Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

7 เรื่องเปลี่ยนโลก…ที่ผู้บริหารไอทีไม่ควรมองข้าม

มีหลายเหตุการณ์ที่เปลี่ยนโลกไปอย่างสิ้นเชิง และดูเหมือนว่าโลกอนาคตอาจอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด โดย เดวิด ยอคเคลสัน รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์

ซีไอโอต้องใช้เวลาเพื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า… (หรือ What If)” เพื่อไม่ให้เป็นการปิดหูปิดตาตัวเองจากกระแสดิสรัปชั่นทางสังคม พฤติกรรม และเทคโนโลยี ที่มีผลต่อการเติบโตขององค์กร

“การดิสรัปชั่นเป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อเนื่องอย่างถาวร และองค์กรที่ประสบความสำเร็จคือองค์กรที่พร้อมรับมือกับมัน โดยเราต้องตั้งคำถาม “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…” ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อเปิดรับโอกาสที่มาพร้อมกับการดิสรัปชั่น”

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 7 อย่างที่ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีทั้งหลายควรใส่ใจพิจารณาในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ ได้แก่

1. ประสบการณ์การทำงานกับMetaverse 

ในปัจจุบัน มีองค์กรมากมายใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Metaverse ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการมีส่วนร่วม การทำงานร่วมกัน และการเชื่อมต่อที่ดีขึ้นกับพนักงานในสถานที่ทำงานที่มอบประสบการณ์สมจริงยิ่งขึ้นในสำนักงานเสมือน และการใช้ประสบการณ์ Metaverse ภายในองค์กรหรือที่เรียกว่า Intraverses

การ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่าการสร้างพื้นที่ทำงานเสมือนจริงเต็มรูปแบบ (Fully Virtual Workspaces) จะคิดเป็น 30% ของการเติบโตด้านการลงทุนในเทคโนโลยี Metaverse และจะพลิกโฉมประสบการณ์การทำงานในสำนักงานไปจนถึงปี 2570

2. รถบินได้(Flying cars)

ยานยนต์ไร้คนขับหรืออากาศยานไร้คนขับ (UAV) ที่ใช้รับส่งผู้โดยสารเป็นระยะทางสั้น ๆ ตามเขตเมือง โดยอากาศยานที่บินได้ประเภทนี้หรือที่บางครั้งเรียกว่า “รถบินได้” หรือโดรนสำหรับผู้โดยสาร ถูกออกแบบให้ทำงานโดยไม่มีนักบินที่เป็นมนุษย์ บริษัทหลายแห่งกำลังทำงานเกี่ยวกับเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเพื่อสร้างวิถีการเดินทางทางอากาศที่เร็วกว่า ถูกกว่า ปลอดภัยกว่า และลดการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่แออัด ซึ่งบริการแท็กซี่บินได้แห่งแรกมีกำหนดเปิดตัวในปี 2567

แม้จะมีความท้าทายด้านกฎระเบียบที่อาจเกิดขึ้น แต่ผู้บริหารไอทีควรพิจารณาและประเมินเกี่ยวกับปัญหาในด้านการขนส่ง การเคลื่อนย้ายคนและสินค้าขององค์กร ซึ่งอาจแก้ไขได้โดยใช้ยานพาหนะเหล่านี้แทน

3. ระบบเศรษฐกิจของมนุษย์ดิจิทัล

ตั้งแต่การดูแลทางการแพทย์ การให้บริการลูกค้า เวอร์ชวลอินฟลูเอนเซอร์ (Virtual Influencer)  และการฝึกอบรมของฝ่ายบุคคล ไปจนถึงการกู้คืนชีวิตผู้ตาย ล้วนเป็นความเป็นไปได้ของการใช้งานมนุษย์ดิจิทัลที่ไม่สิ้นสุด โดยระบบเศรษฐกิจมนุษย์ดิจิทัลนั้นนำเสนอโอกาสให้แก่ระบบนิเวศดิจิทัลใหม่ ๆ ซึ่งอาศัยศักยภาพของเทคโนโลยีที่นำบุคคลและองค์กรมารวมตัวกันเพื่อสร้างสรรค์และโต้ตอบในรูปแบบใหม่

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2578 ระบบเศรษฐกิจมนุษย์ดิจิทัล (The Digital Human Economy) จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 125 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง

4.“องค์กรอิสระแบบกระจายอำนาจ” (The “Decentralized Autonomous Organization”)

องค์กรอิสระแบบกระจายอำนาจ (Decentralized Autonomous Organizations หรือ DAO) เป็นองค์กรรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในตลาดบริการด้านไอที การ์ทเนอร์ได้ให้คำจำกัดความ DAO ว่าเป็นหน่วยงานดิจิทัลที่ดำเนินงานบนบล็อกเชน และยังมีส่วนร่วมในการโต้ตอบทางธุรกิจกับองค์กร DAO อื่น ๆ หรือตัวแทนดิจิทัลและตัวแทนที่เป็นมนุษย์ โดยไม่ต้องมีการบริหารจัดการบุคลากรในแบบเดิม ๆ

พนักงานที่มีความรู้ความสามารถด้านดิจิทัลระดับสูงจำนวนมากจะถูกดึงดูดให้ทำงานในองค์กร DAO แม้ตอนนี้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ DAOs มีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อบรรทัดฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหลายประการที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน

5.การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า(EV) แบบไร้สาย 

เมื่อการชาร์จแบบไร้สายพร้อมให้บริการแล้ว จะเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับยานพาหนะในกลุ่มรถประจำทางและรถแท็กซี่ ซึ่งยานพาหนะเหล่านี้สามารถใช้การชาร์จแบบไดนามิก (Dynamic Charging) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มระยะทางขับขี่ได้ไกลขึ้นและลดต้นทุนต่าง ๆ

นอกจากนั้นการติดตั้งสถานีชาร์จไฟในที่พักอาศัยจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการชาร์จรถยนต์แบบไร้สาย เนื่องจากเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะสะดวกขึ้นโดยไม่ต้องเสียบสายเคเบิลให้ลำบาก อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปไกลกว่านั้น การ์ทเนอร์คาดว่าโครงการบ้านจัดสรรของภาคเอกชนและพื้นที่ว่างแบบแคมปัสของสถาบันการศึกษาจะมีปริมาณการติดตั้งสถานีชาร์จไร้สายแซงหน้าการติดตั้งที่บ้านพักอาศัย

6.กราฟีนจะมาแทนที่ซิลิกอน

ในอีก 7 ถึง 10 ปีข้างหน้านี้ เราจะเห็นศักยภาพมหาศาลของอุปกรณ์ทรานซิสเตอร์แบบฟิลด์เอฟเฟกต์ที่ใช้คาร์บอนเป็นโครงสร้างหลักทดแทนซิลิคอนในทรานซิสเตอร์แบบเดิมที่มาถึงขีดจำกัดเรื่องขนาดที่เล็กสุด ตัวอย่างหนึ่งคือ กราฟีน ซึ่งเป็นวัสดุคาร์บอนบริสุทธิ์ความหนาหนึ่งอะตอม เรียงต่อกันเป็นโครงสร้างแบบรังผึ้งหกเหลี่ยม ซึ่งกราฟีนสามารถแทนที่อุปกรณ์ซิลิกอนในปัจจุบันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้สำหรับการสื่อสารไร้สาย โดยที่อุปกรณ์ FET ที่ทำมาจากคาร์บอนเหล่านี้สามารถเก็บกระแสไฟฟ้าที่สูงกว่าได้มากในพื้นที่ขนาดเล็กลง ทำให้สามารถประมวลผลได้รวดเร็ว

ซีไอโอควรพิจารณาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่เกิดจากเทคโนโลยีที่ใช้ “กราฟีน” และเริ่มค้นหาซัพพลายเออร์ที่เกิดใหม่ สำหรับเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

7.เทคโนโลยีกลายเป็นของใช้แล้วทิ้ง

จะเกิดอะไรขึ้นหากวงการเทคโนโลยีจะกลายเป็นแบบเดียวกับวงการแฟชั่น ด้วยการออกแบบแอปพลิเคชันที่ “ใช้แล้วทิ้ง” อย่างรวดเร็ว? ขณะที่องค์ประกอบต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจที่เน้นความคล่องตัวเป็นหลัก (Business Composability) ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ถือเป็นโอกาสของผู้บริหารไอทีที่จะดำเนินการไปอีกขึ้นและเตรียมพร้อมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่เทคโนโลยีแบบที่ใช้แล้วทิ้ง

เรียนรู้เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนการทำธุรกิจดิจิทัลและนวัตกรรมต่าง ๆ ในปี 2565 ได้ที่ Gartner Top Strategic Technology Trends for 2022 e-book.

เกี่ยวกับ Gartner IT Symposium/Xpo

Gartner IT Symposium/Xpo 2022 เป็นงานประชุมสำคัญที่สุดในโลกสำหรับผู้บริหารระดับซีไอโอ (CIOs) และผู้บริหารด้านไอทีอื่นๆ ผู้บริหารด้านไอทีใช้การประชุมนี้เพื่อเรียนรู้วิธีการรับมือกับช่วงเวลาต่าง ๆ และสร้างความแตกต่างผ่านการนำเสนอวิสัยทัศน์และผลลัพธ์ที่จำเป็นเพื่อยกระดับองค์กรไปสู่อีกขั้น ติดตามข่าวสาร ภาพถ่าย และวิดีโอจากงาน Gartner IT Symposium/Xpo ได้ที่ Gartner Newsroom หรือบน Twitter โดยติดแฮชแท็ก #GartnerSYM และบน LinkedIn


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แซดทีอี เป็นผู้นำพลิกโฉมสู่ยุคดิจิทัล ในการประชุม 5G Summit และ User Congress 2022

แซดทีอี คอร์ปอเรชั่น [ ZTE Corporation ] ผู้นำด้านโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระดับโลก จัดการร่วมประชุมเทคโนโลยี  5G Summit และ User Congress 2022 ณ เมืองสเตรซา ประเทศอิตาลี

แซดทีอี คอร์ปอเรชั่น จัดงานประชุมเทคโนโลยี 5G และ User Congress 2022 ในหัวข้อ “Inspire the Digital Transformation” เมื่อวันที่ 8 – 9 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี พันธมิตรในอุตสาหกรรม และนักวิเคราะห์ระดับชั้นนำ จากองค์กรระดับชั้นนำ อาทิ GSMA, Intel, CCS, IGF, 3GPP และ Global Data รวมถึงผู้ประกอบการอื่นๆ โดยได้มาเข้าร่วมกิจกรรมแบ่งปันข้อมูลในเชิงลึก ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานประชุมจำนวนมากกว่า 300 คน จากกว่า 70 บริษัท ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมงานต่างแสดงทัศนะและแลกเปลี่ยนกรณีศึกษาจากวงการธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G และนำเสนอความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล พร้อมแนะนำเทคโนโลยีใหม่ B5G และ การรักษาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

นายเสี่ยว หมิง รองประธานอาวุโส แซดทีอี คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ในอนาคตอันใกล้ “โลกดิจิทัล” กับ “โลกแห่งความจริง” จะปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น โดยก้าวข้ามมิติและพัฒนาไปสู่ยุคใหม่แห่งการเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และทุกก้าวย่างสู่อนาคต คือ การสัมผัสถึงความเป็นจริงอย่างมั่นคง รวมไปถึงการสร้างและเปิดเข้าไปสู่ขอบเขตใหม่ของโลกเสมือนจริง ซึ่งจะเป็นมากกว่าการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล และไม่ใช่เป็นเพียงนวัตกรรมที่เรียบง่ายอีกต่อไป หากแต่ จะกลายเป็นการเชื่อมต่อบริการของอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างอัจฉริยะ

มร.จอห์น ฮอฟฟ์แมน กรรมการผู้จัดการ GSMA Ltd. กล่าวว่า “บทบาทหลักของเทคโนโลยี 5G ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คือการเสริมพลังการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในทุกภาคส่วน โดยปีที่ผ่านมา พบว่าเทคโนโลยี 5G มีอัตราการเติบโตในเชิงพาณิชย์อย่างรวดเร็ว มีบทบาทในการช่วยประหยัดต้นทุนได้อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตามในทุกอุตสาหกรรม มีความจำเป็นต้องสำรวจสถานการณ์การใช้งานของตนเอง เพื่อที่จะได้เลือกนำเทคโนโลยี 5G เข้ามาใช้งานได้อย่างเหมาะสม เพื่อที่จะนำพาธุรกิจให้ก้าวสู่ความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย

มิส.ลาร่า ดีวาห์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด [CMO] GSMA Ltd. กล่าวว่า “หากต้องการสร้างธุรกิจและชุมชนให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และบรรลุสู่เป้าหมายสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทุกคนต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน โดยไม่สามารถทิ้งใครไว้ข้างหลังได้ โดยผู้ให้บริการมือถือ นับว่ามีบทบาทสำคัญต่อนวัตกรรมในแวดวงเทคโนโลยีและผู้ปฏิบัติงาน เนื่องจากจะช่วยลดทอนการทำงานให้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น อีกทั้งมีบทบาทในการจัดหาแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้า โดยขับเคลื่อนให้นวัตกรรมสัมพันธ์กับโทรศัพท์มือถือ และเติบโตไปด้วยกันอย่างเต็มที่

รากฐานการใช้งานแอปพลิเคชันและเทคโนโลยี เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อกับนวัตกรรมใหม่ แซดทีอี ได้ผสานระบบดิจิทัลอัจฉริยะให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของคน อาทิ บ้านอัจฉริยะ,ท่าเรืออัจฉริยะ, ยารักษาโรค ฯลฯ และยังให้บริการเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลให้แก่ อุตสาหกรรม และ สังคม อันจะเป็นโมเดลธุรกิจด้านเทคโนโลยี ที่จะสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้า ที่ปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ระบบนิเวศในการทำงานร่วมกันดี ก็จะช่วยให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมอยู่รอดและยังเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ระหว่างการจัดงาน แซดทีอี ยังได้จัดแสดงเทคโนโลยีและโซลูชั่นที่ล้ำสมัย ด้วยการเปิดตัว B5G Technology Whitepaper ร่วมกับ GSMA อีกด้วย

ในการสาธิตเทคโนโลยี B5G Technology Whitepaper ประสบความสำเร็จอย่างดี โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานอย่างมาก เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในยุค 5G และแสดงให้เห็นว่าทุกอุตสาหกรรม สามารถสร้างรายได้ผ่าน “แอปพลิเคชัน” ได้ตามที่ต้องการอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของ แซดทีอี ยังได้นำเสนอความสำเร็จของการใช้งานเครือข่ายจากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก พร้อมกับเปิดตัว Mini 5GC เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของ แซดทีอี คือผลิตภัณฑ์แรกในตลาด ที่ผู้ประกอบการนำไปใช้แล้วประสบความสำเร็จ สำหรับ แซดทีอี ยึดมั่นในวิสัยทัศน์และพันธกิจทางธุรกิจ โดยพร้อมที่จะนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อต่อยอดให้ทุกคนและทุกอุตสาหกรรม สามารถใช้งานเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึง มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยน แปลงด้านดิจิทัล เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้กับสังคมโลกต่อไป


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

HP ผนึกกำลัง 3M ส่งแคมเปญ “ศูนย์พิมพ์รักษ์โลก” ชูนวัตกรรมการพิมพ์กราฟิกรักษ์โลกเพื่อความยั่งยืน ครั้งแรกในเมืองไทย

กรุงเทพฯ, 2 พฤศจิกายน 2565 – เอชพี ประเทศไทย จับมือ บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ “ศูนย์พิมพ์รักษ์โลก” ครั้งแรกในเมืองไทยกับนวัตกรรมการพิมพ์งานกราฟิกเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าในกลุ่มธุรกิจที่ต้องการตัวเลือกที่ดีในด้านนิเวศวิทยาและเชิงพาณิชย์ พร้อมอวดผลงานการพิมพ์กราฟิกล่าสุดติดตั้งบนรถโม่พลังงานไฟฟ้าให้กับบริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด

จารุวรรณ คลังพหล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด HP Large Format บริษัท เอชพี อิงค์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “นอกเหนือจากการคิดค้นนวัตกรรมการพิมพ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความเร็วและความประหยัดแล้ว HP ยังให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability) ด้วยการร่วมมือกับ 3เอ็ม ในแคมเปญ ศูนย์พิมพ์รักษ์โลกครั้งนี้ ทาง HP จึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนทางด้านกระบวนการผลิต ด้วยการเลือกใช้เครื่องพิมพ์ HP Latex ซีรีส์ R  และหมึกพิมพ์ HP Latex รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นหมึกพิมพ์สูตรน้ำ ไร้กลิ่น ผ่านการรับรอง UL ECOLOGO®  ที่นอกจากจะทำให้ภาพกราฟิกมีสีสันที่สดใสคมชัด ยืดหยุ่นทนทาน มีการยึดเกาะสูงในทุกพื้นผิว ทนต่อการขีดข่วน ให้ความปลอดภัยต่อสุขภาพผู้ใช้งานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังช่วยลดมลพิษลงไปอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจและความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืนของ HP”

สุรศักดิ์ ศรีวิทยารักษ์ Country Sales Leader – Transportation & Electronics Business Group บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย ผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมระดับโลก กล่าวว่า “ความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจที่บริษัท 3เอ็มยึดมั่นมาโดยตลอด เราจึงไม่เคยหยุดที่จะคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคน ตลอดจนรักษาสมดุลของปัจจัยทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคม แคมเปญศูนย์พิมพ์รักษ์โลกจึงเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่ตอกย้ำความตั้งใจของ 3เอ็มในการนำเทคโนโลยีด้านฟิล์มกราฟิกที่ปลอดสารเคมีมาใช้ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มตัวเลือกในงานกราฟิกต่างๆ ให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานและประสิทธิภาพขั้นสูงสุด โดยผลงานแรกเราได้ทำงานให้กับกลุ่มธุรกิจเอสซีจี และมีแผนที่จะร่วมงานกับบริษัทอื่นในเร็วๆ นี้

สำหรับนวัตกรรมฟิล์มกราฟิกรักษ์โลก ในแคมเปญ ศูนย์พิมพ์รักษ์โลก 3เอ็มได้ชูเทคโนโลยีฟิล์มกราฟิก 3M™ ENVISION ซีรีย์ ที่ให้ประสิทธิภาพที่เหนือชั้น พร้อมคุณสมบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยปราศจากสารพีวีซี (Non-PVC) และสารพาทาเลต (Phthalate-free) ไม่มีส่วนผสมของคลอรีนหรือฮาโลเจน อีกทั้งใช้ตัวทำละลายน้อยลงถึง 58% โดยได้รับการรับรอง GREENGUARD ระดับ GOLD ฟิล์มกราฟิกรุ่น 48C สามารถรองรับเครื่องพิมพ์ได้ 100% และฟิล์มเคลือบรุ่น 8048G ซึ่งมาพร้อมคุณสมบัติช่วยป้องกันรังสียูวีที่เหนือกว่า และยังลดรอยขีดข่วนในงานพิมพ์น้อยลง

ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะจาก 3เอ็ม ทำให้การติดตั้ง ฟิล์มกราฟิก 3M™ ENVISION ซีรีย์ รุ่นนี้ ทำได้ง่ายทั้งพื้นผิวเรียบและโค้ง เหมาะสำหรับสื่อกราฟิกที่หลากหลายประเภททั้งในร่มและกลางแจ้ง เช่น ป้ายทั่วไป, POP, ผนัง, หน้าต่าง, รถบรรทุก, กราฟิกบางส่วนของยานพาหนะ และกราฟิกบนพื้นในอาคาร อีกทั้งการรับประกันประสิทธิภาพ 3M™ ในส่วนผลิตภัณฑ์และงานกราฟิกจะอยู่ภายในกรอบการทำงานและมาตรฐานของ 3M™ อีกด้วย

ทั้งนี้ ภายใต้แคมเปญ “ศูนย์พิมพ์รักษ์โลก” ยังได้รับความร่วมมือกับ บริษัท ตำหนักศิลป์ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ผู้ผลิตป้ายโฆษณารายใหญ่และสื่อประชาสัมพันธ์ที่ดำเนินธุรกิจมาไม่ต่ำกว่า 40 ปี มาเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันแคมเปญ โดยผลงานล่าสุดปรากฏบนรถโม่พลังงานไฟฟ้าให้กับบริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อส่งเสริมและยกระดับอุตสาหกรรมด้านก่อสร้างสู่ Green Construction และพัฒนาแพลตฟอร์มที่เป็น Ecosystem ต่อไป

ผลงานพิมพ์กราฟิกบนรถโม่พลังงานไฟฟ้านี้ ผลิตขึ้นจากฟิล์มกราฟิก 3M และเครื่องพิมพ์ HP Latex ซีรีส์ R โดยใช้ หมึกพิมพ์ HP Latex รุ่นใหม่ล่าสุด จัดแสดงอย่างโดดเด่นแก่ผู้ประกอบการในงานมหกรรมความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน Sustainability Expo 2022 เมื่อวันที่ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

เอชพี ประเทศไทย และ บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “ศูนย์พิมพ์รักษ์โลก” อย่างเป็นทางการ ภายในงาน BANGKOK AD & SIGN EXPO 2022 ระหว่างวันที่ 3-6 พฤศจิกายน 2565 ณ ฮอลล์ 6-7 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยยกทัพนวัตกรรมการพิมพ์งานกราฟิกที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของเอชพี มาแสดงที่บูธหมายเลข H2

ด้วยความร่วมมือจากหลายองค์กรที่มีความมุ่งหมายเดียวกันเพื่อสร้างความยั่งยืนสู่อนาคต เราจึงมั่นใจได้ว่าแคมเปญ ศูนย์พิมพ์รักษ์โลก จะต่อยอดไปสู่ธุรกิจต่างๆ ที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง สำหรับบริษัทที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญ ศูนย์พิมพ์รักษ์โลก เพื่อผลิตสื่อกราฟิกรักษ์โลก สามารถติดต่อได้ที่ บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย โทรศัพท์ 084-555-3015, 084-555-4077 หรือ บริษัท เอชพี ประเทศไทย โทรศัพท์ 1800 012 324 


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค สร้างแพลตฟอร์มความรู้ระดับมือโปร ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญดาต้าเซ็นเตอร์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ประกาศถึงการอัปเดตต่อเนื่องสำหรับ Schneider Electric University ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านความรู้ในระบบดิจิทัลที่ได้รับการรับรองจาก CPD และเปิดกว้างสำหรับผู้จำหน่ายทุกค่าย โดยพร้อมบริการใน 14 ภาษา และสามารถเข้าถึงจากทั่วโลกทางออนไลน์ได้ฟรี ช่วยเพิ่มทักษะให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม พร้อมติดตามความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีล่าสุด การสร้างความยั่งยืน และความริเริ่มด้านประสิทธิภาพพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน

จวบจนปัจจุบัน มหาวิทยาลัยชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เผยแพร่หลักสูตรมากกว่าหนึ่งล้านหลักสูตรให้กับผู้ใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ กว่า 650,000 ราย ในกว่า 180 ประเทศทั่วโลกที่มีฐานผู้ใช้งานอยู่ โดยการอัปเดตใหม่ในส่วนคุณสมบัติของ Schneider Electric University Data Center Certified Associate (DCCA) จะรวมเรื่องของพื้นฐานด้านพลังงาน การทำความเย็น ตู้แร็ค และการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ รวมถึงคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการปรับการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ ให้เหมาะสมที่สุดเพื่อสร้างความยืดหยุ่น ให้ประสิทธิภาพด้านพลังงาน และความยั่งยืน โดยตัวอย่างสำหรับหลักสูตรใหม่ล่าสุด เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างการระบายความร้อนสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ กลยุทธ์การเดินสายพื้นฐานในดาต้าเซ็นเตอร์ การตรวจสอบวิธีการป้องกันอัคคีภัยในดาต้าเซ็นเตอร์ และพื้นฐานด้านระบบทำความเย็น จนถึงความชื้นในดาต้าเซ็นเตอร์

นอกจากนี้ หลักสูตรยังช่วยตอบโจทย์ประเด็นสำคัญสำหรับอุตสาหกรรม เช่น การเลือกและการวางแผนไซต์งานดาต้าเซ็นเตอร์ โดยจะให้แนวทางในการเลือกไซต์งานในพื้นที่ในเมืองที่เคยมีการก่อสร้างมาก่อนแล้ว (brownfield) และพื้นที่ในชนบท (greenfield) เพื่อเข้าถึงพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีการผลิตพลังงานทางเลือก ซึ่งช่วยขับเคลื่อนการดำเนินการตามกลยุทธ์ด้านพลังงานหมุนเวียน การผลิตไฟฟ้าในสถานที่ทำงาน และการใช้เทคโนโลยี เช่น ไมโครกริด และเทคโนโลยีแบตเตอรี่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยช่วยประเมินผลกระทบด้านความยั่งยืนตามแบตเตอรี่ของ UPS ที่แตกต่างกันไป รวมถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีลิเธียมไอออน พร้อมนำเสนอการวิเคราะห์ต้นทุนตลอดอายุการใช้งานที่เกี่ยวข้อง

การตอบโจทย์เรื่องช่องว่างด้านทักษะในอุตสาหกรรม

การวิจัยด้านการสำรวจดาต้าเซ็นเตอร์ประจำปีของ Uptime Institute ในปี 2564 ประมาณการว่า ความต้องการพนักงานทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเกือบ 2.3 ล้านคนในปี 2568 นอกจากนี้ 32% ของผู้ตอบแบบสอบถามรายงานว่าประสบปัญหาในการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กร โดย 47% ประสบปัญหาในการหาผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับตำแหน่งงานที่เปิดรับ ทั้งนี้ การดึงดูดและรักษาผู้มีความสามารถในอุตสาหกรรมไว้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ปัจจุบันกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตในวงกว้าง

มหาวิทยาลัยชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้จัดการปัญหาช่องว่างด้านทักษะในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ และการขาดแคลนผู้ที่มีความสามารถโดยตรง โดยการสนับสนุนให้แต่ละคนเพิ่มพูนทักษะและพัฒนาทางวิชาชีพต่อไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ช่วยให้ธุรกิจสามารถดึงดูด ฝึกอบรมใหม่ให้กับผู้มีความสามารถทั้งรายใหม่และรายเดิมที่มีอยู่ และให้การเข้าถึงความรู้ด้านเทคนิคเฉพาะทาง ได้จากทุกที่

นายแอบเบย์ แอนิล โกสานการ์ รองประธานกลุ่ม Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ลาวและเมียนมา เผยว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความต้องการเรื่องความสามารถของดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนสร้างสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องมาจากการเร่งปฏิรูปกระบวนการทำงานสู่ดิจิทัล และมีการเร่งนำคลาวด์มาใช้งาน  อย่างไรก็ตาม การขาดแคลนทักษะในภาคส่วนนี้ยังถือเป็นปัญหาท้าทายที่สำคัญและมีนัยสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมอื่นที่เชื่อมโยงกันอยู่ซึ่งเราเชื่อว่าการชี้แนะแนวทางเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดและความคิดริเริ่มด้านความยั่งยืน คือการที่มหาวิทยาลัยชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้นำเสนอทรัพยากรอันล้ำค่าที่จะช่วยเชื่อมช่องว่างด้านทักษะด้วยการสร้างศักยภาพให้กับระบบนิเวศทางธุรกิจ เพิ่มทักษะให้กับพนักงาน และฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญรุ่นต่อไปเพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งอนาคต”

คำมั่นสัญญาระยะยาวด้านการให้ความรู้

ก่อนที่จะมีการควบรวมกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในปี 2549   สมาชิกของ Data Center Science Center ที่ APC™ ซึ่งปัจจุบันเป็นแบรนด์เรือธงของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในเรื่องพลังงานสำรองแบตเตอรี่ อุปกรณ์ป้องกันไฟกระชาก และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพด้านไอทีสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงสภาพแวดล้อมการประมวลผลแบบเอดจ์ ได้มีการสร้าง ‘Data Center University’ ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลฟรีที่ช่วยฝึกอบรมและยกระดับทักษะของผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมรุ่นต่อไป วิสัยทัศน์ของพวกเขาคือการสร้างหลักสูตรการฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองจาก CPD ที่จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ แห่งอนาคต

แพลตฟอร์ม “มหาวิทยาลัยชไนเดอร์ อิเล็คทริค” ได้เติบโตขึ้นจนสามารถนำเสนอหลักสูตรเรื่องของดาต้าเซ็นเตอร์ ประสิทธิภาพด้านพลังงาน และการสร้างความยั่งยืน มากถึงกว่า 200 หลักสูตร ผ่านวิทยาลัยเฉพาะทางสองแห่ง ได้แก่ Professional Energy Manager (PEM) และคุณวุฒิด้าน DCCA โดยทุกหลักสูตรเปิดให้เรียนรู้ได้ตามต้องการ เป็นโมดูลแบบหนึ่งชั่วโมง รองรับได้ 14 ภาษา เปิดให้เข้าถึงการเรียนรู้ด้านพลังงานได้ฟรีจากทุกที่ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังได้รับการยอมรับจากหน่วยงาน CPD ในอุตสาหกรรมต่างๆ กว่า 25 แห่ง รวมถึง BICSI, สมาคมผู้รับจ้างไฟฟ้า (Electrical Contractors Association หรือ ECA), วิศวกรของไอร์แลนด์ และพันธมิตรด้านพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน (The Renewable Energy & Energy Efficiency Partnership หรือ REEEP)

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนาทางวิชาชีพโดยเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ และการจัดการพลังงาน โดยเป็นรายแรกของอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังคงความเป็นกลางด้านผู้จำหน่ายแบบ 100% ไม่มีการแบ่งค่าย จนถึงปัจจุบัน มีหลักสูตรมากกว่า 1,000,000 หลักสูตร สำหรับผู้ใช้กว่า 650,000 รายทั่วโลก อีกทั้งมอบแนวทางสำคัญในการดำเนินวิชาชีพแก่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่ต้องการพัฒนาทักษะตัวเองให้ก้าวหน้าข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยชไนเดอร์ อิเล็คทริค – เริ่มเรียนได้เลย.

เรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน

ดูข้อมูลเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ชวนช้อปของขวัญปีใหม่ให้คนสำคัญของธุรกิจ ยกขบวนกระเช้าของขวัญและเครื่องใช้ไฟฟ้ากว่า 1,000 รายการ จัดโปรสุดคุ้ม

ปีใหม่นี้ เตรียมของขวัญดีๆ แล้วหรือยัง?… ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล  ชวนผู้ประกอบการช้อปกระเช้าและของขวัญปีใหม่ เตรียมมอบความสุข สร้างความประทับใจ ให้ลูกค้าธุรกิจและคนสำคัญของคุณ ด้วยกระเช้าของขวัญและเครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์ชั้นนำ รวมกว่า 1,000 รายการ พร้อมราคาสุดพิเศษสำหรับลูกค้าองค์กรที่สั่งซื้อจำนวนมาก และโปรโมชั่นสุดคุ้มจากบัตรเครดิตชั้นนำ เลือกผ่อนชำระ 0% นาน 3 เดือน* หรือรับเครดิตเงินคืนเมื่อช้อปตามกำหนด ตั้งแต่ 27 ต.ค. 65 – 31 ธ.ค. 65 ออฟฟิศเมทบริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.- ตามกำหนด

คุณจิตรลดา หาญวรวงศ์ชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ออฟฟิศเมท พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเลือกช้อปของขวัญปีใหม่ของลูกค้าองค์กรและ SME ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Hampers & Corporate Gifts Destination” โดยในปีนี้ได้คัดสรรกระเช้าของขวัญทุกรูปแบบจากแบรนด์ดัง อาทิ สก๊อต ดอยคำ ดอยตุง ท็อปส์ ออฟฟิศเมท และ BRAND’S พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้านานาชนิดโดนใจ ทุกไลฟ์สไตล์ และยังมีบริการรับผลิตของพรีเมียมพร้อมสกรีนโลโก้ธุรกิจคุณ โดยทั้งหมดนี้ออฟฟิศเมทจัดเต็มราคาพิเศษตามจำนวนสั่งซื้อ ให้ทุกธุรกิจมั่นใจได้ในความคุ้มค่าคุ้มราคา” สามารถช้อปสะดวกได้ทุกช่องทาง ทั้งที่ร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ช้อปออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://bit.ly/3gKAUpL หรือ Line: @OfficeMate และ Contact Center โทร. 1281


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อีริคสันขยายความร่วมมือการเป็นพันธมิตรด้านการปฏิบัติการกับเทเลนอร์

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC)  ประกาศวันนี้ว่า บริษัทฯ ได้ขยายกรอบความตกลงว่าด้วยการปฏิบัติการด้านบริการและซอฟต์แวร์ (Global Framework Agreement for Operational Services and Software) ร่วมกับเทเลนอร์ จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2567

จากข้อตกลงฉบับแรกที่ลงนามไว้ในปี พ.ศ.2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง Common Delivery Center (CDC) สำหรับบริการหลากหลาย อาทิ การปฏิบัติการเครือข่าย (รวมถึงการเพิ่มศักยภาพระบบอัตโนมัติของศูนย์ปฏิบัติการเครือข่าย) การออกแบบเครือข่าย การวางแผนและการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย การดำเนินงานขั้นต้นและการปฏิบัติการภาคสนามอัจฉริยะ การจัดการโครงการและการนำเครือข่ายมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพแก่บริการต่าง ๆ นอกจากนี้อีริคสันจะส่งมอบ Cognitive Software สำหรับการวางแผนและปรับแต่งเครือข่าย ตามที่ระบุไว้ในการขยายความร่วมมือ ซึ่งกรอบข้อตกลงดังกล่าวนี้ครอบคลุมความร่วมมือระหว่างอีริคสันและเทเลนอร์ในมาเลเซีย (Digi)และไทย (dtac)

ที่ผ่านมาเทเลนอร์และอีริคสันได้รับรางวัลร่วมกันด้านความสำเร็จของการดำเนินงาน CDC ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

ริต้า มอบเคล หัวหน้ากลุ่มลูกค้าระดับโลก (GCU Telenor) ของอีริคสัน กล่าวว่า “อีริคสันช่วยสร้างความแตกต่างอย่างยั่งยืนให้กับเทเลนอร์และยังส่งต่อไปยังลูกค้าของเทเลนอร์ ด้วยประสิทธิภาพที่พัฒนาเพิ่มขึ้นในหลากมิติ เปลี่ยนการปฏิบัติงานที่เน้นเครือข่ายเป็นสำคัญไปสู่การเน้นประสบการณ์ผู้ใช้เป็นหลัก ด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่ยังมุ่งมั่นพัฒนาและใช้ประโยชน์จากความสามารถของแพลตฟอร์ม Ericsson Operations Engine อย่างต่อเนื่อง เพื่อความเป็นเลิศในการให้บริการต่อไป”

Ericsson Operations Engine เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้เทคโนโลยีเอไอมาขับเคลื่อนข้อมูลให้กับบริการจัดการข้อมูล ซึ่งทำให้เทเลนอร์สามารถรองรับการเชื่อมต่อในอนาคตได้ พร้อมช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากประสิทธิภาพของเครือข่ายที่มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ ตลอดจนมอบประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายแก่ผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น

ปราดีป คอตนาลา หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการเครือข่ายและบริการจัดการข้อมูลประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนียและอินเดียของอีริคสัน กล่าวว่า “ชุดโซลูชั่น Cognitive Software ชั้นนำในอุตสาหกรรมของ Ericsson นำเสนอการบูรณาการด้านการออกแบบเครือข่ายและเพิ่มประสิทธิภาพให้โดเมนด้วยเทคโนโลยีเอไอระดับสูง ซึ่งสามารถปลดปล่อยศักยภาพเครือข่ายยุคหน้าได้อย่างแท้จริง”

เทเลนอร์และอีริคสันกำลังทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาบริการต่าง ๆ ที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง อาทิ เครือข่ายส่วนตัว (Private Network) และบริการบนคลาวด์ (Cloud Based Services) ที่สามารถใช้ประโยชน์ด้านประสบการณ์และความสามารถที่พัฒนาเพิ่มขึ้นจาก Common Delivery Center


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เผยโฉม HP Indigo อัปเกรดใหม่ที่งาน Printing United 2022

HP Indigo จัดแสดงนวัตกรรมใหม่ล่าสุดด้านการพิมพ์ ในงาน Printing United 2022 ณ ลาสเวกัส เมื่อ 19-21 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ด้วยการเปิดตัวครั้งแรกของ HP Indigo 100K Digital Press รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมเสริมทัพด้วย HP Indigo 15K Digital Press และ HP Indigo 6K Digital Press

เครื่องพิมพ์ HP Indigo มีบทบาทในการสร้างการเติบโตให้กับกลุ่มการพิมพ์งานทั่วไป (Commercial Print) โดยในปี 2565 นี้ สามารถสร้างสถิติปริมาณการพิมพ์ B2 ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา และด้วยเทคโนโลยี LEP ที่ได้รับรางวัลด้านอุตสาหกรรมของ HP Indigo เป็นส่วนสำคัญในการเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับลูกค้า สร้างความได้เปรียบเหนือตลาดด้วยผลิตภัณฑ์การพิมพ์ใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบการทำงานที่เน้นผลผลิต ตลอดจนช่วยขยายธุรกิจ

“การเป็นผู้นำตลาด HP Indigo ต้องนำหน้าธุรกิจและตลาดไปหนึ่งก้าวเสมอ สร้างแรงบันดาลใจพร้อมกระตุ้นให้ลูกค้าและแบรนด์สินค้าต่างๆ ให้เติบโต ด้วยนโยบาย ‘กล้าที่จะจินตนาการ’ ภายใต้สภาพแวดล้อมและโอกาสของตลาดที่เปิดกว้างให้เติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในปี 2564 ที่ผ่านมา ลูกค้า Indigo สามารถเติบโตเร็วกว่าตลาดถึง 6 เท่า โดยพิจารณาจากจำนวนชิ้นงานที่ผลิตได้ และถึงแม้ว่าปี 2565 จะยังไม่สิ้นสุดลง แต่เรามั่นใจว่าแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เรายึดหลักการทำงานร่วมกับลูกค้าให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยความกล้าหาญ และนั่นคือจุดของการเติบโตที่แท้จริง” โนอ์ม ซิลเบอร์สไตน ผู้จัดการทั่วไปผลิตภัณฑ์ HP indigo กล่าว

HP Indigo รากฐานที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงด้านการผลิตงานพิมพ์
นับตั้งแต่สองปีที่ได้เปิดตัว HP Indigo 100K Digital Press ออกสู่ตลาด ทำให้เครื่องพิมพ์ดิจิทัล ‘Born to Run’ ขนาด B2 กลายเป็นรุ่นที่สร้างผลผลิตมากที่สุดในโลก และได้มีการติดตั้งเครื่องพิมพ์นี้รวมมากกว่า 120 แห่ง ถือได้ว่า HP Indigo 100K เป็นผู้นำในการทรานฟอร์มการพิมพ์จากรูปแบบออฟเซ็ตมาเป็นดิจิทัล ซึ่งช่วยผู้ประกอบการด้านบริการการพิมพ์เพิ่มผลิตผลและประสิทธิภาพของธุรกิจ อีกทั้งสามารถเพิ่มจำนวนงานพิมพ์ได้มากขึ้นจากการใช้ประโยชน์ของระบบการพิมพ์ดิจิทัล

จากสถิติของจำนวนงานพิมพ์ที่ผลิตได้กว่า 50% ของเครื่องพิมพ์ HP Indigo 100K ที่ได้ติดตั้งแล้วแสดงให้เห็นว่าสามารถพิมพ์งานได้มากกว่า 100,000 แผ่นภายในเวลาแปดชั่วโมงต่อหนึ่งกะ (หรือคิดเป็น 70% ของเวลาพิมพ์สุทธิ) โดยมีบางเครื่องสามารถผลิตได้สูงถึง 130,000 แผ่นภายในกะเดียว ในงาน Printing United 2022 ณ ลาสเวกัสที่ผ่านมา ผู้ประกอบการได้พบกับเทคโนโลยีและชุดการพิมพ์อัปเกรดใหม่ ที่เพิ่มขีดความสามารถของเครื่องพิมพ์ เพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงระบบหมึกพิมพ์ที่ 5 สำหรับหมึกพิมพ์เอฟเฟกต์พิเศษ (เช่น LightLightBlack และหมึกผสมสีพิเศษ Spot color) และ Auto Pallet Replacement ระบบเปลี่ยนทดแทน (APR) ช่วยให้วางซ้อนกันได้อย่างต่อเนื่อง ลดภาระแรงงาน แต่เพิ่มการใช้งานของเครื่องพิมพ์โดยรวมมากขึ้น

Anstadt ผู้ให้บริการการพิมพ์ด้านการสื่อสารและการตลาดในยอร์ก รัฐเพนซิลวาเนีย ได้ติดตั้งเครื่องพิมพ์ HP Indigo จำนวนหลายเครื่อง ในการผลิตงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ กล่องพับ สิ่งพิมพ์ไดเร็คเมล์ ป้ายต่างๆ ให้กับกลุ่มลูกค้าอีคอมเมิร์ซ

แมท โดราน ประธานและผู้บริหารของ Anstadt กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เราใช้การพิมพ์แบบออฟเซตสำหรับการพิมพ์ ปัจจุบัน เรามีเครื่อง HP Indigo ติดตั้งหลายเครื่อง HP Indigo 100K, 15K และ 7900 ครอบคลุมงานผลิตในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของเรา ด้วยการพิมพ์ระบบดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ Anstadt ในขณะนี้เรามีเครื่องพิมพ์ออฟเซตเพียงเครื่องเดียว และอยู่ในระหว่างการปรับเปลี่ยนเพื่อสู่วิสัยทัศน์ที่ต้องการเป็นผู้ผลิตงานพิมพ์ดิจิทัลทั้งหมด ด้วยระบบเทคโนโลยีอัตโนมัติขั้นสูงของอนาคต สิ่งนี้เองช่วยให้เรามั่นใจได้ถึงศักยภาพ ประสิทธิภาพ และคุณภาพของเราอย่างต่อเนื่อง”

เครื่องพิมพ์ดิจิทัลขนาด B2 รุ่นล่าสุด มาพร้อมกับความสามารถรอบด้าน ทำให้ HP Indigo 15K Digital Press เป็น “เครื่องพิมพ์ที่ใช่ของเรา” และตอบโจทย์สำหรับผู้ให้บริการที่ต้องการขยายธุรกิจในการพิมพ์งานทั่วไป และการพิมพ์รูปภาพ เครื่องพิมพ์ HP Indigo 15K Digital Press มีสมรรถนะของการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบในอุตสาหกรรม มีหมึกให้เลือกใช้มากที่สุด (15 สี ของ HP Indigo ElectroInks) ขณะนี้ มีการติดตั้งเครื่องพิมพ์รุ่น Series 4 จำนวน 1,200 เครื่อง ใน 70 ประเทศทั่วโลก โดยมากกว่า 70% ของลูกค้าได้ใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติเฉพาะตัวของเครื่องพิมพ์ในการสร้างความหลากหลายของงานพิมพ์มูลค่าสูง และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

บิล แอนเดอร์สัน ซีอีโอและประธานกรรมการของ L+L Printers ซึ่งเป็นลูกค้า HP Indigo ในซานดิเอโก ยืนยันว่า “โซลูชั่นในเครื่องพิมพ์ HP Indigo 15K ช่วยให้เราสามารถมอบผลิตภัณฑ์การพิมพ์ดิจิทัลคุณภาพสูงที่สุดสำหรับลูกค้าของเราอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเพิ่มผลผลิตที่สูงขึ้น เช่น สมรรถนะใหม่ๆ ในการพิมพ์บนวัสดุที่มีพื้นผิวที่หนาขึ้น นับเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดโอกาสใหม่ๆ และขับเคลื่อนการเติบโตธุรกิจงานพิมพ์ดิจิทัลของเรา”

เครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์เป็นโอกาสในการเติบโตและขยายธุรกิจการผลิตฉลากและบรรจุภัณฑ์ HP Indigo 6K Digital Press คือเครื่องพิมพ์หลักของตลาดงานพิมพ์ฉลากดิจิทัล ผ่านเครื่องพิมพ์กว่า 2,000 เครื่องที่มีติดตั้งอยู่ทั่วโลก HP Indigo 6K Digital Press เป็นผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์ดิจิทัลแบบ Narrow-web สำหรับฉลากและบรรจุภัณฑ์ที่ให้ผลผลิตสูง ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ มาพร้อมกับระบบสีอัตโนมัติอัจฉริยะ ในขณะเดียวกันในการผลิตสิ่งพิมพ์สามารถประหยัดถึง 80% – 90% เมื่อเทียบกับระบบงานพิมพ์ Flexo สำหรับผู้ประกอบการด้านการผลิตฉลากที่มีมากกว่า 1,400 รายทั่วโลก จะต้องมีการติดตั้ง HP Indigo 6K Digital Press อย่างน้อยหนึ่งเครื่อง

HP Indigo คว้ารางวัลการใช้งานพิมพ์ที่หลากหลายเพื่อยกระดับธุรกิจ
นอกจากเครื่องพิมพ์ HP Indigo จะมอบโซลูชั่นที่หลากหลายแล้ว ยังมีฟีเจอร์ที่ครอบคลุมการตรวจสอบผลิตงานพิมพ์และการจัดการการผลิต เวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ การจับคู่สี การพิมพ์ข้อมูลตัวแปร (VDP) และอื่นๆ นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังได้สัมผัสกับ PrintOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการการผลิตงานพิมพ์ของ HP ซึ่งขณะนี้มีผู้ใช้มากกว่า 21,000 ราย สะท้อนถึงการเติบโต 25% เมื่อเทียบปีต่อปี

การใช้งาน PrintOS ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากลูกค้าจำนวนมากขึ้นใช้คลาวด์คอมพิวติ้งและการสั่งการจากระยะไกล ด้วยแพลตฟอร์มที่เป็นเอกลักษณ์ สอดคล้องการใช้งานโซลูชัน Industry 4.0 ได้ทุกวัน ลูกค้าของ HP สามารถใช้เครื่องมืออัตโนมัติที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด และกว่า 70% ของ HP Indigo 100K Digital Press ได้ติดตั้ง HP PrintOS ColorBeat ไว้แล้ว ซึ่งช่วยประหยัดเวลาในการผลิตได้มากกว่าหนึ่งชั่วโมงต่อวัน

โจนาธาน เบค ผู้จัดการฝ่ายประมาณการและวางแผนของ Bolger Printing ลูกค้า HP Indigo ในรัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นผู้ให้บริการการพิมพ์เชิงพาณิชย์ กล่าวว่า “PrintOS, Color Beat และเครื่องมือการวิเคราะห์ทั้งหมดเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างระหว่างเครื่องพิมพ์ Indigo กับเครื่องพิมพ์อื่นๆ เรายังใช้แพลตฟอร์ม Smart Stream Designer สำหรับงานพิมพ์ที่ต้องการความหลากหลายซับซ้อน และเริ่มใช้เทคโนโลยี Mosaic ในแคมเปญดึงดูดงานพิมพ์สำหรับลูกค้า”

ในด้านการบริการ HP xRServices มีผู้ใช้มากกว่า 200 ราย โซลูชั่นนี้พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการทำงานที่รวดเร็วขึ้น ออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการและฝ่ายบริการหลังการขายของเอชพี ผ่านเทคโนโลยีแบบผสมสาน ก่อนหน้านี้ เอชพีได้เปิดตัว Remote Assist เพื่อช่วยเหลือลูกค้าจากระยะไกล ในงาน Printing United เอชพีนำเสนอนวัตกรรมใหม่เพิ่มเติมเกี่ยวกับ xRServices ช่วยให้ลูกค้าสามารถดูแลรักษาเครื่องพิมพ์ด้วยตนเอง และย่นระยะเวลาหยุดทำงานของเครื่องพิมพ์

ข้อมูลเกี่ยวกับ เอชพี อิงค์
เอชพี อิงค์ เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่เชื่อว่าไอเดียเล็กๆ ก็สามารถเปลี่ยนโลกได้ ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการทั้งคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ และโซลูชั่นการพิมพ์สามมิติ คือผู้ช่วยที่จะสนับสนุนทุกไอเดียของคุณเป็นจริงขึ้นมา ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.hp.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงาน Thoughtworks เผยประโยชน์ของ Machine Learning ที่เพิ่มมากขึ้น

กรุงเทพ 27 ตุลาคม 2565 — Thoughtworks (NASDAQ: TWKS) บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่ผสานกลยุทธ์การออกแบบและวิศวกรรมเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิตัล ได้เผยแพร่รายงาน Technology Radar ฉบับที่ 27 ซึ่งเป็นรายงานประจำทุก 6 เดือนของ Thoughtworks ที่รวบรวมจากการสังเกต สนทนา และประสบการณ์ในการแก้ปัญหาความท้าทายทางธุรกิจที่ยากที่สุดของลูกค้าทั่วโลก ในฉบับล่าสุดนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ Machine Leaning (ML) ว่าจากที่เคยต้องใช้ชุดข้อมูลขนาดใหญ่และการเข้าถึงพลังประมวลผลมหาศาลเพื่อจัดการกับปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อนนั้น บัดนี้ องค์กรด้านไอทีสามารถใช้ประโยชน์จาก ML ได้เพิ่มขึ้น ทั้งยังสามารถนำไปปรับใช้ในหลายภาคส่วนมากขึ้นด้วย สืบเนื่องมาจากการพัฒนาของเครื่องมือ แอปพลิเคชัน และเทคนิคต่างๆ ที่ก้าวหน้าไปมาก

ด้วยประสิทธิภาพในการคำนวณที่ดีขึ้นบนอุปกรณ์ทุกขนาดและทุกประเภท รวมทั้งการใช้เครื่องมือแบบ open-source ที่แพร่หลายและใช้งานได้ง่ายขึ้น ได้ส่งผลให้ ML สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แม้กระทั่งองค์กรที่มีขนาดเล็กมาก นอกจากนี้ ข้อกำหนด และข้อควรระวังของข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มงวดมากขึ้น ได้ผลักดันให้องค์กรต่างๆ พยายามค้นหาเทคนิค เช่น federated machine learning หรือการพัฒนาระบบ ML โดยไม่ต้องส่งข้อมูลส่วนบุคคลไปยังส่วนกลาง ทำให้ปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน ที่ใช้งานร่วมกับ IoT และอุปกรณ์แบบพกพา นอกจากนี้ การพัฒนาระบบ ML ที่ต้องพึ่งพาคุณภาพของข้อมูลเป็นหลัก ได้ทำให้ข้อควรระวังต่างๆ ยังคงมีช่องโหว่อยู่ และเกิดอคติในชุดข้อมูลขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องมือแบบ open source ก็กำลังช่วยสร้างความโปร่งใส ของอัลกอริทึมที่ใช้ในการตีความและจัดการข้อมูล

ดร. รีเบคกา พาร์สันส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี ของ Thoughtworks กล่าวว่า “เมื่อมีการจำกัดการใช้งานเฉพาะผู้ใช้งานและองค์กรด้านไอทีที่มีความเชี่ยวชาญขั้นสูงแล้วนั้น โมเดลและส่วนประกอบของ ML ที่องค์กรสามารถหามาได้ง่ายขึ้น และใช้งานได้ไม่ซับซ้อน ก็ช่วยลดอุปสรรคในการพัฒนาระบบ ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโซลูชัน ML ได้มากขึ้น องค์กรจึงควรเปิดรับการใช้งานเชิงปฏิบัติมากขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์จาก ML ที่มีอยู่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการปฏิบัติงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการบริการ ซึ่งนอกจากจะเป็นแอปพลิเคชันที่พลิกโฉมระบบการทำงานแล้ว ก็ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอีกด้วย”

ประเด็นสำคัญใน Technology Radar ฉบับที่ 27 นี้ ได้แก่

  • กระแสหลักของ ML: ในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ Machine Learning ได้ผันตัวเองจากระบบที่ใช้เทคนิคเฉพาะแบบขั้นสูง มาสู่ระบบที่เกือบทุกคนที่มีข้อมูลและรู้วิธีการคำนวณสามารถใช้งานได้ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่อุตสาหกรรมก็ยังต้องสามารถจัดการเรื่องการวางแผนเพิ่มจำนวนเครื่องมือ และกรอบการทำงาน รวมทั้งขับเคลื่อนประเด็นด้านจริยธรรมซึ่งมีความสำคัญและเร่งด่วนมากกว่าเดิม
  • พลังของแพลตฟอร์มในฐานะผลิตภัณฑ์: แพลตฟอร์มมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเพิ่มขีดความสามารถของนักพัฒนา แต่เมื่อไม่ได้มีการใช้แพลตฟอร์มอย่างเหมาะสมเช่นเดียวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ เราก็มักจะผิดหวังกับผลลัพท์ที่ได้ สิ่งสำคัญก็คือต้องมีการสร้างและบำรุงรักษาแพลตฟอร์มให้ตอบสนองความต้องการของทั้งทีมเทคนิคและองค์กรได้ในวงกว้าง
  • การย้ายความเป็นเจ้าของข้อมูลออกจากศูนย์กลาง: การรวมศูนย์ข้อมูลช่วยในเรื่องความรัดกุมในการเก็บข้อมูลได้ แต่อย่างไรก็ตาม เทคนิคและเครื่องมือใหม่ๆ ที่มีข้อดีทั้งในด้านด้านเทคนิคและความเป็นส่วนตัว ก็จะช่วยให้เราก้าวข้ามความท้าทายของการรวมศูนย์ข้อมูลได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • มือถือก็ควรเป็นแบบโมดูลาร์: ถึงแม้จะเป็นที่ทราบกันดีถึงประโยชน์ของโมดูลาร์ แต่ด้วยเหตุผลหลายประการ ก็ไม่ได้มีการนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนามือถือ(อุปกรณ์แบบพกพา)มากนัก แต่ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้ว ซึ่งเราเชื่อว่าการนำวิธีการแบบโมดูล่าร์มาใช้กับมือถือจะไม่เพียงแต่ช่วยปรับปรุงคุณภาพของแอปพลิเคชันมือถือเท่านั้น แต่ยังได้ประโยชน์จากประสบการณ์ในการสร้างแอปพลิเคชันเหล่านั้นด้วย

ผู้สนใจสามารถดูข้อมูล Tech Radar แบบ interactive หรือดาวน์โหลดรายงานได้ที่ https://www.thoughtworks.com/en-th/radar

ช่องทางสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ติดตามข้อมูลข่าวสารของ Thoughtworks ได้ทาง website   Twitter LinkedIn และ YouTube.

–  ### –

เกี่ยวกับ Thoughtworks
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่นำกลยุทธ์ ดีไซน์ และวิศวกรรมศาสตร์มาขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านดิจิทัล ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 12,000 คน ในสำนักงาน 49 แห่งใน 18 ประเทศทั่วโลก ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปี บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับลูกค้าแก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อนโดยใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างความโดดเด่นไม่เหมือนใคร


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“GC” ร่วมมือ “OutSystems” นำเทคโนโลยี Low-Code ประสิทธิภาพสูง มาช่วยเร่งทรานฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัล

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 26 ตุลาคม 2565 บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ของประเทศไทย มุ่งเดินหน้าสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล (Digital Transformation) อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ร่วมมือกับ OutSystems นำเทคโนโลยี Low-Code ประสิทธิภาพสูงมาพัฒนาแอปพลิเคชันและสร้างระบบ Digital เพื่อช่วยให้ธุรกิจมีความเป็นอัจฉริยะและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พาองค์กรไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน

ตั้งแต่ในปี 2561 บริษัทฯ ได้วางแผนและเตรียมพร้อมในการทำ Digital Transformation โดยเน้นไปที่การเข้าไปยกระดับและสร้างความเปลี่ยนแปลงใน 3 แกนหลักขององค์กร หรือที่รู้จักกันภายในว่า Triple Transformation ประกอบด้วย Business, Technology และ People โดย GC ให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนองค์กร และได้มีการตั้งทีม Digital Transformation ขึ้นมาเฉพาะ เพื่อสร้างสรรค์ไอเดียแก้ Pain Point ต่าง ๆ

ปัจจุบันบริษัทในประเทศไทยกำลังเผชิญกับต้นทุนในการดำเนินธุรกิจมากมาย และอยู่ท่ามกลางกระแส Digital Disruption ทีมไอทีมีความสำคัญต่อเป้าหมายทางธุรกิจในยุคนี้ GC นำแพลตฟอร์ม Low-Code จากเอาท์ซิสเต็มส์มาใช้เพื่อปรับกระบวนการให้เป็นดิจิทัลและพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อแก้ Pain Point พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพต่อยอดการดำเนินงานให้มีความทันสมัยมากขึ้น

GC นำเทคโนโลยี Low-Code ประสิทธิภาพสูงจาก OutSystems มายกระดับบริการต่าง ๆ และใช้เป็นแพลตฟอร์มเพื่อทำงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2562 โดยล่าสุดทีมงานได้นำแพลตฟอร์ม OutSystems ไปพัฒนาเป็นระบบสำคัญ (Critical Systems) ในโครงการ B-Leap Project ต่อยอดงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ ช่วยทำให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถลดเวลาการทำงานของนักวิจัยลงได้ 30 % และลดต้นทุนที่เกิดจากการวิจัยที่ซ้ำซ้อนได้มากถึง 75% นอกจากนี้ยังนำไปพัฒนา Smart Loading Application เพื่อใช้เป็น Digital Systems สำหรับจัดคิวรถบรรทุกน้ำมันจากโรงกลั่น และดีลกับบริษัทฯ ต่าง ๆ ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งหลังเปิดใช้ในปี 2564 สามารถช่วยลดเวลาการทำงานของทีมงานกลางที่หอกลั่นลงได้ถึง 12.5% และลดการผิดพลาดในการทำงานที่เกิดจากคน (Human Error) ได้ 10%

ในขั้นตอนการดำเนินการ (Implementation & Operation) บริษัทฯ ให้ความสำคัญใน 3 แกนหลักสำคัญ ได้แก่ Tech Foundation ซึ่ง OutSystems ได้จัดหาแพลตฟอร์มข้อมูล, เครื่องมือเทคโนโลยี, รวมถึงการพิจารณาโครงข่ายการสื่อสาร 5G และทดลองนำร่องในดิจิทัลโปรเจกต์ แกนที่สอง คือ Project Implementation ที่ OutSystems ทำงานร่วมกับตัวแทนของแต่ละหน่วยงาน (BUs) ภายในเครือ GC เพื่อศึกษา Pain Points สรรหาไอเดีย และสร้างโซลูชันเพื่อพัฒนานวัตกรรมได้อย่างตอบโจทย์เชิงธุรกิจ และในแกนสุดท้ายที่ีมีความสำคัญที่สุด คือ Organization Capability Building & Communication มุ่งเน้นพัฒนาความสามารถของทีมนักพัฒนาและการสื่อสารระหว่างทีม ช่วยทำให้ GC พัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตอบโจทย์ทางการตลาด (Time To Market) ได้อย่างรวดเร็ว

นายนัทพล จงจรูญเกียรติ Head of Digital Transformation บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า “สำหรับเป้าหมายด้านดิจิทัลในอนาคตของ GC เราตั้งเป้าเป็นองค์กรแบบกระจายศูนย์มากยิ่งขึ้น (Distributed Enterprise) พร้อมมุ่งสร้างทีมพัฒนา (Domain Expert) ขึ้นเองในแต่ละหน่วยงาน โดยสามารถทำงานร่วมกับทีมไอทีส่วนกลางและนำโซลูชันหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ไปต่อยอดทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเทคโนโลยี Low-Code ของ OutSystems จะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่เข้ามาช่วยพัฒนาได้เป็นอย่างดี เพราะที่ GC เราเชื่อว่าทีมงาน คือ พลังงาน ที่สำคัญที่สุดของเรา อันจะช่วยต่อยอดไปสู่การเป็นองค์กรที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคตได้”

“นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยี Low-Code ของเอาท์ซิสเต็มส์มาใช้ ทำให้ GC สามารถพัฒนาแอปฯ ใหม่ ๆ ได้มากกว่า 18 แอปฯ ในเวลา 2.5 ปี รวมถึงสามารถปรับปรุงหรืออัปเดตระบบต่าง ๆ จาก Manual ให้เป็น Digital ของบริษัทในเครือ สะท้อนความสำคัญของเทคโนโลยี Low-Code ของเอาท์ซิสเต็มส์ ในฐานะผู้ช่วยที่เชื่อถือได้ของนักพัฒนาและธุรกิจ” นายนัทพล กล่าวสรุป

ผลวิจัยล่าสุด ‘Total Economic Impact™ of OutSystems’ ที่จัดทำขึ้นโดย ฟอร์เรสเตอร์ คอนซัลติ้ง ในนามของเอาท์ซิสเต็มส์ เผยให้เห็นว่าแพลตฟอร์ม Low-Code ช่วยลดค่าใช้จ่ายแก่องค์กรธุรกิจเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาและค่าใช้จ่ายของการพัฒนาและบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเองภายในกับการนำแพลตฟอร์ม OutSystems มาปรับใช้ ซึ่งจากผลการศึกษาระบุว่า OutSystems ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแก่องค์กรธุรกิจได้ถึง 6.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น รวมถึงระยะเวลาการพัฒนาและการเปิดตัวที่สั้นลง

นายเติมศักดิ์ วีรขจรพงษ์ รองประธานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอาท์ซิสเต็มส์ กล่าวว่า “เรายินดีที่ได้เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการทำดิจิทัลทรานฟอร์มเมชั่นของ GC ซึ่งความร่วมมือนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า เทคโนโลยี Low-Code ประสิทธิภาพสูงของเอาท์ซิสเต็มส์ เป็นมากกว่าแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังต่อยอดไปสู่การออกแบบบริการ นวัตกรรม และลด Painpoints ทางธุรกิจได้”

เกี่ยวกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2554 เพื่อทำหน้าที่เป็นแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemical Flagship) ของกลุ่มปตท. GC ก่อตั้งมาจากการควบรวมบริษัทชั้นนำของประเทศไทยหลายบริษัท เริ่มต้นตั้งแต่การจัดตั้งบริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NPC) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยอาศัยซอฟต์แวร์  แพลตฟอร์ม Low-code ประสิทธิภาพสูงของ OutSystems ช่วยให้ผู้นำด้านเทคโนโลยีและนักพัฒนามีเครื่องมือในการสร้างและปรับใช้แอปพลิเคชันที่มีความสำคัญต่อธุรกิจของตนได้อย่างรวดเร็ว  ด้วย Community member กว่า 600,000 ราย พันธมิตรกว่า 400 ราย และลูกค้าประจำใน 87 ประเทศใน 22 กลุ่มอุตสาหกรรม OutSystems คือ “The #1 Low-Code Platform®” และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในตลาดจากนักวิเคราะห์ ผู้บริหารไอที ผู้นำทางธุรกิจ และนักพัฒนาทั่วโลก แบรนด์ธุรกิจที่มีชื่อเสียงบางแบรนด์ใช้ OutSystems เพื่อเปลี่ยนไอเดียยิ่งใหญ่ให้เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ ผู้คน และโลกไปข้างหน้า ศึกษาข้อมูลบริษัทฯ เพิ่มเติม ได้ที่  www.outsystems.comwww.outsystems.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Astronize เคลื่อนทัพจัดกิจกรรมแจก NFT Airdrop พร้อมของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท ณ งาน Thailand Game Show 2022

กรุงเทพมหานคร, 25 ตุลาคม 2565, Astronize แพลตฟอร์มให้บริการเกมรูปแบบ Hybrid GameFi ภายใต้การจับมือกันระหว่าง บริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บิทคับ เวนเจอร์ส จำกัด สร้างปรากฏการณ์แจกของรางวัลมูลค่ากว่า 100,000 บาท พร้อมระเบิดความมันส์ ณ งาน Thailand Game Show 2022 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 21-23 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้เสียงตอบรับจากเหล่าเกมเมอร์และผู้ที่สนใจอย่างล้นหลาม

Astronize คือ แพลตฟอร์ม Play-and-Earn เลือดใหม่ไฟแรง เพื่อช่วยให้เกมที่อยู่บนโลกของ Web 2.0 หรือโมเดลธุรกิจเดิม (Traditional Game) สามารถเชื่อมต่อเข้ากับเทคโนโลยี Blockchain หรือ Web 3.0 และเปลี่ยนโมเดลเป็น Play-and-Earn ที่จะเน้นจุดแข็งที่มีคุณภาพและความสนุกของเกมเป็นแกนหลัก โดยมีผลตอบแทนหรือ Earning จากการเล่นเป็นเรื่องเสริม ซึ่งต่างจากโมเดล Play-to-Earn หรือ GameFi แบบเดิมที่คุณภาพเกมยังไม่ตอบโจทย์กับผู้เล่น แต่เน้นเรื่องการเก็งกำไรหรือผลตอบแทนซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่ไม่ยั่งยืน

ภายในงาน Thailand Game Show 2022 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แพลตฟอร์ม Astronize ได้ยกทัพนำกิจกรรมจาก EarnKUB มาให้ผู้เข้าร่วมงานได้สนุกกัน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะต้องมีกระเป๋า Bitkub NEXT และทำ 3 ภารกิจให้ครบถ้วน จากนั้นจะได้รับ Astronize NFT เพื่อใช้ในการแลกรับรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท ซึ่งแต่ละ Rarity จะได้รับของรางวัลแตกต่างกัน ดังนี้ 1. Astronize NFT Super Special Rare แลกรับเป็น เหรียญ KUB จำนวน 100 KUB (จำนวนจำกัด) 2. Astronize NFT Ultra Rare แลกรับเป็น Razer Kishi V2 Mobile Gaming Controller (จำนวนจำกัด) 3. Astronize NFT Super Rare แลกรับเป็น เหรียญ KUB จำนวน 10 KUB (จำนวนจำกัด) 4. Astronize NFT Rare แลกรับเป็น สเปรย์แอลกอฮอล์ (จำนวนจำกัด) อีกทั้งกิจกรรมจาก Golden Time ที่ผู้เข้าร่วมงานจะมีสิทธิ์ลุ้นรับ NFT Airdrop ที่มาพร้อมกับสิทธิประโยชน์มากมาย เพียงแค่มีกระเป๋า Bitkub NEXT ก็สามารถร่วมสนุกได้ รวมถึงได้มีการนำเกมตัวอย่างมาให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลองเล่นกัน โดยผู้ใช้งานสามารถสร้าง NFT ในรูปแบบตัวละครเกมและไอเทมง่าย ๆ ผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งถือได้ว่าเป็นก้าวครั้งสำคัญในการริเริ่มการใช้งานฟังก์ชันเบื้องต้นสำหรับตัวเกม

กิจกรรมพิเศษในครั้งนี้ นับเป็นการเน้นย้ำเจตนารมณ์ของแพลตฟอร์ม Astronize ในการตั้งใจที่จะมาเป็น The First Market Mover ในการปฏิวัติวงการเกมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริษัทฯ ได้เตรียมเปิดตัวเกมแรกของแพลตฟอร์ม Astronize ใน 6 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงต้นปีหน้า อีกทั้ง ยังเรียกได้ว่าเป็นก้าวแรกครั้งสำคัญของแพลตฟอร์มที่สามารถนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้กับกิจกรรมแบบ Offline ได้อย่างลงตัว


Exit mobile version