Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มจพ. MOU กับวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก

รศ.ดร.ไพโรจน์ สถิรยากร คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พร้อมด้วย รศ.ดร.บัณฑิต สุขสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และผศ.ดร.สุชัญญา โปษยะนันทน์ รองคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เข้าร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ บาทหลวงพรจิต  พูลวิทยกิจ, SDB อธิการวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก พร้อมด้วยบาทหลวงมณฑล  โรจนสุทัศนกุล, SDB ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก และบรอเดอร์จิตติ อุปการ, SDB รองผู้อำนวยการและที่ปรึกษาแผนกไฟฟ้ากำลัง วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2566 เวลา 10.00 . หอประชุมวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก เขตราชเทวี กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนพัฒนานวัตกรรม งานวิจัยและเทคโนโลยีด้านการจัดการศึกษา และพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่ายให้มีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรม งานวิจัยและเทคโนโลยีด้านการจัดการศึกษา ด้วยการจัดฝึกอบรมสัมมนาและการเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญา รวมทั้งการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู  

หลังจากเสร็จพิธีลงนามผู้บริหารและคณาจารย์จากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มจพ. ได้เข้าเยี่ยมชมการเรียนการสอนของแผนกต่างๆ ของวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก

ประจักษ์เวช ข่าวภาพ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อะโดบีโซลูชั่น Adobe Substance 3D ช่วยแบรนด์ค้าปลีกและแฟชั่นสร้าง Prototype ยกระดับประสบการณ์ 3D Content

ซานโฮเซ่, แคลิฟอร์เนีย — 25 มกราคม 2566 — อะโดบี (Nasdaq:ADBE) จัดแสดงโซลูชั่น Substance 3D สำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีกและแฟชั่น พร้อมเปิดเผยรายชื่อลูกค้าใหม่ ได้แก่ Amazon, Louis Vuitton และ Burberry โดยอีโคซิสเต็มส์การออกแบบ 3D ของอะโดบีประกอบด้วย 5 แอปพลิเคชั่น ได้แก่ Substance 3D Stager, Sampler, Designer, Painter และ Modeler ซึ่งช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถพลิกโฉม Value Chain ของธุรกิจ ตั้งแต่ขั้นตอนการคิดคอนเซ็ปต์และสร้างต้นแบบ ไปจนถึงการตลาด อี-คอมเมิร์ซ และประสบการณ์แบบเสมือนจริงที่แปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค

อุตสาหกรรมค้าปลีกและแฟชั่นอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ขณะเดียวกันต้องเผชิญกับความต้องการผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นของผู้บริโภคในแต่ละฤดูกาล รวมถึงแรงกดดันในการดำเนินงานที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น  แบรนด์สมัยใหม่จำเป็นต้องปรับขีดความสามารถในการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ให้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า  แอปพลิเคชั่น Substance 3D ของอะโดบี ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้พัฒนาเกมชั้นนำ กำลังพลิกโฉมหน้าของอุตสาหกรรมค้าปลีกและแฟชั่น โดยแบรนด์ระดับโลกอย่างเช่น Lowe’s Home Improvement, Amazon, HUGO BOSS, Louis Vuitton, H&M และ Burberry ได้ปรับใช้โซลูชั่น Substance 3D เพื่อปรับปรุงการออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการแสดงผลภาพ ตลอดจนเร่งการสร้างเนื้อหาดิจิทัลคอนเทนต์ในขอบเขตที่กว้างมากขึ้น

ด้วยการใช้แอปพลิเคชั่น Substance 3D ทีมงานฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์และการตลาดจึงสามารถสร้างและทำซ้ำชิ้นงานใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องสุ่มตัวอย่างและจัดส่งเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ หรือแคตตาล็อกผลิตภัณฑ์ โดยต้นแบบและงานดีไซน์ 3D ที่ดูสมจริงช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่วยให้ทีมงานสามารถทุ่มเทให้กับงานออกแบบสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่  เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากร และช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถโฟกัสไปที่การนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภค เช่น ห้องลองเสื้อผ้าเสมือนจริง โซลูชั่นสำหรับ personalized e-commerce และอื่นๆ อีกมากมาย

จอห์น-แดเนียล ไอแซคสัน ผู้พัฒนากระบวนการออกแบบของ H&M กล่าวว่า “ประโยชน์ของการใช้วัสดุ Substance ใน CLO สำหรับชิ้นงานที่ทำอยู่ และความสามารถในการเปลี่ยนแปลงค่าพารามิเตอร์ของวัสดุระหว่างที่กำลังดำเนินการนับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่อย่างแท้จริง”

ไมค์ จิล ผู้จัดการฝ่ายผลิตโฆษณาของ Lowe’s Home Improvement กล่าวว่า “เครื่องมือ Adobe Substance 3D นำเสนอภาพ CGI คุณภาพสูงสำหรับโมเดล 3D และฉากในห้อง  ด้วยการใช้ความเชี่ยวชาญและความใส่ใจในรายละเอียด เราจึงสามารถพัฒนากระบวนการที่มีความคล่องตัวสูง ซึ่งในทางกลับกันทำให้เราทำงานได้เสร็จเร็วขึ้นและต้นทุนต่ำลง”

ดูราย มูรูกัน วีระสามี ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการ 3D ของ Amazon กล่าวว่า “Adobe Substance 3D เป็นองค์ประกอบสำคัญในเวิร์กโฟลว์การผลิตชิ้นงาน 3D ของเรา เวิร์กโฟลว์ที่สอดคล้องกันอย่างกลมกลืนมีข้อดีมากมาย ช่วยให้เราสามารถสร้างองค์ประกอบ 3D ที่เปลี่ยนภาพและวิดีโอแบบพาสซีฟให้กลายเป็นประสบการณ์แบบแอคทีฟที่ลูกค้าสามารถปรับแต่งให้เหมาะกับความต้องการของตนเองได้”

โซลูชั่น Substance 3D ของอะโดบีสำหรับธุรกิจค้าปลีกและแฟชั่นประกอบด้วยแอปพลิเคชั่นต่อไปนี้:

  • Substance 3D Stager: สตูดิโอเสมือนจริงที่มีอุปกรณ์ครบครันของอะโดบีช่วยให้นักออกแบบสามารถสร้างฉาก 3D เต็มรูปแบบ รวมไปถึงองค์ประกอบต่างๆ วัสดุ แสง และกล้อง  ด้วยการควบคุมงานสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด แบรนด์ต่างๆ จึงสามารถสร้างสภาพแวดล้อมแบบกำหนดเองได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคออนไลน์สามารถดูผลิตภัณฑ์ในบริบทที่เกี่ยวข้องได้อย่างสมจริง เช่น ซูมเข้า-ออกเพื่อวัดขนาดของโซฟา หรือซูมเข้าเพื่อตรวจดูว่าพื้นผิวมีความสวยงามอย่างที่ผู้บริโภคต้องการหรือไม่
  • Substance 3D Sampler: รูปภาพในชีวิตจริง (Real-life picture) สามารถเปลี่ยนเป็นวัสดุและแบบจำลองที่แม่นยำทางกายภาพได้อย่างง่ายดาย ด้วยฟีเจอร์ที่ช่วยประหยัดเวลาซึ่งขับเคลื่อนด้วย Adobe Sensei  หากต้องการปรับเปลี่ยนคอลเลกชั่นตามฤดูกาล นักออกแบบก็สามารถนำเอาเนื้อผ้ายอดนิยมที่สร้างไว้ใน Sampler กลับมาใช้ใหม่ทำให้สร้างผลิตภัณฑ์เพิ่มได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับเทรนด์ใหม่ตามที่คาดการณ์ไว้
  • Substance 3D Designer: เครื่องมือมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับการสร้างวัสดุโดยใช้ค่าพารามิเตอร์ ช่วยให้สามารถสร้างวัสดุและแพทเทิร์นได้อย่างไร้รอยต่อ  ในการทำงานกับวัสดุต่างๆ เช่น หนัง แบรนด์เครื่องแต่งกายจะสามารถเลือกสี ลายผ้าแบบ grain direction และความสม่ำเสมอ ระดับความหยาบหรือเรียบ และระดับการสึกหรอ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ดูมีชีวิตชีวา
  • Substance 3D Painter: แอปสร้างพื้นผิว 3D ที่จำเป็นของอะโดบีช่วยให้นักออกแบบสามารถสร้างรายละเอียดพื้นผิวที่สมจริงเป็นพิเศษด้วย Smart Materials แบรนด์ต่างๆ จะสามารถจำลองพฤติกรรมของวัสดุในชีวิตจริง ซึ่งรวมถึงการเคลือบเงา การทำให้หมอง หรือการเคลือบใส เพื่อแสดงรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สามารถแสดงแบบรองเท้า ตั้งแต่สภาพหนังแรกเริ่มตอนจดสิทธิบัตรไปจนถึงหนังที่เสื่อมสภาพ
  • Substance 3D Modeler: เครื่องมือที่ยืดหยุ่นและใช้งานง่ายสำหรับการร่างภาพสเก็ตช์และกำหนดแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ในเวิร์กโฟลว์แบบไฮบริด ซึ่งใช้งานร่วมกับ VR และงานครีเอทีฟบนเดสก์ท็อปแบบเก่าเข้าไว้ด้วยกัน  แบรนด์ต่างๆ จะสามารถสร้างต้นแบบเสมือนจริงแบบ clay model เพื่อสร้างชิ้นงานออกแบบที่ไร้ขีดจำกัด ตั้งแต่ของเล่นชิ้นใหม่ ไปจนถึงหูฟัง กระเป๋าถือ และอื่นๆ
  • Substance 3D Assets Library: บูรณาการและเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่น Substance 3D ทั้งหมด ไลบรารี 3D Assets เป็นที่รวบรวมวัตถุ แสง และวัสดุที่พร้อมใช้ในงานดีไซน์มากกว่า 15,000 รายการ ซึ่งสร้างสรรค์โดยผู้เชี่ยวชาญและศิลปินรับเชิญระดับโลก ช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถพัฒนาและปรับแต่งรันเวย์ ฉากถ่ายทำ และสตูดิโอเสมือนจริงได้อย่างรวดเร็ว

เซบาสเตียน เดอกีย์ รองประธานและหัวหน้าฝ่าย 3D ของอะโดบี กล่าวว่า “อีโคซิสเต็มส์ของ Substance 3D ช่วยให้นักออกแบบสามารถสร้างพื้นผิวและเรนเดอร์ภาพได้อย่างง่ายดายและเป็นธรรมชาติ  ปัจจุบันผู้ค้าปลีกและธุรกิจอี-คอมเมิร์ซกำลังมองหาเครื่องมือ 3D เพื่อตอบสนองความต้องการสำหรับดิจิทัลคอนเทนต์ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยชุดแอป Substance 3D ของอะโดบีสำหรับธุรกิจค้าปลีกและแฟชั่นจะช่วยพลิกโฉมขั้นตอนการสร้างคอนเทนต์ ปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์ และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับภาคธุรกิจนี้”

สร้างคอนเทนต์ในรูปแบบ 3D ช่วยลดเวลาในการผลิตงานครีเอทีฟ ลดการใช้ทรัพยากร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้อย่างมาก  รายงาน Pfeiffer ฉบับล่าสุดระบุว่า บริษัทต่างๆ ที่ใช้เวิร์กโฟลว์ 3D แทนการถ่ายภาพจริง ช่วยลดชั่วโมงทำงานและการใช้ทรัพยากรได้ถึง 90% นอกจากนั้น Substance 3D Sustainability Calculator ของอะโดบี ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ ช่วยให้องค์กรธุรกิจประเมินได้ว่าการปรับเปลี่ยนโครงงานไปสู่ 3D จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่เร็วขึ้นและประหยัดมากขึ้น ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  ด้วยการลดความสิ้นเปลืองในการสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบของจริง นักออกแบบจะสามารถทุ่มเทให้กับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ การส่งมอบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้แก่ผู้บริโภค

ที่งานสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งชาติ (National Retail Federation – NRF) อะโดบีได้แสดงการเติบโตของฐานธุรกิจในส่วนของอุตสาหกรรมค้าปลีก โดยเทคโนโลยีของอะโดบีทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และกว่า 85% ของผู้ค้าปลีกชั้นนำ 100 รายในสหรัฐฯ ไว้วางใจเลือกใช้คอมเมิร์ซโซลูชั่นของอะโดบีเพื่อรองรับการดำเนินงาน

เกี่ยวกับอะโดบี

อะโดบีกำลังเปลี่ยนแปลงโลกผ่านประสบการณ์ดิจิทัล ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.adobe.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ บทความพิเศษ

อีริคสันเปิด 10 เทรนด์ผู้บริโภคมาแรง: ชีวิตในอนาคตท่ามกลางผลกระทบจากสภาพอากาศ (Life in a Climate-Impacted Future)

ประมาณ 99% ของกลุ่มผู้นำกระแสด้านเทคโนโลยีทั่วโลกกว่า 15,000 ราย ที่ให้ข้อมูลกับอีริคสัน (NASDAQ: ERIC) กล่าวว่า ภายในปี ค.ศ.2030 การใช้อินเทอร์เน็ตและโซลูชั่นการเชื่อมต่อจะเป็นแบบเชิงรุก ที่แต่ละคนจะรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนที่เจาะจงมากขึ้น โดยสถิตินี้อยู่ในผลการวิจัยประจำปีล่าสุด 10 Hot Consumer Trends จาก Ericsson ConsumerLab ซึ่งในปีนี้ให้ชื่อเรียกว่า Life in a Climate-Impacted Future (ชีวิตในโลกอนาคตที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ)

รายงานที่เผยแพร่ในเดือนมกราคมปีนี้ เป็นฉบับที่ 12 ที่ให้ภาพรวมของข้อกังวล ความคาดหวังของผู้บริโภค ตลอดจนความคิดเห็นในการใช้เทคโนโลยีส่วนบุคคลสำหรับรับมือกับปัญหาด้านสภาพอากาศในปี ค.ศ.2030

83% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าอุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 1.5 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่านั้น (สูงกว่าระดับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม) ซึ่งเกินขีดจำกัดตามข้อตกลงระหว่างประเทศ อันทำให้เกิดสภาวะอากาศแบบสุดขั้วและมีแนวโน้มสร้างผลกระทบเชิงลบ

55% ของผู้ใช้ในกลุ่ม Early Adopters ในเขตเมืองใหญ่ เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลเสียต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา และเตรียมมุ่งไปใช้โซลูชั่นการเชื่อมต่อต่าง ๆ เป็นมาตรการรับมือ

ข้อกังวลหลัก ๆ ของผู้บริโภค ได้แก่ ค่าครองชีพ การเข้าถึงแหล่งพลังงานและทรัพยากร รวมถึงความต้องการการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ในเวลาที่เกิดความปั่นป่วนและสภาพอากาศแปรปรวน โดย 59% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่า ในช่วงทศวรรษ 2030 นวัตกรรมและเทคโนโลยีจะมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อรับมือกับความท้าทายในชีวิตประจำวันที่มาจากผลการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ผู้ใช้ AR VR และผู้ช่วยดิจิทัล (Digital Assistances) กลุ่มผู้นำกระแสกว่า 15,000 รายใน 30 เมืองทั่วโลก ได้รับการสอบถามเพื่อประเมินถึงแนวคิดของบริการดิจิทัล 120 รายการ ครอบคลุม 15 ด้าน ตั้งแต่ความพยายามปรับตัวในการใช้ชีวิตประจำวันที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ ไปจนถึงวิธีการรับมือกับเหตุการณ์สภาพอากาศอันเลวร้าย

ผู้เชี่ยวชาญของ Ericsson ConsumerLab ได้รวบรวมข้อมูลและสรุปเป็น 10 เทรนด์มาแรงของผู้บริโภค

แม็กนัส โฟรไดห์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยของอีริคสัน กล่าวว่า “ผู้บริโภคระบุชัดเจนว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เชื่อถือได้และมีความยืดหยุ่นมีความสำคัญสูงสุดต่อการใช้ชีวิตประจำวันของพวกเขา และพวกเขากำลังมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากคาดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่รุนแรงและมีผลกระทบเชิงลบจะกลายเป็นเรื่องปกติยิ่งขึ้น ผู้บริโภคไม่คาดหวังว่าการเชื่อมต่อที่จำเป็นนั้นจะต้องเกิดขึ้นในระดับโลก แต่อย่างน้อยก็ขอให้เกิดขึ้นโดยเร็ว”

ผู้ใช้กลุ่มผู้นำกระแสส่วนใหญ่ไม่เพียงแต่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเกิดขึ้น แต่ยังมั่นใจว่ามันจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาในช่วงทศวรรษ 2030 มากกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ แม้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าความสนใจด้านเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตส่วนตัวจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเลือกใช้บริการใด ๆ เป็นอันดับต้น ๆ อย่างที่เราทราบในปัจจุบันว่าพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ นั้น

มีความเป็นไปได้ที่อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ วิธีหรือรูปแบบการทำงานของเรา ระยะเวลาการทำงานและสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน

ตัวอย่างเช่น เวลาการทำงานที่ไม่อิงตาม ‘หน้าปัดนาฬิกา’ แบบเดิม เข้างาน 9 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น และงานประจำที่ต้องทำทุกวัน ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญก่อให้เกิดเทรนด์ใหม่ของการทำงานที่ไม่เร่งรีบ หรือ No-Rush Mobility สังคมการทำงานที่ถูกกำหนดจากการใช้พลังงานสูงสุดหรือต่ำสุดแทนเวลาตามเข็มนาฬิกาอาจกลายเป็นเรื่องปกติทั่วไป

ผู้ตอบแบบสอบถามยังคาดหวังว่าบทบาทของ AI จะขยายไปสู่พฤติกรรมของผู้บริโภค ดังที่ระบุไว้ในเทรนด์ Less Is More Digital เช่น เพื่อช่วยลดผลกระทบจากการบริโภควัสดุแก่ผู้ซื้อ โดยใช้ทางเลือกดิจิทัลแทนผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้

ผู้ร่วมเขียนรายงาน ซาราห์ ธอร์สัน หัวหน้าฝ่ายพัฒนาแนวคิดของ Ericsson ConsumerLab พูดถึงเทรนด์ Smart Water โดยระบุว่า “การใช้น้ำอาจเปลี่ยนไปอย่างมากเช่นกัน หากการปันส่วนแพร่หลายมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ประมาณหกสิบสี่เปอร์เซ็นต์ของผู้นำกระแส (Early Adopters) คาดว่าในทศวรรษ 2030 การจัดสรรการใช้น้ำรายเดือนให้แก่ประชาชนทั้งหมดจะใช้กฎกติกาดิจิทัล”

ดร.ไมเคิล บียอร์น หัวหน้าฝ่าย Research Agenda ของ Ericsson Consumer และ IndustryLab และผู้ขับเคลื่อนรายงาน 10 Hot Consumer Trends ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี ค.ศ. 2011 กล่าวว่า ผู้บริโภคยังเล็งเห็นถึงความเสี่ยงจากการใช้โซลูชั่นที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อสภาพอากาศแบบผิด ๆ

“กระแส Climate Cheaters เน้นให้เห็นถึงการรับรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎด้วยกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ ที่อาจจะฝืนความรู้สึกแต่เป็นความจริงอย่างมากที่อาจมีการโกงเพื่อเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อสภาพอากาศ เช่น การจ่ายบิลหรือการบันทึกข้อมูล เมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้ตอบแบบสำรวจประมาณ 72% คาดว่าจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเลี่ยงข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวในระยะสั้น ประเด็นนี้เป็นการเตือนจริงจังเกี่ยวกับความสำคัญของการมุ่งเน้นไปที่ความน่าเชื่อถือของบริการอย่างต่อเนื่อง” 

THE TRENDS

  1. Cost Cutters
    บริการดิจิทัลจะช่วยให้ผู้บริโภคควบคุมค่าอาหาร พลังงาน และค่าเดินทางในสถานการณ์สภาพอากาศที่ไม่แน่นอน มากกว่า60%ของกลุ่มผู้นำกระแสในเขตเมืองแสดงความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นในอนาคต
  2. Unbroken Connections
    การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เชื่อถือได้และมีความยืดหยุ่นจะมีความสำคัญมากขึ้นหากและเมื่อมีเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงเพิ่มขึ้น โดย80%ของกลุ่มผู้นำกระแสในเขตเมืองเชื่อว่าหากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติจะมีตัวระบุตำแหน่งสัญญาณอัจฉริยะที่แสดงพื้นที่ครอบคลุมอย่างเหมาะสมในทศวรรษ 2030
  3. No-RushMobility
    ตารางเวลาที่เคร่งครัดอาจกลายเป็นเรื่องของเมื่อวานนี้ เมื่อความหมายของความยืดหยุ่นเปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากกฎระเบียบด้านสภาพอากาศและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ประมาณ 68% ของผู้ตอบแบบสำรวจจะวางแผนกิจกรรมโดยใช้ตัวกำหนดตารางเวลาที่เพิ่มประสิทธิภาพตามต้นทุนด้านพลังงาน ไม่ใช่ประสิทธิภาพด้านเวลา
  4. S(AI)fekeepers
    คาดว่าAI จะเป็นขุมพลังสำคัญให้กับบริการที่คอยปกป้องผู้บริโภคในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนและคาดการณ์ไม่ได้เพิ่มขึ้น โดยเกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มผู้นำกระแสในเขตเมืองกล่าวว่า พวกเขาจะใช้ระบบเตือนภัยสภาพอากาศส่วนบุคคลเพื่อความปลอดภัยของตนเอง
  5. New WorkingClimate
    ข้อจำกัดด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลที่เร่งตัวขึ้นจะกำหนดรูปแบบกิจวัตรการทำงานในอนาคต เจ็ดในสิบคนคาดว่าผู้ช่วย AI ของบริษัทจะวางแผนการเดินทาง กำหนดภาระงาน และทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน
  6. Smart Water
    เนื่องจากน้ำจืดในทศวรรษ 2030 อาจเป็นของหายากขึ้น ผู้บริโภคจึงคาดหวังบริการน้ำที่มีความอัจฉริยะเพื่อเก็บและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ เกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มผู้นำกระแสในเมืองกล่าวว่าจะใช้เครื่องดักจับน้ำอัจฉริยะบนหลังคา ระเบียง และหน้าต่างที่เมื่อฝนตกก็เปิดเพื่อเก็บกักและทำความสะอาดน้ำฝน
  7. The Enerconomy
    บริการแบ่งปันพลังงานแบบดิจิทัลอาจช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่สูงขึ้นในทศวรรษ 2030 พลังงานอาจกลายเป็นสกุลเงินได้ เนื่องจาก 65% ของกลุ่มผู้นำกระแสในเมืองคาดว่าผู้บริโภคจะสามารถชำระค่าสินค้าและบริการเป็นหน่วยกิโลวัตต์/ชั่วโมง โดยใช้แอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่
  8. Less is moredigital
    การเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ดิจิทัลอาจกลายเป็นเครื่องหมายแสดงสถานะ เนื่องจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่เป็นวัตถุมากเกินความจำเป็น อาจทำให้ต้องเผชิญกับราคาแพงและถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม พฤติกรรมลดการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่เป็นวัตถุจะเร่งขยายตัวขึ้น เนื่องจากหนึ่งในสามของกลุ่มผู้นำกระแสในเมืองเชื่อว่าโดยส่วนตัวแล้วพวกเขาจะใช้แอปช็อปปิ้งที่แนะนำทางเลือกดิจิทัลแทนผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้
  9. Natureverse
    การสัมผัสธรรมชาติในเมืองโดยไม่ต้องเดินทางอาจเป็นเรื่องปกติในยุค 2030 เมื่อต้องอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่องและข้อจำกัดด้านการเดินทางที่อาจเกิดขึ้น สี่ในสิบของกลุ่มผู้นำกระแสในเมืองต้องการใช้บริการการเดินทางเสมือนจริงที่ช่วยให้พวกเขาได้สัมผัสกับเขตอนุรักษ์ธรรมชาติและเส้นทางบนภูเขาแบบเรียลไทม์ ประหนึ่งว่าพวกเขาได้อยู่ตรงนั้นเอง
  10. ClimateCheaters
    ผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าผู้บริโภคจะหาทางหลีกเลี่ยงความเข้มงวดของข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากราคาที่สูงขึ้นและการปันส่วนพลังงานและน้ำ กว่าครึ่งของกลุ่มผู้นำกระแสในเมืองคาดว่าแอปแฮ็คออนไลน์จะช่วยให้พวกเขาลักน้ำประปาหรือไฟฟ้าของเพื่อนบ้านมาใช้แบบผิดกฎหมาย

อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ 10 Hot Consumer Trends: Life in a Climate-Impacted Future report

กระบวนการจัดทำรายงาน

ข้อมูลเชิงลึกของรายงานอ้างอิงจากกิจกรรมการวิจัยทั่วโลกของ Ericsson ConsumerLab ซึ่งครอบคลุมมากกว่าหนึ่งในสี่ของศตวรรษ โดยใช้ข้อมูลจากแบบสำรวจออนไลน์ที่จัดทำขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2565 จากกลุ่มผู้นำกระแสที่ใช้ AR, VR และ Digital Assistant ใน 30 เมืองใหญ่ ได้แก่: กรุงเทพฯ เบอร์ลิน บรัสเซลส์ ไคโร ดัลลัสฟอร์ตเวิร์ธ เดลี จาการ์ตา โจฮันเนสเบิร์ก กัวลาลัมเปอร์ ลิสบอน ลอนดอน มาดริด เม็กซิโกซิตี้ ไมอามี มิลาน มิวนิก นิวยอร์ก ออสโล โรม ซานฟรานซิสโก เซา เปาโล เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ สตอกโฮล์ม ซิดนีย์ ไทเป โตเกียว โตรอนโต แวนคูเวอร์ และซูริค

Related links:
Ericsson: 10 Hot Consumer Trends 2030 – The Hybrid Mall
Ericsson: 10 Hot Consumer Trends 2030 – The Everyspace Plaza
Ericsson: 10 Hot Consumer Trends 2030 – Connected Intelligent Machines
Ericsson: 10 Hot Consumer Trends 2030 – The Internet of Senses

เกี่ยวกับอีริคสัน

อีริคสัน สนับสนุนผู้ให้บริการด้านการสื่อสารในการสร้างมูลค่าสูงสุดจากการเชื่อมต่อ กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทครอบคลุมเครือข่าย (Networks)  ซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์ (Cloud Software and Services) เทคโนโลยีและโซลูชั่นเครือข่ายไร้สายระดับองค์กร (Enterprise Wireless Solutions and Technologies) และธุรกิจใหม่ ๆ (New Businesses) และมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือลูกค้าให้มุ่งสู่ระบบดิจิทัล เพิ่มประสิทธิภาพ และมองหารายได้รูปแบบใหม่ การลงทุนเพื่อพัฒนานวัตกรรมของอีริคสันได้มอบประโยชน์จากระบบโทรศัพท์และเครือข่ายเคลื่อนที่ให้แก่ผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก อีริคสันจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ในกรุงสต็อกโฮล์ม และใน NASDAQ นครนิวยอร์ค ติดตามข้อมูลข่าวสารของอีริคสันได้ที่ www.ericsson.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC มอบของขวัญวันเด็กประจำปี 2566

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC โดยคุณเสาวลักษณ์ พรรคสุพรรณ รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มบัญชี การเงิน และธุรการ มอบอุปกรณ์การเรียนการสอน พร้อมของขวัญสำหรับเด็ก เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566 ให้แก่โรงเรียนต่างๆ ได้แก่ โรงเรียนคชเผือกอนุสรณ์โรงเรียนสุเหร่าทับช้าง, โรงเรียนสุเหร่าจรเข้ขบ (กุลางกูรอุปถัมภ์) และโรงเรียนคลองกระแชงเตย ซึ่งบริษัทฯ ได้ดำเนินกิจกรรมนี้มาตลอดทุกปี เพื่อเป็นการสนับสนุนด้านการศึกษา และส่งเสริมกิจกรรมให้กับนักเรียนในเขตพื้นที่ชุมชน ณ อาคารสำนักงานใหญ่ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2566


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์คาดการณ์มูลค่าใช้จ่ายไอทีทั่วโลกและประเทศไทยปี 2566

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 20 มกราคม 2566 – การ์ทเนอร์ อิงค์ เผยคาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลกในปี 2566 จะเติบโตเพิ่ม 2.4% จากปี 2565 คิดเป็นมูลค่ารวม 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงจาก 5.1% เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ของไตรมาสที่แล้ว ขณะที่เงินเฟ้อยังตัดกำลังซื้อของผู้บริโภคและส่งผลให้การใช้จ่ายด้านอุปกรณ์ไอทีเติบโตลดลง แต่คาดว่ามูลค่าการใช้จ่ายไอทีขององค์กรในภาพรวมจะยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

จอห์น-เดวิด เลิฟล็อค รองประธานฝ่ายวิจัย บริษัท การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ทั้งผู้บริโภคและองค์กรธุรกิจกำลังเผชิญกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างมาก ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อกำลังส่งผลร้ายแรงต่อตลาดผู้บริโภค และมีส่วนทำให้ธุรกิจแบบ B2C จำนวนมากเลิกจ้างพนักงาน ขณะที่ภาคองค์กรจะมียอดการใช้จ่ายด้านไอทีเพิ่มขึ้นกับโครงการดิจิทัลต่าง ๆ แม้เศรษฐกิจโลกจะอยู่ในช่วงชะลอตัวก็ตาม”

“เศรษฐกิจที่ผันผวนได้เปลี่ยนบริบทการตัดสินใจของธุรกิจและยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้บริหารไอทีเกิดความลังเลมากขึ้นและตัดสินใจล่าช้า หรือต้องจัดลำดับความสำคัญของงานกันใหม่ ซึ่งเราได้เห็นธุรกิจแบบ B2B ได้ดำเนินการทำนองนี้ไปแล้ว โดยเฉพาะบริษัทที่เน้นลงทุนเกินตัวไปกับการสร้างการเติบโต อย่างไรก็ตามงบประมาณด้านไอทีไม่ใช่ปัจจัยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ และการใช้จ่ายด้านไอทียังไม่ได้อยู่ในช่วงภาวะถดถอย”

การ์ทเนอร์คาดว่าในปีนี้ (2566) กลุ่มซอฟต์แวร์ (Software) และบริการไอที (IT Services) จะเติบโตสูงสุดที่ 9.3% และ 5.5% ตามลำดับ โดยกลุ่มอุปกรณ์ไอที (Devices) คาดว่าจะเติบโตลดลงถึง 5.1% เนื่องจากทั้งผู้บริโภคและองค์กรธุรกิจขยายรอบอายุการจัดซื้ออุปกรณ์ใหม่ ๆ ออกไป (ดูตารางที่ 1)

ตารางที่ 1. คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายไอทีทั่วโลก (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

  มูลค่าการใช้จ่าย ปี 2565 มูลค่าการเติบโต ปี 2565 (%) มูลค่าการใช้จ่าย ปี 2566 มูลค่าการเติบโต ปี 2566 (%)
Data Center Systems 212,376 12.0 213,853 0.7
Software 783,462 7.1 856,029 9.3
Devices 722,181 -10.6 685,633 -5.1
IT Services 1,244,746 3.0 1,312,588 5.5
Communications Services 1,422,506 -2.4 1,423,367 0.1
Overall IT 4,385,270 -0.2 4,491,471 2.4

ที่มา: การ์ทเนอร์  (มกราคม 2566)

“ช่วงการระบาดใหญ่ พนักงานและผู้บริโภคต่างเปลี่ยนอุปกรณ์เทคโนโลยีใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์การทำงานและการศึกษาแบบรีโมทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแท็บเล็ต แล็ปท็อป และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งหากไม่มีเหตุผลอันจำเป็นในการอัปเกรด ผู้บริโภคจะยังใช้อุปกรณ์เดิมต่อไปเป็นระยะเวลานานขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดสินค้าและอุปกรณ์ไอที” เลิฟล็อค กล่าวเสริม

สำหรับยอดการใช้จ่ายด้านไอทีของประเทศไทยในปี 2566 คาดว่าจะสูงแตะ 934.9 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 4.2% จากปี 2565 โดยในกลุ่มซอฟต์แวร์และกลุ่มบริการด้านไอทีจะเติบโตระดับเลขสองหลัก เนื่องจากองค์กรต่าง ๆ เพิ่มการใช้จ่ายกับโครงการดิจิทัล (ดูตารางที่ 2)

ตารางที่ 2. คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายไอทีในประเทศไทย (หน่วย: ล้านบาท)

  มูลค่าการใช้จ่าย ปี 2565 มูลค่าการเติบโต ปี 2565 (%) มูลค่าการใช้จ่าย ปี 2566 มูลค่าการเติบโต ปี 2566 (%)
Data Center Systems 26,023 20.68 27,461 5.5
Software 69,813 15.1 80,193 14.9
Devices 205,386 -4.1 195,687 -4.7
IT Services 98,974 9.9 109,306 10.4
Communications Services 496,761 5.0 522,239 5.1
Overall IT 896,958 4.4 934,886 4.2

ที่มา: การ์ทเนอร์  (มกราคม 2566)

“ภาวะเงินเฟ้อ การขาดแคลนทักษะ และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ยังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศไทย ทำให้ผู้บริหารด้านไอทีเกิดการลังเล ชะลอการตัดสินใจ และต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่ แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจเหล่านี้เกิดขึ้น แต่เรายังเห็นองค์กรท้องถิ่นมียอดการใช้จ่ายในโครงการดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น” เลิฟล็อค กล่าวถึงตลาดไทย

ตลาดแรงงานที่ตึงตัวส่งผลกระทบต่อยอดใช้จ่ายบริการทางด้านไอที

ตำแหน่งงานว่างมีอัตราเพิ่มขึ้นทุกไตรมาส และในหลายประเทศมีอัตราตำแหน่งงานที่เปิดรับต่ออัตราการว่างงานต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยภาวะการแข่งขันแย่งชิงบุคลากรที่มีความสามารถจะเป็นสิ่งที่ท้าทายการทำงานของผู้บริหารไอที สำหรับการว่าจ้างพนักงานไอทีที่มีทักษะ และยังจำกัดการเติบโตของบริษัทที่พยายามขยายขนาดโดยปราศจากทีมงานที่มีทักษะที่จำเป็น

การใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ยังเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่นเดียวกับตลาดบริการด้านไอที เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ต้องการดึงพนักงานที่มีทักษะด้านไอทีจากภายนอกเพื่องานวางระบบและสนับสนุนการทำงานในองค์กร ตัวอย่างเช่น มูลค่าใช้จ่ายด้านบริการให้คำปรึกษาคาดว่าจะสูงแตะระดับ 264.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2566 เพิ่มขึ้น 6.7% จากปี 2565

“ผู้บริหารไอทีกำลังประสบความล้มเหลวในด้านการแข่งขันชิงตัวพนักงานที่มีทักษะ โดยยอดการใช้จ่ายบริการทางด้านไอทีนั้นกำลังเติบโตเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าบริการภายในอื่น ๆ ขององค์กรในทุกอุตสาหกรรม พนักงานไอทีระดับหัวกะทิกำลังโยกย้ายจากการเป็นผู้บริหารไอทีขององค์กรไปสู่การเป็นผู้ให้บริการทางด้านเทคโนโลยี (Technology and Service Providers หรือ TSPs) พร้อมมีความต้องการค่าจ้างเพิ่มขึ้น ขณะที่ก็มองหาโอกาสในการทำงานและพัฒนาทักษะใหม่ ๆ” เลิฟล็อค กล่าวสรุป

การคาดการณ์แนวโน้มการใช้จ่ายด้านไอทีของการ์ทเนอร์ ใช้การวิเคราะห์อย่างเข้มข้นของยอดขายจากผู้ค้าและให้บริการหลายพันราย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์และบริการด้านไอทีทั้งหมด การ์ทเนอร์ใช้เทคนิคการวิจัยปฐมภูมิ เสริมด้วยแหล่งข้อมูลทุติยภูมิที่เชื่อถือได้ในการสร้างฐานข้อมูลที่ครอบคลุมตามขนาดข้อมูลของตลาดสำหรับเป็นฐานการคาดการณ์

การคาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีของการ์ทเนอร์รายไตรมาสนำเสนอมุมมองที่แตกต่างครอบคลุมทั้งกลุ่มฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ บริการทางด้านไอทีและกลุ่มการสื่อสารโทรคมนาคม โดยรายงานเหล่านี้ช่วยให้องค์กรธุรกิจตระหนักถึงโอกาสและความท้าทายในตลาด โดยลูกค้าของการ์ทเนอร์สามารถคลิกอ่านรายงานการคาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีฉบับล่าสุดได้ที่ “Gartner Market Databook, 4Q22 Update

เกี่ยวกับ Gartner for High Tech

Gartner for High Tech นำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดตามขอบเขตความรับผิดชอบให้แก่ผู้นำเทคโนโลยีและทีมงานไอที รวมถึงข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรม มุมมองกลยุทธ์แนวโน้มเกิดใหม่และการเปลี่ยนแปลงในตลาด เพื่อให้สามารถจัดลำดับความสำคัญของภารกิจและสร้างความสำเร็จให้แก่องค์กรในอนาคต อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.gartner.com/en/industries/high-tech

ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจาก Gartner for High Tech ได้ทาง Twitter และ LinkedIn หรือเยี่ยมชม IT Newsroom สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มข. เปิดพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ หนุนเยาวชนไทยเรียนรู้ตลอดชีวิต

มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดพิธีเปิดอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยได้รับเกียรติจาก รศ.นพ. ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นประธานเปิดงาน โดยมีศาสตราจารย์ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ กล่าวรายงาน ณ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถือเป็นสถาบันการศึกษาที่เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงถือเป็นสถานที่รวบรวมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่น สนับสนุนการจัดแสดงนิทรรศการ กิจกรรมทางวิชาการ รวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ ต่าง ๆ ที่ช่วยให้ความรู้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนคนรุ่นใหม่ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านที่จะได้ใช้ประโยชน์ในการศึกษาเรียนรู้ รวมถึงการจุดประกายความคิดเพื่อพัฒนาต่อยอดให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และสังคม

ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ มีพื้นที่กว่า 12,000 ตารางเมตร มีการจัดแสดงนิทรรศการด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่น่าสนใจ อาทิ  นิทรรศการภูมิปัญญาวิถีไทย จัดแสดงวิถีของความเป็นไทยที่สั่งสมและถ่ายทอดกันรุ่นสู่รุ่น ผสานกับการพัฒนาตามยุคสมัยจนกลายเป็นองค์ความรู้ที่เข้ากับชีวิตประจำวัน  นิทรรศการพลังงานธรรมชาติ จัดแสดงการเกิดพลังธรรมชาติรูปแบบต่าง ๆ พลังงานทดแทน พลังงานในอนาคต รวมถึงวิธีอนุรักษ์พลังงาน นิทรรศการเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน จัดแสดงแบบจำลองรูปแบบการใช้เทคโนโลยีในอนาคตที่เชื่อมโยงสังคมเข้ากับการศึกษา สุขภาพ ความปลอดภัยและความสะดวกสบาย

ศาสตราจารย์ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ มาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหน่วยงานภายใต้ศูนย์พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งกำกับดูแลโดยรองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้แก่เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการ การจัดกิจกรรมเชิงวิชาการ และกิจกรรมสร้างสรรค์ เนื่องในวันสำคัญต่าง ๆ ทั้งของชาติไทยและสากล

ข่าว / ภาพ : เครือข่ายประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

‘606 โรงเรียนเสียงสะท้อน’ คุณจะออกจาก echo chamber ได้เก่งแค่ไหน?

“606 โรงเรียนเสียงสะท้อน” มินิซีรีส์ในรูปแบบเกมมือถือ! โดยผู้พัฒนาชาวไทย ให้คุณได้สืบสวนหาความจริงผ่านคดีลึกลับพร้อมตีแผ่เรื่องราว Echo chamber ที่คุณอาจยังไม่รู้ตัว! ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้

606 โรงเรียนเสียงสะท้อน คือ แอปพลิเคชั่นให้ความรู้เพื่อเยาวชนและสังคม โดย Opendream ฝีมือทีมผู้พัฒนาชาวไทย เจ้าของผลงานเกม Corrupt ที่ทำให้ผู้เล่นตระหนักถึงผลกระทบของปัญหาคอร์รัปชัน และแอปพลิเคชั่นเพื่อสังคมอื่นๆ อีกมากมาย กลับมาในครั้งนี้ Opendream ได้ถ่ายทอด 606 โรงเรียนเสียงสะท้อนมาในรูปแบบเกมมือถือแนวสืบสวนสอบสวนที่ถูกนำเสนอในรูปลักษณ์ของมินิซีรีส์ออนไลน์ ให้ผู้เล่นได้เพลิดเพลินไปกับเนื้อเรื่องลึกลับ สนุกกับการสืบสวน ชวนให้ติดตามเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของเกม โดยเกม 606 โรงเรียนเสียงสะท้อนได้ถ่ายทอดบรรยากาศแวดล้อมในยุคปัจจุบัน ปัญหาสังคมเรื่อง Echo chamber ที่ตีกรอบการรับรู้และเลือกที่จะเชื่อข้อมูลที่เรายึดมั่นโดยปฏิเสธข้อมูลที่เห็นต่างซึ่งกำลังเกิดขึ้นอย่างหนักในประเทศไทย นำไปสู่การปฏิเสธความเห็นต่าง

606 โรงเรียนเสียงสะท้อนจะพาคุณไปหาความจริงภายใต้การเล่าเรื่องแบบมินิซีรีส์ที่ชวนนักแสดงมาวาดลวดลายเป็นนักเรียนในโรงเรียนสุดป่วน ที่คราวนี้มีเงื่อนงำคดีฆาตกรรมที่ต้องไขความจริง ท่ามกลางสถานการณ์ร้อนระอุในโรงเรียนที่นักเรียนแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ทั้ง #ทีมเจนนี่ และ #ทีมธันวา ที่ขับเคี่ยวกันในสนามเลือกตั้งประธานนักเรียนสุดร้อนแรง พร้อมกับข่าวฉาวๆ ที่ผุดออกมาไม่หยุดจนแทบจะดูไม่ออกแล้วว่าใครกันแน่ที่ดีจริงและสมกับตำแหน่งประธานนักเรียนที่สุด

นิว สาวน้อยสุดน่ารักจาก 606 Fake News Game คราวนี้เธอกลับมาเป็นนักเรียนใหม่ที่ต้องไขปริศนาการตายของ เอมีนา เพื่อนรักของเธอ และดูเหมือนว่าทั้งธันวาและเจนนี่จะมีความลับที่ซ่อนไว้เกี่ยวกับการตายของเอมีนา ที่เป็นถึงนักว่ายน้ำของโรงเรียนแต่กลับจมน้ำเสียชีวิตที่สระน้ำโรงเรียน และทางเดียวที่จะได้ความจริงคือต้องแฝงตัวเข้าไปใน #ทีมเจนนี่ หรือไม่ก็ #ทีมธันวา เท่านั้น

ผู้เล่นจะต้องหาข้อมูลของเอมีนาภายในโรงเรียน โดยการสำรวจพูดคุยกับคนในโรงเรียน ในระหว่างการสำรวจผู้เล่นจะได้รับภารกิจที่ต้องไปแก้ไข ต้องหาข้อมูลหรือหลักฐานที่ซ่อนอยู่ในโรงเรียน หรือ SNS เพื่อใช้ผ่านภารกิจให้ได้ หากเพิกเฉยกับภารกิจที่ได้รับเบาะแสที่จะนำไปสู่ความจริงเรื่องเอมีนา อาจจะหลุดลอยไปได้!

เรื่องราวในปีก่อนยังไม่ทันคลี่คลาย มาปีนี้ก็ยังมีเรื่องราววุ่นๆ ของนักเรียนทั้งสองฝั่งที่พร้อมจะห้ำหั่นกันตลอดเวลา  เพราะไม่ใช่แค่ธันวากับเจนนี่ที่ต้องสู้กัน แต่ตัวละครเพื่อนๆ จากแต่ละฝั่งก็มีเรื่องมีราววุ่นวายไม่แพ้กัน แล้วเรื่องไหนบ้างที่เป็นความจริง? เรื่องไหนบ้างที่คุณจะเชื่อได้ พิสูจน์ไปด้วยกันได้แล้ว วันนี้ กับ 606 โรงเรียนเสียงสะท้อน

ตัวอย่างเกม 606: โรงเรียนเสียงสะท้อน l Official Trailer

ติดตามรายละเอียดเกม 606 โรงเรียนเสียงสะท้อน ได้ที่เว็บไซต์ : https://606.gg/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค เชื่อมั่นตลาดปี 66 เดินหน้าลงทุนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค เชื่อมั่นตลาดปี 66 เดินหน้าลงทุนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เสริมความแข็งแกร่งรักษาแชมป์ตลาดเครื่องปรับอากาศ เปิดประเดิมไลน์ผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศภายในบ้านกลุ่มอินเวอร์เตอร์รุ่นใหม่ พร้อมดึงนนท์  ธนนท์ นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ ตั้งเป้ายอดขายเติบโตกว่า 19%

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา เปิดแผนการตลาดรับศักราชใหม่ ล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ด้านความเย็น กลุ่ม เครื่องปรับอากาศภายในบ้าน ตู้เย็น พัดลม ดึงจุดเด่นผลิตภัณฑ์คุณภาพ เทคโนโลยีล้ำสมัย เน้นการประหยัดพลังงาน และมอบความสะดวกสบายที่เหนือกว่า พร้อมเดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขายพลิกโฉมโชว์รูม AI Gallery ใหม่ ภายใต้แนวคิด “โซลูชันเพื่อการประหยัดพลังงาน พร้อมความสะดวกสบาย” เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ นนท์ – ธนนท์ จำเริญ และหนังโฆษณาชุดล่าสุด สะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพอันดับหนึ่งที่ผู้บริโภคไว้วางใจมากว่า 51 ปี

นายชินจิ คามิยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาาตรการควบคุมการระบาดของโรคโควิด 19 ได้ผ่อนคลายลง และประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับโควิด 19 ได้ภายใต้การใช้ชีวิตวิถีปกติใหม่ จึงคาดหวังได้ว่าสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าจะฟื้นตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์เงินเฟ้อภายในประเทศ รวมถึงสภาวะอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ส่งผลต่อตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า และทำให้การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจเครื่องปรับอากาศได้รับผลกระทบและเติบโตน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่บริษัทฯ ก็ยังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่งไว้ได้และได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคในฐานะ No.1 Brand ในผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศและปั๊มน้ำอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา ด้านยอดขายของบริษัทฯ ในปีงบประมาณ 2565 (เมษายน 2565 – มีนาคม 2566) คาดว่าจะเติบโตได้ที่ 10%”

สำหรับปีงบประมาณ 2566 นี้ บริษัทฯ มีแผนเพิ่มความหลากหลายของรุ่นผลิตภัณฑ์ รวมทั้งตั้งงบประมาณการตลาดและสร้างแบรนด์ไว้กว่า 1,200 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นไฮไลท์ในปีนี้ คือ เครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม ระบบอินเวอร์เตอร์ รุ่นใหม่ล่าสุด Happy Inverter KX Series ด้านผลิตภัณฑ์ตู้เย็น ได้เพิ่มรุ่นในกลุ่มตู้เย็น 4 ประตู ใหม่ รุ่น 4D Smart Freeze ระบบอินเวอร์เตอร์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านความจุที่เพิ่มมากขึ้นของตลาดปัจจุบัน นอกจากนี้บริษัทฯ ได้พัฒนาศักยภาพของความพร้อมในระบบโครงสร้างพื้นฐานการจัดจำหน่าย โดยได้พลิกโฉมโชว์รูม AI Gallery ซึ่งตั้งอยู่ในที่ทำการสำนักงานใหญ่ใหม่ทั้งหมด พื่อให้เป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมสมบูรณ์ต่อการนำเสนอให้ลูกค้าและผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสถึงคุณสมบัติและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถเติมเต็มทุกความต้องการได้ ภายใต้แนวคิด “โซลูชัน เพื่อการประหยัดพลังงาน พร้อมความสะดวกสบาย” (Solutions for Energy Saving with Comfort and Convenience) ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการประหยัดพลังงาน ความสะดวกสบายในการใช้งาน ที่เหมาะสมทั้งการใช้งานภายในบ้านและการใช้งานเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ด้านการขนส่งโลจิสติกส์ และการบริการหลังการขาย บริษัทฯ ได้พัฒนางานด้านการบริการ เพื่อการขนส่งผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพไปยังลูกค้าอย่างรวดเร็ว เพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา ครบรอบ 51 ปี แห่งการประกอบการ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ ยังคงยึดมั่นตามปรัชญาในการดำเนินงานที่จะมีส่วนเสริมสร้างให้ผู้บริโภคชาวไทยได้มีคุณภาพชีวิตและสังคมที่ดีผ่านกิจกรรมองค์กรและการจัดจำหน่าย รวมถึงการให้บริการในผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และอุปกรณ์เครื่องไฟฟ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่บริษัทฯ นำเสนอ รวมทั้งมุ่งมั่นมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งจะไม่หยุดนิ่งในการนำเสนอสิ่งที่ดียิ่งขึ้น และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคชาวไทยจะสามารถใช้ชีวิตได้ด้วยความมั่นคง ปลอดภัย สะดวกสบาย ได้มากยิ่งขึ้น

นายประพนธ์ โพธิวรคุณ กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า กว่า ปี ที่เราอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 มาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาคธุรกิจต่าง ๆ ได้รับผลกระทบรวมถึงในกลุ่มธุรกิจตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าก็เช่นกัน บริษัทฯ จึงมุ่งมั่นในมาตรการป้องกันโควิด 19 อย่างเคร่งครัดทุกครั้งในการให้บริการหลังการขาย โดยคำนึงถึงสุขอนามัยและความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสำคัญ อีกทั้งปัจจุบันผู้คนใช้ชีวิตอยู่บ้านมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการด้านบริการหลังการขายมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น อาทิ การดูแลรักษาและล้างเครื่องปรับอากาศ  รวมไปถึง Express Team Service หรือบริการซ่อมด่วน เสร็จไว ภายใน 24 ชม. ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งได้การตอบรับเป็นอย่างดีตลอดปีที่ผ่านมา โดยสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ตามเป้าหมายที่วางไว้กว่า 92%  นอกจากนี้ เรายังคงสานต่อในเรื่องการพัฒนาบุคลากรช่างเทคนิคให้มีทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อรักษามาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค โดยได้ฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติอย่างเข้มข้น รวมถึงเปิดใช้พื้นที่อาคาร AI Center ให้เป็นศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก ระดับ ซึ่งได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานมาตั้งแต่ปี 2563 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเข้ารับการอบรมหรือทดสอบได้ที่บริษัทฯ

ในปีนี้ บริษัทฯ ได้ปรับองค์กรสู่ Digital Transformation นำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับการบริการหลังการขายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเชื่อมโยงผ่านระบบออนไลน์ และปรับการทำงานในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการรับบริการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระยะยาว โดยได้ยกระดับการบริการหลังการขายให้สมบูรณ์แบบ ด้วยการพัฒนาระบบ Online Service System ต่อเนื่องจากปีที่  ผ่านมาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เน้นการเชื่อมโยงระบบบริการหลังการขายของศูนย์บริการมิตซูบิชิ อีเล็คทริค สำนักงานใหญ่ และศูนย์บริการแต่งตั้งทั่วประเทศไว้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อให้การติดต่อประสานงานในการแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว สามารถติดตามความคืบหน้าในการให้บริการแก่ลูกค้าแต่ละรายได้แบบเรียลไทม์ทุกขั้นตอน รวมถึงเดินหน้าพัฒนาระบบ Warranty Online Register เพื่อให้ลูกค้าสามารถลงทะเบียนรับประกันสินค้าแบบเรียลไทม์ออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการนำระบบ Online Service เข้ามาใช้ในการทำงาน จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความพึงพอใจของลูกค้าทั้งกลุ่ม B2และ B2ได้มากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันบริษัทฯ ได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการจัดการโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเสริมความได้เปรียบทางการแข่งขัน บริษัทฯ ได้ดำเนินการพัฒนาระบบขนส่งโลจิสติกส์ ตั้งแต่การสร้างคลังสินค้าขึ้นใน 2 ภูมิภาค เพื่อเป็นศูนย์กระจายสินค้า โดยทางภาคเหนือที่จังหวัดลำปาง และในเขตภาคอีสานที่จังหวัดขอนแก่น พร้อมพัฒนาระบบการจัดการที่ทันสมัย เชื่อมโยงเครือข่ายจากศูนย์กลางผ่าน Online Service System เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าในสภาพสมบูรณ์และรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่จะช่วยให้ระบบการจัดจำหน่ายโดยรวมมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนได้ บริษัทฯ จะยังคงเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการบริการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ภายใต้นโยบาย รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ” เราไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า มิตซูบิชิ อีเล็คทริค ให้ประสบความสำเร็จ และอยู่ในใจของผู้บริโภคชาวไทยตลอดไป

นายชิซุโอะ นาคาสึคาสะ กรรมการและผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาดและการขาย บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า แม้ว่าตลาดรวมเครื่องปรับอากาศของไทยในปี 2565 ที่ผ่านมา มีการเติบโตน้อยลง แต่ยังเชื่อว่าแนวโน้มตลาดเครื่องปรับอากาศในปีนี้จะสามารถกลับมาคึกคักอีกครั้งจากสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ค่อย ๆ ฟื้นตัว รวมถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยคาดว่าจะเติบโตราว 5-10%  และในปีนี้บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ต่อยอดขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยชูความเป็นแบรนด์เครื่องปรับ อากาศและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านคุณภาพ ที่เน้นเทคโนโลยีล้ำสมัย ตอบรับการใช้ชีวิตยุคใหม่ ช่วยให้การอยู่อาศัยสะดวกสบายยิ่งขึ้น พร้อมสุขอนามัยที่ดีและประหยัดพลังงาน ผ่านการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อรองรับทุกความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศภายในบ้านที่เน้นเสริมไลน์อัพระบบอินเวอร์เตอร์เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าของมิตซูบิชิ อีเล็คทริค ได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวในปีนี้ ได้แก่

· เครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม ระบบอินเวอร์เตอร์ ใหม่ รุ่น Happy Inverter KX Series ออกแบบมาเพื่อความสบายด้วยดีไซน์ที่สะดวกต่อการล้างทำความสะอาดได้ง่าย พร้อมฟังก์ชันครบครัน คุ้มค่า ในระดับราคาที่จับต้องได้ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Fast Cooling เย็นเร็วทันใจ และ V- Air Filter แผ่นกรองฝุ่นที่ออกแบบพิเศษ ช่วยจัดการอากาศภายในห้องให้สะอาด ปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ กำจัดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราได้ในระดับเซลล์ พร้อมประหยัดพลังงานด้วยฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5

· ตู้เย็นรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบรับวิถี New Normal ด้วยการเพิ่มพื้นที่จัดเก็บได้มากยิ่งขึ้น พร้อมประหยัดพลังงานด้วยระบบ Neuro Inverter ตู้เย็น 4 ประตู รุ่น 4D Smart Freeze เก็บของได้จุใจด้วยขนาดความจุถึง 400 ลิตร โดดเด่นด้วยฟังก์ชันช่องแช่แข็ง ลิ้นชักแยกอิสระจากกัน พร้อมเทคโนโลยีถนอมอาหารด้วยช่องแช่เย็นจัด Supercool Chilling ช่วยคงความสดของเนื้อได้นาน และ Vitamin Factory คงคุณค่าวิตามินในผักใบเขียว ประหยัดไฟเบอร์ ระดับ 2 ดาว และตู้เย็น 2 ประตู รุ่น FC Series มาพร้อมกล่องจัดระเบียบของพิเศษ Extra Box ตัวช่วยจัดระเบียบทำให้มีพื้นที่จัดเก็บสิ่งของได้มากขึ้น

·  พัดลมมิตซูบิชิ อีเล็คทริค โดดเด่นด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับพรีเมียม สีขาวและสีน้ำตาลใหม่ ผลิตจากวัสดุไม่ลุกลามไฟ รวมถึงปลั๊ก 3 ขา ช่วยป้องกันไฟดูด พร้อมระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อมอเตอร์มีอุณหภูมิสูง เพิ่มความมั่นใจปลอดภัยในทุกการใช้งาน พร้อมกล่องเหล็กครอบสวิตซ์ มั่นใจ ปลอดภัยระดับพรีเมียมประหยัดไฟเบอร์ ระดับ 3 ดาว

นอกจากผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้เปิดตัวในปีนี้ บริษัทฯ เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งทางการขายผ่านกลยุทธ์การสื่อสารและกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงเดินแผนกลยุทธ์ Sport Marketing ด้วยการเป็นผู้สนับสนุนสโมสรฟุตบอล บีจี ปทุม ยูไนเต็ด (BGPU) เป็นปีที่ พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านทั้งสื่อหลักและช่องทางออนไลน์ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในยุคดิจิทัล อาทิ Social Media, VDO Content, การใช้ Influencer และ KOL เป็นต้น  รวมทั้งมีแผนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และแคมเปญการตลาด พร้อมสนับสนุนช่องทางการขายให้กับร้านค้าตัวแทนจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในครั้งนี้ บริษัทฯ ได้วางแผนสื่อสารการตลาดครบวงจร ทั้งการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ การสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดของเครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม นนท์ – ธนนท์ จำเริ ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มีภาพลักษณ์เป็นมิตร เข้าถึงง่าย และมีความสามารถโดดเด่นด้านการร้องเพลง ได้แชมป์จากรายการประกวดเดอะวอยซ์ไทยแลนด์และ The Mask Singer จนเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่ชื่นชอบในกลุ่มคนทุกวัยโดยเฉพาะวัยรุ่น ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้างและสร้างความจดจำให้แบรนด์ได้เป็นอย่างดี โดยภาพยนตร์โฆษณาชุด “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค ไม่หยุดทำ แค่คำว่าดี”  สื่อถึงความตั้งใจ ความมุ่งมั่นของนนท์ในการฝึกฝนร้องเพลง จนกว่าจะได้โทนการร้องที่ดีที่สุด แม้ว่าจะเป็นที่หนึ่งจากเวทีประกวดร้องเพลงมาแล้ว ก็ไม่เคยหยุดพัฒนาตนเองเพื่อการร้องเพลงให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เช่นเดียวกับที่มิตซูบิชิ อีเล็คทริค เป็นแบรนด์เครื่องปรับอากาศภายในบ้านอับดับ ที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นแบรนด์อันดับ ที่บริโภคให้ความเชื่อมั่น โดยในภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ ตอกย้ำถึงดีเอ็นเอของมิตซูบิชิ อีเล็คทริค ด้านการมุ่งมั่นว่าจะต้องทำในสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีที่สุด ไม่หยุดพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วัน เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิต และเพื่อความสุขของผู้บริโภคทุกคน โดยจะเริ่มออกอากาศกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้

จากกลยุทธ์การตลาดต่าง ๆ เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจ และเพิ่มทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ บริษัทฯมั่นใจว่าจะช่วยสานต่อความสำเร็จในการทำตลาดของมิตซูบิชิ อีเล็คทริค และผลักดันยอดขายให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ นายชิซุโอะ นาคาสึคาสะ กล่าวทิ้งท้าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สายเกมเตรียมพร้อม! งาน Global Game Jam 2023 @DPU แข่งขันพัฒนาเกม 48 ชั่วโมง รับโจทย์พร้อมกันทั่วโลก 3-5 ก.พ.นี้

วิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ & เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี (ANT) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดงาน Global Game Jam 2023 มหกรรมแข่งขันพัฒนาเกมภายใน 48 ชั่วโมง โดยรับโจทย์พร้อมกันกว่า 100 ประเทศทั่วโลก พร้อมกระทบไหล่ตัวจริงของวงการทั้ง Game Programmer, Game Designer, Game Artist วันที่ 3-5 กุมภาพันธ์นี้ ที่ DPU Makerspace ชั้น อาคาร มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

            ผศ.บัญญพนต์ พูลสวัสดิ์ หัวหน้าหลักสูตรการออกแบบเชิงโต้ตอบและการพัฒนาเกม วิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ & เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า DPU เตรียมจัดงานมหกรรมการแข่งขันพัฒนาเกมสุดยิ่งใหญ่ Global Game Jam (GGJ) ที่มีการจัดขึ้นพร้อมกันกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โดย GGJ เกิดขึ้นจากไอเดียที่ว่าในโลกอันแสนกว้างใหญ่ ทุกคนสามารถมาร่วมกันสร้างสรรค์ แบ่งปันประสบการณ์ และโชว์ความสามารถในการสร้างวิดีโอเกม อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้คนจากทุกแขนงมีส่วนรวมในการสร้างเกม โดยจะเป็นการรับโจทย์พร้อมกันทั่วโลก และใช้เวลา 48 ชั่วโมงในการสร้างเกม

            ผศ.บัญญพนต์ กล่าวว่า ปีนี้ประเทศไทยมีผู้จัด Global Game Jam หลากหลายสถานที่ สำหรับ Jam Site ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ใช้ชื่อว่า “ANT x Dhurakij Pundit University” เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่ชื่นชอบในการพัฒนาเกม ได้ทดลองนำความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ มาสร้างให้กลายเป็นเกมที่สามารถเล่นได้จริงภายในเวลาที่จำกัด และภายใต้โจทย์หรือธีมเดียวกันทั่วโลก ทำให้นักพัฒนามือใหม่ได้ฝึกทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และเข้าใจถึงระบบการพัฒนาเกมตั้งแต่ต้นจนจบ

            ทั้งนี้ Global Game Jam ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็น Competitive Jam Site ทีมที่ได้รับการโหวตสูงสุดจะได้รับเงินรางวัลจากสปอนเซอร์ รวมมากกว่า 30,000 บาท อีกทั้งเกมที่สร้างจะอยู่บนเว็บไซต์ Community ของ Game Jam 2023 และแพลตฟอร์ม itch.io นอกจากนี้ ภายในงานยังได้เชิญวิทยากรสุดพิเศษเข้ามาให้ความรู้และแชร์ประสบการณ์ ได้แก่ ทีมผู้พัฒนาเกมบนแพลตฟอร์ม Nintendo Switch อย่าง Joojee’s Journey โดย อ.จั๊มพ์-รวิศวร์ มโนมัยวิบูลย์ Game Director รวมทั้งทีมออกแบบกราฟิก 3D EEZ Studios นำโดย อ.เบิร์ด-สรลักษณ์ วงษ์เสรี และทีมงานออกแบบ ArtToy

            สำหรับงาน Global Game Jam 2023 @DPU จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ DPU Makerspace ชั้น 3 อาคาร 6 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สามารถเข้าไป Jam ได้ที่ https://globalgamejam.org/2023/jam-sites/ant-x-dhurakij-pundit-university และสมัครได้แล้ววันนี้ (ค่าสมัคร 500บาท/คน) ได้ที่ https://antxjam.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“DNS” คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัล มจพ. เปิดรับสมัครนักศึกษา ป.โท-เอก ภาคการศึกษาที่ 1/2566

ภาควิชาการบริหารเครือข่ายดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ( DNS ) คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เปิดรับสมัครนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก ภาคการศึกษาที่ 1/2566 ในหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (MDNS, S-MDNS) และหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (DDNS) สาขาวิชาการบริหารเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ โดยเปิดรับสมัคร ช่วงที่ 2 วันที่ 4 มกราคม – 5 มีนาคม 2566 และช่วงที่ 3 วันที่ 6 มีนาคม – 27 เมษายน 2566 รายละเอียดดังนี้

หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (ปริญญาโท) หลักสูตรในเวลาราชการ แผน ก  เรียนวันจันทร์ศุกร์ เวลา 09.00 – 16.00 . ค่าเทอมโดยประมาณ 20,000 บาท/เทอมหลักสูตรนอกเวลาราชการ เรียนช่วงค่ำ เวลา 18.00 – 21.00 . ค่าเทอมเหมาจ่าย 45,000 บาท/เทอม และหลักสูตรนอกเวลาราชการ เรียนวันเสาร์อาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.00 . ค่าเทอมเหมาจ่าย 45,000 บาท/เทอม รายละเอียดหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (ปริญญาโท) : https://bit.ly/2Qt0zGB

หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปริญญาเอก) หลักสูตรในเวลาราชการ แผน ก เรียนวันจันทร์ศุกร์ เวลา 09.00 – 16.00 . ค่าเทอมโดยประมาณ 40,000 บาท/เทอม รายละเอียดหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปริญญาเอก) :

สามารถสมัครออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ https://grad.admission.kmutnb.ac.th/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากภาควิชาโดยตรง Line: https://lin.ee/SzZvEz9

ขวัญฤทัย ข่าว/ ภาพข่าว สมพล 


Exit mobile version