Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC คว้ารางวัลการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน Sustainability Disclosure Acknowledgement ประจำปี 2565 ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC โดย คุณกิตติ เตชะทวีกิจกุล รองประธานกรรมการ (ขวา) เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับรางวัล “Sustainability Disclosure Acknowledgement” (กิตติกรรมประกาศ) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เน้นย้ำการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนอย่างโปร่งใส ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายวรณัฐ เพียรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ (ซ้าย) เป็นผู้มอบรางวัลในงาน “มอบรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน หรือ Sustainability Disclosure Award ประจำปี 2565” จัดโดยสถาบันไทยพัฒน์ ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร เมื่อวันพุธที่ 21 ธันวาคม 2565

บริษัทฯ ให้ความสำคัญในเรื่องกระบวนการทำงานด้านความยั่งยืนขององค์กรมาโดยตลอด พร้อมเผยแพร่ข้อมูลการดำเนินงาน ซึ่งครอบคลุมทั้งการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือประเด็นด้าน ESG (Environmental, Social and Governance) นอกเหนือจากข้อมูลทางการเงิน ซึ่งแสดงถึงความยั่งยืนของธุรกิจ อันจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ และการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 12.6 ที่ระบุให้มีการผลักดันกิจการ โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติ และบริษัทขนาดใหญ่ รับข้อปฏิบัติที่ยั่งยืนไปดำเนินการ และผนวกข้อมูลด้านความยั่งยืนเข้าไว้ในรอบการรายงานประจำปีของบริษัท

การมอบรางวัลการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ในปี 2565 แบ่งออกเป็น 3 ประเภทรางวัล ได้แก่ Sustainability Disclosure Award มีองค์กรที่ได้รับรางวัลเกียรติคุณ จำนวน 56 แห่ง Sustainability Disclosure Recognition มีองค์กรที่ได้รับประกาศเกียรติคุณ จำนวน 43 แห่ง และ Sustainability Disclosure Acknowledgement มีองค์กรที่ได้รับกิตติกรรมประกาศ จำนวน 22 แห่ง รวมทั้งสิ้น 121 รางวัล ภายใต้ประชาคมการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (SDC) ซึ่งในปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 135 องค์กร นอกจากจะเป็นการส่งเสริม และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่องค์กรที่ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนต่อสาธารณะแล้ว ยังต้องการเชิดชูองค์กรธุรกิจที่ได้รับรางวัลทั้ง 121 แห่ง ในการเข้าร่วมตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ยกระดับประสบการณ์ช้อปรับปี 2023 ตอบทุกโจทย์ธุรกิจ ของ SME และฝ่ายจัดซื้อ ดาวน์โหลดฟรี แคตตาล็อกเล่มใหม่

ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ยกระดับประสบการณ์ช้อปรับปีใหม่ ให้จัดซื้อและ SME ทุกธุรกิจสะดวกและประหยัดยิ่งขึ้น สามารถเลือกช้อปได้ตามสไตล์ธุรกิจคุณ

 • ดาวน์โหลดฟรี! OfficeMate Catalog 2023 เอาใจจัดซื้อทุกองค์กร รวบรวมสินค้าทุกหมวดที่ธุรกิจต้องใช้ไว้ครบในที่เดียว ทั้งสินค้าสำหรับสำนักงาน โรงงาน สถานศึกษา สถานพยาบาล ธุรกิจออนไลน์ และ SME ทุกกิจการ มาพร้อมราคามาตรฐานและบริการระดับมืออาชีพที่องค์กรชั้นนำวางใจ สามารถดาวน์โหลดE-Catalog ได้ฟรีแล้ววันนี้ที่ https://www.ofm.co.th/activity/ofm-catalog-2023 ยินดีรับคำสั่งซื้อทุกวัน 8:00 – 22:00 น. (ไม่มีวันหยุด) เพียงติดต่อ Contact Center โทร 1281 หรือ Line: @OfficeMate

• เปิดตัวเว็บ-แอป โฉมใหม่ www.ofm.co.th และ OFM Mobile Application ผู้ช่วยทุกธุรกิจช้อปติดสปีด อัพเกรดประสบการณ์ช้อปออนไลน์สู่มิติใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ “มีครบ จบไว สั่งง่าย ได้เร็ว” ให้ SME ค้นหาสินค้าเพื่อธุรกิจมากกว่าแสนรายการได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ด้ออฟฟิศเมท ยกระดับประสบการณ์ช้อปรับปี 2023 ตอบทุกโจทย์ธุรกิจ ของ SME และฝ่ายจัดซื้อ ดาวน์โหลดฟรี แคตตาล็อกเล่มใหม่ ให้คุณง่ายกับการช้อปปิ้ง พร้อมเปิดตัว เว็บ-แอป โฉมใหม่ รวดเร็ว รู้ใจ ช่วยธุรกิจลดต้นทุนวนลดให้ช้อปคุ้มทุกวัน และบริการจัดส่งฟรีในวันทำการถัดไปเพียงช้อป 499.-* ตามกำหนด

ออฟฟิศเมท พร้อมเคียงข้างทุกธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ยินดีมอบเครดิตเทอมนาน 30-60 วัน* เพิ่มสภาพคล่องแก่ลูกค้านิติบุคคล (ตามกำหนด) และมอบความประหยัดให้ SME ตลอดทั้งปี เพียงมองหาสัญลักษณ์ “Save Pack” สินค้าแพ็คสุดคุ้ม ราคาต่อหน่วยถูกลงกว่าเดิม สามารถช้อปได้ทุกช่องทางการขาย ดูสินค้า คลิก! https://www.ofm.co.th/promotions/save-pack-1-31jan23


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โตชิบา ชวนออกแบบผลิตภัณฑ์หม้อหุงข้าว ชิงเงินรางวัลมูลค่ากว่า 103,000 บาท

บริษัท ไทยโตชิบาอุตสาหกรรม จำกัด (Thai Toshiba Electric Industries Co., LTD.: TTEI) ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน จัดกิจกรรมโครงการประกวดผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์หม้อหุงข้าว สำหรับสถาบันอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2565 – 2566 ภายใต้แนวคิด “TOSHIBA RICE COOKER Design Contest 2022 : นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ผ่านการเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ สามารถส่งผลงานเข้าร่วมประกวด อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาที่เกี่ยวข้องของสถาบันตามหลักสูตรที่ได้กำหนดไว้ โดยขอเชิญชวนนิสิต นักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ร่วมประชันไอเดีย ชิงเงินรางวัลมูลค่ากว่า 103,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร โดยสามารถลงทะเบียนและสมัครออนไลน์ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2566 

สอบถามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม
02-588-3010 ต่อ 1301, 1304 อีเมล designcontest@ttei.toshiba.co.th หรือติดตามรายละเอียดได้ที่ www.facebook.com/ToshibaLifestyleThailand


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แซดทีอี จับมือ ทรูออนไลน์ อัพเกรดอินเทอร์เน็ตบ้านพุ่งแรง 50 Gbps. ผ่านอุปกรณ์ GPON เป็นรายแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แซดทีอี คอร์ปอเรชัน ผู้พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลระดับโลก เปิดตัวอุปกรณ์ GPON ร่วมกับ ทรูออนไลน์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านอันดับหนึ่ง ได้รับรางวัล World Branding Awards 6 ปีซ้อน และ nPerf 2 ปีซ้อน โดยได้รับความไว้วางใจจากคนไทยมากที่สุด จับมือกันพัฒนานวัตกรรมอินเทอร์เน็ตบ้าน อัพเกรดความเร็วให้แรงสุดล้ำ 50 Gbps. ผ่านอุปกรณ์ GPON  [Gigabit Passive Optical Network] เทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่มีค่าแบนด์วิธและประสิทธิภาพสูง มุ่งพลิกบริการเครือข่ายในการเข้าถึงบรอดแบนด์และการขยายตัวภาคธุรกิจ รองรับการใช้งานทีวีระบบ 8K Ultra HDTV, 8K Cloud VR, VR Pro 360, AR Pro และ Metaverse รวมถึงแอปพลิเคชันที่ต้องการความคมชัดสูง สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ผลการทดสอบพบว่าความเร็ว ดาวน์โหลด 43.90 Gbps.และ อัปโหลด 21.30 Gbps. นับเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายจิน ดายอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท แซดทีอี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด  เปิดเผยว่า อินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์ในความเร็วระดับ “กิกะบิต” ได้ถูกนำมาให้บริการอย่างแพร่หลาย ในประเทศไทย โดยเครือข่ายพื้นฐานพื้นฐานวิวัฒนาการจาก GPON เป็น 10G PON บนเครือข่ายแบนด์วิธอันทรงพลังของทรูออนไลน์ โดยทรูออนไลน์ ได้มีการพัฒนาการให้บริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายโครงข่ายไฟเบอร์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนออุปกรณ์นวัตกรรมล้ำสมัย การเลือกใช้นวัตกรรมสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ แซดทีอี มีความภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ PON ZTE  ที่เป็นอุปกรณ์ที่มีศักยภาพด้านเทคนิคในระดับชั้นนำของอุตสาหกรรมการสื่อสาร และเป็นส่วนสำคัญของความร่วมมือกับ ทรูออนไลน์ ที่มุ่งมั่นพัฒนาการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อมอบคุณภาพชีวิตและประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคนครอบครัวในสังคมไทย

แซดทีอี ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีการในการผันจาก PON เข้าสู่ยุค 50G PON เพื่อให้มีศักยภาพในการรองรับการใช้งานแอปพลิเคชันที่หลากหลาย รวมไปถึงช่วยเสริมการใช้งานอินเทอร์เน็ตในรูปแบบอัลตร้าบรอดแบนด์ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น  ยิ่งไปกว่านั้น  50G PON ยังรองรับบริการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ อาทิ 5G, Cloud VR, Telehealth และการผลิตอัจฉริยะทางอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีความจำเป็นต้องใช้แบนด์วิธสูง โดยจะขจัดความกังวลใจในการใช้งานที่มีความหน่วงช้าให้หมดไป ซึ่งจะมอบประสบการณ์และความประทับใจในการใช้งาน ที่ตอบสนองความต้องการในทุกด้านของทุกชีวิตในประเทศไทย

สำหรับ 50GPON ต้นแบบ ได้รับการทดสอบประสิทธิภาพหลักในการใช้งาน ปรากฏว่า 50 GPON ต้นแบบ มีอัตราการส่งข้อมูลแบบกว้างพิเศษ มีศักยภาพในการดาวน์โหลดลิงก์ 43.90Gbps และ อัปโหลดลิงก์ 23.30Gbps เมื่อเทียบกับ 10GPON พารามิเตอร์ ประสิทธิภาพหลักถือว่าได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถรองรับสถานการณ์การเข้าถึง 10 Gbps ในอนาคตอีกด้วย  โดยเป็นไปตามข้อกำหนดการส่งผ่านเครือข่ายของการแปลงทางดิจิทัลในอุตสาหกรรมสื่อสาร  และ แซดทีอี ในฐานะสมาชิกหลักขององค์กรชั้นนำ อาทิ ITU-T, IEEE และ เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีเครือข่ายแบบคงที่  มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตร เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีบรอดแบนด์ ให้มีศักยภาพและพัฒนาทางเทคนิคในการรับข้อมูลเชิงลึกของเครือข่ายในอนาคต  นอกจากนี้ แซดทีอี จะช่วยสนับสนุนทางเทคนิคอันมีค่า ครอบคลุมไปถึงข้อมูลเชิงลึกด้านการพัฒนา ที่จะนำไปสู่การผลักดันประเทศไทย 4.0  ร่วมกับ ทรูออนไลน์

ทรูออนไลน์ คือผู้ให้บริการบรอดแบนด์เครือข่ายพื้นฐานรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยมีความมุ่งมั่นที่จะค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ความร่วมมือระหว่าง  แซดทีอี และ ทรูออนไลน์ ในครั้งนี้ จะร่วมกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในการเชื่อมต่อทุกรูปแบบ เพื่อนำไปสู่การใช้งานในอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น อีกทั้งมอบคุณภาพชีวิตผ่านประสบการณ์ที่ผ่าน ผ่านการใช้งานนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในอนาคต เพื่อสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ให้เติบโตและมีความแข็งแกร่งต่อไป


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. ร่วมกับ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนาเวทีระดับชาติ การยกระดับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยสู่สากลในยุคดิจิทัลด้วยยานยนต์ไฟฟ้า

. ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ  การยกระดับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยสู่สากลในยุคดิจิทัลด้วยยานยนต์ไฟฟ้าพร้อมด้วย คุณอภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) และรศ.ดร.ชาญชัย ทองประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 ณ หอประชุมเบญจรัตน์ อาคารนวมินทรราชินี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

 งานสัมมนาวิชาการระดับชาติครั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  โดยสำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม ได้ร่วมกับ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนาวิชาการ เรื่อง การยกระดับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยสู่สากลในยุคดิจิทัลด้วยยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยในยุคดิจิทัลด้วยยานยนต์ไฟฟ้า ให้แก่สถานประกอบการอุตสาหกรรมการผลิตและบริการ รวมทั้งสถานศึกษาที่เปิดสอนในสาขาวิศวกรรมโลจิสติกส์และเทคโนโลยีโลจิสติกส์ ได้เกิดมุมมองในการพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งจะเป็นการยกระดับการขนส่งสินค้าของประเทศไทยด้วยยานยนต์ไฟฟ้า และสร้างโอกาสในการขยายเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างองค์กรภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของประเทศให้เจริญเติบโตก้าวหน้าอย่างยั่งยืน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงาน Adobe Creative Visual คาดการณ์เทรนด์ศิลปะที่มาแรงในปี 2566 คือ Psychedelic, Real, Retro และ Animal

ซานโฮเซ แคลิฟอร์เนีย — อะโดบี (Nasdaq:ADBE) เผยรายงานด้านเทรนด์ครีเอทีฟจาก Adobe Stock ประจำปี 2566 (Adobe Stock 2023 Annual Creative Trends Forecast) ซึ่งเป็นรายงานที่นำเสนอเทรนด์ภาพ และธีมครีเอทีฟที่กำลังได้รับความนิยมโดยกำหนดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางสำหรับครีเอเตอร์ในการสร้างผลงานให้ตรงตามความต้องการ และสร้างความประทับใจแก่ผู้คนตลอดปี 2566 โดยปีนี้นับเป็นปีที่หกติดต่อกันที่อะโดบีได้วิเคราะห์ธีม visual cultural ที่เกิดขึ้นใหม่ และการออกแบบแคมเปญที่น่าสนใจในเซ็กเม้นต์ต่างๆ ตั้งแต่ผลงานของนักออกแบบแฟชั่นชื่อดังไปจนถึงผลงานของครีเอเตอร์ในชีวิตประจำวัน และรวบรวมข้อมูลอุตสาหกรรม Stock เพื่อระบุเทรนด์การออกแบบและความสวยงามที่จะยึดพื้นที่ดิจิทัลในปีหน้า

อะโดบีเป็นผู้นำด้านครีเอทีฟตลอดระยะเวลา 40 ปี และยังคงนำเสนอประสบการณ์ และเทรนด์ที่น่าสนใจสู่อุตสาหกรรมครีเอทีฟอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้อะโดบีได้คาดการณ์ธีมครีเอทีฟที่น่าสนใจหลักๆ 4 ธีม ซึ่งครอบคลุมทั้งภาพ การออกแบบ และโมชั่นกราฟฟิก ซึ่งจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อการสร้างคอนเทนต์ในการถ่ายภาพ การถ่ายทำวิดีโอ การเขียนงานครีเอทีฟ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย บล็อก และอื่นๆ ได้แก่ ‘Psychic Waves,’ ‘Real is Radical,’ ‘Retro Active’ และ ‘Animals and Influencers’ โดยธีมการออกแบบที่เกิดขึ้นใหม่เหล่านี้คาดว่าจะเป็นแนวทางให้ Creator Economy ซึ่งมีจำนวนครีเอเตอร์กว่า 303 ล้านคนทั่วโลกใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างดิจิทัลคอนเทนต์ที่โดนใจผู้ชมในปี 2566

เบรนด้า มิลิส หัวหน้าฝ่ายพฤติกรรมผู้บริโภค และ Creative Insights ของอะโดบีกล่าวว่า “ในขณะเรากำลังฟื้นตัวจากความไม่แน่นอนจากการแพร่ระบาด ผู้คนต่างโหยหาคอนเทนต์ที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยแต่ “สดใหม่” และกระตุ้นความรู้สึกผ่านประสบการณ์ที่แท้จริง โดยไม่มีการแต่งเติมหรือใส่ filter ใดๆ เทรนด์เหล่านี้บ่งชี้ว่าครีเอเตอร์จะมองเห็นภาพและกำหนดทิศทางด้านศิลปะบนโลกอย่างไร และใช้แพลตฟอร์มของพวกเขาเพื่อแบ่งปันคอนเทนต์มาสู่ผู้คนทั่วโลกที่นำมาซึ่งความสุขที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขา”

ต่อไปนี้คือเทรนด์ทั้ง 4 ที่สำคัญจากรายงาน Adobe Stock 2023 Creative Trends:

  • Psychic Waves หลังการแพร่ระบาด มีการให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น โดยได้มีการขับเคลื่อนแนวทางใหม่ในการสำรวจสุขภาพจิตผู้คน ธรรมชาติ และสุขภาพที่ดี โดย 46% ของ Gen Z กล่าวว่าพวกเขาวิตกกังวลและเครียด จึงเป็นที่มาของ Psychic Waves ที่ไล่ระดับสีสันที่สดใส เทรนด์ใหม่นี้เน้นที่ creative authenticity เพื่อเป็นช่องทางในการแสดงออก รวมถึงการหลีกเลี่ยงความจริงด้วยการไล่ระดับสี การใช้สีสันที่สดใส และความสวยงามที่ผสมผสานกับความเซอร์เรียลลิสม์เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ที่มองไม่เห็นและไม่สามารถจับต้องได้
  • Real is Radical จากการที่ปัจจุบันมีคอนเทนต์ที่ถูกแชร์มาจากแหล่งต่างๆ มากมายหลายครั้ง หรือคอนเทนต์ที่ได้รับการปรับแต่งจากหลากหลายผู้เขียนนั้น ทำให้เทรนด์ Real is Radical ได้รับความสนใจอย่างมาก ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองสิ่งที่เกิดขึ้นจริงอย่างตรงไปตรงมา โดยที่แบรนด์ต่าง ๆ ได้เปิดรับแคมเปญที่รองรับทุกเชื้อชาติ เพศ อายุ ความสามารถ และขนาด — เปลี่ยนจาก curated content เป็น candid moments จากรายงาน Pinterest Body Neutrality Report ฉบับล่าสุด มีการค้นหาคำว่า “รักตัวเอง” 36% และการค้นหา “ทำอย่างไรให้มีความมั่นใจมากขึ้น” 32% โดยเทรนด์ดังกล่าวมีปรากฏอยู่ในโซเชียล แคมเปญของแบรนด์ และแอปใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงอย่าง BeReal และ Locket ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เรื่องความขัดแย้ง ความดื้อรั้น ความก้าวร้าว ไปจนถึงความเปราะบาง ดังนั้นวิช่วลแบบ Real is Radical จึงเป็นการสร้างการเชื่อมต่อที่ทรงพลัง และสร้างแรงบันดาลใจให้กับชุมชนผ่านช่องทางสื่อและแพลตฟอร์มต่างๆ
  • Retro Active ได้รับแรงบันดาลใจจากครีเอเตอร์ Gen Z ที่กำลังเติบโตและหลงใหลในสุนทรียภาพยุคก่อน โดยเทรนด์ Retro Active ให้ความสำคัญกับสไตล์วินเทจ และการทำให้ร่วมสมัยมากขึ้น ทั้งครีเอเตอร์ Gen Z, Millennial และ Gen X กำลังศึกษาการกลับมาของเทรนด์นี้ โดยค้นหาความหมายของครีเอทีฟในยุค 90 และ Y2K เช่น ฉากสเก็ตบอร์ดย้อนยุคไปจนถึงแฟชั่นคัลเลอร์ฟูล วิทยุแบบ Boombox และวิดิโอเกมแบบคลาสสิก แม้ว่าครีเอเตอร์ Gen Z จะมีอิทธิพลในการพัฒนาเทรนด์เหล่านี้ แต่คนรุ่นมิลเลนเนียลยังคงเป็นครีเอเตอร์กลุ่มใหญ่ของ Creator Economy ที่แท้จริง คิดเป็น 42% ของ Creator Economy ที่ขับเคลื่อนเทรนด์นี้
  • วิช่วลที่เกี่ยวกับสัตว์และอินฟลูเอนเซอร์ ธีมนี้เกิดขึ้นจากความรักและการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคกับสิ่งมีชีวิตที่มีเสน่ห์และน่ารัก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนขนปุกปุยในชีวิตจริงหรืออวาตาร์อนิเมะที่มีเสน่ห์ สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่ดึงดูด และสร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงกลายเป็นผู้มีอิทธิพลในการสื่อถึงแบรนด์ โดยขยายไปในรูปแบบที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นอะนิเมะ ภาพประกอบ (illustration) ภาพถ่าย และภาพ 3 มิติ ความรู้สึกที่กระตุ้นผู้บริโภคและครีเอเตอร์คือ “ความสุข การคิดบวก และความบันเทิง” ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ความต้องการอนิเมะทั่วโลกเพิ่มขึ้น 118% ขณะเดียวกันกับที่เวอร์ชวลอินฟลูเอนเซอร์เติบโตและมีส่วนร่วมมากกว่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นบุคคลจริงๆ ถึงสามเท่า (หลายคนพบว่าพวกเขาน่าเชื่อถือและเข้าถึงได้มากกว่า) แบรนด์ต่างๆ จึงใช้ประโยชน์จากเวอร์ชวลอินฟลูเอนเซอร์ในโฆษณามากขึ้นเรื่อยๆ

อ่านรายงานคาดการณ์เทรนด์ครีเอทีฟประจำปี 2023 ของ Adobe Stock ฉบับเต็มได้ที่นี่ 

Adobe นำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการที่ครอบคลุมมากที่สุดในทุกประเภทงานครีเอทีฟ รวมถึงการจัดการภาพ การถ่ายภาพ การออกแบบ วิดีโอ งาน 3 มิติ และ immersive เพื่อปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์สำหรับทุกคน Adobe Express ช่วยให้ทุกคนสามารถสร้างและแชร์กราฟิกและคอนเทนต์ที่ออกแบบมาอย่างสวยงามได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงเทมเพลตและเนื้อหาโซเชียลมีเดียที่คัดสรรมาอย่างดีสอดคล้องกับเทรนด์ครีเอทีฟชั้นนำที่จะครองสื่อดิจิทัลในปี 2566 ได้แก่ Psychic Waves, Real is Radical, Retro Active และ Animals and Influencers

เกี่ยวกับอะโดบี

Adobe กำลังทรานส์ฟอร์มโลกผ่านประสบการณ์ดิจิทัล สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชม www.adobe.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัวโฮมออโตเมชั่น Wiser รังสรรค์บ้านยุคใหม่ให้เป็นอัตโนมัติ

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ปลุกประสบการณ์ระบบอัตโนมัติระดับโลก “สู่บ้านที่รู้ใจ” ด้วย Wiser ซึ่งเป็นเทคโนโลยีโฮมออโตเมชั่น หรือว่าบ้านอัจฉริยะ ที่เรียกได้ว่าเนรมิตความสะดวก ปลอดภัย สำหรับบ้านยุคดิจิทัล ด้วยอุปกรณ์อัจฉริยะที่ได้รับการออกแบบให้สามารถเชื่อมต่อได้อย่างไร้ขีดจำกัด เติมความรู้สึกและความต้องการของผู้อยู่อาศัยได้อย่างสมดุล พร้อมความสามารถในการควบคุมผ่านสมาร์ทโฟนด้วยแอป Wiser by SE หรือทำให้เป็นกลายเป็นบ้านอัตโนมัติทั้งหลังก็ได้

ปัจจุบันดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิต และการทำงานอย่างมากมาย แก้ pain point ที่เราต้องเผชิญเพื่อมาเติมความต้องการทั้งที่เราอยากได้ และที่เราคาดไม่ถึง  ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ไม่เพียงเป็นบริษัทระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟฟอร์เมชั่นในจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่นเท่านั้น แต่ยังคิดค้นนวัตกรรมการทรานส์ฟอร์มจากบ้านธรรมดาสู่ดิจิทัลอีกด้วย เรียกได้ว่าย่อนวัตกรรมสำหรับการทำงาน มาสู่การพักอาศัย เพื่อทำให้เป็นบ้านที่รู้ใจผู้พักอาศัยที่สุด มอบความสะดวกสบาย ความปลอดภัย การประหยัดพลังงาน และความมั่นใจ ด้วยอุปกรณ์ที่ติดตั้งเพียงไม่กี่ชิ้น ที่ทำงานสอดประสานกัน แต่สามารถทำให้บ้านตอบโจทย์ได้ทุกเรื่อง แม้บ้านนั้นจะมีความต้องการที่แตกต่างกันของผู้พักอาศัยหลากหลายเจนเนอเรชั่น

นายกุศล กุศลส่ง รองประธานกลุ่มธุรกิจ Home and Distributions ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่า“สิ่งแรกที่ต้องคำนึงเมื่อนึกถึงระบบโฮมออโตเมชั่น คือ เราต้องการอะไรจากโฮมออโตเมชั่น ในตอนนี้ และในอนาคต เช่น เรื่องของความปลอดภัย ความสะดวกสบาย หรือปัจจัยอื่นๆ เช่น มีผู้สูงอายุ เด็กที่ต้องดูแลอยู่ที่บ้าน หรือการโฟกัสที่สุขภาพด้วย  หรือเพื่อความมั่นใจว่าบ้านเราปลอดภัยในช่วงเวลาที่เราไม่อยู่  หรืออยากรู้สถานะบ้าน ว่าน้ำท่วมหรือเปล่าในขณะที่เราทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ และเทคโนโลยีไหนที่จะให้ความยืดหยุ่นสูงสุด เมื่อเรามีความต้องการเพิ่มเติมในอนาคต นั่นคือประเด็นที่ว่าอุปกรณ์โฮมออโตเมชั่น Wiser ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงต้องมีความเรียบง่าย ใช้งานไม่ยาก แต่สามารถเพิ่มเติมอุปกรณ์ได้ เพื่อเติมเต็มความต้องการของเราที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะบ้านเราต้องอยู่กันไปตลอดชีวิต”

ระบบโฮมออโตเมชั่น Wiser เป็นโฮมออโตเมชั่น ที่มีจุดเด่นในเรื่องการออกแบบที่เรียบง่าย ช่วยเปลี่ยนบ้านธรรมดาให้รู้ใจผู้พักอาศัย ด้วยเทคโนโลยีที่ผ่านการคิดค้นจากความต้องการของผู้คน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการได้ 360 องศา ด้วยอุปกรณ์หลักเพียงไม่กี่ชนิด และควบคุมได้ง่ายดายผ่าน Wiser by SE ได้แก่

IP Gate way หัวใจหลักของโฮมออโตเมชั่นของ Wiser ใน 1 ตัวสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ 40 อุปกรณ์เลยทีเดียวทำให้สามารถออกแบบฟังชั่นการทำงานของระบบโฮมออโตเมชั่นได้มากมายเกินกว่าจะจินตนาการถึง

Entertainment Control หรือ IR Control หรือเรียกว่าอุปกรณ์ควบคุมทีวี เครื่องเสียง และเครื่องปรับอากาศ เปลี่ยนความยุ่งยากในการควบคุมให้อยู่ในที่เดียวผ่านแอปพลิเคชั่น Wiser by SE และตรวจเช็คอุณหภูมิได้ ช่วยให้สามารถตั้งเวลาเปิดปิด อุปกรณ์ต่างๆ ได้ และยังสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ เพื่อเติมเต็มทั้งความสะดวกสบายในบ้าน และความปลอดภัยอีกด้วย

Presence Detection ระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะไร้สาย ติดตั้งง่าย สามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย เช่น เดินผ่านแล้วไฟติดเหมาะสำหรับการออกจากห้องนอนในตอนกลางคืน ช่วยลดอุบัติเหตุ ในที่มืด หรือ เพิ่มฟังชั่นให้โฮมออโตเมชั่นเหนือระดับขึ้นไปด้วยการเซ็ตค่าช่วงเวลาให้มีการแจ้งเตือนเพื่อความปลอดภัยได้ เช่น ในช่วงเวลา 8.00 – 19.00 น. เป็นช่วงเวลาที่เราออกจากบ้านไปทำงาน แต่อุปกรณ์กลับตรวจจับความเคลื่อนไหวในบ้านได้ เราสามารถแจ้งตำรวจให้เข้าไปตรวจสอบ หรือเลือกตรวจสอบผ่านระบบ IP Camera ในระบบทั้งหมด นอกจากนี้ยังประยุกต์ใช้งานอื่นๆ ได้เช่น ติดตั้งในห้องคนชรา เมื่อเขาเดินผ่าน ให้ไฟติด เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องคลำหาสวิตช์ไฟ ในเวลากลางดึก

Curtain/Shutter control หรือระบบควบคุมม่านผ่านระบบโฮมออโตเมชั่น หรือให้เป็นแบบอัตโนมัติก็ได้ เช่นการตั้งเวลา เปิด/ปิดตามเวลาที่กำหนด

Door windows open detection สามารถดูได้ว่าประตูมีการเปิดปิดกี่โมงผ่านแอป หรือ ติดตั้งเพื่อความปลอดภัยเช่นมีการเปิด/ปิดประตูยามวิกาล ให้แจ้งเตือนในสมาร์ทโฟน เป็นต้น หรือการตั้งค่าคู่กับระบบควบคุมแสงสว่าง และเครื่องปรับอากาศ เช่นเมื่อประตูเปิด ให้อุปกรณ์ที่เราต้องการเปิด เป็นต้น

Temperature and humidity detection สามารถตรวจสอบอุณหภูมิภายในห้อง เมื่อใช้คู่กับ IR Control สามารถให้เปิดแอร์อัตโนมัติ เมื่ออุณหภูมิร้อนเกินกว่าที่ตั้งค่าไว้ ซึ่งพื้นฐานของของตัววัดอุณหภูมินี้คือการอ่านค่าความชื้นและอุณหภูมิ แต่เมื่อนำมาผสานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่นตัว Curtain/Shutter control ซึ่งหัวใจหลักในการควบคุมมอเตอร์ ทำให้สามารถควบคุมระบบกันสาดอัตโนมัติได้ เมื่อความชื้นในอากาศตรงกับที่ตั้งค่าไว้ ให้กันสาดยืดออกมาบังฝนได้โดยไม่ต้องรอควบคุมเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบลืมตากผ้าไว้กลางแจ้ง แล้วลืมเก็บเป็นประจำ

Water leak detection อุปกรณ์เอาไว้ตรวจสอบน้ำรั่วไหล หากบ้านอยู่ในที่น้ำท่วมบ่อย หรือมีแนวโน้มน้ำท่วม เราสามารถวางเซ็นเซอร์นี้ไว้แถวบริเวณบ้าน ที่อยากให้แจ้งเตือนเมื่อมีน้ำเอ่อ ซึ่งเมื่อน้ำสัมผัสโดนตัวเซ็นเซอร์ จะส่งการแจ้งเตือนไปยังสมาร์ทโฟนเพื่อให้เราได้รับรู้ เพื่อที่จะได้กลับมาที่บ้านได้อย่างทันท่วงที หรืออาจวางไว้บริเวณปั๊มน้ำเพื่อเช็คสภาพว่าน้ำรั่วไหม หรือบริเวณที่เสี่ยง อื่นๆ เช่น บริเวณเครื่องซักผ้า เพื่อจะได้รู้ว่ามีน้ำรั่ว น้ำล้น หรือในจุดสำคัญของบ้าน เช่น แถวปลั๊กราง ใต้แอร์คอนดิชั่น เป็นต้น ฯลฯ

Moment control ทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ชอบใช้สมาร์ทโฟนในการควบคุม สามารถพก Moment control ติดตัวในบ้านเพื่อควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ได้ เช่นระบบแสงสว่าง ระบบม่านเป็นต้น

ในมุมของชไนเดอร์ อิเล็คทริค การติดตั้งโฮมออโตเมชั่นที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่เพียงแค่ซื้อมาติดเป็นชิ้นๆ แต่จำเป็นต้องมีโครงสร้างอย่างเป็นระบบ เพื่อให้อุปกรณ์ต่างๆ ทำงานสอดประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ เพื่อมอบประโยชน์สูงสุดในแบบที่ต้องการอย่างแท้จริง และต้องสามารถเพิ่มฟังก์ชั่นในอนาคตได้โดยไม่ยุ่งยาก ทั้งยังสามารถช่วยมอเตอร์การใช้พลังงานในบ้านได้อีกด้วย  ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ในโซลูชั่น Wiser ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

NT CLOUD และ NT DATA CENTER ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27701 ระบบการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล

NT ผู้นำด้านบริการโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศ ยกระดับการให้บริการ NT CLOUD และ NT DATA CENTER ด้วยมาตรฐาน ISO/IEC 27701:2019 เพิ่มความเชื่อมั่นด้านการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมตอบโจทย์ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์  กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยว่า NT ผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งและดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ของประเทศไทย ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล  ISO/IEC 27701:2019 โดย บริษัท บีเอสไอ กรุ๊ป
(ประเทศไทย) จำกัด หรือสถาบันมาตรฐานอังกฤษ (The British Standards Institution-BSI) สำหรับการให้บริการคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์

NT ในฐานะผู้ให้บริการโทรคมนาคมและดิจิทัลคำนึงถึงการพัฒนาบริการตอบโจทย์ลูกค้าอย่างต่อเนื่องและทันสถานการณ์  โดยปัจจุบันภัยคุกคามทางไซเบอร์ทวีความรุนแรงมากขึ้น ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลในโลกดิจิทัล ซึ่งหากเกิดการรั่วไหลของข้อมูลดังกล่าวย่อมส่งผลเสียหายต่อบุคคลผู้ใช้บริการและกระทบต่อธุรกิจ  NT จึงมุ่งมั่นพัฒนาระบบการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ISO/IEC 27701:2019 เพื่อดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานบนระบบ NT CLOUD และ NT DATA CENTER ซึ่งจัดเก็บข้อมูลลูกค้าองค์กรจำนวนมาก  ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่มีระบบการกำหนดสิทธิการเข้าถึง การตรวจสอบ และการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อให้ผู้ใช้บริการมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่จัดเก็บโดย NT มีความปลอดภัย  และสอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

โดย NT ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27701:2019 ด้านระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลใน 2 บริการ คือ บริการ NT CLOUD ซึ่งรวมถึงโครงการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้บริการจากหน่วยงานภาครัฐ 835 หน่วยงาน  และบริการ NT DATA CENTER บางรัก นนทบุรี และ
ศรีราชา

NT ได้พัฒนามาตรฐานการให้บริการมาอย่างต่อเนื่องครอบคลุมมาตรฐานสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นในระดับสูงให้แก่ลูกค้าทั้งองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน   โดยปัจจุบันบริการคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ของ NT ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO 27001, ISO 20000-1, CSA-STAR และล่าสุดคือมาตรฐาน ISO 27701


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ร่วมยินดีในพิธีเปิดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าบางปะกง

กรุงเทพ, ประเทศไทย – 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565 — เอกอัครราชทูตโรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย กล่าวแสดงความชื่นชมต่อความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน  ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในพิธีเปิดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าบางปะกงชุดที่ 1 และ 2 ของ กฟผ. โดยมีนายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และนายราเมช สิงการาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจพลังงานก๊าซประจำภูมิภาคเอเชีย จีอี เข้าร่วมในพิธี

โรงไฟฟ้าบางปะกงชุดที่ 1 และ 2 ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเป็นเวลา 3 เดือนแล้ว หลังจากประกาศเดินเครื่องเมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งการพัฒนาในครั้งนี้ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมใหม่สองชุด ที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง และขับเคลื่อนด้วยกังหันก๊าซ 9HA ของจีอี (NYSE: GE) โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มประสิทธิภาพและลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน ทั้งนี้โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้กังหันก๊าซรุ่น 9HA จะมีความสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าทั่วโลกที่ผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินได้โดยเฉลี่ย 60% และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าทั่วโลกที่ใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 25%

เอกอัครราชทูตโรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ผมขอแสดงความยินดีกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่การเปิดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าบางปะกง ชุดที่ 1 และ 2 ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ การพัฒนาโรงไฟฟ้าบางปะกงไปสู่ความก้าวหน้าและทันสมัยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือด้านวิศวกรรมระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมในหลายระดับ”

“เป้าหมายเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะส่งผลดีต่อโรงไฟฟ้าบางปะกง รวมทั้งประเทศไทยซึ่งมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศให้เป็นกลางภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2065 (พ.ศ. 2608) ตามลำดับ โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง ซึ่งใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีของจีอีเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญนี้ ยังเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมทั้งโครงการความร่วมมือใหม่ๆ เพื่อเร่งการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์”

“ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาเห็นพ้องกันในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เราได้เรียนเชิญประเทศไทยให้เข้าร่วมข้อเสนอข้อริเริ่ม “Net Zero World Initiative”  ซึ่งเป็นข้อเสนอความร่วมมือที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ซึ่งความเชี่ยวชาญของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์กรการกุศล และประเทศพันธมิตรต่างๆ จะเอื้อประโยชน์ต่อการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้” เอกอัครราชทูตโกเดค กล่าวเสริม

การพัฒนาโรงไฟฟ้าบางปะกงในครั้งนี้ เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเดิม 5 ชุด ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเตา เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมใหม่สองชุดนี้ ขับเคลื่อนด้วยกังหันก๊าซ 9HA ของจีอี ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นกังหันก๊าซที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก ปัจจุบันมีการใช้งานทั่วโลกกว่า 75 เครื่อง รวมกำลังการผลิตไฟฟ้ามากกว่า 42 กิกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้าบางปะกงของ กฟผ. เป็นโรงไฟฟ้าแห่งแรกในประเทศไทยที่ใช้กังหันก๊าซและเทคโนโลยี 9HA ซึ่งได้รับการยอมรับและเคยได้รับรางวัลมาแล้ว

“โครงการนี้ ตอบสนองเป้าหมายการดำเนินงานของ กฟผ. ในการพัฒนาประสิทธิภาพและความมั่นคงของการผลิตไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และลดต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า ด้วยการทดแทนโรงไฟฟ้าเดิม ด้วยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่มีประสิทธิภาพสูง อีกทั้งเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ที่ให้ปลดระวางโรงไฟฟ้าที่ปลดระวางจากการใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน และมีประสิทธิภาพที่ต่ำกว่า และทดแทนด้วยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อลดการปล่อยก๊าซ เสริมความมั่นคง และสร้างความยืดหยุ่นให้กับระบบไฟฟ้าของประเทศไทย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ ภายในปี 2050 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2065” นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าว

นายราเมช สิงการาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจพลังงานก๊าซประจำภูมิภาคเอเชีย จีอี กล่าวว่า “เราภาคภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับ กฟผ. มาอย่างยาวนานกว่า 40 ปีที่ผ่านมา และจะสานสัมพันธ์นี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นบนรากฐานของความไว้วางใจและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด การเฉลิมฉลองการเปิดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมบางปะกงในวันนี้ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้กังหันก๊าซ 9HA.02 แห่งแรก และใหญ่ที่สุดของจีอีในประเทศไทย นับเป็นอีกก้าวสำคัญในความสัมพันธ์ของเรา ผมเห็นคุณค่าในการมุ่งมั่นร่วมมือกับ กฟผ. ต่อไป เพื่อช่วยให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในเอเชีย

โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมใหม่สองชุดนี้ ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 1,400 เมกะวัตต์ เทียบเท่ากับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประมาณ 3 ล้านครัวเรือนในประเทศไทย นอกจากกังหันก๊าซรุ่น 9HA.02 แล้ว ยังมีการติดตั้งกังหันไอน้ำ STF-A650 ที่ล้ำหน้า 2 เครื่อง และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า W86 จำนวน 2 เครื่อง และจีอียังได้ลงนามสัญญาระยะยาวกับ กฟผ. ในการให้บริการด้านอะไหล่และซ่อมบำรุงให้กับโรงไฟฟ้าบางปะกงอีกด้วย

GE ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 ปัจจุบัน 30% ของไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดในประเทศ มาจากอุปกรณ์ของจีอี ก๊าซ พาวเวอร์ โดยมีการใช้กังหันก๊าซของจีอีมากกว่า 100 เครื่อง และจีอียังเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ดำเนินธุรกิจด้านต่างๆ รวมถึงธุรกิจพลังงาน การบิน และการดูแลสุขภาพ

เกี่ยวกับ GE Gas Power

GE Gas Power เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยี บริการ และโซลูชั่นบริหารจัดการพลังงานก๊าซธรรมชาติ ด้วยนวัตกรรมที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และการทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เราผลิตพลังงานที่ล้ำหน้า สะอาดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน นอกจากนี้ เรายังสร้างสรรค์เทคโนโลยีพลังงาน แห่งอนาคตด้วย ด้วยฐานผู้ใช้งานกังหันก๊าซที่ใหญ่ที่สุดของโลก และชั่วโมงทำงานว่า 670 ล้านชั่วโมงทั่วฐานกำลังของจีอี เราส่งมอบเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า และประสบการณ์หาที่เปรียบไม่ได้ในอุตสาหกรรม ทั้งในการสร้าง ดำเนินการ และบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซชั้นนำ

หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.gepower.com.  หรือติดตามข่าวสารได้ทาง Twitter @GE_Power และ LinkedIn

GE Gas Power เป็นส่วนหนึ่งของ GE Vernova ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจด้านพลังงาน พลังงานหมุนเวียน บริการดิจิทัล และบริการทางการเงินด้านพลังงาน ที่มุ่งสนับสนุนการปรับเปลี่ยนของลูกค้าในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทั่วโลก


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีสำคัญในปี 2566

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 15 ธันวาคม 2565 – การ์ทเนอร์ อิงค์ ประกาศ 10 เทรนด์เทคโนโลยีมาแรงที่องค์กรธุรกิจต้องจับตาและศึกษา เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในปี 2566

ฟราสซิส คารามูซิส รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เพื่อยกระดับสถานะทางการเงินในช่วงเศรษฐกิจผันผวนขององค์กร ผู้บริหารและผู้นำด้านไอทีทั้งหลายต้องมองการณ์ไกลกว่าแค่การประหยัดต้นทุนไปสู่รูปแบบการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพใหม่ ๆ ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งการทำดิจิทัล ทรานส์ฟอร์มเมชันอย่างต่อเนื่อง โดยแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่มาแรงในปี 2566 จะพัฒนาขึ้นมาจากสามธีมหลัก ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimize) การปรับขยาย (Scale) และการเป็นผู้ริเริ่ม (Pioneer) ที่เทคโนโลยีสามารถช่วยองค์กรธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพความยืดหยุ่นในการดำเนินงานหรือสร้างความเชื่อมั่น พร้อมปรับขยายโซลูชันและส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะ และริเริ่มรูปแบบการมีส่วนร่วม การตอบสนองใหม่ ๆ ที่รวดเร็ว หรือสร้างโอกาสให้ธุรกิจได้”

เดวิด กรูมบริดจ์ นักวิจัยอาวุโสของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “อย่างไรก็ตามในปีหน้านี้ การส่งมอบเทคโนโลยีจะไม่เพียงพออีกต่อไป เนื่องด้วยธีมเหล่านี้ต่างได้รับผลกระทบจากความคาดหวังและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (หรือ ESG) ซึ่งหมายถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการใช้เทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ในทุกการลงทุนทางเทคโนโลยีจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และต้องคำนึงถึงคนรุ่นต่อ ๆ ไปในอนาคต “Sustainable by Default หรือความยั่งยืนเป็นพื้นฐาน” เป็นเป้าหมายในการนำเทคโนโลยียั่งยืนมาใช้”

10 แนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่มาแรงในปี 2566 มีดังนี้

ความยั่งยืน (Sustainability)

ความยั่งยืนครอบคลุมเทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ทั้งหมดในปี 2566 จากการสำรวจของการ์ทเนอร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารไอทีมองว่าการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในขณะนี้มีความสำคัญสูงสุดติดสามอันดับแรกสำหรับนักลงทุน รองจากเรื่องของผลกำไรและรายได้ นั่นหมายความว่าผู้บริหารต้องลงทุนมากขึ้นกับนวัตกรรมโซลูชันที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับตอบโจทย์ความต้องการด้าน ESG และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ซึ่งองค์กรธุรกิจจำเป็นต้องมีกรอบการทำงานด้านเทคโนโลยีที่ยั่งยืนใหม่ ที่เพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและวัสดุอุปกรณ์ของบริการไอที ที่จะช่วยทำให้องค์กรมีความยั่งยืนผ่านเทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ ความสามารถในการตรวจสอบแบบย้อนกลับ การวิเคราะห์ พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีเอไอ และปรับใช้โซลูชันไอทีเพื่อช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนตามที่วางแผนไว้

ธีมที่ 1 การริเริ่ม (Pioneer)

เมตาเวิร์ส (Metaverse)

การ์ทเนอร์กำหนดให้ Metaverse เป็นพื้นที่จำลอง 3 มิติเสมือนจริง ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนมาใช้งานร่วมกัน สร้างขึ้นจากการผสานรวมโลกความเป็นจริงทางกายภาพและดิจิทัลไว้ด้วยกัน ซึ่ง Metaverse จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมอบประสบการณ์ที่สมจริงยิ่งขึ้น การ์ทเนอร์คาดว่า Metaverse ที่สมบูรณ์ไม่ได้ขึ้นกับอุปกรณ์และจะไม่มีใครเป็นผู้จำหน่ายหรือเจ้าของแต่ผู้เดียว แต่จะมีระบบเศรษฐกิจเสมือนของตัวเอง โดยใช้สกุลเงินดิจิทัลและโทเค็นที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (NFTs) ภายในปี 2570 การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่ามากกว่า 40% ขององค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลกจะใช้เทคโนโลยีผสมผสานกัน เช่น Web3, AR Cloud และ Digital Twins ในโครงการใด ๆ บน Metaverse โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ 

ซูเปอร์แอป (Superapps)

ซูเปอร์แอปรวมคุณสมบัติของแอป แพลตฟอร์ม และระบบนิเวศไว้ในแอปพลิเคชันเดียว นอกจากมีฟังก์ชันต่าง ๆ ครบครันในแอปแล้ว ยังเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้กับบุคคลอื่นได้สร้างสรรค์พัฒนาและเปิดตัวมินิแอป ภายในปี 2570 การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าในแต่ละวันประชากรโลกมากกว่า 50% จะใช้ซูเปอร์แอปหลายตัว

“แม้ตัวอย่างส่วนใหญ่ของ Superapps จะเป็นแอปในมือถือ แต่แนวคิดนี้ยังสามารถนำไปใช้กับแอปพลิเคชันของลูกค้าบนเดสก์ท็อป อาทิ Microsoft Teams และ Slack ด้วยปัจจัยสำคัญก็คือ Superapp สามารถรวมและแทนที่แอปหลากหลายเพื่อให้ลูกค้าหรือพนักงานได้ใช้งาน” คารามูซิส กล่าว

AI ที่ปรับเปลี่ยนได้ (Adaptive AI)

ระบบ AI ที่ปรับเปลี่ยนได้ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาโมเดลขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่องและเรียนรู้ภายในช่วงเวลาการทำหรือใช้งานและอยู่ในสภาพแวดล้อมของการพัฒนา โดยอาศัยฐานข้อมูลใหม่เพื่อปรับระบบให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามสถานการณ์จริงที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้หรือที่ไม่ได้เตรียมไว้ในระหว่างการพัฒนาครั้งแรก ซึ่งตอบโจทย์การให้ฟีดแบคแบบเรียลไทม์ สามารถปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ได้แบบไดนามิกและตรงตามเป้าหมาย ทำให้เหมาะสมสำหรับการดำเนินงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมภายนอกหรือการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายขององค์กรที่ต้องการการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ธีมที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimize)

ระบบภูมิคุ้มกันดิจิทัล (Digital Immune System)

76% ของทีมที่รับผิดชอบผลิตภัณฑ์ดิจิทัลในเวลานี้มีหน้าที่สร้างรายได้ให้ธุรกิจด้วยเช่นกัน ผู้บริหารไอทีกำลังมองหาแนวทางปฏิบัติและวิธีการใหม่ ๆ ที่สามารถให้ทีมงานนำมาปรับใช้เพื่อส่งมอบคุณค่าทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นได้ พร้อมลดความเสี่ยงและเพิ่มความพึงพอใจแก่ลูกค้า โดยมีระบบภูมิคุ้มกันดิจิทัลอยู่ในแผนงานดังกล่าว

ภูมิคุ้มกันดิจิทัลรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน การทดสอบอัตโนมัติและการทดสอบในสภาวะสุดขั้ว การแก้ปัญหาอัตโนมัติ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ภายในการดำเนินงานด้านไอที และการรักษาความปลอดภัยในห่วงโซ่อุปทานของแอปพลิเคชัน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความเสถียรให้แก่ระบบ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2568 องค์กรที่ลงทุนในการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลจะลดการหยุดทำงานของระบบได้มากถึง 80% และนั่นคือการแปลงเป็นรายได้กลับมาสู่องค์กรได้สูงขึ้น

การสังเกตประยุกต์ (Applied Observability)

ข้อมูลการสังเกต (Observable Data) ได้สะท้อนถึงสิ่งประดิษฐ์ดิจิทัล เช่น บันทึก การติดตาม การเรียก API เวลาที่ใช้ไป การดาวน์โหลดและการถ่ายโอนไฟล์ ที่จะปรากฏขึ้นเมื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดำเนินการใด ๆ ความสามารถในการสังเกตประยุกต์ใช้ดึงข้อมูลสิ่งประดิษฐ์ที่สังเกตได้เหล่านี้กลับมาในแนวทางที่มีการประสานและบูรณาการอย่างสูงเพื่อเร่งการตัดสินใจขององค์กรธุรกิจ

คารามูซิส กล่าวว่า “การสังเกตประยุกต์ช่วยให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลสิ่งประดิษฐ์ของตนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งมีประสิทธิภาพมาก เพราะช่วยยกระดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของข้อมูลที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม สำหรับดำเนินการอย่างรวดเร็วตามการกระทำของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับการยืนยันมากกว่าความตั้งใจ เมื่อวางแผนอย่างมีกลยุทธ์และดำเนินการได้สำเร็จ ความสามารถในการสังเกตที่นำไปใช้จะเป็นแหล่งข้อมูลที่ทรงพลังที่สุดในการตัดสินใจสำหรับขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล”

AI Trust การจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัย (AI Trust, Risk and Security Management)

หลาย ๆ องค์กรยังเตรียมการได้ไม่ดีพอในการจัดการความเสี่ยงด้าน AI จากการสำรวจของการ์ทเนอร์ในประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเยอรมนี พบว่า 41% ขององค์กรต่างประสบปัญหาการละเมิดความเป็นส่วนตัวหรือมีเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยที่เกิดจาก AI อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจเดียวกันนี้ยังพบว่าองค์กรที่จัดการความเสี่ยง ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัย AI อย่างจริงจังนั้น ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นกับโครงการ AI โดยส่วนใหญ่เปลี่ยนสถานะจากไอเดียที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว (Proof of Concept) ไปสู่การผลิตและสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้มากกว่าโครงการ AI ในองค์กรที่ไม่ได้จัดการฟังก์ชันเหล่านี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ

องค์กรต้องนำความสามารถใหม่ ๆ มาใช้ เพื่อให้แน่ใจว่าแบบจำลองมีความเสถียร เชื่อถือได้ มีความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูล โดย AI Trust การจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัย (หรือ TRiSM) กำหนดให้ผู้เข้าร่วมจากแผนกต่าง ๆ ในองค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้เพื่อนำมาตรการใหม่นี้มาปรับใช้

ธีมที่ 3 การปรับขยาย (Scale)

แพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับภาคอุตสาหกรรม (Industry Cloud Platforms)

แพลตฟอร์มคลาวด์ของภาคอุตสาหกรรมนำเสนอบริการ SaaS แพลตฟอร์มเป็นบริการ (หรือ PaaS) และโครงสร้างพื้นฐานเป็นบริการ (IaaS) อย่างผสมผสาน ด้วยชุดการทำงานแบบแยกส่วนเฉพาะอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการใช้งานของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ องค์กรต่าง ๆ สามารถใช้ความสามารถที่บรรจุไว้ของแพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับภาคอุตสาหกรรมเป็นส่วนประกอบในการสร้างสรรค์ไอเดียทางธุรกิจดิจิทัลที่ไม่เหมือนใครและแตกต่างได้ พร้อมยังมีความคล่องตัว มีนวัตกรรมล้ำสมัย และลดระยะเวลาการนำออกสู่ตลาด โดยไม่ต้องล็อคอินเพื่อเปิดใช้งาน

ภายในปี 2570 การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าองค์กรมากกว่า 50% จะใช้แพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับภาคอุตสาหกรรมเพื่อเร่งการดำเนินโครงการใหม่ ๆ ของธุรกิจ

แพลตฟอร์มวิศวกรรม (Platform Engineering)

แพลตฟอร์มวิศวกรรมเป็นแนวทางการสร้างและปฏิบัติงานบนแพลตฟอร์มภายในของนักพัฒนาแบบทำได้ด้วยตนเอง เพื่อการส่งมอบซอฟต์แวร์และจัดการกระบวนการพัฒนาได้อย่างครบวงจร โดยเป้าหมายของแพลตฟอร์มวิศวกรรม คือ การเพิ่มประสิทธิภาพด้านประสบการณ์ของนักพัฒนาและเร่งการส่งมอบคุณค่าแก่ลูกค้าของทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า 80% ขององค์กรด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์จะจัดตั้งทีมดูแลแพลตฟอร์มภายในปี 2569 และ 75% จะรวมพอร์ทัลการใช้งานด้วยตนเองสำหรับนักพัฒนา

การรับรู้ถึงคุณค่าของระบบไร้สาย (Wireless Value Realization)

แม้ว่าจะไม่มีเทคโนโลยีใดเข้ามาครอบครองตลาด แต่องค์กรธุรกิจต่าง ๆ จะใช้โซลูชันไร้สายที่หลากหลายเพื่อรองรับกับทุกสภาพแวดล้อม ตั้งแต่ Wi-Fi ในสำนักงาน ผ่านบริการในอุปกรณ์พกพา ไปจนถึงบริการที่ใช้พลังงานต่ำ และแม้กระทั่งการเชื่อมต่อวิทยุ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2568 60% ขององค์กรจะใช้เทคโนโลยีไร้สาย 5 อย่างขึ้นไปพร้อม ๆ กัน

เมื่อเครือข่ายพัฒนาก้าวหน้าไปไกลมากกว่าแค่การเชื่อมต่อ เครือข่ายจะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกโดยใช้การวิเคราะห์ในตัวและระบบที่ใช้พลังงานต่ำจะสะสมพลังงานไว้ได้โดยตรงจากเครือข่าย นั่นหมายความว่าเครือข่ายจะกลายเป็นแหล่งที่มาของมูลค่าทางธุรกิจโดยตรง

เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์มาแรงที่เปิดเผยล่าสุดในปีนี้นั้นตอกย้ำให้เห็นแนวโน้มเทคโนโลยีที่ผลักดันให้เกิดการหยุดชะงักและสร้างโอกาสสำคัญให้ธุรกิจไปอีก 5-10 ปีข้างหน้า ลูกค้าของการ์ทเนอร์ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ใน รายงานพิเศษของการ์ทเนอร์  “Top Strategic Technology Trends for 2023.”

เกี่ยวกับ Gartner IT Symposium/Xpo

ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจะได้เรียนรู้วิธีการใช้งานระบบอัตโนมัติ รวมถึงแนวทางการปรับใช้กับเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ เพื่อยกระดับองค์กรไปอีกขั้น ในงาน  Gartner IT Symposium 2022 ติดตามข้อมูลข่าวสาร รูปภาพ และวิดีโอต่าง ๆ จากงานฯ ได้ที่ ผ่านทาง Twitter โดยติดแฮชแท็ก #GartnerSYM หรือที่ Gartner Newsroom หรือ LinkedIn.

รายละเอียดการจัดงานประชุมสัมมนา Gartner IT Symposium/Xpo ประกอบด้วย

October 31-November 2 | Tokyo, Japan

November 7-10 | Barcelona, Spain

November 14-16 | India

เกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของการ์ทเนอร์

แนวทางการปฏิบัติด้านไอทีของการ์ทเนอร์ช่วยให้ซีไอโอและผู้นำด้านไอทีมีข้อมูลเชิงลึกและเครื่องมือในการขับเคลื่อนองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การเติบโตทางธุรกิจ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gartner.com/en/information-technology

ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจาก Gartner for IT Executives ได้ทาง Twitter และ LinkedIn หรือเยี่ยมชม IT Newsroom สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Exit mobile version