Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซิสโก้เปิดตัวโซลูชันใหม่ ตรวจจับภัยคุกคามทางไซเบอร์ขั้นสูงอย่างรวดเร็วและตอบสนองอัตโนมัติ

กรุงเทพฯ – 26 เมษายน 2566 — ซิสโก้ (NASDAQ: CSCO) ผู้นำด้านระบบเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยระดับองค์กร เผยความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของ Cisco Security Cloud ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรักษาความปลอดภัยแบบ cross-domain ที่ขับเคลื่อนด้วย AI  โดยซิสโก้ได้เปิดตัวโซลูชันใหม่ XDR รวมถึงฟีเจอร์ขั้นสูงสำหรับ Duo MFA ที่จะช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถปกป้องความสมบูรณ์ของอีโคซิสเต็มส์ทางไอทีทั้งหมดได้ดียิ่งขึ้น

การตรวจจับภัยคุกคามและการตอบสนอง

กลยุทธ์ XDR ของซิสโก้ผสานรวมความเชี่ยวชาญที่ลึกล้ำ และความสามารถในการตรวจสอบทั่วทั้งเครือข่ายรวมถึงอุปกรณ์ปลายทางเข้าไว้ในโซลูชันครบวงจรแบบ risk-based เพียงหนึ่งเดียว ด้วยขณะนี้ Cisco XDR อยู่ในรุ่นเบต้า และมีแผนที่จะวางจำหน่ายทั่วไปในเดือนกรกฎาคม 2566 โดยโซลูชันนี้จะช่วยให้การตรวจสอบเหตุการณ์ง่ายขึ้น และช่วยให้ศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย (SOC) สามารถแก้ไขปัญหาภัยคุกคามได้ทันที  โซลูชันที่ทำงานบนระบบคลาวด์เป็นหลักนี้ใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจัดลำดับความสำคัญในการตรวจจับ และเปลี่ยนย้ายจุดสนใจจากเดิมที่มุ่งเน้นการตรวจสอบอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไปสู่การแก้ไขเหตุการณ์ที่มีความสำคัญสูงสุดโดยใช้ระบบอัตโนมัติที่มีหลักฐานสนับสนุน (evidence-backed automation)

จีทู พาเทล รองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายระบบรักษาความปลอดภัยและการทำงานร่วมกันของซิสโก้ กล่าวว่า “สถานการณ์ด้านภัยคุกคามมีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง  การตรวจจับโดยไม่มีการตอบสนองถือเป็นมาตรการที่ไม่เพียงพอ ขณะที่การตอบสนองโดยปราศจากการตรวจจับเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้  โซลูชัน Cisco XDR จะช่วยให้ทีมงานฝ่ายปฏิบัติการด้านความปลอดภัยสามารถตอบสนองและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่จะลุกลามจนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง  ซิสโก้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจได้ว่าคุณจะได้รับการปกป้องคุ้มครองทุกการเชื่อมต่อ  ด้วยโซลูชันแบบครบวงจรที่ไม่เหมือนใครเพื่อช่วยลดความยุ่งยากซับซ้อนในการรักษาความปลอดภัยให้กับสภาพแวดล้อมไอทีแบบไฮบริดในปัจจุบันที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ลดทอนประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้”

ขณะที่เทคโนโลยี Security Information and Event Management (SIEM) แบบดั้งเดิมให้การจัดการข้อมูลที่เน้นไปที่การบันทึกข้อมูลและการวัดผลในเวลาหลายวัน Cisco XDR จะมุ่งเน้นไปที่ข้อมูลด้านการตรวจจับระยะไกลอัตโนมัติ (telemetry-centric) โดยให้ผลลัพธ์ในเวลาไม่กี่นาที เทคโนโลยีนี้สามารถวิเคราะห์และเชื่อมโยงแหล่งข้อมูล telemetry 6 แห่งที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย (SOC) แจ้งว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับโซลูชัน XDR นั่นคือ อุปกรณ์ปลายทาง, เครือข่าย, ไฟร์วอลล์, อีเมล, การตรวจสอบตัวตน และชื่อโดเมน โดยเฉพาะอุปกรณ์ปลายทาง  Cisco XDR ใช้ประโยชน์จากอินไซต์ของอุปกรณ์ปลายทางกว่า 200 ล้านเครื่องด้วย Cisco Secure Client (ก่อนหน้านี้เรียกว่า AnyConnect) เพื่อสามารถมองเห็นการเชื่อมต่อได้อย่างชัดเจนในระดับ process-level ระหว่างอุปกรณ์ปลายทางและเครือข่าย

แฟรงค์ ดิ๊กสัน รองประธานกลุ่ม Security & Trust ของไอดีซี กล่าวว่า “คุณประโยชน์ที่แท้จริงของ XDR คือความสามารถในการส่งมอบผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยที่เป็นรูปธรรม และสามารถวัดผลได้สำหรับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที การจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบ หรือการตอบสนองที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง  ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจะต้องสามารถวัดผลได้ในเชิงปริมาณในรูปแบบของตัวเลข ไม่ใช่แค่การอธิบายเชิงคุณภาพด้วยถ้อยคำที่กล่าวลอยๆ  โซลูชัน Cisco XDR นำเสนอเฟรมเวิร์กที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถบรรลุผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างแท้จริง”

นอกเหนือจากการตรวจจับระยะไกลแบบเนทีฟของซิสโก้แล้ว Cisco XDR ยังผสานรวมกับบริษัทชั้นนำ (third-party vendors) เพื่อแบ่งปัน telemetry เพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกัน และส่งมอบผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันโดยไม่ขึ้นกับเวนเดอร์หรือเทคโนโลยี ในเบื้องต้นการผสานรวมแบบ out-of-the-box ที่พร้อมใช้งานทั่วไปประกอบด้วย:

  • การตรวจจับและตอบสนองบนอุปกรณ์ปลายทาง (EDR): CrowdStrike Falcon Insight XDR, Cybereason Endpoint Detection and Response, Microsoft Defender for Endpoint, Palo Alto Networks Cortex XDR, SentinelOne Singularity, Trend Vision One
  • การป้องกันภัยคุกคามทางอีเมลMicrosoft Defender for Office, Proofpoint Email Protection
  • Next-Generation Firewall (NGFW): Check Point Quantum, Palo Alto Networks Next-Generation Firewall
  • การตรวจจับและตอบสนองบนเครือข่าย (NDR): Darktrace DETECT™ and Darktrace RESPOND™, ExtraHop Reveal(x)
  • ข้อมูลความปลอดภัยและการจัดการเหตุการณ์ (SIEM): Microsoft Sentinel

แบรด ดาเวนพอร์ท, รองประธานฝ่ายสถาปัตยกรรมทางเทคนิคของ Logicalis กล่าวว่า “ตลอดการเดินทางของ Logicalis ในการเป็น Integrator ระดับโลกนั้น เราตระหนักถึงผลกระทบที่เป็นไปได้และประสิทธิภาพของทุกโซลูชัน ด้วยการเปิดตัว Cisco XDR เราสามารถทำให้ลูกค้าของเราได้รับ XDR outcomes ในรูปแบบของโซลูชันหรือการบริการจัดการที่เป็นความก้าวหน้าในอีกระดับของ security maturity journey ทาง Logicalis หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะนำความเชี่ยวชาญของเราทำงานให้กับลูกค้า และให้ Cisco XDR ช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ”

Zero Trust และการจัดการการเข้าถึง

เนื่องจากผู้โจมตีมุ่งเป้าไปที่ช่องว่างในการใช้งานระบบยืนยันตัวตนแบบ Multi-Factor Authentication – MFA ซิสโก้ได้กำหนดนิยามใหม่ให้กับสิ่งที่จำเป็นในการจัดการการเข้าถึง ทุกธุรกิจต้องการเสาหลักสามประการสำหรับกลยุทธ์การจัดการการเข้าถึงนั่นคือ: การบังคับใช้การพิสูจน์ตัวตนที่รัดกุม, การยืนยันอุปกรณ์ และลดจำนวนรหัสผ่านที่ใช้งาน ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ซิสโก้จึงเพิ่ม Trusted Endpoints ให้กับ Duo Editions แบบชำระเงินทั้งหมด ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียงระดับสูงสุดของ Duo เท่านั้น Trusted Endpoints อนุญาตให้เฉพาะอุปกรณ์ที่ลงทะเบียนหรืออุปกรณ์ที่มีการจัดการเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ ด้วยการส่งมอบ Trusted Endpoints ร่วมกับ Single Sign On, MFA, Passwordless และ Verified Push ในรุ่นเริ่มต้น Duo Essentials ทำให้ซิสโก้สามารถมอบโซลูชันการจัดการการเข้าถึงที่คุ้มค่า ปลอดภัยมากที่สุด และเป็นโซลูชัน access management ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Cisco.com/go/security


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

AMD เปิดตัวโปรเซสเซอร์ใหม่ Ryzen Z1 และ Ryzen Z1 Extreme เกมมิ่งโปรเซสเซอร์ประสิทธิภาพสูงสำหรับเครื่องเกมคอนโซล PC แบบพกพา

ด้วยคอร์ประมวลผล 8 คอร์ 16 เธรด และแคชขนาด 24MB ทำให้โปรเซสเซอร์ Ryzen Z1 Series มอบประสบการณ์การเล่นเกมในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมได้อย่างยอดเยี่ยม รวมไปถึงอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนาน ด้วยเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมการผลิต “Zen 4” ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรมด้านกราฟิก AMD RDNA 3 ภายใน เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการประสิทธิภาพด้านการเล่นเกมระดับสูง ด้วยอัตราเฟรมเรตที่เหนือระดับพร้อมภาพการแสดงผลที่คมชัด

โปรเซสเซอร์ AMD Ryzen Z1 จะวางจำหน่ายผ่านผลิตภัณฑ์เครื่องเกมพกพา Asus ROG Ally เป็นเครื่องแรก ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความพร้อมในการวางจำหน่ายและราคาจะประกาศโดย Asus ในวันที่ 11 พฤษภาคม ศกนี้ หรือสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรเซสเซอร์ Ryzen Z1 ได้ที่เว็บไซต์


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

พานาโซนิคเปิดบูธโชว์ผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นส์ เพื่อการใช้ชีวิตแบบครบวงจรในงานสถาปนิก’66

เมื่อเร็วๆ นี้ มร.ฮิเดคาสึ อิโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย มร.เรียวอิจิ ทาคิซากิ รองกรรมการผู้จัดการฯ และ มร.ฮิซาคาสึ มาเอดะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด คอนเนค มาร์เก็ตติ้ง นำผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นส์ที่พร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบันมาร่วมจัดแสดงในงาน สถาปนิก’66 (architect expo 2023) งานแสดงเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างใหญ่ที่สุดในอาเซียน

โดยในครั้งนี้ ที่บูธพานาโซนิค ได้มีการนำผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นส์เพื่อให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพมากขึ้นมานำเสนอ ถึง 3 โซน อาทิ Wiring Zone ผลิตภัณฑ์กลุ่มปลั๊กและสวิตช์ ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานด้านความปลอดภัย, Housing Zone ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภัณฑ์ A-La-Uno และพื้นไม้เอ็นจิเนียร์ ที่มีนวัตกรรมเพื่อยกระดับด้านสุขอนามัยของผู้คนโดยเฉพาะ และ HVAC ZONE ผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศและพัดลมระบายอากาศ ที่มีเทคโนโลยี nanoe, nanoeX และล่าสุดกับ Ziaino เครื่องยับยั้งเชื้อโรคในอากาศด้วยไฮโปคลอรัส พร้อมจัดการด้านอากาศที่เหมาะสมและปลอดภัยให้กับอาคาร สำนักงาน รวมถึงที่อยู่อาศัยได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้อย่างครบถ้วน ที่สำคัญภายในงานยังพบกับโปรโมชั่นพิเศษจากผลิตภัณฑ์ปลั๊กพ่วงและผลิตภัณฑ์ด้านสุขภัณฑ์-พื้นไม้ที่คัดสรรมาเพื่อผู้เข้าชมในงานโดยเฉพาะ

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นส์ของพานาโซนิคได้ตั้งแต่ วันที่ 25-30 เมษายน 2566 ที่ บูธ เลขที่ L102 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซีเมนส์และไมโครซอฟท์ ร่วมขับเคลื่อนศักยภาพภาคอุตสาหกรรมผ่านเทคโนโลยี Generative AI

กรุงเทพฯ ประเทศไทย | 24 เมษายน 2566 — ซีเมนส์และไมโครซอฟท์ร่วมมือดึงศักยภาพเทคโนโลยี Generative AI มาช่วยธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพ ตั้งแต่การออกแบบ กระบวนการด้านวิศวกรรม การผลิต รวมถึงการดำเนินงานในวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ

โดยหลายบริษัทกำลังนำซอฟต์แวร์ Teamcenter® ของซีเมนส์ซึ่งเป็นโซลูชันทางด้านการจัดการวงจรผลิตภัณฑ์ (Product Lifecycle Management หรือ PLM) ไปทำงานร่วมกับ Teams ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการทำงานร่วมกันของไมโครซอฟท์ และใช้โมเดลภาษาใน Azure OpenAI Service รวมไปถึงความสามารถทางด้านอื่น ๆ ของ Azure AI

ที่งานแสดงสินค้าทางเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก – Hannover Messe ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป ซีเมนส์และไมโครซอฟท์แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี Generative AI สามารถช่วยยกระดับระบบอัตโนมัติและการดำเนินงานภายในโรงงาน ผ่านการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ การรายงานปัญหาและการตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากการประมวลผลข้อมูลรูปภาพ

สก็อตต์ กูทรี รองประธานบริหารด้านเทคโนโลยีคลาวด์และ AI ของไมโครซอฟท์ กล่าวว่า “การผสานรวมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ากับแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยีต่าง ๆ จะเปลี่ยนวิถีการทำงานและวิธีดำเนินงานของทุกธุรกิจไปอย่างสิ้นเชิง การร่วมมือกับซีเมนส์ทำให้เราสามารถนำศักยภาพของ AI ไปใช้ในองค์กรอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อนของกระบวนการดำเนินงาน ทำลายกำแพงการทำงานแบบไซโล เพิ่มการทำงานร่วมกันอย่างเปิดกว้างมากขึ้น เพื่อเร่งพัฒนานวัตกรรมที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง”

แอปพลิเคชั่นสำหรับการทำงานร่วมกันที่ขับเคลื่อนด้วย AI เชื่อมต่อการทำงานระหว่างพนักงานในส่วนการผลิตกับส่วนอื่น ๆ

ด้วยศักยภาพของแอปฯ ใหม่ใน Teamcenter สำหรับ Microsoft Teams ที่คาดว่าจะเปิดตัวในปีนี้ จะช่วยให้วิศวกรด้านการออกแบบ พนักงานส่วนหน้างาน และทีมอื่น ๆ ในองค์กรสามารถทำงานและแก้ปัญหาร่วมกันได้อย่างราบรื่นขึ้น ตัวอย่างเช่น วิศวกรฝ่ายบริการหรือฝ่ายผลิตสามารถใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่จดบันทึกและรายงานเกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือข้อกังวลด้านคุณภาพโดยใช้ภาษาพูด ด้วยความสามารถของ Azure OpenAI Service แอปฯ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลคำพูดที่ไม่เป็นทางการ สร้างรายงานสรุปโดยอัตโนมัติและบันทึกเข้าสู่ระบบ Teamcenter เพื่อแจ้งไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบทางด้านวิศวกรรมหรือทางด้านการผลิตได้อย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนให้การมีส่วนร่วมเป็นไปได้อย่างง่ายดายขึ้น พนักงานจะสามารถบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ในภาษาพูด ที่จะได้รับการแปลเป็นภาษาทางการที่ใช้ภายในบริษัทด้วย Microsoft Azure AI โดย Microsoft Teams

นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่ใช้งานง่าย อาทิ การแจ้งเตือนเพื่อลดความซับซ้อนของการอนุมัติในกระบวนการทำงาน ลดเวลาที่ใช้ในการร้องขอการเปลี่ยนแปลงด้านการออกแบบ และเพิ่มความเร็วของวงจรนวัตกรรม แอปฯ Teamcenter สำหรับ Microsoft Teams สามารถช่วยให้พนักงานหลายล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือ PLM ในปัจจุบัน สามารถส่งข้อมูลผลกระทบด้านการออกแบบและกระบวนการผลิตได้ง่ายขึ้นโดยจะเป็นส่วนหนึ่งของเวิร์กโฟลว์การทำงานที่มีอยู่

วิศวกรรมซอฟต์แวร์อัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้โรงงานดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ซีเมนส์และไมโครซอฟท์ยังร่วมมือกันเพื่อช่วยนักพัฒนาซอฟต์แวร์และวิศวกรระบบอัตโนมัติเพิ่มความเร็วในการพัฒนาโค้ดสำหรับ Programmable Logic Controllers (PLC) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ในระดับอุตสาหกรรมที่ควบคุมเครื่องจักรส่วนใหญ่ในโรงงานทั่วโลก โดยได้สาธิตให้เห็นแนวคิดว่า ChatGPT ของ OpenAI และ Azure AI Service อื่น ๆ จะสามารถส่งเสริมโซลูชันวิศวกรรมระบบอัตโนมัติในทางอุตสาหกรรมของซีเมนส์ได้อย่างไร ซึ่งการสาธิตแสดงให้เห็นว่าทีมวิศวกรสามารถลดเวลาและความน่าจะเป็นของข้อผิดพลาดได้อย่างมาก โดยการสร้างรหัส PLC ผ่านการป้อนข้อมูลด้วยภาษาที่ใช้สื่อสารโดยทั่วไป (Natural Language) ซึ่งความสามารถเหล่านี้ยังช่วยให้ทีมบำรุงรักษาสามารถระบุข้อผิดพลาดและสร้างโซลูชันของแต่ละขั้นตอนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

เซดริค ไนเค กรรมการบริหาร ซีเมนส์ เอจี (Siemens AG) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ Digital Industries กล่าวว่า  “เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงและทรงพลังที่กำลังเกิดขึ้นเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ซีเมนส์และไมโครซอฟท์ร่วมมือกันเพื่อปรับใช้เครื่องมืออย่าง ChatGPT เพื่อให้เราสามารถสนับสนุนพนักงานในองค์กรทุกขนาดให้ใช้วิธีใหม่ในการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ”

ค้นหาและป้องกันการเกิดข้อบกพร่องในผลิตภัณฑ์ด้วย Industrial AI

การตรวจพบข้อบกพร่องในการผลิตได้ตั้งแต่แรกเริ่ม เป็นเรื่องสำคัญเพื่อป้องกันการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลามากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงอุตสาหกรรม (หรือ Industrial AI) ตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์วิทัศน์ (Computer Vision) เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลภาพ ช่วยให้ทีมงานควบคุมคุณภาพทำงานได้เร็วขึ้น ระบุความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น และปรับเปลี่ยนได้แบบเรียลไทม์ได้เร็วยิ่งขึ้น ที่งาน Hannover Messe ทีมงานได้สาธิตถึงวิธีการใช้ Microsoft Azure Machine Learning และ Siemens’ Industrial Edge วิเคราะห์ภาพที่ถ่ายด้วยกล้องและวิดีโอ เพื่อนำมาสร้าง ปรับใช้ ทำงาน และตรวจสอบโมเดลการมองเห็นของเทคโนโลยีเอไอ (AI Vision Model) ในพื้นที่การผลิต

ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ที่ยาวนานกว่า 35 ปีระหว่างซีเมนส์และไมโครซอฟท์ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกับลูกค้าหลายพันราย และทั้งสองบริษัทยังมีความร่วมมือกันในด้านอื่น ๆ อาทิ การพัฒนาโซลูชัน Senseye on Azure ที่ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถดำเนินงานด้านการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ในระดับองค์กร พร้อมสนับสนุนลูกค้าที่ต้องการโฮสต์แอปพลิเคชันทางธุรกิจของตนไว้ใน Microsoft Cloud เพื่อใช้โซลูชันต่าง ๆ จาก Siemens Xcelerator ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มธุรกิจดิจิทัลแบบเปิดของซีเมนส์ รวมถึงแอปฯ Teamcenter บน Azure นอกจากนี้ซีเมนส์ยังร่วมมือกับไมโครซอฟท์ในการเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้าน Zero Trust


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แพทย์ มข.เตือนเฝ้าระวังโควิด XBB.1.16 แนะกลุ่มเสี่ยงฉีดวัคซีน Bivalent

แพทย์ มข.ชี้โควิด-19 สายพันธุ์ XBB.1.16 เป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน เบื้องต้นพบว่า ติดเชื้อง่ายขึ้น แต่ความรุนแรงไม่ได้เพิ่มขึ้นจากสายพันธุ์เดิม แนะเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มเสี่ยงขอให้ประเมินตนเองแล้วฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น Bivalent โดยเร็ว หรือ Walk in มารับวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ 19-30 เม.ย.นี้

หลังการเฉลิมฉลองและความสนุกสนานช่วงเทศกาลสงกรานต์ ข่าวโรคระบาดอย่างโควิด-19 ก็กลับมาอีกครั้ง หนึ่งในผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ จ.ขอนแก่น ระบุว่า หลังเทศกาลสงกรานต์คนสนิทติดเชื้อโควิด-19 จึงได้เฝ้าระวังและตรวจหาเชื้อวันแรกก็ยังไม่พบ ก่อนที่วันที่ 2 จะเริ่มมีอาการอ่อนเพลียเล็กน้อย และวันที่ 3 อาการเริ่มชัดเจน อ่อนเพลียมากขึ้น มีไข้สูง 38.5 องศาเซลเซียส จึงตรวจ ATK อีกครั้งแล้วพบว่าติดเชื้อโควิด-19

“หลังจากตรวจพบก็มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย และไข้สูงต่อเนื่อง จึงกินยาลดไข้ตามอาการ โดยซื้อยาเอง และโทรศัพท์ปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาล”

ผู้ติดเชื้อคนดังกล่าว ระบุอีกว่า แม้จะฉีดวัคซีนซิโนแวคแล้ว 2 เข็ม แอสตร้าเซนเนก้า 1 เข็มแล้ว แต่ครั้งนี้ก็ยังติดเชื้อ โดยเป็นการติดครั้งแรก ซึ่งส่วนตัวก็กังวลกับสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะเมื่อคนใกล้ชิดติด แล้วตัวเองติดด้วย ขณะเดียวกันยังมีรายงานข่าวเกี่ยวกับโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่อีก และคาดว่าหลังเทศกาลสงกรานต์เชื้ออาจจะแพร่กระจายจนทำให้ผู้ติดเชื้อมีปริมาณเพิ่มขึ้น

ขณะที่ ผศ.นพ.วันทิน ศรีเบญจลักษณ์ อายุรแพทย์ด้านโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า โควิด-19 ที่มีกระแสข่าวว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่นั้น ยังเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน โดยสายพันธุ์ที่ถูกพูดถึงมาก คือ สายพันธุ์ XBB.1.16 เป็นการกลายพันธุ์เล็ก ๆ น้อย ๆ บริเวณตำแหน่งที่เรียกว่าโปรตีนหนาม ซึ่งอาจทำให้เชื้อมีคุณสมบัติแพร่กระจายได้เร็วขึ้น แต่เบื้องต้น ยังไม่มีข้อมูลว่าก่อให้เกิดโรครุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่น

อย่างไรก็ตาม หลังสงกรานต์มีรายงานว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นถึง 158 เท่าในประเทศไทย แต่ต้องย้ำว่า ก่อนสงกรานต์เป็นช่วงที่โรคเงียบสงบ ดังนั้น 158 เท่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังเป็นจำนวนหลักร้อยคน

“ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า โควิดสายพันธุ์ใหม่ติดเชื้อง่ายขึ้น แต่ความรุนแรงไม่ได้เพิ่มขึ้นจากสายพันธุ์เดิม หากถามว่าต้องกังวลไหม อาจตอบว่า ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ไปก่อน”

ผศ.นพ.วันทิน ระบุอีกว่า อาการของโควิด-19 นั้น อาจจะแยกความแตกต่างกับอาการไข้หวัดใหญ่ได้ยาก เนื่องจากมีอาการใกล้เคียงกัน คือ มีทั้งไข้ มีน้ำมูก เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว และล่าสุดสำหรับสายพันธุ์ XBB.1.16  มีรายงานว่า ผู้ติดเชื้อมีอาการตาแดงด้วย แต่อาการนี้อาจไม่เกิดขึ้นกับทุกคน ซึ่งการตรวจหาเชื้อด้วย ATK ก็ยังสามารถยืนยันการติดเชื้อได้ไม่ว่าจะสายพันธุ์ใด

เช็ก! ใครควรฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น Bivalent  

สำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 ภายใน 3 เดือน หรือฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นภูมิคุ้มกัน จนทำให้ระดับภูมิคุ้มกันสูงมากแล้ว ก็มีโอกาสน้อยที่จะติดเชื้อใหม่ เพราะแม้ว่าเชื้อจะกลายพันธุ์แต่การหลบภูมิคุ้มกันยังไม่โดดเด่น แต่หากติดเชื้อและฉีดวัคซีนนานแล้ว ก็มีโอกาสติดเชื้อซ้ำหรือติดเชื้อใหม่ได้

การป้องกันการติดเชื้อกลายพันธุ์อาจต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นชนิดใหม่ คือ วัคซีน Bivalent  ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดผสมกันระหว่างสายพันธุ์อู่ฮั่นและโอมิครอน โดยมีผลข้างเคียงไม่ได้แตกต่างจากวัคซีนชนิดเดิม ซึ่งจะเป็นตัวช่วยลดการติดเชื้อรุนแรงได้

ผศ.นพ.วันทิน  ย้ำว่า หากใครยังมีภูมิคุ้มกันดีก็ให้พิจารณาแล้วแต่บุคคล แต่กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงบุคลากรการแพทย์หน้าด่านที่ต้องดูแลผู้ป่วย และผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน ก็จำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงของตัวเองแล้วฉีดวัคซีนโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้  หากมีแนวโน้มการระบาดระลอกใหม่ ประชาชนก็ต้องปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันการติดเชื้อโดยสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงที่ชุมชน หรือแออัด ซึ่งมาตรการต่าง ๆ ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในเวลานั้น ๆ

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพิจารณาแล้วว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง ก็สามารถเดินทางมาฉีดวัคซีนชนิดใหม่ Bivalent ของไฟเซอร์ ที่งานเวชกรรมสังคม ชั้น 2 อาคารเรียนรวม โรงพยาบาลศรีนครินทร์ได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่ 19-30 เมษายน 2566 ช่วงบ่ายของทุกวัน ยกเว้น วันหยุดราชการ

ข่าว  : ผานิต ฆาตนาค


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Metro Connect ร่วมมือ IBM จัดงาน Metro Connect & IBM Software Solutions Day

บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด ร่วมกับ บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน Metro Connect & IBM Software Solutions Day” ในวันที่ 22 มีนาคม 2566 ณ.โรงแรม Nikko Bangkok โดย คุณวรัชญ์ รัตนธรรมมา (คนตรงกลาง),  Assistant Vice President  บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และมีผู้เชี่ยวชาญบรรยายโซลูชั่นต่างๆ ดังต่อไปนี้

คุณธนัช การไว (คนที่สองจากซ้าย), Data and AI Portfolio Brand Technical Specialist จาก บริษัท ไอบีเอ็ม บรรยายในห้วข้อ Data and Al – Data Observability Monitoring Data Pipelines in Databand. Operationalize the immediate detection and resolution of data incidents.Catch issues before they create costly impacts to your business. โดยแสดงถึงความสามารถในการสังเกตข้อมูลเชิงรุกและการจัดการเหตุการณ์ ดําเนินการตรวจจับและแก้ไขเหตุความผิดปกติของข้อมูลต่างๆได้ แบบ Near Real time และ Visualized ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ทำให้สามารถตรวจจับปัญหาก่อนที่ปัญหาจะสร้างความเสียหายและส่งผลกระทบและก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงต่อกับธุรกิจของลูกค้า

คุณสุพจน์ สมบัติโพธิอุดม (คนที่สามจากขวา), Client Technical Specialist, IBM Software Group, จาก บริษัท ไอบีเอ็ม  บรรยายในห้วข้อ Automation – Discover intelligent solutions from IBM to automate business workflows, seamlessly integrate business systems ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างชาญฉลาดและทำงานอย่างต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ

คุณพัชร ศรีนิ่มนวล (คนที่หนึ่งจากขวา), Technical Solutions Specialist IBM Security จาก บริษัท ไอบีเอ็ม บรรยายในห้วข้อ Security – Provides enterprise cybersecurity solutions to help you thrive in the face of uncertainty  โดย Security Solution จาก IBM เหล่านี้จะช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและใช้การรักษาความปลอดภัยแบบบูรณาการสำหรับ Sensitive data, Cloud, End point และข้อมูลที่มีค่าอื่นๆ ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณนพกิตติ์ นวลิขิต (คนที่สองจากขวา), Partner Technology Specialist จาก บริษัท ไอบีเอ็ม บรรยายในห้วข้อ Sustainability – Accelerate sustainability by managing all your environmental, social and governance (ESG) indicators in a single platform ในการมุ่งเน้นที่ความยั่งยืนเป็นเรื่องยากสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ทางเลือกในการนำเป้าหมายความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่การปฏิบัติ โดย IBM มีกลยุทธ์และโซลูชันที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะการหาพันธมิตรที่เหมาะสมเพื่อช่วยลูกค้าสร้างแผนงานเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างผลกำไรได้มากขึ้น

ทั้งนี้ บริษัท เมโทรคอนเนค  เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ IBM Software ได้รับความไว้วางใจให้เป็นส่วนหนึ่งในการขยายตลาดสู่บริษัทคู่ค้า เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการช่วยเหลือและส่งต่อความรู้ความชำนาญให้แก่บริษัทคู่ค้า เพื่อพัฒนาและต่อยอดโซลูชันที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมติดต่อฝ่ายการตลาด โทร.02-0894880 อีเมล์: mktmcc@metroconnect.co.th Website: https://www.metroconnect.co.th/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไดเมท (สยาม) สยายปีกร่วมลงทุนธุรกิจผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน

ไดเมท (สยาม) สบช่องธุรกิจกระแสพลังงานสะอาด จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) บริษัท เอนเนอร์ยี่ ลิงค์ ดีไซน์ (ประเทศไทย) จำกัด  ออกแบบระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ จับมือสองพาร์ตเนอร์สัญชาติญี่ปุ่นและไทย ตั้งเป้ารับรู้รายได้ไตรมาสสี่

ดร.วรดิศ  ธนภัทร  ประธานกรรมการบริหารและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไดเมท (สยาม) เปิดเผยว่า “บริษัท ไดเมท (สยาม) จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมลงทุน (Joint Venture) โดยจัดตั้งบริษัท เอนเนอร์ยี่ ลิงค์ ดีไซน์ (ประเทศไทย) จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,000,000 บาท (ชำระเต็ม) โดยไดเมท (สยาม) ถือหุ้น 26%  ร่วมกับ บริษัท ชิบาตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (สัดส่วนถือหุ้น 31%) และบริษัท ฮาตาริ เน็กซ์ จำกัด (สัดส่วนถือหุ้น 25%)  ดำเนินธุรกิจออกแบบ วางระบบ ติดตั้งและบำรุงรักษาครบวงจร จากพลังงานทดแทน เบื้องต้นนำร่องด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) ก่อนขยายขอบข่ายไปยังการผลิตพลังงานทดแทนอื่นๆ  รวมถึงธุรกิจโครงการที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Effect) อาทิเช่น การปลูกสวนป่า (Forestry) และ เทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าเป้าหมายที่ได้กำหนด จนสามารถคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) เพื่อประกอบธุรกิจการซื้อขายคาร์บอนเครดิตต่อไป

ทั้งบริษัท ชิบาตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทออกแบบ รับเหมางานวิศวกรรมและก่อสร้างแบบครบวงจร รวมทั้งผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท ฮาตาริเน็กซ์ จำกัด บริษัทเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ มีฐานลูกค้าในประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  การร่วมมือครั้งสำคัญนี้ส่งผลให้ บริษัท เอนเนอร์ยี่ ลิงค์ ดีไซน์ (ประเทศไทย) จำกัด  มีความแข็งแกร่งทางการเงินซึ่งจะเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในธุรกิจอย่างสมบรูณ์  อีกทั้งบริษัทฯ ได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพและเรียนรู้การบริการแบบครบวงจรอย่างมืออาชีพตามมาตรฐานสากลจากประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากประเทศไทย  โดยบริษัทฯ หวังจะส่งเสริมความเชี่ยวชาญและส่งต่อประสบการณ์นี้เพื่อสานสายสัมพันธ์ที่ดีต่อบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นผ่าน บริษัท ชิบาตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัทต่างชาติระดับสากลในประเทศไทย รวมถึงประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านบริษัท ฮาตาริเน็กซ์ จำกัด  โดยตั้งเป้ารับรู้รายได้ไตรมาสสี่

บริษัทฯ ได้นำองค์ความรู้ด้านการใช้พลังงานควบคู่กับเทคโนโลยีทางวิศวกรรมและการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytic) ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ณ เดือนมกราคม 2566 ระบุว่า การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินลิกไนซ์ มีปริมาณลดลงและจะยังคงมีแนวโน้มที่ลดลงเรื่อยๆ  ในขณะที่น้ำมัน, พลังน้ำ, ไฟฟ้านำเข้าและพลังงานหมุนเวียน มีปริมาณเพิ่มขึ้น  บริษัทฯ มั่นใจว่าการร่วมทุนนี้จะสอดรับกับนโยบายการลงทุนในธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต (Future Energy) อย่างยั่งยืน” ดร.วรดิศ  ธนภัทร  กล่าวในที่สุด

เกี่ยวกับไดเมท (สยาม) :

บริษัท ไดเมท (สยาม) จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2525  เป็นผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีทุกประเภทคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมมาโดยตลอด ปัจจุบันได้ขยายและร่วมทุนไปยังธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภค ธุรกิจพลังงานทดแทน และธุรกิจรับเหมางานวิศวกรรมและก่อสร้างแบบครบวงจร โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างการเจริญเติบโตและผลกำไรอย่างยั่งยืน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กตป., กสทช. และ มรภ.สวนสุนันทา จัดเสวนาวิชาการ “มองอนาคตของกิจการโทรทัศน์ไทยในการกำกับของ กสทช.”

คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) ร่วมกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในฐานะเป็นที่ปรึกษาโครงการ จัดการประชุมเสวนาวิชาการ (Seminar Forum) การจ้างที่ปรึกษาเพื่อติดตามและประเมินผลตามนโยบาย กสทช. ที่สำคัญในด้านกิจการโทรทัศน์ ประจำปี ๒๕๖๕ การติดตามและประเมินผลการเตรียมการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลด้วยเทคโนโลยี 4K หัวข้อ “มองอนาคตของกิจการโทรทัศน์ไทยในการกำกับของ กสทช.” เมื่อวันพุธที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๖ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมเสวนาประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการโทรทัศน์ ตัวแทนองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนทั่วไป และสื่อมวลชน เข้าร่วมกว่า ๑๕๐ คน ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

 สำหรับจุดประสงค์ของการจัดการประชุมเสวนาวิชาการในครั้งนี้ ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานด้านกิจการโทรทัศน์ ได้กล่าวว่า “ เพื่อเป็นการนำเสนอผลการติดตามและประเมินผลการเตรียมการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลด้วยเทคโนโลยี 4และระดมความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านเวทีเสวนาวิชาการ เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมโทรทัศน์ของประเทศ ภายใต้หัวข้อเรื่อง มองอนาคตของกิจการโทรทัศน์ไทยในการกำกับของ กสทช.” โดยคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานด้านกิจการโทรทัศน์ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการ และการบริหารงานของกสทช. สำนักงานกสทช. และเลขาธิการ กสทช.  โดยนำรายงานดังกล่าวเสนอต่อรัฐสภาและเปิดเผยรายงานให้ประชาชนทราบ

 ตลอดการประชุมเสวนา ประกอบด้วยกิจกรรมภาคเช้าและภาคบ่าย ซึ่งมุ่งผลลัพธ์ในการร่วมระดมความเห็นของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมี ผศ.ดร.สุดาวรรณ สมใจ หัวหน้าโครงการ หรือในฐานะที่ปรึกษาดำเนินการฯ ให้เกียรติแนะนำโครงการเบื้องต้น พร้อมชี้แจงความเป็นมาของโครงการในครั้งนี้ด้วย

 ในกิจกรรมช่วงเช้า เป็นการนำเสนอ “ การทดลองออกอากาศโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบ 4K ของ ไทยพีบีเอส ” โดย คุณกันตชัย ศรีสุคนธ์  ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรม องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นทดสอบทดลองเพื่อศึกษาพารามิเตอร์ที่สำคัญในการออกอากาศโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบ 4K ในพื้นที่จำกัด รวมไปถึงแผนการทดสอบทดลองในอนาคตที่จะครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด

 จากนั้น ทางทีมที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้ร่วมพูดคุยถึงการดำเนินการติดตามและประเมินผลการเตรียมการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลด้วยเทคโนโลยี 4K ของ กสทช. และได้มีการนำเสนอผลที่ได้จากการศึกษาจากกลุ่มผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก คือ ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ กลุ่มผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องรับฯ กลุ่มผู้ประกอบการกิจการโทรทัศน์ กสทช.​​​ กลุ่มดูแลนโยบายดิจิทัล และกลุ่มผู้บริโภค

โดยในช่วงบ่ายดำเนินรายการโดย ณัชชาวีล์ วาณิชย์สุรางค์ จะเป็นการเปิดเวทีเสวนาวิชาการ “มองอนาคตของกิจการโทรทัศน์ไทยในการกำกับของ กสทช.” จากผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ เช่น คุณชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สำนักกิจการและสื่อสารองค์กร บมจ. BEC World, รศ.ดร. สมเดช รุ่งศรีสวัสดิ์ นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์, นาวาตรี ดร.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านสารสนเทศและสื่อผสม และคุณปัญญา วัฒนวังสกุล สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมไทย ในหัวข้อเกี่ยวกับ นโยบายด้านกิจการโทรทัศน์ไทย เทคโนโลยีเกี่ยวกับโทรทัศน์ในอนาคต รูปแบบและช่องทางในการเข้าถึงสื่อภาพเคลื่อนไหว พฤติกรรมของผู้บริโภค ไปจนถึงมุมมองในด้านการดำเนินธุรกิจด้านกิจการโทรทัศน์ในอนาคต


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เทคนิคการแพทย์ มข.อัปเกรด “เตียงอัจฉริยะ” ราคาเข้าถึงได้ เพื่อผู้สูงอายุติดเตียง

เทคนิคการแพทย์ มข.อัปเกรด “เตียงอัจฉริยะ ช่วยพลิกตะแคง” ราคาเข้าถึงได้ ทางเลือกป้องกันแผลกดทับ เพื่อผู้สูงอายุติดเตียง พร้อมลงพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ชุมชนผลิตใช้งานเอง และต่อยอดสร้างรายได้ให้ชุมชน

13 เมษายน วันผู้สูงอายุแห่งชาติ หวนกลับมาอีกปี เพื่อย้ำเตือนให้ผู้คนให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ แต่เรื่องราวผู้ดูแลหรือญาติทำร้ายผู้สูงอายุติดเตียงยังคงถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความกดดันและภาระของผู้ดูแล และอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสังคมผู้สูงอายุ

ล่าสุด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้พัฒนา “เตียงพลิกตะแคงตัวผู้ป่วย ลดแผลกดทับ” เวอร์ชัน 3 สำหรับผู้สูงอายุติดเตียงในชุมชนโดยเฉพาะขึ้น โดย ศ.ดร.วิชัย อึงพินิจพงศ์ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มรูปแบบแล้ว หลังมีจำนวนผู้สูงอายุมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด เฉพาะใน จ.ขอนแก่น มีผู้สูงอายุถึง 260,000 คน และมีผู้สูงอายุที่ติดเตียงถึง 20,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 5% นับเป็นกลุ่มที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เตียงพลิกตะแคงตัวผู้ป่วย ลดแผลกดทับ เวอร์ชัน 3 นี้ มีลักษณะพิเศษ คือ มีความสูง 60-70 เซนติเมตร มีผิวเบาะนุ่มและแน่น กระจายแรงกดได้ดี ลดอาการแผลกดทับที่อาจนำไปสู่การติดเชื้อ หรือเสียชีวิตได้ โดยใช้วัสดุทำจากไม้และโลหะบางส่วน ซึ่งทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยพลิกตัวให้ผู้ป่วยผ่านสวิตช์ควบคุมที่ผู้สูงอายุสามารถกดใช้งานเองได้ หรือมีผู้ดูแลเพียงคนเดียวก็สามารถดูแลผู้สูงอายุติดเตียงได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้งบประมาณเพียง 10,000 บาทเท่านั้น ทำให้ผู้สูงอายุในชุมชนสามารถเข้าถึงได้

“เรารู้ว่าที่ผ่านมาชุมชนเข้าไม่ถึงเตียงที่มีคุณภาพ อย่างชุมชนบ้านโต้น อ.พระยืน จ.ขอนแก่น มีผู้สูงอายุติดเตียงอยู่ถึง 12 คน แต่มีเตียงไม่เพียงพอ เมื่อมีผู้เสียชีวิตก็จะนำเตียงนั้นไปเวียนกันใช้ หากมีเตียงที่ชุมชนเข้าถึงได้ ปัญหานี้ก็จะหมดไป”

ด้าน ดร.วรวุฒิ ชมภูพาน อาจารย์วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จ.ขอนแก่น คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก ระบุว่า ผู้สูงอายุบางส่วนเป็นผู้ป่วยติดเตียงและต้องการได้รับการดูแล แต่ปัจจุบันบุตรหลานบางส่วนก็มีเวลาดูแลน้อยลง วิทยาลัยสาธารณสุขสิริธร จึงได้ร่วมกับคณะเทคนิคการแพทย์ เพื่อคัดเลือกและส่งเตียงสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งมีคนไข้ได้รับเตียงไปใช้แล้ว 3-4 คน ผลตอบรับดีมาก พบว่าคนไข้ไม่มีปัญหาเรื่องแผลกดทับ

สอดคล้องกับ น.ส.หอมไกล ไชยพิมูล อายุ 57 ปี ชาวบ้าน อ.ซำสูง จ.ขอนแก่น ระบุว่า ที่ผ่านมาคุณแม่วัย 96 ปี ซึ่งป่วยติดเตียงหลังหกล้มสะโพกหัก นอนอยู่บนพื้น ทุกครั้งจะตะแคงก็ปวดสะโพก จะลุกขึ้นนั่งก็ลำบาก เมื่อมีเตียงช่วยพลิกตะแคงมา ก็ทำให้การดูแลทำได้ง่ายขึ้น และช่วยไม่ให้เป็นแผลกดทับ

“คนดูแลก็อายุมากแล้ว ก้มก็ปวด  คุกเข่าไปช่วยตะแคงก็เจ็บ มีเตียงมาก็ช่วยได้เยอะ ช่วงที่มีธุระด่วนต้องออกไปข้างนอก คุณแม่ก็กดสวิตช์พลิกตัวเองได้ บ้านอื่นที่ไม่มีเตียง เห็นเขาเป็นแผลกดทับกันหลายคน ก็อยากให้เขาได้ใช้ด้วย”

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.วิชัย อึงพินิจพงศ์ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้บูรณาการองค์ความรู้ต่าง ๆ จากหลากหลายคณะ ลงพื้นที่ชุมชนผ่านโครงการ U2T มหาวิทยาลัยสู่ตำบลมาโดยตลอด เพื่อพัฒนาทักษะให้คนในชุมชนทุก ๆ ด้าน รวมถึงด้านผู้สูงอายุด้วย การเปิดอบรม อสม. และ Caregiver หรือ อาสาสมัครท้องถิ่น รวมถึงการเปิดคลินิกกายภาพบำบัด คลินิกห้องปฏิบัติการ และคลินิกแพทย์แผนจีนที่กำลังจะเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้ด้วย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นวัตกรรมใหม่ของ Cisco 800G เพิ่มพลังให้กับอินเทอร์เน็ตสำหรับอนาคต พัฒนาความคุ้มค่าและความยั่งยืนของระบบเครือข่ายสำหรับผู้ให้บริการ

กรุงเทพฯ, 19 เมษายน 2566 — ซิสโก้เปิดตัวนวัตกรรม 800G ที่เพิ่มความคุ้มค่าและความยั่งยืนให้กับอินเทอร์เน็ตสำหรับอนาคต เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อเกือบ 40% ของประชากรโลกที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส

การเติบโตของ IoT, AI/ML
ขณะที่อุปกรณ์ IoT มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากหลายพันล้านเครื่องเป็นหลายล้านล้านเครื่อง ความต้องการแบนด์วิธก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยนอกจากจะรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ผ่านเครือข่าย 5G และ Wi-Fi แล้ว ยังครอบคลุมไปถึงเวิร์กโหลด AI/ML ที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนข้อมูลเชิงลึกจาก IoT  แอพพลิเคชั่นต่างๆ อย่างเช่น Generative AI การค้นหาข้อมูล การประมวลผลภาษา และเครื่องมือแนะนำ กำลังขับเคลื่อนการเติบโตอย่างรวดเร็วของคลัสเตอร์ AI/ML ในสภาพแวดล้อมดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องการแบนด์วิธมากกว่าเวิร์กโหลดแบบเดิมๆ  แฟบริก AI/ML จำเป็นต้องขยายขนาดโดยอาศัยเครือข่ายแกนกลางที่หนาแน่นมากขึ้น ซึ่งมีความสำคัญต่อการรองรับโปรเซสเซอร์จำนวนมากที่มีการหน่วงเวลาต่ำ รวมไปถึงการขยายขีดความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์

การพัฒนา 800G สู่เครือข่ายที่หนาแน่นมากขึ้น
แม้ว่าการเติบโตของแบนด์วิธจะดูเหมือนไร้ขีดจำกัด แต่พื้นที่และพลังงานกลับมีอยู่อย่างจำกัด  ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องใช้แพลตฟอร์มที่หนาแน่นและประหยัดพลังงาน  ซิสโก้เพิ่มขีดความสามารถเป็นสองเท่าให้กับเครือข่ายแบ็คโบน, เมโทรคอร์ และเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ของลูกค้าที่เป็นผู้ให้บริการด้านการสื่อสารและลูกค้ากลุ่ม Webscale เมื่อเทียบกับโซลูชันโมดูลาร์ 400G/100G  ทั้งนี้ ไลน์การ์ด 28.8Tbps / 36 x 800G สำหรับเราเตอร์ Cisco 8000 Series ถูกขับเคลื่อนด้วย Cisco Silicon One และจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการปกป้องเงินลงทุนในระยะยาวสำหรับผู้ให้บริการด้านการสื่อสารและผู้ให้บริการระบบคลาวด์ที่ปรับเปลี่ยนเครือข่ายจากความจุ 100G เป็น 400G และ 800G  นอกจากนี้ ลูกค้ายังได้รับประโยชน์จากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนด้วยการใช้ฮาร์ดแวร์น้อยลงในการขยายขนาดของเครือข่าย และการนำอุปกรณ์กลับมาใช้

เควิน วอลเลนวีเบอร์ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายระบบเครือข่าย ดาต้าเซ็นเตอร์ และการเชื่อมต่อผู้ให้บริการของซิสโก้ กล่าวว่า “เราขยายขีดความสามารถของ 800G อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับกรณีการใช้งานอื่นๆ ตั้งแต่แฟบริค AI/ML ไปจนถึงเครือข่ายแกนหลัก เพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราบรรลุเป้าหมายด้านประสิทธิภาพและความยั่งยืน  โซลูชันใหม่ของเราสำหรับเครือข่ายหลักและเครือข่ายแกนกลางที่หนาแน่น ซึ่งใช้ไลน์การ์ดที่มีความหนาแน่นสองเท่าใหม่พร้อมด้วย Cisco Silicon One จะช่วยเร่งการปรับเปลี่ยนไปสู่ 800G ในทุกๆ ที่”

ประโยชน์ที่สำคัญของระบบเราเตอร์Cisco 8000 Series แบบโมดูลาร์ที่ขับเคลื่อนด้วย Cisco Silicon One P100:

  • ความคุ้มค่า: ด้วยการประหยัดพื้นที่มากถึง 83% ลูกค้าจึงสามารถสร้างเครือข่ายที่หนาแน่นมากขึ้น โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ เพื่อรองรับกรณีการใช้งานต่างๆ เช่น 5G, IoT, บรอดแบนด์ และ AI/ML  นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น:
    • ด้วยการเพิ่มความจุเป็นสองเท่าในแชสซีเดียวกัน แพลตฟอร์ม Cisco 8000 Series Router จึงช่วยประหยัดพื้นที่มากกว่าระบบแชสซีเดี่ยว 400G ถึงสองเท่า
    • ระบบแชสซีเดี่ยว 800G สามารถรองรับแทรฟฟิกโหลดได้เทียบเท่ากับโซลูชันแชสซีแบบกระจาย 400G ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยลดการใช้พื้นที่ได้ถึง 6 เท่า และรองรับความเร็วสูงสุด 15 Tbps ต่อแร็คยูนิต
    • ระบบโมดูลาร์ 800G ยังให้ความจุแบนด์วิธเทียบเท่ากับโซลูชัน 400G โดยประหยัดพลังงานได้สูงสุดประมาณ 68% จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมาก
  • ความยั่งยืน: ด้วยการประหยัดพลังงานถึง 68% ระบบ 800G จึงช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน
    • ระบบ 800G ถูกใช้งานทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ก็จะสามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่าระบบ 400G และจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 215,838 CO2e ต่อปี
    • การลดก๊าซคาร์บอนในปริมาณดังกล่าวคาดว่าจะเทียบเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการชาร์จสมาร์ทโฟน 40 ล้านเครื่อง หรือการเผาไหม้ถ่านหิน 366,923 ปอนด์ต่อปี[1]
    • นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถนำเอาอุปกรณ์ทั่วไปกลับมาใช้ได้เมื่ออัพเกรดเป็นระบบ 800G จึงช่วยลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้อีกทางหนึ่ง
  • นวัตกรรมทางสถาปัตยกรรม: ไลน์การ์ดรุ่นใหม่นี้ขับเคลื่อนด้วย Cisco Silicon One P100 ASICs และออปติกแบบเสียบได้ของซิสโก้ และให้ความเร็วในการเชื่อมต่อที่สูงมากสำหรับระบบโมดูลาร์ Cisco 8800 Series โดยคุณสมบัติที่สำคัญมีดังนี้:
    • เทคโนโลยี 100G SerDes ที่ก้าวล้ำช่วยให้ลูกค้าเพิ่มความหนาแน่นของพอร์ต 400G ที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นสองเท่า และเพิ่มความหนาแน่นของพอร์ต 100G ได้ถึง 8 เท่าในฟอร์มแฟคเตอร์เดียวกัน โดยรองรับพอร์ต 72 x 400G และ 288 x 100G ต่อสล็อต
    • ความสามารถในการปรับเพิ่มขนาดไปสู่ 800G เพื่อรองรับความต้องการแทรฟฟิกที่เพิ่มขึ้น โดยใช้แชสซีแบบ 4, 8, 12 และ 18 สล็อต  ลูกค้าจะสามารถเพิ่มความจุได้สูงสุด 518 Tbps ด้วยระบบ 800G แบบโมดูลาร์ที่มี 18 สล็อต
    • รูปแบบ Flexible Consumption Model ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายตามการเติบโต จะช่วยให้ลูกค้ารองรับการติดตั้งใช้งานที่เหมาะกับอนาคต ด้วยการกำหนดขนาดเครือข่ายที่เหมาะสม การเพิ่มเติมความจุเมื่อเวลาผ่านไปเพื่อให้สอดคล้องกับผลประกอบการของธุรกิจ
    • ออปติกแบบเสียบได้รุ่นใหม่ของซิสโก้ช่วยปกป้องเงินลงทุน เพราะสามารถใช้งานร่วมกับตัวรับส่งสัญญาณแบบเสียบได้ QSFP ที่มีอยู่
  • ความสะดวกในการจัดการ: ด้วยแดชบอร์ดการแสดงผลขั้นสูง การตรวจสอบบริการพร้อมด้วยข้อมูลเชิงลึกที่รองรับการดำเนินการ และการปรับแต่งเครือข่ายแบบวงปิด ลูกค้าจึงสามารถตรวจพบและแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้น
    • ด้วยการปรับปรุงล่าสุดใน Crosswork Network Automation จึงสามารถเพิ่มองค์ประกอบและบริการเครือข่ายได้รวดเร็วขึ้นอย่างมาก
    • ฟีเจอร์ใหม่ IOS XR Path Tracing รองรับการตรวจสอบแบบ hop-by-hop สำหรับเส้นทางของแพ็คเก็ตข้อมูลบนเครือข่าย

การตอบสนองของภาคอุตสาหกรรม:

“จากการวิจัยตลาดที่กว้างขวางและการวิเคราะห์แทรฟฟิก เราคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องของแทรฟฟิกข้อมูลผ่านบริการบนเครือข่ายพื้นฐานและเครือข่ายไร้สาย ซึ่งรวมถึง 5G, บรอดแบนด์, IoT และคลาวด์  แนวโน้มดังกล่าวทำให้เครือข่ายอยู่ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการปรับขนาดไปสู่ 800G ในอนาคตโดยใช้โซลูชันต่างๆ อย่างเช่น Cisco 8000 จะเป็นที่ต้องการ ทั้งยังช่วยให้ผู้ให้บริการและผู้ให้บริการระบบคลาวด์ปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ความยั่งยืน และประสบการณ์สำหรับผู้ใช้”
— ไซมอน เชอร์ริงตัน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Analysys Mason

“ภายใต้ความร่วมมือกับซิสโก้ เราแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในการสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งในตลาด และปรับปรุงผลประกอบการของธุรกิจ โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่คล่องตัวและปลอดภัยในทุกขั้นตอนของเส้นทางการใช้งานเทคโนโลยี  ในฐานะผู้ขับเคลื่อนหลักสำหรับวิสัยทัศน์ Vision 2030 ของประเทศ เราต้องมั่นใจว่าเทคโนโลยีของเราอยู่ในระดับแนวหน้าของนวัตกรรมทางเทคโนโลยี  ด้วยนวัตกรรมโมดูลาร์ 800G และ Silicon One P100 บน Cisco 8000 Series เรายังคงมุ่งมั่นที่จะยกระดับการเชื่อมต่อบนคลาวด์และการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มธุรกิจ stc สามารถจัดหาบริการที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่อบิตที่ต่ำกว่าให้แก่ลูกค้าของเรา”  เบเดอร์ ออลฮีบ ฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน stc ของ stc

“Colt มุ่งมั่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้แนวคิด ESG By Design ซึ่งครอบคลุมทุกส่วนของธุรกิจ โดยจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีแนวทางการดำเนินงานสอดคล้องกับค่านิยมของเรา และมุ่งมั่นที่จะสร้างโลกที่สะอาดและดีกว่าเดิม  นวัตกรรมระบบเราติ้งล่าสุดของซิสโก้แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในการค้นหาวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับการขยายขนาดความจุ พร้อมทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับเป็นก้าวที่สำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยั่งยืนสำหรับอนาคต”
— เคลซี่ ฮอปคินสัน, รองประธานฝ่าย ESG ของ Colt Technology Services

“หลังจากการติดตั้งแบ็คโบน FLRnet4 400G ของ Florida LambdaRail ปัญหาเรื่องพื้นที่ติดตั้งได้กลายเป็นหนึ่งในข้อกังวลหลักของเรา เนื่องจากเราได้ใช้พื้นที่ติดตั้งจนหมดเกลี้ยงแล้วในไซต์หลายแห่งของเรา  การผสานรวมความสามารถด้าน Forwarding ที่ดีเยี่ยม ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และระบบปฏิบัติการเครือข่าย IOS XR ที่เชื่อถือได้ ทำให้ Cisco 8000 Series เป็นตัวเลือกที่ชัดเจนสำหรับเครือข่ายใหม่ของเรา  เรารู้สึกพอใจอย่างมากกับตัวเลือกดังกล่าว เพราะนอกจากจะช่วยให้เรามีเครือข่ายที่ล้ำสมัยแล้ว โซลูชัน Cisco 8000 Series ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และทำให้เรามีงบประมาณเพียงพอสำหรับการขยายเครือข่ายของเราในปีต่อๆ ไป”
— คริส กริฟฟิน หัวหน้าสถาปนิกเครือข่ายของ Florida LambdaRail


Exit mobile version