Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โรงงานถ่านไฟฉาย พานาโซนิคนำร่อง บรรลุเป้าความเป็นกลางทางคาร์บอน แห่งแรกของกรุ๊ปฯ

บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำการผลิตถ่านไฟฉายในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มบริษัทพานาโซนิค ในประเทศไทย ประกาศบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และขึ้นเป็นโรงงานแห่งแรกของกลุ่ม พานาโซนิคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ (Zero CO2 Factory) ในปี 2565

โดยบริษัทฯ ได้เดินหน้ากิจกรรม การลดใช้พลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการชดเชยคาร์บอน เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในสังคมไทยและโลกใบนี้ อีกทั้งเพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มบริษัทพานาโซนิค และบริษัทพานาโซนิค เอเนอร์จี (Panasonic Energy Co., Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ โดยกิจกรรมดังกล่าว ได้แก่ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ เพื่อให้มีการบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของถ่านไฟฉายจากพลาสติกเป็นกระดาษ การดำเนินการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยนำพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ขนาด 0.329 MWp มาใช้ในกระบวนการผลิตตั้งแต่ปี 2561 และมีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 1.16 MWp อีกภายในปี 2565 ซึ่งจะเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์โดยรวมประมาณ 2,000  MWh/ปี นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ดำเนินการซื้อคาร์บอนเครดิตและพลังงานหมุนเวียน เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย โดยทั้งหมดนี้ ก็เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2565

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทพานาโซนิคทั่วโลก ตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงให้ได้มากกว่า 300 ล้านตัน หรือประมาณ 1% ของการปล่อยมลพิษทั่วโลกในปัจจุบัน ภายในปี 2593


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Medlab Asia & Asia Health 2022 ปิดดีลซื้อ-ขายเครื่องมือแพทย์ในงานทะลุเป้า 1,264 ลบ.

อินฟอร์มา มาเก็ตส์ และอิมแพ็ค เอ็กชิบิชั่น แมเนจเม้นท์ ประสบความสำเร็จในการจัดงาน Medlab Asia & Asia Health 2022 งานแสดงเครื่องมือแพทย์และประชุมวิชาการนานาชาติ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรรมเครื่องมือแพทย์และห้องปฎิบัติการทางการแพทย์ชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน ปิดดีลยอดซื้อขายเครื่องมือแพทย์ ได้เกินความคาดหมาย ตลอด วันของการจัดงาน มูลค่ากว่า 1,264 ล้านบาท

โดยได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายภูริพันธ์ บุนนาค รองผู้อำนวยการ สายงานบริหาร สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) ให้เกียรติร่วมเปิดงาน โดยมีผู้เข้าชมงาน 6,168 คน จาก 55 ประเทศ เข้าเยี่ยมชมบูธผู้แสดงสินค้าจาก 289 บริษัทจาก 30 ประเทศ รวมถึงพาวิลเลี่ยนนานาชาติ แห่ง ทั้งนี้ ผู้จัดงานเผยเตรียมพร้อมจัดงานปีหน้ายิ่งใหญ่กว่าเดิม ในวันที่ 12-14 กรกฎาคม 2566 ที่ อาคารชาเจนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายทอม โคลแมน ผู้อำนวยการจัดงาน บริษัท อินฟอร์ม่า มาร์เก็ตส์ กล่าวว่า “การจัดงาน Medlab Asia & Asia Health แบบพบปะกันเป็นครั้งแรกในประเทศไทย นับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจที่เอื้อต่อการทำข้อตกลงทางธุรกิจ โดยให้โอกาสในการสร้างเครือข่าย และท้ายที่สุดเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ และการดูแลสุขภาพทั่วโลก”

โดยบริษัทที่สามารถปิดการขายในงานได้ อาทิ Mindray, Sansure, Randox, BGI Genomic, LG Thailand, Quotient Suisse S, ERBA Mannheim, Sysmex Asia Pacific Pte Ltd และบริษัทอีกมากมาย เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ป่วยโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่หลากหลาย นอกจากนี้ Mindray ยังได้ลงนามในข้อตกลงการซื้อขายอุปกรณ์ทางการแพทย์จำนวนมาก ในขณะที่ประเภทผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่เซ็นต์สัญญา อาทิ อุปกรณ์ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ เครื่องมือแพทย์ วัสดุใช้แล้วทิ้ง สินค้าทดสอบทดสอบและสินค้าอุปโภคบริโภค การดูแลสุขภาพและบริการทั่วไป และระบบไอทีและโซลูชั่น

เสียงตอบรับจากผู้เข้าร่วมแสดงสินค้างานคุณ Carrie Wen – ผู้อำนวยการฝ่ายขายประจำภูมิภาคบริษัท Sansure Biotech Inc. กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีที่ได้มประเทศไทยและเข้าร่วมแสดงเครื่องมือแพทย์ที่งาน Medlab Asia and Asia Health นี่เป็นครั้งแรกหลังจากเกิดโรคระบาด ที่ทางบริษัทได้มีโอกาสพบปะกับลูกค้าแบบต่อหน้า นอกจากนี้ งานนี้ยังเป็นเวทีที่ทางบริษัทได้แสดงผลิตภัณฑ์และเชิญวิทยากรชั้นมาบรรยายถึงเทคโนโลยีของ Sansure”

นายลอย จุน ฮาว ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “ผลตอบรับของงาน Medlab Asia & Asia Health 2022 นั้นเกินความคาดหมายที่เราตั้งไว้ เป็นผลมาจากความสำเร็จในการร่วมมือกับทาง อินฟอร์ม่า มาร์เก็ตส์ ซึ่งเราเล็งเห็นถึงความร่วมมือที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ เป้าหมาย และความมุ่งมั่นที่คล้ายคลึงกัน เพื่อสร้างแพลตฟอร์มอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพและห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ระดับสากลที่จะ รองรับภาคส่วนการดูแลสุขภาพที่กำลังเติบโต ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่รวมถึงในภูมิภาคอาเซียนด้วย เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสจัดงานแบบ face-to-face ที่รอคอยกันอย่างมาก ซึ่งทำให้ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และห้องปฏิบัติการทางการแพทย์สามารถติดต่อกันได้แบบตัวต่อตัว และมีส่วนร่วมกันอีกครั้ง หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อการสนทนาทางธุรกิจ การเจรจาข้อตกลง การสร้างเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนความรู้ และมุ่งม่นที่จะจัดงานให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นในปี 2566″

งานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘Transforming the laboratory and healthcare medicine through innovation’  ได้รับการสนับสนุนจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และ Thailand Medical Hub จากความสำเร็จอย่างท่วมท้นของงานในปีนี้ บริษัท Randox, Sansure, Auotobio และบริษัทอีกมากมาย ได้ยืนยันการเข้าร่วมงาน Medlab Asia and Asia Health 2023 ที่จะกลับมาอีกครั้งในวันที่ 12-14  กรกฎาคม 2566 ณ อาคารชาเจนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ประเทศไทย  ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ medlabasia.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เมโทรซิสเต็มส์ฯ ร่วมกับ หัวเว่ย เทคโนโลยี่ฯ รุกตลาดในกลุ่มโซลูชั่นด้าน Desktop as a Service

จัดงานสัมมนา Modernize Hybrid Workspace with Accelerate VDI พร้อมอัปเดตผลิตภัณฑ์และโซลูชัน Speed Desktop ในรูปแบบ Desktop as a Service (DaaS) เพื่อสนับสนุนธุรกิจในยุค VDI on Cloud รวมถึงได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงในเวทีเสวนาพิเศษแบ่งปันมุมมอง จากทางบริษัท อีซี่ บายฯ ความท้าทายแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเมื่อต้องย้ายไประบบ VDI on Cloud ณ “โรงแรม Sofitel Sukhumvit” เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา

คุณชัยวัฒน์ วชิรโรจน์ไพศาล (ทางซ้าย) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยกลุ่มธุรกิจ “Digital Solutions Group” ร่วมกับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกันจัดงาน “Modernize Hybrid Workspace with Accelerate VDI” แนะนำอัปเดตผลิตภัณฑ์และโซลูชันด้าน Desktop as a Service (DaaS) ในชื่อ Speed Desktop ในยุคที่ทุกองค์กรต้องการบริหารจัดการเดสก์ท็อปที่มีจำนวนมาก หลากหลายแพลตฟอร์มให้มีประสิทธิภาพสูงสด แต่ยังคงสามารถจัดการงบประมาณการลงทุนในรูปแบบจ่ายตามจริง (Pay Per Use) ซึ่งโดยได้รับเกียรติจากคุณคุณปิยะธิดา อิทธิระวิวงศ์  (ตรงกลาง) ประธานกรรมการฝ่ายแผนกธุรกิจคลาวด์ประเทศไทย บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) และคุณมณเฑียร สมพูลสวัสดี (ทางขวา) รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน) ในเวทีเสวนาพิเศษแบ่งปันมุมมอง ถึงความท้าทายที่องค์กรต้องกล้าตัดสินใจ จนเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์มีจุดมุ่งหมายในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน และหัวข้อสัมมนาอื่นๆ ที่น่าสนใจจากทีมงานเมโทรซิสเต็มส์ฯ และหัวเว่ย

ภายในงานยังได้พบกับบูธโซชั่นที่น่าสนใจ ได้แก่

  1. “Metro VDI on Cloud with Speed Desktop” โดยเป็น Desktop as a Service on Cloud ที่ดูแลบริหารจัดง่าย มีความปลอดภัยสูง และการลงทุนเป็นไปตามการใช้งานจริง
  2. “DevSecOps by MSC Managed Services” โดยเน้นการทำงานในรูปแบบที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงการทำงานที่มีความปลอดภัยที่รวม Development และ Operation เข้าด้วยกัน
  3. “Smart Network Solution by MSC & Huawei” แสดงให้ถึงนวัตกรรม Wired & Wireless ที่นำ AI มาช่วยในแต่กลุ่มอุตสาหกรรม
  4. “Security on Cloud by MSC Horangi Warden” การรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์แบบครอบคลุม และความสามารถในการตรวจจับภัยคุยคามเหล่านี้
  5. “Application Management on Cloud by MSC Managed Services” เป็นแพลตฟอร์มที่รับรองทรัพยากรทั้งหมด เข้าใจความสัมพันธ์ของทรัพยากรและจัดการเป็นไปอย่างอัตโนมัติ

ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมงานสัมมนา บรรยายกาศอย่างเป็นกันเอง พร้อมทั้งสาธิตวิธีการทำงานภายในบูธ เพื่อให้เกิดความมั่นใจ และเข้าใจในผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ กลุ่ม Digital Solutions Group “DSG”, บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อีเมล์ : dsgmkt@metrosystems.co.th Website: https://www.metrosystems.co.th/ Facebook : https://www.facebook.com/metrosystemscorp


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วว. คว้ารางวัล Bronze Prize จากผลงานวิจัย “เครื่องอบแห้งอาหารและสมุนไพร ระบบพลังงานลมร่วมแสงอาทิตย์” ในเวที SIIF 2022

นายวีรยุทธ  พรหมจันทร์  นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ  (ศนอ.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)  พร้อมด้วย นางเรวดี    มีสัตย์  นักวิจัยอาวุโส  ศนอ. ในฐานะผู้แทน วว. ได้รับรางวัล Bronze Prize จากการส่ง เครื่องอบแห้งอาหารและสมุนไพร ระบบพลังงานลมร่วมแสงอาทิตย์ (Vortex-Circulating Solar Dryer) ผลงานวิจัยและพัฒนาภายใต้โครงการครัวแบ่งปัน วว. เข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการและร่วมประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์  ในงาน  Seoul International Invention Fair 2022  (SIIF 2022)  ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่  16-19  พฤศจิกายน  2565  กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี  โดย วว. ได้รับการคัดเลือกจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  ให้เข้าร่วมกิจกรรมในเวทีดังกล่าว  ทั้งนี้งาน Seoul International Invention Fair 2022 (SIIF 2022)  เป็นงานแสดงสิ่งประดิษฐ์นานาชาติของกรุงโซล เปิดตัวในปี .. 2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการตลาดและส่งเสริมสิ่งประดิษฐ์ อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของเกาหลี และได้รับการสนับสนุนในระดับสากล โดย องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และประเทศพันธมิตร  ปัจจุบันเป็นเวทีสำหรับนักประดิษฐ์และนักวิจัยจากทั่วโลก ในการร่วมแสดงความคิดและโชว์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้กับผู้ผลิต นักลงทุน และผู้จัดจำหน่าย

เครื่องอบแห้งอาหารและสมุนไพร ระบบพลังงานลมร่วมแสงอาทิตย์  เป็นผลงานบูรณาการวิจัยและพัฒนาโดยหน่วยงานของ วว. ได้แก่  ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ   ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร   ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ และศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ  เหมาะสำหรับอบแห้งอาหาร ที่ใช้อุณหภูมิ ไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส  เช่น หมูแดดเดียว  ปลาเค็ม กุ้งแห้ง  ปลาหมึกแห้ง  ผลไม้ เช่น กล้วย มะม่วง  ลำไย  ขนุน  แก้วมังกร  และสมุนไพรประเภท เหง้า ลำต้น ใบและดอก  เช่น ขิง ขมิ้น ใบเตย ฟ้าทะลายโจร อัญชัน กระเจี๊ยบ บัวบก เป็นต้น  

คุณลักษณะเด่นของนวัตกรรม  ออกแบบโดยใช้หลักอากาศพลศาสตร์ Aerodynamics ช่วยให้การเคลื่อนที่ของกระแสลม และการกระจายความร้อนภายในห้องอบแห้งมีประสิทธิภาพสูงสุด การกระจายความร้อนภายในห้องอบแห้ง มีความสม่ำเสมอและทั่วถึง  มีถาดวางวัตถุดิบ จำนวน 10 ชั้น รองรับวัตถุดิบได้  5  กิโลกรัม/ชั้น  ประหยัดพื้นที่ใช้สอยโดยใช้พื้นที่ติดตั้งใช้งาน  2 x 2   ตารางเมตร   มีอัตราการอบแห้งสูงกว่าตู้อบแสงอาทิตย์ทั่วไป 5-10 เท่า และสามารถรองรับพลังงานความร้อนเสริมจากแก๊ส LPG ได้ในกรณีที่ไม่มีแสงแดด

ส่วนประกอบและหลักการทำงาน 1) โครงสร้างภายนอก แบบรูปทรงกระบอกแนวตั้ง ทำด้วยวัสดุ Polycarbonate Sheet ชนิดโปร่งแสง สามารถรับพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้รอบทิศทาง เพื่อมาเก็บสะสมไว้ภายในห้องอบแห้ง 2) โครงสร้างภายใน ประกอบด้วย ถาดวางวัตถุดิบจำนวน 10 ชั้น ขนาดถาด  1 x 1 ตารางเมตร สามารถรองรับวัตถุดิบได้สูงสุด 50 กิโลกรัม/ครั้ง  3) ระบบเติมอากาศ ติดตั้งบริเวณส่วนล่างของตู้อบ ช่วยให้อากาศหมุนเวียนภายในห้องอบแห้ง สามารถควบคุมอัตราการเติมอากาศได้ด้วยฝา เปิดปิด  4) ลูกหมุนระบายอากาศ อาศัยพลังงานลมจากภายนอก ช่วยสร้างกระแสลมหมุนวนขึ้นภายในห้องอบแห้ง   เพื่อดูดความชื้นออกจากวัตถุดิบ    สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในห้องอบแห้งได้ด้วย Gate Valve และ 5) ระบบความร้อนเสริมในกรณีที่ไม่มีแสงแดด รองรับระบบแก๊ส LPG ติดตั้งบริเวณภายนอกห้องอบแห้ง โดยให้ความร้อนผ่านแผ่นกระจายความร้อน

สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเชิงพาณิชย์  ติดต่อได้ที่ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ วว.  (วีรยุทธ  พรหมจันทร์) โทร. 0 2577 9000, 0 2577 9129  โทรสาร 0 2577 9009 อีเมล weerayuth_p@tistr.or.th


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

PTT Digital ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับ STT GDC Thailand ศึกษาความเป็นไปได้ใช้พลังงานเย็นจากกระบวนการแปรสภาพก๊าซ LNG และสำรวจแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ๆ

โดยจะนำพลังงานเย็นไปใช้สำหรับผลิตไฟฟ้าหรือระบบน้ำเย็นสำหรับระบายความร้อนในสภาพแวดล้อมของดาต้าเซ็นเตอร์

กรุงเทพฯ – 21 พฤศจิกายน 2565 — นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กรและความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด เป็นประธานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด หรือ PTT Digital ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของบริษัทกลุ่ม ปตท. และ บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ ประเทศไทย (STT GDC Thailand) ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล โดยมีนายกวีศักดิ์ บุญเฉลียว กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด และ นายศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรนาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสที เทเลมีเดีย โกล บอล ดาต้าเซ็นเตอร์ ประเทศไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ ออกแบบ และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์จากพลังงานเย็น (Cold Energy) ที่ปล่อยออกมาระหว่างกระบวนการแปรสภาพของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำหรับนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็นเพื่อระบายความร้อนในสภาพแวดล้อมของดาต้าเซ็นเตอร์ ณ ห้องพลังไทย ชั้น M อาคาร 2 สำนักงานใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

การแปรสภาพของก๊าซ LNG ประกอบด้วยพลังงานสำคัญที่ฝังอยู่ หรือที่รู้จักกันว่า “พลังงานเย็น” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ แต่สามารถนำมาผลิตไฟฟ้าและระบายความร้อนในสภาพแวดล้อมของดาต้าเซ็นเตอร์ ความร่วมมือระหว่าง PTT Digital และกลุ่ม ปตท. จะช่วยอำนวยความสะดวกในการนำพลังงานเย็นนี้มาใช้ประโยชน์เป็นแหล่งพลังงานทางเลือกในดาต้าเซ็นเตอร์แทนที่จะปล่อยให้สูญเปล่า โดยนี่จะเป็นครั้งแรกของประเทศไทยและจะเป็นการกำหนดมาตรฐานใหม่ของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสำหรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์

นายกวีศักดิ์ บุญเฉลียว กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด กล่าวว่า “PTT Digital มุ่งสานต่อวิสัยทัศน์ของกลุ่ม ปตท. ในการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่ Future Energy And Beyond ด้วยการใช้ประโยชน์จากพลังงานที่ไม่เคยถูกนำมาใช้และนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งการร่วมมือกับ STT GDC Thailand และร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้จะสนับสนุนวิสัยทัศน์ดังกล่าวตามที่เรามุ่งสร้างอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยั่งยืนร่วมกัน นอกจากนี้ยังเป็นการมุ่งเน้นไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของกลุ่ม ปตท. ภายในปี 2583 โดย PTT Digital ในฐานะผู้ดำเนินงานหลักด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของภาคธุรกิจจะทำงานร่วมกับ STT GDC Thailand ในโครงการนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการสำรวจนวัตกรรมที่ยั่งยืนและสามารถนำไปใช้ในการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล และเพื่อให้มั่นใจว่าระบบจะใช้ประโยชน์จากโซลูชันด้านพลังงานใหม่ ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

นายศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรนาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสที เทเลมีเดีย โกล บอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) หรือ STT GDC Thailand กล่าวว่า “ในฐานะ STT GDC เป็นผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีเครือข่ายทั่วโลก STT GDC เชื่อมั่นเสมอว่าหัวใจในการทำธุรกิจคือการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม  เราคาดว่าอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยคาดว่าจะเติบโต 25-28% ต่อปี และคาดการณ์ว่าในปี 2567 ดาต้าเซ็นเตอร์ต่าง ๆ ในประเทศจะใช้พลังงานไฟฟ้า 407 เมกะวัตต์หรือเทียบเท่ากับการใช้พลังงานของ 407,000 ครัวเรือนต่อปี ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแสวงหาแนวทางหรือโซลูชั่นที่ยั่งยืนมากขึ้น เรายินดีที่ได้ร่วมมือกับ PTT Digital เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับนโยบาย ESG ของเรา เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตดิจิทัลที่ยั่งยืนสำหรับเป็นประโยชน์แก่อุตสาหกรรมต่อไป”

ในบันทึกความเข้าใจยังระบุว่า PTT Digital และ STT GDC Thailand มีแผนที่จะสำรวจแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ และรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของประเทศไทย พร้อมเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้พลังงานลงอย่างน้อย 20-30% โดยการปรับประสิทธิภาพของระบบทำความเย็นและระบบพลังงานไฟฟ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ (Power Usage Effectiveness หรือ PUE) และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

เกี่ยวกับ พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น

บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในระดับ Enterprise ให้บริการอย่างครบวงจรให้บริการตั้งแต่ออกแบบ พัฒนาระบบและดูแลรักษาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้วยบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในหลากหลายเทคโนโลยี มากกว่า 1,000 คน ด้วยประสบการณ์ให้บริการมา 16 ปี กว่า 9,000 โครงการ จึงทำให้มั่นใจได้ว่า พีทีที ดิจิตอล พร้อมที่จะให้บริการ เพื่อยกระดับศักยภาพขององค์กรภาคธุรกิจ

เกี่ยวกับ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย)

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (FPT) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรชั้นนำของประเทศไทย และ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “เอสทีที จีดีซี” (STT GDC) ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำ ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ศูนย์ข้อมูลเรือธงระดับไฮเปอร์สเกลของเอสทีที จีดีซี ประเทศไทย ตั้งอยู่บนพื้นที่ 25,000 ตร.ม. (15 ไร่) กลางใจกรุงเทพฯ เพื่อที่จะรองรับการเติบโตและการขยายตัวทางดิจิทัลของผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ให้บริการคอนเทนต์และมีเดีย และองค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ sttelemediagdc.com/th-en/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

VMware เปิดตัวเทคโนโลยีล่าสุดยกระดับ Multi-Cloud ผ่านกลยุทธ์ Cloud Smart เพิ่มความสามารถในการกำกับดูแลข้อมูลและอุดช่องโหว่ทางไซเบอร์

VMware ประกาศข้อเสนอของพอร์ตโฟลิโอที่ได้รับการปรับปรุง รูปแบบใหม่รวมถึงขยายสภาพแวดล้อมในการทำงาน 

VMware, Inc. (NYSE: VMW) ประกาศเปิดตัวนวัตกรรม ข้อเสนอใหม่ในการให้บริการ และการเพิ่มพันธมิตรเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับสู่เส้นทางของมัลติคลาวด์ได้อย่างเหมาะสม

นายรากู รากูราม ซีอีโอของ VMware กล่าวว่า “VMware และพันธมิตรยังคงนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการใช้งาน cloud-smart ลูกค้าล้วนตระหนักดีว่า การทำงานในสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ทำให้พวกเขามีทางเลือกระหว่างคลาวด์ทั้งแบบที่มีข้อกำหนดและแบบสากลในการเรียกใช้งานแอปพลิเคชันของพวกเขา VMware สามารถช่วยลูกค้าในทุกขั้นตอนของการเปลี่ยนกับความซับซ้อนของมัลติคลาวด์ให้เป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญกับดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเร่งความเร็วในการพัฒนานวัตกรรม เราเข้าใจถึงความท้าทายที่พวกเขาเผชิญทั้งทางด้านต้นทุน ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการใช้พลังงาน เรา ผู้ที่ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมือนใคร พร้อมที่จะช่วยองค์กรต่างๆจัดการกับความท้าทายทั้งหลายเหล่านี้ผ่านนวัตกรรมและพันธมิตรที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”

เมื่อองค์กรต่าง ๆ เริ่มเข้ามาใช้งานมัลติคลาวด์ เขาจะต้องเผชิญหน้ากับความซับซ้อนในการทำงาน ความท้าทายด้านความปลอดภัย และทักษะที่ยังไม่เพียงพอในการใช้งาน (1) แม้ว่าจะมีความท้าทายต่างๆ เหล่านี้ องค์กรต่างๆ ก็ยังคงเร่งความเร็วในการใช้งาน มัลติคลาวด์ (2) เมื่อมีการทำงานร่วมกันของพันธมิตร VMware ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถนำแนวทาง “Cloud Smart” มาใช้ได้สำเร็จ โดยมีความยืดหยุ่นและมีทางเลือกสำหรับคลาวด์ที่หลากหลาย องค์กรแบบ Cloud-smart จะได้รับประโยชน์จากการใช้งานมัลติคลาวด์ สังเกตได้จากความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและผลลัพธ์ในระดับบนสุด ตัวอย่างจากผลการวิจัยของ Vanson Bourne ที่ได้รับมอบหมายจาก VMware พบว่า 97% ขององค์กรแบบ Cloud-smart ที่ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า แนวทางในการใช้มัลติคลาวด์สามารถช่วยกระตุ้นการเติบโตของรายได้ให้ดีขึ้น และ 96% กล่าวว่าสามารถช่วยเพิ่มผลกำไรได้ (3) การเรียนรู้เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของการให้บริการ VMware Cross-Cloud ซึ่งช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการเข้าถึง Cloud-smart โดยช่วยให้พวกเขาเลือกคลาวด์ที่เหมาะสมสำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการใช้งาน

เพิ่มความเร็วในการทรานส์ฟอร์มไปสู่คลาวด์รวมไปถึง Edge

ที่งาน VMware Explore Europe, VMware ได้ประกาศเปิดตัวโซลูชันล่าสุดที่มุ่งเน้นในการช่วยเหลือลูกค้าในการประมวลผล ปรับขนาด และการรักษาความปลอดภัยในการทำงานระดับองค์กรทั้งบนคลาวด์ภายในและพับบลิคคลาวด์ รวมไปถึง Edge ให้ดียิ่งขึ้น ไฮไลท์ต่างๆ ประกอบด้วย:

  • ด้วยพันธมิตรกว่า 25 รายทั่วโลก ขณะนี้ VMware Sovereign Cloud นำเสนอ VMware Tanzu บน sovereign cloud ชุดการทำงาน VMware Aria Operations Compliance สำหรับ sovereign clouds และโซลูชันสำหรับสภาพแวดล้อมในการทำงานรูปแบบใหม่ ด้วยนวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยให้พันธมิตรสามารถนำเสนอบริการที่เทียบเท่ากับการบริการที่พบในพับบลิคคลาวด์ ในขณะเดียวกันยังช่วยให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะปลอดภัยได้รับการคุ้มครอง เป็นไปตามข้อกำหนด และยังคงถูกเก็บรักษาไว้ภายในประเทศที่ข้อมูลนั้นตั้งอยู่
  • โซลูชัน SD-WAN รุ่นใหม่ของ VMware ที่ประกอบด้วย SD-WAN Client จะช่วยให้องค์กรสามารถส่งมอบแอปพลิเคชัน ข้อมูล และการบริการได้อย่างปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ และมีความเหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ไม่ว่าจะเป็นไซด์งาน สาขา หรือที่บ้าน ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ บนเครื่องข่ายใดๆ ก็ได้
  • VMware Carbon Black XDR รูปแบบใหม่ จะช่วยยกระดับการรักษาความปลอดภัยในแนวราบโดยขยายมุมมองเครือข่ายของ VMware ในการทำการตรวจจับและส่งต่อไปยัง VMware Carbon Black Enterprise EDR ซึ่งช่วยปรับปรุงการตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามได้อย่างทั่วถึงทั้งอุปกรณ์ปลายทางและเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
  • VMware HCX+ รูปแบบใหม่และการปรับปรุงการให้บริการของ VMware NSX ALB PULSE Cloud สามารถช่วยให้องค์กรใช้งานคลาวด์ได้อย่างเหมาะสม

สร้าง และ ใช้งาน Cloud Native Platform 

นอกจากนี้ VMware ได้ประกาศความก้าวหน้าของ VMware Tanzu cloud native app portfolio และแพลตฟอร์มในการจัดการ VMware Aria cloud โดยทำการรวมกันเพื่อมอบแนวทางในการเข้าสู่ Cloud-smart สำหรับการพัฒนาเนทีฟคลาวด์แอปพลิเคชัน และการส่งมอบ รวมถึงการจัดการที่สนับสนุนลูกค้าในทุกขั้นตอนของการดำเนินการบน Kubernetes และบนคลาวด์ต่างๆ ไฮไลท์ต่างๆ ประกอบไปด้วย:

  • การเปิดตัวรุ่นเบต้าของ VMware Image Builder ที่จะช่วยสร้างความปลอดภัยแบบอัตโนมัติ ความน่าเชื่อถือ และการบำรุงรักษาซอฟท์แวร์ต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการปฏิบัติตามข้อบังคับขององค์กร
  • ความพร้อมใช้งานที่ไม่มีค่าใช้จ่ายบนข้อเสนอของ VMware Aria Hub รูปแบบใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนโดย VMware Aria Graph

เพิ่มพลังให้กับการทำงานแบบผสมผสาน

ทีมไอทียังคงรับมือกับความท้าทายบนสภาพแวดล้อมของการทำงานแบบผสมผสานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากพนักงานใช้อุปกรณ์หลากหลายขึ้น มีการเข้าถึงแอปพลิเคชันบนคลาวด์มากขึ้น และมีการทำงานจากสถานที่ต่างๆ มากกว่าที่เคยเป็นมา ในวันนี้ VMware ได้ประกาศเปิดตัวความสามารถใหม่ของแพลตฟอร์ม Anywhere Workspace โดยจะสามารถช่ายลดภาระของทีมไอทีในการจัดการ พร้อมด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ การอัปเดตต่างๆประกอบด้วย:

  • VMware กำลังขยายขอบเขตของการทำงาน ของโซลูชัน DEX เพื่อรองรับ Digital Employee Experience Management (DEEM) สำหรับอุปกรณ์ Windows ที่มีการจัดการโดยผู้ให้บริการภายนอก
  • ส่วนขยายของ Workspace ONE Freestyle Orchestrator สำหรับการเปิดใช้งานระบบอัตโนมัตินอกเหนือจากขั้นตอนการทำงานแบบ device-based task-specific workflows ภายใน Workspace ONE ไปยัง ขั้นตอนการทำงานแบบ context-driven ticketing workflows ที่ครอบคลุมการทำงานของระบบไอทีของผู้ให้บริการภายนอก
  • Horizon Cloud บน Microsoft Azure ได้บรรลุโครงการ Federal Risk and Authorization Management Program (FedRAMP) High Authorization ผ่าน Joint Authorization Board (JAB) และได้รับ Authority to Operate (ATO) ในหน่วยงานพลเรือน

 

การให้บริการ VMware Cross-Cloud™ ช่วยนำลูกค้าสู่ยุค Multi-Cloud

ในงาน VMware Explore Europe VMware ได้ทำการเปิดตัวข้อเสนอที่ได้รับการปรับปรุงในการให้บริการ VMware Cross-Cloud เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าสู่ยุคมัลติคลาวด์จาก Cloud Chaos ไปยัง Cloud Smart

โดยการให้บริการ VMware Cross-Cloud นี้เป็นพอร์ตโฟลิโอของการให้บริการคลาวด์ในการพัฒนา การดำเนินงาน การเข้าถึง และการรักษาความปลอดภัยสำหรับแอปพลิเคชันต่างๆที่เรียบง่ายและไม่เหมือนใครบนอุปกรณ์ต่างๆ แกนหลักของการให้บริการ VMware Cross-Cloud ประกอบด้วย 1) App Platform, 2) Cloud Management, 3) Cloud & Edge Infrastructure, 4) Security & Networking, และ 5) Anywhere Workspace.

เกี่ยวกับงาน VMware Explore 

VMware Explore เป็นวิวัฒนาการในการจัดการประชุมระดับแนวหน้าของ VMworld โดยการจัดการประชุมในครั้งนี้ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอุตสาหรรมไปในรูปแบบของ ทุกสิ่งเกิดขึ้นบนมัลติคลาวด์ ในปีนี้ได้นำเสนอโซลูชันชั้นนำสำหรับอุตสาหกรรมและการประชุมทางเทคนิค พร้อมด้วยกว่า 90% ของระบบนิเวศแบบคลาวด์จากพาร์ทเนอร์ชั้นนำ รวมถึงตลาดมัลติคลาวด์ ISVs ที่กำลังรุ่งเรือง เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMware Explore โปรดไปที่: www.vmware.com/explore.html

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำทางด้านมัลติคลาวด์สำหรับแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อสร้างนวัตกรรมดิจิทัลด้วยการควบคุมระดับองค์กร ในฐานะที่เป็นรากฐานที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเร่งความเร็วในการสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ของ VMware จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมอบทางเลือกสำหรับการสร้างอนาคต VMware มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าภายในปี 2030 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.vmware.com/company


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ครั้งแรกในอาเซียน นักวิจัย มข. สุดเจ๋ง ผลิตแบตเตอรี่โซเดียมไอออนจากแร่เกลือหิน

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ร่วมกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม (กพร.) จัดงานแถลงข่าวโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ดร. ธีรวุธ  ตันนุกิจ ผู้แทนอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม  พร้อมด้วย รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง นักวิจัยโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออน ฯ ร่วมแถลงข่าวโดยมี ผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย สถานประกอบการ และ สื่อมวลชนร่วมงานจำนวนมาก ณ ห้องประชุมสารสิน ชั้น 2 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวว่า  ปัจจุบันการประชุมทั่วโลกได้กล่าวถึงการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทางเลือก โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ นับเป็นความสำเร็จของมหาวิทยาลัยขอนแก่น จากการทำงานวิจัยอย่างหนักของทีมวิจัย ตอบสนองนโยบายการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยและพัฒนาชั้นนำระดับโลก นำทีมโดย รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง นักวิจัยโครงการฯ จนสามารถพัฒนาได้สำเร็จเป็นแห่งแรกในอาเซียน โดยแบตเตอรี่ตัวนี้ สามารถกักเก็บพลังงานทั้งจากแสงอาทิตย์ หรือจากกังหันลม แปลงมาเป็นกระแสไฟฟ้า แล้วเก็บในรูปแบบ แบตเตอรี่  อันนี้คือสิ่งที่จะมาช่วยในชีวิตประจำวันของเรา ในอนาคตพลังงานแบตเตอรี่เหล่านี้ก็จะถูกลง ๆ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชน

โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ เป็นกลไกลสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตวัตถุดิบ ให้สามารถผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูง รองรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่แห่งอนาคต” อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

 ดร. ธีรวุธ  ตันนุกิจ  ผู้แทนอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม  กล่าวว่า จากการสำรวจของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ พบว่า ประเทศไทยมีแหล่งแร่โปแตชหรือกลุ่มแร่ชนิดโซเดียมมักเกิดคู่กัน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณมากที่สุด และมีปริมาณสำรองแหล่งแร่เกลือหินในประเทศไทยมี 18 ล้านล้านตัน เป็นแหล่งแร่สำรองที่มีปริมาณมหาศาล ซึ่งแร่ชนิดดังกล่าวเป็นสารตั้งต้นในการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหิน โดยทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทีมนักวิจัยของชาติไทยพัฒนาเทคโนโลยีเอง ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศและมีแหล่งแร่พลังงานมหาศาล
“โครงการนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกในอาเซียน กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ส่งเสริมและผลักดัน  เป้าหมายชาติต่อไปคือ เราต้องการสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ครบวงจร  นำเกลือหินมาทำเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตแบตเตอรี่ อาจจะไปใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ใช้เป็นตัวพลังงานเพื่อทำสมาร์ทฟาร์มให้กับอุตสาหกรรมเกษตรต่อไป เป้าหมายของกระทรวง คือ ผลักดันอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ครบวงจรสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ประเทศ ความสำเร็จเหล่านี้ส่งผลให้อุตสาหกรรมไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักคืออุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่แห่งอนาคต”  ผู้แทนอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าว

รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง นักวิจัย ผู้จัดการโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ เผยว่า ทีมวิจัยในโครงการได้ทุ่มเทกำลังสุดความสามารถ ร่วมกันทำงานจนประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาศึกษาวิจัยและทดลองแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินในประเทศไทย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ทางเลือกโดยการใช้วัตถุดิบที่มีภายในประเทศทดแทนแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน ให้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงเทียบเท่า ลิเธียมไอออน  ในราคาที่ถูกลงกว่า 30-40 เปอร์เซ็นต์ ในสเกลที่เท่ากัน  แบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจะเข้าไปเป็นตัวเสริม ในบางแอปพลิเคชั่นได้ดีกว่า แบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนมีความปลอดภัยสูงกว่า

“อย่างไรก็ตามทางโครงการ ฯ ได้ดำเนินการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ทางเลือก ในระดับเซลล์จากโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และนำไปทดลองใช้งานจริงในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ใหม่ และระบบกักเก็บพลังงาน เช่น แบตเตอรี่สำหรับจักรยานไฟฟ้า แบตเตอรี่สำรองสำหรับระบบโซลาร์เซลล์ และไฟส่องสว่าง เรามีโมเดลการใช้พลังงานแบตเตอรี่จากโซเดียม คือ E – Bike ที่ประหยัดพลังงานและใช้งานได้จริง ในอนาคตทีมนักวิจัยมีแนวโน้มจะศึกษา พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหิน โดยให้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน ให้กลายเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ราคาประหยัด คุ้มค่ามากที่สุด ผลักดันให้ไทยกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของโลกตามเป้าของกระทรวง ฯ ต่อไป”รศ.ดร.นงลักษณ์ กล่าวในตอนท้าย

ภาพ / ข่าว : จิราพร  ประทุมชัย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แซดทีอี เปิดตัวเทคโนโลยี B5G ในงาน 5G Summit ประเทศอิตาลี

แซดทีอี คอร์ปอเรชั่น ผู้นำทางด้านโซลูชั่นเทคโนโลยีการสื่อสารและข้อมูลระดับโลก เปิดตัวเทคโนโลยี B5G หรือ Beyond 5G Technology อย่างเป็นทางการในงาน 5G Summit 2022 ที่ประเทศอิตาลี โดยเอกสาร Whitepaper ระบุถึงวัตถุประสงค์ในการวางรากฐานทางเทคนิคระบบการสื่อสารทั้งหมด เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ภายใต้แนวคิด “Beyond 5G” ซึ่งมุ่งเติมเต็มศักยภาพเทคโนโลยี 5G ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อผู้ใช้งานทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐบาล และสังคม

Whitepaper เป็นเอกสารนำเสนอข้อมูลเชิงลึกของ GSMA Intelligence มีเนื้อหากล่าวถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมโลก ซึ่งมีความท้าท้ายต่อผู้ให้บริการ การพัฒนามาตรฐาน และอุตสาหกรรมในแนวดิ่งที่มีศักยภาพ โดย แซดทีอี ได้กลั่นกรองรายละเอียดและเห็นคุณค่าเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ และมีหลักความสำคัญในช่วงเวลาของ Beyond 5G (B5G) เพื่อที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาให้เป็นไปตามสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ แซดทีอี ได้ทำการวิเคราะห์คุณลักษณะของแต่ละเทคโนโลยีอย่างละเอียด รวมไปถึงการใช้งานและการให้บริการที่จะมอบความคุ้มค่าระยะยาวในอนาคต

นอกจากนี้ เนื้อหาของ Whitepaper ยังกล่าวถึงเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นต้นแบบ และยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบร่วมกับผู้ให้บริการ อาทิ อุกรณ์ RIS (Reconfigurable Intelligent metaSurface) ซึ่งนำมาใช้ทำงานร่วมกันกับโซลูชันของสถานีหลัก โดยสามารถแก้ไขปัญหาความครอบคลุมของสัญญาณคลื่นความถี่ 5G mmWave ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเพิ่มอัตราครอบคลุมพื้นที่ได้มากถึงสองเท่า นับเป็นนวัตกรรมที่ระบุอยู่ภายในเอกสาร Whitepaper ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อมูลในการตรวจจับการสื่อสารแบบบูรณาการ โดย แซดทีอี ได้คำนวณระบบควบคุมการผลิตอย่างพิถีพิถัน เพื่อที่จะเสริมศักยภาพการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้ในการรักษาความปลอดภัยในสิ่งอำนวยความสะดวก รวมไปถึงการทำงานร่วมกันระหว่างยานพาหนะและท้องถนน เป็นต้น
ภารกิจหลักเทคโนโลยี B5G คือ ช่วยเสริมศักยภาพให้แก่เทคโนโลยี 5G และนำเทคโนโลยี 5G มาเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาและการพัฒนาให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมทั้ง ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว สำหรับการทำงาน แซดทีอี มุ่งที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่ตอบสนองความต้องการการใช้งานตามสถานการณ์ต่างๆ ในระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้น แซดทีอี ยังได้ร่วมมือกับ กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ผู้ประกอบการ ผู้จัดจำหน่าย และกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อร่วมมือกันพัฒนาให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมไปถึงปรับโฉมภูมิทัศน์ดิจิทัล เพื่อให้ตอบสนองต่อเศรษฐกิจยุคใหม่และสร้างประโยชน์สูงสุด ในช่วงเวลาที่ใช้งาน B5G กับทุกฝ่าย ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถคลิกดาวน์โหลด Whitepaper ได้ที่ Download the B5G Whitepaper


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยผลศึกษางานวิจัยอิสระ บ่งชี้ถึงช่องว่างในการดำเนินการเพื่อความยั่งยืน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ได้มอบหมายให้องค์กรวิจัยอิสระ 3 แห่ง จัดทำรายงานโดยมุ่งเน้นที่ความยั่งยืนในการดำเนินงานด้านไอทีและศูนย์ข้อมูล โดยผลการรายงานเผยให้เห็นถึงความไม่เชื่อมโยงกันระหว่างความตั้งใจและการดำเนินการ ซึ่งบ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ของเส้นทางสู่ความยั่งยืน

การศึกษาทั้ง 3 ฉบับมอบหมายให้แยกกันดำเนินการ โดยนักวิเคราะห์ชั้นนำของอุตสาหกรรมได้แก่ 451 Research ซึ่งเป็นในเครือของ S&P Market Intelligence อีกสองรายคือ Forrester Consulting และ Canalys โดยบริษัทวิจัยเหล่านี้ ได้รวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมเกือบ 3,000 คนทั่วโลก อาทิ ผู้ให้บริการโคโลเคชั่น และคลาวด์ที่ใหญ่ที่สุด ผู้ให้บริการโซลูชันด้านไอที และผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจากหลากหลายกลุ่ม และองค์กรหลายขนาด

เอกสารการรายงานจาก 451 Research เผยถึงสภาวะที่ย้อนแย้งระหว่างการรับรู้และความจริงที่เป็น โดยองค์กรทั้งหลายต่างเชื่อว่าโครงการความยั่งยืนของตนมีความคืบหน้ากว่าที่เป็น เนื่องจาก “เกือบครึ่ง (48%) ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีการประเมินถึงพัฒนาการของโครงการที่ไม่ตรงกับคำตอบก่อนหน้านั้น”

เอกสารของ Forrester Consulting มุ่งเน้นที่โคโลเคชั่น และพบว่า 73% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ความยั่งยืนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อธุรกิจสำหรับองค์กรตน โดยสำคัญเป็นอันดับ 2 จากทั้งหมด แต่มีเพียง 33% เท่านั้นที่บอกว่าองค์กรของตนมีการสร้างแผนความยั่งยืนเชิงกลยุทธ์

งานวิจัยของ Canalys ระบุว่าพันธมิตรด้านช่องทางไอที ต่างกำลังลงทุนกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน แต่ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นการปฏิบัติได้จริง และยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้อย่างไร โดย 61% ของพันธมิตรมีบุคลากรที่ดูแลเรื่องความยั่งยืนโดยเฉพาะ แต่มีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่มีการกำหนดเป้าหมายด้าน ESG

“การวิจัยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอุตสาหกรรมไอทีและดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมด ยังมีช่องว่างในการดำเนินการเรื่องความยั่งยืน แม้ดูจะมีความตั้งใจ แต่ยังขาดการดำเนินการอยู่” นาทัลยา มากาโรชคินา รองประธานอาวุโส Secure Power ฝ่ายปฏิบัติการระหว่างประเทศ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าวว่า “แน่นอนว่าผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีมีความเข้าใจ และได้ดำเนินการเท่าที่จำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาความยั่งยืน แต่สิ่งที่เราขาด ด้วยข้อยกเว้นบางประการ ก็คือแผนปฏิบัติการที่สนับสนุนการสร้างความยั่งยืนได้อย่างครอบคลุม รวมถึงเป้าหมายที่วัดผลได้ ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อจัดการกับวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้เอกสารวิจัยทั้ง 3 ฉบับได้บันทึกเกี่ยวกับช่องว่างในการดำเนินการเพื่อความยั่งยืน และนั่นคือความท้าทายที่เราต้องร่วมกันแก้ไข”

ทำความเข้าใจสถานะของโครงการความริเริ่ม เพื่อสร้างความยั่งยืนให้อุตสาหกรรมในวงกว้าง

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มอบหมายให้จัดทำการศึกษางานวิจัยอิสระทั้ง 3 ฉบับ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมเข้าใจถึงการพัฒนาที่สมบูรณ์ของโครงการความริเริ่มด้านความยั่งยืนได้ดียิ่งขึ้น นี่คือภาพรวมของบทความแต่ละฉบับพร้อมตัวอย่างของผลลัพธ์และลิงก์เพื่อเข้าไปดูผลการศึกษาฉบับเต็ม:

  • รายงานพิเศษ 451 Research: ความยั่งยืนที่เอดจ์ – ช่องว่างระหว่างแผนขององค์กร และโครงการความยั่งยืนสำหรับโครงสร้างหลักและไอทีแบบกระจายศูนย์ โดยเป็นรายงานจากการสำรวจองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่กว่า 1,150 แห่งทั่วโลก ซึ่งเป็นตัวแทนของธุรกิจเฉพาะทางกว่า 20 ประเภท พร้อมความพยายามในการสร้างความยั่งยืนด้วยทรัพยากรด้านไอทีแบบกระจายศูนย์

นักวิเคราะห์ได้ระบุว่า องค์กรหลายแห่งเชื่อว่าองค์กรของตนกำลังมุ่งหน้าไปตามเส้นทางในการสร้างความยั่งยืนมากกว่าที่เป็นอยู่จริง สำหรับกลุ่มนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของความยั่งยืนคือมูลค่าทางธุรกิจ และบริษัททั้งหลายต่างเริ่มต้นจากการวัดการใช้พลังงาน จากนั้นจึงค่อยขยายไปสู่มาตรฐานการวัดและเครื่องมือเพื่อสร้างความยั่งยืนอื่นๆ ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเส้นทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืน ได้แก่ การปรับใช้พลังงานให้เหมาะสม ตามด้วยการมีข้อมูลต่อเนื่องและมาตรฐานการวัดที่สอดคล้องกัน (สำหรับผู้นำ/บริษัทที่ล้ำหน้า) และการขาดพนักงานที่มีทักษะ (สำหรับองค์กรในช่วงเริ่มต้น)

  • เอกสารเรื่องความเป็นผู้นำทางความคิดจาก Forrester Consulting: พลิกโฉมกลยุทธ์โคโลเคชั่นด้วยการคำนึงถึงความยั่งยืนก่อน นักวิจัยได้จัดทำสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านความยั่งยืนทั่วโลกจำนวน 1,033 ราย จากผู้ให้บริการโคโลเคชั่นทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจเกี่ยวกับปัจจัยขับเคลื่อนความยั่งยืนในอุตสาหกรรมที่ให้บริการโคโลเคชั่น การศึกษายังได้ทำการสำรวจสิ่งที่เป็นความท้าทายหลักสำหรับผู้ให้บริการโคโลเคชั่น และส่วนที่ลงทุนมากที่สุดในเรื่องโครงสร้างเทคโนโลยี

ในรายงานพบว่าหลายองค์กรขาดกลยุทธ์ที่ครอบคลุมสำหรับโครงการความยั่งยืน โดยมีเพียง 33% ที่ระบุว่าองค์กรของตนมีการสร้างแผนงานความยั่งยืนเชิงกลยุทธ์ ปัจจัยดังกล่าวบ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมยังอยู่ที่จุดเริ่มต้นในการเดินทางสู่ความยั่งยืน รายงานดังกล่าวระบุว่าปัจจัยหลักของความสำเร็จด้านความยั่งยืนอาจเป็นการหาพันธมิตรที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังพบว่าองค์กรที่จ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจากภายนอกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มด้านความยั่งยืน มีแนวโน้มว่าจะเป็นองค์กรที่มีพัฒนาการสูงกว่า ถึง 33%

  • Canalys: ในการศึกษาว่า พันธมิตรสามารถพัฒนากลยุทธ์ความยั่งยืนได้อย่างไร? ได้มีการพยายามค้นหาเพื่อทำความเข้าใจถึงความพร้อมของระบบนิเวศด้านช่องทางจำหน่ายไอทีทั่วโลกในเส้นทางสู่ความยั่งยืน โดยสำรวจผู้ให้บริการโซลูชันไอทีจำนวน 500 ราย การวิจัยได้ให้นิยามความพร้อมและบทบาทของช่องทางไอทีในระบบนิเวศที่กว้างขึ้น

Canalys พบว่า 60% ของผู้ตอบแบบสำรวจได้ทุ่มเททรัพยากรด้าน ESG (Environmental Social and Governance) และพบว่า 40% คาดหวังรายได้จากโซลูชันด้านความยั่งยืน ในขณะที่พันธมิตรด้านช่องทางไอที ต่างกำลังลงทุนในกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน โดยพยายามอย่างหนักที่จะแปลงการลงทุนให้เป็นการดำเนินการจริงซึ่งสอดคล้องกับ eBook โดยการวิจัยตลาดชิ้นนี้ยังได้สำรวจความต้องการเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติและโซลูชันด้านความยั่งยืนที่ครบวงจรแบบ end-to-end จากผู้จำหน่ายด้านไอทีและเทคโนโลยี

ความยั่งยืนกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ในขณะเดียวกัน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ก็ได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ซอฟต์แวร์ และโซลูชันที่มุ่งเน้นด้านความยั่งยืนดังต่อไปนี้

  • ธุรกิจด้านความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประกอบไปด้วยที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนกว่า 2,000 ราย ที่คอยให้การสนับสนุนลูกค้าทั้งในเรื่องการกำหนดเป้าหมาย การสร้างกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน การจัดหาพลังงานหมุนเวียน การประเมินทางเลือกด้านพลังงาน การลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
  • สร้างประสิทธิภาพที่ยั่งยืน ด้วยการออกแบบ – ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ใช้ประโยชน์จาก EcoDesign ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ฝังเรื่องประสิทธิภาพความยั่งยืนไว้ในรากฐานของกระบวนการออกแบบ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมที่สูง และได้รับมาตรฐานฉลาก Green Premium™
  • สายผลิตภัณฑ์ด้านการบริหารจัดการโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทันสมัย หรือ DCIM (Modern Data Center Infrastructure Management) เพื่อความยั่งยืน – EcoStruxure IT เป็นซอฟต์แวร์และบริการที่ครบวงจรสำหรับระบบโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบไอทีแบบไฮบริด และเอดจ์คอมพิวติ้ง ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบและบริหารจัดการ วางแผน และสร้างโมเดล เหล่านี้จากระยะไกลได้อย่างปลอดภัย และช่วยให้องค์กรก้าวข้ามความท้าทายในการสร้างความยั่งยืนได้
  • สร้างความยั่งยืนผ่านความร่วมมือแห่งอนาคต – ระบบนิเวศแบบบูรณาการเพื่อประสานการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการโซลูชันไอที ช่วยลดความยุ่งยากในการปรับใช้โซลูชันไอทีที่เอดจ์รวมถึงการบริหารจัดการสำหรับลูกค้า
  • จัดลำดับความสำคัญในการสร้างความยั่งยืนสำหรับคู่ค้าผ่าน mySchneider ด้วยการเข้าถึง Design Portal ซึ่งพันธมิตรสามารถออกแบบให้มีอายุการใช้งานยาวนานและให้บริการได้จริง สามารถออกแบบระบบไอทีที่มีประสิทธิภาพได้จากระยะไกล และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมให้แก่ลูกค้าได้สอดคล้องตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นศ.สถาปัตย์ มข. คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดออกแบบลายเสื้อยืดครอบครัวรักษ์โลก

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอแสดงความยินดีกับ นางสาวธันยพร คำมงคุณ  นักศึกษาสาขาวิชาการออกแบบ ชั้นปีที่ 2 ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในโครงการประกวดออกแบบกราฟฟิกเสื้อยืดครอบครัว ภายใต้แบรนด์ “มีสไตล์” จากการผลงานเข้าประกวดกว่า 300 ผลงานจากทั่วประเทศและมีผลงานที่ชนะเลิศรวม 8 ผลงาน ซึ่งได้เข้ารับรางวัลเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ณ ห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขารามอินทรา ที่ผ่านมา  โดยโครงการดังกล่าวทาง โลตัส ร่วมมือกับ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม สนับสนุน young designers นักออกแบบรุ่นใหม่ เตรียมประสบการณ์สู่เส้นทางอาชีพ จัดประกวดออกแบบกราฟฟิกเสื้อยืดครอบครัวแบรนด์ MeStyle ในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ ภายใต้หัวข้อ “เริ่มต้นวันดีดี กับมีสไตล์” ชิงรางวัลมูลค่ารวม 120,000 บาท โดยผลงานที่ชนะเลิศจะได้รับการพิมพ์บนเสื้อยืดเพื่อจำหน่ายในโลตัสทั่วประเทศ และมีโอกาสได้รับการว่าจ้างให้ออกแบบเสื้อสำหรับคอลเลกชันฤดูร้อน 2566 อีกด้วย

สำหรับกิจกรรมการประกวดในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา Environmental friendly Design โดยมี ผศ.ชลวุฒิ พรหมสาขา ณ สกลนคร เป็นอาจารย์เจ้าของรายวิชา และ ผศ.ดร.สมหญิง พงศ์พิมล ร่วมสอนในวิชานี้ได้ให้นักศึกษาได้นำความรู้ในการเรียนมาฝึกประสบการณ์จริงและแสดงความสามารถในงานออกแบบจริง ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์โจทย์งาน ฝึกการพูดนำเสนอผลงานบนเวทีจริง และเป็นก้าวสำคัญของนักศึกษาเพื่อต่อยอดสู่อาชีพนักออกแบบในอนาคต


Exit mobile version