Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

LIV-24 ขนนวัตกรรมด้านความปลอดภัยมาแสดงในงาน TEP 0110 ASIA TECHLAND 2023

นางสาวนิรมล ดิเรกมหามงคล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย LIV-24 Living Technology บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (คนที่ 2 จากซ้าย)  นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (คนที่ 1 จากซ้าย) ขนวัตกรรมด้านความปลอดภัยมาแสดงในงาน TEP 0110 ASIA TECHLAND 2023  โดยมีนางสาวฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซเชียลแล็บ จำกัด (คนที่ 3 จากซ้าย)  ผู้จัดงานที่ผนึกกำลังร่วมกับสมาคมอสังหาริมทรัพย์เนรมิตงานในครั้งนี้ขึ้น และนายจอห์น รัตนเวโรจน์ CEO & Executive Producer บริษัท สแพลช อินเตอร์แอ็คทีฟ(คนที่ 4 จากซ้าย) ร่วมเยี่ยมชมบูธ LIV-24 ที่จะมาเปิดประสบการณ์ใหม่ยกระดับความปลอดภัยแบบคูณ2

นางสาวนิรมล ดิเรกมหามงคล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย LIV-24 Living Technology กล่าวว่าการมาร่วมงานในครั้งนี้ของทาง LIV-24 นั้นมีแรงบันดาลใจที่ต้องการนำเสนอนวัตกรรมในการดูแลและความปลอดภัยของสังคมไทย โดยมีคอนเซ็ปต์ “LIV – 24 UNITED POWER 24/7 PROTECTION FOR THE FUTURE OF SECURITY TECHNOLOGY” สะท้อนความเป็นผู้นำและความเชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยด้วย AI ผสานประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ ในการจัดการระบบวิศวกรรมอาคารเต็มรูปแบบ เรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง  LIV-24 เปิดวิสัยทัศน์ที่พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน Security Solution ที่ผสานเทคโนโลยีและประสบการณ์ของคน   พันธกิจหลักเพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับผู้คน เป็นการดูแล ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินที่มีค่า และเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจ สนใจร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ ทดสอบความปลอดภัยอัฉริยะไปด้วยกัน สามารถเยี่ยมชมบูธ LIV-24 ได้ตั้งแต่วันที่ 25 – 28 พฤษภาคม 2566 ที่ บูธ D6 Immersive Room  สัมผัสประสบการ์ณจำลองเป็น Secret Agent ดูแลความปลอดภัยผ่านเกมสุดเร้าใจในเวลาที่จำกัด พร้อมเก็บความประทับใจด้วย Photo Booth เสมือน Interactive-Museum และสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่บูธ E16 ณ รอยัล พารากอล ฮอลล์  ศูนย์การค้าสยามพารากอน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Opensignal เผยรายงานประสบการณ์เครือข่ายมือถือของประเทศไทย พฤษภาคม 2566

โดย โรเบิร์ต วิซีคอฟสกี้ นักวิเคราะห์อาวุโส Opensignal

ประเทศไทย, 25 พฤษภาคม 2566 – Opensignal ผู้ดำเนินการวิเคราะห์ระบบมือถือและกำหนดมาตรฐานระดับโลกเผยรายงานประสบการณ์เครือข่ายมือถือของประเทศไทย เดือนพฤษภาคม 2566 พบว่า AIS ครองตำแหน่งผู้ให้บริการที่ได้รับรางวัลมากที่สุดอีกครั้ง โดยเป็นรางวัลที่ชนะแต่เพียงผู้เดียว 9 รางวัลและรางวัลร่วมอีก 2 รางวัล แม้ว่าจะได้รับรางวัลร่วมหนนี้น้อยกว่าเดิมเมื่อเทียบกับ รายงานในครั้งที่แล้ว เราพบว่าผู้ใช้งานในประเทศไทยเพลิดเพลินกับความเร็วที่สูงที่สุดบนเครือข่ายของ AIS พร้อมยังได้รับประสบการณ์การเล่นเกมและแอปสื่อสารด้วยเสียงที่ดีที่สุดทั้งจากการใช้งานเครือข่ายโดยรวมและการใช้งานเครือข่าย 5G ขณะที่ AIS ยังคงรักษาคุณภาพความเสถียรขั้นสูงและนำหน้า TrueMove H ในด้านประสบการณ์ความเร็วการอัปโหลด แต่ก็หลุดจากตำแหน่งผู้ชนะในด้านความพร้อมใช้งาน 5G

DTAC ได้รับรางวัลเพิ่มในรอบนี้ โดยคว้ารางวัลประสบการณ์วิดีโอมาจาก TrueMove H และขึ้นเป็นผู้ชนะร่วมในด้านประสบการณ์วิดีโอ 5G และยังคงเป็นผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวในด้านคุณภาพความเสถียรหลัก โดย TrueMove H หลุดจากรางวัลประสบการณ์วิดีโอและประสบการณ์ความเร็วในการอัปโหลดให้กับคู่แข่ง อย่างไรก็ตามในครั้งนี้ TrueMove H สามารถทำลายสถิติที่เคยเสมอกับ AIS กลายเป็นผู้ชนะแต่เพียงผู้เดียวในรางวัลความพร้อมใช้งาน 5G

สรุปข้อมูลสำคัญ:

TrueMove H แซงหน้า AIS คว้ารางวัลความพร้อมใช้งาน 5G แต่เพียงผู้เดียว

ในรายงานก่อนหน้านี้ AIS และ TrueMove H เคยคว้ารางวัลความพร้อมใช้งาน 5G ร่วมกัน ก่อนที่ครั้งนี้ TrueMove H จะขึ้นแท่นผู้ชนะรางวัลนี้แต่เพียงผู้เดียว โดยเป็นผลมาจากการพัฒนาครั้งใหญ่ในตัวชี้วัดนี้ ผู้ใช้ TrueMove H 5G ของเราใช้เวลา 28.7% เชื่อมต่อ 5G ซึ่งมากกว่า AIS 3.5%

AIS ชนะรางวัลประสบการณ์ความเร็วในการอัปโหลดอย่างเด็ดขาด และทิ้งห่างคู่แข่งสำหรับรางวัลด้านความเร็วอื่น ๆ

AIS ครองตำแหน่งผู้นำในทุกหมวดความเร็ว ทั้งความเร็วโดยรวมและความเร็ว 5G โดย AIS ยังเป็นผู้ชนะแต่เพียงผู้เดียวด้านความเร็วในการดาวน์โหลด 5G ความเร็วในการอัปโหลด 5G และประสบการณ์ความเร็วดาวน์โหลด และขยายความเป็นผู้นำเหนือ TrueMove H ที่ตามมาเป็นอันดับสองสำหรับรางวัลทั้งหมดนี้ ยิ่งไปกว่านั้น AIS ยังทำลายสถิติที่เทียบเท่ากับ TrueMove H ในด้านประสบการณ์ความเร็วในการอัปโหลดและคว้ารางวัลไปด้วยความเร็ว 9.6Mbps ที่น่าสังเกตคือความเร็วในการดาวน์โหลด 5G ของ DTAC เพิ่มขึ้นสองเท่าจากการเข้าถึงย่านความถี่ 2.6GHz

DTAC ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งกับทั้งสองรางวัลด้านวิดีโอ

TrueMove H เคยเป็นผู้ชนะแต่เพียงผู้เดียวด้านประสบการณ์วิดีโอในรายงานฉบับก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้ DTAC กลับคว้ารางวัลนี้ไปครองแทนและยังได้รับรางวัลแต่เพียงผู้เดียวด้วยคะแนน 60.7 คะแนนจาก 100 คะแนน ซึ่งมากกว่า TrueMove H หนึ่งคะแนน สำหรับในด้านประสบการณ์วิดีโอ 5G นั้น DTAC สามารถเอาชนะ AIS แชมป์เก่า ด้วยคะแนน 73.2-73.6 คะแนน สำหรับบริการวิดีโอ 5G ผู้ให้บริการทุกรายในประเทศไทยได้รับการจัดให้อยู่ในระดับดีมาก (68-78)

AIS ยังเป็นผู้ชนะรางวัลเกมและแอปสื่อสารด้วยเสียงแต่เพียงผู้เดียว

AIS คว้ารางวัลประสบการณ์การเล่นเกม 5G และประสบการณ์แอปสื่อสารด้วยเสียง 5G เป็นครั้งที่สามติดต่อกัน และยังรักษารางวัลประสบการณ์โดยรวมไว้ได้ ได้แก่ รางวัลประสบการณ์การเล่นเกมและรางวัลประสบการณ์แอปสื่อสารด้วยเสียง ซึ่งผู้ให้บริการทุกรายในประเทศไทยได้รับการจัดให้อยู่ในระดับดี (75-85) สำหรับประสบการณ์การเล่นเกม 5G และอยู่ในระดับดี (80-87) สำหรับประสบการณ์แอปสื่อสารด้วยเสียง 5G

AIS และ DTAC ยังได้รับรางวัลด้านความเสถียร

AIS ชนะรางวัลคุณภาพความเสถียรขั้นสูงติดต่อกันเป็นครั้งที่สามในรายงานของ Opensignal ด้วยคะแนน 66% ส่วน DTAC ได้อันดับสอง ตามหลัง AIS 6.1 % อย่างไรก็ตาม DTAC ยังคงไม่แพ้ใครสำหรับรางวัลความเสถียรอื่น ๆ ซึ่งได้แก่ คุณภาพความเสถียรหลัก และคว้ารางวัลนี้เป็นครั้งที่สามติดต่อกัน ด้วยคะแนน 88% มากกว่า TrueMove H อยู่ 1.7 %

AIS เป็นเลิศในรางวัลความเร็วระดับภูมิภาค แต่ TrueMove H ครองตำแหน่งผู้นำความพร้อมใช้งาน 5G ระดับภูมิภาค

AIS คว้ารางวัลด้านประสบการณ์โดยรวมมากมายในระดับภูมิภาค โดยหลัก ๆ แล้วจะเป็นประสบการณ์ด้านความเร็วในการดาวน์โหลด ประสบการณ์ด้านความเร็วในการอัปโหลด และประสบการณ์การเล่นเกม ขณะที่ DTAC ครองแชมป์ด้านประสบการณ์วิดีโอระดับภูมิภาค โดยได้รางวัลชนะขาดถึง 5 ใน 7 ภูมิภาค ในส่วนของรางวัล 5G ระดับภูมิภาค AIS ประสบความสำเร็จทั้งประเภทความเร็วในการดาวน์โหลด 5G และความเร็วในการอัปโหลด 5G โดยเป็นผู้ชนะอย่างเด็ดขาดในทั้งหกภูมิภาค อย่างไรก็ตาม TrueMove H คว้ารางวัลความพร้อมใช้งาน 5G ระดับภูมิภาคเช่นกัน

การวิเคราะห์ระดับภูมิภาค

AIS เป็นผู้นำรางวัลประสบการณ์โดยรวมในระดับภูมิภาคโดยชนะแต่เพียงรายเดียวทั้งหมด 20 รางวัล และเป็นผู้ชนะร่วมใน 7 รางวัลจากทั้งหมด 35 รางวัล ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับรางวัลด้านประสบการณ์ความเร็วในการดาวน์โหลด ประสบการณ์ความเร็วในการอัปโหลด และประสบการณ์การเล่นเกม ทั้งนี้ DTAC และ TrueMove H ได้รางวัลน้อยกว่า โดย DTAC เป็นผู้ชนะในห้ารางวัลระดับภูมิภาค และทั้งหมดเป็นรางวัลด้านประสบการณ์วิดีโอและได้รับรางวัลร่วมอีกสามรางวัล ขณะที่ TrueMove H เป็นผู้ชนะเพียงผู้เดียวสองรางวัลและได้รางวัลร่วมทั้งหมด 7 รางวัล

ผู้สนใจสามารถอ่านและดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มนี้ได้ที่ https://www.opensignal.com/th/reports/2023/05/thailand/mobile-network-experience

เกี่ยวกับ Opensignal 

เป็นผู้ให้บริการอิสระระดับโลกด้านข้อมูลเชิงลึกและประสบการณ์เครือข่ายที่ผสมผสาน รวมถึงข้อมูลภาพรวมการเติบโต การให้บริการของผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายและบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต รายงานสาธารณะของบริษัทฯ ได้รับการยอมรับระดับโลกในมาตรฐานการเปรียบเทียบประสบการณ์เครือข่าย โดยใช้โซลูชันการวิเคราะห์แบบองค์รวมและการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางเพื่อสร้างข้อมูลเชิงลึกในรูปแบบใหม่ ๆ ที่ไม่มีมาก่อน และยังช่วยผู้ให้บริการด้านการสื่อสารสามารถปรับปรุงเครือข่าย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพเชิงพาณิชย์ของตนได้สูงสุด ปรับปรุงประสบการณ์เชื่อมต่อให้กับทุกคน

บริษัทฯ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐฯ แคนาดา สหราชอาณาจักร และมีสำนักงานขายในอเมริกาใต้และเอเชีย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อะโดบี เปิดตัว Adobe PDF Accessibility Auto-Tag API ฟีเจอร์ AI รองรับการเข้าถึงเอกสารดิจิทัลแบบอัตโนมัติได้มากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันพบความท้าทายในการเข้าถึงเอกสาร PDF โดยกว่า 90% ของเอกสาร PDF ทั่วโลกไม่รองรับการใช้งานสำหรับบุคคลที่มีความทุพพลภาพ นอกจากนี้ยังพบปัญหาอื่น ๆ เช่น หน้าเปล่า ข้อความไม่ชัด บรรทัดบิดเบี้ยว หรือแม้แต่ตำแหน่งของตัวอักษร สระ วรรณยุกต์ นอกจากนี้ยังมีกรอบการใช้งานที่องค์กรและผู้ใช้ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของรัฐบาลและความคาดหวังของผู้ใช้ โดยการอัปเดตครั้งนี้ รองรับการทำงานให้ครอบคลุมผู้ใช้งานและกฎระเบียบได้ดียิ่งขึ้น

  • Adobe PDF Accessibility Auto-Tag API: Adobe ได้เปิดตัว API ใหม่ที่ขับเคลื่อนโดย Adobe Sensei ซึ่งเป็นเฟรมเวิร์ก AI และแมชชีนเลิร์นนิง เพื่อลดความซับซ้อนและเร่งกระบวนการแปลงเนื้อหา PDF API มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้เอกสาร PDF สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ประหยัดเวลา ปรับปรุงการปฏิบัติตามกฎหมาย และเพิ่มประสบการณ์ของพนักงานและลูกค้า
  • อัตโนมัติมากขึ้นและประหยัดเวลามากขึ้น: ในอดีต การทำให้เอกสาร PDF สามารถเข้าถึงได้นั้นเป็นกระบวนการที่ต้องทำด้วยตนเองและใช้เวลานาน อย่างไรก็ตาม ผู้ทดลองใช้กลุ่มแรก ๆ ของ Adobe PDF Accessibility Auto-Tag API สามารถดำเนินการโดยอัตโนมัติได้เร็วขึ้น 70% ซึ่งช่วยลดเวลาที่จำเป็นในการทำให้แต่ละไฟล์สามารถเข้าถึงได้อย่างเต็มที่ถึง 100% โดย API มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเอกสารที่ซับซ้อน ลดเวลาที่จำเป็นสำหรับงานต่าง ๆ เช่น การเข้าถึงชุดสไลด์การนำเสนอได้อย่างมาก
  • ใช้ประโยชน์จาก AI: API ของ Adobe ใช้ AI เพื่อทำให้การแท็กโครงสร้างเนื้อหา PDF แบบอัตโนมัติ เช่น หัวเรื่อง ย่อหน้า รายการ และตาราง การติดแท็กนี้ช่วยให้แน่ใจว่าจะสามารถจัดลำดับการอ่านบนเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม เช่น โปรแกรมอ่านหน้าจอ ที่รองรับการใช้งานสำหรับบุคคลทุพพลภาพ นอกจากนี้นักพัฒนาสามารถใช้ API จัดการกับเอกสาร PDF ที่มีอยู่จำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งช่วยให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • คุณสมบัติเพิ่มเติมและความก้าวหน้าของความสามารถในการเข้าถึง: ตัวตรวจสอบการเข้าถึง PDF ซึ่งช่วยให้บริษัทต่าง ๆ ประเมินการเข้าถึง PDF ที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแท็กอัตโนมัติใน Acrobat Reader ซึ่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่เข้าถึงได้มากขึ้นภายในแอปพลิเคชัน เป็นสองฟีเจอร์ใหม่ที่ Adobe วางแผนที่จะเปิดให้บริการ

 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะครุศาสตร์ฯ มจพ. จัดงานการแข่งขันการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน “PBL”

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดงานการแข่งขันการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน Problem-based learning (PBL) Thailand Green Mech contest 2023 ซึ่งจะมีพิธีเปิดงานในวันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม 2566   หอประชุมคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สืบเนื่องจากภาควิชาครุศาสตร์ไฟฟ้า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ร่วมกับ บริษัทภาดา เอ็ดดูเคชั่น จำกัด โดยมี ผศ.ดร.ชัยยพล  ธงชัยสุรัชต์กูล เป็นหัวหน้าโครงการ จัดการแข่งขันมาอย่างต่อเนื่องประจำทุกปี ในหัวข้อ Thailand Green Mech Contest มีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้เยาวชนได้ฝึกกระบวนการคิดในเชิงวิศวกรรมพื้นฐาน ได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ในรูปแบบของ STEAM Education เน้นการพัฒนาพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน สามารถจำลองเหตุกาณ์ เพื่อการเตรียมตัวรับสถานการณ์ภัยพิบัติโลกต่างๆ ในอนาคต เป็นการพัฒนากิจกรรมสำหรับเยาวชนออกไปอย่างกว้างขวางไปในระดับนานาชาติ เสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์และความร่วมมือกันในการสร้างสังคมโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยมีหลายหน่วยงานในหลายๆ ประเทศ มีการจัดการแข่งขันฝึกกระบวนการคิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ภายใต้งาน “World Green Mech Contest”

ปีนี้โครงการจัดการแข่งขันการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน Problem-based learning (PBL)  Thailand Green Mech Contest 2023 ได้ดำเนินการจัดการแข่งขันขึ้นโดยการส่งผลงานรอบแรกในรูปแบบ Online ซึ่งมีโรงเรียนทั่วประเทศส่งผลงานเข้าแข่งขัน จำนวน 73 ทีม และผ่านเข้ารอบคัดเลือก เพื่อค้นหาตัวแทนไปแข่งขันที่ประเทศไต้หวัน มีดังนี้ (1) Green Mech Advance จำนวน 15  ทีม (2) Robot For Mission จำนวน  8  ทีม และ (3) Green Mech JR. Science จำนวน 5 ทีม รวมจำนวนทีมที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือกทั้งสิ้น 31 ทีม ในแต่ละระดับการแข่งขัน ทีมชนะเลิศ ของการแข่งขันการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน Problem-based learning (PBL) Thailand Green Mech Contest จะได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนไปแข่งขันที่ประเทศไต้หวัน ในวันที่ 3 สิงหาคม 2566

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม  มจพ. ขอเชิญชมการแข่งขันการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน Problem-based learning (PBL) Thailand Green Mech contest 2023 ในวันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม 2566   หอประชุมคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 

ขวัญฤทัย ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Metro Connect ร่วมมือ OpenText จัดงานแนะนำ Cybersecurity Solutions

บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด ร่วมกับ OpenText จัดงาน “Defend Your Network and Protect Your Data with Layered Security”  ใน วันที่ 16 พฤษภาคม 2566 ณ.โรงแรม Nikko Bangkok ชั้น ห้องสึบากิ โดย คุณวรัชญ์ รัตนธรรมมา (คนที่หนึ่งจากขวา),  Assistant Vice President บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และมีผู้เชี่ยวชาญบรรยายโซลูชั่นต่างๆ ดังต่อไปนี้ 

Mr. Ong Tee Kok (คนที่สองจากซ้าย), Channel Leader, South East Asia จากบริษัท OpenText  บรรยายในห้วข้อ “Defend your Network and Protect your Data with Layered Security” โดยนำเสนอ Solution ในการปกป้องเครือข่าย และข้อมูลด้วยการรักษาความปลอดภัยหลายชั้น โดยใช้วิธีต่างๆ เพื่อเพิ่มความเสถียร และความปลอดภัยให้กับเครือข่าย และข้อมูล ซึ่งการรักษาความปลอดภัยหลายชั้นจะเพิ่มความมั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต และจะป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีโจมตีหรือทำลายข้อมูล โดยหลักการป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาตแบ่งออกเป็น ระดับหลักๆ คือ:

   (1) การป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาตโดยทั่วไป (Identity and Access Management) – กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงของผู้ใช้งานในระบบ โดยใช้ OpenText – NetIQ

   (2) การป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาตด้วยการเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption) – เป็นการเข้ารหัสข้อมูลที่ส่งผ่านเครือข่าย เพื่อป้องกันการถูกดักจับและถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยใช้ OpenText – Voltage

   (3)  การป้องกันและควบคุมความปลอดภัยของแอปพลิเคชัน (Application Security) – จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยและความผิดพลาดของแอปพลิเคชันได้เป็นอย่างดี โดยใช้ OpenText – Fortify

คุณปรัชญา สินทอง (คนที่หนึ่งจากซ้าย), Presales Specialist จาก บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด ได้สาธิตโซลูชั่นการทำงานในหัวข้อดังนี้

– Source Code Review and Software Composition Analysis เป็นการตรวจสอบความถูกต้อง และความปลอดภัยของรหัส โดยผู้ตรวจสอบจะตรวจสอบหลักการเขียนรหัสที่กำหนดไว้ เพื่อวิเคราะห์และตรวจสอบส่วนประกอบภายในของซอฟต์แวร์

– Password Management with Multi Factor Authentication ใช้วิธีการที่ปลอดภัยมากขึ้นในการจัดการ และใช้งานรหัสผ่านเพื่อเข้าถึงระบบหรือบัญชีต่างๆ

– Data Protection using Format Preserving Encryption แนะนำเทคนิคการเข้ารหัสข้อมูลที่ช่วยให้สามารถรักษาโครงสร้าง และรูปแบบของข้อมูลเดิมในขณะที่ทำการเข้ารหัส

ทั้งนี้ บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด หรือ MCC เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OpenText โดยได้รับความไว้วางใจให้เป็นส่วนหนึ่งในการขยายตลาดสู่บริษัทคู่ค้า เพื่อตอบสนองความต้องการด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการช่วยเหลือ และส่งต่อความรู้ความชำนาญให้แก่บริษัทคู่ค้า เพื่อพัฒนา และต่อยอดโซลูชั่นที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม หรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ติดต่อฝ่ายการตลาด โทร.02-0894880 อีเมล์ mktmcc@metroconnect.co.th Website: https://www.metroconnect.co.th/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เตรียมจัดงาน Innovation Summit Bangkok 2023 เพื่อให้ภาคธุรกิจมุ่งสู่การลดคาร์บอน เร่งสู่ทางลัด Net Zero

กรุงเทพฯ 24 พฤษภาคม 2566 –  ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น สำหรับการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ปักหมุดจัดงาน Innovation Summit Bangkok 2023 งานเดียวที่ครบครันด้านเทคโนโลยีสำหรับการสร้างความยั่งยืน สำหรับองค์กรที่มีเป้าหมายไปสู่ความเป็น Carbon Neutral และ Net Zero พร้อมพบกับกรณีศึกษาจากองค์กรกรชั้นนำระดับประเทศ ที่จะมาร่วมแชร์กลยุทธ์ในเส้นทางไปสู่ความยั่งยืน พร้อมเผยประเด็นสำคัญที่สนับสนุนเส้นทางเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ Net Zero

Innovation Summit Bangkok เป็นงานสำคัญระดับโลกของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 6  กรกฎาคม 2566  เพื่อจัดการกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลกและเพื่อแนะแนวทางให้ลูกค้า คู่ค้า หน่วยงานที่กำกับดูแล รวมไปถึงผู้กำหนดนโยบายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วเพื่อกำจัดคาร์บอนในเศรษฐกิจประเทศไทยในทศวรรษนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสกับนวัตกรรมดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค รวมไปถึงการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางขององค์กรระดับท็อปของประเทศในการนำพาองค์กรไปสู่ความยั่งยืน

สเตฟาน นูสส์ ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย เมียนมา และลาว ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่า “Innovation Summit Bangkok ของเรา เป็นงานใหญ่ที่รวมนวัตกรรมดิจิทัลด้านการบริหารจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ตั้งแต่ บ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ โรงงาน เครื่องจักร โครงข่ายไฟฟ้า ทุกโซลูชั่นและผลิตภัณฑ์ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์องค์กรที่ต้องการมุ่งเน้นสู่ความยั่งยืน ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และช่วยโลกลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อหยุดอุณหภูมิของโลกไม่ให้ร้อนขึ้นไปอีก

สำหรับไฮไลต์ ในงาน Innovation Summit Bangkok 2023 ได้แก่ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน

  • Homes of the Future ตั้งแต่โซลูชั่นสำหรับบ้านเริ่มจากเบรกเกอร์ สวิตช์ ไปจนถึงโฮมออโตเมชั่น EV Chargerสำหรับบ้าน ที่จะเปลี่ยนบ้านธรรมดาให้เป็นบ้านลดคาร์บอนได้
  • Buildings of the Future โซลูชั่นอาคารยุค 4.0 ช่วยให้อาคารทั้งเก่า หรือใหม่ให้เป็นอาคารสีเขียว ต่อยอดการลดคาร์บอน ปูหนทางไปความเป็นกลางทางคาร์บอน และ Net Zero ด้วย ระบบการจัดการอาคาร (BMS) ช่วยให้สามารถตรวจสอบควบคุมและเพิ่มประสิทธิภาพอาคาร ได้แบบรวมศูนย์ พร้อมพบกับ EV Charger สำหรับอาคาร สุดล้ำ และโซลูชั่นอื่นๆ อีกมากมาย
  • Data Centers of the Future โซลูชั่นสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยั่งยืน และเพิ่มประสิทธิภาพของดาต้าเซ็นเตอร์ พบโซลูชั่นตั้งแต่การเริ่มสร้าง ไปจนถึงการใช้งานที่มุ่งไปสู่ความยั่งยืน รวมไปถึงเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์ ยูพีเอส และโซลูชั่นอื่นๆ อีกมากมาย
  • Industries of the Future โซลูชั่นโรงงานและเครื่องจักร ช่วยเปลี่ยนโรงงานธรรมดาให้เป็นสมาร์ทแฟคทอรี่ เพิ่มประสิทธิภาพให้กระบวนการทั้งหมด ผสานพลังจาก AI และระบบอัตโนมัติ ให้ความยืดหยุ่น ประหยัดพลังงาน และที่สำคัญสร้างความยั่งยืน อาทิ ระบบลำเลียงเพื่อผลิตสินค้าอัจฉริยะ หุ่นยนต์อัจฉริยะที่ช่วยในการจัดเก็บสินค้า ระบบ PLC ระบบสั่งการดำเนินงานทางไกล และระบบอื่นๆ อีกมากมาย
  • Grids of the Future พบกับโซลูชั่นช่วยในการบริหารจัดการพลังงาน และกริด อัจฉริยะในแบบครบวงจร ทั้งซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์ สวิตช์เกียร์รุ่นใหม่ล่าสุดแบบโมดูลาร์ SM AirSeT ไร้สาร SF6 ที่ส่งผลต่อสภาวะโลกร้อน

“งาน Innovation Summit Bangkok มุ่งเน้นการนำเสนอนวัตกรรมของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่เสมือนเป็นดีเอ็นเอเพื่อเป็นแนวทางช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถทำตามเป้าหมายด้านนโยบายความยั่งยืนได้ ด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ผ่านเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการขจัดคาร์บอนในอาคาร การขนส่ง และอุตสาหกรรม เพื่อไปสู่เป้าหมายในการจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส โดย ชไนเดอร์ อิเล็คทริค สามารถให้คำปรึกษา ในการผสานรวมทั้งเรื่องการวางแผนเชิงกลยุทธ์และการกำหนดเป้าหมายด้วยการติดตั้งโซลูชั่นที่ได้รับการพิสูจน์ในเรื่องของประสิทธิภาพมาแล้ว เพื่อมอบผลลัพธ์ที่ยั่งยืนอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม จะช่วยให้องค์กรสามารถก้าวไปสู่การดำเนินการสู่ความยั่งยืนได้เร็วยิ่งขึ้น” สเตฟานกล่าวทิ้งท้าย

สามารถสัมผัสนวัตกรรมดิจิทัล และงานสัมมนาที่มีผู้นำองค์กรระดับแถวหน้าของประเทศที่จะให้แนวคิดนำพาองค์กรไปสู่ความยั่งยืน ได้ในงาน Innovation Summit Bangkok 2023 ใน วันที่ 5-6 กรกฎาคม 2566 ณ Grand Hall ชั้น 2, ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ลงทะเบียนได้แล้ววันนี้

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เผย 10 เทรนด์เทคโนโลยีสำคัญต่อภาครัฐ ประจำปี 2566

ผู้บริหารไอที (CIO) ควรใช้เทรนด์เหล่านี้ปรับองค์กรรัฐให้ทันสมัย (Modernization) มีข้อมูลเชิงลึก (Insights) และเปลี่ยนผ่านให้ทันโลก (Transformation)

กรุงเทพฯ 23 พฤษภาคม 2566  การ์ทเนอร์เผย 10 แนวโน้มเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อกิจการภาครัฐในปี 2566 เป็นแนวทางให้ผู้นำองค์กรภาคสาธารณะเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านและเตรียมพร้อมไปสู่รัฐบาลหลังยุคดิจิทัล (หรือ Post-Digital Government) และมุ่งที่เป้าหมายของภารกิจทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง

อาร์เธอร์ มิคโคลีท ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ความวุ่นวายทั่วโลกและการหยุดชะงักทางเทคโนโลยีในปัจจุบันไม่เพียงแต่กำลังกดดันรัฐบาลให้ต้องหาทางออกเพื่อปรับสมดุลระหว่างโอกาสและความเสี่ยงทางดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังให้โอกาสสำคัญอีกหลายอย่างสำหรับเปลี่ยนแปลงรัฐบาลดิจิทัลไปสู่ยุคถัดไป ซึ่งผู้บริหารไอทีภาครัฐฯ ต้องแสดงให้เห็นว่าการลงทุนดิจิทัลของพวกเขานั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่กลยุทธ์ทั่ว ๆ ไป ในขณะที่ยังต้องเดินหน้าปรับปรุงการส่งมอบบริการและรับมือกับผลกระทบต่าง ๆ ที่มีต่อภารกิจหลัก”

ผู้บริหาร CIO ภาครัฐฯ ควรพิจารณาผลกระทบของแนวโน้มเทคโนโลยีต่อไปนี้ (ดูรูปที่ 1) ที่มีต่อองค์กร และนำมาปรับใช้เป็นข้อมูลเชิงลึกเพื่อพิจารณารูปแบบการลงทุนพร้อมปรับปรุงความสามารถทางธุรกิจ บรรลุภารกิจสำคัญของผู้นำและสร้างองค์กรรัฐที่พร้อมสำหรับอนาคตยิ่งขึ้น


รูปที่
 1 แนวโน้มเทคโนโลยีภาครัฐ ประจำปี 2566 โดยการ์ทเนอร์

Adaptive Security

การ์ทเนอร์คาดว่า ในปี 2568 75% ของผู้บริหาร CIO ในองค์กรภาครัฐจะมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อการรักษาความปลอดภัยนอกเหนือจากในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไอที ประกอบด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของการปฏิบัติงานต่าง ๆ รวมถึงเทคโนโลยีที่แวดล้อมภารกิจสำคัญขององค์กร การผสานรวมข้อมูลองค์กร ความเป็นส่วนตัว ซัพพลายเชน ระบบไซเบอร์และกายภาพ (Cyber-Physical Systems หรือ CPS) และระบบคลาวด์ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างบูรณาการ โดยผู้บริหาร CIO ควรเชื่อมโยง Adaptive Security ให้มีขอบเขตกว้างขึ้นไปถึงนวัตกรรมดิจิทัล การทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ และเป้าหมายในการสร้างความยืดหยุ่นขององค์กรมากยิ่งขึ้น

Cloud-Based Legacy Modernization

รัฐบาลของประเทศที่เป็นผู้นำอยู่ในความกดดันให้รื้อระบบเก่า ระบบแบบไซโลต่าง ๆ และการจัดเก็บฐานข้อมูล เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไอทีและแอปพลิเคชันให้ทันสมัย รวมถึงเพื่อให้มั่นใจว่าบริการภาครัฐมีความยืดหยุ่นมากขึ้น CIO สามารถใช้กลยุทธ์การจัดหาที่ยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนได้ (Adaptive Sourcing Strategies) เพื่อระบุขอบเขตที่รูปแบบ “As-A-Service” จะไปช่วยจัดสรรทรัพยากรภายในและจัดลำดับความสำคัญของภารกิจ การ์ทเนอร์คาดว่าภายในปี 2568 กว่าครึ่งของงานที่ต้องทำขององค์กรภาครัฐฯ มากกว่า 75% จะใช้ผู้ให้บริการคลาวด์แบบไฮเปอร์สเกล

Sovereign Cloud

ความปั่นป่วนทั่วโลก ตลอดจนความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและการเข้าถึงข้อมูลของรัฐบาลที่เกินขอบเขต ส่งผลให้มีความต้องการอธิปไตยบนคลาวด์ (Sovereign Cloud) มากขึ้น รัฐบาลมีความพยายามมากขึ้นเพื่อเข้าถึงข้อมูลที่เปิดเผยในขอบเขตจำกัดและโครงสร้างพื้นฐาน โดยใช้อำนาจศาลและการเข้าถึงข้อมูลของรัฐบาลต่างประเทศ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2568 มากกว่า 35% ของแอปพลิเคชันรัฐรุ่นเก่า ๆ จะถูกแทนที่ด้วยโซลูชันต่าง ๆ ที่พัฒนาด้วยแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันแบบ Low-Code และดูแลโดยทีมงานแบบผสมผสาน (Fusion Team)

Hyperautomation

การ์ทเนอร์ ระบุว่าภายในปี 2569 องค์กรภาครัฐ 60% จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบอัตโนมัติในกระบวนการทำงานของรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 35% ในปี 2565 โดยการริเริ่มโครงการไฮเปอร์ออโตเมชั่น (Hyperautomation) ใหม่ ๆ จะช่วยสนับสนุนการทำงานและกระบวนการไอทีภาครัฐ สำหรับการให้บริการสาธารณะที่เชื่อมต่อและลื่นไหลแก่ประชาชน โดย CIO ต้องจัดแนวคิดโครงการอัตโนมัติใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับความสำคัญในปัจจุบันในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล ขณะเดียวกันยังต้องจัดสรรค่าใช้จ่ายการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

AI for Decision Intelligence

ภายในปี 2567 การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า 60% ของการลงทุนกับเอไอและการวิเคราะห์ข้อมูลของรัฐบาลจะส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจและผลลัพธ์การปฏิบัติงานแบบเรียลไทม์ โดยเอไอเพื่อการตัดสินใจอย่างชาญฉลาด (AI For Decision Intelligence) ช่วยให้รัฐบาลตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ  ทันท่วงทีในระดับที่เหมาะสม ซึ่ง CIO ต้องพร้อมสำหรับการนำเอไอมาใช้อย่างแพร่หลายโดยตรวจสอบให้มั่นใจว่ามีข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจและเป็นไปตามหลักการกำกับดูแลของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ

Data Sharing as a Program

การใช้ข้อมูลร่วมกัน (Data sharing) ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ขององค์กรภาครัฐ นั้นยังไม่เพียงพอต่อความต้องการสำหรับการนำข้อมูลมาใช้และวิเคราะห์ ภายในสิ้นปี 2566 นี้ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า 50% ขององค์กรภาครัฐจะจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบภารกิจด้านแบ่งปันข้อมูลอย่างจริงจัง รวมถึงมาตรฐานโครงสร้างข้อมูล คุณภาพและทันเวลา ซึ่ง CIO ควรโฟกัสไปที่เป้าหมายที่เป็นมูลค่าเพิ่มมาและวัตถุประสงค์ของภารกิจในช่วงกำลังพัฒนาโครงการ Data-Sharing

Total Experience หรือ TX

ภายในปี 2569 แนวทางการสร้างประสบการณ์ภาพรวมของรัฐบาล (Total Experience หรือ TX) จะลดความคลุมเครือในกระบวนการทำงานลงถึง 90% ขณะเดียวกันยังเพิ่มมาตรวัดความพึงพอใจทั้งประสบการณ์ของประชาชนหรือผู้ใช้บริการภาครัฐ (CX) และประสบการณ์ของพนักงานหรือข้าราชการ (EX) ขึ้นถึง 50% โดย TX ช่วยสร้างการทำงานร่วมกันและสอดคล้องกันระหว่าง CX, EX, Multi-Experience (MX) และประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) ที่แต่เดิมแยกกันอยู่ เพื่อสนับสนุนการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันของรัฐบาล CIO สามารถช่วยลดแรงเสียดทานของประสบการณ์ต่าง ๆ โดยเชื่อมโยงองค์ประกอบ (Mapping) จำลองภาพเสมือน (Visualizing) และออกแบบการเดินทางของประสบการณ์ (Journeys) แก่ประชาชนและพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นใหม่

Digital Identity Ecosystems

การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2567 มากกว่า 1 ใน 3 ของหน่วยงานภาครัฐระดับประเทศจะใช้วอลเล็ตแบบระบุอัตลักษณ์บุคคล โดยรัฐบาลกำลังเผชิญกับความรับผิดชอบรูปแบบใหม่ของการระบุอัตลักษณ์ดิจิทัลผ่านระบบนิเวศต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ (หรือ Emerging Digital Identity Ecosystems) ที่ยังมาพร้อมกับความคาดหวังว่าระบบต้องมีความปลอดภัย มีนวัตกรรมทันสมัย และสามารถนำไปใช้ในภาคส่วนอื่น ๆ รวมถึงการเดินทางข้ามพรมแดน ซึ่งหากภาครัฐต้องการบรรลุเป้าหมายนี้ ต้องทำให้ข้อมูลอัตลักษณ์ดิจิทัลที่มีความสำคัญสูงนี้เข้าถึงได้ง่ายและสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายหลากหลายที่เป็นผู้ใช้ปลายทางรวมถึงผู้ให้บริการต่าง ๆ

Case Management as a Service (CMaaS)

การบูรณาการของบริการภาครัฐขึ้นอยู่กับการออกแบบและพัฒนาโซลูชั่นการจัดการเป็นกรณี (Case Management) ให้เป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถประกอบรวมกันได้ ที่สามารถแชร์ไปยังโครงการ หน่วยงาน และภาคส่วนในระดับต่าง ๆ ของรัฐบาลได้ การ์ทเนอร์คาดว่าภายในปี 2567 หน่วยงานรัฐฯ ที่ใช้แนวทางการจัดการแบบประกอบกัน (หรือ Composable Case Management) จะปรับใช้ฟีเจอร์ใหม่ได้เร็วกว่าหน่วยงานอื่นที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกันถึง 80% โดย CIO ควรแสดงให้เห็นถึงการบรรลุเป้าหมายทั้งในแง่ผลลัพธ์ การทำงานร่วมกัน หรือการใช้โปรแกรมการทำงานได้อย่างผสมผสาน

Composable Government Enterprise

รัฐบาลสามารถประสบความสำเร็จและทลายกรอบการทำงานแบบเก่า ระบบทำงานไซโล และรูปแบบการเก็บข้อมูลได้ โดยใช้สถาปัตยกรรมที่สามารถนำมาประกอบกันได้ (Composable Architecture) ซึ่งการปรับปรุงพัฒนาและเพิ่มความทันสมัยให้กับระบบอย่างต่อเนื่องสามารถทำได้โดยการนำวิธีการแบบโมดูลาร์ (ที่แยกเป็นส่วน ๆ และนำมาประกอบเข้าด้วยกันได้) มาใช้กับสถาปัตยกรรมแอปพลิเคชัน และใช้ความสามารถของระบบอัตโนมัติและแมชชีนเลิร์นนิ่งที่พัฒนารุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

เกี่ยวกับ Gartner for Information Technology Executives

Gartner for Information Technology Executives นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ได้จริงแก่ผู้บริหารและผู้นำด้านไอที สำหรับช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ขับเคลื่อนองค์กรก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ ชมข้อมูลเพิ่มเติมคลิก www.gartner.com/en/information-technology.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

HID เปิดตัว Seos® บัตรเข้า-ออกอาคาร ทำด้วยไม้ไผ่จากแหล่งที่ยั่งยืน

กรุงเทพ – 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 – HID ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการระบุตัวตน เปิดตัวบัตรเข้าออกอาคารรุ่น Seos® Bamboo™ ผลิตจากไม้ไผ่ซึ่งมีแหล่งที่มาและผ่านกระบวนการที่ยั่งยืน ปราศจากพลาสติกพีวีซี บัตรดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชั่นเพื่อความปลอดภัย Seos® ที่ได้รับรางวัลของ HID และเป็นบัตรรุ่นแรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Eco Cards™

ไม้ไผ่ที่นำมาใช้ ผ่านการรับรองมาตรฐาน FSC® จากองค์กร Forestry Stewardship Council® (FSC®) ซึ่งเป็นการรับประกันว่า มีแหล่งที่มาจากป่าไม้ที่บริหารจัดการอย่างมีความรับผิดชอบ และเกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ

รายงานทางการตลาดล่าสุด รวมถึงรายงานของอุตสาหกรรมด้านความปลอดภัยและการยืนยันตัวตนของ HID ระบุว่า องค์กรส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเรื่องสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนเป็นอันดับต้นๆ จึงได้หันไปใช้วัสดุหมุนเวียนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกเหนือจากการลดการใช้พลังงานและการลดการเกิดของเสีย

การเปิดตัวบัตรเข้าออกอาคารที่มีความปลอดภัยสูงซึ่งผลิตจากไม้ไผ่ของ HID ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นพัฒนาด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยและประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า ไม้ไผ่เป็นทรัพยากรหมุนเวียนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ใช้น้ำและยาฆ่าแมลงน้อยกว่าวัสดุที่ใช้ทำบัตรแบบเดิมๆ

Martin Huddart รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจ Physical Access Control ของ HID กล่าวว่า “HID มีความพยายามที่จะนำเสนอตัวเลือกอื่นเพื่อทดแทนบัตรยืนยันตัวตนแบบพลาสติกตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยได้เปิดตัว HID Mobile Access®  หรือระบบเข้าออกอาคารโดยใช้โทรศัพท์มือถือ บัตร Seos® Bamboo™ จึงเป็นตัวเลือกเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนภายในระบบนิเวศการเข้าออกอาคาร เพราะช่วยให้ห่วงโซ่คุณค่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในพื้นที่ที่ยังต้องใช้บัตรยืนยันตัวตนเพื่อการเข้าออกอาคาร

บัตร Seos® Bamboo™ ยังสนับสนุนองค์กรที่ต้องการการรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียว ซึ่งรวมถึง มาตรฐาน LEED (ความเป็นผู้นำด้านการออกแบบที่อนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม หรือ Leadership in Energy and Environmental Design) ที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ มาตรฐาน BREEAM ของอังกฤษ (Building Research Establishment Environmental Assessment Method) และการรับรองมาตรฐาน Zero Waste to Landfill (การบริหารจัดการขยะฝังกลบเป็นศูนย์)

 

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตร Seos ที่ทำจากไม้ไผ่ได้ที่ visit the website.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม มจพ. จัดฝึกอบรมหลักสูตรบุคลากรสิ่งแวดล้อมประจำโรงงาน ประจำปี 2566

สำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดฝึกอบรมหลักสูตรบุคลากรสิ่งแวดล้อมประจำโรงงานประจำปี 2566 ฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรม กรุงเทพฯ และศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์เพื่ออุตสาหกรรม ระยอง โดยวัตถุประสงค์ เพื่อให้โรงงานตามรายการที่กำหนด ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง การกำหนดชนิดและขนาดของโรงงาน กำหนดวิธีการควบคุมการปล่อยของเสีย มลพิษ หรือสิ่งใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กำหนดคุณสมบัติของผู้ควบคุมดูแล ผู้ปฏิบัติงานประจำ และหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียน ผู้ควบคุมดูแลสำหรับระบบป้องกันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ พ.. 2545  และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) .. 2554  ต้องมีบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมประจำโรงงานตามที่กำหนด   หลักสูตรบุคลากรสิ่งแวดล้อมประจำโรงงาน  ประจำปี 2566  มีรายละเอียดดังนี้

1) ศูนย์ฝึกอบรม กรุงเทพฯ 

รุ่นที่  1 วันที่ 17-21 กรกฎาคม 2566 หลักสูตรผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษอากาศ 5 วัน ค่าธรรมเนียม  6,500 บาท

รุ่นที่ 1 วันที่ 23-25 สิงหาคม 2566 หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานประจำระบบมลพิษกากอุตสาหกรรม 3 วัน ค่าธรรมเนียม 4,500 บาท

รุ่นที่ 1 วันที่ 4-8 กันยายน 2566 หลักสูตรผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษกากอุตสาหกรรม 5 วัน ค่าธรรมเนียม 6,500 บาท

รุ่นที่ 1 วันที่ 18-20 ตุลาคม 2566 หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานประจำระบบบำบัดมลพิษน้ำ 3 วันค่าธรรมเนียม

4,500 บาท

2) ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์เพื่ออุตสาหกรรม ระยอง

รุ่นที่  1 วันที่ 12-14 มิถุนายน 2566 หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานประจำระบบบำบัดมลพิษอากาศ 3 วัน ค่าธรรมเนียม 4,500 บาท

รุ่นที่  1 วันที่ 17-21 กรกฎาคม 2566 หลักสูตรควบคุมระบบบำบัดมลพิษน้ำ 5 วัน ค่าธรรมเนียม 6,500 บาท

รุ่นที่ 1 วันที่ 23-25 สิงหาคม 2566 หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานประจำระบบมลพิษกากอุตสาหกรรม 3 วัน ค่าธรรมเนียม 4,500 บาท

รุ่นที่ 1 วันที่ 18-22 กันยายน 2566 หลักสูตรผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษอากาศ 5 วัน ค่าธรรมเนียม 6,500 บาท

รุ่นที่ 1 วันที่ 18-20 ตุลาคม 2566 หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานประจำระบบบำบัดมลพิษน้ำ 3 วัน ค่าธรรมเนียม 4,500 บาท

   คุณสมบัติผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้จัดการสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และเป็นพนักงานของโรงงานที่ดำรงตำแหน่งในระดับผู้จัดการซึ่งผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้ที่สนใจทั่วไปเกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อม  อบรมโดย วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ  ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม

สอบรายละเอียดได้ที่ สำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ชั้น 8 อาคารอเนกประสงค์ โทรศัพท์ :  0 2555 2000 ต่อ 2605 – 2621, 2626 โทรสาร : 0 2587 3766 อีเมล : info@itdi.kmutnb.ac.th หรือที่ www.facebook.com/itdi.kmutnb.ac.th และที่ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์เพื่ออุตสาหกรรม ระยอง  คุณยุวดี วิบูลย์จันทร์  โทรศัพท์ 08 1611 6445, 0 3862 700 ต่อ 5601, 5603

ขวัญฤทัย  ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ปัญหา Tech Talent ขาดแคลนจบแล้วจริงหรือ?

โดย เอ็มบูล่า เชิร์น ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ อิงค์

หลังจากการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากของบริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทำให้ผู้นำธุรกิจและเทคโนโลยีต่างสรุปว่า “ภาวะขาดแคลนบุคลากรไอทีที่มีทักษะสูง (หรือ Tech Talent Crunch)” นั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่สิ่งที่ปรากฏอาจเป็นเพียงภาพลวงตา ผลวิจัยล่าสุดของการ์ทเนอร์พบว่า 86% ของผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (CIOs) บอกว่าพวกเขากำลังเผชิญกับการชิงตัวบุคลากรที่มีคุณสมบัติอย่างที่ต้องการ และอีก 73% มีความกังวลกับประสิทธิภาพของบุคลากรไอทีที่ลดลง

ปัญหาขาดแคลน Tech Talent ยังมีอยู่ต่อไป

วิกฤติการขาดแคลนบุคลากรไอทียังไม่จบสิ้น เนื่องจากปัจจุบันยังมีอุปสงค์แรงงานด้านนี้มากกว่าอุปทานที่มีอยู่ในตลาดเป็นอย่างมาก การ์ทเนอร์คาดว่าปัญหานี้จะส่งผลกระทบลากยาวไปถึงปี 2569 เป็นอย่างน้อย สอดคล้องกับปริมาณการใช้จ่ายด้านไอทีตามที่คาดการณ์

พนักงานที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเลิกจ้างจำนวนมากนั้นอยู่ในสายงานธุรกิจไม่ใช่สายเทคโนโลยีและงานด้านไอทียังมีโอกาสอยู่อีกมากนอกจากบริษัทในสายเทคโนโลยี สิ่งสำคัญเพื่อทำความเข้าใจปัญหาขาดแคลนแรงงานไอทีที่มีทักษะสูงอย่างแท้จริงคือต้องมองไปให้ไกลกว่ากลุ่มบริษัทเทคฯ

การปรับลดแรงงานจำนวนมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต่าง ๆ พยายามปรับให้ราคาหุ้นอยู่ในระดับที่เหมาะสมและเพื่อลดค่าใช้จ่ายตามโจทย์ของผู้ถือหุ้น แม้การเลิกจ้างเหล่านี้จะได้รับการชี้แจงว่าเป็นการปรับลดหลังเกิดการจ้างงานมากเกินความเป็นจริง แต่จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าการจ้างงานใหม่ไม่จำเป็นต้องได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้นการปลดพนักงานเมื่อไม่นานมานี้จะส่งผลกระทบทั้งต่อตัวพนักงานและโครงการใหม่ ๆ อย่างเป็นวงกว้าง ตามที่องค์กรหันไปให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์และบริการหลัก ๆ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดที่เจาะจงมากขึ้นแก่บริษัท ผลวิจัยการ์ทเนอร์พบว่าบริษัทที่อยู่เบื้องหลังการเลิกจ้างพนักงานที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่สุด 10 อันดับ ยังคงมีการจ้างงานรวมกว่า 150,000 คน ซึ่งมากกว่าเมื่อต้นปี 2563

เนื่องจากตลาดยังมีความผันผวนและแกว่งไปมาตามภาวะปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการปรับตัวรับมือกับการแพร่ระบาดที่มีอย่างต่อเนื่อง และการให้ความสำคัญของทักษะการทำงานที่เปลี่ยนไป สำคัญมากที่ผู้นำธุรกิจและสารสนเทศต้องไม่ตีความเหตุเลิกจ้างในปัจจุบันผิดไป แต่ภาวะขาดแคลน Tech Talent จะยังดำเนินต่อไปอีกนาน แม้ความผันผวนของตลาดในปัจจุบันจะบรรเทาลงไป

ใช้กลยุทธ์ดึงบุคลากรไอทีระดับท็อป 

ผู้นำเทคโนโลยีมีหน้าที่สร้างการเติบโตให้องค์กรด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ต้องมองให้ไกลกว่าข่าวการเลิกจ้างที่เข้ามารบกวนใจ เพื่อให้เห็นถึงสัญญาณต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในตลาด การขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ CIO กำลังสูญเสียพนักงานที่มีความสามารถเร็วกว่าที่จะว่าจ้างได้ทัน

โดยเฉพาะในส่วนงานหลัก เช่น วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science), วิศวกรรมซอฟต์แวร์ (Software Engineering) และ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ที่ตลาดยังขาดแคลนและแย่งชิงตัวกันอย่างหนัก และจะหนักเพิ่มมากขึ้นไปอีก ผู้นำไอทีต้องรับมือกับการแข่งขันเพิ่มขึ้นในกลุ่มบุคลากรที่มีความสามารถ และค่าจ้างก็จะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การมอบโอกาสการเติบโตทางดิจิทัลให้องค์กรนั้นจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อเข้าใจถึงภาวะขาดแคลน Tech Talent เมื่ออุปทานภาพรวมของแรงงานสายนี้ในตลาดเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยไม่กี่เปอร์เซ็นต์ CIO สามารถใช้โอกาสนี้เสริมความพยายามในการสรรหาบุคลากรของตน ถึงเวลาแล้วที่ CIO ต้องใช้กลยุทธ์เพื่อให้ได้มาซึ่งบุคลากรไอทีระดับท็อป แทนที่จะสรรหาไปตามกลไกตลาด

จะเก็บรักษาและดึงดูดใจคนเก่ง ๆ ได้อย่างไร 

CIO ต้องมีความตั้งใจจริงสำหรับนำแนวทางปฏิบัติที่ได้รับการพิสูจน์แล้วมาใช้ เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะสูงเข้ามาร่วมทำงานในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพตรงตามตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น ควรขยายขอบเขตการรับสมัครให้เจาะกลุ่มคนที่ไม่ได้ตั้งใจหางาน (Passive IT Candidates) หรือผู้สมัครงานที่มีงานทำอยู่ในปัจจุบันและไม่ได้มองหางานใหม่ แต่อาจเปิดรับโอกาสทางอาชีพที่ดีกว่าหากมีข้อเสนอที่น่าสนใจเข้ามา เนื่องจากแผนการจ้างงานด้านไอทีจำนวนมากถูกออกแบบมาเพื่อกำหนดเป้าหมายไปยังคนที่ตั้งใจหางาน (Active Job Seekers) มากกว่าคนที่ไม่ได้ตั้งใจหางาน จุดนี้ทำให้เสียโอกาสในการค้นหาผู้สมัครงานไอทีที่ครอบคลุมทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ

เพิ่มโครงการแนะนำพนักงาน (Employee Referral Programs) หรือการใช้ความฉลาดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นสองวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเฟ้นหาผู้สมัครงานแบบพาสซีพจากการค้นหาผ่านโซเซียลมีเดีย

ทักษะที่ไม่มีในตลาดแรงงานไอที สามารถหาได้จากการกำหนดเป้าหมายไปยังพนักงานที่ถูกเลิกจ้างในหมวดเทคโนโลยีใกล้เคียง และฝึกอบรมพวกเขาเพื่อเติมทักษะไอทีที่จำเป็น ตัวอย่างเช่น การหานักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientists) เป็นเรื่องยากมาก ๆ แต่ก็มีกลุ่มนักวิเคราะห์ธุรกิจและข้อมูล (Data and Business Analysts) จำนวนมากในตลาดแรงงานที่สามารถนำมาฝึกฝนทักษะทางเทคนิคเพิ่มเติมได้

CIO ควรทำงานร่วมกับทีมงานสรรหาบุคลากรเพื่อปรับคุณสมบัติที่ต้องการในประกาศหางาน และเพิ่มทักษะที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องการในตำแหน่งที่เปิดรับ

สุดท้ายแล้ว องค์กรที่สามารถปรับเปลี่ยนสิ่งที่ Tech Talent ให้คุณค่ามากที่สุดในการทำงานกับองค์กร (Employee Value Propositions หรือ EVP) จะได้รับประโยชน์จากโอกาสในตลาดได้ดีกว่าในการสร้างการเติบโตที่มุ่งเน้นและมีประสิทธิภาพ ซึ่งงานด้านไอทีในตลาดยังมีอยู่มาก โดยบริษัทที่ทำตามความคาดหวังของพนักงานไม่ได้อาจต้องพบกับการลาออกของพนักงานที่พร้อมลาออกทันทีเมื่อได้รับข้อเสนอที่ดีกว่า

ดังนั้นการมุ่งไปที่ปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าตอบแทน อาทิ ความยืดหยุ่นและโอกาสการเติบโตในสายงานจะสามารถปรับปรุง EVP ขององค์กรไอที เพื่อเอาชนะในสมรภูมิการแข่งขันด้านบุคลากรที่มีทักษะได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Exit mobile version