Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CADT DPU ร่วม ชสบ. จัดสัมมนา “อากาศยานไร้คนขับ (Drone) กับทิศทางการกำกับดูแลของไทย”

นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา มานนท์ คณบดีวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADTCollege of Aviation Development and Training ) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า ในช่วงเวลานี้ อุตสาหกรรมโดรน (Drone) หรือ อากาศยานไร้คนขับ เริ่มมีความสำคัญและมีการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture ) หรือ เกษตรอัจฉริยะ (Smart  Agriculture)  ด้านการทำแผนที่และการสำรวจ (Mapping & Survey) ด้านการเฝ้าระวังและตรวจสอบความปลอดภัย (Surveillance & Monitoring) ด้านการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน (Emergency Management) หรือการจัดการภัยพิบัติ (Disaster Management)  ด้านความบันเทิง (Entertainment) เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ใช้โดรนจำเป็นต้องมีความรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎหมายข้อบังคับ หรือ ระเบียบข้อจำกัดในการใช้ รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นต้น ดังกล่าวนี้ วิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน มธบ. (CADT) และชมรมสถาบันการศึกษาและบุคลากรด้านการรบินประเทศไทย (ชสบ.) เล็งเห็นความสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมโดรน จึงได้ร่วมกันจัดสัมมนา เรื่อง อากาศยานไร้คนขับ (Drone) กับทิศทางการกำกับดูแลของไทย  ในวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2566 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมสนม สุทธิพิทักษ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยการจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับ Drone และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาครัฐและภาคเอกชน ในการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ประโยชน์จาก Drone และเพื่อฉลองในโอกาสครบรอบ 55 ปี ของการสถาปนามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

หัวข้อสัมมนา ประกอบด้วย 1) ความเป็นมาและการพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Drone)”    วิทยากรโดย พลอากาศตรี บุญเลิศ อันดารา รองผู้บัญชาการ  โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช   2)  กฎหมายอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ของประเทศไทย  วิทยากร โดยนายสมชาย  พิพุธวัฒน์  ประธานชมรมสถาบันการศึกษาและบุคลากรด้านการบินประเทศไทย (อดีตอธิบดีกรมการบินพลเรือน)  และ  3)

แนวทางการกำกับดูแลการใช้งานอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ในประเทศไทย วิทยากร : นายฉัตรชัย  ปั่นตระกูล รักษาการผู้จัดการฝ่ายมาตรฐานอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน  สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

และ 4) อนาคตอากาศยานไร้คนขับ (Drone) กับเทคโนโลยีที่กำลังปฏิวัติโลก วิทยากร โดย นายจรรยวรรธน์  ชาติอนุลักษณ์ นายกสมาคมโดรนซอคเกอร์ประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ของ Drone มาโชว์ ภายในงานอีกด้วย

นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดสัมมนาเรื่องอากาศยานไร้คนขับ (Drone) กับทิศทางการกำกับดูแลของไทย ครั้งนี้ถือว่าเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ New Scurve ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต    แนวทางการกำกับดูแล (Regulation Scheme) การบริหารจัดการคลื่นความถี่ รวมไปถึงแนวทางการฝึกอบรมที่มีหลายระดับสอดคล้องกับมิติการประยุกต์ใช้งานโดรน ประเภทต่าง ๆ อีกด้วย  พร้อมกับรับฟังและระดมความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมโดรนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก้าวต่อไปของการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว ทั้งในบริบทการกำกับดูแลควบคู่ไปกับการส่งเสริม พัฒนา และการประยุกต์ใช้ ตลอดจนการสร้างมาตรฐานของอุตสาหกรรม   อากาศยานไร้คนขับ รวมทั้งผู้บังคับอากาศยานไร้คนขับ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอากาศยานไร้คนขับอีกด้วย

“ปัจจุบันโดรนมีบทบาทอย่างมาก ในการสัมมนา ชม.นี้ ผู้เข้าร่วมงานจะได้ความรู้มากมาย นอกจากเรื่องของกฎหมายแล้ว หน่วยงานที่กำกับดูแลก็จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้การใช้โดรนมีความชัดเจนมากขึ้น  การพัฒนาเทคโนโลยีของโดรนจะไปในทิศทางใดบ้างเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และเทคโนโลยีโดรนจะเข้ามาปฏิวัติโลกในมุมใดได้บ้าง ดังจะเห็นได้ว่าระบบโลจิสติกส์ในต่างประเทศมีการใช้โดรนส่งของในระยะใกล้ ๆ กันแล้ว รวมทั้งการนำโดรนมาใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร จะเป็นจริงได้เมื่อไหร่

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการออกบูธของผู้ประกอบการ มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาโชว์ โดยเฉพาะโรงเรียนนายเรืออากาศที่ชนะการแข่งขันโดรนจากต่างประเทศ รวมทั้ง Drone Academy จะมาสาธิตโดรนโชว์ในงานนี้ด้วย” นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา กล่าว

นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา กล่าวในตอนท้ายว่า ภายหลังการจัดงานจะได้นำองค์ความรู้ ประสบการณ์ รวมถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากผู้แทนหรือหน่วยงานต่าง ๆ ไปบูรณาการในการทำงานต่อไป โดยอนาคต ตั้งเป้าให้ CADT DPU เป็นศูนย์กลางทางด้านโดรน เป็น One Stop Service ภายใต้การดูแลของ สถาบันการบิน มธบ. (DPU Aviation Academy : DAA)  โดยมีการฝึกอบรมด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับโดรน เป็นต้น

สำหรับผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่  https://forms.gle/N3FXP6w5BsPCWtMb8


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ปี 2024 จะมีเทรนด์อะไรน่าจับตา? ร่วมอัปเดตเทรนด์กันที่งาน CREATIVE TALK CONFERENCE หนึ่งในงาน CTC2023 FESTIVAL

หลากหลายสารพัดคำถามเกี่ยวกับเทรนด์ความรู้ และธุรกิจสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น “ครีเอเตอร์เก่ง ๆ เขาคิดคอนเทนต์ยังไง?, เทรนด์ธุรกิจปี 2024 จะไปในทิศทางไหน, ไอเดียอะไร ที่ใช้พิชิตใจลูกค้า” เรารวบรวมคำตอบมาให้คุณแล้ว ในงาน CREATIVE TALK CONFERENCE งานอัปเดตเทรนด์ความรู้ และธุรกิจสร้างสรรค์แห่งปี 

งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ CREATIVE TALK CONFERENCE 2023 FESTIVAL เทศกาลอัปเดตเทรนด์ความรู้แห่งปี ที่รวมสปีคเกอร์ชั้นนำมากกว่า 100 คน เสวนากว่า 60 หัวข้อ จากแวดวง Creative, Marketing, Innovation, Entrepreneurship และ People โดย CTC2023 FESTIVAL จะจัดตั้งแต่วันที่ 22 – 24 มิถุนายน 2566 ที่ไบเทคบางนา

ในวันที่ 24 มิถุนายนนี้ มาวิเคราะห์เจาะลึกทุกไอเดีย สำรวจเทรนด์ธุรกิจใหม่ ๆ โดยผู้บริหารชั้นนำ พร้อมทั้งหมวดหมู่เนื้อหาใหม่ ๆ ที่จะมาเติมความสนุกให้ทุกคนใน Music, Film, Comedy และเซสชันเข้มข้นแบบเดิมที่ทุกคนไม่ควรพลาด!

  • From Zero to Hero 

โดย คุณวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงาน Corporate Strategy and Creation บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

  • Storytelling Canvas: เทคนิคการเล่าเรื่องที่ทุกคนก็ทำได้
    โดย คุณสุธีรพันธุ์ สักรวัตร Chief Customer Officer SCBX
  • Connecting the Dots: Uniting Generations เชื่อมโยงคนต่างวัยไม่เป็นคนห่างไกล
    โดย คุณพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ CEO at Show No Limit and Host of #beartai Tech Contents
  • ThinkBowl Cinema วงสนทนาที่จะพาคนฟังไปรู้จักเรื่องราว ของคนทำหนัง
    โดย คุณวรรณแวว หงษ์วิวัฒน์ ผู้กำกับ เธอกับฉันกับฉัน, คุณฐาปณี หลูสุวรรณ ผู้กำกับ Blue Again และคุณเอกลักญ กรรณศรณ์ BrandThink Cinema และผู้กำกับ RedLife
  • Creating by Human Production by AI สร้างสรรค์ด้วยมนุษย์สรรสร้างด้วย AI
    โดย คุณกอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร President, AIEAT. และคุณฐิติพันธ์ ทับทอง Executive Creative Director at Brilliant&Million and NFT Specialist (Flipped Face) 
  • The Future of Investment
    โดย คุณชัชวาลย์ วัฒนะโชติ Influencer นักลงทุน เจ้าของช่อง Kim Property Live
  • How to use marketing psychology to enhance customer experience. สร้างประสบการณ์ลูกค้าด้วยจิตวิทยาการตลาด
    โดย คุณมัณฑิตา จินดา Founder and Managing Director of Digital Tips Academy

ไม่เพียงแค่นั้น ภายในงานยังมีเนื้อหาอัปเดตเทรนด์ และการแชร์เทคนิคคิดสร้างสรรค์ ให้ได้เลือกฟังอย่างจุใจตลอดทั้งวัน

งาน CREATIVE TALK CONFERENCE จัดวันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน 2566 ณ BITEC Bangna ดูรายละเอียดงานเพิ่มเติม https://www.ctc2023.com หรือทักสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Inbox เพจ CREATIVE TALK และซื้อบัตรได้ที่ https://bit.ly/45KKiyG

#APTHAI #CTC2023FESTIVAL #Festival #MandalaAI #OceanSkyNetwork #MITCON2023 #ContentShifu #QGEN #CREATIVETALK #TheNextBigThings


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มข.เปิดคลินิก AI ตัวช่วยนักวิจัย-เสริมทักษะอาชีพนักศึกษายุคดิจิทัล

สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดตัวคลินิก AI แนะนำการใช้เครื่องมือ Generative AI และชุดคำสั่งสำหรับนักวิจัย ทั้ง SciSpace, ChatPDF, ChatGPT หรือ Alisa ตัวช่วย นักวิจัย-เสริมทักษะอาชีพนักศึกษายุคดิจิทัล ไม่ให้ถูก Disruption ด้วย AI

แม้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะเกิดขึ้นมานาน แต่กระแสของเครื่องมือ Generative AI อย่าง Chat GPT ที่เปิดตัวเพียง 5 วัน ก็มีผู้ใช้งานแตะ 1 ล้านคน สะท้อนถึงความนิยมการใช้งาน AI ในยุคปัจจุบันได้อย่างชัดเจน ไม่นับเครื่องมืออื่น ๆ ที่บริษัทเทคโนโลยีต่างพัฒนาขึ้นจนกลายเป็นสงคราม AI ที่ร้อนแรงและสะเทือนไปทุกวงการ

รศ.ดร.กานดา สายแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ก้าวหน้ามากขึ้นในช่วงปีหลังนี้เนื่องมาจาก พลังคำนวณที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่ถูกสร้างขึ้นทุกวินาที ผนวกกับความก้าวหน้าในอัลกอริทึม การวิจัยแบบเปิดเผยและร่วมมือกัน การลงทุนและความสนใจจากอุตสาหกรรม และความก้าวหน้าเทคโนโลยีในสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น การประมวลผลภาษาธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือ Generative AI เป็นเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่ใช้และพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างสรรค์สิ่งของต่าง ๆ ออกมาในลักษณะที่คล้ายคลึงกับสิ่งของที่ถูกสร้างโดยมนุษย์ ซึ่งสามารถสร้างข้อมูลใหม่โดยอิงตามแบบลักษณะของข้อมูลที่ได้รับการฝึกสอนมาก่อนหน้านั้นได้ เครื่องมือ Generative AI สามารถสร้างรูปภาพ (image), เสียง (audio), ข้อความ (text) และสิ่งอื่น ๆ ได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน  ซึ่งปัจจุบันเครื่องมือ Generative AI สามารถนำมาใช้ได้งานได้จริงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์

มข.เสริมอาวุธ นศ.ไม่ให้ถูก Disruption ด้วย AI

สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้เปิดคลินิก AI ขึ้น เพื่อบริการให้คำแนะนำการใช้เครื่องมือ Generative AI และชุดคำสั่งสำหรับนักวิจัย โดยเบื้องต้นให้บริการ SciSpace, ChatPDF, ChatGPT, Alisa และ Alisa ในแต่ละวัน จะมี Prompt Librarian แนะนำการใช้เครื่องมือ Generative AI เหล่านี้เพื่อจะเป็นตัวช่วยนักวิจัย อาจารย์ นักเรียน และนักศึกษา ทั้งช่วยอ่าน สรุปเนื้อหา วิเคราะห์ข้อดี ข้อด้อยของบทความ เสนอประเด็นวิจัยที่คาดไม่ถึง หรือตรวจสอบไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เพียงอัปโหลดไฟล์เข้าไปในเครื่องมือ AI ที่ต้องการ ซึ่งจะช่วยลดเวลาการทำงาน และอำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี และทำให้การทำวิจัยไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อและยุ่งยากอีกต่อไป

บางคนออกมาบอกว่าตกงานเพราะ AI และบริษัทหลายแห่งก็ต้องการพนักงานที่มีทักษะด้าน AI มหาวิทยาลัยขอนแก่นในฐานะผู้ผลิตบัณฑิต จึงต้องเสริมอาวุธให้นักศึกษา เพื่อไม่ให้ถูก Disruption ด้วย AI

แม้จะมีประโยชน์มหาศาล แต่ AI ก็ยังคงเป็นปัญญาที่ประดิษฐ์ขึ้น รศ.ดร.กานดา แนะนำว่า ข้อมูลที่เครื่องมือ Generative AI แสดงนั้นก็อาจไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง 100% มีการใช้คำบางภาษาที่ไม่สมบูรณ์ และบางเครื่องมือไม่มีแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ มนุษย์จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับข้อมูลที่ต้องการให้เครื่องมือ Generative AI สร้างขึ้น และต้องค้นคว้า วิเคราะห์เพิ่มเติมเพื่อให้ได้งานวิจัยที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ChatGPT 3.5 ยังเป็นรุ่นที่เก็บข้อมูลถึงเดือนกันยายน 2564 และยังมีปัญหาเกี่ยวกับการถามและตอบเป็นภาษาไทย แต่ล่าสุด มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ดำเนินการซื้อใบอนุญาต ChatGPT Plus ซึ่งใช้โมเดล ChatGPT 4 มาให้ผู้ใช้บริการคลินิก AI แล้ว ซึ่งจะใช้งานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในระบบภาษาไทย และมีเครื่องมือเสริม (Plug in) ที่ช่วยทำให้การทำงานยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Turnitin เครื่องมือช่วยอาจารย์ตรวจงาน นศ.

นอกจากนี้ น.ส.ยศยาดา สิทธิวงษ์ Prompt Librarian คลินิก AI สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่า ไม่เพียงให้ความรู้ด้านการใช้งานเครื่องมือ AI เท่านั้น แต่คลินิก AI ยังมีบริการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือ Turnitin ตรวจสอบบทความ หรืองานวิจัยที่ใช้ AI สร้างขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวช่วยครู และอาจารย์ในการตรวจงานนักเรียน นักศึกษาในยุคดิจิทัลควบคู่กันไป

“สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีคอร์ส Learning Program  ที่จะสอนวิธีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ AI ควบคู่ไปการเปิดคลินิก AI คอยให้คำปรึกษาแนะนำการใช้งาน AI รวมถึงเครื่องมือป้องกันการคัดลอกผลงานของบุคคลอื่นและเครื่องมือตรวจจับข้อความที่สร้างด้วย AI ในทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เพื่อให้บริการเชิงลึกอย่างครบวงจร”

สำหรับนักเรียน นักศึกษา อาจารย์ หรือบุคคลทั่วไปที่สนใจใช้บริการคลินิก AI สามารถเดินทางมาใช้บริการได้ที่สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในวันและเวลาราชการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือจองคิวเข้าใช้บริการโทร : 09-3592-2556 หรือผ่าน FB Chat Plugin ได้ที่ http://library.kku.ac.th และ e-mail : library.inbox@kku.ac.th  และเตรียมเข้าใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์เร็ว ๆ นี้

ข่าว : ผานิต ฆาตนาค


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผลสำรวจการ์ทเนอร์เผยผู้บริหาร 45% ระบุตรงกันว่า ChatGPT กระตุ้นการลงทุน AI เพิ่มขึ้น

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 6 มิถุนายน 2566 – การ์ทเนอร์ อิงค์ เผยผลสำรวจของผู้นำธุรกิจกว่า 2,500 ราย โดย 45% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าความร้อนแรงของ ChatGPT กระตุ้นให้พวกเขาเพิ่มการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ 70% ของผู้ตอบแบบสำรวจบอกว่าองค์กรของตนอยู่ในช่วงของการสำรวจและศึกษาเทคโนโลยี Generative AI ขณะที่ 19% นั้นอยู่ในช่วงของการทดลองหรือในช่วงของการผลิต

ฟราสซิส คารามูซิส รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ความร้อนแรงของเทคโนโลยี Generative AI ไม่มีทีท่าลดลง โดยองค์กรต่าง ๆ กำลังขบคิดอย่างหนักว่าจะจัดสรรงบประมาณให้กับโซลูชัน Generative AI แค่ไหน จะเลือกลงทุนกับผลิตภัณฑ์ใดถึงจะคุ้มค่า และจะเริ่มใช้งานจริงจังเมื่อใด รวมถึงเรียนรู้วิธีการลดความเสี่ยงที่มาพร้อมเทคโนโลยีนี้”

แบบสำรวจนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดเว็บบินาร์ของการ์ทเนอร์ช่วงระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน 2566 โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 2,544 ราย ที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของ ChatGPT และ Generative AI ในภาคองค์กร ซึ่งผลสำรวจนี้ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ข้อมูลระดับโลกหรือภาพรวมของตลาด

ผู้บริหารชี้ Generative AI มีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง

68% ของผู้บริหารเชื่อว่า Generative AI นั้นมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง ซึ่งเมื่อเทียบกับเพียง 5% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นว่ามีความเสี่ยงมากกว่ามีประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตามผู้บริหารอาจเปลี่ยนมุมมองไปเมื่อลงทุนในระดับที่ลึกขึ้น

“ความกระตือรือร้นกับเทคโนโลยีใหม่ช่วงแรก ๆ สามารถให้แนวทางกับการวิเคราะห์ที่เข้มข้นต่อความเสี่ยงและความท้าทายต่าง ๆ ของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ด้วยเหตุที่องค์กรต่าง ๆ มักจะพบกับคำถามด้านความน่าเชื่อถือ ความเสี่ยง ความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และจริยธรรม เมื่อพวกเขาเริ่มพัฒนาและนำเทคโนโลยี Generative AI มาใช้” คารามูซิส กล่าวเพิ่มเติม 

ประสบการณ์ลูกค้าคือปัจจัยหลักของการลงทุนใน Generative AI

จากความเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามถึง 38% ระบุว่าแม้จะมีอุปสรรคทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ประสบการณ์ของลูกค้า (Customer experience) คือหัวใจหลักที่ผู้บริหารให้ความสำคัญสำหรับการลงทุนใน Generative AI โดยมีเพียง 17% ชี้ว่าการเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน (Cost Optimization) เป็นเป้าหมายหลักที่เลือกลงทุน Generative AI (ดูรูปที่ 1)

รูปที่ 1: เป้าหมายหลักของการลงทุน Generative AI (เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถาม)


ที่มา: การ์ทเนอร์ (พฤษภาคม 2566)

หลายองค์กรที่เริ่มทดลองใช้ Generative AI และมีหลายแห่งนำไปใช้ในหลายกรณี อาทิ ใช้ปรับปรุงเนื้อหาในสื่อหรือสร้างโค้ด แม้ความพยายามเหล่านี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ Generative AI ยังมีศักยภาพอีกมากที่สนับสนุนหรือรองรับการพัฒนาโซลูชันที่ช่วยเพิ่มความสามารถของมนุษย์หรือเครื่องจักร รวมถึงช่วยปรับการดำเนินธุรกิจและกระบวนการทางไอทีให้เป็นแบบอัตโนมัติ

“ธุรกิจรูปแบบขับเคลื่อนเองอัตโนมัติ หรือ Autonomous Business คือก้าวถัดไปครั้งใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่สามารถลดผลกระทบของภาวะเงินเฟ้อ ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะความสามารถ และแม้แต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดย CEO และ CIO ที่ใช้ Generative AI ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงตลอดทั่วทั้งโมเดลผลิตภัณฑ์และโมเดลการดำเนินธุรกิจจะพบกับโอกาสการเติบโตของรายได้อย่างมหาศาล”

ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมในสัมมนาออนไลน์ฟรีของการ์ทเนอร์ เรื่อง “Beyond the Hype: Enterprise Impact of ChatGPT and Generative AI”

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อีริคสัน ร่วมมือกับ อินเทล ขยายศักยภาพการใช้ 5G ของประเทศไทย

กรุงเทพฯ 1 มิถุนายน 2566 – อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) และอินเทลจะร่วมมือกันพัฒนายูสเคส 5G ที่สามารถเร่งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digitalization) ขององค์กรธุรกิจพร้อมสนับสนุนวิสัยทัศน์ Thailand 4.0

อินเทลและอีริคสันจะผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องพร้อมนำเสนอกรณีการใช้งาน 5G ในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อเร่งการนำ 5G ไปใช้งานและขยายการดำเนินธุรกิจของผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร (CSP) ไปสู่รูปแบบ B2B ตามที่ระบุไว้ในขอบเขตของการทำงานร่วมกัน ทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนากรณีการใช้งาน 5G ระดับองค์กรในกลุ่มธุรกิจเฉพาะ อาทิ กลุ่มการผลิต กลุ่มการขนส่งและลอจิสติกส์ นอกจากนี้ยังร่วมกันนำเสนอและจัดแสดงศักยภาพด้านการเชื่อมต่อ 5G สำหรับการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืนและยืดหยุ่น

ทั้งอีริคสันและอินเทลต่างมุ่งมั่นนำเทคโนโลยี 5G มาเพิ่มขีดความสามารถให้แก่อุตสาหกรรมของประเทศไทย ให้เดินหน้าไปสู่วิสัยทัศน์ Thailand Industry 4.0

อิกอร์ มอเรล ประธานบริหาร บริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะที่เราเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และได้รับความไว้วางใจมายาวนานในประเทศไทย อีริคสันจะทำงานใกล้ชิดกับพันธมิตรหลัก ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศ 5ที่หลากหลายในประเทศไทยเพื่อเร่งสร้างนวัตกรรม โดยเราจะใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ 5ระดับโลก ผนวกกับความร่วมมือกับอินเทล มอบประโยชน์ให้แก่ผู้ให้บริการในไทย ด้วยประสิทธิภาพเครือข่ายที่ยืดหยุ่น มีความสามารถในการปรับขนาด ใช้งานง่าย และมีความปลอดภัยเป็นหลักสำคัญ”

โธมัส เซนน์เฮาเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ธุรกิจการสื่อสาร ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ญี่ปุ่น อินเทล คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “เนื่องด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ด้านสังคมและเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น ทำให้ 5G กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำคัญสำหรับขับเคลื่อนนวัตกรรมในทุกกลุ่มธุรกิจ และจากความร่วมมือกับอีริคสัน เราจะร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 5G ของประเทศไทยพร้อมกับบริการ Edge Innovation ต่าง ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีจากอีริคสันและอินเทล ช่วยให้องค์กรท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงและเร่งกระบวนการทางธุรกิจผ่านดิจิทัลโซลูชัน เราพร้อมสนับสนุนผู้ให้บริการในประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการประหยัดพลังงานและความยั่งยืนมากขึ้น ตามที่อุตสาหกรรมการสื่อสารต่างให้การยอมรับโซลูชัน Virtualized RAN  และ Distributed Architectures

ประเทศไทยคือตลาด 5G แถวหน้าของภูมิภาค โดยอีริคสันตั้งเป้าร่วมผลักดันประเทศให้เดินหน้าแข่งขันบนเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งอีริคสันและอินเทลจะนำวิสัยทัศน์ พร้อมเทคโนโลยีและโซลูชันล้ำสมัยมาผสานเข้ากับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระดับโลกเดินหน้าสร้างเครือข่ายที่มีความอัจฉริยะ เปิดกว้าง และน่าเชื่อถือ เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายไปสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล

อีริคสันเป็นผู้นำเครือข่าย 5G ระดับโลก ปัจจุบัน บริษัทฯ เปิดให้บริการเครือข่าย 5G ไปแล้วจำนวน 147 เครือข่าย ใน 63 ประเทศ พร้อมยังเปิดให้บริการเครือข่าย 5G Standalone 40 เครือข่ายทั่วโลก


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC จัดงาน Mac@Work พลังของ Apple ในโลกการทำงานของคุณ

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC โดย กลุ่มธุรกิจดิจิตอลพริ้นติ้ง จัดงานสัมมนา Mac@Work ภายใต้แนวคิด “พลังของ Apple ในโลกการทำงานของคุณ” เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2566 ณ อาคาร G ชั้น 2 ห้อง Convention Hall สำนักงานใหญ่

งานสัมมนานี้เราได้พาผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน เปิดประสบการณ์การทำงานด้วย Mac ที่ทั้งง่าย ทรงพลัง และยอดเยี่ยม พร้อมตอบโจทย์การทำงานของลูกค้าอย่างเต็มประสิทธิภาพ และปลอดภัย โดยได้รับเกียรติจาก คุณธงชัย หล่ำวีระกุล กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจดิจิตอลพริ้นติ้ง บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้กล่าวเปิดงาน และรับฟังการบรรยายความรู้จากวิทยากร ได้แก่ คุณชัยพร อัญญาปกรณ์ Business Development Manager Consumer & Commercial จาก Ingram Micro (Thailand) Ltd. บรรยายเรื่อง “Better together with Apple Ecosystem” , คุณเจตนา รัตนาวิบูลย์ Business Development Manager บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บรรยายเรื่อง “Apple Device Management Solution with Jamf”  และ คุณอัษฎายุธ กลิ่นหอม Assistant Vice President of ITS บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บรรยายเรื่อง “Metro Success Story: Mac Business Deployment”

ในปี 2020 เมโทรซิสเต็มส์ฯ ได้เปลี่ยนการใช้งานจากเครื่องคอมพิวเตอร์มาเป็นแบรนด์ Apple โดยการนำ iMac และ MacBook มาเปลี่ยนให้กับพนักงานในองค์กรจำนวน 500 เครื่อง ซึ่งช่วยให้ฝ่าย IT สามารถเข้าถึงระบบ และอุปกรณ์การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถจัดการ Asset เครื่องให้กับพนักงานโดยการตั้งค่าภายในเครื่อง Mac ให้เหมาะสมกับพนักงานแต่ละตำแหน่ง การใช้งานมีความปลอดภัย อีกทั้งระบบ Workflow ในองค์กรมีความรวดเร็วมากกว่าจากระบบที่เคยใช้ นอกจากนี้ Mac เข้ามาช่วยควบคุมการทำงานในระบบคลังสินค้าครบวงจร สามารถทำงานได้แบบ Realtime พนักงานในองค์กรต่างมีความพึงพอใจในการเปลี่ยนแปลง และชื่นชอบในความเรียบง่ายของ Mac OS ที่สามารถใช้งานได้ทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดเครื่อง หรือเรียกว่า Zero Touch Deployment รวมไปถึงฟังก์ชั่น และคีย์ลัดต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การทำงานขององค์กรที่มีความรวดเร็ว และช่วยประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถทำงานร่วมกับ Application ของ Microsoft และ Google ได้เป็นอย่างดี

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2529 เป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษ บริษัทฯ ประกอบธุรกิจการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร ภายใต้วิสัยทัศน์ “เราจะให้บริการอย่างเป็นเลิศแก่ลูกค้าด้วยโซลูชั่นไอทีที่ดีที่สุด” นอกจากนี้เมโทรซิสเต็มส์ฯ ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า Apple อย่างเป็นทางการสำหรับองค์กรธุรกิจ และร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Jamf ผู้นำด้านการบริหารจัดการ Apple Device & Platform ที่มีส่วนช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ของ Apple และดูแลรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานระบบ Apple Ecosystem ได้อย่างสมบูรณ์ไร้ข้อจำกัด เพื่อช่วยให้การจัดการธุรกิจของลูกค้าเป็นเรื่องง่ายๆ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อ คุณลัยวัณ อังคณาพัฒน์, Business Sales Manager, email: laiwaang@metrosystems.co.th โทร. 02-0894197 หรือ Call Center 1640, Website: https://www.metrosystems.co.th/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไฟเซอร์ ประเทศไทย ลงนาม MOU ร่วมกับ ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์

ไฟเซอร์ ประเทศไทย ลงนาม MOU ร่วมกับ ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ ยกระดับพร้อมขับเคลื่อนวิชาชีพเวชกรรมยุคดิจิทัล

บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในบริษัทผู้วิจัยยาและชีวเวชภัณฑ์ระดับโลก ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ แพทยสภา ในการสนับสนุนการพัฒนาเนื้อหาทางวิชาการ ซึ่งรวมถึงบทความทางวิทยาศาสตร์ และหลักสูตรการแพทย์ด้านต่างๆ ในแพลตฟอร์มการศึกษาต่อเนื่องของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผ่านแอปพลิเคชัน MedX และ PfizerPro เพื่อให้แพทย์ฝึกหัด แพทย์ประจำบ้าน และแพทย์ประจำบ้านต่อยอด ได้เข้าถึงองค์ความรู้ ข้อมูลล่าสุดต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ เสริมสร้างการเรียนรู้และศักยภาพให้มีบทบาทที่สามารถสร้างประโยชน์แก่ประชาชนได้อย่างสูงสุดในยุคดิจิทัล

ศ.นพ. สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ แพทยสภา กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพวิชาชีพเวชกรรม โดยได้รับการสนับสนุนจาก ไฟเซอร์ ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการสนับสนุนศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ แพทยสภา เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์เนื้อหาทางวิชาการด้านการแพทย์ และผลงานตีพิมพ์ สำหรับการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ ผ่านการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มและการเข้าใช้ แอปพลิเคชันของทั้งสองฝ่าย เพื่อเอื้อต่อการเข้าถึงองค์ความรู้ ข้อมูลต่าง ๆ การเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์ให้สอดคล้องกับแพทย์ผู้ใช้งาน บนดิจิทัลแพลตฟอร์ม สะดวก รวดเร็ว สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจหลักของแพทยสภาในการทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เหมาะสม การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแพทย์ และประชาชน โดยมุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วม อาทิ การจัดการฝึกอบรม ส่งเสริม สนับสนุน และเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการบูรณาการความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับและผลักดันพัฒนาวิชาชีพเวชกรรมให้มีความเข้มแข็ง และนำพางานด้านการแพทย์ของประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ก้าวหน้าต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน” 

ดร.นพ. นิรุตติ์ ประดับญาติ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “วิทยาการด้านการแพทย์มีความก้าวหน้า และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ว่าจากสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม องค์ความรู้ใหม่ ๆ จากการวิจัยและพัฒนา รวมถึงเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่นำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การเข้าถึงข้อมูลทางวิชาการดังกล่าวจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในการดำรงมาตรฐานการประกอบวิชาชีพของตน ทั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่การเข้าถึงข้อมูลทางวิชาการข่าวสารรวมถึงการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลปัจจุบันสามารถทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จึงทำให้การศึกษาต่อเนื่องเพื่อพัฒนาการเรียนรู้และศักยภาพของแพทย์เป็นไปได้สะดวกขึ้น ไฟเซอร์ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาความรู้ และความสามารถอย่างต่อเนื่องของบุคลากรการแพทย์เพื่อประโยชน์ในการรักษา และสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ด้วยการเข้าถึงข้อมูล และองค์ความรู้ทางการแพทย์ด้านต่าง ๆ บริษัทฯ จึงได้ร่วมกับศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ แพทยสภา ในการสร้างสรรค์เนื้อหาวิชาการ ซึ่งรวมถึง บทความวิทยาศาสตร์ การประชุมวิชาการ อบรมเชิงปฏิบัติการ บทความฟื้นฟูวิชาการ และสื่อการสอนในรูปแบบต่าง ๆ ครอบคลุมเนื้อหาด้านการแพทย์สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ฝึกหัด แพทย์ประจำบ้าน แพทย์ประจำบ้านต่อยอด แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป และแพทย์เฉพาะทางด้านต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นความรู้ด้านการแพทย์ที่เป็นปัจจุบัน หรือเป็นความก้าวหน้าและแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับโรคโควิด-19  วัคซีนสำหรับการป้องกันโรคมะเร็งวิทยา โรคติดเชื้อ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบ รวมไปถึง โรคหายาก เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาต่อเนื่องรวมถึงเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ ตลอดจนทักษะและเจตคติทางวิชาชีพตามเกณฑ์มาตรฐานของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผ่านการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มและการเข้าใช้แอปพลิเคชัน MedX และ PfizerPro ไฟเซอร์รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ แพทยสภา ในครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดของบริษัทฯ ในการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับสังคมไทย ผ่านทางการส่งเสริมการเข้าถึง และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านสุขภาพตลอดจนเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งในความร่วมมือกับบุคลากรและสถาบันทางการแพทย์ต่าง ๆ ในทุกระดับมหาวิทยาลัยหน่วยงานภาครัฐ เอกชนและชุมชนท้องถิ่นในการนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการแพทย์และสาธารณสุขต่อไป”

ด้าน เภสัชกรชัชสิน มุดเจริญ หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรม และการตลาดดิจิตัล บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการพัฒนาแพลตฟอร์มเพิ่มเติมว่า “แอปพลิเคชัน MedX ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ แพทยสภา และ PfizerPro ของไฟเซอร์ จะเป็นช่องทางในการเผยแพร่เนื้อหาหลักสูตร ผลงานวิจัย สรุปเนื้อหางานประชุมวิชาการ บทความด้านการแพทย์ และยังรวมถึงสื่อต่างๆ สำหรับแพทย์ที่ใช้สื่อสารกับผู้ป่วยและญาติ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของบุคลากรการแพทย์ให้ได้รับเนื้อหาที่ถูกต้อง ทันสมัย กระชับ เข้าใจง่าย การเชื่อมโยงแอปพลิเคชัน MedX และ PfizerPro ก็จะอำนวยความสะดวกสำหรับแพทย์ผู้ใช้งาน เพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ และจูงใจให้เข้ามาศึกษา ค้นคว้า และเรียนรู้ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ฉลองครบรอบ 28 ปี ลดสูงสุด 70% พร้อมแจกจัดหนัก iPhone 14 รวม 10 เครื่อง และของแถมน่าใช้อีกเพียบ

ออฟฟิศเมท และ ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดโปรโมชั่นใหญ่แห่งปี  ฉลองออฟฟิศเมทครบรอบ 28 ปี มอบความคุ้มเกินคุ้มให้ SME และจัดซื้อทุกธุรกิจแฮปปี้ขั้นสุด พลาดไม่ได้กับโปรโมชั่นพิเศษทุกวัน เซอร์ไพรส์ทุกวีค ตลอดเดือนมิถุนายน 2566

ลดจัดใหญ่!…ขนขบวนสินค้าเฟอร์นิเจอร์ลดสูงสุด 70% มีโต๊ะทำงาน เก้าอี้ทำงาน เก้าอี้ Ergonomic รุ่นยอดนิยมและรุ่นใหม่ๆ ให้เลือกช้อปได้เพียบ อุปกรณ์ไอที จอมอนิเตอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ปริ้นเตอร์รุ่นขายดีลดสูงสุดถึง 40% และอุปกรณ์สำนักงาน เครื่องใช้ในธุรกิจราคาสุดพิเศษรวมกว่า 20,000 รายการ นอกจากนี้ยังมีโค้ดส่วนลดจากแบรนด์ชั้นนำให้คุณประหยัดเพิ่มได้อีก และเตรียมพบกับเซอร์ไพรส์ดีลเด็ดที่รอให้คุณช้อปคุ้มทุกวีคตลอดเดือน

แถมจัดเต็ม!…พลาดไม่ได้กับสินค้าแบรนด์ดังที่จัดเต็มของแถม On Top ให้คุณรับเพิ่มแบบฟรีๆ เมื่อช้อปครบตามกำหนด รีบช้อปด่วน! ของแถมดีมากๆ และมีจำนวนจำกัด อาทิเช่น โต๊ะวางLaptop, พัดลมตั้งโต๊ะ, หม้ออเนกประสงค์, กล้องวงจรปิด, หมอนแอบงีบ, หมอนผ้าห่ม, ตะกร้าเฮง เฮง เฮง, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และของน่าใช้อีกเพียบ

แจกจัดหนัก!…1 มิ.ย. 66 – 30 มิ.ย. 66 ช้อปสินค้าครบทุกๆ 800 บาท/ใบเสร็จ รับสิทธิ์ลุ้น iPhone 14 (128GB) จำนวน 10 เครื่อง มูลค่ารวม 329,000 บาท เพียงลงทะเบียนง่ายๆ ผ่าน Line: @OfficeMate และ Line สาขาออฟฟิศเมท พลัส พิเศษ!…หลังลงทะเบียนเสร็จรับทันทีคูปองส่วนลดสูงสุด 230 บาท สำหรับช้อปครั้งถัดไปได้เลย

คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม…รับสิทธิ์ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน กับบัตรเครดิตชั้นนำที่ร่วมรายการ และเครดิตเทอม 30 วันสำหรับนิติบุคคล ช้อปสะดวกได้ทุกช่องทางการขาย ทั้งที่ร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ทุกสาขา หรือช้อปออนไลน์ที่ OFM Mobile App เว็บไซต์ www.ofm.co.th หรือ Chat & Shop ที่ Line: @OfficeMate และ Contact Center 1281 ออฟฟิศเมทบริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.- ตามกำหนด


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โฉมหน้าเยาวชนคนเก่ง คว้ารางวัล จากการแข่งขันการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน “PBL”

การแข่งขันการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน Problem-based learning (PBL)  Thailand Green Mech contest 2023  เมื่อที่ 27 พฤษภาคม 2566   มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้จัดการแข่งขันที่เฟ้นหาสุดยอดเยาวชนที่ใช้กระบวนการคิดในเชิงวิศวกรรมพื้นฐาน และส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ รูปแบบของ STEAM Education เน้นการพัฒนาพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน ตลอดทั้งการเรียนรู้การจำลองเหตุกาณ์ โดยมีทีมที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือกทั้งสิ้น 31 ทีมรายละเอียดดังนี้

ทีม BRN. Saving The Earth Mission โรงเรียนวัดบางรักน้อย คว้ารางวัลชนะเลิศ  ประเภท Green Mech Advance (GM) ระดับประถมศึกษา ทีม Temrak Clean Energy โรงเรียนเต็มรักศึกษา คว้ารางวัลชนะเลิศ  ประเภท Green Mech Advance (GM) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และ ทีม SK SPACE WAY โรงเรียนสระแก้ว คว้ารางวัลชนะเลิศ  ประเภท Green Mech Advance (GM) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขัน  2023 World Green Mech Contests ระดับนานาชาติ ณ เมืองไทจง ประเทศไต้หวัน ตั๋วเครื่องบิน  พร้อม  ที่พักอาหาร และทัศนศึกษา  จำนวน 3 วัน 4 คืน จำนวน 6 คน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 177,000 บาท พร้อมเหรียญรางวัล และประกาศนียบัตร

ทีม SYB Robot โรงเรียนสามแยกบางคูลัด (จั่นเพชรวิทยาคาร) คว้ารางวัลชนะเลิศ  ประเภท Robot For Mission (R4M) ระดับประถมศึกษา ทีม SK Play All Time โรงเรียนสระแก้ว คว้ารางวัลชนะเลิศ  ประเภท Robot For Mission (R4M) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ทีม SK MAGUIRE โรงเรียนสระแก้ว คว้ารางวัลชนะเลิศ  ประเภท Robot For Mission (R4M) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และทีม PSP Green ll โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ศรีนครินทร วิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) คว้ารางวัลชนะเลิศ  ประเภท Green Mech JR. Science

รางวัลอื่นๆได้แก่ 1) ประเภท Green Mech Advance (GM)  2)  ประเภท Robot For Mission (R4M)  และ 3) ประเภท Green Mech JR. Science  ในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยจะได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1   และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2  พร้อมเงินรางวัล เหรียญรางวัล และประกาศนียบัตร  ทั้งนี้ ในแต่ละระดับการแข่งขัน ทีมชนะเลิศ การแข่งขันการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน Problem-based learning  (PBL)  Thailand Green Mech Contest จะได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนไปแข่งขันที่ประเทศไต้หวัน ในวันที่  3 สิงหาคม 2566

ขวัญฤทัย ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงาน Frost Radar™ ฉบับล่าสุด เผยอีริคสันยังครองอันดับ 1 ผู้นำตลาดโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ทั่วโลก

อีริคสันได้รับการจัดอันดับเป็นผู้นำอันดับ 1 ในรายงาน Frost Radar™ 5G Network Infrastructure Market 2023 เป็นปีที่สามติดต่อกัน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการลงทุนและพัฒนาความเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากการครองตำแหน่งอันดับหนึ่งแล้ว อีริคสันยังได้รับการยอมรับว่ามีบทบาทสำคัญในด้านการพัฒนาโซลูชั่น 5G RAN ที่ลดการใช้พลังงานและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในด้านต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

การรักษาอันดับสูงสุดของอีริคสันในรายงาน Frost Radar™ ซึ่งเป็นรายงานประจำปีของ Frost & Sullivan อย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของบริษัทฯ ในการพัฒนานวัตกรรมและการสร้างการเติบโตในตลาด นอกจากนี้ยังเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำของอีริคสันในตลาดโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G ครอบคลุมไปถึง Radio Access Networks (RAN), Transport Networks และ Core Networks

เฟรดริก เจดลิง รองประธานบริหารและหัวหน้างานเครือข่ายอีริคสัน กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่ายินดีที่ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของโซลูชัน Ericsson 5G ได้รับการยอมรับอีกครั้งในรายงาน Frost Radar ปีนี้ เราจะเดินหน้าลงทุนเพื่อความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นนวัตกรรม การเปิดกว้างและสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของลูกค้า”

ทรอย มอร์เลย์ หัวหน้านักวิเคราะห์อุตสาหกรรม กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ Frost & Sullivan กล่าวว่า “อีริคสันได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมเครือข่ายทั่วโลกมาตั้งแต่ยุค 2G, 3G, 4G จนถึงยุค 5G ในปัจจุบัน โดยอีริคสันลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาต่าง ๆ จำนวนมาก เป็นเรื่องจำเป็นในตลาดที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาและเปลี่ยนผ่านอยู่ตลอดเวลา”

ปัจจุบัน Ericsson 5G  ถูกใช้งานในเครือข่าย 5G ไปแล้วจำนวน 145 เครือข่ายใน 63 ประเทศ นับเป็นระดับสูงสุดที่ Frost & Sullivan เคยรายงานให้สาธารณะทราบ

“ในฐานะผู้นำตลาดโครงสร้างพื้นฐาน 4G เดิม ทำให้อีริคสันเข้าสู่ตลาด 5G ด้วยฐานลูกค้าขนาดใหญ่ และบริษัทฯ ยังดำเนินงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการรักษาฐานลูกค้าปัจจุบันพร้อมเพิ่มฐานลูกค้าใหม่” มอร์เลย์ กล่าวเพิ่มเติม

มอร์เลย์ ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมในรายงานนี้ว่า “วันนี้การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือ Energy Efficiency ได้กลายเป็นคำยอดฮิตแล้ว ขณะที่โซลูชัน 5G RAN รุ่นแรก ๆ มุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพด้านเทคโนโลยี แต่โซลูชัน 5G RAN ในปัจจุบันของอีริคสันได้รับการพัฒนาให้มีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบาลง และประหยัดพลังงานกลายเป็นคำตอบที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า”

รายงาน Frost Radar™ ประเมินบริษัทที่มีบทบาทสำคัญกับตลาดในอุตสาหกรรมอย่างอิสระ โดยยึดวิธีการให้คะแนนด้านนวัตกรรม (Innovation Score) และการเติบโต (Growth Score) เพื่อประเมินความสามารถของบริษัทด้านการพัฒนานวัตกรรมรวมถึงความสามารถในการนำนวัตกรรมมาปรับใช้เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนใน Frost Radar™ Methodology รายงานฉบับนี้ยังนำเสนอสุดยอดบริษัทในอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นท่ามกลางบรรดาผู้นำในตลาดโดยรวม รวมถึงผู้นำในกลุ่มตลาดย่อย หรือผู้นำทางความคิดในบางกลุ่ม

อีริคสันได้รับการจัดอันดับเป็นผู้นำใน 2023 Gartner® Magic Quadrant™ ข่าวที่เกี่ยวข้องและเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม ได้แก่ Ericsson was also named a leader in the 2023 Gartner® Magic Quadrant™ for 5G Network Infrastructure for CSPs report.


Exit mobile version