Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซีเมนส์เตรียมติดตั้งเทคโนโลยีอัตโนมัติในโรงงานผลิตยางรถยนต์คอนติเนนทอล

23 มีนาคม 2566 – ซีเมนส์และฝ่ายผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ของคอนติเนนทอล ลงนามในข้อตกลงซัพพลายเออร์เชิงกลยุทธ์ (หรือ Strategic Supplier Agreement) ตามที่ซีเมนส์ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ที่งาน Tire Expo Trade Fair ณ เมืองฮันโนเวอร์ (ประเทศเยอรมนี) โดยบริษัทฯ จะจัดหาระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีขับเคลื่อนเพื่อส่งมอบให้แก่โรงงานผลิตยางรถยนต์ของคอนติเนนทอลทั่วโลกในฐานะซัพพลายเออร์ลำดับต้น (Preferred Supplier) จุดมุ่งหมายของความร่วมมือนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางรถยนต์ของคอนติเนนทอลทั่วโลกผ่านการใช้นวัตกรรมการควบคุมและเทคโนโลยีอัตโนมัติ ในข้อตกลงดังกล่าวนี้จะมีการกำหนดมาตรฐานที่จะช่วยให้คอนติเนนทอลพัฒนาศักยภาพเครื่องจักรการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในวงจรการผลิต

ระบบอัตโนมัติและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ของซีเมนส์สามารถช่วยผู้ผลิตยางรถยนต์ปรับกระบวนการผลิตให้เป็นดิจิทัล และยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจได้ทบทวนห่วงโซ่คุณค่า (Value Chains) และลดต้นทุนรวมของการดำเนินงานทั้งหมด

เซดริค ไนเค สมาชิกของคณะกรรมการบริหาร ซีเมนส์ เอจี (Siemens AG) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ Digital Industries กล่าวว่า “ยางรถยนต์เป็นตัวเชื่อมรถและถนน หากปราศจากนวัตกรรมการผลิตยางที่ทันสมัย เราจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพและความยั่งยืนได้ นั่นคือเหตุผลหลักที่คอนติเนนทอล ไทร์ส และซีเมนส์ ร่วมมือทำงานอย่างใกล้ชิดและกำลังขยายความร่วมมือนั้นเพิ่มขึ้น”

เพื่อขับเคลื่อนเข้าสู่ความเป็นมาตรฐาน คอนติเนนทอลจะซื้อระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีการขับเคลื่อนส่วนใหญ่จากซีเมนส์สำหรับติดตั้งในเครื่องจักรใหม่และเครื่องจักรที่อยู่ระหว่างการพัฒนา โดยบริษัทฯ จะติดตั้ง Simatic Controllers, I/O Systems, WinCC Unified Operator Control Units และ Industrial PCs ให้กับโรงงานผลิตยางรถยนต์ของคอนติเนนทอล พร้อมฝึกอบรมบุคลากรที่ทำงานเกี่ยวข้องในโรงงานยางรถยนต์ต่าง ๆ ของคอนติเนนทอลใน TIA Portal (หรือ Totally Integrated Automation Portal) ที่เป็นพอร์ทัลบริการระบบอัตโนมัติแบบดิจิทัลสำหรับการออกแบบ วางแผน และทำงานด้านวิศวกรรมแบบผสมผสานกับนวัตกรรมเครื่องจักร

มาตรฐานระดับสูงจะได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ The Siemens Tire Library ซึ่งเป็นคลังซอฟต์แวร์สำหรับใช้กำหนดมาตรฐานการควบคุมตัวเซ็นเซอร์ (Sensors) และตัวกระตุ้นหรือหัวขับ (Actuators) จะช่วยรองรับการทำงานดังกล่าว ซึ่งจะทำให้การทำวิศวกรรมเครื่องกล และการบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ง่ายขึ้นสำหรับคอนติเนนทอลรวมถึงด้านซัพพลายเออร์เครื่องจักร ซึ่งการกำหนดมาตรฐานนี้ยังช่วยให้เครื่องจักรทำงานไปในทิศทางเดียวกันไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรจากซัพพลายเออร์ใดก็ตาม

การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเหล่านี้ยังช่วยส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่อุตสาหกรรมยางรถยนต์ให้ความตระหนัก โดยซีเมนส์ได้นำเสนอวงจรการผลิตระยะยาวสำหรับผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ที่จะใช้ในอนาคต ทำให้นวัตกรรมต่าง ๆ ของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สามารถทำงานผสานเข้ากับวงจรการผลิตทั้งหมดของเครื่องจักรอย่างง่ายดาย ซึ่งซีเมนส์ยังได้สนับสนุนด้านเทคนิคและกำลังดำเนินการจัดหาอะไหล่ที่จะใช้ในระยะยาว

ที่ผ่านมาซีเมนส์และคอนติเนนทอล ไทร์ส ทำงานร่วมกันเพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ตัวอย่างหนึ่งคือ การนำเทคโนโลยี Digital Twin มาใช้ในโรงงานอัดขึ้นรูปกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในแบบเสมือนจริง นอกจากนี้คอนติเนนทอล ไทร์ส ยังใช้เทคโนโลยีเอดจ์ (Edge) ของซีเมนส์และระบบ Cloud Hosting สำหรับแอปพลิเคชัน Mendix

คลิกชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ซีเมนส์ ที่งาน Tire Expo 2023 ได้ที่  www.siemens.com/ttx

คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันของซีเมนส์ในอุตสาหกรรมยางรถยนต์ได้ที่ www.siemens.com/tire


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ บทความพิเศษ

อนาคตการใช้ Generative AI ในภาคองค์กร


โดย ไบรอัน เบิร์ก รองประธานฝ่ายวิจัยด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี การ์ทเนอร์ อิงค์

แม้ ChatGPT จะมีความสามารถที่น่าสนใจแต่ก็เรียกได้ว่ายังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ซึ่งการใช้งาน Generative AI ในภาคองค์กรนั้นไปไกลและซับซ้อนกว่ามาก

ช่วงสามปีที่ผ่านมา มีบริษัท Venture Capital (VC) หลายแห่งลงทุนในโซลูชัน Generative AI ต่าง ๆ เป็นมูลค่ามากกว่า 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉพาะการลงทุนกับการค้นพบยาด้วย AI และการเข้ารหัสซอฟต์แวร์ AI เป็นสองกลุ่มที่ได้รับเงินทุนมากที่สุด

โมเดลพื้นฐานในยุคแรก ๆ เช่น ChatGPT โฟกัสไปยังความสามารถของ Generative AI เพื่อเสริมงานด้านครีเอทีฟ แต่เราคาดว่าภายในปี ค.ศ. 2025 ยาและวัสดุการผลิตใหม่ ๆ มากกว่า 30% จะเป็นการค้นพบอย่างเป็นระบบโดยการใช้เทคนิค Generative AI จากที่วันนี้ไม่มีเลย นั่นเป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของ Use Case มากมายของการนำ Generative AI มาใช้ในอุตสาหกรรม 

Use Case ต่าง ๆ ของการใช้ Generative AI

Generative AI สามารถใช้สำรวจความเป็นไปได้ของการออกแบบวัตถุได้หลากหลายเพื่อค้นหาสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ไม่เพียงแต่เสริมและเร่งการออกแบบในหลาย ๆ ด้านเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการ “ประดิษฐ์คิดค้น (Invent)” นวัตกรรมการออกแบบ หรือ วัสดุที่มนุษย์อาจมองพลาดไปเป็นอย่างอื่น

ในแวดวงการตลาดและสื่อต่างรับรู้ถึงผลกระทบของ Generative AI ซึ่งการ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2568 ประมาณ 30% ของข้อความด้านการตลาดที่ส่งออกโดยองค์กรใหญ่ ๆ จะถูกสร้างขึ้นจากการสังเคราะห์โดยระบบ โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่มีน้อยกว่า 2% นอกจากนี้ ภายในปี 2573 ประมาณ 90% ของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่จะเข้าฉายจะสร้างด้วย AI (ตั้งแต่ตัวหนังสือไปจนภาพเคลื่อนไหว)

อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้วนวัตกรรมเอไอมักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่ง Generative AI ได้สร้าง Use Cases มากมายในอุตสาหกรรมต่าง ๆ

  1. การออกแบบและพัฒนายารักษาโรค (Drug Design)

Generative AI ถูกนำมาใช้ออกแบบและพัฒนายารักษาโรคสำหรับใช้ในกรณีต่าง ๆ แทนที่ต้องใช้เวลาหลายปี กลับย่นระยะเวลาให้เหลือเพียงไม่กี่เดือน เป็นโอกาสสำคัญของภาคเภสัชกรรมที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการค้นพบยาตัวใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

  1. วัสดุศาสตร์(Material Science)

เทคโนโลยี Generative AI กำลังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ การบินและอวกาศ การป้องกันประเทศ การแพทย์ รวมถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และพลังงาน โดยสามารถประกอบวัสดุขึ้นใหม่ทั้งหมดพร้อมกำหนดคุณสมบัติทางกายภาพได้อย่างเฉพาะ

กระบวนการนี้เรียกว่า Inverse Design สามารถกำหนดคุณสมบัติที่ต้องการและค้นหาวัสดุที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดไว้ แทนที่จะอาศัยความบังเอิญเพื่อค้นหาวัสดุที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ผลลัพธ์ที่ได้คือการค้นหา ตัวอย่างเช่น การค้นหาวัสดุที่เป็นตัวเหนี่ยวนำไฟฟ้าหรือมีแรงดึงดูดของแม่เหล็กมากกว่าวัสดุที่ใช้ในด้านพลังงานและการขนส่งในปัจจุบัน หรือการค้นหาวัสดุที่จำเป็นต้องมีความทนทานต่อการกัดกร่อน เป็นต้น

  1. การออกแบบชิป (Chip Design)

Generative AI สามารถใช้การเรียนรู้แบบเสริมกำลัง (Reinforcement Learning) ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่งทางด้าน Machine Learning สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการจัดวางองค์ประกอบในการออกแบบแผงวงจรของเซมิคอนดักเตอร์ (Floorplanning) ซึ่ง Generative AI ช่วยย่นระยะเวลาของวงจรการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเดิมหลายสัปดาห์ที่ต้องทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญมนุษย์เหลือเป็นรายชั่วโมงแทน

  1. ข้อมูลสังเคราะห์ (Synthetic Data)

Generative AI เป็นหนทางเดียวในการสร้างข้อมูลสังเคราะห์ (Synthetic Data) ซึ่งเป็นประเภทข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นโดยอัลกอริทึมที่สำคัญกว่าข้อมูลที่รวบรวมโดยตรงมาจากบุคคลจริง ทำให้มั่นใจถึงความเป็นส่วนตัวของแหล่งข้อมูลดั้งเดิมที่ใช้ในการฝึกโมเดล ตัวอย่างเช่น ฐานข้อมูลด้านสุขภาพที่สามารถสร้างขึ้นเพื่อการวิจัยและวิเคราะห์โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนของผู้ป่วย ซึ่งใช้เวชระเบียนรับรองความเป็นส่วนตัว 

  1. การออกแบบชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ (Parts Design)

Generative AI ช่วยให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ประกอบด้วย ภาคการผลิต ยานยนต์ การบินและอวกาศ และการป้องกันประเทศ สามารถออกแบบชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายและข้อจำกัดได้ตามที่กำหนด อาทิ ในด้านประสิทธิภาพ ชนิดวัสดุและวิธีการผลิต ตัวอย่าง ผู้ผลิตรถยนต์สามารถใช้ Generative Design เพื่อคิดค้นการออกแบบที่เน้นน้ำหนักเบาขึ้น นำไปสู่เป้าหมายในการทำให้รถยนต์ประหยัดน้ำมันมากขึ้น เป็นต้น  

การฝังเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างเหมาะสม

ปัจจุบันระบบ AI ส่วนใหญ่จะถูกแยกเป็นประเภทต่าง ๆ หมายความว่า มันสามารถรับการฝึกและแยกแยะความแตกต่างระหว่างภาพสุนัขและแมวได้ ซึ่ง Generative AI สามารถฝึกฝนให้สร้างภาพสุนัขหรือแมวที่ไม่มีอยู่ในโลกจริงได้ ซึ่งความสามารถในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีนี้คือ Game Changer

Generative AI ทำให้ระบบต่าง ๆ สามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่มีมูลค่าสูงได้ อาทิ วิดีโอ การเล่าเรื่อง ข้อมูลการฝึกอบรม หรือแม้แต่การออกแบบและสร้างแผนผังวงจรไฟฟ้าหรืออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ

ตัวอย่างเช่น Generative Pre-trained Transformer (GPT) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีภาษาธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่ใช้ในการเรียนรู้เชิงลึกเพื่อสร้างข้อความได้เหมือนมนุษย์ โดยในเจเนอเรชั่นที่ 3 (GPT-3) สามารถคาดการณ์คำที่จะใช้ในประโยคถัดไปตามการฝึกฝนที่สั่งสมมาในระบบ นอกจากนี้ยังสามารถเขียนเรื่องราว แต่งเพลงและประพันธ์บทกวี หรือแม้แต่เขียนโค้ดโปรแกรมในคอมพิวเตอร์ และ ChatGPT ยังช่วยนักเรียนทำการบ้านได้ในไม่กี่วินาที

นอกเหนือจากข้อความ (Text) แล้วยังสามารถสร้างภาพดิจิทัล อย่าง DALL·E 2, Stable Diffusion และ Midjourney ที่เป็น AI ที่สามารถสร้างภาพต่าง ๆ ได้จากข้อความ

ห้ามลืมเรื่องความเสี่ยง 

ก่อนที่องค์กรจะเดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบกับ Generative AI ต้องระลึกเสมอว่า นอกจากโอกาสทางธุรกิจแล้ว Generative AI ยังมีภัยคุกคามอยู่เช่นกัน เช่น ความเป็นไปได้ในการปลอมแปลงข้อมูลแบบ Deepfakes ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ และการใช้เทคโนโลยี Generative AI ในทางที่ผิดเพื่อมุ่งเป้าโจมตีองค์กร

องค์กรต้องทำงานร่วมกับผู้บริหารด้านความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยง เพื่อลดความเสี่ยงแบบเชิงรุกจากการเสื่อมเสียชื่อเสียง การปลอมแปลง การล่อลวง และในเรื่องของการเมือง ที่เกิดจากการใช้ Generative AI ในทางที่ผิดทั้งต่อปัจเจกบุคคล องค์กรธุรกิจและภาครัฐบาล

องค์กรควรพิจารณาคำแนะนำการใช้ Generative AI อย่างมีความรับผิดชอบ ผ่านรายชื่อผู้จัดจำหน่ายและผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรอง พร้อมให้ความสำคัญกับองค์กรที่มีความมุ่งมั่นสร้างความโปร่งใสในชุดข้อมูลการฝึกอบรมและการใช้โมเดลอย่างเหมาะสม และ/หรือนำเสนอโมเดลของพวกเขาในโอเพ่นซอร์ส


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ข่าวดี! สำหรับคนอยากออกรถใหม่ ในงาน Motor Show 2023 ดาวน์ 0 บาท ผ่อน 0% นาน 6 เดือน ฟรีประกัน จัดหมดทุกค่าย ทุกรุ่น ที่บูธ JUST (C16)

JUST เดินหน้าเขย่าวงการยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ภายหลังผลตอบรับที่ดีจากงาน “Motor Expo 2022” เมื่อปลายปีก่อน พร้อมยกบริการทั้งหมดที่มี นำทัพโดย JUST CAR แพลตฟอร์มตัวกลางซื้อ-ขายรถยนต์, JUST LOAN บริการสินเชื่อรถยนต์ครบวงจร พร้อมต่อยอดความสะดวก และครบครัน ด้วยการเปิดตัวบริการใหม่อย่าง JUST BROKER บริการนายหน้าประกัน ที่รวบรวมข้อเสนอสุดพิเศษจากบริษัทประกันทั้งหมด มาให้กับคุณ และ JUST SERVICE บริการดูแล-ซ่อมบำรุงรถยนต์ถึงที่ ด้วยรถ EV เปิดตัวพร้อมกันครั้งแรกในงาน “Bangkok International Motor Show 2023” นี้อีกด้วย นอกจากนี้ ทุกบริการของ JUST สามารถใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างแอปพลิเคชัน JUST ได้แล้ววันนี้ ดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ IOS และ ANDROID (App Store และ Play Store)

ดร.ษรัญพัฒน์ ทวีสิทธาพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท จัสท์ เปิดเผยว่า “รู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่ JUST ได้เป็นส่วนหนึ่งในงานมหกรรมยานยนต์ “Bangkok International Motor Show 2023” โดยในปีนี้มีการรังสรรค์ภายใต้ Concept บูธ “JOYFUL IN THE JUST WORLD” ที่หากใครก้าวเข้ามาในบูธ JUST แล้ว จะได้รับรอยยิ้มกลับไปทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มจากกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลสุด Exclusive เพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน JUST ก็จะได้รับสิทธิร่วมสนุกทันที โดยรับประกันว่าทุกคนจะได้ของติดไม้ติดมือกลับไปแน่นอน และอีกรอยยิ้ม เอาใจคนอยากออกรถใหม่ภายในงาน Bangkok International Motor Show 2023 นี้ หากยังมีรถคันเก่าอยู่ เอามาฝากขายกับบูธ JUST การันตีว่าจะได้ราคาดีกว่าไปขายที่ไหน ๆ แน่นอน พิเศษไปกว่านั้น หากรถสวย สภาพดีมีบวกเพิ่มจากราคาขายให้อีก สูงสุด 30,000 บาท” ดร.ษรัญพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ขายเสร็จ อยากออกรถใหม่ ไม่ว่ารถค่ายไหน รุ่นอะไร ราคาเท่าไหร่ JUST จัดไฟแนนซ์ให้หมดทุกบูธในงาน “Bangkok International Motor Show 2023” กับโปรโมชันออกรถ 0 บาท ผ่อน 0% นานถึง 6 เดือน แถมฟรี!

  • ประกันชั้น 1
  • ประกัน พ.ร.บ.
  • ประกันคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคล
  • ประกันคุ้มครองเครื่องยนต์
  • ฟรีค่าบริการต่อภาษีในปีถัดไป
  • ฟรีค่าแรงซ่อมบำรุง 3 ปี
  • ฟรีค่าแรงเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
  • และถ้าหากรถของท่านเสีย เรามีบริการรถยกฟรีถึงที่ ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ หากท่านสนใจซื้อ-ขายรถแล้วไม่สะดวกมาที่งาน Bangkok International Motor Show 2023 ท่านสามารถเข้าใช้บริการของ JUST ได้ที่สาขามากกว่า 21 สาขา และจะได้รับข้อเสนอเดียวกับในงาน Motor Show ทันที (ระยะโปรโมชันตั้งแต่ 22 มีนาคม – 30 เมษายน 2566) *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

นายแทนไท ณรงค์กูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไททัน แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์จำกัด ในฐานะประธานบอร์ดกลุ่มบริษัท จัสท์ กล่าวปิดท้ายว่า “ทุกบริการ และโปรโมชั่นทั้งหมดของ JUST ถูกออกแบบมาจากความต้องการของลูกค้าจริง ๆ หากใครสนใจอยากขายรถคันเก่า หรือออกรถคันใหม่ภายในงาน มาใช้บริการได้ที่บูธ JUST (C16) คุณจะได้รับข้อเสนอสุดพิเศษกว่าใคร ตามความตั้งใจในสโลแกนของเรา “ใครไม่ให้ JUST ให้”

งานนี้ห้ามพลาด!! พบกันที่บูธ JUST (C16) ณ IMPACT Challenger Hall 1 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2566 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Facebook : JUST CAR แพลตฟอร์มตัวกลางซื้อ-ขายรถยนต์ครบวงจร , Website : https://justcar.co.th/just , Line : @justcar หรือโทร 02-114-3928


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มข. มอบแบบจำลอง AI ภาพเสมือน ชูสถาปัตยกรรมเปือยน้อย ส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน

มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ส่งมอบแบบจำลองเสมือนของสถาปัตยกรรมศาสนสถานในอารยธรรมขอมบนพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ให้แก่ นายปิยะพงษ์ คลังทอง นายอำเภอเปือยน้อย นายสิทธิชัย อินทุประภา รองผู้อำนวยการสำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานขอนแก่น ณ ปราสาทเปือยน้อย อำเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น

สำหรับโครงการ การพัฒนาแบบจำลองเสมือนของสถาปัตยกรรมศาสนสถานในอารยธรรมขอมบนพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ในปี พ.ศ.2564-2565 เป็นการดำเนินงานโดย คณะศิลปกรรมศาสตร์ และ สถาบันการสอนวิชาศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับสนับสนุนงบประมาณโครงการจาก ฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีวัตถุประสงค์  เพื่อสร้างแบบจำลองเสมือนของสถาปัตยกรรมศาสนสถานในอารยธรรมขอมบทพื้นที่จังหวัดของแก่น  และ  เพื่อพัฒนาแบบจำลองเสมือนของสถาปัตยกรรมศาสนสถานในอารยธรรมขอมบทพื้นที่จังหวัดของแก่น ในรูปแบบภาพสามมิติ วีดีโอและแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

ดร.ฮาวา วงศ์พงษ์คำ  เจ้าของโครงการการพัฒนาแบบจำลองเสมือนของสถาปัตยกรรมศาสนสถานในอารยธรรมขอมบนพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เปิดเผยว่า “จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ คือ ต้องการที่จะทำประโยชน์ต่อชุมชน เนื่องจากตนเองมีความรู้ด้านสถาปัตยกรรม และ ได้เรียนต่อยอดที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำให้ได้รู้ว่าพื้นถิ่นมันมีความสำคัญ   ที่เลือกศึกษาปราสาทขอม เพราะว่าเป็นสิ่งที่คงทน สะท้อนวิธีคิดของคนในสมัยนั้น ประกอบกับ อยากจะให้ชุมชนเห็นว่าก่อนที่จะพังเมื่อ 2000 ปีก่อน สิ่งปลูกสร้างนี้มีลักษณะอย่างไร  เราจึงนำนวัตกรรม เข้ามาบวกกับองค์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็น กรมศิลป์ จากท่านนักวิชาการต่าง ๆ ต่อจากนั้นก็นำไปเปรียบเทียบ เทียบเคียง ปราสาทเปือยน้อย ที่สร้างสมัยศิลปะบาปวน เทียบเคียงกับในยุคสมัยใกล้เคียงกัน เมืองต่ำบ้าง เป็นของพนมรุ้งบ้าง  แล้วจึงเกิดแบบสันนิษฐานนี้ขึ้นมา โดยที่เราก็จะได้เป็น Application เป็นสารคดี โดยการซ้อนของ Metaverse ซ้อนภาพสามมิติเข้าไป ซึ่ง นักท่องเที่ยว ผู้สนใจสามารถชมแบบจำลองเสมือนของสถาปัตยกรรมปราสาทเปือยน้อย พร้อมถ่ายรูปตนเองพร้อมปราสาทจำลองเสมือนได้ โดยการใช้Application สแกนคิวอาร์โค้ด ณ บริเวณนี้

ดร.ฮาวา กล่าวอีกว่า ความสนุกของการทำ Project นี้ เป็นความสนุกบวกกับความภาคภูมิใจ เพราะว่า ได้ร่วมงานกับชาวอำเภอเปือยน้อย ซึ่งเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งมาก ทั้งผู้นำชุมชน ท่านผู้ว่า ท่านนายอำเภอ ท่านปลัด กลุ่มชาวบ้าน และ กลุ่มเล็กๆที่รักปราสาทเปือยน้อย ที่เขาทำเพจ และการทำงานวิจัย เป็นการนำความรู้ของเราไปทำในสิ่งที่เขาต้องการ   หลังการส่งมอบแล้วจะไม่หยุดแค่นี้ จะพัฒนาเป็นงานวิจัยชิ้นใหม่ ที่กำลังทำอยู่ เป็นภาพสันนิษฐาน การฉายแสง Scale จริง 1 ต่อ 1 ซึ่งจะทำให้ผู้ชม ได้รู้ว่าของจริงยิ่งใหญ่ขนาดไหน โดยแสดงในเดือนเมษายนนี้ ในงานบุญบวงสรวงของปราสาทเปือยน้อย นั้นปีนี้ก็จะเป็นปีแรกที่งานบวงสรวงที่มีงานแบบภาพสันนิษฐานเป็น Background ข้างหลังซึ่งมันเป็นปีแรกของภาคอีสาน

นายปิยะพงษ์ คลังทอง นายอำเภอเปือยน้อย เปิดเผยว่า อำเภอเปือยน้อยโชคดีมีโบราณสถานที่ถือว่าเป็นต้นทุนของพื้นที่ จากที่เรามีของดีของเด่นเป็นต้นทุนอยู่แล้ว เราจึงคิดต่อยอดว่าทำอย่างไรจะให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นด้านของเศรษฐกิจ ด้านสังคม หรือแม้แต่ศิลปวัฒนธรรม  โครงการการพัฒนาแบบจำลองเสมือนของสถาปัตยกรรม ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในครั้งนี้ ผมดูแล้วชื่นชม อย่างน้อย สามารถสร้างความตื่นเต้นให้กับพี่น้องประชาชน ในการที่เข้ามารับรู้ ตัวปราสาท ถ้าสมบูรณ์จะเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือ เป็นกิจกรรมนึงที่เราจะจัดขึ้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อที่จะเสริมการพัฒนาชุมชนต่อไป

ข่าว : รวิพร สายแสงทอง


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

PEA ENCOM จัดฝึกอบรมให้กับ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) อัพสกิล หลักสูตร “ผู้ชำนาญการในการติดตั้ง ทดสอบและบำรุงรักษาเครื่องอัดประจุไฟฟ้าและสถานีอัดประจุไฟฟ้า”

ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการจัดอบรม บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ได้รับความไว้วางใจจากบริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ให้ดำเนินการจัดอบรม หลักสูตร “ผู้ชำนาญการในการติดตั้ง ทดสอบและบำรุงรักษาเครื่องอัดประจุไฟฟ้าและสถานีอัดประจุไฟฟ้า ระหว่างวันที่ 16 – 17 มีนาคม 2566 ณ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (สำนักงานใหญ่)

โดย PEA ENCOM ได้นำคณะวิทยากรจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และวิทยากรจากหน่วยงานภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าภายในสถานีอัดประจุไฟฟ้า ร่วมบรรยายในหลักสูตรดังกล่าว และได้รับการตอบรับจากผู้เข้าอบรมเป็นอย่างดี ซึ่งการฝึกอบรมในหลักสูตรดังกล่าวเป็นการจัดอบรมรูปแบบ In house โดยมีวัตถุประสงค์ในการอบรมดังนี้

  1. เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า และมาตรฐาน กฎหมายข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมโอกาสทางธุรกิจจากการติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า
  2. เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ที่สนใจติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้าและส่งเสริมให้เกิดการติดตั้งและใช้งานอย่างถูกต้องและปลอดภัย
  3. เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และโอกาสทางตลาดจากการติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้าตามสถานที่ต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล หมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม สถานที่ทำงาน สถานที่สาธารณะ หน่วยงานราชการ เป็นต้น

ทั้งนี้ PEA ENCOM จะดำเนินการจัดอบรมหลักสูตร “ผู้ชำนาญการในการติดตั้ง ทดสอบและบำรุงรักษาเครื่องอัดประจุไฟฟ้าและสถานีอัดประจุไฟฟ้า” รูปแบบ Public ให้กับผู้เข้าสนใจทั่วไป ระหว่างวันที่ 26-27 เมษายน 2566  ณ โรงแรมคุ้มภูคำ จังหวัดเชียงใหม่ โดยสามารถสมัครเข้าร่วมอบรมได้ ผ่านเว็บไซต์ www.encom-training.com

หรือหากมีบริษัท หรือ หน่วยงานใด มีความประสงค์ให้ PEA ENCOM ดำเนินการจัดอบรมหลักสูตรดังกล่าวในรูปแบบ In house สามารถติดต่อได้ที่ หน่วยธุรกิจฝึกอบรมและบริการผู้ปฏิบัติงานด้านระบบไฟฟ้า (บริษัท พีอีเอ เอ็นคอมฯ) หมายเลขโทรศัพท์ 02-590-9935  หรือผ่าน Lind Id : @encomtraining


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ตอกย้ำผู้นำอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ยั่งยืน ด้วยรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า

กรุงเทพฯ 17 มีนาคม 2566: ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ผู้ให้บริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศชั้นนำของโลก ขยายจำนวนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ใช้ในการขนส่งในประเทศไทย โดยเพิ่มรถขนส่งพลังงานไฟฟ้าอีก 16 คัน ในการจัดส่งแบบลาสไมล์ นอกเหนือจากรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 50 คันที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน การขยายจำนวนการใช้งานรถ EV ในครั้งนี้ทำให้ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส เป็นผู้ให้บริการลอจิสติกส์รายแรกในประเทศไทยที่เปลี่ยนไปใช้รถ EV ในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ

รถขนส่งพลังงานไฟฟ้านี้เริ่มทำการขนส่งสินค้าในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2566 โดยให้บริการในกรุงเทพฯ เขตพื้นที่ต่างๆ ได้แก่ สาทร, สีลม, ปทุมวัน, พระราม 3, ถนนสุขุมวิท, และถนนเพชรบุรีตัดใหม่ โดยดีเอชแอลมีแผนที่จะเพิ่มรถขนส่งพลังงานไฟฟ้าอีก 5 คันในเฟสถัดไป เพื่อใช้งานในเส้นทางภาคตะวันออก ซึ่งจะทำให้ดีเอชแอลมีรถ EV ที่ให้บริการทั้งหมดในประเทศไทยรวมจำนวน 71 คัน ภายในปี 2566 ทั้งนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนมาใช้รถ EV เป็นจำนวน 60% ของยานพาหนะทั้งหมดในประเทศไทย ภายในปี 2573

เฮอร์เบิร์ต วงศ์ภูษณชัย กรรมการผู้จัดการ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย และหัวหน้าภาคพื้นอินโดจีน กล่าวว่า “ความยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์ แต่เป็นภารกิจที่เราให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง และดีเอชแอลมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ระดับโลก เราจำเป็นต้องผลักดันให้ทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมร่วมมือกันเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในการดำเนินงานด้านลอจิสติกส์ และเรากำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิให้เหลือศูนย์ ภายในปี 2593 โดยให้ความสำคัญกับการเป็นกรีนลอจิสติกส์ ด้วยการเปลี่ยนไปใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้า ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย ตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งสิ้น 436 ตันต่อปี โดยรถขนส่งพลังงานไฟฟ้าชุดนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการนำเราไปสู่ลอจิสติกส์ที่ยั่งยืน และการสร้างอนาคตที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ทุกคน”

รถขนส่งพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้ใช้เวลา 8 ชั่วโมงในการชาร์จไฟจนเต็ม โดยจะรองรับการเดินทางได้ 260 กิโลเมตร บรรทุกของได้ถึง 3.9 ลูกบาศก์เมตร หรือ 1.6 ตัน รถแต่ละคันจะวิ่งขนส่งรวมระยะทาง 3,000 กิโลเมตรต่อเดือน โดยมีระบบเบรก ABS, ระบบล็อคอัตโนมัติ, สัญญาณเตือนโดยใช้เซ็นเซอร์, และระบบควบคุมการกระจายแรงเบรก (EBD) ซึ่งเป็นคุณสมบัติมาตรฐานที่สร้างความปลอดภัยในการขับขี่ให้กับพนักงานขนส่ง

สแลมล็อค (Slam Lock) เป็นระบบรักษาความปลอดภัยเสริม โดยจะล็อคประตูรถทุกบานโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ขับรถปิดเพียงประตูเดียว ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยเมื่อผู้ขับไม่ได้อยู่กับตัวรถ ระบบเทเลเมติกส์ที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันจะบันทึกข้อมูลจากกล้องด้านหน้า ด้านใน และด้านหลัง ทำให้สามารถตรวจสอบและแจ้งเตือนความปลอดภัยแบบเรียลไทม์เมื่อเกิดเหตุเกี่ยวกับรถและผู้ขับรถได้ทันที

ศิวเวศม์ หงษ์นคร รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญของเราในการเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ทำให้กรีนลอจิสติกส์และอนาคตที่ยั่งยืนมีความหมายมากขึ้น ภายในปีนี้ รถขนส่งพลังงานไฟฟ้าสำหรับการขนส่งลาสไมล์ของดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส จะเพิ่มเป็น 29 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนยานพาหนะทั้งหมด และเราจะยังคงมุ่งมั่นดำเนินการอย่างต่อเนื่องในฐานะผู้บุกเบิกตลาดในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสภาพภูมิอากาศที่ดีขึ้น”

ด้วยการใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้า ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย จะสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 436 ตันต่อปี ดีเอชแอลได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้รถ EV รวมถึงการเพิ่มจุดชาร์จอัจฉริยะที่ศูนย์บริการเพื่อรองรับปริมาณรถ EV ที่จะเพิ่มขึ้นในปีนี้

ความริเริ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายระดับโลกของกลุ่มบริษัทด๊อยช์โพสต์ ดีเอชแอลที่จะใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 60% เพื่อการขนส่งลาสไมล์ภายในปี 2573 นอกจากการเปลี่ยนผ่านในการใช้รถ EV แล้ว บริษัทยังสร้างการขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการตั้งเป้าผสมผสานการใช้เชื้อเพลิงยั่งยืนในการขนส่งด้วยเครื่องบิน (Sustainable Aviation Fuels) ให้ได้มากกว่า 30 เปอร์เซนต์ ภายในปี 2573, การออกแบบอาคารที่ลดคาร์บอน และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น บริการ GoGreen Plus ที่ดีเอชแอลเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อช่วยลูกค้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน กลุ่มบริษัทด๊อยช์โพสต์ ดีเอชแอลจะลงทุนเป็นจำนวน 7 พันล้านยูโร ในด้านมาตรการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จนถึงปี 2566 ซึ่งรวมถึงการเพิ่มจำนวนรถ EV ทั้งนี้ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส วางแผนที่จะใช้รถ EV มากกว่า 1,000 คันในเอเชียแปซิฟิกภายในปี 2567

การขยายไปสู่การใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้าในครั้งนี้ของดีเอชแอล ได้สอดคล้องกับนโยบาย 30@30 ของประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมายในการทำให้รถยนต์ 30% ในประเทศเป็นรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (ZEV) ภายในปี 2573 โดยประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

NIA เปิดเวทีประกวด “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติประจำปี 2566” เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรชิงรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดแห่งวงการนวัตกรรมไทย

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เปิดเวทีประกวด รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติประจำปี 2566” (National Innovation Awards 2023) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 เพื่อเชิดชูเกียรติคนไทยผู้สร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมที่มีความโดดเด่นและก่อประโยชน์ต่อประเทศในหลากหลายมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างให้เกิดความภาคภูมิใจในศักยภาพของคนไทยและเผยแพร่ต้นแบบการพัฒนานวัตกรรมด้านต่าง ๆ สู่สาธารณชนในวงกว้าง รวมถึงกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรมในทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นชาติแห่งนวัตกรรม โดยรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ แบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ ด้านสื่อและการสื่อสาร และด้านองค์กรนวัตกรรมดีเด่น

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดเผยว่ารางวัลนวัตกรรมแห่งชาติถือเป็นรางวัลนวัตกรรมอันทรงเกียรติสูงสุดของวงการนวัตกรรมไทย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพด้านนวัตกรรมจากโครงการแกล้งดิน ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรในฐานะพระบิดาแห่งนวัตกรรมไทยรวมถึงเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่คนไทยที่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีความโดดเด่นและก่อประโยชน์ต่อประเทศได้อย่างชัดเจน โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดนวัตกรรมขับเคลื่อนอนาคตซึ่งเวทีแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศนวัตกรรมไทย ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้พัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรมผ่านกิจกรรมการให้คำปรึกษา และการสนับสนุนเครือข่ายทั้งด้านนวัตกรรม ธุรกิจ และนโยบาย รวมถึงการสร้างความตระหนักด้านนวัตกรรมผ่านการเผยแพร่ตัวอย่างนวัตกรรมฝีมือคนไทยออกสู่สาธารณชนในวงกว้าง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ช่วยให้ นวัตกร สามารถพัฒนาต่อยอดและขยายฐานการเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งจะทำให้ระบบนวัตกรรมไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งพร้อมผ่าวิกฤต และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งเป็นการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นชาติแห่งนวัตกรรม

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม NIA กล่าวว่าการจัดประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติในปีนี้แบ่งการประกวดออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านเศรษฐกิจ เป็นผลงานนวัตกรรมที่สร้างให้เกิดคุณค่าเชิงพาณิชย์ และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศแบ่งประเภทตามขนาดขององค์กร ได้แก่ วิสาหกิจขนาดกลาง และวิสาหกิจขนาดย่อมและวิสาหกิจรายย่อย 2) ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นผลงานนวัตกรรมที่สร้างให้เกิดคุณค่าต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม แบ่งประเภทตามลักษณะขององค์กร ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และองค์กรเพื่อสังคมและชุมชน 3) ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ เป็นผลงานนวัตกรรมที่นำการออกแบบมาสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์และบริการ แบ่งประเภทตามลักษณะผลงาน ได้แก่ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการออกแบบบริการ 4) ด้านสื่อและการสื่อสาร เป็นผลงานนวัตกรรมและบุคคลที่มีความสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์เนื้อหาและการสื่อสารรูปแบบใหม่ แบ่งประเภทตามลักษณะผลงาน ได้แก่ ผลงานนวัตกรรมสื่อและการสื่อสาร และผู้สื่อสารนวัตกรรม และ 5) ด้านองค์กรนวัตกรรมดีเด่น เป็นองค์กรที่มีการบริหารจัดการนวัตกรรมในองค์กรอย่างโดดเด่น ตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ ระดับกระบวนการ ไปจนถึงระดับโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร แบ่งประเภทตามลักษณะองค์กร ได้แก่ หน่วยงานภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ 

สำหรับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับ พระบรมรูปพระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย ในวันนวัตกรรมแห่งชาติ (5 ตุลาคม ของทุกปี) นอกจากนี้ ยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากทาง NIA เช่น การพัฒนาต่อยอดขยายผลผลงานนวัตกรรม การอบรมพัฒนาศักยภาพในหลากหลายมิติ ตลอดจนได้รับการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความสำเร็จของผลงานผ่านสื่อหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารรางวัลนวัตกรรมที่แนบกับหนังสือพิมพ์จัดส่งทั่วประเทศ การเผยแพร่ผลงานผ่านสื่อแนวหน้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และโอกาสเข้าร่วมจัดแสดงผลงานกับ NIA ตลอดทั้งปี

ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจส่งผลงานนวัตกรรมเข้าร่วมการประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติประจำปี 2566 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 รายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครผ่านทางออนไลน์ที่ https://award.nia.or.th หรือติดต่อคุณพัชรีนาถ 080-070-2999


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นักวิจัยมข. คว้ารางวัลมูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย ครั้งที่ 29 ประเภทบุคคล ทางด้านวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

มูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย ได้จัดพิธีมอบรางวัลและเงินทุนช่วยเหลือการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 29 ณ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะสุรวงศ์ ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ฯพณฯ นายนะชิดะ คะสุยะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ประธานมูลนิธิฯ และนายอาคิฮิโระ นิคคาคุ ประธานบริษัทโทเรอินดัสตรีส์ อิงค์ (ประเทศญี่ปุ่น) ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่นผู้มีความรู้ความสามารถ ศาสตราจารย์ ดร. อลิศรา เรืองแสง คณะเทคโนโลยี คว้ารางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเภทบุคคล ครั้งที่ 29 และผู้ที่ได้รับทุนช่วยเหลือทางด้านวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 29 พ.ศ. 2565 ได้แก่ การวิจัยคุณสมบัติของแป้งข้าวสำหรับการดูดซึมและการย่อยที่ต่ำเพื่อการลดดัชนีน้ำตาล โดย ดร. ธิดารัตน์ มอญขาม คณะเกษตรศาสตร์ และการวิจัยผลของสารสกัดสมุนไพรพื้นบ้านต่อการยับยั้งกระบวนการเติมหมู่น้ำตาลบนโปรตีนในเซลล์มะเร็งตับ โดย ดร. จารุพงษ์ แสงบุญมี คณะแพทยศาสตร์ พร้อมทั้ง ศาสตราจารย์ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อารยา เชาว์เรืองฤทธิ์ คณบดีคณะเทคโนโลยี ร่วมแสดงความยินดี ณ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะสุรวงศ์

 ฯพณฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ได้กล่าวถึงความสำคัญในการพัฒนาความแข็งแกร่งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่า การพัฒนาความแข็งแกร่งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความสำคัญอันเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนในชาติ อีกทั้งยังเป็นข้อต่อสำคัญในการนำประเทศก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต และยินดีที่มูลนิธิฯ ได้มีส่วนสำคัญในการช่วยเสริมสร้างความรู้ความสามารถ และความตระหนักในความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จึงนับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการช่วยพัฒนาประเทศไทยโดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสุดท้ายขอแสดงความยินดีและส่งความปรารถนาดีและความภาคภูมิใจไปยังผู้ที่ได้รับรางวัลและทุนที่เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศในครั้งนี้

 ทั้งนี้ จากการที่รัฐบาลไทยได้ประกาศ “นโยบาย BCG” ที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมและปกป้องสิ่งแวดล้อม และ “แผนพลังงานชาติ” ที่ส่งเสริมการดำเนินการสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างจริงจังและส่งเสริมการขยายการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้มากยิ่งขึ้น กลุ่มบริษัทโทเรก็มีความประสงค์ที่จะขยายธุรกิจและพัฒนาเทคโนโลยีในกลุ่มที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึง “ธุรกิจนวัตกรรมสีเขียว” ที่เป็นการดำเนินการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และ “นวัตกรรมเพื่อชีวิต” ที่มุ่งการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายและมีสุขภาพที่ดี เมื่อจำแนกประเภทโครงการที่ได้รับรางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและเงินทุนช่วยเหลือทางด้านการวิจัย มีโครงการวิจัยทางด้านการแพทย์และเทคโนโลยีชีวภาพ 7 โครงการ เทคโนโลยีวัสดุ 8 โครงการ เทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมและวิศวกรรม 6 โครงการ และวิทยาศาสตร์พื้นฐาน 1 โครงการ ซึ่งทุกโครงการล้วนแต่เป็นการดำเนินการวิจัยและพัฒนาที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย ท่านหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการวิจัยดังกล่าวจะหลอมรวมเข้ากับเทคโนโลยีก้าวล้ำของโทเรแล้วนำไปสู่การพัฒนาประเทศไทยขึ้นไปอีกระดับ

ข่าว : เบญจมาภรณ์ มามุข


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ก้าวสำคัญของวงการแพทย์และสมุนไพรไทย ดร.ซีบีดี (Dr.CBD) จับมือ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต ร่วมมือด้านงานวิจัยนวัตกรรม

วันที่ 14 มีนาคม 2566 นายพรชัย ปัทมินทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ดร.ซีบีดี จำกัด ธุรกิจด้าน Nutraceutical & Healthcare ผู้ให้บริการทางด้านกัญชง กัญชา และกระท่อมระดับมาตรฐานทางการแพทย์แบบครบวงจร นำทีมผู้บริหารเข้าพบนายแพทย์ยุทธนา สงวนศักดิ์โกศล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต เพื่อบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านงานวิจัย พัฒนา นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ทางด้านกัญชง กัญชา กระท่อม ซึ่งร่วมลงนามและเป็นพยาน ณ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต

นายพรชัย ปัทมินทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดร.ซีบีดี จำกัด กล่าวว่า “การร่วมมือในครั้งนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยและวงการแพทย์เป็นอย่างดี พวกเราในฐานะบริษัทที่พยายามผลักดันธุรกิจนี้และสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ต้องคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยที่ไม่เป็นพิษต่อผู้บริโภคและมีนวัตกรรมการผลิตที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพที่ชัดเจน ทุกขั้นตอนมีที่มาที่ไปโดยเฉพาะการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ การพัฒนาสารสกัดต้องได้รับการการันตีจากนักวิจัยที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ให้ความสำคัญในการทำวิจัยในมนุษย์ Clinical trails ทั้งการเก็บข้อมูล ทำวิจัย พัฒนา ตลอดจนการใช้กรรมวิธีหรือเทคโนโลยีที่ถูกต้องทันสมัย อย่างที่บอกครับว่าบริษัทของเราค่อนข้างจริงจังในเรื่องหลักการที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ การผนึกกำลังร่วมกับบุคคลากรที่มีความสามารถอย่างโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต พวกเรามีวิสัยทัศน์ตรงกันในเรื่องการสร้างสรรค์สิ่งดีๆเพื่อสุขภาพของคนไทยทุกคน พวกเราจะร่วมมือกันวิจัยพัฒนา ตลอดจนการให้คำแนะนำด้านกรรมวิธีหรือเทคโนโลยีที่ถูกต้อง ทันสมัย มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและผลผลิตที่มีประโยชน์ด้านการแพทย์ ด้านสาธารณสุข หรือด้านอื่นๆ ที่จำเป็นในอนาคต”

โดยทั้ง 2 องค์กร จะจัดให้มีคณะทำงานซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากทั้ง 2 หน่วยงานเพื่อร่วมกันดำเนินการภายใต้กรอบแห่งวัตถุประสงค์ของการบันทึกข้อตกลง ให้มีการดำเนินการสำเร็จลุล่วง เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพและกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินกิจกรรมภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ โดยทั้ง 2 หน่วยงานจะใช้ระยะเวลาในความร่วมมือตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569 พร้อมทั้งให้มีการหารือเพื่อทบทวนแผนการดำเนินงานในทุกๆ ปี

สำหรับบริษัท ดร.ซีบีดี จำกัด มีโรงงานเพาะปลูกจากต้นน้ำสู่การสกัดไปจนถึงปลายน้ำที่เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพตั้งอยู่ที่ถนนสุขุมวิท 103 ดร.ซีบีดีถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทุกกระบวนการตั้งแต่การเพาะปลูกด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในโรงเรือนระบบปิด 100% ซึ่งช่วยให้สามารถเฝ้าการเจริญเติบโตและควบคุมคุณภาพ ปราศจากสารกำจัดศัตรูพืช สารเคมีที่เป็นพิษเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพที่บุคคลากรทางการแพทย์ให้การยอมรับ เช่น นวัตกรรมอาหารเสริม ยารักษาโรค ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง

นอกจากนี้ยังมีบริษัทในเครือสำหรับต่อยอดพันธกิจเพื่อสุขภาพทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น

Dr.Pet CBD สร้างทางเลือกด้านสุขภาพให้สัตว์เลี้ยง ด้วยนวัตกรรมจากสารสกัด CBD ที่บริสุทธิ์ ปลอดภัย สร้างสรรค์เพื่อสุขภาพเพื่อนตัวเล็กที่คุณรัก

Dr.Kratom Bio ศูนย์รวมเรื่องกระท่อมทางการแพทย์ ธุรกิจที่เชี่ยวชาญด้านการสกัดและผลิตภัณฑ์จากการผลิตคุณภาพสูง ร่วมมือกับ Mr.Duncan Macrae ผู้จัดจำหน่ายและเชี่ยวชาญกระท่อมระดับท็อปของโลก

Dr.CBD Clinic คือ คลินิกแพทย์องค์รวมที่นำหลักการแพทย์แบบผสมผสานทั้งศาสตร์การแพทย์แผนโบราณและสมัยใหม่ รวมเทคนิคผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออก ธรรมชาติบำบัด และการแพทย์ระดับเซลล์ มาใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเรื่อรัง ต่างๆ ตั้งแต่ อัลไซเมอร์, ท้องผูก, อาหารไม่ย่อย, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง, โรคอ้วน และ โรคภูมิแพ้ตัวเอง

Nutribris ผู้ผลิตอาหารเสริมทางด้านสุขภาพ ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรกัญชง กัญชา เวชภัณฑ์อาหารเสริม การันตีคุณภาพโดยมาตรฐานจาก GMP


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อีริคสันตอกย้ำประสิทธิภาพ 5G เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชันในประเทศไทย

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) ตอกย้ำความเป็นผู้นำเครือข่าย 5G ระดับโลก พร้อมจัดแสดงโซลูชั่น 5G ล่าสุด ภายในงาน Digital Transformation World Asia (DTWA) 2023 ที่จัดขึ้นสามวันเต็มในกรุงเทพฯ เปิดเป็นเวทีให้พันธมิตรในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของเอเชียแปซิฟิกทั้งหมดได้มาร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจและแนวทางการเร่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (Digital Transformation) ให้เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคฯ

นอกจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศไทยทั้ง Advanced Info Service (AIS) และ True Corporation (true) แล้วยังมีผู้ให้บริการด้านการสื่อสารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ Jio, Axiata, Telenor Asia และ Indosat Ooredoo Hutchinson มาร่วมงาน DTWA 2023 อีกด้วย

มร.อิกอร์ มอเรล ประธาน บริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ในงาน DTWA 2023 อีริคสันได้จัดการประชุม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสาธิตนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อเผยประสบการณ์การนำเครือข่าย 5G มาปรับใช้และสร้างรายได้ทั่วโลก รวมถึงเทคโนโลยีและโซลูชันของ 5G และแนวทางการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล”

“อีริคสันได้สร้างความเป็นผู้นำในตลาดการสื่อสาร 5G ของโลกได้อย่างแท้จริง เรามุ่งมั่นลงทุนเพื่อสร้างความเป็นผู้นำในตลาด 5G มาโดยตลอด ทั้งในเรื่องต้นทุนและประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทำให้เราสามารถนำเสนอโซลูชันที่เน้นความยั่งยืนแก่ลูกค้าได้ และเรายังทำงานใกล้ชิดกับพันธมิตรหลักเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศของ 5G ด้วยเทคโนโลยีและโซลูชันที่ล้ำสมัยของอีริคสัน” มร.อิกอร์ กล่าวเพิ่มเติม

อีริคสันตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด โดยได้รับการยอมรับในรายงาน Gartner 5G Magic Quadrant 2023 (เป็นปีที่สามติดต่อกัน) และรายงาน Frost Radar Global 5G Infrastructure ทั้งนี้อีริคสันยังได้คะแนนอันดับ 1 ในรายงาน ABI Research ล่าสุด ด้านความยั่งยืนของผู้ให้บริการโทรคมนาคม

“เครือข่ายมือถือต้องยืดหยุ่น เปิดกว้าง ยั่งยืนและอัจฉริยะมากยิ่งขึ้น พร้อมให้ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าการลงทุนสูงสุด (Total Cost of Ownership) ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เราสร้างเครือข่ายที่มีความปลอดภัยและยั่งยืนที่สามารถไว้วางใจได้ในมาตรฐานสูงสุดเพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งผู้บริโภคและองค์กรธุรกิจ” มร.อิกอร์ กล่าวเพิ่มเติม

แอปพลิเคชันยอดนิยมทั่วโลก โซเชียลมีเดียต่าง ๆ และบริการสตรีมมิ่งเพลงหรือวิดีโอจะใช้การเชื่อมต่อที่สามารถเปิดใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา ช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2565 มีปริมาณการใช้ดาต้าเน็ตบนมือถือถึง 108 เอกซะไบต์ (Exabyte) ต่อเดือน ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 40% ต่อปี

จากผลการศึกษาของอีริคสันฉบับปรับปรุงล่าสุดเมื่อพฤศจิกายน ปี 2565 ด้านแพ็คเกจบริการมือถือของผู้บริโภค จากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือจำนวน 310 ราย ใน 139 ประเทศ แสดงให้เห็นว่า แม้แพ็คเกจบริการมือถือจะมีจำนวนมากและหลากหลายเหมือนกันทั่วโลก แต่ผู้บริโภคก็ยังได้รับข้อเสนอแพ็คเกจมือถือใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นในตลาดส่วนใหญ่

ในปี 2573 ผู้ให้บริการจะนำเสนอแพลตฟอร์มเทคโนโลยี 5G ที่รองรับการสร้างรายได้สะสมจากผู้บริโภคในอุตสาหกรรมไอซีที คิดเป็นมูลค่าเกือบ 31 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในปี 2573 ผู้ให้บริการยังจะมีรายได้สะสมจากที่ผู้บริโภคเปิดใช้งาน 5G เพิ่มขึ้นเป็น 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สำหรับในภาคองค์กร 5G ช่วยสร้างมูลค่าอย่างมีนัยสำคัญกับ Private 5G Network และ Wireless Wide Area Networks ที่สามารถนำมาปรับใช้กับภาคองค์กรและภาคอุตสาหกรรมได้ โดย 5G ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ก้าวข้ามขีดจำกัดที่มีในปัจจุบันและเปิดโอกาสการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้เป็นไปได้ และยังก่อให้เกิดวิธีการทำงานใหม่ ๆ กระบวนการคิดและแก้ไขปัญหาความท้าทายทางธุรกิจแบบเดิม

ประโยชน์และคุณค่าของเครือข่าย 5G สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ เช่น:

  • ความสามารถในการทำงานใด ๆ จากระยะไกล ไม่ว่ากระบวนการดังกล่าวจะมีความสำคัญหรือวิกฤตระดับไหน
  • การควบคุมทุกกระบวนการทางธุรกิจแบบเรียลไทม์ได้ (Real-Time Control)
  • การปฏิบัติงานแบบอัตโนมัติ
  • การใช้ทรัพยากรการประมวลผลอย่างเหมาะสม เรียกใช้เฉพาะแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้อง
  • มีระดับความปลอดภัยที่สูงขึ้นโดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพโดยรวม

อีริคสันเป็นผู้นำเครือข่าย 5G ระดับโลก ปัจจุบัน บริษัทฯ  เปิดให้บริการเครือข่าย 5G ไปแล้วจำนวน 143 เครือข่าย ใน 62 ประเทศ


Exit mobile version