Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Metro Connect ร่วมมือ IBM จัดงาน Metro Connect & IBM Software Solutions Day

บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด ร่วมกับ บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน Metro Connect & IBM Software Solutions Day” ในวันที่ 22 มีนาคม 2566 ณ.โรงแรม Nikko Bangkok โดย คุณวรัชญ์ รัตนธรรมมา (คนตรงกลาง),  Assistant Vice President  บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และมีผู้เชี่ยวชาญบรรยายโซลูชั่นต่างๆ ดังต่อไปนี้

คุณธนัช การไว (คนที่สองจากซ้าย), Data and AI Portfolio Brand Technical Specialist จาก บริษัท ไอบีเอ็ม บรรยายในห้วข้อ Data and Al – Data Observability Monitoring Data Pipelines in Databand. Operationalize the immediate detection and resolution of data incidents.Catch issues before they create costly impacts to your business. โดยแสดงถึงความสามารถในการสังเกตข้อมูลเชิงรุกและการจัดการเหตุการณ์ ดําเนินการตรวจจับและแก้ไขเหตุความผิดปกติของข้อมูลต่างๆได้ แบบ Near Real time และ Visualized ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ทำให้สามารถตรวจจับปัญหาก่อนที่ปัญหาจะสร้างความเสียหายและส่งผลกระทบและก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงต่อกับธุรกิจของลูกค้า

คุณสุพจน์ สมบัติโพธิอุดม (คนที่สามจากขวา), Client Technical Specialist, IBM Software Group, จาก บริษัท ไอบีเอ็ม  บรรยายในห้วข้อ Automation – Discover intelligent solutions from IBM to automate business workflows, seamlessly integrate business systems ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างชาญฉลาดและทำงานอย่างต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ

คุณพัชร ศรีนิ่มนวล (คนที่หนึ่งจากขวา), Technical Solutions Specialist IBM Security จาก บริษัท ไอบีเอ็ม บรรยายในห้วข้อ Security – Provides enterprise cybersecurity solutions to help you thrive in the face of uncertainty  โดย Security Solution จาก IBM เหล่านี้จะช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและใช้การรักษาความปลอดภัยแบบบูรณาการสำหรับ Sensitive data, Cloud, End point และข้อมูลที่มีค่าอื่นๆ ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณนพกิตติ์ นวลิขิต (คนที่สองจากขวา), Partner Technology Specialist จาก บริษัท ไอบีเอ็ม บรรยายในห้วข้อ Sustainability – Accelerate sustainability by managing all your environmental, social and governance (ESG) indicators in a single platform ในการมุ่งเน้นที่ความยั่งยืนเป็นเรื่องยากสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ทางเลือกในการนำเป้าหมายความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่การปฏิบัติ โดย IBM มีกลยุทธ์และโซลูชันที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะการหาพันธมิตรที่เหมาะสมเพื่อช่วยลูกค้าสร้างแผนงานเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างผลกำไรได้มากขึ้น

ทั้งนี้ บริษัท เมโทรคอนเนค  เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ IBM Software ได้รับความไว้วางใจให้เป็นส่วนหนึ่งในการขยายตลาดสู่บริษัทคู่ค้า เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการช่วยเหลือและส่งต่อความรู้ความชำนาญให้แก่บริษัทคู่ค้า เพื่อพัฒนาและต่อยอดโซลูชันที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมติดต่อฝ่ายการตลาด โทร.02-0894880 อีเมล์: mktmcc@metroconnect.co.th Website: https://www.metroconnect.co.th/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไดเมท (สยาม) สยายปีกร่วมลงทุนธุรกิจผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน

ไดเมท (สยาม) สบช่องธุรกิจกระแสพลังงานสะอาด จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) บริษัท เอนเนอร์ยี่ ลิงค์ ดีไซน์ (ประเทศไทย) จำกัด  ออกแบบระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ จับมือสองพาร์ตเนอร์สัญชาติญี่ปุ่นและไทย ตั้งเป้ารับรู้รายได้ไตรมาสสี่

ดร.วรดิศ  ธนภัทร  ประธานกรรมการบริหารและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไดเมท (สยาม) เปิดเผยว่า “บริษัท ไดเมท (สยาม) จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมลงทุน (Joint Venture) โดยจัดตั้งบริษัท เอนเนอร์ยี่ ลิงค์ ดีไซน์ (ประเทศไทย) จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,000,000 บาท (ชำระเต็ม) โดยไดเมท (สยาม) ถือหุ้น 26%  ร่วมกับ บริษัท ชิบาตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (สัดส่วนถือหุ้น 31%) และบริษัท ฮาตาริ เน็กซ์ จำกัด (สัดส่วนถือหุ้น 25%)  ดำเนินธุรกิจออกแบบ วางระบบ ติดตั้งและบำรุงรักษาครบวงจร จากพลังงานทดแทน เบื้องต้นนำร่องด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) ก่อนขยายขอบข่ายไปยังการผลิตพลังงานทดแทนอื่นๆ  รวมถึงธุรกิจโครงการที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Effect) อาทิเช่น การปลูกสวนป่า (Forestry) และ เทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าเป้าหมายที่ได้กำหนด จนสามารถคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) เพื่อประกอบธุรกิจการซื้อขายคาร์บอนเครดิตต่อไป

ทั้งบริษัท ชิบาตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทออกแบบ รับเหมางานวิศวกรรมและก่อสร้างแบบครบวงจร รวมทั้งผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท ฮาตาริเน็กซ์ จำกัด บริษัทเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ มีฐานลูกค้าในประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  การร่วมมือครั้งสำคัญนี้ส่งผลให้ บริษัท เอนเนอร์ยี่ ลิงค์ ดีไซน์ (ประเทศไทย) จำกัด  มีความแข็งแกร่งทางการเงินซึ่งจะเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในธุรกิจอย่างสมบรูณ์  อีกทั้งบริษัทฯ ได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพและเรียนรู้การบริการแบบครบวงจรอย่างมืออาชีพตามมาตรฐานสากลจากประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากประเทศไทย  โดยบริษัทฯ หวังจะส่งเสริมความเชี่ยวชาญและส่งต่อประสบการณ์นี้เพื่อสานสายสัมพันธ์ที่ดีต่อบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นผ่าน บริษัท ชิบาตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัทต่างชาติระดับสากลในประเทศไทย รวมถึงประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านบริษัท ฮาตาริเน็กซ์ จำกัด  โดยตั้งเป้ารับรู้รายได้ไตรมาสสี่

บริษัทฯ ได้นำองค์ความรู้ด้านการใช้พลังงานควบคู่กับเทคโนโลยีทางวิศวกรรมและการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytic) ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ณ เดือนมกราคม 2566 ระบุว่า การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินลิกไนซ์ มีปริมาณลดลงและจะยังคงมีแนวโน้มที่ลดลงเรื่อยๆ  ในขณะที่น้ำมัน, พลังน้ำ, ไฟฟ้านำเข้าและพลังงานหมุนเวียน มีปริมาณเพิ่มขึ้น  บริษัทฯ มั่นใจว่าการร่วมทุนนี้จะสอดรับกับนโยบายการลงทุนในธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต (Future Energy) อย่างยั่งยืน” ดร.วรดิศ  ธนภัทร  กล่าวในที่สุด

เกี่ยวกับไดเมท (สยาม) :

บริษัท ไดเมท (สยาม) จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2525  เป็นผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีทุกประเภทคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมมาโดยตลอด ปัจจุบันได้ขยายและร่วมทุนไปยังธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภค ธุรกิจพลังงานทดแทน และธุรกิจรับเหมางานวิศวกรรมและก่อสร้างแบบครบวงจร โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างการเจริญเติบโตและผลกำไรอย่างยั่งยืน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กตป., กสทช. และ มรภ.สวนสุนันทา จัดเสวนาวิชาการ “มองอนาคตของกิจการโทรทัศน์ไทยในการกำกับของ กสทช.”

คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) ร่วมกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในฐานะเป็นที่ปรึกษาโครงการ จัดการประชุมเสวนาวิชาการ (Seminar Forum) การจ้างที่ปรึกษาเพื่อติดตามและประเมินผลตามนโยบาย กสทช. ที่สำคัญในด้านกิจการโทรทัศน์ ประจำปี ๒๕๖๕ การติดตามและประเมินผลการเตรียมการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลด้วยเทคโนโลยี 4K หัวข้อ “มองอนาคตของกิจการโทรทัศน์ไทยในการกำกับของ กสทช.” เมื่อวันพุธที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๖ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมเสวนาประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการโทรทัศน์ ตัวแทนองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนทั่วไป และสื่อมวลชน เข้าร่วมกว่า ๑๕๐ คน ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

 สำหรับจุดประสงค์ของการจัดการประชุมเสวนาวิชาการในครั้งนี้ ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานด้านกิจการโทรทัศน์ ได้กล่าวว่า “ เพื่อเป็นการนำเสนอผลการติดตามและประเมินผลการเตรียมการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลด้วยเทคโนโลยี 4และระดมความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านเวทีเสวนาวิชาการ เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมโทรทัศน์ของประเทศ ภายใต้หัวข้อเรื่อง มองอนาคตของกิจการโทรทัศน์ไทยในการกำกับของ กสทช.” โดยคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานด้านกิจการโทรทัศน์ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการ และการบริหารงานของกสทช. สำนักงานกสทช. และเลขาธิการ กสทช.  โดยนำรายงานดังกล่าวเสนอต่อรัฐสภาและเปิดเผยรายงานให้ประชาชนทราบ

 ตลอดการประชุมเสวนา ประกอบด้วยกิจกรรมภาคเช้าและภาคบ่าย ซึ่งมุ่งผลลัพธ์ในการร่วมระดมความเห็นของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมี ผศ.ดร.สุดาวรรณ สมใจ หัวหน้าโครงการ หรือในฐานะที่ปรึกษาดำเนินการฯ ให้เกียรติแนะนำโครงการเบื้องต้น พร้อมชี้แจงความเป็นมาของโครงการในครั้งนี้ด้วย

 ในกิจกรรมช่วงเช้า เป็นการนำเสนอ “ การทดลองออกอากาศโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบ 4K ของ ไทยพีบีเอส ” โดย คุณกันตชัย ศรีสุคนธ์  ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรม องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นทดสอบทดลองเพื่อศึกษาพารามิเตอร์ที่สำคัญในการออกอากาศโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบ 4K ในพื้นที่จำกัด รวมไปถึงแผนการทดสอบทดลองในอนาคตที่จะครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด

 จากนั้น ทางทีมที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้ร่วมพูดคุยถึงการดำเนินการติดตามและประเมินผลการเตรียมการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลด้วยเทคโนโลยี 4K ของ กสทช. และได้มีการนำเสนอผลที่ได้จากการศึกษาจากกลุ่มผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก คือ ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ กลุ่มผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องรับฯ กลุ่มผู้ประกอบการกิจการโทรทัศน์ กสทช.​​​ กลุ่มดูแลนโยบายดิจิทัล และกลุ่มผู้บริโภค

โดยในช่วงบ่ายดำเนินรายการโดย ณัชชาวีล์ วาณิชย์สุรางค์ จะเป็นการเปิดเวทีเสวนาวิชาการ “มองอนาคตของกิจการโทรทัศน์ไทยในการกำกับของ กสทช.” จากผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ เช่น คุณชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สำนักกิจการและสื่อสารองค์กร บมจ. BEC World, รศ.ดร. สมเดช รุ่งศรีสวัสดิ์ นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์, นาวาตรี ดร.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านสารสนเทศและสื่อผสม และคุณปัญญา วัฒนวังสกุล สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมไทย ในหัวข้อเกี่ยวกับ นโยบายด้านกิจการโทรทัศน์ไทย เทคโนโลยีเกี่ยวกับโทรทัศน์ในอนาคต รูปแบบและช่องทางในการเข้าถึงสื่อภาพเคลื่อนไหว พฤติกรรมของผู้บริโภค ไปจนถึงมุมมองในด้านการดำเนินธุรกิจด้านกิจการโทรทัศน์ในอนาคต


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เทคนิคการแพทย์ มข.อัปเกรด “เตียงอัจฉริยะ” ราคาเข้าถึงได้ เพื่อผู้สูงอายุติดเตียง

เทคนิคการแพทย์ มข.อัปเกรด “เตียงอัจฉริยะ ช่วยพลิกตะแคง” ราคาเข้าถึงได้ ทางเลือกป้องกันแผลกดทับ เพื่อผู้สูงอายุติดเตียง พร้อมลงพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ชุมชนผลิตใช้งานเอง และต่อยอดสร้างรายได้ให้ชุมชน

13 เมษายน วันผู้สูงอายุแห่งชาติ หวนกลับมาอีกปี เพื่อย้ำเตือนให้ผู้คนให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ แต่เรื่องราวผู้ดูแลหรือญาติทำร้ายผู้สูงอายุติดเตียงยังคงถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความกดดันและภาระของผู้ดูแล และอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสังคมผู้สูงอายุ

ล่าสุด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้พัฒนา “เตียงพลิกตะแคงตัวผู้ป่วย ลดแผลกดทับ” เวอร์ชัน 3 สำหรับผู้สูงอายุติดเตียงในชุมชนโดยเฉพาะขึ้น โดย ศ.ดร.วิชัย อึงพินิจพงศ์ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มรูปแบบแล้ว หลังมีจำนวนผู้สูงอายุมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด เฉพาะใน จ.ขอนแก่น มีผู้สูงอายุถึง 260,000 คน และมีผู้สูงอายุที่ติดเตียงถึง 20,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 5% นับเป็นกลุ่มที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เตียงพลิกตะแคงตัวผู้ป่วย ลดแผลกดทับ เวอร์ชัน 3 นี้ มีลักษณะพิเศษ คือ มีความสูง 60-70 เซนติเมตร มีผิวเบาะนุ่มและแน่น กระจายแรงกดได้ดี ลดอาการแผลกดทับที่อาจนำไปสู่การติดเชื้อ หรือเสียชีวิตได้ โดยใช้วัสดุทำจากไม้และโลหะบางส่วน ซึ่งทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยพลิกตัวให้ผู้ป่วยผ่านสวิตช์ควบคุมที่ผู้สูงอายุสามารถกดใช้งานเองได้ หรือมีผู้ดูแลเพียงคนเดียวก็สามารถดูแลผู้สูงอายุติดเตียงได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้งบประมาณเพียง 10,000 บาทเท่านั้น ทำให้ผู้สูงอายุในชุมชนสามารถเข้าถึงได้

“เรารู้ว่าที่ผ่านมาชุมชนเข้าไม่ถึงเตียงที่มีคุณภาพ อย่างชุมชนบ้านโต้น อ.พระยืน จ.ขอนแก่น มีผู้สูงอายุติดเตียงอยู่ถึง 12 คน แต่มีเตียงไม่เพียงพอ เมื่อมีผู้เสียชีวิตก็จะนำเตียงนั้นไปเวียนกันใช้ หากมีเตียงที่ชุมชนเข้าถึงได้ ปัญหานี้ก็จะหมดไป”

ด้าน ดร.วรวุฒิ ชมภูพาน อาจารย์วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จ.ขอนแก่น คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก ระบุว่า ผู้สูงอายุบางส่วนเป็นผู้ป่วยติดเตียงและต้องการได้รับการดูแล แต่ปัจจุบันบุตรหลานบางส่วนก็มีเวลาดูแลน้อยลง วิทยาลัยสาธารณสุขสิริธร จึงได้ร่วมกับคณะเทคนิคการแพทย์ เพื่อคัดเลือกและส่งเตียงสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งมีคนไข้ได้รับเตียงไปใช้แล้ว 3-4 คน ผลตอบรับดีมาก พบว่าคนไข้ไม่มีปัญหาเรื่องแผลกดทับ

สอดคล้องกับ น.ส.หอมไกล ไชยพิมูล อายุ 57 ปี ชาวบ้าน อ.ซำสูง จ.ขอนแก่น ระบุว่า ที่ผ่านมาคุณแม่วัย 96 ปี ซึ่งป่วยติดเตียงหลังหกล้มสะโพกหัก นอนอยู่บนพื้น ทุกครั้งจะตะแคงก็ปวดสะโพก จะลุกขึ้นนั่งก็ลำบาก เมื่อมีเตียงช่วยพลิกตะแคงมา ก็ทำให้การดูแลทำได้ง่ายขึ้น และช่วยไม่ให้เป็นแผลกดทับ

“คนดูแลก็อายุมากแล้ว ก้มก็ปวด  คุกเข่าไปช่วยตะแคงก็เจ็บ มีเตียงมาก็ช่วยได้เยอะ ช่วงที่มีธุระด่วนต้องออกไปข้างนอก คุณแม่ก็กดสวิตช์พลิกตัวเองได้ บ้านอื่นที่ไม่มีเตียง เห็นเขาเป็นแผลกดทับกันหลายคน ก็อยากให้เขาได้ใช้ด้วย”

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.วิชัย อึงพินิจพงศ์ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้บูรณาการองค์ความรู้ต่าง ๆ จากหลากหลายคณะ ลงพื้นที่ชุมชนผ่านโครงการ U2T มหาวิทยาลัยสู่ตำบลมาโดยตลอด เพื่อพัฒนาทักษะให้คนในชุมชนทุก ๆ ด้าน รวมถึงด้านผู้สูงอายุด้วย การเปิดอบรม อสม. และ Caregiver หรือ อาสาสมัครท้องถิ่น รวมถึงการเปิดคลินิกกายภาพบำบัด คลินิกห้องปฏิบัติการ และคลินิกแพทย์แผนจีนที่กำลังจะเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้ด้วย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นวัตกรรมใหม่ของ Cisco 800G เพิ่มพลังให้กับอินเทอร์เน็ตสำหรับอนาคต พัฒนาความคุ้มค่าและความยั่งยืนของระบบเครือข่ายสำหรับผู้ให้บริการ

กรุงเทพฯ, 19 เมษายน 2566 — ซิสโก้เปิดตัวนวัตกรรม 800G ที่เพิ่มความคุ้มค่าและความยั่งยืนให้กับอินเทอร์เน็ตสำหรับอนาคต เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อเกือบ 40% ของประชากรโลกที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส

การเติบโตของ IoT, AI/ML
ขณะที่อุปกรณ์ IoT มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากหลายพันล้านเครื่องเป็นหลายล้านล้านเครื่อง ความต้องการแบนด์วิธก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยนอกจากจะรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ผ่านเครือข่าย 5G และ Wi-Fi แล้ว ยังครอบคลุมไปถึงเวิร์กโหลด AI/ML ที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนข้อมูลเชิงลึกจาก IoT  แอพพลิเคชั่นต่างๆ อย่างเช่น Generative AI การค้นหาข้อมูล การประมวลผลภาษา และเครื่องมือแนะนำ กำลังขับเคลื่อนการเติบโตอย่างรวดเร็วของคลัสเตอร์ AI/ML ในสภาพแวดล้อมดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องการแบนด์วิธมากกว่าเวิร์กโหลดแบบเดิมๆ  แฟบริก AI/ML จำเป็นต้องขยายขนาดโดยอาศัยเครือข่ายแกนกลางที่หนาแน่นมากขึ้น ซึ่งมีความสำคัญต่อการรองรับโปรเซสเซอร์จำนวนมากที่มีการหน่วงเวลาต่ำ รวมไปถึงการขยายขีดความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์

การพัฒนา 800G สู่เครือข่ายที่หนาแน่นมากขึ้น
แม้ว่าการเติบโตของแบนด์วิธจะดูเหมือนไร้ขีดจำกัด แต่พื้นที่และพลังงานกลับมีอยู่อย่างจำกัด  ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องใช้แพลตฟอร์มที่หนาแน่นและประหยัดพลังงาน  ซิสโก้เพิ่มขีดความสามารถเป็นสองเท่าให้กับเครือข่ายแบ็คโบน, เมโทรคอร์ และเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ของลูกค้าที่เป็นผู้ให้บริการด้านการสื่อสารและลูกค้ากลุ่ม Webscale เมื่อเทียบกับโซลูชันโมดูลาร์ 400G/100G  ทั้งนี้ ไลน์การ์ด 28.8Tbps / 36 x 800G สำหรับเราเตอร์ Cisco 8000 Series ถูกขับเคลื่อนด้วย Cisco Silicon One และจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการปกป้องเงินลงทุนในระยะยาวสำหรับผู้ให้บริการด้านการสื่อสารและผู้ให้บริการระบบคลาวด์ที่ปรับเปลี่ยนเครือข่ายจากความจุ 100G เป็น 400G และ 800G  นอกจากนี้ ลูกค้ายังได้รับประโยชน์จากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนด้วยการใช้ฮาร์ดแวร์น้อยลงในการขยายขนาดของเครือข่าย และการนำอุปกรณ์กลับมาใช้

เควิน วอลเลนวีเบอร์ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายระบบเครือข่าย ดาต้าเซ็นเตอร์ และการเชื่อมต่อผู้ให้บริการของซิสโก้ กล่าวว่า “เราขยายขีดความสามารถของ 800G อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับกรณีการใช้งานอื่นๆ ตั้งแต่แฟบริค AI/ML ไปจนถึงเครือข่ายแกนหลัก เพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราบรรลุเป้าหมายด้านประสิทธิภาพและความยั่งยืน  โซลูชันใหม่ของเราสำหรับเครือข่ายหลักและเครือข่ายแกนกลางที่หนาแน่น ซึ่งใช้ไลน์การ์ดที่มีความหนาแน่นสองเท่าใหม่พร้อมด้วย Cisco Silicon One จะช่วยเร่งการปรับเปลี่ยนไปสู่ 800G ในทุกๆ ที่”

ประโยชน์ที่สำคัญของระบบเราเตอร์Cisco 8000 Series แบบโมดูลาร์ที่ขับเคลื่อนด้วย Cisco Silicon One P100:

  • ความคุ้มค่า: ด้วยการประหยัดพื้นที่มากถึง 83% ลูกค้าจึงสามารถสร้างเครือข่ายที่หนาแน่นมากขึ้น โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ เพื่อรองรับกรณีการใช้งานต่างๆ เช่น 5G, IoT, บรอดแบนด์ และ AI/ML  นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น:
    • ด้วยการเพิ่มความจุเป็นสองเท่าในแชสซีเดียวกัน แพลตฟอร์ม Cisco 8000 Series Router จึงช่วยประหยัดพื้นที่มากกว่าระบบแชสซีเดี่ยว 400G ถึงสองเท่า
    • ระบบแชสซีเดี่ยว 800G สามารถรองรับแทรฟฟิกโหลดได้เทียบเท่ากับโซลูชันแชสซีแบบกระจาย 400G ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยลดการใช้พื้นที่ได้ถึง 6 เท่า และรองรับความเร็วสูงสุด 15 Tbps ต่อแร็คยูนิต
    • ระบบโมดูลาร์ 800G ยังให้ความจุแบนด์วิธเทียบเท่ากับโซลูชัน 400G โดยประหยัดพลังงานได้สูงสุดประมาณ 68% จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมาก
  • ความยั่งยืน: ด้วยการประหยัดพลังงานถึง 68% ระบบ 800G จึงช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน
    • ระบบ 800G ถูกใช้งานทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ก็จะสามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่าระบบ 400G และจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 215,838 CO2e ต่อปี
    • การลดก๊าซคาร์บอนในปริมาณดังกล่าวคาดว่าจะเทียบเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการชาร์จสมาร์ทโฟน 40 ล้านเครื่อง หรือการเผาไหม้ถ่านหิน 366,923 ปอนด์ต่อปี[1]
    • นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถนำเอาอุปกรณ์ทั่วไปกลับมาใช้ได้เมื่ออัพเกรดเป็นระบบ 800G จึงช่วยลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้อีกทางหนึ่ง
  • นวัตกรรมทางสถาปัตยกรรม: ไลน์การ์ดรุ่นใหม่นี้ขับเคลื่อนด้วย Cisco Silicon One P100 ASICs และออปติกแบบเสียบได้ของซิสโก้ และให้ความเร็วในการเชื่อมต่อที่สูงมากสำหรับระบบโมดูลาร์ Cisco 8800 Series โดยคุณสมบัติที่สำคัญมีดังนี้:
    • เทคโนโลยี 100G SerDes ที่ก้าวล้ำช่วยให้ลูกค้าเพิ่มความหนาแน่นของพอร์ต 400G ที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นสองเท่า และเพิ่มความหนาแน่นของพอร์ต 100G ได้ถึง 8 เท่าในฟอร์มแฟคเตอร์เดียวกัน โดยรองรับพอร์ต 72 x 400G และ 288 x 100G ต่อสล็อต
    • ความสามารถในการปรับเพิ่มขนาดไปสู่ 800G เพื่อรองรับความต้องการแทรฟฟิกที่เพิ่มขึ้น โดยใช้แชสซีแบบ 4, 8, 12 และ 18 สล็อต  ลูกค้าจะสามารถเพิ่มความจุได้สูงสุด 518 Tbps ด้วยระบบ 800G แบบโมดูลาร์ที่มี 18 สล็อต
    • รูปแบบ Flexible Consumption Model ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายตามการเติบโต จะช่วยให้ลูกค้ารองรับการติดตั้งใช้งานที่เหมาะกับอนาคต ด้วยการกำหนดขนาดเครือข่ายที่เหมาะสม การเพิ่มเติมความจุเมื่อเวลาผ่านไปเพื่อให้สอดคล้องกับผลประกอบการของธุรกิจ
    • ออปติกแบบเสียบได้รุ่นใหม่ของซิสโก้ช่วยปกป้องเงินลงทุน เพราะสามารถใช้งานร่วมกับตัวรับส่งสัญญาณแบบเสียบได้ QSFP ที่มีอยู่
  • ความสะดวกในการจัดการ: ด้วยแดชบอร์ดการแสดงผลขั้นสูง การตรวจสอบบริการพร้อมด้วยข้อมูลเชิงลึกที่รองรับการดำเนินการ และการปรับแต่งเครือข่ายแบบวงปิด ลูกค้าจึงสามารถตรวจพบและแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้น
    • ด้วยการปรับปรุงล่าสุดใน Crosswork Network Automation จึงสามารถเพิ่มองค์ประกอบและบริการเครือข่ายได้รวดเร็วขึ้นอย่างมาก
    • ฟีเจอร์ใหม่ IOS XR Path Tracing รองรับการตรวจสอบแบบ hop-by-hop สำหรับเส้นทางของแพ็คเก็ตข้อมูลบนเครือข่าย

การตอบสนองของภาคอุตสาหกรรม:

“จากการวิจัยตลาดที่กว้างขวางและการวิเคราะห์แทรฟฟิก เราคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องของแทรฟฟิกข้อมูลผ่านบริการบนเครือข่ายพื้นฐานและเครือข่ายไร้สาย ซึ่งรวมถึง 5G, บรอดแบนด์, IoT และคลาวด์  แนวโน้มดังกล่าวทำให้เครือข่ายอยู่ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการปรับขนาดไปสู่ 800G ในอนาคตโดยใช้โซลูชันต่างๆ อย่างเช่น Cisco 8000 จะเป็นที่ต้องการ ทั้งยังช่วยให้ผู้ให้บริการและผู้ให้บริการระบบคลาวด์ปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ความยั่งยืน และประสบการณ์สำหรับผู้ใช้”
— ไซมอน เชอร์ริงตัน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Analysys Mason

“ภายใต้ความร่วมมือกับซิสโก้ เราแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในการสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งในตลาด และปรับปรุงผลประกอบการของธุรกิจ โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่คล่องตัวและปลอดภัยในทุกขั้นตอนของเส้นทางการใช้งานเทคโนโลยี  ในฐานะผู้ขับเคลื่อนหลักสำหรับวิสัยทัศน์ Vision 2030 ของประเทศ เราต้องมั่นใจว่าเทคโนโลยีของเราอยู่ในระดับแนวหน้าของนวัตกรรมทางเทคโนโลยี  ด้วยนวัตกรรมโมดูลาร์ 800G และ Silicon One P100 บน Cisco 8000 Series เรายังคงมุ่งมั่นที่จะยกระดับการเชื่อมต่อบนคลาวด์และการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มธุรกิจ stc สามารถจัดหาบริการที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่อบิตที่ต่ำกว่าให้แก่ลูกค้าของเรา”  เบเดอร์ ออลฮีบ ฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน stc ของ stc

“Colt มุ่งมั่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้แนวคิด ESG By Design ซึ่งครอบคลุมทุกส่วนของธุรกิจ โดยจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีแนวทางการดำเนินงานสอดคล้องกับค่านิยมของเรา และมุ่งมั่นที่จะสร้างโลกที่สะอาดและดีกว่าเดิม  นวัตกรรมระบบเราติ้งล่าสุดของซิสโก้แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในการค้นหาวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับการขยายขนาดความจุ พร้อมทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับเป็นก้าวที่สำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยั่งยืนสำหรับอนาคต”
— เคลซี่ ฮอปคินสัน, รองประธานฝ่าย ESG ของ Colt Technology Services

“หลังจากการติดตั้งแบ็คโบน FLRnet4 400G ของ Florida LambdaRail ปัญหาเรื่องพื้นที่ติดตั้งได้กลายเป็นหนึ่งในข้อกังวลหลักของเรา เนื่องจากเราได้ใช้พื้นที่ติดตั้งจนหมดเกลี้ยงแล้วในไซต์หลายแห่งของเรา  การผสานรวมความสามารถด้าน Forwarding ที่ดีเยี่ยม ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และระบบปฏิบัติการเครือข่าย IOS XR ที่เชื่อถือได้ ทำให้ Cisco 8000 Series เป็นตัวเลือกที่ชัดเจนสำหรับเครือข่ายใหม่ของเรา  เรารู้สึกพอใจอย่างมากกับตัวเลือกดังกล่าว เพราะนอกจากจะช่วยให้เรามีเครือข่ายที่ล้ำสมัยแล้ว โซลูชัน Cisco 8000 Series ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และทำให้เรามีงบประมาณเพียงพอสำหรับการขยายเครือข่ายของเราในปีต่อๆ ไป”
— คริส กริฟฟิน หัวหน้าสถาปนิกเครือข่ายของ Florida LambdaRail


Categories
บทความ เทคโนโลยี

การตัดสินใจอย่างชาญฉลาด นำพาศักยภาพมาสู่อุตสาหกรรม CPG แห่งอนาคต

โดย เคาสทูปห์ โจชิ

คลื่นลูกใหม่อย่างดิจิทัลนำมาซึ่งโอกาสที่ยิ่งใหญ่มหาศาล และปูทางเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การมาถึงของระบบออโตเมชั่น และ IIoT ยังเร่งการเติบโตและเร่งการพัฒนาในอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้นในโลกใหม่

การทำให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องอาศัยการประสานงานหลายด้าน เช่น การบริหารจัดการและการดำเนินงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเชิงรุกพร้อมดำเนินการได้อย่างทันท่วงที ตัวอย่าง เช่น เมื่อสินทรัพย์ของอาคารอยู่ในสภาพที่เหมาะสมและดำเนินการได้ตามที่ควรเป็น ก็จะสร้างสภาวะที่เหมาะสมที่สุดให้กับผู้อาศัยในอาคาร พร้อมกับสร้างความพึงพอใจมากขึ้นในภาพรวมของตัวอาคาร ในทำนองเดียวกัน อุตสาหกรรม CPG (Consumer Packaged Goods) หรือสินค้าอุปโภคบริโภค ก็สามารถมั่นใจในเรื่องของความต่อเนื่องและประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากขุมพลังของ IoT และการเชื่อมต่อกับระบบอัตโนมัติในการดำเนินงานต่างๆ

เครื่องมือ Advisor เปี่ยมด้วยขุมพลังจาก Machine Learning และ IoT ช่วยตอบโจทย์ความท้าทายในอุตสาหกรรม CPG อีกทั้งสามารถเรียนรู้การทำงานจากกระบวนการที่แตกต่าง พร้อมวิเคราะห์ความหลากหลายของอุปกรณ์และสินทรัพย์ เพื่อให้ประโยชน์และการทำงานที่เหมาะสม รวมถึงการติดตามงานทั่วไป จึงช่วยให้มั่นใจได้ว่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จะรองรับความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ให้ผลลัพธ์ต่อเนื่องได้เต็มประสิทธิภาพโดยที่ไม่สะดุด

นอกจากนี้ เทคโนโลยียังให้ผลกระทบตามมาอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวิเคราะห์ ช่วยให้อุปกรณ์พร้อมใช้งานตลอดเวลา รวมถึงช่วยในการตรวจสอบสถานะ บำรุงรักษาได้โดยที่ไม่ต้องสัมผัส และที่สำคัญกว่านั้น คือช่วยบรรเทาภัยพิบัติ ทำให้มั่นใจเรื่องความปลอดภัยและการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

ให้ภาพรวมเรื่องของพลังงานและความยั่งยืนได้ดีขึ้น ด้วยการใช้แพลตฟอร์มเดียวบนคลาวด์ในการรวบรวมข้อมูลทั่วองค์กรมาไว้ด้วยกัน เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลทั้งหมดได้อย่างสะดวกจากแหล่งเดียวโดยปราศจากความยุ่งยาก ไม่ว่าจะเป็นตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน ข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวก และข้อมูลด้านซัพพลาย ทำให้คุณสามารถนำระบบวิเคราะห์มาช่วยปรับปรุงการทำงานร่วมกัน เหล่านี้ส่งผลถึงการได้มาซึ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่จำเป็นต่อการตัดสินใจเรื่องสำคัญ อีกทั้งยังช่วยให้จัดลำดับความสำคัญของโครงการ เพื่อปรับปรุงเรื่องของประสิทธิภาพและความยั่งยืนได้อย่างต่อเนื่อง

ทุกสิ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการใช้ AVEVA และซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมจากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ปรับปรุงการดำเนินการ ทั้งยังได้รับผลตอบแทนการลงทุนสูงสุด และเพิ่มผลกำไรด้วยข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริง ช่วยให้ตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างชาญฉลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านอาหารและเครื่องดื่มสำหรับอุตสาหกรรม CPG ในอนาคต

คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึงแล้ว และกำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรม CPG ให้เชื่อมต่อการทำงานได้มากขึ้น พร้อมรองรับการทำงานได้ตลอดเวลา ครอบคลุมทุกแง่มุมของการดำเนินงานในเชิงรุกอีกทั้งให้ความยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนควรใช้ประโยชน์จากโอกาสอันกว้างใหญ่ไพศาลจากการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานสู่ดิจิทัล เพื่อสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพและให้ความยั่งยืน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ.จัดพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ “การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่นั่ง”

.ดร.สมฤกษ์ จันทรอัมพร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ประธานพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเพื่อการผลิตผลงานทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้โครงการส่งเสริมการนำสิ่งประดิษฐ์และผลงานวิจัย พัฒนาสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงสังคมการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่นั่งระหว่างนายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน และนายกิติพงศ์ พรหมชัยนันท์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

พร้อมด้วย รศ.ดร.กัมปนาท เทียนน้อย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แพทย์หญิงชไมพันธุ์ สันติกาญจน์ หัวหน้าโครงการขับเคลื่อนไทยสู่ผู้ใช้ จยย.ปลอดภัย และ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม หัวหน้าศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมการประเมินความปลอดภัยยานยนต์ สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เมื่อเร็วๆนี้ 

สืบเนื่องจากเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน และเทศบาลตำบลเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีความประสงค์ขอใช้ผลงานทรัพย์สินทางปัญญาการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่นั่งเป็นผลงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยมีศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นเจ้าของผลงานผู้ประดิษฐ์คิดค้น ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากทุนวิจัยงบประมาณแผนบูรณาการพัฒนาศักยภาพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2561 และได้รับการจดขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ประเภทสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ เลขที่สิทธิบัตร 76476 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.. 2563 โดยมี รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม และทีมงานงานวิจัย พัฒนามาจากรถกระบะ หรือรถบรรทุกโดยสารหกล้อ โดยที่นั่งจะมีลักษณะเป็นเก้าอี้ม้านั่งยาวโดยให้เด็กนั่งตามแนวยาวของตัวรถ รถดังกล่าวจะมีลักษณะสองแถวซึ่งจะมีเก้าอี้ม้านั่งส่วนใหญ่และจะทำมาจากโครงสร้างเหล็กโดยไม่มีการติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ลักษณะดังกล่าวจะไม่ปลอดภัยหากเกิดอุบัติเหตุและมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้น นวัตกรรมที่นั่งปลอดภัยสำหรับเด็กที่สอดคล้องกับบริบทการใช้รถและลักษณะการนั่งตามยาวแบบเดิมจึงมีความสำคัญ นวัตกรรมที่นั่งดังกล่าวได้ถูกออกแบบและสร้างบนพื้นฐานของมาตรฐานสากล โดยใช้วัสดุที่สามารถจัดหาและผลิตได้ในอุตสาหกรรมท้องถิ่น นวัตกรรมดังกล่าวจะมีโครงสร้างฐานที่ยึดติดกับที่นั่งจะถูกนำไปติดตั้งบริเวณท้ายรถกระบะ หรือในรถบรรทุกโดยสารหกล้อ ส่วนที่นั่งจะถูกติดตั้งเข้ากับโครงสร้างฐานซึ่งสามารถติดตั้งได้จำนวน 5 ที่นั่งในกรณีของรถกระบะ หรือมากกว่า 5 ที่นั่งในกรณีรถบรรทุกโดยสารหกล้อ

นวัตกรรมที่นั่งดังกล่าวสามารถรับแรงกระแทกทางด้านข้างกับด้านหน้าได้ตามมาตรฐานสากลซึ่งสามารถพับเก็บได้รวมทั้งปรับความสูงบริเวณพนักพิงได้ตามสัดส่วนความสูงของผู้โดยสาร อีกทั้ง ที่นั่งบริเวณศีรษะและสะโพกด้านข้างของผู้โดยสารจะถูกออกแบบให้เพื่อลดการบาดเจ็บกรณีที่มีการกระแทกเกิดขึ้นได้อีกด้วย .


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อิเมอร์สัน แนะนำนวัตกรรมคอมเพรสเซอร์ Copeland Variable Speed Solutions สำหรับตลาดประเทศไทย

กรุงเทพ 18 เมษายน 2566 – อิเมอร์สัน ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดคอมเพรสเซอร์ในประเทศไทย ด้วยการจัดงาน Beyond Limit with Copeland Variable Speed Solutions ร่วมกับบริษัท แสงชัย อีควิพเม้นท์ (1984) จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์อิเมอร์สันในประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีผู้ผลิตระบบปรับอากาศแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer) ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ที่ผลิตเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ป้อนตลาดในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมงานคับคั่งกว่า 50 ราย

ภายในงาน นอกจากจะนำเสนอข้อมูลนวัตกรรมล่าสุดสำหรับการผลิตเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มและทิศทางของตลาดคอมเพรสเซอร์แล้ว อิเมอร์สันยังได้แนะนำเทคโนโลยีคอมเพรสเซอร์ Copeland ที่โดดเด่นเรื่องประสิทธิภาพ และประหยัดพลังงาน หลากหลายรุ่น เพื่อการใช้งานประเภทต่างๆ ทั้งโรงงาน โรงพยาบาล โครงการที่อยู่อาศัย ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ รวมทั้งจัดฝึกอบรมทดลองผลิตสินค้าสำหรับผู้ผลิต OEM อีกด้วย

นายวิษณุ เตือนอุดมศีล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Emerson’s Climate Technologies business กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญด้านระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์ของอิเมอร์สันในภูมิภาค และยังมีโอกาสเติบโตได้อีก จากการขยายตัวของโครงการที่อยู่อาศัย ห้างสรรพสินค้า ช้อปปิ้งมอลล์ โรงพยาบาล พื้นที่อุตสาหกรรมรวมถึงการสร้างโรงงานต่างๆ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ยังเป็นผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหลายประเทศก็มีความต้องการเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์มากขึ้น จากการขยายตัวของเมือง เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม การที่อิเมอร์สันร่วมจัดงานกับบริษัท แสงชัย อีควิพเม้นท์ (1984) จำกัด ในครั้งนี้ จึงเป็นกิจกรรมที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญและจัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อสนับสนุนและให้ความรู้ด้านเทคนิคแก่ตัวแทนจำหน่าย และให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าซึ่งเป็นผู้ผลิต OEM อย่างใกล้ชิด”

คอมเพรสเซอร์ Copeland ของอิเมอร์สัน ได้รับความไว้วางใจมาอย่างยาวนาน ล่าสุดได้จัดงานฉลองครบรอบ 100 ปีเมื่อปี 2564 ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการจัดหาโซลูชั่นที่ดีที่สุดเพื่อแก้ปัญหาและความท้าทายของเครื่องปรับอากาศ

สำหรับไฮไลท์ผลิตภัณฑ์คอมเพรสเซอร์ Copeland ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นที่นำเสนอภายในงานดังกล่าว ได้แก่ คอมเพรสเซอร์สโครลแบบปรับความเร็วได้ ขนาด 110cc ที่มีกำลังถึง 25 แรงม้า ที่มาพร้อมชุดอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ขนาด 36kw และชุดควบคุมที่เข้ากันอย่างลงตัว สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 30% (ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการของอิเมอร์สัน) เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีความเร็วคงที่แบบเดิม อีกทั้งยังใช้งานได้ดีกับสารทำความเย็นหลายชนิด เช่น สารทำความเย็นที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่าง R32

นอกจากนี้ ยังมีโซลูชั่น Copeland Integrated Solution ซึ่งประกอบด้วยคอมเพรสเซอร์ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์สำคัญต่างๆ ที่อิเมอร์สันได้คัดสรรให้เข้ากันอย่างลงตัว และพร้อมติดตั้งได้ทันที เหมาะสำหรับผู้ผลิต OEM ขนาดกลางและขนาดเล็ก เนื่องจากสะดวก และช่วยประหยัดเวลาในการพัฒนาระบบและการติดตั้ง ทั้งยังช่วยลดต้นทุนโดยรวมของระบบได้อีกด้วย

“อิเมอร์สัน มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีคอมเพรสเซอร์ Copeland มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความท้าทายของภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนให้ผู้ผลิต OEM สามารถผลิตระบบและเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการ เจ้าของอาคาร และโครงการที่พักอาศัย ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าไฟ และปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งยังช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางธุรกิจของผู้ผลิต OEM ไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศด้วย” นายวิษณุ กล่าวเสริม


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กลุ่มบริษัท TCG บุกเบิก เหรียญทองดิจิทัลสกุลใหม่ ฝีมือคนไทย Digital Gold Coin (DGC) เชื่อมต่อเครือข่ายเหมืองทองระดับภูมิภาคเอเชีย พร้อมขึ้นเทรดหลังสงกรานต์ 2566

นายพัศพงศ์ เจริญฐานวงศ์ [Mr. Jacky Wong] Founder & CEO ประธานบริษัท TCG Social Media Group Company LImited เปิดเผยว่า “ราคาทองคำ อยู่ในช่วงขาขึ้น มีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างมาก โดย บริษัท TCG Social Media Group เล็งเห็นทิศทางขาขึ้นนี้ มากว่า 2 ปี และได้รับทุนพัฒนาจากประเทศดูไบ เพื่อนำมาพัฒนาเทคโนโลยี ในการเชื่อมกับพันธมิตร ในระดับภูมิภาคเอเชียและอินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งได้เข้าไปลงทุนเหมืองทองในหลายประเทศ อีกทั้งวางแผนเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลใหม่ชื่อ DGC หรือ Digital Gold Coin เป็นเหรียญในกลุ่ม Asset Coin โดยสนับสนุนมูลค่าจริง ด้วยเครือข่ายเหมืองทองในต่างประเทศ ทำให้ได้รับการยอมรับและมีความน่าเชื่อถือสูง ทั้งในกลุ่มประเทศเอเชีย ตะวันออกกลาง และ แอฟริกา ทั้งนี้ มีความพร้อมที่จะเปิดตัว เหรียญทองดิจิทัลสกุลใหม่ ฝีมือคนไทย Digital Gold Coin [DGC] และมีแผนที่จะขึ้นเทรดในช่วงหลังสงกรานต์ 2566 นี้

TCG Social Media Group Company LImited ได้ร่วมลงนามในสัญญากับ PTL Holding บริษัทมหาชนระดับอาเซียน เจ้าของโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงรายแรกของอาเซียน เพื่อพัฒนา LAOCOINS และยังได้สัมปทานทำระบบ Securities Token และ GoldBanc Vault ของกลุ่ม AFRASEAN โดยได้รับสัมปทานในการทำ Digital Asset และ Digital Bank license ของประเทศ Mauritius ในแอฟริกา เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการวัดค่าเงินกับทองคำดิจิตอล

นอกจากนี้ TCG Social Media Group Company LImited ยังจับมือกับกลุ่ม Islamic coin และ WASABIH เพื่อนำ DGC เข้าทำการ Back Up มูลค่าของ Halal Coin เพื่อใช้จ่ายและสนับสนุนในกลุ่มการเงินและธุรกิจของกลุ่มประเทศมุสลิมเป็นหลัก เนื่องจากตะวันออกกลาง เป็นกลุ่มประเทศที่แนวคิดเปิดกว้างในด้านการเงินดิจิทัลรูปแบบใหม่ ส่วนเหรียญดิจิทัล DGC จะขึ้นกระดานเทรดเปิดขายเป็น Public ในกระดาน Exchange อันดับ 3 ของโลก XT.com ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 โดย 1 เหรียญของ DGC จะ fix rate อยู่ที่ 100 USD ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาทองคำ ณ วันนั้น

สำหรับแผนงานในอนาคต จะมีการขยายมูลค่าเข้าสู่กลุ่ม Assets Coin เช่น METAIN VIETNAM , COFUND INDONESIA, LIQUID TREE USA GLOBAL, EXPRIZO = EU & MENA & AFRICA และที่สำคัญคือการเปิด DGB (Digital Gold Bank) โดยเชื่อมต่อกับ Bullions Bank ภายใต้คอนเซ็ป DBDC หรือ Decentralized Bank Digital Currency หรือธนาคารอิสระที่ไม่ถูกควบคุมกลไกโดยหน่วยงานรัฐ แต่เป็นไปตามกลไกของตลาดฝั่งผู้ใช้งาน โดยหลักการระบบการเงินโลก ถ้าเราใช้มูลค่าทองคำค้ำประกัน ก็สามารถผลิตเงินสกุลต่างๆ ออกมาได้ตามเงื่อนไขสากล ดังนั้นสกุลเงินดิจิทัลก็เช่นกัน” ส่วนภาพใหญ่ในระดับประเทศ ตามกระแสเรื่องการเงินดิจิทัลที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

นายพัศพงศ์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “เราสามารถสร้างกลไกการเงินดิจิทัลใหม่ขึ้นมาได้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในรูปแบบที่เรียกว่า Digital Assets Management คือเป็นการดึงเอามูลค่าของสินทรัพย์ที่มีอยู่แล้วในตัว มาแปลงให้เป็นตัวเงินในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งการตีมูลค่าสินทรัพย์ให้มีมูลค่าในระบบการตลาด การบริโภคของประชาชน และสามารถโอนถ่ายได้คล่องตัว จะช่วยทำให้เศรษฐกิจมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องผ่านตัวกลาง ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากสินทรัพย์นั้นโดยตรง ยิ่งถ้าสินทรัพย์นั้นยิ่งมีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนมือได้หลายรอบ ก็จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้หลายเท่า นี่เป็นแนวคิดที่ถ้าผู้นำประเทศรู้จักนำกลไก เครื่องมือ และเทคโนโลยีการเงินสมัยใหม่ มาใช้แก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้เร็ว ก็จะยิ่งทำให้ประเทศก้าวหน้าได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งบางประเทศก็วางแผนเรื่องนี้ล่วงหน้ามาหลายปีแล้วเช่น ที่จีน เป็นต้น”

สำหรับภาพใหญ่ของ DGC เราเดินหน้าสร้าง Partner Network ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับ International อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความแข็งแกร่งพื้นฐานให้กับทั้งตัวเหรียญ และระบบ โดยพร้อมที่จะทำการ Peg หรือ Reserve มูลค่า Digital Currency Partner ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แซดทีอี จับมือ เอไอเอส เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เซิร์ฟเวอร์ G5 SERIES มุ่งสร้างระบบปฏิวัติดิจิทัลอัจฉริยะ ทรงประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง กล่องจดหมาย

แซดทีอี คอร์ปอเรชั่น จับมือ เอไอเอส ผู้ให้บริการโทรคมนาคมอันดับหนึ่งของไทย เปิดตัวผลิตภัณฑ์ เซิร์ฟเวอร์  G5 SERIES  ในประเทศไทย นับเป็นครั้งแรกที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์นี้ในต่างประเทศ โดยมี พันธมิตรและคู่ค้าธุรกิจจากหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมด้านไฟฟ้า อุตสาหกรรมด้านการสื่อสาร อุตสาหกรรมด้านการขนส่ง อุตสาหกรรมด้านการเงิน อุตสาหกรรมด้านการดูแลสุขภาพ อุตสาหกรรมด้านท่าเรือ และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ร่วมสัมผัสอัจฉริยะภาพในระบบปฏิบัติการนวัตกรรม เซิร์ฟเวอร์ G5 SERIES ที่ได้รับการยอมรับและมีความปลอดภัยสูง พร้อมแลกเปลี่ยนความต้องการพลังการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นในโลกดิจิทัล ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
มร.หวัง เฉวียน รองประธานกรรมการ แซดทีอี คอร์ปอเรชั่น  กล่าวว่า ” เศรษฐกิจในยุคดิจิทัล เทคโนโลยี 5G,  นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมไปถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะเสมือนจริงกำลังผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลอื่น ๆ โดยกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การกำเนิดนวัตกรรมและบริการใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการได้อย่างรอบด้านโดยผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์กลายเป็นตัวแทนของสังคมดิจิทัลและเป็นศูนย์กลางของระบบปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นเสมือนโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างมากของโลกยุคดิจิทัล

มร.อวิส ฮอง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของไอดีซี กล่าวเสริมว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนและการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนรายได้ขององค์กรที่ให้บริการด้านดิจิทัล เนื่องจากต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการใช้งาน “แอปพลิเคชัน” มากกว่าองค์กรธุรกิจแบบดั้งเดิม จึงกลายเป็นปัจจัยหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมธุรกิจยุคดิจิทัลในศตวรรษนี้

มร.เดนนิส ลุน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด Intel NEX Asia Ecosystem กล่าวว่า “ในการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมธุรกิจดิจิทัล คือแรงผลักดันให้โลกเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อีกทั้ง ยังนำโอกาสใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการให้กับทุกอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน  โดยช่วงต้นปี 2023   อินเทล ได้มีการเปิดตัวโปรเซสเซอร์ Intel Xeon รุ่นที่ 4 ที่สามารถปรับขนาดได้ ร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างเป็นทางการ”

มร.หลิว เจินไห่ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์ แซดทีอี คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา  แซดทีอี  มุ่งมั่นและพยายามอย่างมากในการพัฒนา เซิร์ฟเวอร์ และ ระบบจัดเก็บข้อมูล [storage products] ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น เซิร์ฟเวอร์ทั่วไป GPU เซิร์ฟเวอร์  เซิร์ฟเวอร์ระบายความร้อนด้วยของเหลว ผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช ผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูลแบบแฟลชผสม และผลิตภัณฑ์ดิสก์อาร์เรย์แบบกระจาย จนมาถึงปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ เซิร์ฟเวอร์ และ ระบบจัดเก็บข้อมูล [storage] ของ ZTE ได้รับการติดตั้ง เพื่อใช้งานในจำนวนกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยครอบคลุมอุตสาหกรรมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านการสื่อสาร อินเทอร์เน็ต ด้านการเงิน ด้านพลังงาน กิจการของภาครัฐ ด้านการขนส่ง และอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย

ในปี 2023 แซดทีอี ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์ รุ่นใหม่ 5 รุ่น ด้วยกัน ได้แก่ 5200 G5 high-density server, 5300 G5 full-scenario universal server, 5500 G5 mass storage server, 6500 G5 heterogeneous computing power server และ  8500 G5 high-performance server โดยแต่ละรุ่นในตระกูล G5 SERIES  มีคุณสมบัติเด่นคือ ระบายความร้อนด้วยของเหลว อีกทั้ง ยังมีคุณลักษณะโดดเด่นมากมาย อาทิเช่น ศักยภาพในการประมวลผลสูง มีความยืดหยุ่นต่อการขยายตัว มีศักยภาพในการประมวลผลที่แตกต่างและจัดเก็บข้อมูลได้จำนวนมหาศาล อีกทั้ง มีความเสถียรและเชื่อถือได้

สำหรับ แซดทีอี ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลระดับโลก ไม่หยุดนิ่งและมีความมุ่งมั่นที่จะคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลได้เป็นอย่างดี เพื่อให้ธุรกิจและบริการของลูกค้าเติบโตได้อย่างแข่งแกร่งและเท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่


 

Exit mobile version