Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

5 เทรนด์คลาวด์ที่ต้องจับตาปี 2566

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา องค์กรจำนวนมากเริ่มหันมาใช้คลาวด์เพื่อสนับสนุนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและเพิ่มความรวดเร็วในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ดี บริบทในเรื่องความปลอดภัยและความจำเป็นที่จะต้องสามารถอินทิเกรทข้อมูลจากทุกสภาพแวดล้อมได้ ไม่ว่าข้อมูลจะอยู่ในองค์กร บนพับลิคคลาวด์ หรือไฮบริดคลาวด์ ทำให้วันนี้โฟกัสขององค์กรต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไป

ในวันนี้ที่องค์กรต่างๆ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับปี 2566 ไอบีเอ็มได้เปิดเผยถึง 5 เทรนด์สำคัญของอนาคตคลาวด์ที่ต้องจับตาในปีหน้านี้ ประกอบด้วย

เทรนด์ 1: ปิดช่องว่างด้านความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์ภายใต้มุมมองแบบองค์รวม

แม้ว่าองค์กรมากกว่า 77% ได้เริ่มนำแนวทางแบบไฮบริดคลาวด์มาใช้ แต่มีองค์กรน้อยกว่าหนึ่งในสี่ที่บริหารจัดการสภาพแวดล้อมคลาวด์ของตนแบบองค์รวม ซึ่งหมายความว่าองค์กรส่วนใหญ่ยังคงประสบปัญหา Frankencloud หรือระบบคลาวด์ที่ขาดการเชื่อมต่อกัน ทำให้แทบไม่สามารถควบคุมความปลอดภัยของระบบได้ และที่แย่ไปกว่านั้นคือองค์กรเหล่ายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าประสบปัญหาเหล่านี้อยู่ 

ในปี 2566 องค์กรจะต้องการกลยุทธ์การรักษาความปลอดภัยแบบองค์รวมที่ให้มุมมองข้อมูลที่ครอบคลุมทั่วทั้งสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์ ไม่ว่าข้อมูลจะอยู่ในองค์กร บนพับลิคคลาวด์ หรือไฮบริดคลาวด์ ในขณะเดียวกัน องค์กรต่างๆ ต้องเริ่มเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะในวันที่ควอนตัมคอมพิวติ้งมีความก้าวล้ำขึ้น และอาจสามารถทำลายอัลกอริธึมการเข้ารหัสได้ จะทำให้อาชญากรไซเบอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนได้อย่างรวดเร็ว โดยการเข้ารหัสแบบ quantum safe จะเป็นอีกเรื่องที่องค์กรต้องเริ่มให้ความสนใจ

เทรนด์ 2: องค์กรจะผนึกพลังเมนเฟรมและคลาวด์ในก้าวย่างโมเดิร์นไนเซชัน

ในวันนี้ที่มีการเดินหน้าสู่เส้นทางไฮบริดและมัลติคลาวด์มากขึ้น โฟกัสขององค์กรต่างๆ ได้เปลี่ยนไปสู่การพิจารณาว่าเวิร์คโหลดใดควรได้รับการจัดเก็บอยู่ที่ใด เวิร์คโหลดและแอพพลิเคชันใดเหมาะสมที่สุดสำหรับคลาวด์และส่วนไหนควรได้รับการจัดเก็บบนระบบ on-premise ในองค์กร ในปี 2566 องค์กรจำนวนมากจะตระหนักว่า สิ่งที่ต้องเลือกไม่ใช่การเลือกระหว่างเมนเฟรม หรือ คลาวด์แต่เป็นเมนเฟรม และ คลาวด์ การผสานคลาวด์และเมนเฟรมอย่างมีกลยุทธ์ จะช่วยให้องค์กรสามารถยกระดับนวัตกรรม ความเร็ว และความปลอดภัย เพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จในยุคดิจิทัล

 

เทรนด์ 3: ความยั่งยืนในสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดคลาวด์ 

ในปี 2566 เราจะเห็นองค์กรจำนวนมากขึ้นที่เริ่มศึกษาถึงบทบาทสำคัญของไฮบริดคลาวด์ในการช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืน ผู้นำองค์กรจะให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั่วทั้งระบบไอที โดยที่ความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพการทำงานไม่ถูกลดทอนลง องค์กรจะพิจารณาแนวทางของไฮบริดคลาวด์ที่ใช้ประโยชน์จากระบบบนคลาวด์ ร่วมกับพลังของระบบ on-premise ในองค์กร ที่จะทำให้การรันแอพพลิเคชันต่างๆ เกิดคาร์บอนฟุตปรินท์ลดลง สอดคล้องกับเป้าหมายในการลดปริมาณการใช้พลังงานทั่วทั้งองค์กร

เทรนด์ 4: การเพิ่มขึ้นของคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง 

ในแลนด์สเคปทางธุรกิจปัจจุบัน ความสามารถในการดำเนินการวิเคราะห์และตัดสินใจอย่างรวดเร็วนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและลดความเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดอย่างอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน 

ในปีหน้า เราจะเห็นองค์กรในอุตสาหกรรมบริการทางการเงินจำนวนมาก หันมาพิจารณาประโยชน์ที่จะได้รับจากคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง เพื่อช่วยให้สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว ตัดสินใจได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็มั่นใจได้ว่าจะเป็นไปตามข้อกำหนดและกฎระเบียบต่างๆ ที่กำกับดูแลอยู่

เทรนด์ 5: การปกป้องข้อมูลในยุคที่ภัยคุกคามแรนซัมแวร์ทั่วโลกเติบโต

ในขณะที่องค์กรต่างๆ พยายามที่ตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของลูกค้าในยุคดิจิทัล พวกเขาก็จำเป็นต้องก้าวนำหน้าภัยคุกคามแรนซัมแวร์ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย แม้ว่าสิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่าแพลตฟอร์มและบริการต่างๆ นั้นใช้งานง่ายสำหรับลูกค้า แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือต้องแน่ใจว่าแพลตฟอร์มและบริการเหล่านั้นต้องสามารถปกป้องผู้ไม่ประสงค์ดีที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลทางการเงินที่ละเอียดอ่อนหรือต้องการเรียกค่าไถ่ข้อมูลได้ 

ในปี 2566 การหาสมดุลระหว่างการโมเดิร์นไนซ์ระบบและการปกป้องผู้บริโภคหรือผู้ที่มีส่วนได้เสียจากความเสี่ยงต่างๆ จะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับธุรกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ด้วยเหตุนี้ เราจะเห็นองค์กรจำนวนมากขึ้นที่เลือกดำเนินกลยุทธ์ทรานส์ฟอร์มธุรกิจที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อปกป้องเวิร์คโหลด mission-critical 

#IBM


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส เปิด 3 สาขาใหม่ส่งท้ายปี ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ และนครปฐม ชูจุดเด่น “มีครบ จบไว” ตอบโจทย์ทุกธุรกิจท้องถิ่น

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล แฟรนไชส์ร้านอุปกรณ์สำนักงานเพื่อธุรกิจ เดินหน้าเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่องตลอดทั้งปีครอบคลุมทุก
ภูมิภาคทั่วไทย ล่าสุดส่งท้ายปี 2565 ด้วยการเปิด 3 สาขาใหม่ใน 3 จังหวัด ได้แก่ สาขาเพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ และนครปฐม ชูจุดเด่น “มีครบ จบไว”
รวมสินค้าเพื่อภาคธุรกิจกว่า 100,000 รายการ ให้ช้อปครบในที่เดียว ทั้งอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โรงงาน อุปกรณ์ทำความสะอาด และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมให้บริการผู้ประกอบการ SME โรงงาน และหน่วยงานราชการแล้ววันนี้ สามารถช้อปสะดวกได้ทั้งที่ร้าน หรือ โทรและไลน์สั่งซื้อ มีบริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.* (ตามกำหนด)

             • สาขา เพชรบูรณ์ (ถ.คชเสนีย์ ติดกับธ.อาคารสงเคราะห์)
เปิดบริการทุกวัน 8.00-20.00 น.
โทร. 098-385-4499, 056-732-468  Line : @ofmplus_prog

              • สาขา อุตรดิตถ์ (ชั้น 2 ศูนย์การค้าศรีพงษ์พาร์ค)
เปิดบริการทุกวัน  9.30-20.30 น.
โทร. 061-653-9229  Line : @ofmplus_sripong

              • สาขา นครปฐม (ถ.ศาลายา ด้านหลังม.มหิดล)
เปิดบริการวัน จ. – ส. 8.30-18.30 น.
โทร. 080-965-5292  Line : @ofmplus_salaya

ออฟฟิศเมท พลัส ยังเปิดรับสมัครแฟรนไชส์ท้องถิ่นทั่วประเทศเพื่อเปิดร้านใหม่ในปี 2566 ผู้ประกอบการที่สนใจเติบโตอย่างมั่นคงไปด้วยกัน สามารถพูดคุยกับที่ปรึกษาแฟรนไชส์ได้ฟรี! โทร 099-128-5000 หรือ Line: @OFM_Plus


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. รับสมัครนักศึกษาใหม่ โครงการรับตรง ประจำปีการศึกษา 2566

หาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) รับสมัครนักศึกษาใหม่ โครงการรับตรง 

(สอบข้อเขียน)  สำหรับผู้มีวุฒิ ม.3.6 ปวช. และ ปวส. ประจำปีการศึกษา 2566  รับสมัครระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2565 

ถึงวันที่  28  กุมภาพันธ์  2566  สมัครที่ https://www.admission.kmutnb.ac.th/apply/round/2   สมัครเรียนhttps://stdadmis2.kmutnb.ac.th/ApplyStart?ReturnUrl=%2f  หรือสอบถามได้ที่ กลุ่มงานรับเข้าศึกษา กองบริการการศึกษา สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2 อาคาร  TGGS โทรศัพท์  02555-2000  ต่อ 1626,1627


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รถบัสพลังงานไฟฟ้า เพื่อขนส่งมวลชนที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์

โดย วาเลอรี ลายัน Segment President ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

อุตสาหกรรมขนส่งคือภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด โดยคาดการณ์ว่าจะยิ่งหนักขึ้นภายในช่วงเวลา 30 ปี รถบัสดีเซลคือรถขนส่งมวลชนที่มีการใช้งานกว้างขวางมากที่สุด และเป็นตัวการหลักในเรื่องนี้ ซึ่งตัวการปล่อยมลพิษหนักเหล่านี้ก่อให้เกิดเขม่าดำในภาคขนส่งถึง 25% นับเป็นอันตรายต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม

การเปลี่ยนรถโดยสารดีเซลในเขตเทศบาลให้เป็นรถบัสพลังงานไฟฟ้าหรือ eBus ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ นั้น ทราบกันดีว่าสามารถเปลี่ยนกระแสเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศได้ ด้วยการลดการปล่อยมลพิษจากยานยนต์ และขจัดมลพิษทางอากาศได้  ในขณะที่การเปลี่ยนมาใช้รถยนต์โดยสารส่วนบุคคลในระบบไฟฟ้านั้นเริ่มมีมาหลายปีแล้ว ปัจจุบัน eBus กำลังอยู่ในความสนใจเพราะเป็นแนวทางที่ช่วยให้เมืองต่างๆ รวมถึงรัฐบาลท้องถิ่น และหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการขนส่ง สามารถบรรลุเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืนให้กับภาคขนส่งในเมืองได้

ในทางตรงกันข้าม รถบัสพลังงานไฟฟ้าเพียงคันเดียว สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากถึง 60 ตันต่อปี

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ eBus เป็นโซลูชันสีเขียว?  เพราะ eBus หนึ่งคันวิ่งด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อวัน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้มากถึง 60 ตันในหนึ่งปี เมื่อเทียบกับรถบัสดีเซลปกติ

ปัจจุบันมีรถบัสพลังงานไฟฟ้าเกือบ 600,000 คันที่วิ่งอยู่บนถนน และมีแผนว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น โครงการ ZeEUS (Zero Emission Urban Bus System) ของคณะกรรมาธิการยุโรปกำลังทดสอบ eBus ในเครือข่ายระบบรถโดยสารประจำทางในเมืองกว่า 90 เครือข่ายทั่วยุโรป โดยเพิ่มการขับเคลื่อนด้วยโหมดไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวคิดเป็นระยะทางกว่า 20 ล้านกิโลเมตร

รถบัสพลังงานไฟฟ้ายังช่วยให้เมืองตอบโจทย์ข้อบังคับด้านสภาพแวดล้อม

การตัดสินใจเรื่องระบบขนส่งมวลชนในเมืองเป็นเรื่องการดำเนินการระดับเมือง การเปลี่ยนจากดีเซลมาเป็นรถบัสพลังงานไฟฟ้า จะช่วยให้เมืองได้รับประโยชน์ด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • ปรับปรุงเรื่องความยั่งยืน การเปลี่ยนไปใช้ รถบัสพลังงานไฟฟ้าทำให้เมืองมีสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรมากขึ้นและมอบสุขภาพที่ดีขึ้น ช่วยลดการปล่อยมลพิษจากดีเซล รวมถึงมลพิษทางอากาศและเสียง ซึ่งช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เมืองต่างๆ บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถบัสไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน
  • ตอบโจทย์ความต้องการผู้โดยสาร ภาคประชาชนต้องการระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถ้าการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นคือตัวบ่งชี้เรื่องนี้ได้ โดยเมืองเองสามารถตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้ด้วยรถบัสพลังงานไฟฟ้า ที่ให้ประโยชน์เรื่องสภาพแวดล้อมได้ตามที่ผู้โดยสารต้องการ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้โดยสารเนื่องจากรถบัสพลังงานไฟฟ้านั้นน่าเชื่อถือมากกว่าและเสียงเงียบกว่า
  • สอดคล้องตามกฏข้อบังคับ เมืองที่ใช้รถบัสพลังงานไฟฟ้าจะพร้อมรองรับอนาคตเนื่องจากตอบสนองความต้องการระดับประเทศและข้อบังคับของเมืองที่เข้มงวดได้ นอกจากนี้ยังพร้อมรองรับความต้องการใหม่ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรปต้องการให้หนึ่งในสี่ของรถบัสที่หน่วยงานภาครัฐจัดซื้อมามีการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในปี 2025  นอกจากนี้ ร่างกฏหมาย “Fit for 55” ของสหภาพยุโรป (ซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน 27 ประเทศให้ได้ 55%) ยังนำพาอุตสาหกรรมขนส่งซึ่งมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 20% ของสหภาพยุโรปทั้งหมด เข้าสู่กระบวนการขจัดคาร์บอนของทางสหภาพยุโรปอย่างเต็มรูปแบบ โดยได้มีการนำเสนอให้เพิ่มการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็วด้วยการห้ามไม่ให้นำรถยนต์โดยสารรุ่นใหม่ที่ใช้พลังงานฟอสซิลมาใช้ภายในปี 2035

รถโดยสาร eBus จะมีความน่าเชื่อถือได้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าที่ใช้

การเปลี่ยนจากรถบัสดีเซลเป็นระบบไฟฟ้า คือก้าวแรกของการมุ่งสู่การขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เมืองต่างๆ ต้องมุ่งเน้นที่โซลูชันกระจายพลังงานไฟฟ้าได้ครบวงจรแบบเอ็นด์-ทู-เอ็นด์ เพื่อให้มั่นใจว่ามีพลังงานที่ยืดหยุ่นและน่าเชื่อถือสำหรับสถานีชาร์จของอู่รถบัส ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในบางพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือของกริดที่นำไปสู่เหตุการณ์ไฟฟ้าดับ

เพื่อให้เข้าใจถึงแนวทางที่ดีที่สุด และไม่ว่าไมโครกริดจะเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชันในอุดมคติสำหรับระบบโครงสร้างไฟฟ้าของรถบัสพลังงานไฟฟ้าได้หรือไม่ก็ตาม บริการด้านคำปรึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ เพราะบริการเหล่านี้ช่วยกำหนดกลยุทธ์เพื่อสร้างความสำเร็จด้วยการกำหนดขนาดที่เหมาะสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และการกระจายไฟตามการใช้งานของรถโดยสาร เช่นวิ่งได้กี่กิโลต่อวัน และเวลาที่ต้องชาร์จไฟ รวมถึงการกำหนดขนาดที่เหมาะสมสำหรับไมโครกริดเพื่อการใช้พลังงานหมุนเวียนที่ไซต์และให้ความยืดหยุ่นได้ บริการด้านคำปรึกษาสามารถกำหนดกลยุทธ์การจัดการพลังงานได้ตามศักยภาพของกริด อัตราค่าธรรมเนียม ความต้องการเรื่องความยั่งยืน และความท้าทายเรื่องความยืดหยุ่น รวมถึง ข้อตกลงด้านการซื้อขายพลังงาน (PPA) และการชดเชยคาร์บอน (carbon offset)

โซลูชันสำหรับระบบโครงสร้างพื้นฐานของรถบัสพลังงานไฟฟ้า หรือ eBus มีอยู่ 3 ประเภท เพื่อกรณีการใช้งานที่แตกต่างกันไป

  • ระบบไฟฟ้าที่อู่รถบัสจะถูกผูกอยู่กับกริด โดยใช้โซลูชันในการตรวจสอบและควบคุมพลังงาน รวมถึงการกระจายพลังงาน MV-LV ด้วยทางเลือกในการจัดซื้อพลังงานสีเขียวเพื่อดำเนินการตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างครบวงจร
  • ระบบไฟฟ้าที่อู่รถบัสและไมโครกริด จะใช้กริดและไมโครกริดที่ไซต์งาน ในเวลาที่กริดให้ศักยภาพได้ไม่มากพอ และจำเป็นต้องปรับอัตราการใช้กริดได้อย่างเหมาะสม หรือผลิตเพื่อใช้เองและเพิ่มความยั่งยืน
  • ระบบไฟฟ้าของอู่รถและไมโครกริด ผูกกับกริดซึ่งสามารถแยกเป็นอิสระจากกันได้ 100% ในเวลาที่ต้องการชาร์จในช่วงสำคัญ กรณีที่กริดไม่เสถียรและมีความเสี่ยงที่จะล่ม

ในขณะที่แนวทางแรกเป็นแนวทางที่นิยมกันมากที่สุดและโดยปกติมักจะดำเนินการได้สำเร็จ เราลองมาดูตัวอย่างที่น่าสนใจของแนวทางที่สามกัน

เทศบาลเมือง มอนต์โกเมอรี่ มุ่งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณ 155,000 ตันด้วยโครงการระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไฟฟ้าเพื่อรถขนส่งมวลชน

เทศบาลเมืองมอนต์โกเมอรี่ ในรัฐแมรี่แลนด์ กำลังสร้างอนาคตระบบไฟฟ้าสีเขียว ด้วยโครงการระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไฟฟ้าสำหรับรถขนส่งมวลชน โดยโครงการนี้สร้างความคืบหน้าให้กับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของเทศบาลด้วยระบบที่ให้ความยืดหยุ่น ช่วยปรับปรุงการดำเนินงานด้านการขนส่งให้มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งช่วยขจัดคาร์บอนในการสัญจรไปมาโดยใช้เทคโนโลยีไมโครกริดและระบบไฟฟ้าที่ผสานรวมการใช้พลังงานทั้งที่ผลิตจากแผงโซลาร์ และพลังงานที่สร้างจากไซต์งาน พร้อมการกักเก็บพลังงานในรูปแบตเตอรี่

สถานีรถประจำทางของบรู๊ควิลล์ ใช้ระบบไฟฟ้าและขับเคลื่อนด้วยไมโครกริดที่สามารถทำงานด้วยโหมดที่แยกเป็นอิสระได้ ซึ่งมีการกำหนดขนาดของไมโครกริดเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานช่วงสูงสุดได้ และมั่นใจได้ว่ามีความยืดหยุ่นด้านพลังงานเพื่อให้ดำเนินงานได้ต่อเนื่อง กระทั่งในช่วงที่บริการของกริดหลักหยุดชะงักก็ตาม เช่นในภาวะอากาศสุดขั้วและไฟฟ้าดับ โดยเทศบาลเมืองมอนต์โกเมอรีกำลังวางแผนสำหรับอนาคตด้วยระบบโครงสร้างคลาวด์แบบใหม่เนื่องจากสามารถรองรับสินทรัพย์สำหรับแหล่งผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (DER) หรือระบบโครงสร้างชาร์จยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในเวลาที่รถโดยสารมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ในทันทีที่เปลี่ยนรถขนส่งมวลชนมาสู่ระบบไฟฟ้า ก็จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 155,000 ตันตลอดช่วงอายุการใช้งานไมโครกริด

 

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สแกนเนียจัดแข่งขันค้นหาสุดยอดทีมช่าง Scania Top Team Thailand 2022

สแกนเนียเชื่อมั่นงานบริการเป็นหัวใจสำคัญในการให้บริการลูกค้า จัดกิจกรรมการแข่งขัน Scania Top Team Thailand 2022 เฟ้นหาสุดยอดช่างฝีมือ และเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพ Scania Top Team Regional Thailand 2023

สแกนเนียชูทีมบริการมีส่วนสำคัญในความสำเร็จกิจกรรม Scania Top team หรือกิจกรรมการแข่งขันเพื่อค้นหาสุดยอดทีมช่างบริการ ถือเป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ของช่างสแกนเนียทั่วโลก ซึ่งจะมีการทดสอบในเชิงทฤษฎี และการปฏิบัติเกี่ยวกับการแก้ปัญหา ซ่อมและบำรุงรักษารถสแกนเนีย โดยการแข่งขันนี้จัดขึ้นที่สแกนเนียทั่วโลก เพื่อกระตุ้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของทีมบริการให้มีประสิทธิภาพเป็นมาตรฐานสากล ให้ลูกค้าไว้วางใจและมั่นใจว่ารถของสแกนเนียจะออกไปบนท้องถนนด้วยความมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ..2565 ที่ผ่านมา นายภูริวัทน์ รักอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการ บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด ได้กล่าวในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ Scania Top Team Thailand  2022  ว่า “การแข่งขันในปีนี้ รอคอยมานานเกือบ 3 ปี เนื่องจากผลกระทบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 วันนี้ ไม่เพียงแต่มีการแข่งขันที่ช่วยกระตุ้นความรู้ ความสามารถของทีมช่างสแกนเนียเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่ครอบครัวสแกนเนียได้มาพบเจอกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างความสามัคคีกลมเกลียวกัน โดยในรอบสุดท้ายนี้มีทั้งหมด 5 ทีม  ผู้ชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ทีม “โมบาย เรสซิ่ง” เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันต่อระดับภูมิภาค ซึ่งเราให้ความสำคัญในการสร้างทักษะ ความเชี่ยวชาญ ในการดูแลรถอยู่เสมอ เชื่อว่าเราจะสามารถนำทีมไปคว้ารางวัลใหญ่กลับมาได้อีกครั้ง” นายภูริวัทน์ กล่าวทิ้งท้าย

การแข่งขัน Top Team รอบภูมิภาค จะจัดขึ้นที่ประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ..2566  ซึ่งจะมีทีมต่าง ๆ ในทวีปเอเชียและโอเชียเนีย มากกว่า 10 ประเทศ เพื่อค้นหาทีมตัวแทน ทีมไปแข่งขันที่สำนักงานใหญ่ในประเทศสวีเดนต่อไป การแข่งขันนี้จัดขึ้นต่อเนื่องทุก ๆ สองปี โดยก่อนและหลังการแข่งขัน ช่างสแกนเนียได้ถูกอบรม พัฒนา ทั้งในเรื่องเทคโนโลยี เทคนิค และลับฝีมือตลอดเวลา มุ่งให้รถลูกค้าขนส่งได้เต็มประสิทธิภาพ ปลอดภัยและยั่งยืน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับล่าสุด เผยแนวโน้ม 5G ทั่วโลกยังคงเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) เผยรายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับล่าสุด เดือนพฤศจิกายน 2565 ระบุจำนวนผู้ใช้บริการ 5G ทั่วโลกเติบโตตามที่คาดการณ์ไว้ที่ 1 พันล้านราย ภายในสิ้นปี 2565 และจะเพิ่มเป็น 5 พันล้านราย ภายในสิ้นปี 2571 แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่กำลังแผ่ขยายไปในหลายพื้นที่ต่าง ๆ ของโลก พร้อมคาดการณ์ว่าการเชื่อมต่อผ่านบริการ Fixed Wireless Access (FWA) ทั่วโลกจะเติบโตรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมจากที่เคยคาดไว้

FWA คือบริการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่จะเข้ามาแทนที่การเชื่อมต่อบรอดแบนด์แบบผ่านสายสัญญาณสำหรับการใช้งานตามบ้านและธุรกิจ ที่เป็นรูปแบบการใช้งาน 5G หลัก ๆ แบบหนึ่งในยุคแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่ไม่มีบริการบรอดแบนด์หรือในตลาดที่บริการบรอดแบนด์ยังครอบคลุมไม่ทั่วถึง

แรงหนุนมาจากแผนกระตุ้นการนำ FWA มาใช้งานในประเทศอินเดีย และการคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตในตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ ทำให้ FWA ได้รับการคาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ย 19% ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2565-2571 และจะมีปริมาณการเชื่อมต่อสูงสุดถึง 300 ล้านครั้ง ในช่วงสิ้นปี 2571

จากการสำรวจผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร (CSP) ในกว่า 100 ประเทศ พบว่ามากกว่าสามในสี่เปิดให้บริการ FWA ในปัจจุบัน และเกือบหนึ่งในสามเปิดบริการ FWA บนเครือข่าย 5G เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีสัดส่วนเพียงหนึ่งในห้า โดยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา พบว่าเกือบ 40% ของบริการ 5G FWA ใหม่ เปิดให้บริการอยู่ในตลาดเกิดใหม่

ในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ปี 2565 มีจำนวนผู้ใช้บริการ 5G รายใหม่เพิ่มขึ้น 110 ล้านรายทั่วโลก ทำให้ยอดรวมเพิ่มเป็น 870 ล้านราย ตามที่คาดการณ์ไว้ในรายงานก่อนหน้านี้ เผยให้เห็นว่าจำนวนผู้ใช้บริการ 5G จะยังคงเพิ่มขึ้นเป็น 1 พันล้านรายภายในสิ้นปีนี้ นับว่าขยายตัวรวดเร็วกว่าเครือข่าย 4G ถึงสองปี หลังเปิดให้บริการ

จากสถิติดังกล่าว ยังตอกย้ำให้เห็นว่า เครือข่าย 5G เป็นเจเนอเรชั่นเครือข่ายมือถือที่เติบโตรวดเร็วที่สุด โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ประกอบด้วย อุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานและพร้อมวางขายจากผู้จำหน่ายหลากหลายราย และราคาที่ลดลงเร็วกว่าสำหรับการใช้บริการ 4G รวมถึงการนำเครือข่าย 5G มาปรับใช้จำนวนมากในช่วงระยะแรกของประเทศจีน

5G ในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2565 จำนวนผู้ใช้บริการ 5G ในภูมิภาคทั้งสองนี้จะเพิ่มสูงขึ้นราว 35%

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการด้านการสื่อสารจำนวนเกือบ 230 รายทั่วโลกที่เปิดให้บริการ 5G และมีสมาร์ทโฟน

รองรับเครือข่าย 5G เปิดตัวและวางจำหน่ายในตลาดมากกว่า 700 รุ่น

ภายในสิ้นปี 2571 จำนวนผู้ใช้บริการ 5G ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 5 พันล้านราย หรือคิดเป็น 55% ของผู้สมัครใช้บริการเครือข่ายมือถือทั้งหมด และคาดว่าความครอบคลุมของประชากร 5G จะสูงถึง 85% โดยเครือข่าย 5G จะรองรับการใช้ดาต้าบนมือถือได้ราว 70% ของดาต้าบนมือถือทั้งหมด และมีส่วนในการเติบโตของดาต้าโดยรวม

เฟรดริก เจดลิง รองประธานผู้บริหารและหัวหน้าเครือข่ายของอีริคสันกล่าวว่า “ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารยังเดินหน้านำเครือข่าย 5G พร้อมบริการ Fixed Wireless Access มาปรับใช้อย่างต่อเนื่อง โดยในทุกสองปีมีปริมาณการรับ-ส่งข้อมูลบนเครือข่ายมือถือทั่วโลกเพิ่มขึ้นสองเท่า ตามที่ระบุไว้ในรายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับล่าสุด ผู้ให้บริการกำลังดำเนินการเพื่อปรับใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของคลื่นวิทยุรุ่นล่าสุดที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน เพื่อเพิ่มการใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนและใช้งานโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”

ภายในสิ้นปี 2571 คาดว่าผู้ให้บริการส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียจะเปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์ โดยหลายรายกำลังจะยุติบริการบนเครือข่าย 2G และ 3G เพื่อนำคลื่นความถี่มาใช้รองรับเครือข่าย 4G และ 5G

ภายในสิ้นปี 2571 อีริคสันคาดว่าปริมาณผู้ใช้บริการ 5G ในภูมิภาคฯ จะมีถึง 620 ล้านราย  ตอกย้ำให้เห็นว่าเครือข่าย 5G จะกลายเป็นเทคโนโลยีชั้นนำในการสมัครใช้บริการ โดยมีอัตราการเข้าถึงเครือข่ายที่ 48%

การใช้ 5G และการใช้บริการเสมือนจริงใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของยอดการใช้ข้อมูลบนมือถือในภูมิภาคฯ คาดว่าในปี 2571 ยอดการใช้ดาต้าบนมือถือต่อสมาร์ทโฟนจะสูงถึง 54 กิ๊กกะไบท์ต่อเดือน หรือเติบโตเฉลี่ยเกือบ 30% ต่อปี โดยคาดว่าปริมาณการใช้ดาต้าบนมือถือทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ระหว่างปี 2565-2571

มร.อิกอร์ มอเรล ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับเครือข่าย 5G ซึ่งเราเห็นผลลัพธ์ของการนำ 5G มาปรับใช้ในช่วงแรก พบว่าประมาณ 15% ของประชากรได้เข้ามาใช้งานเครือข่าย 5G  โดยประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าไปสู่การเติบโตระลอกที่สองจากการสมัครใช้บริการ 5G โดยภายในปี 2571 เราคาดว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศจะเข้าถึงบริการ 5G”

ขณะเดียวกัน ตัวเลขผู้ใช้บริการ 4G ทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2565 เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 41 ล้านราย และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีผู้ใช้บริการ 4G ทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดที่ 5.2 พันล้านราย

ภายในสิ้นปี 2565 คาดว่าผู้ใช้บริการมือถือทั้งหมดจะมีสูงถึง 8.4 พันล้านราย และเพิ่มเป็น 9.2 พันล้านราย ภายในสิ้นปี 2571 โดยผู้ใช้งานมือถือส่วนใหญ่จะใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน และสิ้นปี 2565 คาดว่าจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะเพิ่มเป็น 6.6 พันล้านราย หรือคิดเป็น 79% ของยอดผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั้งหมด

รายงานฉบับล่าสุดยังย้ำความสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยภาคโทรคมนาคมถือว่ามีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนระดับโลก ทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ด้วยตัวเองและผ่านการดำเนินงานที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรมอื่น ๆ

เพื่อเป็นการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การรับ-ส่งข้อมูลที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นจำเป็นต้องได้รับการจัดการด้วยเครือข่ายอัจฉริยะที่มีความทันสมัย ผสมผสานกับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพให้เครือข่ายอย่างสมดุล


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัว EV ชาร์จ ตัวแรกของโลกที่สามารถติดตามค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และการปล่อยคาร์บอนได้

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ปฏิวัติวงการ EV ชาร์จเจอร์ ด้วยการเปิดตัว EVlink อุปกรณ์ชาร์จไฟอัจฉริยะสำหรับบ้าน ในงาน IFA 2022 โดยจะเป็นอุปกรณ์ชาร์จ ตัวแรกของโลกที่สามารถบริหารจัดการโหลดพลังงาน EV จำนวนมากอย่างชาญฉลาดได้จากที่บ้าน พร้อมมุ่งเน้นความสำคัญที่แหล่งพลังงานหมุนเวียนเป็นลำดับแรก

อุปกรณ์ชาร์จ EVlink Home Smart รุ่นใหม่ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค นับเป็นอุปกรณ์แรกในตลาดที่สามารถผสานรวมกับระบบนิเวศด้านการจัดการพลังงานในบ้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อตรวจสอบการใช้พลังงาน EV ในแบบเรียลไทม์ คาดการณ์การใช้จ่าย และกำหนดงบประมาณได้อย่างง่ายดาย ด้วยโหมดต่างๆ ถึง 4 โหมด ได้แก่ โหมดชาร์จทันที “charge now” โหมดการชาร์จแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “green charging” โหมดประหยัดค่าใช้จ่าย “cost effective” และ โหมดกำหนดตารางเวลาในการชาร์จได้เอง “customized schedule” ด้วยการเชื่อมต่อกับระบบ Home Energy ได้อย่างสมบูรณ์ จึงทำให้เจ้าของบ้านสามารถควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดของตน พร้อมทั้งติดตามการใช้ไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชันเดียว

อุปกรณ์ชาร์จ EV หรือ EV Charger กำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคต่างเลือกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในรูปแบบที่ให้ความยั่งยืนมากขึ้น เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน แต่การชาร์จรถยนต์ก็จะต้องให้ความสะดวกและมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แพง ซึ่ง EV สามารถเพิ่มโหลดพลังงานในบ้านได้ถึง 40% (ไม่ต้องพูดถึงผลกระทบต่อราคาพลังงานที่พุ่งสูงอยู่ก่อนแล้ว) จึงเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับเจ้าของบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เนื่องจากบ้านเรือนต่างๆ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าการขนส่ง อุตสาหกรรม หรือการผลิตพลังงานอยู่แล้ว

ด้วยความสามารถในการเชื่อมต่ออย่างราบรื่นและสามารถใช้งานร่วมกับระบบ Home automation (แอปฯ Wiser Home Energy Management) ของชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้อย่างเต็มรูปแบบ ผู้ใช้จึงสามารถรับมือกับความกังวลทั้งหมดนี้ได้ด้วยการใช้แค่อุปกรณ์ในมือ ผู้ใช้สามารถควบคุมเวลาและวิธีการชาร์จ EV พร้อมปรับสมดุลการชาร์จร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่กินพลังงาน โดยควบคุมผ่านมือถือได้ในทุกที่และทุกเวลาที่ต้องการ

เริ่มใช้โหมด “ประหยัดค่าใช้จ่าย”

เมื่อเปิดใช้งานโหมด ‘ประหยัดค่าใช้จ่าย’ Wiser สามารถช่วยเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่แพง ด้วยการสร้างตารางเวลาในการชาร์จให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดโดยอิงตามอัตราค่าไฟฟ้าที่ถูกที่สุดที่มี สำหรับเจ้าของบ้านที่มีการตั้งค่าจำกัดการใช้พลังงานไว้ Wiser ยังสามารถจัดการการชาร์จให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ได้ ช่วยป้องกันกรณีตรวจจับค่าพลังงานถึงขีดจำกัด เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ตลอดเวลา

ระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะของ Wiser จะปรับสมดุลโหลดอัตโนมัติ เพื่อให้สามารถทำงานอย่างราบรื่น เกิดประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับเจ้าของบ้าน ตัวอย่างเช่น หากเริ่มทำอาหาร Wiser จะทำงานรวมกับอุปกรณ์ต่างๆในครัว เช่น ซิงค์ล้างจาน ฯลฯ เพื่อควบคุมและบริหารการใช้งานพลังงานภายในบ้านได้แบบเรียลไทม์ เพื่อหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักหรือการสะดุด มอบความสะดวกสบายสูงสุด เพื่อให้คุณชาร์จรถได้โดยไม่รบกวนการใช้ชีวิตในส่วนอื่นๆ

ก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืน (Green mode)

ในปี 2566 นี้ผู้ใช้จะสามารถใช้งาน โหมดพลังงานสีเขียว “green mode” ได้ ซึ่งเจ้าของบ้านสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างเต็มรูปแบบ ตัวอย่างเช่น หากมีการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ระบบจะสลับมาใช้แหล่งนี้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้เมื่อมีการเก็บพลังงานแสงอาทิตย์สูงสุด คุณสามารถตั้งค่า EV ให้ชาร์จในช่วงเวลานั้นได้

นอกจากนี้ แอปฯ ยังให้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ โดยให้ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับปริมาณการใช้ CO2 ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถตัดสินใจโดยมีข้อมูลมากยิ่งขึ้น ข้อมูลสำคัญเพื่อทำให้เจ้าของบ้านสามารถประหยัดต้นทุนได้เพิ่มขึ้น

การใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยให้ตัดสินใจเกี่ยวกับความยั่งยืนได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้มั่นใจว่ารถยนต์ของเราได้รับการชาร์จและพร้อมสำหรับการใช้งานในเวลาที่เราต้องการ ทั้งหมดนี้ คือการทำให้พลังงานและบ้านของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเราและเพื่อโลกใบนี้

อุปกรณ์ชาร์จ EVlink Home Smart เป็นอุปกรณ์ล่าสุด ที่เข้ามาเสริมแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์การบริหารจัดการพลังงานภายในบ้านได้อย่างชาญฉลาดและยั่งยืน ในสาย EV Charger จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค

EVlink Home – เหมาะสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ใช้สำหรับที่พักอาศัยทั่วไป

EVlink Pro AC – สำหรับอาคาร สำนักงาน หรือ โรงงานอุตสาหกรรม

#SEGreatPeople #HomesOfTheFuture #NetZeroHomes #HomeCharging #EVcharging

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

VMware อัปเดตพอร์ตโฟลิโอ Sovereign SaaS ช่วยผู้ให้บริการจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) และ Workload ได้ดียิ่งขึ้น

VMware, Inc. (NYSE: VMW) ประกาศเปิดตัว VMware Tanzu บน sovereign cloud, VMware Aria Operations Compliance pack สำหรับ sovereign clouds และโซลูชันสำหรับสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบเปิดรูปแบบใหม่ รองรับผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud ที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เป็นจำนวนถึง 25 รายทั่วโลก ด้วยนวัตกรรมของ Sovereign SaaS ใหม่เหล่านี้ จะช่วยให้พันธมิตรสามารถส่งมอบการบริการที่เทียบเท่ากับการให้บริการที่มีอยู่บนพลับบลิกคลาวด์ และยังเพิ่มความมั่นใจว่า ข้อมูลจะได้รับการคุ้มครองและสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนด ตามความต้องการของพื้นที่ ภายใต้อาณาเขตของประเทศต่างๆ นั้นได้ดียิ่งขึ้น ด้วย Sovereign SaaS ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud สามารถสร้างโซลูชันที่มีความแตกต่างขั้นสูง เพื่อจัดการกับปริมาณงานรูปแบบใหม่ ลดความซับซ้อนของการดำเนินงานด้วยการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยังเสริมการสร้างรายได้จากข้อมูลโดยมีความเสี่ยงต่ำ

VMware Sovereign Cloud Framework และส่วนประกอบต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องได้มารวมกันเป็น VMware Sovereign Cloud Initiative ที่ความสอดคล้องกับ Gaia-X และ การจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) กฏระเบียบของการจัดการข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ระดับโลก ทำให้การส่งมอบ sovereign clouds เป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud รายใหม่ เช่น Advanced Wireless Network Co., Ltd., Fundaments B.V., Hitachi, Ltd., Macquarie Government, National Information Center, NCS PTE Ltd., PT Aplikanusa Lintsarta, Tata Communications Limited และ Credence กดเพื่อฟังสิ่งที่พันธมิตรเหล่านี้กล่าวถึงความสำคัญของ sovereign cloud

VMware กำลังสร้างพอร์ตโฟลิโอสำหรับ Sovereign SaaS เพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้า พันธมิตรสามารถส่งมอบ Sovereign SaaS พื้นฐานโดยใช้ซอฟต์แวร์ VMware ที่ทำงานในศูนย์ข้อมูลบน sovereign cloud ของตน โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตสาธารณะ ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลที่อยู่ในถิ่นฐานของข้อมูลเองและมีเฉพาะบน sovereign region ที่กำหนดเท่านั้น ผู้ที่อยู่นอกเหนือจากนี้จะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลใดๆ ได้เลย และองค์กรสามารถมั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีข้อมูลหรือข้อมูลเมตาใดออกจากประเทศหรือผู้ให้บริการอย่างแน่นอน

Rajeev Bhardwaj รองประธานฝ่ายโซลูชันแพลตฟอร์มผู้ให้บริการคลาวด์ของ VMware กล่าวว่า “หากไม่มี Cloud Sovereignty ก็จะไม่สามารถมี Data Sovereignty ได้เลย และข้อกำหนดต่างๆ ไม่จำเป็นต้องมาเสี่ยงกับนวัตกรรมคลาวด์ เรากำลังสร้างแผนปฏิบัติการใหม่ด้วยการนำบริการ SaaS เข้าสู่สภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud สามารถช่วยลูกค้าให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ในขณะที่ยังสามารถลดความเสี่ยงในการปลดล็อกการสร้างมูลค่าจากข้อมูลที่มี”

 

VMware Tanzu บน Sovereign Cloud

ลูกค้าที่ต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวดล้วนตระหนักดีถึงความจำเป็นในเชิงกลยุทธ์ในการปรับปรุงแอปพลิเคชันให้มีความทันสมัยเพื่อยกระดับในการมีส่วนร่วมของลูกค้า ด้วยการรักษาความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นContainers และ Kubernetes นำเสนอหนทางสู่ความทันสมัย ด้วย VMware Tanzu บน sovereign cloud องค์กรสามารถสร้าง ประมวลผล จัดการ และรักษาความปลอดภัยให้กับแอปพลิเคชันที่มีความทันสมัยได้อย่างสม่ำเสมอ บนโครงสร้าง sovereign cloud ด้วย Kubernetes ที่ถูกติดตั้งมาพร้อมกัน พอร์ตโฟลิโอของ Tanzu ช่วยลดความยุ่งยากในการดำเนินการบนแพลตฟอร์ม และช่วยให้นักพัฒนาสามารถปฎิบัติงานได้รวดเร็วขึ้นและสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่เหมาะสมสำหรับการสร้างแอปพลิเคชันที่ดีที่สุด  Sovereign-ready Tanzu ที่ถูกส่งมอบโดยพันธมิตรพื้นฐานจากศูนย์ข้อมูล sovereign cloud ที่มีอยู่ โดยไม่มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยสิ้นเชิง VMware Tanzu บน sovereign cloud ประกอบด้วย:

Tanzu Kubernetes Grid: Kubernetes runtime ที่พร้อมใช้งานในระดับองค์กรของ VMware ที่ออกแบบมาให้ลูกค้าสามารถทำการติดตั้งได้ง่าย สามารถดำเนินการหลายคลัสเตอร์แบบอัตโนมัติ พร้อมด้วยบริการแพลตฟอร์มแบบบูรณาการ เครื่องมือที่พื้นฐานของ Carvel ได้จัดเตรียมเครื่องมืออเนกประสงค์ที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งช่วยในการสร้างแอปพลิเคชัน การกำหนดค่า และการจัดเตรียมขึ้นใช้งานกับ Kubernetes สำหรับ sovereign clouds, Tanzu Kubernetes Grid ได้ทำการรวมเอาชุดรหัสข้อมูลแบบเปิด อาทิเช่น Fluent Bit, Prometheus, Grafana และ Contour ที่ให้ความสามารถในการตรวจสอบและการเข้าถึง องค์กรสามารถสังเกตและปรับเปลี่ยนได้ตามแนวโน้มของชุดรหัสข้อมูลแบบเปิด การติดตามและบันทึกข้อมูล ที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นบนคลัสเตอร์ของ Kubernetes และเพิ่มความมั่นใจว่าการรับส่งข้อมูลนั้นได้รับอนุญาตและมีความปลอดภัย 

Tanzu Application Platform: Sovereign-ready Tanzu Application Platform ได้จัดเตรียมเครื่องมือและการบริการที่จำเป็นสำหรับทีมนักพัฒนาในการเปลี่ยนรหัสข้อมูลให้เป็นแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็วและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น Tanzu Application Platform ได้ทำการเพิ่มการติดตั้งในรูปแบบ air-gapped เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดในสภาพแวดล้อม sovereign cloud ประสิทธิภาพในการทำงานของนักพัฒนาจะได้รับการปรับปรุงด้วยการเพิ่มการลงทะเบียนข้อมูลจำเพาะแบบ Dynamic API โดยใช้ปลั๊กอินของ Backstage API เพื่อทำให้การเผยแพร่ ใช้งาน และการทำงานร่วมกันบน API ในการพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นไปโดยอัตโนมัติและมีความปลอดภัย แดชบอร์ดการตรวจสอบช่องโหว่จากศูนย์กลางรูปแบบใหม่ จะช่วยทีมแอปพลิเคชันในการตรวจสอบความปลอดภัยในขั้นตอนการเตรียมขึ้นใช้งานระบบ และช่วยรักษาความปลอดภัยของแอปพลิเคชันในระหว่างการขึ้นใช้งานระบบ,  Tanzu Application Platform ได้เพิ่มการรองรับการทำงานของ Red Hat OpenShift, Jenkins และ Carbon เพื่อขยายขอบเขตของสภาพแวดล้อมในการทำงานร่วมกัน

Tanzu Mission Control: Sovereign-ready Tanzu Mission Control ได้จัดเตรียมคลัสเตอร์พื้นฐานตามนโยบายแบบอัตโนมัติ พร้อมด้วยการจัดการในวงกว้างเพื่อเพิ่มมุมมองที่ดีขึ้น รวมถึงการควบคุมและการรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงความสม่ำเสมอและความเร็วสำหรับ DevOps ที่มากขึ้น พร้อมกับมอบความยืดหยุ่นและความเป็นอิสระสำหรับนักพัฒนา Tanzu Mission Control จะช่วยให้พันธมิตร sovereign cloud ได้รับประโยชน์จากมุมมองของ Kubernetes เต็มรูปแบบในขณะที่ยังคงควบคุมการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายของตัวเอง ได้อย่างเต็มที่ การจัดการคลัสเตอร์ของ Kubernetes ที่ง่ายขึ้นจากการควบคุมเพียงระนาบเดียว จะช่วยขจัดการทำงานที่ยุ่งยากและลดเวลาในการดำเนินการให้เกิดความคล่องตัว VMware กำลังทำการพัฒนาเพื่อเพิ่มการรองรับการขึ้นใช้งานระบบส่วนตัวของ Tanzu Mission Control บนสภาพแวดล้อม sovereign cloud คุณสมบัติเหล่านี้ถูกรวมไว้บนรุ่นเบต้าแล้วในวันนี้

VMware Data Solutions: VMware Data Solutions (ชื่อเดิมคือ Tanzu Data Services) รองรับการจัดการข้อมูลที่มีความสอดคล้องและได้รับการยินยอม ลูกค้าสามารถเข้าถึงอินเทอร์เฟซด้วยการจัดการดำเนินการด้วยตัวเองและ API สำหรับการจัดการวงรอบในการทำงานของบริการต่างๆ ทำให้สามารถปรับแต่งอินสแตนซ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับแอปพลิเคชันของตน VMware RabbitMQ เป็นตัวแทนที่มีความคล่องตัวและง่ายต่อการปรับใช้ สนับสนุนโปรโตคอลการส่งข้อความแบบหลายรายการ และสามารถปรับใช้ในการกำหนดค่าแบบกระจายและแบบรวมศูนย์ เพื่อให้ตรงตามข้อกำหนดและความพร้อมในการใช้งานในระดับสูง ฐานข้อมูล SQL แบบโอเพ่นซอร์สของ VMware (Postgres & MySQL) เป็นบริการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่สามารถปรับใช้ตามต้องการ ช่วยประหยัดต้นทุนและมีความยืดหยุ่นตามขนาดที่ต้องการ ที่มาพร้อมกับการดูแลระบบแบบอัตโนมัติ

VMware Data Solutions ถูกรวมเข้ากับ VMware Cloud Director ทำให้การดำเนินการและการปรับใช้กับสภาพแวดล้อม sovereign cloud ง่ายยิ่งขึ้น VMware RabbitMQ พร้อมให้ใช้งานแล้ว และ VMware SQL อยู่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบและพร้อมให้ใช้งานในเร็วๆนี้

VMware Aria Operations สำหรับ Sovereign Clouds

VMware Aria Operations Compliance Pack สำหรับ Sovereign Cloud เพิ่มความสามารถในการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด การรายงาน การแก้ไข และการทำงานอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้พันธมิตรสามารถปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานทั้งด้านกฎระเบียบและแนวทางของ VMware Sovereign Cloud, Sovereign-ready Aria Operations มาพร้อมกับความสามารถที่ครอบคลุมทั้งความพร้อมในการใช้งาน ประสิทธิภาพ การจัดการความจุ การจัดการต้นทุน และการปฏิบัติตามข้อกำหนดสำหรับโครงสร้างพื้นฐานหรือแอปพลิเคชัน VMware Aria Operations Compliance packs ประกอบไปด้วยชุดการทำงานตามข้อกำหนดที่พร้อมใช้งานทันที การตรวจสอบการกำหนดค่า และการรายงานตามการควบคุมของ Sovereign controls 20 จุด เช่น การจัดการส่วนย่อยของ ข้อมูลระหว่างที่พักไว้และการเข้ารหัสระหว่างการส่ง รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนด ISO 27000 การผสานรวมอย่างสมบูรณ์กับ VMware Cloud Director และแดชบอร์ดแบบรวมเป็นหนึ่งเดียวพร้อมมอบวิธีการที่จะแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดแบบอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพบนโครงสร้าง sovereign cloud แบบสมบูรณ์ VMware ได้ประกาศความพร้อมใช้งานเริ่มต้นสำหรับ VMware Aria Operations Compliance pack สำหรับ sovereign cloud

Open Ecosystem Solutions สำหรับ Sovereign Clouds

ด้วยการทำงานรวมกันกับพันธมิตรบนสภาพแวดล้อมแบบเปิด VMware พร้อมนำเสนอการให้บริการเพิ่มเติมจากพันธมิตรอื่นๆเช่น Cloudian, Veeam และ Fortanix สำหรับ Object Storage, การป้องกันแรนซัมแวร์, การสำรองข้อมูล/การกู้คืน และการจัดการคีย์ ซึ่งบริการเหล่านี้ได้ถูกผสานรวมเข้ากับ VMware Cloud Director สำหรับหลายผู้รับบริการที่มาพร้อมกับประสบการณ์ในการใช้งานที่ราบรื่น VMware ยังคงสร้างสภาพแวดล้อมแบบเปิดนี้ต่อไปด้วยการเปิดตัวบริการพันธมิตรใหม่ดังต่อไปนี้:

การบริหารความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนด: VMware ได้ร่วมมือกับ Caveonix เพื่อมอบแพลตฟอร์มในการรักษาความปลอดภัย การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการกำกับดูแลที่ครบวงจรภายใน sovereign domain ในการบริหารข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) เพื่อให้ตรงกับความต้องการของ sovereign cloud แพลตฟอร์มดังกล่าวจะตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของสภาพแวดล้อมของ VMware อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้แน่ใจว่ามีการรายงานและทำการแก้ไขปัญหาในทันที ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการปกป้องทรัพย์สินข้อมูลทั้งหมดที่จัดเก็บไว้ใน sovereign cloudได้เป็นอย่างดี

Data Lakehouse as a Service: VMware Tanzu Greenplum เป็นแพลตฟอร์มคลังข้อมูลการประมวลผลแบบขนานขนาดใหญ่ (MPP) ที่ได้รวมเอา Cloudian HyperStore S3-compatible object storage เพื่อทำการส่งมอบสถาปัตยกรรม data lakehouse แบบเดียวกันที่มีอยู่ในพับบลิกคลาวด์ไปยัง sovereign clouds, นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในรูปแบบใหม่ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างและปรับใช้โมเดลในการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงสำหรับแอปพลิเคชันระดับองค์กรที่มีความซับซ้อน ลูกค้าสามารถเปลี่ยนแปลงจำนวนของโหนดคอมพิวท์ที่ประมวลผล Greenplum หรือโหนดสตอเรจที่ทำงานบน HyperStore ได้อย่างยืดหยุ่น เป็นอิสระตามความต้องการ ช่วยให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นและประหยัดยิ่งขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบ sovereign cloud

Thierry Souche ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ OVHcloud กล่าวว่า “เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ OVHcloud ได้ร่วมพัฒนากับ VMware พันธมิตรที่แข็งแกร่ง ด้วยจุดแข็งทั่วไปของเราในด้าน Hosted Private cloud ซึ่งในขณะนี้เรายอมรับขั้นตอนใหม่ด้วยการปรับใช้ sovereign-ready Tanzu  ในโหมดที่ถูกแยกออกมาอย่างน่าเชื่อถือโดยสมบูรณ์ซึ่งช่วยปกป้องข้อมูลตลอดวงรอบของการใช้งาน จากความมุ่งมั่นที่ไม่เหมือนใครในบรรดาผู้ให้บริการเทคโนโลยีคลาวด์ชั้นนำของโลก เรามีความภูมิใจที่ได้ปรับใช้โซลูชันที่ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยตอบสนองความต้องการเนทีฟแอปพลิเคชันบนคลาวด์และแพลตฟอร์มต่างๆที่ต้องการด้วยโซลูชันที่ล้ำสมัย ข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) ไม่เคยมีความสำคัญสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีในยุโรปมาก่อน และเรายินดีที่จะขยายพอร์ตโฟลิโอของเราต่อไปเพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ศักยภาพสูงสุดของระบบคลาวด์ที่มีความน่าเชื่อถือได้อย่างเต็มที่”

Alberto Valero หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีและการเติบโตของ Tietoevry Connect กล่าวว่า “ขณะนี้เราได้ทำการสร้างความสามารถพื้นฐานบน sovereign cloud บนเครือข่ายศูนย์ข้อมูล Nordic สำหรับลูกค้าของเรา และกำลังนำลูกค้าที่มีอยู่ รวมถึงลูกค้าใหม่ไปยังโซลูชันที่ทันสมัยใหม่นี้ เราเห็นว่าขั้นตอนต่อไปที่เหมาะสมสำหรับเราในการช่วยเหลือลูกค้าของเราสำหรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบดิจิทัลคือการจัดหา Tanzu Application Portfolio ให้พวกเขา ด้วย Tanzu Application Platform ลูกค้าจะได้รับชุดเครื่องมือที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ด้วยการสนับสนุนจากบริการระดับมืออาชีพของเรา จะช่วยปรับปรุงความสามารถในการเพิ่มสภาพแวดล้อมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเป็นไปได้เหล่านี้ในการขับเคลื่อนการสร้างมูลค่าให้ข้อมูลบนบริบทของข้อกำหนดทางด้านดิจิทัล (digital sovereign context)”

Sovereign Clouds และ Delicate Dance สำหรับ Data Monetization กับ Data Sovereignty1

ในการวิจัยใหม่ที่ดำเนินการโดย Vanson Bourne ที่ได้รับมอบหมายจาก VMware เผยให้เห็นว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า 96% ของบริษัททั้งหมดที่ถูกสำรวจเชื่อว่าข้อมูลจะกลายเป็นแหล่งรายได้ และ 50% เชื่อว่าข้อมูลจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญ ในขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้นำในองค์กรธุรกิจจำนวนมากให้ความสำคัญกับข้อมูลของตนในฐานะแหล่งรายได้ที่ไม่ได้ใช้งาน แต่ในขณะเดียวกันก็มีประเด็นใหญ่ที่น่าสนใจคือ: ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) เป็นหนึ่งในความท้าทายหลักที่องค์กรต้องเผชิญ โดย 95% ยอมรับว่าเป็นปัญหา องค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านข้อมูลภายใต้ข้อกำหนด (Data Sovereignty) มักจะต้องจ่ายค่าปรับหลายร้อยล้านดอลลาร์และก่อเกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงของแบรนด์เพราะต้องเสียเวลาเจรจาประนีประนอมเกี่ยวกับข้อมูล ปัจจุบัน กว่า 100 ประเทศมีกฎหมายของตนเองว่าควรจัดการและจัดเก็บข้อมูลอย่างไรภายในเขตอำนาจการปกครอง และกฎระเบียบเหล่านี้ส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ดีผู้ให้บริการ VMware Sovereign Cloud พร้อมนำเสนอเส้นทางที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นแก่ลูกค้าในการลดความเสี่ยงในการสร้างรายได้จากข้อมูล อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่

เกี่ยวกับงาน VMware Explore 

VMware Explore เป็นวิวัฒนาการในการจัดการประชุมระดับแนวหน้าของ VMworld โดยการจัดการประชุมในครั้งนี้ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอุตสาหรรมไปในรูปแบบของ ทุกสิ่งเกิดขึ้นบนมัลติคลาวด์ ในปีนี้ได้นำเสนอโซลูชันชั้นนำสำหรับอุตสาหกรรมและการประชุมทางเทคนิค พร้อมด้วยกว่า 90% ของระบบนิเวศแบบคลาวด์จากพาร์ทเนอร์ชั้นนำ รวมถึงตลาดมัลติคลาวด์ ISVs ที่กำลังรุ่งเรือง เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMware Explore โปรดไปที่: www.vmware.com/explore.html

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำทางด้านมัลติคลาวด์สำหรับแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อสร้างนวัตกรรมดิจิทัลด้วยการควบคุมระดับองค์กร ในฐานะที่เป็นรากฐานที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเร่งความเร็วในการสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ของ VMware จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมอบทางเลือกสำหรับการสร้างอนาคต VMware มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าภายในปี 2030 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.vmware.com/company


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจล่าสุด พบผู้นำธุรกิจถึง 87% จะเพิ่มการลงทุนความยั่งยืนในอีก 2 ปีข้างหน้านี้

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 28 พฤศจิกายน 2565 – การ์ทเนอร์ อิงค์ เผยผลสำรวจล่าสุด พบว่า 87% ของผู้นำธุรกิจเตรียมเพิ่มการลงทุนด้านความยั่งยืนในอีกสองปีข้างหน้า โดยระบุว่าลูกค้าเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลักที่กดดันให้องค์กรต้องลงทุนหรือดำเนินการด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นการเลือกจากกลุ่มผู้บริหาร 80% ตามมาด้วยกลุ่มนักลงทุน (60%) และกลุ่มนักกฎหมาย (55%) ตามลำดับ

คริสติน โมเยอร์ รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ความยั่งยืนช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับการหยุดชะงักต่าง ๆ ได้ โดยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนวัสดุและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ล้วนส่งผลให้องค์กรธุรกิจต้องกลับมาตรวจสอบค่าใช้จ่ายทุกรูปแบบอีกครั้ง ซึ่งการมุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องที่จำเป็นและความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ต้องการเห็นความคืบหน้าของการดำเนินงานตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (หรือ ESG) นั้นสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ แก่องค์กร พร้อมช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยง”

ความยั่งยืนช่วยปกป้ององค์กรธุรกิจจากการหยุดชะงัก

86% ของผู้นำธุรกิจมองว่าความยั่งยืนนั้นเป็นการลงทุนที่ช่วยปกป้ององค์กรของตนจากการหยุดชะงัก นอกจากนี้ 83% ยังระบุว่า กิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการความยั่งยืนนั้นช่วยสร้างมูลค่าแก่องค์กรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และ 80% ระบุว่าความยั่งยืนช่วยให้องค์กรปรับความเหมาะสมและลดต้นทุนได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าโครงการความยั่งยืนกำลังช่วยลดต้นทุนให้กับประเด็นต่อไปนี้เป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งประกอบด้วย การใช้พลังงาน (Energy Consumption) การเดินทางเพื่อธุรกิจ (Business Travel) และธุรกรรมของลูกค้า (Customer Transaction) (ตามรูปภาพที่ 1)

 

ภาพที่ 1 ค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการหลัก ๆ ของธุรกิจที่ลดลงผ่านโครงการความยั่งยืน


ที่มา: การ์ทเนอร์ (ตุลาคม 2565)

“ผู้นำองค์กรบรรลุความสำเร็จในด้านการปฏิบัติงานและการประหยัดในห่วงโซ่อุปทานด้วยโครงการความยั่งยืนของพวกเขา ตามกลยุทธ์ “Two For One” ที่การลงทุนด้านความยั่งยืนช่วยสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน ที่ช่วยเพิ่มผลกระทบของโครงการได้อย่างมากด้วยการสร้างวงจรการทำธุรกิจด้วยคุณธรรม”

ความยั่งยืนขับเคลื่อนการเติบโตองค์กรและนวัตกรรม

ความยั่งยืนสามารถเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ โดย 57% ของผู้นำธุรกิจระบุว่าโครงการความยั่งยืนมีความเชื่อมโยงสำคัญต่อผลกำไรขาดทุนขององค์กร และ 42% ใช้ประโยชน์จากกิจกรรมความยั่งยืนต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม สร้างความแตกต่าง และการเติบโตแก่องค์กรผ่านผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน

“การลงทุนด้านความยั่งยืนสามารถส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้มีความแตกต่างได้ แต่ควรระมัดระวังความเสี่ยงจากการมุ่งสู่องค์กรสีเขียว เนื่องจากไม่มีทางลัดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้นจึงควรมุ่งเน้นไปที่คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อลูกค้าและจัดลำดับความสำคัญนั้น ๆ เพื่อกำหนดรูปแบบของการตัดสินใจซื้อ เมื่อเรามองในมุมกลยุทธ์ ความยั่งยืนนั้นเป็นทางแสงสว่างแก่ธุรกิจในสภาวะตลาดที่ยากลำบาก”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอปสันจับมือแบรนด์สินค้ารักโลก ส่งต่อไอเดียยั่งยืนอย่างไรให้มั่งคั่ง

ดร.วุฒนิพงษ์ วราไกรสวัสดิ์ (กลาง) คณบดีคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ พร้อมรองคณบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ให้เกียรติต้อนรับนายคณิน ธรรมภิบาลอุดม หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สร้างแบรนด์สินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมของคนไทย ได้แก่ SHE KNOWS แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นรักโลก Maddy Hopper แบรนด์รองเท้าจากวัสดุธรรมชาติของไทย และ Qualy แบรนด์สินค้าตกแต่งบ้านจากวัสดุรีไซเคิล ในโอกาสที่เอปสันได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ ‘Day One with Sustainability’ หรือ  ก้าวแรกธุรกิจด้วยความยั่งยืน’ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวการใช้แนวคิดด้านความยั่งยืนมาสร้างธุรกิจให้สำเร็จจนเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ พร้อมส่งต่อแนวคิดการนำความยั่งยืนเป็นสารตั้งต้นธุรกิจ ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อเร็วๆ นี้


 

Exit mobile version