Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ตอกย้ำผู้นำอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ยั่งยืน ด้วยรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า

กรุงเทพฯ 17 มีนาคม 2566: ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ผู้ให้บริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศชั้นนำของโลก ขยายจำนวนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ใช้ในการขนส่งในประเทศไทย โดยเพิ่มรถขนส่งพลังงานไฟฟ้าอีก 16 คัน ในการจัดส่งแบบลาสไมล์ นอกเหนือจากรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 50 คันที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน การขยายจำนวนการใช้งานรถ EV ในครั้งนี้ทำให้ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส เป็นผู้ให้บริการลอจิสติกส์รายแรกในประเทศไทยที่เปลี่ยนไปใช้รถ EV ในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ

รถขนส่งพลังงานไฟฟ้านี้เริ่มทำการขนส่งสินค้าในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2566 โดยให้บริการในกรุงเทพฯ เขตพื้นที่ต่างๆ ได้แก่ สาทร, สีลม, ปทุมวัน, พระราม 3, ถนนสุขุมวิท, และถนนเพชรบุรีตัดใหม่ โดยดีเอชแอลมีแผนที่จะเพิ่มรถขนส่งพลังงานไฟฟ้าอีก 5 คันในเฟสถัดไป เพื่อใช้งานในเส้นทางภาคตะวันออก ซึ่งจะทำให้ดีเอชแอลมีรถ EV ที่ให้บริการทั้งหมดในประเทศไทยรวมจำนวน 71 คัน ภายในปี 2566 ทั้งนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนมาใช้รถ EV เป็นจำนวน 60% ของยานพาหนะทั้งหมดในประเทศไทย ภายในปี 2573

เฮอร์เบิร์ต วงศ์ภูษณชัย กรรมการผู้จัดการ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย และหัวหน้าภาคพื้นอินโดจีน กล่าวว่า “ความยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์ แต่เป็นภารกิจที่เราให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง และดีเอชแอลมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ระดับโลก เราจำเป็นต้องผลักดันให้ทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมร่วมมือกันเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในการดำเนินงานด้านลอจิสติกส์ และเรากำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิให้เหลือศูนย์ ภายในปี 2593 โดยให้ความสำคัญกับการเป็นกรีนลอจิสติกส์ ด้วยการเปลี่ยนไปใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้า ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย ตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งสิ้น 436 ตันต่อปี โดยรถขนส่งพลังงานไฟฟ้าชุดนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการนำเราไปสู่ลอจิสติกส์ที่ยั่งยืน และการสร้างอนาคตที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ทุกคน”

รถขนส่งพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้ใช้เวลา 8 ชั่วโมงในการชาร์จไฟจนเต็ม โดยจะรองรับการเดินทางได้ 260 กิโลเมตร บรรทุกของได้ถึง 3.9 ลูกบาศก์เมตร หรือ 1.6 ตัน รถแต่ละคันจะวิ่งขนส่งรวมระยะทาง 3,000 กิโลเมตรต่อเดือน โดยมีระบบเบรก ABS, ระบบล็อคอัตโนมัติ, สัญญาณเตือนโดยใช้เซ็นเซอร์, และระบบควบคุมการกระจายแรงเบรก (EBD) ซึ่งเป็นคุณสมบัติมาตรฐานที่สร้างความปลอดภัยในการขับขี่ให้กับพนักงานขนส่ง

สแลมล็อค (Slam Lock) เป็นระบบรักษาความปลอดภัยเสริม โดยจะล็อคประตูรถทุกบานโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ขับรถปิดเพียงประตูเดียว ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยเมื่อผู้ขับไม่ได้อยู่กับตัวรถ ระบบเทเลเมติกส์ที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันจะบันทึกข้อมูลจากกล้องด้านหน้า ด้านใน และด้านหลัง ทำให้สามารถตรวจสอบและแจ้งเตือนความปลอดภัยแบบเรียลไทม์เมื่อเกิดเหตุเกี่ยวกับรถและผู้ขับรถได้ทันที

ศิวเวศม์ หงษ์นคร รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญของเราในการเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ทำให้กรีนลอจิสติกส์และอนาคตที่ยั่งยืนมีความหมายมากขึ้น ภายในปีนี้ รถขนส่งพลังงานไฟฟ้าสำหรับการขนส่งลาสไมล์ของดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส จะเพิ่มเป็น 29 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนยานพาหนะทั้งหมด และเราจะยังคงมุ่งมั่นดำเนินการอย่างต่อเนื่องในฐานะผู้บุกเบิกตลาดในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสภาพภูมิอากาศที่ดีขึ้น”

ด้วยการใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้า ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย จะสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 436 ตันต่อปี ดีเอชแอลได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้รถ EV รวมถึงการเพิ่มจุดชาร์จอัจฉริยะที่ศูนย์บริการเพื่อรองรับปริมาณรถ EV ที่จะเพิ่มขึ้นในปีนี้

ความริเริ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายระดับโลกของกลุ่มบริษัทด๊อยช์โพสต์ ดีเอชแอลที่จะใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 60% เพื่อการขนส่งลาสไมล์ภายในปี 2573 นอกจากการเปลี่ยนผ่านในการใช้รถ EV แล้ว บริษัทยังสร้างการขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการตั้งเป้าผสมผสานการใช้เชื้อเพลิงยั่งยืนในการขนส่งด้วยเครื่องบิน (Sustainable Aviation Fuels) ให้ได้มากกว่า 30 เปอร์เซนต์ ภายในปี 2573, การออกแบบอาคารที่ลดคาร์บอน และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น บริการ GoGreen Plus ที่ดีเอชแอลเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อช่วยลูกค้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน กลุ่มบริษัทด๊อยช์โพสต์ ดีเอชแอลจะลงทุนเป็นจำนวน 7 พันล้านยูโร ในด้านมาตรการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จนถึงปี 2566 ซึ่งรวมถึงการเพิ่มจำนวนรถ EV ทั้งนี้ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส วางแผนที่จะใช้รถ EV มากกว่า 1,000 คันในเอเชียแปซิฟิกภายในปี 2567

การขยายไปสู่การใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้าในครั้งนี้ของดีเอชแอล ได้สอดคล้องกับนโยบาย 30@30 ของประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมายในการทำให้รถยนต์ 30% ในประเทศเป็นรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (ZEV) ภายในปี 2573 โดยประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

NIA เปิดเวทีประกวด “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติประจำปี 2566” เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรชิงรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดแห่งวงการนวัตกรรมไทย

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เปิดเวทีประกวด รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติประจำปี 2566” (National Innovation Awards 2023) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 เพื่อเชิดชูเกียรติคนไทยผู้สร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมที่มีความโดดเด่นและก่อประโยชน์ต่อประเทศในหลากหลายมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างให้เกิดความภาคภูมิใจในศักยภาพของคนไทยและเผยแพร่ต้นแบบการพัฒนานวัตกรรมด้านต่าง ๆ สู่สาธารณชนในวงกว้าง รวมถึงกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรมในทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นชาติแห่งนวัตกรรม โดยรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ แบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ ด้านสื่อและการสื่อสาร และด้านองค์กรนวัตกรรมดีเด่น

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดเผยว่ารางวัลนวัตกรรมแห่งชาติถือเป็นรางวัลนวัตกรรมอันทรงเกียรติสูงสุดของวงการนวัตกรรมไทย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพด้านนวัตกรรมจากโครงการแกล้งดิน ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรในฐานะพระบิดาแห่งนวัตกรรมไทยรวมถึงเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่คนไทยที่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีความโดดเด่นและก่อประโยชน์ต่อประเทศได้อย่างชัดเจน โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดนวัตกรรมขับเคลื่อนอนาคตซึ่งเวทีแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศนวัตกรรมไทย ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้พัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรมผ่านกิจกรรมการให้คำปรึกษา และการสนับสนุนเครือข่ายทั้งด้านนวัตกรรม ธุรกิจ และนโยบาย รวมถึงการสร้างความตระหนักด้านนวัตกรรมผ่านการเผยแพร่ตัวอย่างนวัตกรรมฝีมือคนไทยออกสู่สาธารณชนในวงกว้าง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ช่วยให้ นวัตกร สามารถพัฒนาต่อยอดและขยายฐานการเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งจะทำให้ระบบนวัตกรรมไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งพร้อมผ่าวิกฤต และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งเป็นการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นชาติแห่งนวัตกรรม

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม NIA กล่าวว่าการจัดประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติในปีนี้แบ่งการประกวดออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านเศรษฐกิจ เป็นผลงานนวัตกรรมที่สร้างให้เกิดคุณค่าเชิงพาณิชย์ และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศแบ่งประเภทตามขนาดขององค์กร ได้แก่ วิสาหกิจขนาดกลาง และวิสาหกิจขนาดย่อมและวิสาหกิจรายย่อย 2) ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นผลงานนวัตกรรมที่สร้างให้เกิดคุณค่าต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม แบ่งประเภทตามลักษณะขององค์กร ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และองค์กรเพื่อสังคมและชุมชน 3) ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ เป็นผลงานนวัตกรรมที่นำการออกแบบมาสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์และบริการ แบ่งประเภทตามลักษณะผลงาน ได้แก่ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการออกแบบบริการ 4) ด้านสื่อและการสื่อสาร เป็นผลงานนวัตกรรมและบุคคลที่มีความสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์เนื้อหาและการสื่อสารรูปแบบใหม่ แบ่งประเภทตามลักษณะผลงาน ได้แก่ ผลงานนวัตกรรมสื่อและการสื่อสาร และผู้สื่อสารนวัตกรรม และ 5) ด้านองค์กรนวัตกรรมดีเด่น เป็นองค์กรที่มีการบริหารจัดการนวัตกรรมในองค์กรอย่างโดดเด่น ตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ ระดับกระบวนการ ไปจนถึงระดับโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร แบ่งประเภทตามลักษณะองค์กร ได้แก่ หน่วยงานภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ 

สำหรับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับ พระบรมรูปพระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย ในวันนวัตกรรมแห่งชาติ (5 ตุลาคม ของทุกปี) นอกจากนี้ ยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากทาง NIA เช่น การพัฒนาต่อยอดขยายผลผลงานนวัตกรรม การอบรมพัฒนาศักยภาพในหลากหลายมิติ ตลอดจนได้รับการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความสำเร็จของผลงานผ่านสื่อหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารรางวัลนวัตกรรมที่แนบกับหนังสือพิมพ์จัดส่งทั่วประเทศ การเผยแพร่ผลงานผ่านสื่อแนวหน้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และโอกาสเข้าร่วมจัดแสดงผลงานกับ NIA ตลอดทั้งปี

ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจส่งผลงานนวัตกรรมเข้าร่วมการประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติประจำปี 2566 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 รายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครผ่านทางออนไลน์ที่ https://award.nia.or.th หรือติดต่อคุณพัชรีนาถ 080-070-2999


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นักวิจัยมข. คว้ารางวัลมูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย ครั้งที่ 29 ประเภทบุคคล ทางด้านวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

มูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย ได้จัดพิธีมอบรางวัลและเงินทุนช่วยเหลือการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 29 ณ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะสุรวงศ์ ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ฯพณฯ นายนะชิดะ คะสุยะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ประธานมูลนิธิฯ และนายอาคิฮิโระ นิคคาคุ ประธานบริษัทโทเรอินดัสตรีส์ อิงค์ (ประเทศญี่ปุ่น) ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่นผู้มีความรู้ความสามารถ ศาสตราจารย์ ดร. อลิศรา เรืองแสง คณะเทคโนโลยี คว้ารางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเภทบุคคล ครั้งที่ 29 และผู้ที่ได้รับทุนช่วยเหลือทางด้านวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 29 พ.ศ. 2565 ได้แก่ การวิจัยคุณสมบัติของแป้งข้าวสำหรับการดูดซึมและการย่อยที่ต่ำเพื่อการลดดัชนีน้ำตาล โดย ดร. ธิดารัตน์ มอญขาม คณะเกษตรศาสตร์ และการวิจัยผลของสารสกัดสมุนไพรพื้นบ้านต่อการยับยั้งกระบวนการเติมหมู่น้ำตาลบนโปรตีนในเซลล์มะเร็งตับ โดย ดร. จารุพงษ์ แสงบุญมี คณะแพทยศาสตร์ พร้อมทั้ง ศาสตราจารย์ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อารยา เชาว์เรืองฤทธิ์ คณบดีคณะเทคโนโลยี ร่วมแสดงความยินดี ณ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะสุรวงศ์

 ฯพณฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ได้กล่าวถึงความสำคัญในการพัฒนาความแข็งแกร่งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่า การพัฒนาความแข็งแกร่งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความสำคัญอันเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนในชาติ อีกทั้งยังเป็นข้อต่อสำคัญในการนำประเทศก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต และยินดีที่มูลนิธิฯ ได้มีส่วนสำคัญในการช่วยเสริมสร้างความรู้ความสามารถ และความตระหนักในความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จึงนับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการช่วยพัฒนาประเทศไทยโดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสุดท้ายขอแสดงความยินดีและส่งความปรารถนาดีและความภาคภูมิใจไปยังผู้ที่ได้รับรางวัลและทุนที่เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศในครั้งนี้

 ทั้งนี้ จากการที่รัฐบาลไทยได้ประกาศ “นโยบาย BCG” ที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมและปกป้องสิ่งแวดล้อม และ “แผนพลังงานชาติ” ที่ส่งเสริมการดำเนินการสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างจริงจังและส่งเสริมการขยายการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้มากยิ่งขึ้น กลุ่มบริษัทโทเรก็มีความประสงค์ที่จะขยายธุรกิจและพัฒนาเทคโนโลยีในกลุ่มที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึง “ธุรกิจนวัตกรรมสีเขียว” ที่เป็นการดำเนินการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และ “นวัตกรรมเพื่อชีวิต” ที่มุ่งการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายและมีสุขภาพที่ดี เมื่อจำแนกประเภทโครงการที่ได้รับรางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและเงินทุนช่วยเหลือทางด้านการวิจัย มีโครงการวิจัยทางด้านการแพทย์และเทคโนโลยีชีวภาพ 7 โครงการ เทคโนโลยีวัสดุ 8 โครงการ เทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมและวิศวกรรม 6 โครงการ และวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 1 โครงการ ซึ่งทุกโครงการล้วนแต่เป็นการดำเนินการวิจัยและพัฒนาที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย ท่านหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการวิจัยดังกล่าวจะหลอมรวมเข้ากับเทคโนโลยีก้าวล้ำของโทเรแล้วนำไปสู่การพัฒนาประเทศไทยขึ้นไปอีกระดับ

ข่าว : เบญจมาภรณ์ มามุข


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ก้าวสำคัญของวงการแพทย์และสมุนไพรไทย ดร.ซีบีดี (Dr.CBD) จับมือ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต ร่วมมือด้านงานวิจัยนวัตกรรม

วันที่ 14 มีนาคม 2566 นายพรชัย ปัทมินทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ดร.ซีบีดี จำกัด ธุรกิจด้าน Nutraceutical & Healthcare ผู้ให้บริการทางด้านกัญชง กัญชา และกระท่อมระดับมาตรฐานทางการแพทย์แบบครบวงจร นำทีมผู้บริหารเข้าพบนายแพทย์ยุทธนา สงวนศักดิ์โกศล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต เพื่อบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านงานวิจัย พัฒนา นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ทางด้านกัญชง กัญชา กระท่อม ซึ่งร่วมลงนามและเป็นพยาน ณ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต

นายพรชัย ปัทมินทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดร.ซีบีดี จำกัด กล่าวว่า “การร่วมมือในครั้งนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยและวงการแพทย์เป็นอย่างดี พวกเราในฐานะบริษัทที่พยายามผลักดันธุรกิจนี้และสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ต้องคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยที่ไม่เป็นพิษต่อผู้บริโภคและมีนวัตกรรมการผลิตที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพที่ชัดเจน ทุกขั้นตอนมีที่มาที่ไปโดยเฉพาะการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ การพัฒนาสารสกัดต้องได้รับการการันตีจากนักวิจัยที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ให้ความสำคัญในการทำวิจัยในมนุษย์ Clinical trails ทั้งการเก็บข้อมูล ทำวิจัย พัฒนา ตลอดจนการใช้กรรมวิธีหรือเทคโนโลยีที่ถูกต้องทันสมัย อย่างที่บอกครับว่าบริษัทของเราค่อนข้างจริงจังในเรื่องหลักการที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ การผนึกกำลังร่วมกับบุคคลากรที่มีความสามารถอย่างโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต พวกเรามีวิสัยทัศน์ตรงกันในเรื่องการสร้างสรรค์สิ่งดีๆเพื่อสุขภาพของคนไทยทุกคน พวกเราจะร่วมมือกันวิจัยพัฒนา ตลอดจนการให้คำแนะนำด้านกรรมวิธีหรือเทคโนโลยีที่ถูกต้อง ทันสมัย มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและผลผลิตที่มีประโยชน์ด้านการแพทย์ ด้านสาธารณสุข หรือด้านอื่นๆ ที่จำเป็นในอนาคต”

โดยทั้ง 2 องค์กร จะจัดให้มีคณะทำงานซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากทั้ง 2 หน่วยงานเพื่อร่วมกันดำเนินการภายใต้กรอบแห่งวัตถุประสงค์ของการบันทึกข้อตกลง ให้มีการดำเนินการสำเร็จลุล่วง เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพและกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินกิจกรรมภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ โดยทั้ง 2 หน่วยงานจะใช้ระยะเวลาในความร่วมมือตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569 พร้อมทั้งให้มีการหารือเพื่อทบทวนแผนการดำเนินงานในทุกๆ ปี

สำหรับบริษัท ดร.ซีบีดี จำกัด มีโรงงานเพาะปลูกจากต้นน้ำสู่การสกัดไปจนถึงปลายน้ำที่เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพตั้งอยู่ที่ถนนสุขุมวิท 103 ดร.ซีบีดีถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทุกกระบวนการตั้งแต่การเพาะปลูกด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในโรงเรือนระบบปิด 100% ซึ่งช่วยให้สามารถเฝ้าการเจริญเติบโตและควบคุมคุณภาพ ปราศจากสารกำจัดศัตรูพืช สารเคมีที่เป็นพิษเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพที่บุคคลากรทางการแพทย์ให้การยอมรับ เช่น นวัตกรรมอาหารเสริม ยารักษาโรค ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง

นอกจากนี้ยังมีบริษัทในเครือสำหรับต่อยอดพันธกิจเพื่อสุขภาพทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น

Dr.Pet CBD สร้างทางเลือกด้านสุขภาพให้สัตว์เลี้ยง ด้วยนวัตกรรมจากสารสกัด CBD ที่บริสุทธิ์ ปลอดภัย สร้างสรรค์เพื่อสุขภาพเพื่อนตัวเล็กที่คุณรัก

Dr.Kratom Bio ศูนย์รวมเรื่องกระท่อมทางการแพทย์ ธุรกิจที่เชี่ยวชาญด้านการสกัดและผลิตภัณฑ์จากการผลิตคุณภาพสูง ร่วมมือกับ Mr.Duncan Macrae ผู้จัดจำหน่ายและเชี่ยวชาญกระท่อมระดับท็อปของโลก

Dr.CBD Clinic คือ คลินิกแพทย์องค์รวมที่นำหลักการแพทย์แบบผสมผสานทั้งศาสตร์การแพทย์แผนโบราณและสมัยใหม่ รวมเทคนิคผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออก ธรรมชาติบำบัด และการแพทย์ระดับเซลล์ มาใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเรื่อรัง ต่างๆ ตั้งแต่ อัลไซเมอร์, ท้องผูก, อาหารไม่ย่อย, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง, โรคอ้วน และ โรคภูมิแพ้ตัวเอง

Nutribris ผู้ผลิตอาหารเสริมทางด้านสุขภาพ ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรกัญชง กัญชา เวชภัณฑ์อาหารเสริม การันตีคุณภาพโดยมาตรฐานจาก GMP


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อีริคสันตอกย้ำประสิทธิภาพ 5G เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชันในประเทศไทย

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) ตอกย้ำความเป็นผู้นำเครือข่าย 5G ระดับโลก พร้อมจัดแสดงโซลูชั่น 5G ล่าสุด ภายในงาน Digital Transformation World Asia (DTWA) 2023 ที่จัดขึ้นสามวันเต็มในกรุงเทพฯ เปิดเป็นเวทีให้พันธมิตรในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของเอเชียแปซิฟิกทั้งหมดได้มาร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจและแนวทางการเร่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (Digital Transformation) ให้เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคฯ

นอกจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศไทยทั้ง Advanced Info Service (AIS) และ True Corporation (true) แล้วยังมีผู้ให้บริการด้านการสื่อสารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ Jio, Axiata, Telenor Asia และ Indosat Ooredoo Hutchinson มาร่วมงาน DTWA 2023 อีกด้วย

มร.อิกอร์ มอเรล ประธาน บริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ในงาน DTWA 2023 อีริคสันได้จัดการประชุม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสาธิตนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อเผยประสบการณ์การนำเครือข่าย 5G มาปรับใช้และสร้างรายได้ทั่วโลก รวมถึงเทคโนโลยีและโซลูชันของ 5G และแนวทางการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล”

“อีริคสันได้สร้างความเป็นผู้นำในตลาดการสื่อสาร 5G ของโลกได้อย่างแท้จริง เรามุ่งมั่นลงทุนเพื่อสร้างความเป็นผู้นำในตลาด 5G มาโดยตลอด ทั้งในเรื่องต้นทุนและประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทำให้เราสามารถนำเสนอโซลูชันที่เน้นความยั่งยืนแก่ลูกค้าได้ และเรายังทำงานใกล้ชิดกับพันธมิตรหลักเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศของ 5G ด้วยเทคโนโลยีและโซลูชันที่ล้ำสมัยของอีริคสัน” มร.อิกอร์ กล่าวเพิ่มเติม

อีริคสันตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด โดยได้รับการยอมรับในรายงาน Gartner 5G Magic Quadrant 2023 (เป็นปีที่สามติดต่อกัน) และรายงาน Frost Radar Global 5G Infrastructure ทั้งนี้อีริคสันยังได้คะแนนอันดับ 1 ในรายงาน ABI Research ล่าสุด ด้านความยั่งยืนของผู้ให้บริการโทรคมนาคม

“เครือข่ายมือถือต้องยืดหยุ่น เปิดกว้าง ยั่งยืนและอัจฉริยะมากยิ่งขึ้น พร้อมให้ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าการลงทุนสูงสุด (Total Cost of Ownership) ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เราสร้างเครือข่ายที่มีความปลอดภัยและยั่งยืนที่สามารถไว้วางใจได้ในมาตรฐานสูงสุดเพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งผู้บริโภคและองค์กรธุรกิจ” มร.อิกอร์ กล่าวเพิ่มเติม

แอปพลิเคชันยอดนิยมทั่วโลก โซเชียลมีเดียต่าง ๆ และบริการสตรีมมิ่งเพลงหรือวิดีโอจะใช้การเชื่อมต่อที่สามารถเปิดใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา ช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2565 มีปริมาณการใช้ดาต้าเน็ตบนมือถือถึง 108 เอกซะไบต์ (Exabyte) ต่อเดือน ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 40% ต่อปี

จากผลการศึกษาของอีริคสันฉบับปรับปรุงล่าสุดเมื่อพฤศจิกายน ปี 2565 ด้านแพ็คเกจบริการมือถือของผู้บริโภค จากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือจำนวน 310 ราย ใน 139 ประเทศ แสดงให้เห็นว่า แม้แพ็คเกจบริการมือถือจะมีจำนวนมากและหลากหลายเหมือนกันทั่วโลก แต่ผู้บริโภคก็ยังได้รับข้อเสนอแพ็คเกจมือถือใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นในตลาดส่วนใหญ่

ในปี 2573 ผู้ให้บริการจะนำเสนอแพลตฟอร์มเทคโนโลยี 5G ที่รองรับการสร้างรายได้สะสมจากผู้บริโภคในอุตสาหกรรมไอซีที คิดเป็นมูลค่าเกือบ 31 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในปี 2573 ผู้ให้บริการยังจะมีรายได้สะสมจากที่ผู้บริโภคเปิดใช้งาน 5G เพิ่มขึ้นเป็น 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สำหรับในภาคองค์กร 5G ช่วยสร้างมูลค่าอย่างมีนัยสำคัญกับ Private 5G Network และ Wireless Wide Area Networks ที่สามารถนำมาปรับใช้กับภาคองค์กรและภาคอุตสาหกรรมได้ โดย 5G ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ก้าวข้ามขีดจำกัดที่มีในปัจจุบันและเปิดโอกาสการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้เป็นไปได้ และยังก่อให้เกิดวิธีการทำงานใหม่ ๆ กระบวนการคิดและแก้ไขปัญหาความท้าทายทางธุรกิจแบบเดิม

ประโยชน์และคุณค่าของเครือข่าย 5G สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ เช่น:

  • ความสามารถในการทำงานใด ๆ จากระยะไกล ไม่ว่ากระบวนการดังกล่าวจะมีความสำคัญหรือวิกฤตระดับไหน
  • การควบคุมทุกกระบวนการทางธุรกิจแบบเรียลไทม์ได้ (Real-Time Control)
  • การปฏิบัติงานแบบอัตโนมัติ
  • การใช้ทรัพยากรการประมวลผลอย่างเหมาะสม เรียกใช้เฉพาะแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้อง
  • มีระดับความปลอดภัยที่สูงขึ้นโดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพโดยรวม

อีริคสันเป็นผู้นำเครือข่าย 5G ระดับโลก ปัจจุบัน บริษัทฯ  เปิดให้บริการเครือข่าย 5G ไปแล้วจำนวน 143 เครือข่าย ใน 62 ประเทศ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ขอเชิญน้องๆที่สนใจทุกท่านร่วมสนุกกับการทำภารกิจและเรียนรู้การโค้ดดิ้งฟรีผ่านเกมส์ CodeCombat หลักสูตรภาษา Python CS 1

ขอเชิญชาว Coder ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ วัยใส วัยทีน ร่วมสนุกกับการทำภารกิจและเรียนรู้การโค้ดดิ้งฟรีผ่านเกมส์ CodeCombat หลักสูตรภาษา Python CS 1 เพื่อสิทธิ์การล่ารางวัลและเข้าแข่งขัน E-Sport พร้อมรับใบเกียรติบัตรที่ได้รับการรับรองจาก หน่วยงานของรัฐ (สอวช และ บพค)
ภายในงานมีแข่งขัน อารีน่าพร้อมชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท สแกนเพื่อเริ่มภารกิจ นำผลการเล่นมาลงทะเบียนและรับเกียรติบัตรภายในงาน Coding Era ในวันที่ 17-18 มีนาคม 2566 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
รายละเอียดเพิ่มเติมขั้นตอนการเข้าร่วมแข่งขัน Arena – CodeCombat SEA
ช่องทางการสอบถามเพิ่มเติม
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

HIS MSC เซ็นสัญญากับ Grand China Hotel

คุณภูษิต อรุณรัตนดิลก, Vice President, HIS MSC Company Limited ร่วมลงนามเซ็นสัญญา กับ คุณชาตสุธา ไกวัลนนท์ ผู้จัดการโรงแรม Grand China Hotel เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 ณ โรงแรม Grand China Hotel

Grand China Hotel มีความไว้วางใจเลือก HIS MSC Company Limited เป็นผู้ให้บริการวางระบบ Hotel KIOSK Self Check-in ซึ่งผู้เข้าพักจะได้รับประโยชน์จากการเช็คอินและเช็คเอาต์แบบบริการตนเองตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันผ่านอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย พร้อมให้บริการในหลายภาษาให้กับ Grand China Hotel ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจ บริเวณสี่แยกราชวงศ์และถนนเยาวราช

ด้วยระบบของ MYRA Hotel KIOSK Self Check-in แขกจะได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงบริการตนเองสำหรับการเช็คอินและเช็คเอาต์ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันผ่านอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายซึ่งมีให้บริการในหลายภาษา ผู้เข้าพักจะได้รับการแจ้งเตือนตามเวลาจริงทางอีเมลหลังเช็คอิน การออกแบบที่มีสไตล์ของ MYRA จะเข้ากับการตกแต่งล็อบบี้โรงแรม ดังนั้น HIS MSC มั่นใจว่าแขกของ Grand China Hotel จะพึงพอใจในระดับสูง

HIS MSC Company Limited เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Infor INC.จากสหรัฐอเมริกาและ Metro Systems Corporation Public Company (MSC) ตั้งแต่ปี 2534 นำเสนอโซลูชั่นเทคโนโลยีสำหรับการบริหารจัดการทุกด้านของโรงแรม ตั้งแต่โรงแรมขนาดเล็กไปจนถึงโรงแรมระดับนานาชาติขนาดใหญ่

HIS MSC Company Limited นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูงด้วยความเป็นมืออาชีพที่เหนือกว่า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตของลูกค้าด้วยความสำเร็จอย่างยั่งยืน มายาวนานกว่า 30 ปี”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์คาดการณ์ภายในสิ้นปี 2566 พนักงานที่มีทักษะความรู้ทั่วโลก 39% จะทำงานแบบ Hybrid

รันจิต อัตวาล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “การทำงานไฮบริดไม่ใช่แค่การเติมไฟทำงานให้แก่พนักงาน แต่ยังเป็นความคาดหวังของพนักงานอีกด้วย ในปี 2565 มีพนักงานจำนวนมากทยอยกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ โดยที่รูปแบบการทำงานไฮบริดจะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในปีนี้และอนาคต บริษัทนายจ้างควรปรับตัวโดยการนำนโยบายการทำงานที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric Work Design) มาปรับใช้ในองค์กร รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นและการมีส่วนร่วมในงาน และมีรูปแบบการจัดการพนักงานที่ทำงานไฮบริดอย่างเข้าอกเข้าใจ”

ตัวอย่างเช่น บุคลากรไอทีมีแนวโน้มลาออกมากกว่าบุคลากรในสายงานอื่น ๆ เนื่องจากพวกเขาต้องการความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น และมีสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) และมองหาโอกาสในการทำงานที่ดีขึ้น โดยผู้บริหารไอที (หรือ CIOs) สามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาและดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะความสามารถระดับหัวกะทิได้ โดยการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่เป็นการมอบคุณค่าแก่พนักงาน (Employee Value Proposition) ที่เข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น

การ์ทเนอร์ให้คำจำกัดความ พนักงานกลุ่ม Hybrid Workers คือผู้ที่เข้าทำงานในสำนักงานอย่างน้อยหนึ่งวันต่อสัปดาห์ ส่วนพนักงานกลุ่ม Fully Remote Workers เป็นกลุ่มที่ทำงานที่บ้านตลอดเวลา และพนักงานกลุ่ม On-Site Workers คือพนักงานที่เข้าทำงานในสำนักงานเต็มเวลา

คาดว่าจำนวนพนักงานที่ทำงานผ่านระยะไกล (Remote Workers) จะลดลงทุกปี การ์ทเนอร์ประมาณการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2566 จำนวน Remote Workers จะเหลือเพียง 9% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดทั่วโลก (ตามภาพที่ 1)

 

ภาพที่ 1: สัดส่วนพนักงานที่มีทักษะความรู้ทั่วโลกที่ทำงานแบบ Fully Remote และ Hybrid ระหว่างปี 2564 – 2566

ที่มา การ์ทเนอร์ (มีนาคม 2566)

ตั้งแต่ปี 2562 ทุกประเทศมีสัดส่วนการทำงานแบบ Hybrid และ Fully Remote เพิ่มขึ้น โดยมีความแตกต่างกันออกไปอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละประเทศ

เมื่อการออกแบบการทำงานที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางมาพบกับพื้นที่ทำงานเสมือนจริง (Virtual Workspaces) 

Human-Centric Design หรือการออกแบบการทำงานที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางต้องอาศัยหลักการ บรรทัดฐานและไอเดียใหม่ ๆ ซึ่งพื้นที่ทำงานเสมือนจริง (Virtual Workspaces) ที่ประสบความสำเร็จจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการสรรหาและว่าจ้างไปจนถึงรวบรวมทีมงานไว้ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงที่ตั้งภูมิศาสตร์ พื้นที่ทำงานเสมือนจริงยังเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยลดปัญหาในเรื่องการจัดประชุมแบบพบหน้า (รวมถึงการเดินทาง) ด้วยโซลูชั่นการประชุมเสมือนจริงที่มีอยู่ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2568 พนักงาน 10% จะใช้พื้นที่เสมือนจริงสำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การขาย การเตรียมพร้อมสำหรับพนักงานใหม่และการทำงานจากระยะไกล

คริสโตเฟอร์ ทรูแมน นักวิเคราะห์อาวุโสของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “สำหรับองค์กรที่ทำงานแบบไฮบริดหรือทำงานจากระยะไกลนั้นพื้นที่สำนักงานจริงอาจถูกแทนที่ด้วยพื้นที่ทำงานเสมือนจริงอย่างเต็มศักยภาพ จนกลายเป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรมองค์กร และเป็นศูนย์กลางการทำงานที่สร้างประสบการณ์ดิจิทัลให้พนักงาน อย่างไรก็ตามพนักงานไม่ควรคาดหวังว่าจะมีส่วนร่วมในพื้นที่ทำงานเสมือนจริงตลอดทั้งวัน แต่ควรใช้พื้นที่นี้สำหรับการประชุมและการสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อพัฒนาศักยภาพให้กับตนเอง อาทิ การระดมไอเดียต่าง ๆ (Brainstorming) การทดสอบผลิตภัณฑ์ (Product Reviews)  หรือ การพบปะทางสังคม (Social Gatherings)”

ลูกค้าการ์ทเนอร์ สามารถคลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “Forecast Analysis: Knowledge Employees, Hybrid, Fully Remote and On-Site Work Styles, Worldwide.”

เกี่ยวกับ Gartner for Information Technology Executives

Gartner for Information Technology Executives นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ได้จริงแก่ผู้บริหารและผู้นำด้านไอที สำหรับช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ขับเคลื่อนองค์กรก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ ชมข้อมูลเพิ่มเติมคลิก www.gartner.com/en/information-technology

ติดตามข่าวสารและข้อมูลล่าสุดจาก Gartner for IT Executives ได้ที่ Twitter และ LinkedIn. หรือเยี่ยมชมที่ IT Newsroom

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

การ์ทเนอร์ อิงค์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Metro Connect ร่วมมือ IBM Thailand จัดงาน MCC Grand Opening LinuxONE Distributor

บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด ร่วมกับ บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมจัดงาน MCC Grand Opening – LinuxONE Distributor” เพื่อเป็นการประกาศให้บริษัทคู่ค้าทุกท่านทราบว่า บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด ซึ่งปัจจุบันได้เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ LinuxONE ของ ไอบีเอ็ม เพียงเจ้าเดียวในประเทศไทย  โดยจัดขึ้นเมื่อ วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ ห้อง Studio R6 โดย คุณวรัชญ์ รัตนธรรมมา Assistant Vice President บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และมีผู้เชี่ยวชาญบรรยายโซลูชั่นต่างๆ ดังต่อไปนี้

 คุณสุรฤทธิ์ วูวงศ์  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มเทคโนโลยี จาก บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด บรรยายในหัวข้อ “IBM Direction & Linux Market Trend” โดยนำเสนอทิศทางของทางบริษัทฯ และแนวโน้มของตลาดซึ่งทางลูกค้าให้ความสนใจในการพัฒนาโปรแกรมบนแพลตฟอร์ม Linux และเพื่อให้ลูกค้าเข้าใจเทคโนโลยีของ LinuxONE ซึ่งมีความสอดคล้องกับตลาดเหล่านี้อย่างชัดเจน

Mr. Manoj Srinivasan Pattabhiraman Senior Hybrid Cloud and IBM LinuxONE Specialist จาก IBM Regional บรรยายในหัวข้อ “What is IBM LinuxONE?” โดยนำเสนอให้ทุกท่านได้รับรู้และเข้าใจดียิ่งขึ้นว่า IBM LinuxONE เป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะกับลูกค้าอย่างไร เอาไปใช้งานกับระบบงานไหนได้บ้าง และมีข้อดีเหนือคู่แข่งอย่างไร

Mr. Rivi Varghese Founder and CEO จาก Clari5 บรรยายในหัวข้อ “Anti- Money Laundering and Fraud detection” โดยเสนอโซลูชั่นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินต่างๆ ในเรื่องโซลูชัน AML แบบเรียลไทม์ของ Clari5 ช่วยให้ธนาคาร และสถาบันการเงินดำเนินการอัตโนมัติปรับปรุง และปฏิบัติตามโปรแกรมการปฏิบัติตามกฎระเบียบ AML/CFT ที่มีอยู่ และกฎระเบียบที่เกิดขึ้นใหม่ รวมถึงการจัดการการฉ้อโกงแบบเรียลไทม์ตามช่องทางต่าง โดยใช้แอปพลิเคชันเพื่อตรวจจับ และยับยั้งความพยายามอย่างชาญฉลาด

คุณปิยนันท์ ศิริเดช Hybrid Cloud Sales Specialist จาก บริษัท เร้ดแฮท (ประเทศไทย) จำกัด บรรยายในหัวข้อ “application modernization with Red Hat OpenShift” โดยกล่าวถึง ตอนนี้องค์กรหลายแห่งให้ความสำคัญกับความทันสมัยแอปพลิเคชัน และต้องการพัฒนาให้แอปพลิเคชันต่างๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นประโยชน์ต่อองค์กรตั้งแต่วันนี้จนถึงอนาคต ในเซสชั่นจะมีการพูดถึงแอพพลิเคชั่นดั้งเดิมให้ทันสมัยเป็นประโยชน์ทางธุรกิจได้อย่างไร

ทั้งนี้ บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด  เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ LinuxONE อย่างเป็นทางการเพียงเจ้าเดียวในประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจให้เป็นส่วนหนึ่งในการขยายตลาดสู่บริษัทคู่ค้า เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการช่วยเหลือ และส่งต่อความรู้ความชำนาญให้แก่บริษัทคู่ค้า เพื่อพัฒนาและต่อยอดโซลูชันที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม https://www.metroconnect.co.th/products/hpe-hardware/ หรือ สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมติดต่อฝ่ายการตลาด โทร.02-0894880 อีเมล์: mktmcc@metroconnect.co.th


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมทรวมไอเทมคู่หูคนทำธุรกิจ จัดแคมเปญ Super Deal in Love ซื้อคู่สุดคุ้ม

ออฟฟิศเมท และ ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ต้อนรับเดือนแห่งความรัก    เทใจให้ SME และจัดซื้อแบบจัดเต็ม กับแคมเปญ SUPER DEAL IN LOVE “ช้อปไอเทมคู่สุดฟิน อินกันทั้งเดือน” ตลอดกุมภาพันธ์ 2566

เดือนนี้ต้องมีคู่!…ออฟฟิศเมทรวมไอเทมคู่หูคนทำธุรกิจ จัดโปรโมชั่นซื้อคู่สุดคุ้ม
• ซื้อ 1 แถม 1 เลือกช้อปได้ทั้งเครื่องเขียน รางปลั๊กไฟ หม้อต้มไฟฟ้า กาต้มน้ำ ถุงขยะ และทิชชู่เปียก เป็นต้น
• ซื้อ 2 ชิ้นประหยัดกว่า! กับอุปกรณ์ของใช้คู่กัน ซื้อปริ้นท์เตอร์คู่หมึกพิมพ์ที่กำหนด    รับส่วนลดหมึกพิมพ์เพิ่มสูงสุด 15% และซื้อโต๊ะพร้อมเก้าอี้ทำงานในราคาคุ้มยกเซต อีกทั้งยังมีอุปกรณ์สำนักงานและไอทีอีกเพียบที่ลดราคาเพิ่มเมื่อช้อปครบ 2 ชิ้น (ตามกำหนด)
ปิดท้ายโปรโมชั่นโดนใจ SME ให้ประหยัดจัดเต็ม อาทิ เฟอร์นิเจอร์เก้าอี้ลดสูงสุด 70% และสินค้า “Save Pack” ซื้อยกแพ็คประหยัดกว่า ราคาต่อหน่วยถูกลงกว่าเดิม ช้อปกันได้ที่ร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ทุกสาขา หรือช้อปออนไลน์ที่ OFM Mobile App เว็บไซต์ www.ofm.co.th และ Chat & Shop ที่ Line: @OfficeMate หรือโทรสั่ง Contact Center 1281 ออฟฟิศเมทบริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.- ตามกำหนด
Exit mobile version