาล (ทางซ้าย) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยกลุ่มธุรกิจ “Digital Solutions Group” ร่วมกับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกันจัดงาน “Modernize Hybrid Workspace with Accelerate VDI” แนะนำอัปเดตผลิตภัณฑ์และโซลูชันด้าน Desktop as a Service (DaaS) ในชื่อ Speed Desktop ในยุคที่ทุกองค์กรต้องการบริหารจัดการเดสก์ท็อปที่มีจำนวนมาก หลากหลายแพลตฟอร์มให้มีประสิทธิภาพสูงสด แต่ยังคงสามารถจัดการงบประมาณการลงทุนในรูปแบบจ่ายตามจริง (Pay Per Use) ซึ่งโดยได้รับเกียรติจากคุณคุณปิยะธิดา อิทธิระวิวงศ์  (ตรงกลาง) ประธานกรรมการฝ่ายแผนกธุรกิจคลาวด์ประเทศไทย บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) และคุณมณเฑียร สมพูลสวัสดี (ทางขวา) รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน) ในเวทีเสวนาพิเศษแบ่งปันมุมมอง ถึงความท้าทายที่องค์กรต้องกล้าตัดสินใจ จนเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์มีจุดมุ่งหมายในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน และหัวข้อสัมมนาอื่นๆ ที่น่าสนใจจากทีมงานเมโทรซิสเต็มส์ฯ และหัวเว่ย

ภายในงานยังได้พบกับบูธโซชั่นที่น่าสนใจ ได้แก่

  1. “Metro VDI on Cloud with Speed Desktop” โดยเป็น Desktop as a Service on Cloud ที่ดูแลบริหารจัดง่าย มีความปลอดภัยสูง และการลงทุนเป็นไปตามการใช้งานจริง
  2. “DevSecOps by MSC Managed Services” โดยเน้นการทำงานในรูปแบบที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงการทำงานที่มีความปลอดภัยที่รวม Development และ Operation เข้าด้วยกัน
  3. “Smart Network Solution by MSC & Huawei” แสดงให้ถึงนวัตกรรม Wired & Wireless ที่นำ AI มาช่วยในแต่กลุ่มอุตสาหกรรม
  4. “Security on Cloud by MSC Horangi Warden” การรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์แบบครอบคลุม และความสามารถในการตรวจจับภัยคุยคามเหล่านี้
  5. “Application Management on Cloud by MSC Managed Services” เป็นแพลตฟอร์มที่รับรองทรัพยากรทั้งหมด เข้าใจความสัมพันธ์ของทรัพยากรและจัดการเป็นไปอย่างอัตโนมัติ

ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมงานสัมมนา บรรยายกาศอย่างเป็นกันเอง พร้อมทั้งสาธิตวิธีการทำงานภายในบูธ เพื่อให้เกิดความมั่นใจ และเข้าใจในผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ กลุ่ม Digital Solutions Group “DSG”, บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อีเมล์ : dsgmkt@metrosystems.co.th Website: https://www.metrosystems.co.th/ Facebook : https://www.facebook.com/metrosystemscorp


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วว. คว้ารางวัล Bronze Prize จากผลงานวิจัย “เครื่องอบแห้งอาหารและสมุนไพร ระบบพลังงานลมร่วมแสงอาทิตย์” ในเวที SIIF 2022

นายวีรยุทธ  พรหมจันทร์  นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ  (ศนอ.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)  พร้อมด้วย นางเรวดี    มีสัตย์  นักวิจัยอาวุโส  ศนอ. ในฐานะผู้แทน วว. ได้รับรางวัล Bronze Prize จากการส่ง เครื่องอบแห้งอาหารและสมุนไพร ระบบพลังงานลมร่วมแสงอาทิตย์ (Vortex-Circulating Solar Dryer) ผลงานวิจัยและพัฒนาภายใต้โครงการครัวแบ่งปัน วว. เข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการและร่วมประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์  ในงาน  Seoul International Invention Fair 2022  (SIIF 2022)  ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่  16-19  พฤศจิกายน  2565  กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี  โดย วว. ได้รับการคัดเลือกจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  ให้เข้าร่วมกิจกรรมในเวทีดังกล่าว  ทั้งนี้งาน Seoul International Invention Fair 2022 (SIIF 2022)  เป็นงานแสดงสิ่งประดิษฐ์นานาชาติของกรุงโซล เปิดตัวในปี .. 2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการตลาดและส่งเสริมสิ่งประดิษฐ์ อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของเกาหลี และได้รับการสนับสนุนในระดับสากล โดย องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และประเทศพันธมิตร  ปัจจุบันเป็นเวทีสำหรับนักประดิษฐ์และนักวิจัยจากทั่วโลก ในการร่วมแสดงความคิดและโชว์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้กับผู้ผลิต นักลงทุน และผู้จัดจำหน่าย

เครื่องอบแห้งอาหารและสมุนไพร ระบบพลังงานลมร่วมแสงอาทิตย์  เป็นผลงานบูรณาการวิจัยและพัฒนาโดยหน่วยงานของ วว. ได้แก่  ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ   ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร   ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ และศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ  เหมาะสำหรับอบแห้งอาหาร ที่ใช้อุณหภูมิ ไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส  เช่น หมูแดดเดียว  ปลาเค็ม กุ้งแห้ง  ปลาหมึกแห้ง  ผลไม้ เช่น กล้วย มะม่วง  ลำไย  ขนุน  แก้วมังกร  และสมุนไพรประเภท เหง้า ลำต้น ใบและดอก  เช่น ขิง ขมิ้น ใบเตย ฟ้าทะลายโจร อัญชัน กระเจี๊ยบ บัวบก เป็นต้น  

คุณลักษณะเด่นของนวัตกรรม  ออกแบบโดยใช้หลักอากาศพลศาสตร์ Aerodynamics ช่วยให้การเคลื่อนที่ของกระแสลม และการกระจายความร้อนภายในห้องอบแห้งมีประสิทธิภาพสูงสุด การกระจายความร้อนภายในห้องอบแห้ง มีความสม่ำเสมอและทั่วถึง  มีถาดวางวัตถุดิบ จำนวน 10 ชั้น รองรับวัตถุดิบได้  5  กิโลกรัม/ชั้น  ประหยัดพื้นที่ใช้สอยโดยใช้พื้นที่ติดตั้งใช้งาน  2 x 2   ตารางเมตร   มีอัตราการอบแห้งสูงกว่าตู้อบแสงอาทิตย์ทั่วไป 5-10 เท่า และสามารถรองรับพลังงานความร้อนเสริมจากแก๊ส LPG ได้ในกรณีที่ไม่มีแสงแดด

ส่วนประกอบและหลักการทำงาน 1) โครงสร้างภายนอก แบบรูปทรงกระบอกแนวตั้ง ทำด้วยวัสดุ Polycarbonate Sheet ชนิดโปร่งแสง สามารถรับพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้รอบทิศทาง เพื่อมาเก็บสะสมไว้ภายในห้องอบแห้ง 2) โครงสร้างภายใน ประกอบด้วย ถาดวางวัตถุดิบจำนวน 10 ชั้น ขนาดถาด  1 x 1 ตารางเมตร สามารถรองรับวัตถุดิบได้สูงสุด 50 กิโลกรัม/ครั้ง  3) ระบบเติมอากาศ ติดตั้งบริเวณส่วนล่างของตู้อบ ช่วยให้อากาศหมุนเวียนภายในห้องอบแห้ง สามารถควบคุมอัตราการเติมอากาศได้ด้วยฝา เปิดปิด  4) ลูกหมุนระบายอากาศ อาศัยพลังงานลมจากภายนอก ช่วยสร้างกระแสลมหมุนวนขึ้นภายในห้องอบแห้ง   เพื่อดูดความชื้นออกจากวัตถุดิบ    สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในห้องอบแห้งได้ด้วย Gate Valve และ 5) ระบบความร้อนเสริมในกรณีที่ไม่มีแสงแดด รองรับระบบแก๊ส LPG ติดตั้งบริเวณภายนอกห้องอบแห้ง โดยให้ความร้อนผ่านแผ่นกระจายความร้อน

สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเชิงพาณิชย์  ติดต่อได้ที่ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ วว.  (วีรยุทธ  พรหมจันทร์) โทร. 0 2577 9000, 0 2577 9129  โทรสาร 0 2577 9009 อีเมล weerayuth_p@tistr.or.th


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

PTT Digital ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับ STT GDC Thailand ศึกษาความเป็นไปได้ใช้พลังงานเย็นจากกระบวนการแปรสภาพก๊าซ LNG และสำรวจแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ๆ

โดยจะนำพลังงานเย็นไปใช้สำหรับผลิตไฟฟ้าหรือระบบน้ำเย็นสำหรับระบายความร้อนในสภาพแวดล้อมของดาต้าเซ็นเตอร์

กรุงเทพฯ – 21 พฤศจิกายน 2565 — นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กรและความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด เป็นประธานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด หรือ PTT Digital ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของบริษัทกลุ่ม ปตท. และ บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ ประเทศไทย (STT GDC Thailand) ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล โดยมีนายกวีศักดิ์ บุญเฉลียว กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด และ นายศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรนาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสที เทเลมีเดีย โกล บอล ดาต้าเซ็นเตอร์ ประเทศไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ ออกแบบ และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์จากพลังงานเย็น (Cold Energy) ที่ปล่อยออกมาระหว่างกระบวนการแปรสภาพของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำหรับนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็นเพื่อระบายความร้อนในสภาพแวดล้อมของดาต้าเซ็นเตอร์ ณ ห้องพลังไทย ชั้น M อาคาร 2 สำนักงานใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

การแปรสภาพของก๊าซ LNG ประกอบด้วยพลังงานสำคัญที่ฝังอยู่ หรือที่รู้จักกันว่า “พลังงานเย็น” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ แต่สามารถนำมาผลิตไฟฟ้าและระบายความร้อนในสภาพแวดล้อมของดาต้าเซ็นเตอร์ ความร่วมมือระหว่าง PTT Digital และกลุ่ม ปตท. จะช่วยอำนวยความสะดวกในการนำพลังงานเย็นนี้มาใช้ประโยชน์เป็นแหล่งพลังงานทางเลือกในดาต้าเซ็นเตอร์แทนที่จะปล่อยให้สูญเปล่า โดยนี่จะเป็นครั้งแรกของประเทศไทยและจะเป็นการกำหนดมาตรฐานใหม่ของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสำหรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์

นายกวีศักดิ์ บุญเฉลียว กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด กล่าวว่า “PTT Digital มุ่งสานต่อวิสัยทัศน์ของกลุ่ม ปตท. ในการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่ Future Energy And Beyond ด้วยการใช้ประโยชน์จากพลังงานที่ไม่เคยถูกนำมาใช้และนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งการร่วมมือกับ STT GDC Thailand และร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้จะสนับสนุนวิสัยทัศน์ดังกล่าวตามที่เรามุ่งสร้างอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยั่งยืนร่วมกัน นอกจากนี้ยังเป็นการมุ่งเน้นไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของกลุ่ม ปตท. ภายในปี 2583 โดย PTT Digital ในฐานะผู้ดำเนินงานหลักด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของภาคธุรกิจจะทำงานร่วมกับ STT GDC Thailand ในโครงการนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการสำรวจนวัตกรรมที่ยั่งยืนและสามารถนำไปใช้ในการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล และเพื่อให้มั่นใจว่าระบบจะใช้ประโยชน์จากโซลูชันด้านพลังงานใหม่ ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

นายศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรนาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสที เทเลมีเดีย โกล บอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) หรือ STT GDC Thailand กล่าวว่า “ในฐานะ STT GDC เป็นผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีเครือข่ายทั่วโลก STT GDC เชื่อมั่นเสมอว่าหัวใจในการทำธุรกิจคือการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม  เราคาดว่าอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยคาดว่าจะเติบโต 25-28% ต่อปี และคาดการณ์ว่าในปี 2567 ดาต้าเซ็นเตอร์ต่าง ๆ ในประเทศจะใช้พลังงานไฟฟ้า 407 เมกะวัตต์หรือเทียบเท่ากับการใช้พลังงานของ 407,000 ครัวเรือนต่อปี ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแสวงหาแนวทางหรือโซลูชั่นที่ยั่งยืนมากขึ้น เรายินดีที่ได้ร่วมมือกับ PTT Digital เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับนโยบาย ESG ของเรา เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตดิจิทัลที่ยั่งยืนสำหรับเป็นประโยชน์แก่อุตสาหกรรมต่อไป”

ในบันทึกความเข้าใจยังระบุว่า PTT Digital และ STT GDC Thailand มีแผนที่จะสำรวจแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ และรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของประเทศไทย พร้อมเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้พลังงานลงอย่างน้อย 20-30% โดยการปรับประสิทธิภาพของระบบทำความเย็นและระบบพลังงานไฟฟ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ (Power Usage Effectiveness หรือ PUE) และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

เกี่ยวกับ พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น

บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในระดับ Enterprise ให้บริการอย่างครบวงจรให้บริการตั้งแต่ออกแบบ พัฒนาระบบและดูแลรักษาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้วยบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในหลากหลายเทคโนโลยี มากกว่า 1,000 คน ด้วยประสบการณ์ให้บริการมา 16 ปี กว่า 9,000 โครงการ จึงทำให้มั่นใจได้ว่า พีทีที ดิจิตอล พร้อมที่จะให้บริการ เพื่อยกระดับศักยภาพขององค์กรภาคธุรกิจ

เกี่ยวกับ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย)

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (FPT) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรชั้นนำของประเทศไทย และ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “เอสทีที จีดีซี” (STT GDC) ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำ ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ศูนย์ข้อมูลเรือธงระดับไฮเปอร์สเกลของเอสทีที จีดีซี ประเทศไทย ตั้งอยู่บนพื้นที่ 25,000 ตร.ม. (15 ไร่) กลางใจกรุงเทพฯ เพื่อที่จะรองรับการเติบโตและการขยายตัวทางดิจิทัลของผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ให้บริการคอนเทนต์และมีเดีย และองค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ sttelemediagdc.com/th-en/


 

Exit mobile version