Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มหาวิทยาลัยขอนแก่น จับมือ บริษัท เอเอ็ม หุ่นซีพีอาร์ จำกัด เปิดตัวหุ่น CPRobot: หุ่น CPR อัจฉริยะ สำหรับเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ

มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดย ฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ พร้อมด้วย วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับ บริษัทเอเอ็ม หุ่นซีพีอาร์ จำกัด ลงนามการถ่ายทอดทรัพย์สินทางปัญญามหาวิทยาลัยขอนแก่น “นวัตกรรมเพื่อชีวิต หุ่น CPR ยางพาราอัจฉริยะ ” CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) : หุ่น CPR อัจฉริยะสำหรับเรียนรู้และ ฝึกฝนทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ โดยมี รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น นายอำนาจ เกิดอนันต์ กรรมการบริษัทเอเอ็ม หุ่นซีพีอาร์ จำกัด รศ.สิรภัทร เชี่ยวชาญวัฒนา คณบดีวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ รศ.นพ.ภัทรพงษ์ มกรเวช ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผศ.สายยัญ สายยศ หัวหน้าโครงการฯ ณ ห้องประชุมสารสิน ชั้น 2 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) : หุ่น CPR อัจฉริยะ นับเป็นผลงานอีกชิ้นของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถช่วยเหลือผู้มีภาวะหัวใจหยุดเต้นมีชีวิตรอดได้และไม่เกิดภาวะสมองตาย ผู้ที่จะช่วยชีวิตต้องมีความรู้เรื่องของ CPR เพื่อให้ผู้ป่วย มีชีวิตรอด ซึ่งนวัตกรรมเพื่อชีวิต หุ่น CPR ยางพาราอัจฉริยะ CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) : หุ่น CPR อัจฉริยะสำหรับเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมด้าน Health AI ที่มีความสำคัญต่อประเทศไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น การนำวัสดุยางพาราทำเป็นหุ่น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถประมวลผลได้ เป็นผลงานของวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ และร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านหัวใจ คือศูนย์หัวใจสิริกิติ์ และภาคเอกชนที่จะนำอุปกรณ์นี้ไปต่อยอดในการผลิต เพื่อช่วยให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา บุคลากร และประชาชนทั่วไป สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างดี รวมถึงสามารถผลักดันนวัตกรรมนี้เพื่อช่วยสังคม การต่อยอดเชิงนโยบายสุขภาพต่อไป

ทางด้าน รศ.สิรภัทร เชี่ยวชาญวัฒนา คณบดีวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มข. กล่าวว่า “เป้าหมายของการสร้างหุ่น CPRobot คือ ทำให้บุคคลทั่วไป สามารถเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ฝึกสอน โดยสามารถวางหุ่น CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) ในที่สาธารณะสามารถเข้าถึงได้ง่าย เช่น โรงเรียน อบต. สถานีขนส่ง เป็นต้น ทำให้ผู้คนสามารถเรียนรู้ และฝึกทักษะของตนเองจนเกิดความมั่นใจที่จะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ อีกทั้งยังสามารถนำไปเป็นเครื่องมือฝึกสอนสำหรับผู้เรียนกลุ่มใหญ่ เช่น โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศูนย์ฝึกทหาร เทศบาล เป็นต้น

ด้านนักวิจัย ผศ.สายยัญ สายยศ หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า“วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ ได้พัฒนาร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ของศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในการให้องค์ความรู้ด้าน CPR ซึ่งหุ่น CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) ถูกคิดค้นและพัฒนาด้วยแนวความคิดที่ว่า ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีผสานกับการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ จึงเลือกใช้ยางพาราเป็นหุ่นต้นแบบ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากศูนย์การเรียนรู้จากยางพาราจังหวัดของแก่น สำหรับการทำโมเดลหุ่น เพื่อทดสอบรุ่นแรก หุ่น CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) ถูกคิดค้นพัฒนาทั้งทางด้านซอฟต์แวร์ และคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ ซึ่งประมวลผลใน Single-board Computer ขนาดเล็ก เพื่อความสามารถในการประมวลที่ชาญฉลาด และรองรับความต้องการในอนาคต และทำงานร่วมกับอุปกรณ์ตรวจจับแรงกดที่ทางทีมพัฒนาขึ้น นอกจากนี้ ทางด้านซอฟต์แวร์ มีการคิดค้นอัลกอริทึม กระบวนการวิเคราะห์สัญญาณ (Signal Processing) และการเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อความสามารถในการโต้ตอบ และตอบสนองกับผู้ใช้งานได้อย่างอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) มีขีดความสามารถในการรองรับการประมวลผลที่หลากหลาย ตามความต้องการของตลาด ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตผลงานชิ้นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าหากไม่ได้รับความสนับสนุน จากคณาจารย์ จากวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ และองค์ความรู้ที่สำคัญจากบุคลากรทางการแพทย์

ส่วน รศ.นพ.ภัทรพงษ์ มกรเวช ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า การช่วยฟื้นคืนชีพหรือ CPR ไม่ใช่เป็นหน้าที่เฉพาะของบุคลากรทางการแพทย์ การช่วยฟื้นคืนชีพที่รวดเร็วในขณะที่เกิดหัวใจหยุดเต้นทันทีในที่เกิดเหตุ มีความสำคัญต่อผู้ป่วยอย่างยิ่ง เพราะสมองสามารถทนการขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้เพียง 4 นาที การที่จะทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ทันในช่วงเวลานี้ ถือเป็นความสำคัญอย่างยิ่งยวด ดังนั้นการสอนให้ประชาชนสามารถทำ CPR ได้ ถือเป็นภารกิจสำคัญ ที่จะสร้างสังคมแห่งความปลอดภัยขึ้นมาได้ การสร้างนวัตกรรมหุ่น CPRobot (ซี-โปร-บ็อท) : หุ่น CPR อัจฉริยะสำหรับเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ จะทำให้เกิดการเรียน การฝึกฝนในการทำ CPR ให้แพร่หลาย ก่อให้เกิดสังคมที่มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น หวังว่านวัตรกรรมนี้จะนำไปสู่การที่ประชาชนสามารถที่จะ CPR ได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่จะเกิดสังคมที่ปลอดภัยต่อไป ทั้งนี้ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และคณะแพทยศาสตร์ จะต่อยอดนำไปฝึกอบรม การทำ CPR ให้แก่นักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงเรียนรอบข้าง ในจังหวัดขอนแก่น และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

และนายอำนาจ เกิดอนันต์ กรรมการบริษัทเอเอ็ม หุ่นซีพีอาร์ จำกัด กล่าวในท้ายที่สุดว่า บริษัท เอเอ็ม หุ่นกู้ชีพซีพีอาร์ นำนวัตกรรมนี้ มาพัฒนาและต่อยอดและสื่อสารให้กับประชาชน และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้รับรู้ว่า ปัจจุบันได้มีนวัตกรรมอันล้ำเลิศของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ออกสู่สายตาและการรับรู้ของประชาชนว่า พวกท่านเหล่านั้น สามารถเรียนรู้วิธีปฏิบัติในการช่วยเหลือและกู้ชีพคนได้อย่างถูกต้อง ในการทำพีซีอาร์ เพื่อช่วยชีวิตคน บริษัท หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ส่งต่อผลงานวิจัยนี้ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่ากับชีวิตของประชาชนคนไทย และต่างประเทศ ขอขอบคุณ ทีมผู้บริหารและทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ช่วยสนับสนุนด้วยดีตลอดมา ซึ่งหลังจากนี้คงจะได้ร่วมมือกัน เพื่อพัฒนานวัตกรรม หุ้นกู้ชีพซีพีอาร์ ให้ล้ำหน้าไปกว่าเดิม และผลักดันออกสู่ตลาด เพื่อที่ประชาชนจะได้รับรู้ว่า นวัตกรรมของคนไทย และมหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้น ไม่แพ้ชาติใดในโลก”

ถ่ายภาพ : ณัฐวุฒิ  จารุวงศ์
ข่าว :  เบญจมาภรณ์  มามุข


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จัดทัพเบิกทางสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ในงาน Innovation Summit Bangkok 2023

การปฏิรูปอุตสาหกรรมให้เป็นดิจิทัล จำเป็นต้องมีการรวมเทคโนโลยี IT และ OT เข้าด้วยกัน และรวมเข้ากับระบบซอฟต์แวร์การจัดการพลังงาน เพื่อให้สามารถวัดและควบคุมโหลดไฟฟ้าที่ใช้พลังงาน สู่ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง) ขอบเขตที่ 2 (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ควบคู่กับการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

งาน Innovation Summit Bangkok 2023 เป็นโอกาสสำหรับภาคอุตสาหกรรม ที่จะปลดล็อกศักยภาพด้านพลังงาน และระบบออโตเมชั่น อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มพลังให้กับกระบวนการทางอุตสาหกรรม ทั้งการยกระดับอาคารสำหรับอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ลดการสูญเสียพลังงาน พร้อมพบกับพันธมิตรกับผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอัตโนมัติดิจิทัลและการจัดการพลังงานต่างๆ และพบกับเทคโนโลยีที่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลเพื่อไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างง่ายดาย เทคโนโลยีไฮไลต์ได้แก่

  • Lexium™ MC12 multi carrier ระบบการลำเลียงในสายการผลิต ที่มุ่งแก้ pain point สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต มีจุดเด่นด้านการติดตั้งและการออกแบบได้อย่างรวดเร็ว มาพร้อมซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้สามารถออกแบบและจำลองกระบวนการได้ล่วงหน้า ช่วยให้สามารถออกแบบสายการผลิตได้หลากหลายตามความต้องการ พร้อมทั้งสามารถประเมินประสิทธิภาพได้ก่อนติดตั้งจริง ผสานพลังซอฟต์แวร์จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค พร้อมกันนี้ Lexium™ MC12 multi carrier ได้รับการออกแบบเป็นแบบโมดูล ทำให้สามารถติดตั้งง่าย ลดต้นทุนการติดตั้งและการดูแลรักษา พร้อมมอบความสามารถครบครันที่ตอบโจทย์การทำธุรกิจในยุคอุตสาหกรรม 4.0 สามารถผสานรวมระหว่าง OT และ IT ด้วย EcoStruxure ซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถมองเห็นประสิทธิภาพทั้งระบบและวิเคราะห์การทำงาน เพื่อนำไปต่อยอดทางธุรกิจได้ต่อไปอีกด้วย
  • CMR (Collaborative Mobile Robot) หุ่นยนต์อัจฉริยะสำหรับอุตสาหกรรม Health Care ที่ให้ความสามารถในการจดจำภาพสภาพแวดล้อมในการทำงาน ผสานการตั้งโปรแกรมในการทำงานได้อย่างแม่นยำ นับเป็นผู้ช่วยมือฉมังในการทำงานซ้ำๆ จึงช่วยลดโหลดและลดเวลาทำงานของเจ้าหน้าที่
  • Smart Water เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยี ในการบริหารจัดการน้ำ เก็บข้อมูลด้วยเซ็นเซอร์ ทั้งระดับน้ำ อุณหภูมิ การไหล ฯลฯ ช่วยให้ได้ข้อมูลเชิงลึกสำหรับวิเคราะห์ ผ่านสถาปัตยกรรม EcoStruxure ทั้งช่วยในเรื่องการควบคุมแบบอัตโนมัติ พร้อมสามารถรองรับการทำงานร่วมกับระบบพยากรณ์อากาศได้ สามารถมอนิเตอร์ วิเคราะห์ ควบคุม ได้ตั้งแต่ระดับโรงงาน เมือง และประเทศ
  • โซลูชั่นสำหรับการผลิตสินค้าอุปโภค/ บริโภค ซึ่งเป็น end to end โซลูชั่น จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ด้วยขุมพลังจาก EcoStruxure ผสานศักยภาพระหว่าง IT และ OT ที่เป็นระบบเปิด ทำให้ง่ายในการติดตั้ง หรือประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบเดิมที่มีอยู่แล้ว ใช้งานง่าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนด้านพลังงาน ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืน
  • EcoStruxure Automation Expert เทคโนโลยี Software Base PLC สามารถติดตั้งผ่านคอมพิวเตอร์ได้เลย สามารถเชื่อมต่อ ควบรวมอำนาจการควบคุม ทั้งจากผลิตภัณฑ์ หรือเครื่องจักร ที่มาจากหลากหลายแบรนด์ทั่วโลกได้อย่างเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่ต้องมีการติดตั้งซอฟต์แวร์หลากหลายที่ทำให้เกิดซ้ำซ้อน เหมาะกับอุตสาหกรรมทุกประเภท ลดความยุ่งยาก และกระบวนการทำงาน ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในด้านเวลาอีกด้วย เรียกได้ว่าถ้าโรงงานมีเป้าหมายด้านการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล แต่ไม่อยากลงทุนในการเปลี่ยนระบบเดิมมากมาย EcoStruxure Automation Expert คือคำตอบแรกที่ดีที่สุด

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล ไปสู่โรงงานที่ยั่งยืน ในแบบครบวงจร ได้ในงาน Innovation Summit Bangkok 2023 ใน วันที่ 5-6 กรกฎาคม 2566 ณ Grand Hall ชั้น 2, ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ลงทะเบียนได้แล้ววันนี้


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงาน Ericsson Mobility ฉบับล่าสุด เผย 5G ทั่วโลกยังเติบโตต่อเนื่อง

ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารทั่วโลกยังเดินหน้าลงทุนกับ 5G อย่างต่อเนื่อง ตามรายงาน Mobility Report ของ Ericsson (NASDAQ: ERIC) ฉบับเดือนมิถุนายน 2566 แม้จะมีความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และการชะลอตัวของเศรษฐกิจมหภาคในบางตลาด

ปริมาณการใช้ดาต้าเน็ตต่อสมาร์ทโฟนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งในภูมิภาคนี้ และคาดว่าจะสูงถึง 54 กิ๊กกะไบต์ต่อเดือนในปี 2571 หรือเติบโต 24% ต่อปี โดยยอดการใช้ดาต้าเน็ตมือถือทั้งหมดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 13 เอกซะไบต์ต่อเดือนในปี 2565 เป็น 55 เอกซะไบต์ต่อเดือนในปี 2571 โดยเติบโต 27% ต่อปี

ภายในสิ้นปี 2571 คาดว่ายอดผู้ใช้งาน 5G จะเพิ่มเป็น 430 ล้านราย คิดเป็น 34% ของยอดผู้ใช้งานบริการมือถือทั้งหมดของภูมิภาคฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน ในแง่ของความครอบคลุม 5G ภายในสิ้นปี 2565 พบว่า:

  • 5G พร้อมให้บริการแก่ประชากรประมาณ 50% ในมาเลเซีย และ 66% ในฟิลิปปินส์
  • กว่า 80% ของประชากรในออสเตรเลียและไทย สามารถเข้าถึงบริการ 5G
  • เมื่อกลางปี 2565 ที่ผ่านมา 5G ในสิงคโปร์ครอบคลุมมากกว่า 95%

จำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนในภูมิภาคนี้คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 3% ต่อปี และภายในปี 2571 จะเพิ่มไปถึง 1.12 พันล้านราย จาก 930 ล้านราย ณ สิ้นปี 2565 ขณะที่ผู้ใช้บริการ 4G คาดว่าจะยังมีการเติบโตที่ 770 ล้านราย ภายในปี 2571 เพิ่มจาก 640 ล้านราย ณ สิ้นปี 2565 หรือเติบโตเฉลี่ย 3% ต่อปีเช่นกัน

อินเดียเป็นตลาด 5G สำคัญที่กำลังปรับใช้งานเครือข่ายขนาดใหญ่มากมายภายใต้กรอบนโยบาย Digital India หลังเปิดให้บริการ 5G ไปเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2565 เมื่อสิ้นปี 2565 อินเดียมียอดผู้ใช้บริการ 5G ประมาณ 10 ล้านราย และคาดว่าภายในสิ้นปี 2571 ยอดการใช้บริการ 5G จะเพิ่มเป็น 57% ของยอดผู้ใช้บริการมือถือทั้งหมดในประเทศ ส่งผลให้ภูมิภาคนี้เป็นภูมิภาค 5G ที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในโลก

รายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับนี้ยังเผยให้เห็นว่าผู้ใช้บริการ 5G ในทวีปอเมริกาเหนือนั้นมีการเติบโตแข็งแกร่งกว่าการคาดการณ์ครั้งก่อน โดยเมื่อสิ้นปี 2565 ที่ผ่านมา ภูมิภาคนี้มีสัดส่วนผู้ใช้บริการ 5G สูงสุดในโลกที่ 41%

ผู้ใช้บริการ 5G เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลกและคาดว่าจะเพิ่มไปถึง 1.5 พันล้านราย ภายในสิ้นปี 2566 ส่วนปริมาณการใช้ดาต้าผ่านเครือข่ายมือถือทั่วโลกก็เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน คาดว่าภายในสิ้นปี 2566 ยอดการใช้ดาต้าบนมือถือต่อสมาร์ทโฟนทั่วโลกจะเกินกว่า 20 กิ๊กกะไบต์ต่อเดือน

รายงานยังแสดงการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่องในตลาดที่เป็นผู้นำ 5G นายเฟรดริก เจดลิง รองประธานผู้บริหารและหัวหน้าฝ่ายเครือข่ายของอีริคสัน กล่าวว่า “ยอดผู้ใช้ 5G ทั่วโลกมีเกินหนึ่งพันล้านบัญชีไปแล้ว ทำให้ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารในตลาด 5G ชั้นนำมีรายได้เติบโตในเชิงบวก เราเห็นความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งระหว่างการสมัครบริการ 5G ที่เพิ่มขึ้นและรายได้จากการให้บริการ โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมาจากการเปิดตัวบริการ 5G ใน 20 ตลาดชั้นนำ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 7% แนวโน้มนี้แสดงให้เห็นถึงมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของ 5G ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ใช้และผู้ให้บริการ”

นายอิกอร์ มอเรล ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะผู้ให้บริการด้านการเชื่อมต่อที่ได้รับความไว้วางใจและดำเนินกิจการมาอย่างยาวนานในประเทศไทย อีริคสันจะเดินหน้าทำงานร่วมกับผู้ให้บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความสำเร็จในการมอบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพครอบคลุมการใช้งาน มีความยืดหยุ่น รองรับการเติบโตธุรกิจ ใช้งานง่ายและมีความปลอดภัยเป็นหลักสำคัญ นอกจากนี้เรายังทำงานใกล้ชิดกับผู้ให้บริการด้านการสื่อสารหลัก ๆ ในประเทศ ภาครัฐบาล ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาในการพัฒนาระบบนิเวศ 5G ในประเทศเพื่อบรรลุตามวิสัยทัศน์ Thailand 4.0”

ผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร (CSP) ประมาณ 240 รายทั่วโลกเปิดตัวบริการ 5G เชิงพาณิชย์และประมาณ 35 รายปรับใช้หรือเปิดตัว 5G แบบสแตนด์อโลน (SA) โดยบริการ 5G สำหรับผู้บริโภคที่เห็นได้มากที่สุดได้แก่ Enhanced Mobile Broadband (eMBB), Fixed Wireless Access (FWA), เกม และบริการอื่น ๆ ที่ใช้กับอุปกรณ์ AR/VR เช่น การฝึกอบรมและการศึกษา

รายงานยังเผยให้เห็นว่า 5G ยังคงขับเคลื่อนนวัตกรรมในแพ็คเกจบริการมือถือ  ผู้ให้บริการนำเสนอบริการบันเดิลเป็นชุดความบันเทิงยอดนิยมต่าง ๆ มากขึ้น อาทิ โทรทัศน์ การสตรีมเพลง หรือแพลตฟอร์มเกมบนคลาวด์ ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ให้บริการ 5G ประมาณ 58% นำเสนอบริการเหล่านี้ในหลากหลายรูปแบบ

ผู้ให้บริการมากกว่า 100 ราย หรือประมาณ 40% ของผู้ให้บริการ Fixed Wireless Access (FWA) ให้บริการ FWA บน 5G อยู่ในเวลานี้

บริการ FWA กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งในแง่:

  • จำนวนผู้ให้บริการมือถือที่ให้บริการ FWA
  • สัดส่วนของผู้ให้บริการ FWA บนเครือข่าย 5G
  • สัดส่วนของผู้ให้บริการ CSP ที่มีโครงสร้างค่าบริการตามความเร็ว
  • ปริมาณการใช้ดาต้าที่ให้บริการ เนื่องจากมียอดการเชื่อมต่อและการใช้ดาต้าเน็ตต่อการเชื่อมต่อเพิ่มขึ้น

ภายในปี 2571 คาดว่าการเชื่อมต่อ FWA ทั้งหมดจะเป็น 5G เกือบ 80%

รายงาน Ericsson Mobility ประจำเดือนมิถุนายน 2566 ยังรวมบทความเชิงลึกอีก 4 บทความ ดังนี้:

  • Exploring how traffic patterns drive network evolution
  • Exploring differentiated service with 5G networks
  • AR uptake enabled by mobile networks
  • Mobile quality of experience: Network readiness for new services

อ่านรายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับเต็มได้ที่นี่


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โซลูชัน DEX ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของวีเอ็มแวร์ช่วยประหยัดต้นทุน และเพิ่มศักยภาพให้กับทีมไอทีเพื่อนำไปปรับปรุงประสบการณ์ดิจิทัลของพนักงานในองค์กร

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 22 มิถุนายน 2566 – เทคโนโลยีที่ใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ดิจิทัลแก่พนักงาน (DEX) มีความสำคัญมากขึ้น ทำให้องค์กรต้องมีเครื่องมือที่จำเป็นในการมอบประสบการณ์การทำงานที่ยอดเยี่ยมแก่พนักงาน ในขณะเดียวกันก็ต้องช่วยให้ทีมไอทีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและประหยัดค่าใช้จ่ายไปในตัว อย่างไรก็ตาม โซลูชัน DEX ที่มีอยู่ยังคงทำงานแบบแยกส่วนกัน (fragmented) ทำให้ต้องทำงานรวมกันกับหลายแพลตฟอร์มจากผู้ให้บริการหลายรายเพื่อวัดผล วิเคราะห์ ส่งมอบ และจัดการกับประสบการณ์การทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ วีเอ็มแวร์ อิงค์ (NYSE: VMW) เปิดตัวการปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อสร้างความแตกต่างในการใช้งานสำหรับโซลูชัน Digital Employee Experience (DEX) ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงความพร้อมใช้งานทั่วไปของ DEX สำหรับอุปกรณ์ที่มีการจัดการโดยเครื่องมืออื่น ๆ (3rd party) DEX สำหรับ VMware Horizon, เครื่องมือที่ช่วยหา Root Cause Analysis (RCA) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และอัปเดต Workspace ONE ITSM Connector สำหรับ ServiceNow เพื่อรองรับการแก้ปัญหาจากการใช้เครื่องมือดิจิทัล นวัตกรรมเหล่านี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของวีเอ็มแวร์ในการจัดหาโซลูชัน DEX แบบองค์รวมที่ช่วยเพิ่มประสิทธืภาพในการทำงาน เร่งการจัดการปัญหา และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานมากขึ้น

แชงการ์ ไอเยอร์ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป เอ็นด์-ยูเซอร์ คอมพิวติ้ง วีเอ็มแวร์ กล่าวว่า “องค์กรต่าง ๆ ในหลายอุตสาหกรรมยังคงต้องรับมือกับเหตุการณ์หรือปัญหาด้านไอทีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมกับอัตราการลาออก หมุนเวียน ของพนักงานที่เพิ่มขึ้นจึงทำให้มีการทำงานแบบไฮบริดมากขึ้น องค์กรที่ประสบความสำเร็จจะต้องจัดลำดับความสำคัญของเทคโนโลยีที่ช่วยให้ทีมไอทีมีเครื่องมือที่เหมาะสม แก้ไขปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งความสามารถในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดซ้ำ ขณะที่ป้องกันปัญหาใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไปพร้อมกัน โซลูชัน DEX ที่ครอบคลุมของวีเอ็มแวร์ใช้ประโยชน์จากระบบอัตโนมัติเพื่อเสริมศักยภาพทีมไอทีด้วยอินไซท์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างประสบการณ์ของพนักงานที่ยอดเยี่ยม”

แพลตฟอร์มที่ปรับขนาดได้รองรับ Use Case ที่หลากหลาย

VMware พัฒนาโซลูชัน DEX โดยรวบรวมประสบการณ์การใช้งานของพนักงานจากอุปกรณ์ปลายทางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพหรือเวอร์ชวล และ จัดการโดยวีเอ็มแวร์เอง หรือการจัดการโดยบุคคลที่สาม โซลูชัน Digital Employee Experience Management (DEEM) ของวีเอ็มแวร์ ณ ปัจจุบันนี้รองรับการใช้งานบนอุปกรณ์ Windows โดยโซลูชันของบุคคลที่สามแล้ว ตามประกาศอัปเดตล่าสุดจากวีเอ็มแวร์ อุปกรณ์เหล่านี้สามารถใช้บริการ DEX ของ วีเอ็มแวร์ได้เต็มรูปแบบ รวมถึง Intelligent Hub, DEEM และ Assist แม้ว่าบริษัทจะใช้ระบบการจัดการอื่น ๆ อยู่ ก็สามารถใช้โซลูชัน DEEM  และขยายโซลูชัน DEX ของพวกเขาได้

พร้อมกันนี้วีเอ็มแวร์ประกาศว่า DEEM สำหรับ VMware Horizon พร้อมใช้งานแล้ว สำหรับผู้ใช้ที่เตรียมขยายการวัดผลไปยังเดสก์ท็อปและเวอร์ชวลแอป ลูกค้าสามารถวัดผลและวิเคราะห์ประสบการณ์ของผู้ใช้ปลายทางโดยใช้เวอร์ชวลแอปและเดสก์ท็อปของ Horizon ซึ่งช่วยให้ลูกค้ารวบรวมประสิทธิภาพของเครือข่าย บันทึกเวลาเข้าสู่ระบบ และประสิทธิภาพของ VM หากคะแนนประสบการณ์สำหรับ Horizon เปลี่ยนแปลง ฝ่ายไอทีจะได้รับการแจ้งเตือนเชิงรุกด้วยระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติทันที ทำให้ทีมสามารถแก้ไขปัญหาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยใช้แพลตฟอร์ม Horizon สำหรับการทำงาน

แนวทาง DEX ที่ครอบคลุมช่วยให้ฝ่ายไอทีสามารถแก้ไขปัญหาได้หลากหลายขึ้นและสามารถ ป้องกันเหตุได้ล่วงหน้ามากขึ้น

องค์กรจะไม่สามารถสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้แก่พนักงานได้หากปราศจากการควบคุมการส่งมอบประสบการณ์และการแก้ไขปัญหา ปัจจุบัน วีเอ็มแวร์นำเสนอโซลูชันครบวงจรเพียงหนึ่งเดียวที่สร้างวงจรแบบปิดที่ช่วยให้ฝ่ายไอทีสามารถป้องกันเหตุที่จะเกิดได้ล่วงหน้ามากขึ้น ใช้ประโยชน์จากข้อมูลประสบการณ์แบบองค์รวมเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงรุกและปรับปรุงประสบการณ์ของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยความสามารถในการจัดการเอ็นด์พอยต์แบบรวมที่ได้รับการยอมรับของ VMware Workspace ONE ลูกค้าจึงสามารถป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ในทุกสถานการณ์

เมื่อเกิดปัญหาระหว่างการทำงานของพนักงาน เจ้าหน้าที่ฝ่าย Service Desk จะเป็นด่านแรกในการช่วยเหลือ ด้วยการเพิ่มข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์เดียวกันกับที่ฝ่ายไอทีสามารถดูใน Workspace ONE ไปยัง ServiceNow ผ่าน ITSM Connector ของวีเอ็มแวร์ ทีมให้บริการสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น วีเอ็มแวร์เปิดตัวนวัตกรรมสำหรับ ITSM Connector รวมถึงการให้คะแนนประสบการณ์ ชุดการดำเนินการจัดการอุปกรณ์ปลายทางแบบรวม และความสามารถในการทริกเกอร์เวิร์กโฟลว์ที่สร้างโดยทีมไอทีใน VMware Freestyle Orchestrator ด้วยการใช้ประโยชน์จากคะแนนประสบการณ์ ฝ่ายบริการสามารถแก้ไขปัญหาเชิงรุกอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ได้ก่อนที่จะลุกลามบานปลายและเป็นอุปสรรคต่อเวิร์กโฟลว์ การดำเนินการและเวิร์กโฟลว์การแก้ไขเพิ่มเติมเหล่านี้จะยังคงช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการแก้ไขปัญหาแต่ละจุดอีกด้วย

โอลิเวอร์ บอมบ์ หัวหน้าฝ่าย Digital Workspace ของ Groupe กล่าวว่า “ธุรกิจของเราดำเนินการบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมากกว่า 200,000 เครื่องที่ใช้งานสำหรับพนักงานในองค์กรและผู้บริหารระดับแนวหน้า รวมทั้งประชาชนที่อาศัยในฝรั่งเศสและผ่านเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายของเรา (ที่มีหน้าร้าน 17,000 แห่ง) ด้วยแนวทางแบบผสานรวมใน VMware Workspace ONE ทำให้ทีมไอทีและฝ่ายบริการของเรามองเห็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน และสามารถแก้ไขปัญหาที่สะดวกขึ้น อัตโนมัติมากขึ้น ฝ่ายให้บริการของเราสามารถปรับปรุงข้อตกลงระดับการบริการสำหรับปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองซึ่งผลลัพธ์ช่วยให้ประหยัดชั่วโมงการทำงานของวิศวกรของเรามากขึ้น”

ROI ที่จับต้องได้ผ่านการจัดการประสบการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

ความคาดหวังของทีมไอทีคือต้องแก้ปัญหาได้มากขึ้น ด้วยประสิทธิภาพที่ดีขึ้น โดยใช้ทรัพยากรน้อยลง บริการ DEX จากวีเอ็มแวร์ ช่วยให้ทีมไอทีตอบสนองได้ในเชิงรุกผ่านข้อมูลเชิงลึก การวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เป็น Root cause ได้ไวยิ่งขึ้น (RCA) และระบบอัตโนมัติ ด้วยการใช้โมเดลแมชชีนเลิร์นนิงทางสถิติเพื่อค้นหาและประเมินความผิดปกติในประสบการณ์ได้แบบอัตโนมัติ แผนกไอทีสามารถระบุปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้อย่างรวดเร็วด้วยข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งมีให้บริการแล้วในปัจจุบัน โดยวีเอ็มแวร์ ได้เปิดตัว Guided RCA ซึ่งใช้ AI ระบุสาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดของปัญหาและกำหนดคะแนนความเชื่อมั่น (confidence score) ให้กับปัญหา ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการค้นหาต้นตอของปัญหาและประหยัดเวลา ด้วยเวิร์กโฟลว์การทำงานอัตโนมัติแบบบูรณาการ การดำเนินการที่เหมาะสมสามารถรองรับการแก้ไขปัญหาในอนาคตได้ ด้วยมาตรการที่ปรับขนาดการแก้ปัญหาและแจ้งเตือนพนักงานในเชิงรุก เมื่อไม่นานมานี้ ลูกค้าของวีเอ็มแวร์รายหนึ่งที่ประสบกับปัญหาแล็ปท็อปขัดข้องสามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงได้โดยใช้ Guided RCA เมื่อทำงานร่วมกับทีมแอปพลิเคชัน ลูกค้าสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดเวลาด้านวิศวกรรมหลายร้อยชั่วโมงในการแก้ปัญหาด้านประสิทธิภาพการทำงานที่สูญเสียไป

แพม คอคคา รองประธานฝ่ายเทคโนโลยีและการสร้างประสบการณ์พนักงานไอทีของวีเอ็มแวร์ กล่าวว่า “แผนกไอทีของวีเอ็มแวร์ใช้ DEX เพื่อนำกลยุทธ์ด้านไอทีเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมาใช้ นอกจากจะช่วยประหยัดเวลาของผู้เชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหาในโจทย์ที่หลากหลายขึ้นได้รวดเร็วขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความมั่นใจให้กับพนักงานฝ่ายไอทีของเราอีกด้วย ด้วย DEEM for Insights และการสนับสนุนเชิงรุก1 ชี้ให้เห็นว่าแผนกไอทีของวีเอ็มแวร์ใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาลดลงโดยเฉลี่ย 35% สิ่งนี้ช่วยประหยัดเวลาอันมีค่าของแผนกไอทีและทำให้พนักงานกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเร็วขึ้น”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย-ฝรั่งเศส มจพ. ร่วมกับ บ.เอส.ซุปเปอร์ เคเบิ้ล จำกัด สัมมนาวิชาการ “S. Super Campus Tour” ครั้งที่ 15

สถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทยฝรั่งเศส  มจพ. โดยฝ่ายเทคโนโลยีไฟฟ้าและพลังงาน ร่วมกับ บริษัท เอส.ซุปเปอร์ เคเบิ้ล จำกัด จัดสัมมนาวิชาการในโครงการ S. Super Campus Tour ครั้งที่ 15 เรื่องสายไฟฟ้าแรงดันต่ำและแสดงเครื่องทดสอบความทนกระแสของสายไฟฟ้าวันที่ 14 กรกฎาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 .ณ ห้องฝึกอบรม 704 ชั้น 7 อาคารสถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทยฝรั่งเศส  มจพ. รับจำนวน 40 คน  หัวข้อการสัมมนา ประกอบด้วย  ข้อมูลพื้นฐานของสายไฟฟ้า โครงสร้างของสายไฟฟ้า มาตรฐานสายไฟฟ้า สายไฟฟ้ามีวันหมดอายุหรือไม่รูปแบบการติดตั้ง (วิธีการเดินสาย) และ การคำนวณหาขนาดสายไฟฟ้า

ขอเชิญชวนคณาจารย์บุคลากรนักศึกษาเข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการเรื่องสายไฟฟ้าแรงดันต่ำและแสดงเครื่องทดสอบความทนกระแสของสายไฟฟ้า” 

ลงทะเบียนได้ที่ลิงก์
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSd-sErqpoI_rLrmMHBX4_Wv-rMOoLucbo7xLK9vJ3bkhx77hQ/viewform

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวรนุช เบอร์โทร. 089 786 6190

ขวัญฤทัย ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จ่อเปิดตัวไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ ในงาน Innovation Summit Bangkok 2023

ปัจจุบันไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ได้มีการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลาย ซึ่งไมโครดาต้าเซ็นเตอร์เป็นดาต้าเซ็นเตอร์สำเร็จรูปพร้อมใช้ขนาดเพียง 1 ตู้แร็ค ที่รวมระบบไฟฟ้า ระบบสำรองไฟ ระบบแอร์ และระบบมอนิเตอร์ ประกอบสำเร็จรูปภายในตัว ทำให้ง่ายต่อการติดตั้งใช้งาน และมีการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการสร้างห้องดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก เนื่องจากไม่ต้องสร้างห้องและมีแอร์ในตัว ทำให้หยัดพลังงานมากกว่าการทำความเย็นทั้งห้องดาต้าเซ็นเตอร์ ดังนั้นไมโครดาต้าเซ็นเตอร์จึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดของการใช้ศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กหรือการประมวลผลแบบเอดจ์ (Edge Computing) โดยเฉพาะตอนนี้ไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ มีความจำเป็นอย่างสูงสำหรับภาคอุตสาหกรรม 4.0 ที่ต้องการระบบประมวลผล การควบคุมและต้องการใช้ระบบ IIoT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนผลิต แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่จำกัดของโรงงานทำให้ไม่สามารถใช้งานไมโครดาต้าเซ็นเตอร์แบบทั่วไปได้ ซึ่งชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เห็นถึงปัญหาและข้อจำกัดนี้จึงพัฒนา “นวัตกรรมไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ สำหรับการใช้ในอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ” ซึ่งกำลังจะมีการเปิดให้ชมสินค้าตัวจริงในงาน Innovation Summit Bangkok 2023 ได้แก่  APC Micro Data Center R-Series เป็นโซลูชั่นไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่สมบุกสมบัน เช่น โกดัง โรงงาน ไซต์งาน อุตสาหกรรมน้ำมัน อุตสาหกรรมเหมือง เป็นต้น มาพร้อมความโดดเด่นที่ต่างจากไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ในสำนักงานทั่วไป โดยไม่ต้องการติดตั้งท่อน้ำยาแอร์ มีโครงสร้างแข็งแกร่งปิดสนิทอย่างแนบแน่น ป้องกันฝุ่น และความชื้น ใช้งานได้แม้ในพื้นที่ๆ มีความร้อนสูง ผสานระบบรักษาความปลอดภัยชั้นยอด

นอกจากนี้ในงานยังมีการเปิดตัว APC Smart-UPS Ultra นิยามใหม่สำหรับ UPS 1 เฟสในยุคอนาคต ที่เล็กที่สุดและทันสมัยที่สุด ซึ่งให้ความยืดหยุ่นในการติดตั้งได้แม้ในตู้แร็คแบบติดผนังขนาดเล็ก ด้วยรูปลักษณ์ที่บางเฉียบ และด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ Lithium-ion ทำให้คุ้มค่า อายุการใช้งานนานกว่า 3 เท่า และชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วขึ้น 2 เท่า เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีเดิม มาพร้อมระบบอัจฉริยะในตัว EcoStruxure™ Ready สำหรับการควบคุมระยะไกล และการมอนิเตอร์ในแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ง่ายในการแก้ปัญหา และคาดการแนวโน้มการใช้พลังงานได้ ให้ความยืดหยุ่นสำหรับสภาพแวดล้อมไอที และอุตสาหกรรมในยุค 4.0

นายแอบเบย์ แอนิล โกสานการ์ รองประธานกลุ่ม Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ลาว และเมียนมา  เผยว่า “ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ไม่เคยหยุดในการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยสร้างความยั่งยืนตอบโจทย์ลูกค้าทั่วโลกทั้งธุรกิจ และอุตสาหกรรม โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เปรียบเสมือนเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ และการผลิต ในยุค 4.0 ที่ทุกสิ่งต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงาน และสร้างความยั่งยืนควบคู่กันไป โดยในงาน Innovation Summit Bangkok 2023 ที่กำลังจะมีขึ้นนี้ เรามีเทคโนโลยีด้านไอที ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่จะตอบโจทย์ทุกความต้องการของธุรกิจที่ต้องการก้าวไปสู่ความยั่งยืน

ร่วมสัมผัสประสบการณ์จากนวัตกรรมใหม่ของไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ และโซลูชั่นสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ในแบบครบวงจร ได้ในงาน Innovation Summit Bangkok 2023 ใน วันที่ 5-6 กรกฎาคม 2566 ณ Grand Hall ชั้น 2, ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

 ลงทะเบียนได้แล้ววันนี้


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซีเมนส์ ประกาศกลยุทธ์การลงทุน มูลค่า 2 พันล้านยูโร มุ่งสร้างการเติบโต ขับเคลื่อนนวัตกรรม และเพิ่มความยืดหยุ่นในอนาคต

ซีเมนส์ได้นำเสนอกลยุทธ์การลงทุน มูลค่า 2 พันล้านยูโร เพื่อกระตุ้นการเติบโตในอนาคต พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรม และเพิ่มความยืดหยุ่น โดยมุ่งเน้นการลงทุนหลักไปที่การเพิ่มกำลังการผลิต ห้องปฏิบัติการนวัตกรรม ศูนย์การเรียนรู้ และโรงงานใหม่ โดยซีเมนส์ประกาศสร้างโรงงานไฮเทคแห่งใหม่ในสิงคโปร์ เพื่อรองรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเติบโตอย่างมาก

โรแลนด์ บุช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและซีอีโอของ ซีเมนส์ เอจี กล่าวว่า “เทคโนโลยีของเราตอบสนองแนวโน้มการเติบโตที่แน่นอนในอนาคต หรือ Secular Growth ที่สนับสนุนให้ลูกค้าของเราสามารถแข่งขัน สร้างความยืดหยุ่นและความยั่งยืนได้มากยิ่งขึ้น ซีเมนส์กำลังเติบโตในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ และล่าสุดเราประกาศกลยุทธ์การลงทุนเพื่อกระตุ้นการเติบโตในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม และเพิ่มความยืดหยุ่น”

“การลงทุนนี้สนับสนุนกลยุทธ์ของเราในการผสานโลกจริงและโลกดิจิทัลเข้าด้วยกัน การมุ่งเน้นการกระจายธุรกิจและธุรกิจท้องถิ่นต่อท้องถิ่น (Local-for-Local Business) การขยายฐานที่ตั้งเพิ่ม Global Presence เพื่อรองรับการเติบโตในตลาดสำคัญ”

ในปีงบประมาณ ค.ศ. 2023 บริษัทฯ คาดว่าจะเพิ่มงบประมาณการวิจัยและพัฒนาอีกประมาณห้าร้อยล้านยูโรเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งจะเน้นในด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และ

เมตาเวิร์สภาคอุตสาหกรรม (Industrial Metaverse) การวิจัยและพัฒนานี้มุ่งเสริมความแข็งแกร่งในความเป็นผู้นำของซีเมนส์ในเทคโนโลยีหลักๆ ซึ่งรวมถึง Simulation, Digital Twins, Artificial Intelligence หรือ Power Electronics พร้อมสนับสนุน Siemens Xcelerator  ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มธุรกิจดิจิทัลแบบเปิดของบริษัทฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัทได้ประกาศความร่วมมือกับ Microsoft เพื่อเร่งการสร้างโค้ดสำหรับระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมโดยใช้ ChatGPT และซีเมนส์ยังกำลังทำงานร่วมกับ NVIDIA เพื่อสร้างเมตาเวิร์สภาคอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาการออกแบบ การวางแผน การผลิต และการดำเนินงานของโรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน

กำลังการผลิตใหม่และเพิ่มเติมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซีเมนส์ได้ประกาศสร้างโรงงาน ไฮเทคแห่งใหม่ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งโรงงานแห่งนี้จะได้รับการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยี Digital Twin พร้อมนวัตกรรมฮาร์ดแวร์อัจฉริยะของซีเมนส์ โดยใช้งบลงทุนประมาณ 200 ล้านยูโร โรงงานแห่งใหม่ นี้จะกำหนดมาตรฐานใหม่ของการเชื่อมต่อเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยี ดิจิทัลมาเพิ่มศักยภาพรวมถึงการใช้กระบวนการผลิตอัตโนมัติขั้นสูง และการลงทุนนี้ยังสร้างงาน มากกว่า 400 ตำแหน่ง

กลยุทธ์มุ่งเน้นทุกภูมิภาคด้วยแผนการลงทุนทั่วโลก

อีกส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรองรับธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศจีน ซีเมนส์จะขยายโรงงานดิจิทัลในเฉิงตู เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตในท้องถิ่นของจีนในแบบ in China for China ด้วยการลงทุน 140 ล้านยูโร (1.1 พันล้านหยวน) สร้างงานใหม่ 400 ตำแหน่ง ลูกค้าในประเทศจีนของซีเมนส์จำนวนมากอยู่ในกลุ่ม Early Adopters ในการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาปรับใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีดิจิทัลและการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง นี่คือเหตุผลที่ซีเมนส์ประกาศการลงทุนในศูนย์นวัตกรรมวิจัยและพัฒนาแบบดิจิทัลแห่งใหม่ในเซินเจิ้น เพื่อเร่งการพัฒนาระบบควบคุมการเคลื่อนไหวด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ Power Electronics โดยแพลตฟอร์มธุรกิจดิจิทัลแบบเปิด Siemens Xcelerator เปิดตัวในประเทศจีนในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2022

การประกาศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ซีเมนส์มีความมุ่งมั่นที่จะขยายการผลิตในเมือง Trutnov ในประเทศสาธารณรัฐเช็ก เพื่อขยายกำลังการผลิตของโรงงานของบริษัทฯ ที่เมือง Amberg ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่าย WEF Global Lighthouse(1) นอกจากนี้ซีเมนส์ยังลงทุนอีก 30 ล้านยูโรเพื่อขยายโรงงานสวิตช์เกียร์ที่ Frankfurt-Fechenheim ในประเทศเยอรมนี ขณะที่ ซีเมนส์ โมบิลิตี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ประกาศการลงทุน 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสร้างโรงงานผลิตตู้รถไฟแห่งใหม่ในเมืองเล็กซิงตัน รัฐนอร์ทแคโรไลนา เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับรถไฟโดยสารในสหรัฐอเมริกา โดยโรงงานแห่งนี้จะสร้างงานมากกว่า 500 ตำแหน่งภายในปี ค.ศ. 2028

แผนการลงทุนมูลค่า 2 พันล้านยูโร และอีกประมาณห้าร้อยล้านยูโรที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสำหรับการวิจัยและพัฒนานั้นรวมถึงการลงทุนใน ซีเมนส์ เฮลท์ธิเนียร์ส


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Infinix พาชมไฮไลต์จากกิจกรรม Infinix x BaNANA 5G Speed Gameplay


19 มิถุนายน 2566, กรุงเทพฯอินฟินิกซ์ (Infinix) แบรนด์สมาร์ตโฟนระดับโลกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ รวบรวมภาพบรรยากาศจากกิจกรรมพิเศษใน Infinix x BaNANA 5G Speed Gameplay เพื่อส่งมอบโมเมนต์ความประทับใจให้กับผู้ใช้งานทุกคน โดยงานนี้เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าไปร่วมสนุกด้วยการทำกิจกรรมต่างๆ เล่นเกม และร่วม Meet and Greet กับทีมนักกีฬาอีสปอร์ต Bacon Time เพื่อลุ้นเป็นผู้โชคดีรับของรางวัลมากมาย พร้อมรับชมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังอย่าง โมบายล์ อดีตสมาชิกวง BNK48 และ แพรซัน ศิลปินเจ้าของเพลงฮิตมาแรงบน TikTok พร้อมกับพบมือถือสายเกมรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Infinix NOTE 30 Series ตัวจริงในงาน ซึ่งในงานได้รับเกียรติจาก นายคูเปอร์ มา ผู้จัดการประจำประเทศไทย อินฟินิกซ์ ไทยแลนด์ พร้อมด้วย นางสาว วรรณธพร วงค์ไฉไล Retail Buyer บริษัท คอมเซเว่น จํากัด (มหาชน) บริษัทดำเนินธุรกิจค้าปลีกจัดจำหน่ายสินค้ามือถือและไอที ภายใต้ชื่อร้าน BaNANA (บานาน่า) มอบรางวัลให้กับผู้โชคดีและร่วมพูดคุยถึงความร่วมมือในการจัดงานครั้งนี้ ณ บริเวณลานน้ำพุทางเชื่อมรถไฟฟ้า ชั้น 2 เซ็นทรัล พลาซ่า เวสต์เกต

กิจกรรม Infinix x BaNANA 5G Speed Gameplay ในครั้งนี้ จัดไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา โดยในงานจัดให้มีโซนกิจกรรมและจุดถ่ายรูปสุดครีเอทสีสันสดใสมากมาย เพื่อให้ทุกคนได้โพสต์ท่าถ่ายรูปกันแบบจัดเต็ม พร้อมมีบูธของที่ระลึกและโชว์มือถือสายเกมรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Infinix NOTE 30 Series นอกจากนี้ยังมีเซอร์ไพรส์ให้ผู้ที่เข้าร่วมงานและเหล่าสาวกคอเกมตัวจริงได้ใกล้ชิดกับทีมนักกีฬาอีสปอร์ต Bacon Time รวมถึงศิลปินชื่อดังและอินฟลูเอนเซอร์สายเกมที่มาร่วมสร้างสีสันในงานอีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่างานนี้ ทุกคนที่ร่วมงานได้รับความสนุกและความประทับใจกลับบ้านไปแน่นอน

เริ่มต้นกิจกรรมด้วยการไลฟ์เฟซบุ๊กจากอินฟินิกซ์ ด้วยบรรยากาศในงานสุดคึกคัก ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนๆ และต่อด้วยการเปิดงานอย่างเป็นทางการโดย นายเมธาพัฒน์ เดชะเศรษฐ์ศิริ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด อินฟินิกซ์ ไทยแลนด์ ที่มาร่วมพูดคุยถึงรายละเอียดความร่วมมือและเป้าหมายของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ รวมถึงให้ข้อมูลเกี่ยวกับโปรดักส์สินค้าและโปรโมชันพิเศษต่างๆ

ต่อด้วยการร่วมพูดคุยกับทีมนักกีฬาอีสปอร์ต Bacon Time, โมบายล์ อดีตสมาชิกวง BNK48 และ แพรซัน ศิลปินเจ้าของเพลงฮิตมาแรงบน TikTok ถึงเบื้องหลังการถ่ายหนังโฆษณาและความรู้สึกที่ได้ร่วมงานกับทาง Infinix เป็นครั้งแรก พร้อมด้วยอินฟลูเอนเซอร์สายเกมที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ ทักษะและสกิลการเล่นเกมดีๆ มากมาย เพื่อเอาใจเหล่าสาวกสายเกมและผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกมได้นำกลับไปปรับใช้ได้จริงในการเล่นของตัวเอง ตลอดจนมีการมอบของรางวัลให้กับ Lucky Fan จากการทำกิจกรรมแข่งขันเกมในมิชชั่นต่างๆ ในงาน

สุดท้ายฟินไปกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง โมบายล์ อดีตสมาชิกวง BNK48 และ แพรซัน ศิลปินเจ้าของเพลงฮิตมาแรงบน TikTok ที่มามอบรอยยิ้มและแจกความสดใส พร้อมด้วยเสียงเพลงเพราะๆ ที่ทำให้ทุกคนในงานต้องร้องตาม และเรียกเสียงกรี๊ดจากเหล่าแฟนคลับมากมาย

พิเศษ! โปรโมชันสำหรับผู้ที่ซื้อมือถือ Infinix NOTE 30 Series ระหว่างวันนี้ – 30 มิถุนายน 2566 รับฟรีของพรีเมียมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และข้อเสนอพิเศษบัตรประชาชนใบเดียว ผ่อนได้นานสูงสุด 24 เดือน พร้อมประกันความคุ้มครองตัวเครื่องเพิ่มเป็น 2 ปี รวมถึงมีประกันหน้าจอแตกนาน 90 วัน โดยผู้ที่ซื้อมือถือรุ่น NOTE 30 5G รับฟรีกระเป๋าลาย Infinix, ลำโพงบลูทูธ และพาวเวอร์แบงค์ 10000 mAh รวมมูลค่า 4,460 บาท และเมื่อซื้อมือถือรุ่น NOTE 30 4G รับฟรีกระเป๋าลาย Infinix, ลำโพงบลูทูธ และSetbox รวมมูลค่า 3,260 บาท โดยโปรโมชันจำกัดสิทธิ์เฉพาะผู้ที่ซื้อมือถือที่ร้าน BaNANA เท่านั้น หรือช้อปออนไลน์ BNN.in.th คลิกซื้อสินค้าได้ที่ Link : https://com7.co/3N7nIrP ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.infinixmobility.com/th


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

HIS MSC เข้าร่วมงาน IT Andaman 2023

คุณภูษิต อรุณรัตนดิลก, Vice President, HIS MSC Company Limited และ ทีมงานผู้บริหาร HIS MSC จัดบูธนำเสนอ “MYRA Product” ซึ่งเป็น KIOSK Self Check-in ของโรงแรม, Infor Hospitality Management Solution (HMS™) และเทคโนโลยี SYNCHROWEB รวมถึงโซลูชั่นเทคโนโลยีสำหรับการบริหารจัดการทุกด้านของโรงแรม ในงาน IT Andaman 2023 วันที่ 6 พฤษภาคม 2023 ณ โรงแรมเพิร์ล ภูเก็ต

MYRA เป็นนวัตกรรมของ KIOSK Self Check-in ในรูปแบบต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของสถานที่ ได้แก่ Myra Stand, Myra Compact, Myra Bolt, Myra ZiP, Myra OMN, Myra PURE Myra Console และ Mira Online ทำให้ MYRA เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับโรงแรม ในการนำการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลมาสู่กระบวน check-in and check-out

Infor Hospitality Management Solution (HMS™) คือระบบซอฟต์แวร์บริหารจัดการห้องพักและบริหารจัดการด้านอื่นๆ ของโรงแรม ที่มีความยืดหยุ่น ความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ช่วยให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลที่สามารถดำเนินการงานที่เกี่ยวกับแขกและสามารถประเมินการจองแต่ละรายการได้อย่างรวดเร็วและประสบการณ์ที่หลากหลาย

ส่วนเทคโนโลยี SYNCHROWEB หรือ Kiwire เป็นแพลตฟอร์มของ internet gateway ที่ช่วยจัดการระบบการใช้งานของลูกค้าและของโรงแรม แขกเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi แบบเปิดโดยไม่ต้องใช้รหัสผ่านWi-Fi หรือการเข้าถึงเครือข่าย สร้างประสบการณ์การใช้ Wi-Fi ของลูกค้าโดยไม่ติดขัด

HIS MSC Company Limited เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Infor INC.จากสหรัฐอเมริกาและ Metro Systems Corporation Public Company (MSC) ตั้งแต่ปี 2534 นำเสนอโซลูชั่นเทคโนโลยีสำหรับการบริหารจัดการทุกด้านของโรงแรม ตั้งแต่โรงแรมขนาดเล็กไปจนถึงโรงแรมระดับนานาชาติขนาดใหญ่

“HIS MSC Company Limited นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูงด้วยความเป็นมืออาชีพที่เหนือกว่า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตของลูกค้าด้วยความสำเร็จอย่างยั่งยืน มายาวนานกว่า 30 ปี”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซีเมนส์ ร่วมดัน Digital Transformation สำหรับภาคอุตสาหกรรม นำเทคโนโลยีมุ่งเน้นความยั่งยืนระดับโลกมาจัดแสดงในงาน ProPak Asia 2023

ซีเมนส์ประกาศสนับสนุน Digital Transformation สำหรับภาคอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเน้นความยั่งยืน โดยในปีงบประมาณ 2565 ของบริษัทฯ ผลิตภัณฑ์และโซลูชันของซีเมนส์ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึงประมาณ 150 ล้านตัน ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ ปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมุ่งหน้านำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงปลายทางที่เป็นผู้ประกอบการ โดยสอดรับกับแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ยึดหลัก “Sustainability” เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

ด้วยปริมาณประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมการผลิตอาหารและเครื่องดื่มถือว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งทางด้านการผลิตและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยจากสถิติ 30% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกเกิดจากการผลิตและบรรจุอาหาร(1) และ 70% ของปริมาณน้ำจืดบนโลกถูกใช้โดยอุตสาหกรรมอาหาร(2)  สำหรับประเทศไทยอุตสาหกรรมอาหารรวมถึงเครื่องดื่มยังเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม โดยจากข้อมูลของ Statista ระบุ ณ เดือนมีนาคม 2566 ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารของประเทศไทยอยู่ใน อันดับที่ 3 (119.17 จุด) รองจากกลุ่มเภสัชภัณฑ์และยาเตรียม (132.28 จุด) และอันดับ 1 คือกลุุ่มเครื่องจักรกลและอุปกรณ์อุตสาหกรรม (142 จุด)

โดยภายในงาน ProPak Asia 2023 ซีเมนส์นำนวัตกรรมและโซลูชันล้ำสมัยที่จะช่วยเร่ง Digital Transformation สำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม แบบ End-to-End ช่วยให้สามารถผลิตได้มากขึ้น เร็วขึ้น มีความยืดหยุ่นพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง ในขณะที่ใช้ทรัพยากรน้อยลง และยั่งยืนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เทคโนโลยีและโซลูชันไฮไลท์ของซีเมนส์ที่จัดแสดง ในงาน ProPak Asia 2023 (ณ บูธ N21) ได้แก่ 

  • โซลูชันการเกษตรแนวตั้ง (Vertical Farming) พลิกโฉมอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสู่ความยั่งยืน ที่สามารถลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (End-to-End) โดยประหยัดน้ำได้ถึง 95% เทียบกับการทำเกษตรทั่วไป เพิ่มผลผลิตได้มากกว่า 300 เท่าต่อตารางฟุต ลดคาร์บอนฟุตปริ้นตั้งแต่ฟาร์มจนถึงโต๊ะกินข้าวและก่อให้เกิดขยะน้อยกว่า ที่สำคัญใช้พลังงานหมุนเวียน 100% และไม่มียากำจัดศัตรูพืช
  • ซอฟต์แวร์ Opcenter APS สำหรับวางแผนและจัดตารางการผลิต เนื่องด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการวางแผนการผลิตในปัจจุบันมีความหลากหลายซึ่งบ่อยครั้งทำให้เกิดความผิดพลาด ทั้งยังยากในการปรับเปลี่ยน ส่งกระทบต่อผลผลิต และการส่งมอบสินค้า ซอฟต์แวร์ OpCenter APS ช่วยลดความซับซ้อน เพิ่มผลผลิต ลดปริมาณสินค้าคงคลังลดลง และเพิ่มความสามารถในการส่งมอบสินค้า โดย Opcenter APS สามารถเป็นนวัตกรรมเริ่มต้นสำหรับ Digital Transformation ของทุกองค์กรในภาคการผลิต
  • โซลูชัน Industrial 5G wireless networks ที่ออกแบบสำหรับอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ ด้วยการเชื่อมต่อความเร็วสูงที่มีความหน่วงในการส่งข้อมูลต่ำในระดับ 1 มิลลิวินาที มีความเสถียรและปลอดภัยสูง ช่วยรองรับการใช้แอปพลิเคชันอุตสาหกรรม เช่น หุ่นยนต์เคลื่อนที่  (Mobile Robots), การขนส่งอัตโนมัติ (Autonomous Logistics) หรือรถลำเลียงสินค้าที่ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ  (Automated Guided Vehicles or AGVs) และเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ เซ็นเซอร์ และระบบการทำงานทั้ง Information Technology (IT) และ Operation Technology (OT) ให้ลื่นไหลไร้รอยต่อ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ สนับสนุน massive Machine-Type Communications (mMTC) ซึ่งทำให้สามารถติดตั้งอุปกรณ์ IoT จำนวนมากได้ เพื่อการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น

ซีเมนส์ได้กําหนดเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและบรรษัทภิบาล (ESG) ไว้ในกรอบกลยุทธ์เฟรมเวิร์ก “DEGREE” เน้นดำเนินการใน 6 ด้าน คือ D – Decarbonization การลดปริมาณคาร์บอน E – Ethics จริยธรรม G – Governance บรรษัทภิบาล R – Resource Efficiency การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ E- Equity ความเสมอภาค และ E- Employability การจ้างงาน ครอบคลุมการดำเนินงานในทุกมิติ และบริษัทฯ พร้อมร่วมผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยให้เดินหน้าไปสู่ความยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ Thailand 4.0 ด้วยการขับเคลื่อนของเทคโนโลยีและนวัตกรรม


Exit mobile version