Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มข. เปิดศูนย์เซลล์บำบัดรักษา Cellular Therapy Center สวยสุขภาพดีครบจบที่เดียว

Cellular Therapy Center เพิ่มประสิทธิภาพรักษาโรคจากความเสื่อมและโรคเรื้อรัง การรักษาด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้น สามารถให้บริการการบำบัดรักษาภาวะเข่าเสื่อม การรักษาแผลเรื้อรัง การรักษาภาวะผมบางและหลุดร่วงง่าย การรักษาฟื้นฟูผิวหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ

มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดพิธีเปิดศูนย์เซลล์บำบัดรักษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น (Cellular Therapy Center) โดยมี ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานในพิธี  รองศาสตราจารย์ นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงาน ในการนี้มี รองศาสตราจารย์อภิชาติ จิระวุฒิพงศ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิยะดา ปัญจรัก รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์เซลล์บำบัดรักษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะผู้บริหารร่วมพิธีเปิด ณ ศูนย์เซลล์บำบัดรักษา ชั้น 8 อาคารกัลยานิวัฒนานุสรณ์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รองศาสตราจารย์ นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ศูนย์เซลล์บำบัดรักษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับการจัดตั้งให้เป็นหน่วยงานวิสาหกิจ สังกัดสำนักงานอธิการบดี ตามประกาศมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ด้านเซลล์บำบัดรักษา ในการพัฒนานวัตกรรม และ เทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงด้านเซลล์บำบัดรักษาที่ได้มาตรฐานสากล มุ่งเน้นในการศึกษาวิจัย และ พัฒนาการรักษาโรคเรื้อรัง โรคที่เกิดจากความเสื่อม และ ภาวะต่างๆ ด้วยเซลล์บำบัดรักษาชนิดต่างๆ ตลอดจน พัฒนาการรักษาโรคมะเร็งด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดรักษา (Cellular immunotherapy) และ จะเปิดให้บริการการรักษาที่เป็นการแพทย์ทางเลือกด้วยเซลล์บำบัดรักษา ตามวิสัยทัศน์ “ศูนย์ความเชี่ยวชาญทางด้านเซลล์บำบัดรักษาที่ให้การรักษาการแพทย์ทางเลือกด้วยนวัตกรรมการแพทย์เทคโนโลยีขั้นสูง”

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า  ศูนย์เซลล์บำบัดรักษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นศูนย์ที่ให้บริการการรักษาที่เป็นการแพทย์ทางเลือกด้วยเซลล์บำบัดรักษาที่จะช่วยส่งเสริมผลการรักษา และ เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาสำหรับโรคที่เกิดจากความเสื่อมและโรคเรื้อรังอื่นๆ ตลอดจนโรคมะเร็ง นอกจากนี้ เซลล์บำบัดรักษายังมีประโยชน์ทางด้านการส่งเสริมสุขภาวะช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย ถือเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่จะสามารถรองรับกับสถานการณ์ที่ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงวัย  จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ป่วยและประชาชนทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะได้รับการรักษาด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงด้านเซลล์บำบัดรักษาอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติอย่างมาก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิยะดา ปัญจรัก รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์เซลล์บำบัดรักษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า Cellular therapy center เป็นศูนย์ที่มุ่งเน้นในการพัฒนาการรักษาที่เป็นนวัตกรรมการแพทย์ทางเลือกด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงด้วยเซลล์บำบัดรักษา โดยเซลล์บำบัดรักษาอย่างง่ายที่ศูนย์จะเปิดให้บริการในระยะแรก คือ การรักษาด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้น คือ Platelet rich plasma (PRP) therapy ซึ่งสามารถให้บริการการบำบัดรักษาหลายด้าน อาทิ การรักษาภาวะเข่าเสื่อม เหมาะสำหรับผู้ป่วยเข่าเสื่อมในระยะเริ่มต้น มีผลเด่นในการช่วยลดอาการปวดเข่า และ ช่วยชะลอการเสื่อมของข้อเข่า การรักษาแผลเรื้อรัง ซึ่ง PRP จะช่วยกระตุ้นกระบวนการ การสร้างเนื้อเยื่อและหลอดเลือดใหม่ สำหรับช่วยในกระบวนการหายของแผล ซึ่งอัตราการหายของแผล ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ คือ การ ล้างและดูแลแผลของผู้ป่วยด้วย การรักษาภาวะผมบางและหลุดร่วงง่าย PRP จะช่วยกระตุ้นให้รากผมแข็งแรงมากขึ้นและช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผมแต่ละจุดมีการควบคุมคุณภาพและปริมาณของ PRP ที่ฉีดในแต่ละจุด การรักษาฟื้นฟูผิวหน้า PRP จะช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจนของผิวหน้า ลดรอยฝ้า กระ และจุดด่างดำให้จางลง ตลอดจนช่วยฟื้นฟูสภาพผิว และลดรอยเหี่ยวย่นของผิวหน้า


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ตลาดรถ EV ขาขึ้น ยอดขายในไทยพุ่งอันดับ 1 อาเซียน แนะพัฒนาจุดชาร์จ เพิ่มกำลังบุคลากรรับเทรนด์เติบโต

รถ EV หรือชื่อเรียกแบบเต็มๆ ว่ายานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) ในประเทศไทยกำลังมาแรงตลอดช่วงมอเตอร์โชว์แบบพุ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ จากความคุ้มค่าประหยัดตกเฉลี่ยกิโลเมตรละไม่ถึงบาท ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันที่แพงขึ้นทุกวัน และแบรนด์รถ EV หลายแบรนด์มาตั้งโรงงานในเมืองไทยทำราคาใหม่ถูกใจลูกค้าที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายและสายรักษ์โลก สอดรับกับนโยบายส่งเสริมการใช้รถ EV ของรัฐบาล

ปัจจุบันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่หรือที่เรียกว่า BEV (Battery EV) ในประเทศไทย ถือเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มประเทศอาเซียน โดยหากมีรถ BEV วิ่งอยู่ 100 คัน บนถนนทั้ง 10 ประเทศในอาเซียน “จะมีถึง 60 คัน” ที่วิ่งอยู่ในประเทศไทย ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีรถ BEV ใหม่ประมาณ 10,000 คัน แต่คาดว่าปี 2566 นี้จะไม่ต่ำกว่า 40,000 คันเลยทีเดียว

ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) กล่าวถึงเหตุผลที่ทำให้รถ BEV ได้รับความนิยมในประเทศไทยว่า เพราะการปรับตัวของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นมาก และนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาลทำให้คนไทยมีโอกาสเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการใช้งานนั้นยังจำกัดอยู่ เนื่องจากสถานีชาร์จยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยจำนวนสถานีชาร์จไฟฟ้าในช่วงต้นปี 2566 นี้ มีประมาณ 1,000 กว่าแห่งเท่านั้น ซึ่งราว ๆ 40% ตั้งอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล และส่วนมากหัวชาร์จตามสถานีจะมีแค่ 2 หรือ หัวเท่านั้น หลายแห่งก็ไม่ใช่เครื่องชาร์จ DC แบบเร็ว ส่วนใหญ่จะเป็นหัวชาร์จ AC Type 2 ซึ่งชาร์จได้ช้ากว่า DC มาก การชาร์จแต่ละครั้งยังคงใช้เวลานาน ถ้ามีรถมาชาร์จหลายคันต้องต่อคิวรอ

“ถ้าไม่ได้เดินทางไกลหรือใช้งานในเมืองเป็นหลักก็ไม่ค่อยมีปัญหา กลับมาชาร์จที่บ้านด้วย Home Charger ได้ หรือหากจำเป็นจริง ๆ ก็แวะที่สถานีชาร์จระหว่างเดินทางได้ แต่ถ้าออกไปต่างจังหวัดหรือต้องเดินทางไกล ๆ ก็ต้องวางแผนการเดินทางให้ดี แม้รถ BEV ในปัจจุบันจะสามารถเดินทางได้ไกลกว่า 400 ถึง 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นตัวกำหนดให้ระยะทางสั้นลงได้ การเปิดแอร์ ความเร็วในการขับ และน้ำหนักที่บรรทุก ทำให้ไปได้ไม่ไกลเท่าที่คิด” ดร.ชัยพร กล่าว

ดร.ชัยพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาของผู้ใช้งานรถ EV ที่อาจพบเจอเวลาในเวลานี้ อย่างเช่น ที่ชาร์จเสีย หรืออาจจะมีคนจอดรถชาร์จอยู่ โดยที่แอปพลิเคชันไม่ได้แจ้งเตือน หัวชาร์จที่ไม่ตรงกับหัวชาร์จของรถ หรือบางครั้งเจอรถที่ชาร์จเต็มแล้วแต่เจ้าของรถไม่อยู่ ก็ต้องรอ รวมทั้งแท่นชาร์จหลายแห่งติดตั้งอยู่กลางแจ้ง ไม่มีหลังคา เหล่านี้คือปัญหาที่จะต้องเจอหากต้องชาร์จรถ EV จากสถานีชาร์จสาธารณะ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าอีกไม่นานระบบ แอปพลิเคชัน และสถานีชาร์จ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

อีกเรื่องที่คนใช้งานรถ EV กังวลก็คือ แบตเตอรี่ที่เมื่อเกิดปัญหาอาจมีค่าใช้จ่ายที่แพงมากหลายแสนบาท อย่างที่เราเห็นในข่าว ดังนั้นประกันภัยรถ BEV จึงแพงกว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในค่อนข้างมาก บางครั้งหากมีปัญหาการขายรถทิ้งไปเลยยังคุ้มกว่าการซ่อมหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ ดังนั้นเจ้าของรถต้องระวังการขับขี่ที่อาจส่งผลต่อการเสียหายโดยตรงต่อแบตเตอรี่ ซึ่งส่วนมากติดตั้งอยู่ที่พื้นของห้องโดยสารรถ เช่น การครูดใต้ท้องรถ หรือการเกิดความเสียหายที่ด้านข้างรถอย่างแรง เป็นต้น

อย่างไรก็ดี แรงขับเคลื่อนจากฝั่งผู้บริโภคตามกระแสความกังวลต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่เด่นชัดขึ้น บวกกับนโยบายส่งเสริมของภาครัฐ ทำให้ตลาดรถ EV ในบ้านเราเติบโตแบบก้าวกระโดด         เทรนด์การใช้งานรถ EV ทุกประเภทในประเทศไทยจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือเราจำเป็นต้องมีการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องรองรับการเติบโต ไม่ว่าจะเป็น โรงงานผู้ผลิต ศูนย์ให้บริการซ่อมบำรุงดูแลรักษาทั้งรถและสถานีชาร์จ การดัดแปลงรถเก่าให้เป็น EV รวมทั้งภาคการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยที่ต้องมีการผลิตบัณฑิตในสาขาที่เกี่ยวข้องเช่นกัน

“ตอนนี้บุคลากรทางด้านรถ EV ในประเทศไทยยังมีน้อย ส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญแต่สาขาทางด้านยานยนต์แบบเดิม โดยเฉพาะระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่สำหรับรถ EV มีรูปแบบที่ต่างออกไปค่อนข้างมาก อย่างการดัดแปลงรถยนต์เครื่องสันดาปมาเป็นรถ EV ที่นิยมทำกันมากในต่างประเทศ ไม่ใช่แค่การยกเครื่องยนต์ออกแล้วใส่มอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น รวมทั้งการที่ไทยเป็นที่ตั้งฐานการผลิตรถ EV ตรงนี้ก็ทำให้มีความต้องการบุคลากรจำนวนมาก ภาคการศึกษาต้องเร่งสร้างบุคลากรให้ตอบโจทย์และรองรับเทรนด์นี้ให้ทัน ซึ่งการใช้รถ EV ในเมืองไทย เรียกได้ว่ายังมีโอกาสโตขึ้นอีกมาก” ดร.ชัยพร กล่าว


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ชวนช้อปคลายร้อน กับ SUMMER HOT SALE! สินค้าฮิต ราคาฮอต ลดสูงสุด 70%

ลดแรงสนั่นซัมเมอร์กับสารพัดไอเทมเอาใจคนทำงานและทำธุรกิจ กับเครื่องใช้ไฟฟ้า แบรนด์ดังราคาสุดฮอต ลดสูงสุด 70% ครบครันทั้งเครื่องปรับอากาศ แอร์เคลื่อนที่ เครื่องฟอกอากาศ   พัดลมตั้งโต๊ะ พัดลมอุตสาหกรรม พัดลมไอน้ำ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เพื่อธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ให้เตรียมรับลูกค้านักท่องเที่ยว อาทิ อุปกรณ์ทำความสะอาด บรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก กระดาษทิชชู่ และอื่นๆ อีกเพียบ

ช้อปดับร้อนสบายกระเป๋า ผ่อนเบาๆ 0% นานสูงสุด 10 เดือน หรือเลือกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 37,500 บาท กับบัตรเครดิตชั้นนำที่ร่วมรายการ อาทิ บัตรเครดิต Central The1, SCB, Krungsri, KTC, KBank, BBL และ First choice (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) ช้อปได้ที่ร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ทุกสาขา หรือช้อปออนไลน์ได้ง่ายๆ ที่ OFM Mobile App เว็บไซต์ www.ofm.co.th หรือ Chat & Shop ที่ Line: @OfficeMate และ Contact Center 1281 ออฟฟิศเมทบริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.- ตามกำหนด


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เผยความปลอดภัยไซเบอร์ 8 เรื่องใหญ่ ๆ ที่จะมาระหว่างปีนี้จนถึงปีหน้า

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 30 มีนาคม 2566 – การ์ทเนอร์ อิงค์ เผย 50% ของผู้บริหารความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Chief Information Security Officers หรือ CISOs) จะใช้การออกแบบที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human Centric Design) เพื่อลดแรงต้านจากการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ โดยองค์กรขนาดใหญ่จะให้ความสำคัญกับการนำโปรแกรม Zero-Trust ไปใช้ ขณะที่ครึ่งหนึ่งของผู้บริหารด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ยังไม่ประสบความสำเร็จในการประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์เพื่อขับเคลื่อนการตัดสินใจได้

ริชาร์ด แอดดิสคอตต์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ อิงค์ กล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้บริหาร CISO และทีมงานด้านความปลอดภัยจะต้องมุ่งไปยังสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรของพวกเขาปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่พวกเขายังต้องใช้เวลาเพื่อมองให้เห็นความท้าทายในแต่ละวันและเข้าใจรายละเอียดอย่างรอบด้านเพื่อให้รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นตามมา และอาจส่งผลกระทบต่อโปรแกรมด้านความปลอดภัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”

“การคาดการณ์เหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณถึงบางสิ่งบางอย่างที่เราเห็นว่ามันจะเกิดขึ้น และผู้บริหาร CISO ควรนำมาพิจารณา เพื่อนำไปสร้างโปรแกรมความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน”

การ์ทเนอร์แนะนำผู้บริหารความปลอดภัยทางไซเบอร์ต้องสร้างสมมุติฐานและวางแผนเชิงกลยุทธ์ดังต่อไปนี้ เพื่อใช้เป็นยุทธศาสตร์ด้านการรักษาความปลอดภัยในอีกสองปีข้างหน้า

ภายในปี 2570 50% ของผู้บริหาร CISO จะนำแนวทางปฏิบัติการออกแบบความปลอดภัยที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางมาปรับใช้ เพื่อลดแรงเสียดทานที่เกิดจากความปลอดภัยไซเบอร์และเพิ่มการควบคุมในระดับสูงสุด

ผลการวิจัยของการ์ทเนอร์พบว่า มากกว่า 90% ของพนักงานยอมรับว่าได้กระทำการที่ไม่ปลอดภัยในระหว่างการทำงานแม้ทราบดีว่าการกระทำนั้นจะเพิ่มความเสี่ยงให้องค์กรแต่ก็ยังทำอยู่ดี ซึ่งการออกแบบการรักษาความปลอดภัยที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric Security Design) นั้นเป็นแบบจำลองที่เน้นไปยังปัจเจกบุคคล ไม่ใช่เทคโนโลยี หรือภัยคุกคาม หรือสถานที่ โดยจะมุ่งให้ความสำคัญไปกับการออกแบบการควบคุมและการนำไปใช้เพื่อลดแรงเสียดทานให้น้อยลงมากที่สุด

ภายในปี 2567 กฎระเบียบข้อบังคับด้านความเป็นส่วนตัวที่ทันสมัยจะครอบคลุมข้อมูลส่วนใหญ่ของผู้บริโภค แต่กลับมีองค์กรไม่ถึง 10% ที่ประสบความสำเร็จในการใช้ประโยชน์ของความเป็นส่วนตัวให้กลายเป็นข้อได้เปรียบสำหรับการแข่งขัน

องค์กรต่าง ๆ เริ่มตระหนักว่าโปรแกรมความเป็นส่วนตัวนั้นสามารถช่วยให้พวกเขาใช้ข้อมูลได้กว้างขึ้น สร้างความต่างจากคู่แข่ง และสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า คู่ค้า นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งการ์ทเนอร์แนะนำให้ผู้นำด้านความปลอดภัยบังคับใช้มาตรฐานความเป็นส่วนตัวอย่างครอบคลุม และสอดคล้องกับกฎหมาย GDPR (General Data Protection Regulation) เพื่อสร้างความต่างในตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้นและเติบโตอย่างไร้ขีด

ภายในปี 2569 ประมาณ 10% ขององค์กรขนาดใหญ่จะมีโปรแกรม Zero-Trust ที่ใช้ได้อย่างสมบูรณ์และวัดผลได้เพิ่มขึ้นจากในปัจจุบันที่มีไม่ถึง 1%

การจะนำ Zero-Trust ไปใช้งานได้อย่างครอบคลุมและสมบูรณ์นั้น ต้องอาศัยการผสานรวมและการกำหนดองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งอาจกลายเป็นความซับซ้อนทางเทคนิคได้ โดยองค์กรจะประสบความสำเร็จอย่างสูงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการแปลงข้อมูลให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจ เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ และปลูกฝัง Zero-Trust mindset ที่พัฒนาไปเรื่อย ๆ เพื่อช่วยให้เข้าใจประโยชน์ของโปรแกรมได้ดีขึ้นและจัดการความซับซ้อนบางอย่างทีละขั้นตอนได้ง่ายขึ้น

ภายในปี 2570 75% ของพนักงานจะมีส่วนในการปรับ แก้ไข หรือสร้างเทคโนโลยีที่อยู่นอกเหนือการมองเห็นของฝ่ายไอที เพิ่มขึ้นจาก 41% ในปี 2565

บทบาทและขอบเขตความรับผิดชอบของผู้บริหาร CISO กำลังเปลี่ยนจากการเป็นผู้ควบคุมเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการตัดสินใจด้านความเสี่ยง ซึ่งการปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติการด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์นี้เป็นกุญแจสำคัญเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น การ์ทเนอร์แนะนำผู้บริหารควรคิดนอกกรอบไปกว่าแค่เรื่องของเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดกับพนักงานเพื่อให้พวกเขามีบทบาทในกระบวนการตัดสินใจ และเพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานมีความรู้อย่างเหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมีข้อมูลเพียงพอ

ภายในปี 2568 ผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ 50% จะพยายามใช้คุณสมบัติของความเสี่ยงทางไซเบอร์มาประเมินเพื่อขับเคลื่อนการตัดสินใจขององค์กร ถึงแม้ไม่ประสบความสำเร็จ

การวิจัยของการ์ทเนอร์ชี้ว่า 62% ของผู้ที่ประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์กล่าวว่า องค์กรได้รับความน่าเชื่อถือและการรับรู้ถึงความเสี่ยงทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่มีเพียง 36% เท่านั้นที่ได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจ ประกอบด้วย การลดความเสี่ยง การประหยัดเงินหรือช่วยในการตัดสินใจได้จริง ผู้นำด้านการรักษาความปลอดภัยควรให้ความสำคัญกับพลังการป้องกันและการประเมินความเสี่ยงที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจ (Decision Makers) ร้องขอมา แทนที่จะสร้างการวิเคราะห์ด้วยตนเองและต้องโน้มน้าวให้ธุรกิจหันมาสนใจ

ภายในปี 2568 เกือบครึ่งหนึ่งของผู้บริหารความปลอดภัยไซเบอร์จะเปลี่ยนงาน โดยที่ 25% จะหันไปสู่บทบาทการทำงานที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากปัจจัยกดดันที่เกี่ยวข้องกับงานหลายอย่าง

การแพร่ระบาดที่รวดเร็วและการขาดแคลนพนักงานทั่วทั้งอุตสาหกรรม แรงกดดันการทำงานของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กำลังเพิ่มขึ้นและกลายเป็นไม่ยั่งยืน การ์ทเนอร์แนะนำว่า แม้การขจัดความเครียดของการทำงานให้หมดไปจะดูเป็นไปไม่ได้ แต่ผู้คนก็สามารถจัดการงานที่ท้าทายและมีความกดดันได้หากพวกเขาเชื่อมั่นและสนับสนุนวัฒนธรรมองค์กรที่ทำงานอยู่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงกฎการมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจะช่วยได้

ภายในปี 2569 70% ของคณะกรรมการจะมีสมาชิกหนึ่งท่านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

ผู้บริหาร CISO ได้รับการตระหนักว่าเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ พวกเขาจำเป็นต้องรับทราบความต้องการ ทราบความเสี่ยงขององค์กรและคณะกรรมการ หรือหมายความว่า CISO ไม่เพียงทำให้เห็นว่าโปรแกรมความปลอดภัยทางไซเบอร์สามารถป้องกันภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ยังขยายไปถึงการช่วยเพิ่มความสามารถขององค์กรในการรับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย การ์ทเนอร์แนะนำให้ผู้บริหาร CISO ก้าวนำหน้าการเปลี่ยนแปลง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แก่คณะกรรมการบริหารขององค์กรและสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มความไว้วางใจและให้การสนับสนุน

ภายในปี 2569 มากกว่า 60% ของระบบการตรวจจับ ตรวจสอบ และตอบสนองต่อภัยคุกคาม (Threat Detection, Investigation and Response หรือ TDIR) จะใช้ข้อมูลการจัดการความเสี่ยงเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและจัดลำดับความสำคัญภัยคุกคามที่ตรวจพบ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่น้อยกว่า 5% 

เมื่อพื้นที่การโจมตีขององค์กรขยายตัวอันเป็นผลมาจากการเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้น การใช้บริการ SaaS และแอปพลิเคชันบนคลาวด์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องการขอบเขตการมองเห็นที่กว้างขึ้นและศูนย์กลางสำหรับการตรวจสอบภัยคุกคามรวมถึงช่องโหว่อย่างต่อเนื่อง โดยความสามารถของระบบ TDIR นั้นจะรวมแพลตฟอร์มหรือระบบนิเวศครบวงจรไว้ในแพลตฟอร์มเพื่อบริหารจัดการด้านการตรวจจับ ตรวจสอบ และตอบสนองได้ ทำให้ทีมปฏิบัติการด้านความปลอดภัยเห็นภาพภัยคุกคามและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อองค์กรได้อย่างครบถ้วน

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับลำดับความสำคัญสูงสุดที่ผู้นำด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงในปี 2566 ในรูปแบบ ebook ของการ์ทเนอร์ได้ฟรีที่ 2023 Leadership Vision for Security & Risk Management Leaders


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จับมือไทยออยล์ มอบความรู้สู่ความยั่งยืน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ประเทศไทย โดยสเตฟาน นูสส์ (Stephane NUSS) ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย เมียนมา และลาว ร่วมกับ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดยนายณรงค์ศักดิ์ เฉวียงภพ ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ (Memorandum of Cooperation: MOC) ในการถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ให้แก่นิสิต นักศึกษาและคณาจารย์ ในสถาบันต่างๆ เป็นการส่งเสริมด้านวิชาการ ในระดับบัณฑิตศึกษา นิสิต/นักศึกษาระดับปริญญาตรี ของ 6 สถาบัน ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนมีความรู้ความสามารถและทักษะด้านต่างๆ โดยชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะแบ่งปันทั้งความรู้ด้านเทคนิคในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น รวมถึงทักษะความคิดเชิงออกแบบและการเป็นผู้ประกอบการ ด้านไทยออยล์ฯ จะแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงานและธุรกิจ โดยความร่วมมือของทั้งสองยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้มีความคาดหวังเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรของชาติในการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืนต่อไป


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดประสบการณ์ใหม่กับนิทรรศการ “Painting with Sound” ให้ “เสียง” สะท้อนภาพความรู้สึกผ่าน Digital Art

หาก “ศิลป์” คือการรับรู้และส่งผลต่อการแสดงออกทางอารมณ์ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทางสภาวะอารมณ์อันเกิดจากผัสสะทั้ง 5 ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น และกาย – “เสียง” จึงเป็นหนึ่งในงานศิลป์ สัมผัสได้ด้วยการฟัง ไม่มีรูปร่างทางกายภาพ แต่ก่อเกิดรูปร่างทางอารมณ์ในตัวผู้คน เสียงอยู่รอบตัวและสร้างสรรค์สะท้อนความรู้สึกได้มากที่สุด

การแสดงนิทรรศการ “Painting with Sound” หรือ “เส้นสายลายเสียง” เป็นการสะท้อนภาพของเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีของ “เสียง” ที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย ผ่านผลงานดิจิทัลอาร์ตในหลากรูปแบบ ทั้งงานปริ้นท์, งานโครงสร้าง, Motion Graphic, VR Painting, และภาพยนต์สั้น

ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง บริษัท ฟิวชั่น ฟาร์ อีสท์ จำกัด และ Genelec แบรนด์ลำโพงจากประเทศฟินแลนด์ ล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีการส่งผ่านเสียงที่เจาะตรงถึงก้นบึ้งอารมณ์ และศิลปิน Visual Artist อย่าง “Pai Lactobacillus” พร้อมกับศิลปิน Digital Art “เอกชัย มิลินทะภาส” ร่วมด้วย Sound Designer “ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์” ที่ได้กำลังเสริมจากทีม Yaak Lab และปิดท้ายด้วย “ฉันทนา ทิพย์ประชาติ” ศิลปินผู้กำกับภาพยนต์สั้น – เชิญมาลองฟัง “เสียง” ที่ตั้งใจส่งไปถึงคุณ โดยภายในงานนำเสนอนิทรรศการสร้างสรรค์ดิจิทัลอาร์ต เสียง เทคโนโลยี และศิลปะ Painting with Sound” หรือ “เส้นสายลายเสียง งานแสดงศิลปะที่ใช้เทคโนโลยีของ “เสียง” เข้ามาช่วยถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านผลงาน Digital Art หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น งาน Print, Motion Graphic, งานโครงสร้าง,  VR Painting, และภาพยนตร์สั้น ร่วมด้วยเหล่าศิลปินชื่อดังมากประสบการณ์ ได้แก่ Pai Lactobacillus ศิลปิน Visual Artist สไตล์ Pop Art ยุค 80s – 90s เอกชัย มิลินทะภาส ศิลปิน Digital Art โดดเด่นกับสไตล์ไทยประยุกต์ ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์ Sound Designer มากประสบการณ์กับผลงานมากมายทั้งในภาพยนตร์ โฆษณา และดนตรี ที่จับมือร่วมกับ Yaak Lab เพื่อสร้างผลงานให้ออกมาสื่ออารมณ์ได้อย่างล้ำลึก และ ฉันทนา ทิพย์ประชาติ ผู้กำกับภาพยนตร์สั้นที่นอกจากงานภาพที่ตราตรึงใจแล้ว ยังโดดเด่นในเรื่องของการใช้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ถสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้เป็นอย่างดี

คุณมนัชญา วัณโณ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟิวชั่น ฟาร์ อีสท์ จำกัด กล่าวว่า “งานนิทรรศการ Painting with Sound (เส้นสายลายเสียง) จัดขึ้นเพื่อต้องการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ผู้ที่ได้เข้าชมงานดื่มด่ำไปกับศิลปะในรูปแบบของ “เสียง” ที่ทำงานร่วมกับศิลปะอื่นๆ ที่สามารถนำเสนอออกมาได้หลากหลายรูปแบบ โดยในครั้งนี้เราได้แรงบันดาลใจมากจากเรื่องของสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น และกาย ซึ่งเราสามารถได้ยิน “เสียง” ที่มีอยู่รอบตัวเรา เป็นอีกหนึ่งงานศิลป์ที่แม้จะไม่มีรูปร่างทางกายภาพ แต่สามารถสัมผัสได้ด้วยการฟัง หากใช้เทคโนโลยีด้านเสียงที่มีคุณภาพและเจาะจงอุปกรณ์ที่เหมาะสม ก็จะยิ่งทำให้คลื่นเสียงนั้นส่งเข้าไปสู่ประสาทสัมผัสได้อย่างล้ำลึกยิ่งขึ้น ซึ่งผลงานศิลปะที่จัดแสดงในครั้งนี้จะเป็นในรูปแบบ Digital Art จากผลงานของเหล่าศิลปินชื่อดังมากฝีมือ”

ภายในงานแบ่งเป็นห้องต่างๆ ออกเป็น 4 ห้อง ได้แก่ 1) Lotus and fish โดยภายในห้องนี้จะเน้นไปที่เสียงของธรรมชาติที่สมจริง ให้ความรู้สึกเหมือนเรานั่งอยู่ริมลำธารที่มีต้นหญ้าและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ รอบตัว  2) Illusionary Room ได้แรงบันดาลใจจากยุคสมัยใหม่ที่การใช้ชีวิตยุ่งเหยิงและอลหม่าน เสียงที่ออกมาจึงจะมีความพิษวง เมื่อเราได้เข้าไปนั่งฟัง เสียงที่ได้ยินจะให้ความรู้สึกล่องลอย เหมือนการไหลไปตามคลื่นกระแสสังคมที่วนลูปไม่มีสิ้นสุด  3) Music Therapy เป็นการถ่ายทอดเสียงที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวันปกติ อย่างการฟังเพลงขณะทำงาน หรือการดูหนังดูยูทูปขณะพักผ่อน ซึ่งทำให้เรายังสามารถตั้งสติให้อยู่กับปัจจุบันและผ่อนคลายความเหนื่อยล้าลงได้ 4) Sound Immersive ภายในห้องนี้จะเป็นการแสดงผลงานของเสียงรอบทิศทางที่เสมือนจริงที่สุด หรือที่เราเรียกว่า Immersive Sound โดยเราได้จำลองพื้นที่ให้สามารถรับเสียงได้โดยรอบไปพร้อมกับชมภาพยนตร์หรือภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อให้เกิดอรรถรสและมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งที่ถ่ายทอดได้มากที่สุด ซึ่งในแต่ละห้องนั้นมีการใช้รุ่นของลำโพงที่แตกต่างกันไปจาก Genelec แบรนด์ลำโพงชื่อดังจากประเทศฟินแลนด์ เป็นลำโพงที่ใช้เทคโนโลยีที่ให้เสียงที่คมชัด แม่นยำ และเพิ่มความละเอียดของเสียงมากขึ้น ช่วยควบคุมทิศทางของเสียง ทำให้ได้พลังเสียงที่ลึกล้ำแตกต่างกันออกไป สามารถสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกเข้าถึงงานศิลปะที่มีความเฉพาะตัวในแต่ละห้องได้เป็นอย่างดี

นิทรรศการงานศิลปะ ‘เส้นสายลายเสียง มีกำหนดการจัดงานตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2566 – 2 เมษายน 2566 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://fuzion.co.th/paintingwithsound/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ปฏิรูปการดำเนินงานในโรงงานด้วย AI

โดย เฮเลนิโอ กิลาเบิร์ต หัวหน้าฝ่ายการนำเสนอด้านบริการระบบออโตเมชันในอุตสาหกรรมทั่วโลก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีมานานนับศตวรรษแล้ว อย่างไรก็ตาม เราได้เห็นถึงปัจจัยสำคัญบางประการที่ทำให้เทคโนโลยีนี้กลับมาอยู่ในกระแสความสนใจมากขึ้น

ปัจจัยสำคัญประการแรกและมีความเกี่ยวข้องมากที่สุดสำหรับเรื่องนี้คือ คือการเกิดขึ้นของเอดจ์คอนโทรลเลอร์ รุ่นใหม่ที่มีความสามารถ และให้ความคุ้มค่ายิ่งขึ้นกว่าที่เคยมีมา โดยในบางกรณี ด้วยเงินแค่ไม่ถึงหมื่นบาท เราก็สามารถซื้อโปรเซสเซอร์ในระดับแล็ปท็อปที่มีหน่วยความจำหลายกิกะไบต์และพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล ไว้ในตู้ควบคุมในโรงงานอุตสาหกรรม ที่สามารถรันรูปแบบของแมชชีนเลิร์นนิ่ง (Machine-learning หรือ ML) ที่ซับซ้อนได้

นอกจากนี้ เรายังเห็นว่าแพลตฟอร์มคลาวด์ส่วนใหญ่สามารถขยายขีดความสามารถได้ ด้วยแมชชีนเลิร์นนิ่งบนเฟรมเวิร์กและไลบรารีแบบเปิด ที่ช่วยให้ทุกคนสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้ AI ได้ โดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามมากมาย หรือแทบไม่ต้องใช้ประสบการณ์มาช่วยในเรื่องนี้

เมื่อนำความสามารถทั้งหมดนี้ มาใช้ได้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดศักยภาพในการปฏิรูปการดำเนินงานได้อย่างมาก

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เรียนรู้จากการสนทนากับลูกค้าในเรื่องนี้มากมายหลายครั้ง ว่าความท้าทายของลูกค้าไม่ได้อยู่ที่ว่าเทคโนโลยีช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ปัญหาใดที่เหมาะจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาช่วยแก้ไข เพื่อให้เกิดคุณค่าสูงสุดสำหรับธุรกิจ

นั่นคือเหตุผลที่ว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกพันธมิตร แต่เป็นเรื่องของความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมและความรอบรู้ด้านกระบวนการมากกว่า

หากเป็นเรื่องของแมชชีนเลิร์นนิ่ง หรือ ML ล่ะ?

เราเชื่ออย่างแท้จริงว่า ปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะแมชชีนเลิร์นนิ่ง มีศักยภาพมหาศาลในการช่วยแก้ปัญหาตามที่กล่าวมา

กุญแจสำคัญคือการนำไปใช้เพื่อเปิดรับข้อมูล และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจากผู้ดำเนินการหรือผู้ปฏิบัติการ ไม่ใช่การติดตั้งกล่องดำ (black box) ไว้ใช้งาน วัตถุประสงค์คือเพื่อซ่อนความซับซ้อนด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและการเขียนโปรแกรม รวมถึงนำเสนอผลลัพธ์และเหตุการณ์ในรูปของกระบวนการ ที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถโต้ตอบกับโมเดลได้อย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งช่วยเพิ่มความแม่นยำและขยายศักยภาพได้อย่างต่อเนื่อง

ผลที่ได้ก็คือ โมเดลแมชชีนเลิร์นนิ่งจะรวบรวม “ความเชี่ยวชาญของผู้ปฏิบัติงาน” ในเรื่องของ “กระบวนการ” และทำให้เป็นระบบอัตโนมัติ โดยเก็บเกี่ยวความรู้ของผู้ปฏิบัติงานที่มีประสบการณ์มากที่สุดเอาไว้ และยังช่วยให้ผู้ที่มีประสบการณ์น้อยกว่าสามารถเรียนรู้จากเรื่องเหล่านี้ได้

การที่โมเดลแมชชีนเลิร์นนิ่ง มีการวางเลเยอร์ด้านเทคนิคอื่นๆ เช่นวางเวิร์กโฟล์วไว้เหนือการตรวจจับ และการจำแนกประเภท ทำให้เราสามารถนำกลยุทธ์ด้านระบบอัตโนมัติมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มรูปแบบ จึงช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการตอบสนองต่อเงื่อนไขทางการตลาดที่ผันผวนได้ดี

สินค้าของเราราคาสูงกว่าท้องตลาดหรือไม่? ลองให้ความสำคัญเรื่องปริมาณการผลิต พร้อมกับจัดการหรือลดการปล่อยมลพิษ ราคาสินค้าของเราถูกลงหรือไม่? ลองให้ความสำคัญเรื่องการจัดการต้นทุนและอายุการใช้งานของสินทรัพย์ให้มีประสิทธิผล

ในโลกปัจจุบัน เราจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นเรื่องกลยุทธ์ด้านกระบวนการที่เหมาะสมที่สุด แต่เราต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน เพื่อให้รองรับกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งความคล่องตัวคือปัจจัยที่ช่วยสร้างความแตกต่างทางธุรกิจได้


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ริโก้ (RICOH) เปิดจุดจำหน่ายใหม่ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าย่านรังสิต-ปทุมธานี

บริษัท ริโก้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงานอัตโนมัติและเครื่องใช้สำนักงานมากว่าครึ่งศตวรรษ ได้เปิดจุดการขายที่ร้านออฟฟิศเมท สาขารังสิต ใกล้กับห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งลูกค้าทั่วไปสามารถเข้าไปเลือกซื้อพรินเตอร์หรือหมึกพิมพ์ โดยมีพนักงานขายให้คำแนะนำเครื่องที่เหมาะสมกับการใช้งานได้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ อย่างกระดานอัจฉริยะแบบ all-in-one ที่ครบจบในเครื่องเดียว ทั้งฟังก์ชันไวท์บอร์ด การรับส่งสัญญาณภาพแบบไร้สาย รองรับการติดตั้งแอปพลิเคชันเสริมได้ ตอบโจทย์ทุกการประชุมและการเรียนการสอน และยังมีเครื่องพิมพ์ลงบนผ้าที่สามารถพิมพ์ของที่ระลึกเองได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ กระเป๋าผ้า ถุงเท้าหรือแม้แต่แผ่นไม้คอร์ก ซึ่งลูกค้าสามารถสัมผัสการใช้งานจริงเพื่อนำไปเป็นไอเดียสำหรับองค์กรหรือสร้างรายได้เสริมเพิ่มเติมได้ในอนาคต ความพิเศษนอกเหนือจากนี้คือที่สาขานี้จะมีโปรโมชันรับกระเป๋าผ้าที่มีเพียงหนึ่งใบในโลกที่คุณสามารถออกแบบได้เองทันที 1 ใบต่อ 1 ใบเสร็จ ภายในเดือนมีนาคม 2566 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

ริโก้มุ่งหวังว่าการเปิดจุดจำหน่ายใหม่นี้จะทำให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงประสบการณ์การใช้งานที่ครอบคลุมมากขึ้น และสามารถหาโซลูชันที่ตอบโจทย์กับความต้องการของกลุ่มได้ตรงจุดมากขึ้น หากท่านสนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-958-5594, อีเมล rththailand@ricoh.co.th หรือสามารถไปที่จุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ริโก้ ณ ร้านออฟฟิศเมท สาขารังสิต https://goo.gl/maps/TNdMnGyMj6pPSnck8


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท เปิดตัว BIZ Solutions Store แห่งแรกที่รังสิต เนรมิตร้านใหม่ ครบ จบ ในที่เดียว ทั้งสินค้าและบริการ พร้อมตอบโจทย์ธุรกิจทุกประเภท

ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ตอกย้ำจุดยืนแบรนด์ในฐานะ “ควิกวินพาร์ตเนอร์                  (Quick Win Partner)” มุ่งมั่นเป็นพันธมิตรเร่งเครื่องให้ผู้ประกอบการพร้อมเริ่มต้นหรือต่อยอดธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ล่าสุดออฟฟิศเมทได้เปิดตัว BIZ Solutions Store (Business Solutions Store)แห่งแรกในไทยที่สาขารังสิต เนรมิตร้านใหม่รังสรรค์ประสบการณ์ช้อปที่ตอบโจทย์ธุรกิจทุกประเภท ครอบจักรวาล B2B ภายใต้แนวคิด “Central to Biz” มีทุกอย่างที่ธุรกิจต้องการ ทั้งสินค้าและเซอร์วิส ครบ จบ ในที่เดียว

คุณจิตรลดา หาญวรวงศ์ชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ออฟฟิศเมท พลิกโฉมคอนเซ็ปต์ร้านใหม่เป็น Biz Solutions Store เปิดให้บริการสาขาแรกที่รังสิต ผนึกกำลังแบรนด์ชั้นนำ รวมสินค้าคุณภาพให้ช้อปได้มากกว่า 100,000 รายการ ทั้งที่ร้านและผ่านระบบออนไลน์ในร้าน อีกทั้งยังคัดสรรบริการดีๆ เพื่อธุรกิจ เพื่อให้เป็นจุดหมายสำหรับ SME และองค์กรทุกขนาด โดยชูจุดเด่น 4 โซนไฮไลท์ ครองใจคนทำงานยุคใหม่และผู้ประกอบการธุรกิจทุกประเภท”

1. Chair Destination & ERGO Lab
คัดสรรเก้าอี้ทำงานกว่า 100 รุ่น มีให้เลือกและลองมากที่สุด ทั้งเก้าอี้สำนักงาน เก้าอี้ผู้บริหาร และเก้าอี้เพื่อสุขภาพ (Ergonomic) จากแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Furradec, Ergotrend, Workscape, Modena และ Nubwo พร้อมห้องทดลองสินค้า Ergonomic หรือ “ERGO Lab” บริการให้คำปรึกษาในการเลือกเก้าอี้ตามหลักสรีรศาสตร์โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมแนะนำการนั่งทำงานอย่างถูกวิธี    โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเฟอร์นิเจอร์และสรีรศาสตร์
ออฟฟิศเมท ยินดีช่วยคุณสร้างพื้นที่ทำงานแห่งความสุข (Happy Workspace) ทั้งมุมทำงานส่วนตัว และ Smart & Modern Office โดยมีราคาพิเศษสำหรับลูกค้าโปรเจคที่สั่งซื้อจำนวนมาก รวมถึงสามารถสั่งผลิตเฟอร์นิเจอร์ได้ตามสเปคโครงการ (Customization Service) พร้อมบริการจัดส่งและประกอบเฟอร์นิเจอร์ฟรี* ตามกำหนด

2. Workplace Technology
รวมสินค้าเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Epson, HP, Brother, Canon, Ricoh, Logitech, Advice และอีกมากมาย เพื่อช่วยอัพเกรดการทำงานในยุคดิจิทัลและการทำธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ ปริ้นเตอร์, จอมอนิเตอร์, โน้ตบุ๊ค, โปรเจคเตอร์, กระดานอัจฉริยะ, อุปกรณ์ประชุมออนไลน์ และอื่นๆ  รวมถึงสินค้านวัตกรรมด้านการพิมพ์ เช่น
o “Creality 3D Printing” นำความฝันของคุณสู่โลกแห่งความจริง ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ให้คุณสร้างสรรค์ชิ้นงานที่เป็นวัตถุจับต้องได้ มีความกว้าง-ลึก-สูง
o “Direct-to-Garment Printing” เทคโนโลยีการพิมพ์ลวดลายลงบนเนื้อผ้าโดย       ไม่ต้องใช้บล็อกสกรีน สั่งพิมพ์ง่ายผ่านคอมพิวเตอร์
o “Heat-Free Technology” เทคโนโลยีการพิมพ์แบบไม่ใช้ความร้อนในกระบวนการพิมพ์ โดยใช้แรงดันไฟฟ้าในการเหนี่ยวนำและพ่นหมึกพิมพ์อย่างแม่นยำ ช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าใช้จ่าย ให้การพิมพ์ในทุกๆ หน้ากระดาษเป็นส่วนหนึ่งในการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกที่ดีขึ้น

3. Beyond Office Supplies
นอกเหนือจากอุปกรณ์สำนักงานครบครัน ยังมีสินค้าสำหรับธุรกิจเฉพาะทาง อาทิ อุปกรณ์โรงงานและคลังสินค้า อุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล บรรจุภัณฑ์อาหาร อุปกรณ์ทำความสะอาด และสินค้าอื่นๆ อีกกว่าแสนรายการที่สามารถสั่งซื้อได้ผ่านช่องทางออนไลน์ภายในร้าน โดยมีพนักงานยินดีบริการรับคำสั่งซื้อและจัดหาสินค้าให้ตามความต้องการของธุรกิจคุณ

4. BIZ Service Solutions
o “Printing & Packaging Service” บริการงานพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ให้บริการโดย “Ducky Pack Print” อาทิเช่น นามบัตร สติกเกอร์ ไวนิล อิงค์เจ็ท กล่องสินค้าพิมพ์ลาย แก้วและถุงกระดาษพิมพ์โลโก้ เป็นต้น
o “Parcel Delivery Service” บริการรับส่งพัสดุด่วนทั่วไทย โดนใจพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์    มาที่เดียว ได้ทั้งอุปกรณ์แพ็คกิ้ง และส่งพัสดุกับไปรษณีย์ไทย หรือ Kerry Express ได้ทันที
o “IT Repair Center” จุดรับส่งซ่อมปริ้นเตอร์ อุปกรณ์ไอที อิเล็กทรอนิกส์ โดยทีมงานมืออาชีพจาก SVOA และแบรนด์ชั้นนำ

ออฟฟิศเมท สร้างธุรกิจไว ให้ทุกธุรกิจวิน! พร้อมเคียงข้างคุณในทุกย่างก้าวของธุรกิจ มาร่วมเปิดประสบการณ์สู่มิติใหม่แห่งการช้อปแบบครบจบในร้านเดียว พบกันได้แล้ววันนี้ที่ร้านออฟฟิศเมท สาขารังสิต (ใกล้ Future Park รังสิต) หรือ Chat & Shop ที่ @ofm_rangsit


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จัดงาน Innovation Day: Industrial Solutions 2023 ส่งอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น จับมือกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โชว์โซลูชั่นสำหรับยกระดับโรงงานอุตสาหกรรมให้ ก้าวทันโลกดิจิทัล เพิ่มประสิทธิภาพด้านการปฏิบัติการ และสร้างความยั่งยืน ประเดิมต้นปี รุก 5 จังหวัดเมืองอุตสาหกรรม ได้แก่ สมุทรปราการ ชลบุรี นครราชสีมา หาดใหญ่ ลำพูน

นายเผดิมศักดิ์ รัตนเรืองศักดิ์ รองประธาน ธุรกิจ Power Products ดูแลกลุ่มคลัสเตอร์ ไทย ลาว และเมียนมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่า “การทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล นับเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลกในยุคนี้ เพราะเป็นการปูพื้นฐานสำหรับการสร้างความยั่งยืนในอนาคต ทั้งช่วยลดต้นทุนความเป็นเจ้าของ และต้นทุนด้านการบำรุงรักษา ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการได้ รวมไปถึงกฎเกณฑ์ทางการค้าจะยิ่งมีความเข้มงวดมากขึ้นในเรื่องของความยั่งยืน การทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลของโรงงานนับเป็นโอกาสในการทำธุรกิจในยุคนี้ก็ว่าได้”

งาน Innovation Day: Industrial Solutions 2023 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จับมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรม พร้อมให้คำปรึกษาด้านการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

“การจัดงาน Innovation Day: Industrial Solutions 2023 เราได้รับเกียรติจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกันขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยผลักดันไปสู่ดิจิทัล เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของประเทศในอนาคต เป็นการเตรียมความพร้อมด้านการแข่งขันในอนาคตที่ต้องมีเรื่องของการสร้างความยั่งยืนในอีโคซิสเต็มเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อความเป็นต่อด้านการแข่งขันที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งการสร้างความยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรมไม่ได้หมายถึงความจำเป็นในการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี IoT แบบเต็มรูปแบบ แต่เป็นการเริ่มจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แล้วค่อยมีการปรับเปลี่ยนเมื่อจำเป็น”

Innovation Day: Industrial Solutions 2023 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ออกแบบหัวข้อต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเสริมศักยภาพในโรงงานปัจจุบัน อาทิ

  • กลยุทธ์การปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันยุคในอุตสาหกรรมไทย สู่ยุคดิจิทัล
  • เร่งเครื่องยกระดับอุตสาหกรรมไทยไปสู่ยุค IIoT
  • กลยุทธ์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในอุตสาหกรรม เพิ่มความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ ความยั่งยืน
  • นวัตกรรมการบริหารจัดการระบบไฟฟ้ากำลัง (Innovation of Power System Management)
  • การบริการด้านการจัดการระบบไฟฟ้าเชิงรุก วิเคราะห์ คาดการณ์ ลดดาวน์ไทม์ ในยุคดิจิทัล (Digital Services)
  • ยกระดับภาคการผลิตในอุตสาหกรรมด้วย Integrated Solutions for Automation
  • ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยเทคโนโลยี AVEVA

โดยงานดังกล่าวตั้งเป้าไว้ที่ 5 จังหวัดเมืองอุตสาหกรรม ได้แก่

“การทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียงเจ้าของโรงงานมีความเข้าใจ แต่พนักงานทุกคนต้องมีส่วนร่วม และเข้าใจถึงเป้าหมายร่วมกัน การจัดงาน Innovation Day: Industrial Solutions 2023 นับเป็นโอกาสในการเสริมความเข้าใจในด้านการทรานส์ฟอร์มโรงงานสู่ดิจิทัลร่วมกัน ทั้งฝ่ายบริหารและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งทางฝ่ายบริหารโรงงาน และตัวแทนจากโรงงานสามารถเข้าร่วมได้ ซึ่งทางชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยินดีเป็นแรงเสริมในการช่วยผลักดันภาคอุตสาหกรรมให้เติบโต เพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืนของประเทศในอนาคต” นายเผดิมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้สองช่องทางทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ประสานเพื่อให้ข้อมูลต่างๆ ตลอดจนรายละเอียดการเข้าชมผ่านช่องทางออนไลน์


Exit mobile version