Categories
บทความ เทคโนโลยี

การตัดสินใจอย่างชาญฉลาด นำพาศักยภาพมาสู่อุตสาหกรรม CPG แห่งอนาคต

โดย เคาสทูปห์ โจชิ

คลื่นลูกใหม่อย่างดิจิทัลนำมาซึ่งโอกาสที่ยิ่งใหญ่มหาศาล และปูทางเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การมาถึงของระบบออโตเมชั่น และ IIoT ยังเร่งการเติบโตและเร่งการพัฒนาในอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้นในโลกใหม่

การทำให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องอาศัยการประสานงานหลายด้าน เช่น การบริหารจัดการและการดำเนินงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเชิงรุกพร้อมดำเนินการได้อย่างทันท่วงที ตัวอย่าง เช่น เมื่อสินทรัพย์ของอาคารอยู่ในสภาพที่เหมาะสมและดำเนินการได้ตามที่ควรเป็น ก็จะสร้างสภาวะที่เหมาะสมที่สุดให้กับผู้อาศัยในอาคาร พร้อมกับสร้างความพึงพอใจมากขึ้นในภาพรวมของตัวอาคาร ในทำนองเดียวกัน อุตสาหกรรม CPG (Consumer Packaged Goods) หรือสินค้าอุปโภคบริโภค ก็สามารถมั่นใจในเรื่องของความต่อเนื่องและประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากขุมพลังของ IoT และการเชื่อมต่อกับระบบอัตโนมัติในการดำเนินงานต่างๆ

เครื่องมือ Advisor เปี่ยมด้วยขุมพลังจาก Machine Learning และ IoT ช่วยตอบโจทย์ความท้าทายในอุตสาหกรรม CPG อีกทั้งสามารถเรียนรู้การทำงานจากกระบวนการที่แตกต่าง พร้อมวิเคราะห์ความหลากหลายของอุปกรณ์และสินทรัพย์ เพื่อให้ประโยชน์และการทำงานที่เหมาะสม รวมถึงการติดตามงานทั่วไป จึงช่วยให้มั่นใจได้ว่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จะรองรับความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ให้ผลลัพธ์ต่อเนื่องได้เต็มประสิทธิภาพโดยที่ไม่สะดุด

นอกจากนี้ เทคโนโลยียังให้ผลกระทบตามมาอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวิเคราะห์ ช่วยให้อุปกรณ์พร้อมใช้งานตลอดเวลา รวมถึงช่วยในการตรวจสอบสถานะ บำรุงรักษาได้โดยที่ไม่ต้องสัมผัส และที่สำคัญกว่านั้น คือช่วยบรรเทาภัยพิบัติ ทำให้มั่นใจเรื่องความปลอดภัยและการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

ให้ภาพรวมเรื่องของพลังงานและความยั่งยืนได้ดีขึ้น ด้วยการใช้แพลตฟอร์มเดียวบนคลาวด์ในการรวบรวมข้อมูลทั่วองค์กรมาไว้ด้วยกัน เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลทั้งหมดได้อย่างสะดวกจากแหล่งเดียวโดยปราศจากความยุ่งยาก ไม่ว่าจะเป็นตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน ข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวก และข้อมูลด้านซัพพลาย ทำให้คุณสามารถนำระบบวิเคราะห์มาช่วยปรับปรุงการทำงานร่วมกัน เหล่านี้ส่งผลถึงการได้มาซึ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่จำเป็นต่อการตัดสินใจเรื่องสำคัญ อีกทั้งยังช่วยให้จัดลำดับความสำคัญของโครงการ เพื่อปรับปรุงเรื่องของประสิทธิภาพและความยั่งยืนได้อย่างต่อเนื่อง

ทุกสิ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการใช้ AVEVA และซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมจากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ปรับปรุงการดำเนินการ ทั้งยังได้รับผลตอบแทนการลงทุนสูงสุด และเพิ่มผลกำไรด้วยข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริง ช่วยให้ตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างชาญฉลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านอาหารและเครื่องดื่มสำหรับอุตสาหกรรม CPG ในอนาคต

คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึงแล้ว และกำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรม CPG ให้เชื่อมต่อการทำงานได้มากขึ้น พร้อมรองรับการทำงานได้ตลอดเวลา ครอบคลุมทุกแง่มุมของการดำเนินงานในเชิงรุกอีกทั้งให้ความยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนควรใช้ประโยชน์จากโอกาสอันกว้างใหญ่ไพศาลจากการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานสู่ดิจิทัล เพื่อสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพและให้ความยั่งยืน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ.จัดพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ “การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่นั่ง”

.ดร.สมฤกษ์ จันทรอัมพร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ประธานพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเพื่อการผลิตผลงานทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้โครงการส่งเสริมการนำสิ่งประดิษฐ์และผลงานวิจัย พัฒนาสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงสังคมการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่นั่งระหว่างนายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน และนายกิติพงศ์ พรหมชัยนันท์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

พร้อมด้วย รศ.ดร.กัมปนาท เทียนน้อย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แพทย์หญิงชไมพันธุ์ สันติกาญจน์ หัวหน้าโครงการขับเคลื่อนไทยสู่ผู้ใช้ จยย.ปลอดภัย และ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม หัวหน้าศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมการประเมินความปลอดภัยยานยนต์ สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เมื่อเร็วๆนี้ 

สืบเนื่องจากเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน และเทศบาลตำบลเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีความประสงค์ขอใช้ผลงานทรัพย์สินทางปัญญาการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่นั่งเป็นผลงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยมีศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นเจ้าของผลงานผู้ประดิษฐ์คิดค้น ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากทุนวิจัยงบประมาณแผนบูรณาการพัฒนาศักยภาพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2561 และได้รับการจดขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ประเภทสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ เลขที่สิทธิบัตร 76476 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.. 2563 โดยมี รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม และทีมงานงานวิจัย พัฒนามาจากรถกระบะ หรือรถบรรทุกโดยสารหกล้อ โดยที่นั่งจะมีลักษณะเป็นเก้าอี้ม้านั่งยาวโดยให้เด็กนั่งตามแนวยาวของตัวรถ รถดังกล่าวจะมีลักษณะสองแถวซึ่งจะมีเก้าอี้ม้านั่งส่วนใหญ่และจะทำมาจากโครงสร้างเหล็กโดยไม่มีการติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ลักษณะดังกล่าวจะไม่ปลอดภัยหากเกิดอุบัติเหตุและมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้น นวัตกรรมที่นั่งปลอดภัยสำหรับเด็กที่สอดคล้องกับบริบทการใช้รถและลักษณะการนั่งตามยาวแบบเดิมจึงมีความสำคัญ นวัตกรรมที่นั่งดังกล่าวได้ถูกออกแบบและสร้างบนพื้นฐานของมาตรฐานสากล โดยใช้วัสดุที่สามารถจัดหาและผลิตได้ในอุตสาหกรรมท้องถิ่น นวัตกรรมดังกล่าวจะมีโครงสร้างฐานที่ยึดติดกับที่นั่งจะถูกนำไปติดตั้งบริเวณท้ายรถกระบะ หรือในรถบรรทุกโดยสารหกล้อ ส่วนที่นั่งจะถูกติดตั้งเข้ากับโครงสร้างฐานซึ่งสามารถติดตั้งได้จำนวน 5 ที่นั่งในกรณีของรถกระบะ หรือมากกว่า 5 ที่นั่งในกรณีรถบรรทุกโดยสารหกล้อ

นวัตกรรมที่นั่งดังกล่าวสามารถรับแรงกระแทกทางด้านข้างกับด้านหน้าได้ตามมาตรฐานสากลซึ่งสามารถพับเก็บได้รวมทั้งปรับความสูงบริเวณพนักพิงได้ตามสัดส่วนความสูงของผู้โดยสาร อีกทั้ง ที่นั่งบริเวณศีรษะและสะโพกด้านข้างของผู้โดยสารจะถูกออกแบบให้เพื่อลดการบาดเจ็บกรณีที่มีการกระแทกเกิดขึ้นได้อีกด้วย .


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อิเมอร์สัน แนะนำนวัตกรรมคอมเพรสเซอร์ Copeland Variable Speed Solutions สำหรับตลาดประเทศไทย

กรุงเทพ 18 เมษายน 2566 – อิเมอร์สัน ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดคอมเพรสเซอร์ในประเทศไทย ด้วยการจัดงาน Beyond Limit with Copeland Variable Speed Solutions ร่วมกับบริษัท แสงชัย อีควิพเม้นท์ (1984) จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์อิเมอร์สันในประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีผู้ผลิตระบบปรับอากาศแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer) ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ที่ผลิตเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ป้อนตลาดในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมงานคับคั่งกว่า 50 ราย

ภายในงาน นอกจากจะนำเสนอข้อมูลนวัตกรรมล่าสุดสำหรับการผลิตเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มและทิศทางของตลาดคอมเพรสเซอร์แล้ว อิเมอร์สันยังได้แนะนำเทคโนโลยีคอมเพรสเซอร์ Copeland ที่โดดเด่นเรื่องประสิทธิภาพ และประหยัดพลังงาน หลากหลายรุ่น เพื่อการใช้งานประเภทต่างๆ ทั้งโรงงาน โรงพยาบาล โครงการที่อยู่อาศัย ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ รวมทั้งจัดฝึกอบรมทดลองผลิตสินค้าสำหรับผู้ผลิต OEM อีกด้วย

นายวิษณุ เตือนอุดมศีล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Emerson’s Climate Technologies business กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญด้านระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์ของอิเมอร์สันในภูมิภาค และยังมีโอกาสเติบโตได้อีก จากการขยายตัวของโครงการที่อยู่อาศัย ห้างสรรพสินค้า ช้อปปิ้งมอลล์ โรงพยาบาล พื้นที่อุตสาหกรรมรวมถึงการสร้างโรงงานต่างๆ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ยังเป็นผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหลายประเทศก็มีความต้องการเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์มากขึ้น จากการขยายตัวของเมือง เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม การที่อิเมอร์สันร่วมจัดงานกับบริษัท แสงชัย อีควิพเม้นท์ (1984) จำกัด ในครั้งนี้ จึงเป็นกิจกรรมที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญและจัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อสนับสนุนและให้ความรู้ด้านเทคนิคแก่ตัวแทนจำหน่าย และให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าซึ่งเป็นผู้ผลิต OEM อย่างใกล้ชิด”

คอมเพรสเซอร์ Copeland ของอิเมอร์สัน ได้รับความไว้วางใจมาอย่างยาวนาน ล่าสุดได้จัดงานฉลองครบรอบ 100 ปีเมื่อปี 2564 ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการจัดหาโซลูชั่นที่ดีที่สุดเพื่อแก้ปัญหาและความท้าทายของเครื่องปรับอากาศ

สำหรับไฮไลท์ผลิตภัณฑ์คอมเพรสเซอร์ Copeland ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นที่นำเสนอภายในงานดังกล่าว ได้แก่ คอมเพรสเซอร์สโครลแบบปรับความเร็วได้ ขนาด 110cc ที่มีกำลังถึง 25 แรงม้า ที่มาพร้อมชุดอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ขนาด 36kw และชุดควบคุมที่เข้ากันอย่างลงตัว สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 30% (ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการของอิเมอร์สัน) เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีความเร็วคงที่แบบเดิม อีกทั้งยังใช้งานได้ดีกับสารทำความเย็นหลายชนิด เช่น สารทำความเย็นที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่าง R32

นอกจากนี้ ยังมีโซลูชั่น Copeland Integrated Solution ซึ่งประกอบด้วยคอมเพรสเซอร์ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์สำคัญต่างๆ ที่อิเมอร์สันได้คัดสรรให้เข้ากันอย่างลงตัว และพร้อมติดตั้งได้ทันที เหมาะสำหรับผู้ผลิต OEM ขนาดกลางและขนาดเล็ก เนื่องจากสะดวก และช่วยประหยัดเวลาในการพัฒนาระบบและการติดตั้ง ทั้งยังช่วยลดต้นทุนโดยรวมของระบบได้อีกด้วย

“อิเมอร์สัน มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีคอมเพรสเซอร์ Copeland มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความท้าทายของภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนให้ผู้ผลิต OEM สามารถผลิตระบบและเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการ เจ้าของอาคาร และโครงการที่พักอาศัย ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าไฟ และปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งยังช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางธุรกิจของผู้ผลิต OEM ไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศด้วย” นายวิษณุ กล่าวเสริม


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กลุ่มบริษัท TCG บุกเบิก เหรียญทองดิจิทัลสกุลใหม่ ฝีมือคนไทย Digital Gold Coin (DGC) เชื่อมต่อเครือข่ายเหมืองทองระดับภูมิภาคเอเชีย พร้อมขึ้นเทรดหลังสงกรานต์ 2566

นายพัศพงศ์ เจริญฐานวงศ์ [Mr. Jacky Wong] Founder & CEO ประธานบริษัท TCG Social Media Group Company LImited เปิดเผยว่า “ราคาทองคำ อยู่ในช่วงขาขึ้น มีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างมาก โดย บริษัท TCG Social Media Group เล็งเห็นทิศทางขาขึ้นนี้ มากว่า 2 ปี และได้รับทุนพัฒนาจากประเทศดูไบ เพื่อนำมาพัฒนาเทคโนโลยี ในการเชื่อมกับพันธมิตร ในระดับภูมิภาคเอเชียและอินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งได้เข้าไปลงทุนเหมืองทองในหลายประเทศ อีกทั้งวางแผนเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลใหม่ชื่อ DGC หรือ Digital Gold Coin เป็นเหรียญในกลุ่ม Asset Coin โดยสนับสนุนมูลค่าจริง ด้วยเครือข่ายเหมืองทองในต่างประเทศ ทำให้ได้รับการยอมรับและมีความน่าเชื่อถือสูง ทั้งในกลุ่มประเทศเอเชีย ตะวันออกกลาง และ แอฟริกา ทั้งนี้ มีความพร้อมที่จะเปิดตัว เหรียญทองดิจิทัลสกุลใหม่ ฝีมือคนไทย Digital Gold Coin [DGC] และมีแผนที่จะขึ้นเทรดในช่วงหลังสงกรานต์ 2566 นี้

TCG Social Media Group Company LImited ได้ร่วมลงนามในสัญญากับ PTL Holding บริษัทมหาชนระดับอาเซียน เจ้าของโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงรายแรกของอาเซียน เพื่อพัฒนา LAOCOINS และยังได้สัมปทานทำระบบ Securities Token และ GoldBanc Vault ของกลุ่ม AFRASEAN โดยได้รับสัมปทานในการทำ Digital Asset และ Digital Bank license ของประเทศ Mauritius ในแอฟริกา เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการวัดค่าเงินกับทองคำดิจิตอล

นอกจากนี้ TCG Social Media Group Company LImited ยังจับมือกับกลุ่ม Islamic coin และ WASABIH เพื่อนำ DGC เข้าทำการ Back Up มูลค่าของ Halal Coin เพื่อใช้จ่ายและสนับสนุนในกลุ่มการเงินและธุรกิจของกลุ่มประเทศมุสลิมเป็นหลัก เนื่องจากตะวันออกกลาง เป็นกลุ่มประเทศที่แนวคิดเปิดกว้างในด้านการเงินดิจิทัลรูปแบบใหม่ ส่วนเหรียญดิจิทัล DGC จะขึ้นกระดานเทรดเปิดขายเป็น Public ในกระดาน Exchange อันดับ 3 ของโลก XT.com ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 โดย 1 เหรียญของ DGC จะ fix rate อยู่ที่ 100 USD ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาทองคำ ณ วันนั้น

สำหรับแผนงานในอนาคต จะมีการขยายมูลค่าเข้าสู่กลุ่ม Assets Coin เช่น METAIN VIETNAM , COFUND INDONESIA, LIQUID TREE USA GLOBAL, EXPRIZO = EU & MENA & AFRICA และที่สำคัญคือการเปิด DGB (Digital Gold Bank) โดยเชื่อมต่อกับ Bullions Bank ภายใต้คอนเซ็ป DBDC หรือ Decentralized Bank Digital Currency หรือธนาคารอิสระที่ไม่ถูกควบคุมกลไกโดยหน่วยงานรัฐ แต่เป็นไปตามกลไกของตลาดฝั่งผู้ใช้งาน โดยหลักการระบบการเงินโลก ถ้าเราใช้มูลค่าทองคำค้ำประกัน ก็สามารถผลิตเงินสกุลต่างๆ ออกมาได้ตามเงื่อนไขสากล ดังนั้นสกุลเงินดิจิทัลก็เช่นกัน” ส่วนภาพใหญ่ในระดับประเทศ ตามกระแสเรื่องการเงินดิจิทัลที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

นายพัศพงศ์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “เราสามารถสร้างกลไกการเงินดิจิทัลใหม่ขึ้นมาได้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในรูปแบบที่เรียกว่า Digital Assets Management คือเป็นการดึงเอามูลค่าของสินทรัพย์ที่มีอยู่แล้วในตัว มาแปลงให้เป็นตัวเงินในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งการตีมูลค่าสินทรัพย์ให้มีมูลค่าในระบบการตลาด การบริโภคของประชาชน และสามารถโอนถ่ายได้คล่องตัว จะช่วยทำให้เศรษฐกิจมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องผ่านตัวกลาง ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากสินทรัพย์นั้นโดยตรง ยิ่งถ้าสินทรัพย์นั้นยิ่งมีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนมือได้หลายรอบ ก็จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้หลายเท่า นี่เป็นแนวคิดที่ถ้าผู้นำประเทศรู้จักนำกลไก เครื่องมือ และเทคโนโลยีการเงินสมัยใหม่ มาใช้แก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้เร็ว ก็จะยิ่งทำให้ประเทศก้าวหน้าได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งบางประเทศก็วางแผนเรื่องนี้ล่วงหน้ามาหลายปีแล้วเช่น ที่จีน เป็นต้น”

สำหรับภาพใหญ่ของ DGC เราเดินหน้าสร้าง Partner Network ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับ International อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความแข็งแกร่งพื้นฐานให้กับทั้งตัวเหรียญ และระบบ โดยพร้อมที่จะทำการ Peg หรือ Reserve มูลค่า Digital Currency Partner ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แซดทีอี จับมือ เอไอเอส เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เซิร์ฟเวอร์ G5 SERIES มุ่งสร้างระบบปฏิวัติดิจิทัลอัจฉริยะ ทรงประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง กล่องจดหมาย

แซดทีอี คอร์ปอเรชั่น จับมือ เอไอเอส ผู้ให้บริการโทรคมนาคมอันดับหนึ่งของไทย เปิดตัวผลิตภัณฑ์ เซิร์ฟเวอร์  G5 SERIES  ในประเทศไทย นับเป็นครั้งแรกที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์นี้ในต่างประเทศ โดยมี พันธมิตรและคู่ค้าธุรกิจจากหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมด้านไฟฟ้า อุตสาหกรรมด้านการสื่อสาร อุตสาหกรรมด้านการขนส่ง อุตสาหกรรมด้านการเงิน อุตสาหกรรมด้านการดูแลสุขภาพ อุตสาหกรรมด้านท่าเรือ และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ร่วมสัมผัสอัจฉริยะภาพในระบบปฏิบัติการนวัตกรรม เซิร์ฟเวอร์ G5 SERIES ที่ได้รับการยอมรับและมีความปลอดภัยสูง พร้อมแลกเปลี่ยนความต้องการพลังการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นในโลกดิจิทัล ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
มร.หวัง เฉวียน รองประธานกรรมการ แซดทีอี คอร์ปอเรชั่น  กล่าวว่า ” เศรษฐกิจในยุคดิจิทัล เทคโนโลยี 5G,  นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมไปถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะเสมือนจริงกำลังผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลอื่น ๆ โดยกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การกำเนิดนวัตกรรมและบริการใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการได้อย่างรอบด้านโดยผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์กลายเป็นตัวแทนของสังคมดิจิทัลและเป็นศูนย์กลางของระบบปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นเสมือนโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างมากของโลกยุคดิจิทัล

มร.อวิส ฮอง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของไอดีซี กล่าวเสริมว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนและการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนรายได้ขององค์กรที่ให้บริการด้านดิจิทัล เนื่องจากต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการใช้งาน “แอปพลิเคชัน” มากกว่าองค์กรธุรกิจแบบดั้งเดิม จึงกลายเป็นปัจจัยหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมธุรกิจยุคดิจิทัลในศตวรรษนี้

มร.เดนนิส ลุน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด Intel NEX Asia Ecosystem กล่าวว่า “ในการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมธุรกิจดิจิทัล คือแรงผลักดันให้โลกเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อีกทั้ง ยังนำโอกาสใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการให้กับทุกอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน  โดยช่วงต้นปี 2023   อินเทล ได้มีการเปิดตัวโปรเซสเซอร์ Intel Xeon รุ่นที่ 4 ที่สามารถปรับขนาดได้ ร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างเป็นทางการ”

มร.หลิว เจินไห่ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์ แซดทีอี คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา  แซดทีอี  มุ่งมั่นและพยายามอย่างมากในการพัฒนา เซิร์ฟเวอร์ และ ระบบจัดเก็บข้อมูล [storage products] ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น เซิร์ฟเวอร์ทั่วไป GPU เซิร์ฟเวอร์  เซิร์ฟเวอร์ระบายความร้อนด้วยของเหลว ผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช ผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูลแบบแฟลชผสม และผลิตภัณฑ์ดิสก์อาร์เรย์แบบกระจาย จนมาถึงปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ เซิร์ฟเวอร์ และ ระบบจัดเก็บข้อมูล [storage] ของ ZTE ได้รับการติดตั้ง เพื่อใช้งานในจำนวนกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยครอบคลุมอุตสาหกรรมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านการสื่อสาร อินเทอร์เน็ต ด้านการเงิน ด้านพลังงาน กิจการของภาครัฐ ด้านการขนส่ง และอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย

ในปี 2023 แซดทีอี ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์ รุ่นใหม่ 5 รุ่น ด้วยกัน ได้แก่ 5200 G5 high-density server, 5300 G5 full-scenario universal server, 5500 G5 mass storage server, 6500 G5 heterogeneous computing power server และ  8500 G5 high-performance server โดยแต่ละรุ่นในตระกูล G5 SERIES  มีคุณสมบัติเด่นคือ ระบายความร้อนด้วยของเหลว อีกทั้ง ยังมีคุณลักษณะโดดเด่นมากมาย อาทิเช่น ศักยภาพในการประมวลผลสูง มีความยืดหยุ่นต่อการขยายตัว มีศักยภาพในการประมวลผลที่แตกต่างและจัดเก็บข้อมูลได้จำนวนมหาศาล อีกทั้ง มีความเสถียรและเชื่อถือได้

สำหรับ แซดทีอี ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลระดับโลก ไม่หยุดนิ่งและมีความมุ่งมั่นที่จะคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลได้เป็นอย่างดี เพื่อให้ธุรกิจและบริการของลูกค้าเติบโตได้อย่างแข่งแกร่งและเท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มข. เปิดศูนย์เซลล์บำบัดรักษา Cellular Therapy Center สวยสุขภาพดีครบจบที่เดียว

Cellular Therapy Center เพิ่มประสิทธิภาพรักษาโรคจากความเสื่อมและโรคเรื้อรัง การรักษาด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้น สามารถให้บริการการบำบัดรักษาภาวะเข่าเสื่อม การรักษาแผลเรื้อรัง การรักษาภาวะผมบางและหลุดร่วงง่าย การรักษาฟื้นฟูผิวหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ

มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดพิธีเปิดศูนย์เซลล์บำบัดรักษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น (Cellular Therapy Center) โดยมี ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานในพิธี  รองศาสตราจารย์ นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงาน ในการนี้มี รองศาสตราจารย์อภิชาติ จิระวุฒิพงศ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิยะดา ปัญจรัก รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์เซลล์บำบัดรักษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะผู้บริหารร่วมพิธีเปิด ณ ศูนย์เซลล์บำบัดรักษา ชั้น 8 อาคารกัลยานิวัฒนานุสรณ์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รองศาสตราจารย์ นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ศูนย์เซลล์บำบัดรักษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับการจัดตั้งให้เป็นหน่วยงานวิสาหกิจ สังกัดสำนักงานอธิการบดี ตามประกาศมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ด้านเซลล์บำบัดรักษา ในการพัฒนานวัตกรรม และ เทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงด้านเซลล์บำบัดรักษาที่ได้มาตรฐานสากล มุ่งเน้นในการศึกษาวิจัย และ พัฒนาการรักษาโรคเรื้อรัง โรคที่เกิดจากความเสื่อม และ ภาวะต่างๆ ด้วยเซลล์บำบัดรักษาชนิดต่างๆ ตลอดจน พัฒนาการรักษาโรคมะเร็งด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดรักษา (Cellular immunotherapy) และ จะเปิดให้บริการการรักษาที่เป็นการแพทย์ทางเลือกด้วยเซลล์บำบัดรักษา ตามวิสัยทัศน์ “ศูนย์ความเชี่ยวชาญทางด้านเซลล์บำบัดรักษาที่ให้การรักษาการแพทย์ทางเลือกด้วยนวัตกรรมการแพทย์เทคโนโลยีขั้นสูง”

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า  ศูนย์เซลล์บำบัดรักษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นศูนย์ที่ให้บริการการรักษาที่เป็นการแพทย์ทางเลือกด้วยเซลล์บำบัดรักษาที่จะช่วยส่งเสริมผลการรักษา และ เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาสำหรับโรคที่เกิดจากความเสื่อมและโรคเรื้อรังอื่นๆ ตลอดจนโรคมะเร็ง นอกจากนี้ เซลล์บำบัดรักษายังมีประโยชน์ทางด้านการส่งเสริมสุขภาวะช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย ถือเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่จะสามารถรองรับกับสถานการณ์ที่ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงวัย  จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ป่วยและประชาชนทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะได้รับการรักษาด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงด้านเซลล์บำบัดรักษาอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติอย่างมาก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิยะดา ปัญจรัก รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์เซลล์บำบัดรักษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า Cellular therapy center เป็นศูนย์ที่มุ่งเน้นในการพัฒนาการรักษาที่เป็นนวัตกรรมการแพทย์ทางเลือกด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงด้วยเซลล์บำบัดรักษา โดยเซลล์บำบัดรักษาอย่างง่ายที่ศูนย์จะเปิดให้บริการในระยะแรก คือ การรักษาด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้น คือ Platelet rich plasma (PRP) therapy ซึ่งสามารถให้บริการการบำบัดรักษาหลายด้าน อาทิ การรักษาภาวะเข่าเสื่อม เหมาะสำหรับผู้ป่วยเข่าเสื่อมในระยะเริ่มต้น มีผลเด่นในการช่วยลดอาการปวดเข่า และ ช่วยชะลอการเสื่อมของข้อเข่า การรักษาแผลเรื้อรัง ซึ่ง PRP จะช่วยกระตุ้นกระบวนการ การสร้างเนื้อเยื่อและหลอดเลือดใหม่ สำหรับช่วยในกระบวนการหายของแผล ซึ่งอัตราการหายของแผล ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ คือ การ ล้างและดูแลแผลของผู้ป่วยด้วย การรักษาภาวะผมบางและหลุดร่วงง่าย PRP จะช่วยกระตุ้นให้รากผมแข็งแรงมากขึ้นและช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผมแต่ละจุดมีการควบคุมคุณภาพและปริมาณของ PRP ที่ฉีดในแต่ละจุด การรักษาฟื้นฟูผิวหน้า PRP จะช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจนของผิวหน้า ลดรอยฝ้า กระ และจุดด่างดำให้จางลง ตลอดจนช่วยฟื้นฟูสภาพผิว และลดรอยเหี่ยวย่นของผิวหน้า


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ตลาดรถ EV ขาขึ้น ยอดขายในไทยพุ่งอันดับ 1 อาเซียน แนะพัฒนาจุดชาร์จ เพิ่มกำลังบุคลากรรับเทรนด์เติบโต

รถ EV หรือชื่อเรียกแบบเต็มๆ ว่ายานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) ในประเทศไทยกำลังมาแรงตลอดช่วงมอเตอร์โชว์แบบพุ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ จากความคุ้มค่าประหยัดตกเฉลี่ยกิโลเมตรละไม่ถึงบาท ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันที่แพงขึ้นทุกวัน และแบรนด์รถ EV หลายแบรนด์มาตั้งโรงงานในเมืองไทยทำราคาใหม่ถูกใจลูกค้าที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายและสายรักษ์โลก สอดรับกับนโยบายส่งเสริมการใช้รถ EV ของรัฐบาล

ปัจจุบันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่หรือที่เรียกว่า BEV (Battery EV) ในประเทศไทย ถือเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มประเทศอาเซียน โดยหากมีรถ BEV วิ่งอยู่ 100 คัน บนถนนทั้ง 10 ประเทศในอาเซียน “จะมีถึง 60 คัน” ที่วิ่งอยู่ในประเทศไทย ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีรถ BEV ใหม่ประมาณ 10,000 คัน แต่คาดว่าปี 2566 นี้จะไม่ต่ำกว่า 40,000 คันเลยทีเดียว

ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) กล่าวถึงเหตุผลที่ทำให้รถ BEV ได้รับความนิยมในประเทศไทยว่า เพราะการปรับตัวของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นมาก และนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาลทำให้คนไทยมีโอกาสเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการใช้งานนั้นยังจำกัดอยู่ เนื่องจากสถานีชาร์จยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยจำนวนสถานีชาร์จไฟฟ้าในช่วงต้นปี 2566 นี้ มีประมาณ 1,000 กว่าแห่งเท่านั้น ซึ่งราว ๆ 40% ตั้งอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล และส่วนมากหัวชาร์จตามสถานีจะมีแค่ 2 หรือ หัวเท่านั้น หลายแห่งก็ไม่ใช่เครื่องชาร์จ DC แบบเร็ว ส่วนใหญ่จะเป็นหัวชาร์จ AC Type 2 ซึ่งชาร์จได้ช้ากว่า DC มาก การชาร์จแต่ละครั้งยังคงใช้เวลานาน ถ้ามีรถมาชาร์จหลายคันต้องต่อคิวรอ

“ถ้าไม่ได้เดินทางไกลหรือใช้งานในเมืองเป็นหลักก็ไม่ค่อยมีปัญหา กลับมาชาร์จที่บ้านด้วย Home Charger ได้ หรือหากจำเป็นจริง ๆ ก็แวะที่สถานีชาร์จระหว่างเดินทางได้ แต่ถ้าออกไปต่างจังหวัดหรือต้องเดินทางไกล ๆ ก็ต้องวางแผนการเดินทางให้ดี แม้รถ BEV ในปัจจุบันจะสามารถเดินทางได้ไกลกว่า 400 ถึง 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นตัวกำหนดให้ระยะทางสั้นลงได้ การเปิดแอร์ ความเร็วในการขับ และน้ำหนักที่บรรทุก ทำให้ไปได้ไม่ไกลเท่าที่คิด” ดร.ชัยพร กล่าว

ดร.ชัยพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาของผู้ใช้งานรถ EV ที่อาจพบเจอเวลาในเวลานี้ อย่างเช่น ที่ชาร์จเสีย หรืออาจจะมีคนจอดรถชาร์จอยู่ โดยที่แอปพลิเคชันไม่ได้แจ้งเตือน หัวชาร์จที่ไม่ตรงกับหัวชาร์จของรถ หรือบางครั้งเจอรถที่ชาร์จเต็มแล้วแต่เจ้าของรถไม่อยู่ ก็ต้องรอ รวมทั้งแท่นชาร์จหลายแห่งติดตั้งอยู่กลางแจ้ง ไม่มีหลังคา เหล่านี้คือปัญหาที่จะต้องเจอหากต้องชาร์จรถ EV จากสถานีชาร์จสาธารณะ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าอีกไม่นานระบบ แอปพลิเคชัน และสถานีชาร์จ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

อีกเรื่องที่คนใช้งานรถ EV กังวลก็คือ แบตเตอรี่ที่เมื่อเกิดปัญหาอาจมีค่าใช้จ่ายที่แพงมากหลายแสนบาท อย่างที่เราเห็นในข่าว ดังนั้นประกันภัยรถ BEV จึงแพงกว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในค่อนข้างมาก บางครั้งหากมีปัญหาการขายรถทิ้งไปเลยยังคุ้มกว่าการซ่อมหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ ดังนั้นเจ้าของรถต้องระวังการขับขี่ที่อาจส่งผลต่อการเสียหายโดยตรงต่อแบตเตอรี่ ซึ่งส่วนมากติดตั้งอยู่ที่พื้นของห้องโดยสารรถ เช่น การครูดใต้ท้องรถ หรือการเกิดความเสียหายที่ด้านข้างรถอย่างแรง เป็นต้น

อย่างไรก็ดี แรงขับเคลื่อนจากฝั่งผู้บริโภคตามกระแสความกังวลต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่เด่นชัดขึ้น บวกกับนโยบายส่งเสริมของภาครัฐ ทำให้ตลาดรถ EV ในบ้านเราเติบโตแบบก้าวกระโดด         เทรนด์การใช้งานรถ EV ทุกประเภทในประเทศไทยจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือเราจำเป็นต้องมีการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องรองรับการเติบโต ไม่ว่าจะเป็น โรงงานผู้ผลิต ศูนย์ให้บริการซ่อมบำรุงดูแลรักษาทั้งรถและสถานีชาร์จ การดัดแปลงรถเก่าให้เป็น EV รวมทั้งภาคการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยที่ต้องมีการผลิตบัณฑิตในสาขาที่เกี่ยวข้องเช่นกัน

“ตอนนี้บุคลากรทางด้านรถ EV ในประเทศไทยยังมีน้อย ส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญแต่สาขาทางด้านยานยนต์แบบเดิม โดยเฉพาะระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่สำหรับรถ EV มีรูปแบบที่ต่างออกไปค่อนข้างมาก อย่างการดัดแปลงรถยนต์เครื่องสันดาปมาเป็นรถ EV ที่นิยมทำกันมากในต่างประเทศ ไม่ใช่แค่การยกเครื่องยนต์ออกแล้วใส่มอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น รวมทั้งการที่ไทยเป็นที่ตั้งฐานการผลิตรถ EV ตรงนี้ก็ทำให้มีความต้องการบุคลากรจำนวนมาก ภาคการศึกษาต้องเร่งสร้างบุคลากรให้ตอบโจทย์และรองรับเทรนด์นี้ให้ทัน ซึ่งการใช้รถ EV ในเมืองไทย เรียกได้ว่ายังมีโอกาสโตขึ้นอีกมาก” ดร.ชัยพร กล่าว


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ชวนช้อปคลายร้อน กับ SUMMER HOT SALE! สินค้าฮิต ราคาฮอต ลดสูงสุด 70%

ลดแรงสนั่นซัมเมอร์กับสารพัดไอเทมเอาใจคนทำงานและทำธุรกิจ กับเครื่องใช้ไฟฟ้า แบรนด์ดังราคาสุดฮอต ลดสูงสุด 70% ครบครันทั้งเครื่องปรับอากาศ แอร์เคลื่อนที่ เครื่องฟอกอากาศ   พัดลมตั้งโต๊ะ พัดลมอุตสาหกรรม พัดลมไอน้ำ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เพื่อธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ให้เตรียมรับลูกค้านักท่องเที่ยว อาทิ อุปกรณ์ทำความสะอาด บรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก กระดาษทิชชู่ และอื่นๆ อีกเพียบ

ช้อปดับร้อนสบายกระเป๋า ผ่อนเบาๆ 0% นานสูงสุด 10 เดือน หรือเลือกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 37,500 บาท กับบัตรเครดิตชั้นนำที่ร่วมรายการ อาทิ บัตรเครดิต Central The1, SCB, Krungsri, KTC, KBank, BBL และ First choice (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) ช้อปได้ที่ร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ทุกสาขา หรือช้อปออนไลน์ได้ง่ายๆ ที่ OFM Mobile App เว็บไซต์ www.ofm.co.th หรือ Chat & Shop ที่ Line: @OfficeMate และ Contact Center 1281 ออฟฟิศเมทบริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.- ตามกำหนด


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เผยความปลอดภัยไซเบอร์ 8 เรื่องใหญ่ ๆ ที่จะมาระหว่างปีนี้จนถึงปีหน้า

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 30 มีนาคม 2566 – การ์ทเนอร์ อิงค์ เผย 50% ของผู้บริหารความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Chief Information Security Officers หรือ CISOs) จะใช้การออกแบบที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human Centric Design) เพื่อลดแรงต้านจากการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ โดยองค์กรขนาดใหญ่จะให้ความสำคัญกับการนำโปรแกรม Zero-Trust ไปใช้ ขณะที่ครึ่งหนึ่งของผู้บริหารด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ยังไม่ประสบความสำเร็จในการประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์เพื่อขับเคลื่อนการตัดสินใจได้

ริชาร์ด แอดดิสคอตต์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ อิงค์ กล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้บริหาร CISO และทีมงานด้านความปลอดภัยจะต้องมุ่งไปยังสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรของพวกเขาปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่พวกเขายังต้องใช้เวลาเพื่อมองให้เห็นความท้าทายในแต่ละวันและเข้าใจรายละเอียดอย่างรอบด้านเพื่อให้รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นตามมา และอาจส่งผลกระทบต่อโปรแกรมด้านความปลอดภัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”

“การคาดการณ์เหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณถึงบางสิ่งบางอย่างที่เราเห็นว่ามันจะเกิดขึ้น และผู้บริหาร CISO ควรนำมาพิจารณา เพื่อนำไปสร้างโปรแกรมความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน”

การ์ทเนอร์แนะนำผู้บริหารความปลอดภัยทางไซเบอร์ต้องสร้างสมมุติฐานและวางแผนเชิงกลยุทธ์ดังต่อไปนี้ เพื่อใช้เป็นยุทธศาสตร์ด้านการรักษาความปลอดภัยในอีกสองปีข้างหน้า

ภายในปี 2570 50% ของผู้บริหาร CISO จะนำแนวทางปฏิบัติการออกแบบความปลอดภัยที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางมาปรับใช้ เพื่อลดแรงเสียดทานที่เกิดจากความปลอดภัยไซเบอร์และเพิ่มการควบคุมในระดับสูงสุด

ผลการวิจัยของการ์ทเนอร์พบว่า มากกว่า 90% ของพนักงานยอมรับว่าได้กระทำการที่ไม่ปลอดภัยในระหว่างการทำงานแม้ทราบดีว่าการกระทำนั้นจะเพิ่มความเสี่ยงให้องค์กรแต่ก็ยังทำอยู่ดี ซึ่งการออกแบบการรักษาความปลอดภัยที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric Security Design) นั้นเป็นแบบจำลองที่เน้นไปยังปัจเจกบุคคล ไม่ใช่เทคโนโลยี หรือภัยคุกคาม หรือสถานที่ โดยจะมุ่งให้ความสำคัญไปกับการออกแบบการควบคุมและการนำไปใช้เพื่อลดแรงเสียดทานให้น้อยลงมากที่สุด

ภายในปี 2567 กฎระเบียบข้อบังคับด้านความเป็นส่วนตัวที่ทันสมัยจะครอบคลุมข้อมูลส่วนใหญ่ของผู้บริโภค แต่กลับมีองค์กรไม่ถึง 10% ที่ประสบความสำเร็จในการใช้ประโยชน์ของความเป็นส่วนตัวให้กลายเป็นข้อได้เปรียบสำหรับการแข่งขัน

องค์กรต่าง ๆ เริ่มตระหนักว่าโปรแกรมความเป็นส่วนตัวนั้นสามารถช่วยให้พวกเขาใช้ข้อมูลได้กว้างขึ้น สร้างความต่างจากคู่แข่ง และสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า คู่ค้า นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งการ์ทเนอร์แนะนำให้ผู้นำด้านความปลอดภัยบังคับใช้มาตรฐานความเป็นส่วนตัวอย่างครอบคลุม และสอดคล้องกับกฎหมาย GDPR (General Data Protection Regulation) เพื่อสร้างความต่างในตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้นและเติบโตอย่างไร้ขีด

ภายในปี 2569 ประมาณ 10% ขององค์กรขนาดใหญ่จะมีโปรแกรม Zero-Trust ที่ใช้ได้อย่างสมบูรณ์และวัดผลได้เพิ่มขึ้นจากในปัจจุบันที่มีไม่ถึง 1%

การจะนำ Zero-Trust ไปใช้งานได้อย่างครอบคลุมและสมบูรณ์นั้น ต้องอาศัยการผสานรวมและการกำหนดองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งอาจกลายเป็นความซับซ้อนทางเทคนิคได้ โดยองค์กรจะประสบความสำเร็จอย่างสูงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการแปลงข้อมูลให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจ เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ และปลูกฝัง Zero-Trust mindset ที่พัฒนาไปเรื่อย ๆ เพื่อช่วยให้เข้าใจประโยชน์ของโปรแกรมได้ดีขึ้นและจัดการความซับซ้อนบางอย่างทีละขั้นตอนได้ง่ายขึ้น

ภายในปี 2570 75% ของพนักงานจะมีส่วนในการปรับ แก้ไข หรือสร้างเทคโนโลยีที่อยู่นอกเหนือการมองเห็นของฝ่ายไอที เพิ่มขึ้นจาก 41% ในปี 2565

บทบาทและขอบเขตความรับผิดชอบของผู้บริหาร CISO กำลังเปลี่ยนจากการเป็นผู้ควบคุมเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการตัดสินใจด้านความเสี่ยง ซึ่งการปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติการด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์นี้เป็นกุญแจสำคัญเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น การ์ทเนอร์แนะนำผู้บริหารควรคิดนอกกรอบไปกว่าแค่เรื่องของเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดกับพนักงานเพื่อให้พวกเขามีบทบาทในกระบวนการตัดสินใจ และเพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานมีความรู้อย่างเหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมีข้อมูลเพียงพอ

ภายในปี 2568 ผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ 50% จะพยายามใช้คุณสมบัติของความเสี่ยงทางไซเบอร์มาประเมินเพื่อขับเคลื่อนการตัดสินใจขององค์กร ถึงแม้ไม่ประสบความสำเร็จ

การวิจัยของการ์ทเนอร์ชี้ว่า 62% ของผู้ที่ประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์กล่าวว่า องค์กรได้รับความน่าเชื่อถือและการรับรู้ถึงความเสี่ยงทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่มีเพียง 36% เท่านั้นที่ได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจ ประกอบด้วย การลดความเสี่ยง การประหยัดเงินหรือช่วยในการตัดสินใจได้จริง ผู้นำด้านการรักษาความปลอดภัยควรให้ความสำคัญกับพลังการป้องกันและการประเมินความเสี่ยงที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจ (Decision Makers) ร้องขอมา แทนที่จะสร้างการวิเคราะห์ด้วยตนเองและต้องโน้มน้าวให้ธุรกิจหันมาสนใจ

ภายในปี 2568 เกือบครึ่งหนึ่งของผู้บริหารความปลอดภัยไซเบอร์จะเปลี่ยนงาน โดยที่ 25% จะหันไปสู่บทบาทการทำงานที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากปัจจัยกดดันที่เกี่ยวข้องกับงานหลายอย่าง

การแพร่ระบาดที่รวดเร็วและการขาดแคลนพนักงานทั่วทั้งอุตสาหกรรม แรงกดดันการทำงานของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กำลังเพิ่มขึ้นและกลายเป็นไม่ยั่งยืน การ์ทเนอร์แนะนำว่า แม้การขจัดความเครียดของการทำงานให้หมดไปจะดูเป็นไปไม่ได้ แต่ผู้คนก็สามารถจัดการงานที่ท้าทายและมีความกดดันได้หากพวกเขาเชื่อมั่นและสนับสนุนวัฒนธรรมองค์กรที่ทำงานอยู่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงกฎการมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจะช่วยได้

ภายในปี 2569 70% ของคณะกรรมการจะมีสมาชิกหนึ่งท่านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

ผู้บริหาร CISO ได้รับการตระหนักว่าเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ พวกเขาจำเป็นต้องรับทราบความต้องการ ทราบความเสี่ยงขององค์กรและคณะกรรมการ หรือหมายความว่า CISO ไม่เพียงทำให้เห็นว่าโปรแกรมความปลอดภัยทางไซเบอร์สามารถป้องกันภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ยังขยายไปถึงการช่วยเพิ่มความสามารถขององค์กรในการรับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย การ์ทเนอร์แนะนำให้ผู้บริหาร CISO ก้าวนำหน้าการเปลี่ยนแปลง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แก่คณะกรรมการบริหารขององค์กรและสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มความไว้วางใจและให้การสนับสนุน

ภายในปี 2569 มากกว่า 60% ของระบบการตรวจจับ ตรวจสอบ และตอบสนองต่อภัยคุกคาม (Threat Detection, Investigation and Response หรือ TDIR) จะใช้ข้อมูลการจัดการความเสี่ยงเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและจัดลำดับความสำคัญภัยคุกคามที่ตรวจพบ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่น้อยกว่า 5% 

เมื่อพื้นที่การโจมตีขององค์กรขยายตัวอันเป็นผลมาจากการเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้น การใช้บริการ SaaS และแอปพลิเคชันบนคลาวด์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องการขอบเขตการมองเห็นที่กว้างขึ้นและศูนย์กลางสำหรับการตรวจสอบภัยคุกคามรวมถึงช่องโหว่อย่างต่อเนื่อง โดยความสามารถของระบบ TDIR นั้นจะรวมแพลตฟอร์มหรือระบบนิเวศครบวงจรไว้ในแพลตฟอร์มเพื่อบริหารจัดการด้านการตรวจจับ ตรวจสอบ และตอบสนองได้ ทำให้ทีมปฏิบัติการด้านความปลอดภัยเห็นภาพภัยคุกคามและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อองค์กรได้อย่างครบถ้วน

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับลำดับความสำคัญสูงสุดที่ผู้นำด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงในปี 2566 ในรูปแบบ ebook ของการ์ทเนอร์ได้ฟรีที่ 2023 Leadership Vision for Security & Risk Management Leaders


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จับมือไทยออยล์ มอบความรู้สู่ความยั่งยืน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ประเทศไทย โดยสเตฟาน นูสส์ (Stephane NUSS) ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย เมียนมา และลาว ร่วมกับ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดยนายณรงค์ศักดิ์ เฉวียงภพ ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ (Memorandum of Cooperation: MOC) ในการถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ให้แก่นิสิต นักศึกษาและคณาจารย์ ในสถาบันต่างๆ เป็นการส่งเสริมด้านวิชาการ ในระดับบัณฑิตศึกษา นิสิต/นักศึกษาระดับปริญญาตรี ของ 6 สถาบัน ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนมีความรู้ความสามารถและทักษะด้านต่างๆ โดยชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะแบ่งปันทั้งความรู้ด้านเทคนิคในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น รวมถึงทักษะความคิดเชิงออกแบบและการเป็นผู้ประกอบการ ด้านไทยออยล์ฯ จะแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงานและธุรกิจ โดยความร่วมมือของทั้งสองยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้มีความคาดหวังเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรของชาติในการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืนต่อไป


 

Exit mobile version