Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ASOLAR มอบประสบการณ์ด้านพลังงานทางเลือก เพื่อความยั่งยืนให้กับกลุ่มธุรกิจองค์กรและกลุ่มโรงงาน

บริษัท เอโซลาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายโซลาร์เซลล์ ภายใต้แบรนด์ ASOLAR (เอโซลาร์) จัดกิจกรรมให้ความรู้ในภาพรวมของระบบและเทรนด์ในอนาคตของโซลาร์เซลล์ “ASOLAR Exclusive Conference 2023 Solar Rooftop for Your Business” พลังงานทางเลือกเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ

 นายเอกภัทร ปัญญาแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอโซลาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงงานในครั้งนี้ว่า “ เอโซลาร์ มีแนวคิดในการขยายประเภทธุรกิจเพิ่มขึ้นด้วยการพาธุรกิจพัฒนาจากไฟ LED ธรรมดาให้เป็นพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ที่หลากหลาย ปัจจุบันได้มุ่งเน้นการลดค่าไฟทั้งกลุ่มบ้านและโรงงานที่เรียกกันว่าระบบ Solar Rooftop และทางแบรนด์มีความภูมิใจและมีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างความเป็นผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้งระบบ Solar Rooftop และโอกาสนี้ได้ให้ความรู้ในภาพรวมของระบบโซลาร์ Solar Rooftop พลังงานทางเลือกเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์และการดีไซน์ระบบโซลาร์รูฟท็อปให้สอดคล้องกับการใช้งานอาคาร ”

 นอกจากนี้ ยังได้ร่วมเชิญพาร์ทเนอร์พูดคุยในหัวข้อ Huawei Fusion Solar Smart PV Solutions for Green Home and the New Huawei AC Charger ที่ได้รับเกียรติจาก นายฐิตินันท์ ตรงเจริญชัย Business Development Manager จาก Huawei และ นายพงศ์เทพ พงศ์สุวรรณ Sales Manager จาก JA SOLAR ร่วมแบ่งปันความรู้ในหัวข้อ “เทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์และประสิทธิภาพการผลิตแผง” และแบ่งปันประสบการณ์การใช้งานจริงจากลูกค้าที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์จริงในโครงการพุทธอุทยานมหาราช โดย นายสหัสวรรษ ระดมสิทธิพัฒน์ ผู้จัดการโครงการพุทธอุทยานมหาราช ภายในงานยังมีธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย ที่มามอบโปรโมชั่นดีๆ ให้กับผู้ประกอบการที่สนใจสินเชื่อด้านโซลาร์เซลล์ และภายในงานทาง JA SOLAR ได้มอบรางวัล Excellent Partner ให้กับทาง เอโซลาร์ อีกด้วย

เกี่ยวกับบริษัท ASOLAR

บริษัท เอโซลาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด  ผู้นำตลาดและผู้เชี่ยวชาญด้านโซลาร์เซลล์มากกว่า 10 ปี พร้อมด้วยทีมช่างวิศวกรมืออาชีพคอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลและติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่มีคุณภาพ อีกทั้งให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ส่งมอบพลังงานสะอาดให้กับทุกบ้านทุกครอบครัว เพื่อให้สมาชิกในบ้านอุ่นใจว่าได้ใช้สินค้าที่ดีมีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้ใช้และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกลุ่มองค์กรธุรกิจและโรงงาน อุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยคุณภาพที่ได้การยอมรับจาก 2,500 ไซต์งานทั่วประเทศที่ไว้วางใจ อีกทั้งยังมีศูนย์บริการทั่วประเทศกว่า 10 สาขา ภายใต้แนวคิด “เชี่ยวชาญ ใกล้บ้าน ใกล้คุณ” 

ติดต่อสอบถามข้อมูลสินค้าได้ที่ บริษัท เอโซลาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (สำนักงานใหญ่) โทร 02 108 8599 หรือศึกษาเพิ่มเติมที่ www.asolar.co.th


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย-ฝรั่งเศส มจพ. ต้อนรับ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ผศ.ดร.พีรพงษ์ พรวงศ์ทอง ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายวิจัยและพัฒนานวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.วัฒนา แก้วมณี ผู้อำนวยการ และ ผศ.ดร.พรศักดิ์ ศรีสังสิทธิสันติ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและพัฒนากิจการสถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทยฝรั่งเศส  ร่วมให้การต้อนรับ นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และคณะในโอกาสที่เข้าเยี่ยมชมการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ตรวจสอบการเชื่อมสากล  รุ่นที่ 12/2566 โดยจัดให้กับบุคลากรจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ  กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เฟดเอ็กซ์ผนึกกำลังมาสเตอร์การ์ด® ขยายโอกาสธุรกิจไทยให้โลดแล่นไปทั่วโลก

กรุงเทพฯประเทศไทย – 4 กรกฎาคม 2566 — เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (FedEx Express) บริษัทในเครือเฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (FedEx Corp.) (NYSE: FDX) หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการขนส่งสินค้าด่วนที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศความร่วมมือกับมาสเตอร์การ์ด เพื่อช่วยขยายขีดความสามารถให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในไทย ร่วมถึงสนับสนุนลูกค้าบุคคลทั่วไปที่ต้องการส่งพัสดุไปยังต่างประเทศ

ภายใต้ความร่วมมือนี้ เฟดเอ็กซ์มอบส่วนลดค่าขนส่ง 40% ให้แก่ผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ดในประเทศไทยที่เปิดบัญชีผู้ใช้งานรายบุคคลและใช้บริการขนส่งกับเฟดเอ็กซ์ และส่วนลด 45% แก่ลูกค้าธุรกิจที่เปิดบัญชีผู้ใช้งานรายบริษัทเป็นครั้งแรก ลูกค้ารายบุคคลและธุรกิจสามารถใช้ส่วนลดดังกล่าวกับบริการขนส่งระหว่างประเทศของเฟดเอ็กซ์ ที่มาพร้อมกับความสะดวก รวดเร็ว และราคาที่เข้าถึงได้ อาทิ  FedEx International Priority® Express, FedEx International Priority®, และ FedEx International Priority® Freight[1]

ลูกค้ารายใหม่จะได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในโปรแกรม My FedEx Rewards เพื่อสะสมคะแนนและแลกของรางวัล โดยผู้ใช้บริการรายใหม่จะได้รับคะแนนโบนัสแรกเข้าเพิ่มเป็นสองเท่า ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ดที่สนใจ สามารถเปิดใช้บัญชีได้ที่นี่

“เฟดเอ็กซ์ให้ความสนับสนุนช่วยเหลือให้ธุรกิจไทยสามารถส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศได้โดยง่ายยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วโลกซึ่งเป็นจุดแข็งของเรา การร่วมมือกับมาสเตอร์การ์ดในครั้งนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมาพร้อมกับอัตราในการบริการที่แสนคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยขยายขีดความสามารถและเปิดโอกาสให้ธุรกิจในประเทศไทยได้เติบโตไปยังตลาดใหม่ ๆ ได้ทั่วโลกด้วยโซลูชันที่มีประสิทธิภาพและระบบดิจิทัลที่ล้ำหน้าของเรา” นายเทียน หลง วูน, กรรมการผู้จัดการ, เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส ประเทศไทยและมาเลเซีย กล่าว

เฟดเอ็กซ์ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการบริการและโซลูชันทางการขนส่งอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อช่วยสนับสนุนธุรกิจไทยให้สามารถเติบไปได้ทั่วโลก ตัวอย่างบริการที่เชื่อมโยงธุรกิจไทยเข้ากับ 170 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ FedEx International Economy® (IE) services ผู้ใช้บริการสามารถส่งพัสดุหรือสินค้าไปถึงประเทศปลายทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ใน 3 – 5 วันทำการ* และใช้เวลา 4 – 5 วันทำการเพื่อส่งพัสดุหรือสินค้าไปยังประเทศปลายทางในทวีปยุโรปและอเมริกา*[2] เฟดเอ็กซ์ยังมีบริการ FedEx® Delivery Manager International อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ ให้ผู้รับพัสดุหรือสินค้า ณ ปลายทาง สามารถกำหนดและติดตามรายละเอียดการจัดส่งพัสดุได้ด้วยตนเองอย่างง่ายดายผ่านเว็บไซต์ของเฟดเอ็กซ์


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มข.ผนึกกำลัง บลจ.บัวหลวง สร้างนักการเงินและการลงทุนเลือดใหม่ยกระดับเศรษฐกิจครอบครัวอีสาน

ปัจจุบันสาขาการลงทุนและการบริหารจัดการลงทุนได้ก้าวขึ้นมามีความสำคัญในสาขาด้านการเงินที่เปิดกว้างในหลายรูปแบบ เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ท่ามกลางแนวคิด “ให้เงินช่วยทำงาน” เพื่อสร้างความมั่นคงและอิสรภาพทางการเงินก่อนวัยเกษียณ ประชาชนบางส่วนจึงเกิดความกระตือรือร้นที่จะ “หาทางเลือกการลงทุน” ที่ใช่เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของตัวเอง

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างความเข้าใจในการเงินและการลงทุนที่ถูกต้องและยั่งยืน จึงได้ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (BBLAM) หรือ บลจ.บัวหลวง ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจด้านการลงทุน ครอบคลุมมิติของการบริหารจัดการความมั่งคั่ง การให้ข้อมูลด้านวิชาชีพในอุตสาหกรรมการจัดการลงทุน และการให้ความร่วมมือในเชิงการวิจัยเชิงลึกด้านวิชาการ โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ เกรียงไกร  กิจเจริญ รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคล มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.กัลปพฤกษ์  ผิวทองงาม  คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด ผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ ผู้บริหารจากบมจ.กรุงเทพฯและ BBLAM เข้าร่วมในพิธี

ศาสตราจารย์ ดร.กัลปพฤกษ์  ผิวทองงาม คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า คณะเศรษฐศาสตร์มีการเรียนการสอนใน Modul Financial Economics ซึ่งเป็นกลุ่มรายวิชาที่นักศึกษาต้องใช้ความรู้ด้านการลงทุนอยู่แล้ว และ บลจ.บัวหลวง เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการจัดการลงทุน กองทุนส่วนบุคคล การจัดการกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และการจัดการทรัพย์สินของผู้อื่น  “การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นการยกระดับความรู้ของนักศึกษา ที่จะออกไปประกอบอาชีพทางด้านการเงิน และยังนำความรู้นั้นไปสร้างความเข้าใจในด้านการเงินและการลงทุนให้ประชาชน ซึ่งหากเราทำสำเร็จในครั้งนี้จะถือเป็นการยกระดับครอบครัวไทยด้านการเงินและการลงทุนด้วย”

ทั้งนี้ คณะเศรษฐศาสตร์ มข. และ บลจ.บัวหลวงได้มีความประสงค์ร่วมกันที่จะให้ความร่วมมือและให้การสนับสนุนทางวิชาการและการวิจัยเชิงลึกรวมไปถึงการร่วมดำเนินกิจกรรมภายในข้อตกลงความร่วมมือ ดังนี้  1) โครงการให้ความรู้ด้านการลงทุนและแนะแนววิชาชีพด้านการลงทุน (Wealth Management &  Asset Management) 2) โครงการสหกิจศึกษา3) โครงการให้ความรู้ด้านการออมและการลงทุนเบื้องต้น 4) โครงการความร่วมมือด้านวิชาการระหว่าง บลจ. บัวหลวง และ มหาวิทยาลัย 5) โครงการแข่งขัน Idea Pitch Competition 6) โครงการศึกษาพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า การลงนาม MOA ระหว่างบลจ.บัวหลวงและมหาวิทยาลัยขอนแก่นครั้งนี้ เป็น MOA ฉบับแรกที่บลจ.บัวหลวงได้ร่วมลงนามกับสถาบันการศึกษา เนื่องด้วยเล็งเห็นถึงการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดของภูมิภาคอีสานโดยที่มีขอนแก่นเป็นศูนย์กลาง การวางรากฐานทางการลงทุนในภาคอีสาน ซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของภูมิภาค ผนวกกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นสถาบันที่เปี่ยมไปด้วยทรัพยากรบุคคลคุณภาพ องค์ความรู้ที่ทันสมัย และเครือข่ายที่จะสามารถเชื่อมโยงกับชุมชน    “ บลจ.บัวหลวงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้จะนำมาซึ่งผลสัมฤทธิ์ตามเป้าประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ร่วมกัน รวมถึงบรรลุพันธกิจหลักของ บลจ. บัวหลวงที่จะทำให้ครอบครัวไทย มีความมั่นคงทางการเงิน ”

ภาพ/ข่าว : รวิพร  สายแสนทอง


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แอสตร้าเซนเนก้า เผยผลสำรวจประชากรกลุ่มเสี่ยงในประเทศไทยกว่า 60% ยังคงได้รับผลกระทบในการใช้ชีวิตจากโควิด-19

แอสตร้าเซนเนก้า บริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก ตระหนักถึงผลกระทบและความเสี่ยงจากโควิด-19 ที่ยังคงส่งผลต่อการใช้ชีวิตของประชากรอีกนับล้านคนทั่วโลก จากผลสำรวจที่สะท้อนเสียงของกลุ่มประชากรที่ยังคงได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจเกี่ยวภาวะทางสุขภาพและเตรียมความพร้อมให้กับประชากรกลุ่มนี้ถึงแนวทางในการป้องกันตนเอง แม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่เริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้วก็ตาม

สำหรับประเทศไทย แอสตร้าเซนเนก้าเผยถึงผลสำรวจในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและประชากรกลุ่มเสี่ยงสูง (607) ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มประชากรราว 500,000 คนในประเทศ[1] ที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อและอาจเกิดอาการรุนแรงจากโควิด-19 ได้มากกว่าคนทั่วไป เพื่อทำความเข้าใจและแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากโควิด-19 ในด้านต่างๆ โดย ราว 60% ของกลุ่มตัวอย่างได้เผยว่า โควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตทั้งในด้านสังคมและการทำงาน

นายโรมัน รามอส ประธาน บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แม้ว่าวัคซีนและมาตรการป้องกันโควิด-19 อื่นๆ ในปัจจุบันจะสามารถป้องกันผลกระทบที่รุนแรงจากโควิด-19 ได้ แต่สำหรับประชากรกลุ่มเสี่ยงสูงและผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง มาตรการดังกล่าวอาจไม่เพียงพอ แอสตร้าเซนเนก้า จึงมุ่งเดินหน้าสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับแนวทางการป้องกันโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยยกระดับการดูแลสุขภาวะให้กับประชากรกลุ่มนี้ ซึ่งรวมถึงทางเลือกอื่นๆ ในการป้องกันและการรักษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของการเกิดอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตจากโควิด-19”

จากผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่า 40-44% ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากโควิด-19 และมีประวัติเคยได้รับวัคซีนมาก่อน คือผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง[2] ซึ่งถึงแม้ว่าจะเคยได้รับวัคซีนมาแล้วก็ตาม ประชากรที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องมีแนวโน้มสูงที่จะเสียชีวิตระหว่างเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล[3] หรือมีอาการรุนแรงจนต้องเข้ารักษาตัวในแผนกผู้ป่วยวิกฤต (ICU)2 รวมถึงมีแนวโน้มที่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจขณะรักษาตัว[4]

สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องในประเทศไทย ยังคงเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงจากโควิด-19 เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ[5] อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างของผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องในประเทศไทยกลับพบว่า กว่า 87% เชื่อว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 มีประสิทธิภาพเพียงพอแล้วต่อการป้องกันโควิด-19 ในขณะเดียวกัน กลุ่มตัวอย่างถึง 92% มีความสนใจและอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางอื่นๆ ในการป้องกันโควิด-19

ผลการสำรวจดังกล่าวได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวภาวะความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในกลุ่มประชากรดังกล่าว ตามเป้าหมายของแคมเปญ “เตรียมภูมิคุ้มกันให้ทุกความพิเศษ” จาก               แอสตร้าเซนเนก้า การส่งเสริมความตระหนักรู้ในวงกว้างจะช่วยให้ผู้ป่วยหรือผู้ที่มีความเสี่ยงตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติมโดยการเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพเกี่ยวกับแนวทางอื่นๆ ในการป้องกันโควิด-19

นพ. วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และรองผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร กล่าวว่า “สถานการณ์โรคระบาดได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประชากรกลุ่มเสี่ยงสูงหรือผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตได้มากกว่าคนทั่วไปหากได้รับเชื้อ ดังนั้น หากเรามุ่งมั่นที่จะต่อสู้กับโควิด-19 เพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยรุนแรงและอัตราการเสียชีวิต เราต้องให้ความสำคัญในการดูแลประชากรกลุ่มนี้ ด้วยการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อให้พวกเขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ”

ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจาก     โควิด-19 ได้มากกว่าคนทั่วไป ได้แก่

  • กลุ่มเสี่ยงสูง (607) ได้แก่ ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปและผู้ป่วยกลุ่มโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค
  • ผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย ที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตทั้งการฟอกเลือดและการล้างไตทางหน้าท้อง
  • ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
  • ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดหรือมะเร็งที่อวัยวะอื่นๆ
  • ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ที่แพทย์พิจารณาแล้วว่ามีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีซีดีสี่น้อยกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม.
  • ผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ ที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าควรได้รับยา

แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย ได้สานต่อ แคมเปญ “เตรียมภูมิคุ้มกันให้ทุกความพิเศษ” โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในการปกป้องผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและประชากรที่ยังคงมีความเสี่ยงสูงจากโควิด-19 เพื่อให้ผู้ป่วยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของตนเอง และขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากแพทย์ผู้รักษาเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติตนรวมถึงทางเลือกอื่นๆ ในการป้องกันโควิด-19

เกี่ยวกับ แอสตร้าเซนเนก้า

แอสตร้าเซนเนก้า (ชื่อย่อหลักทรัพย์ AZN ในตลาดหลักทรัพย์ LSE/ STO/ Nasdaq) เป็นบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก มุ่งเน้นทางด้านการคิดค้น พัฒนา และจำหน่ายยาเพื่อการรักษาโรค โดยเฉพาะในกลุ่มยาโรคมะเร็ง กลุ่มยาโรคหัวใจ ไต และระบบเผาผลาญ และกลุ่มยาโรคทางเดินหายใจ แอสตร้าเซนเนก้า มีฐานอยู่ที่เมืองเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร และดำเนินธุรกิจในกว่า 100 ประเทศ และมีผู้ป่วยหลายล้านคนทั่วโลกที่ได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมยาต่างๆ จาก แอสตร้าเซนเนก้า สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาไปยังเว็บไซต์ astrazeneca.com และช่องทางทวิตเตอร์ @AstraZeneca


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เตรียมเผยโฉมเทคโนโลยีสำหรับอาคารที่ยั่งยืนแบบครบวงจร ในงาน Innovation Summit Bangkok 2023

ปัญหาด้านพลังงานสำหรับอาคารส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง ทั้งเจ้าของอาคารเอง หรือผู้เช่า รวมไปถึงระบบสิ่งอำนวยความสะดวก ครอบคลุมทั้งอาคารให้เช่าและอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล และคอนโดมิเนียม เพราะปัญหาพลังงานอาจทำให้เจ้าของอาคารต่างเล็งลดต้นทุนในภาพรวม ส่งผลต่อธุรกิจ ทำให้ผู้พักอาศัยไม่ได้รับความสะดวกสบายเท่าที่ควร ทั้งในปัจจุบันยังเป็นเทรนด์ในเรื่องความยั่งยืน ที่ผู้ประกอบการ ต่างต้องการไปให้ถึงจุดนั้น ดังนั้นโซลูชั่น EcoStruxure Building นับเป็นการตอบโจทย์แบบครบวงจร ทั้งผู้ประกอบการและผู้พักอาศัย นอกจากนี้อาคารในยุคปัจจุบันยังมีเรื่องของ EV Charger ที่จะเข้ามามีบทบาทรองรับการใช้งานรถไฟฟ้า ซึ่งทำให้เกิดโหลดการใช้พลังงานที่มากขึ้น หากไม่ได้มีการบริหารจัดการที่ดีพอก็จะทำให้พลังงานไม่เพียงพอในการใช้งานครอบคลุมทั้งอาคาร ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัญหาในอนาคต

ในงาน Innovation Summit Bangkok 2023 ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 5-6 กรกฎาคม ชไนเดอร์ อิเล็คทริค นำเทคโนโลยีสำหรับการบริหารจัดการอาคารเพื่อสร้างความยั่งยืน ช่วยให้ผู้บริหารสามารถบริหารจัดการอาคารได้แบบมีประสิทธิภาพ อาทิ

  • อาคารสำนักงาน: โซลูชั่นในการบริหารจัดการพลังงานในอาคาร และระบบอัตโนมัติ ด้วยสถาปัตยกรรมที่ปลอดภัย ให้ศักยภาพด้าน IoT มีความยืดหยุ่น ให้ข้อมูลเชิงลึกและการวิเคราะห์พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้อย่างครบวงจรในหนึ่งเดียว ช่วยลดต้นทุนด้านการใช้พลังงาน เช่น เมื่อห้องประชุมไม่มีคน เครื่องปรับอากาศจะหยุดทำงาน หรือไฟเปิด ปิดเฉพาะ พื้นที่ๆ ใช้งานเป็นต้น
  • โรงแรม: โซลูชั่นห้องพักเชื่อมต่อ EcoStruxure ที่ให้ความยืดหยุ่น ประหยัดพลังงาน สำหรับโรงแรมสามารถช่วยสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าที่เข้าพัก ด้วยประสบการณ์ห้องพักส่วนตัวที่เชื่อมต่อกับความต้องการของลูกค้าอย่างสมบูรณ์ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่ใช้งานง่าย และยังช่วยเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับการมอบหมายในการดูแลส่วนต่างๆ สามารถบูรณาการระบบการจัดการโรงแรม ห้องพัก และสิ่งอำนวยความสะดวกได้อย่างราบรื่น ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการห้อง โซนต่างๆ  ส่งผลต่อความสะดวกสบายแก่ผู้เข้าพัก เช่น การปรับแต่งซีน ความสว่าง ให้เหมาะกับผู้เข้าพัก หรือกิจกรรมตามโซนต่างๆ ของโรงแรม หรือห้องพักได้อีกด้วย โซลูชั่นของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ไม่ได้มีความสามารถในการบริหารจัดการเพียงโรงแรมเดียว แต่ยังสามารถช่วยในการบริหารจัดการโรงแรมในเครือได้ทั่วโลก
  • เฮลธ์แคร์: โซลูชั่นที่เปี่ยมไปด้วยการสร้างความมั่นใจ และไว้วางใจให้กับลูกค้า ด้วยความปลอดภัยสูงสุด  สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นห้องปฏิบัติการ ห้องผ่าตัด ห้องพักผู้ป่วย โซนไอโซเลชั่น ซึ่ง EcoStruxure for Healthcare ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถวิเคราะห์ และควบคุมในแต่ละโซน แต่ละห้องได้ตามความต้องการ และตามความจำเป็นตามเงื่อนไขทางสุขภาพของคนไข้ นอกจากนี้ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่ลดเวลาในการทำงานที่ซ้ำซ้อน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดแก่ธุรกิจโรงพยาบาลอีกด้วย
  • EV Charger: อุปกรณ์และระบบสำหรับเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าสำหรับอาคารและสถานีชาร์จ ได้แก่ EVlink Pro AC แบบใช้ไฟฟ้า 3 เฟส ให้พลังในการชาร์จ 7.4 kW, 11 kW, 22 kW, และ EVlink Pro DC โฟกัสการทำสถานีเป็นหลัก ตัวเครื่องทนทานใช้งานในสถานที่เปิดได้อย่างดี สามารถรองรับการชาร์จได้รวดเร็ว ตั้งแต่ 120 – 180 kW สามารถใช้งานพร้อมกันได้ถึง 2 หัวจ่ายต่อเครื่อง มาพร้อม โซลูชั่น EV Charging expert ช่วยในเรื่องการบริหารจัดการโหลดพลังงานทั้งหมดให้เพียงพอในการชาร์จ และไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งานพลังงานในส่วนอื่น เช่นอาคาร หรืออุปกรณ์ชาร์จตัวอื่นๆ  และ EV Advisor ช่วยในการมอนิเตอร์สถานะของเครื่องชาร์จทั้งหมด พร้อมการวิเคราะห์ปัญหา ซึ่งโซลูชั่น EV Charger ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เรียกได้ว่ามางานเดียวครบทั้งโซลูชั่นในการติดตั้ง ครอบคลุมทั้งอาคาร หรือสถานีชาร์จ

ร่วมสัมผัสประสบการณ์จากนวัตกรรมอาคารหนึ่งในโซลูชั่นด้านความยั่งยืน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในแบบครบวงจร ได้ในงาน Innovation Summit Bangkok 2023 ใน วันที่ 5-6 กรกฎาคม 2566 ณ Grand Hall ชั้น 2, ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ลงทะเบียนได้แล้ววันนี้


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Adobe Illustrator ใช้ Firefly ยกระดับเวิร์กโฟล์วงานครีเอทีฟ เสริมศักยภาพครีเอเตอร์ทุกระดับ ด้วยฟีเจอร์ใหม่สุดล้ำ Generative Recolor

อะโดบี (Nasdaq:ADBE) ได้เปิดตัว Generative Recolor (รุ่นเบต้า) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการรวม Adobe Firefly เข้ากับ Adobe Illustrator ช่วยให้นักออกแบบสามารถทดลองสีสันต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้ข้อความคำสั่งง่าย ๆ  รีลีสใหม่ล่าสุดนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดวิสัยทัศน์ของอะโดบีในการส่งเสริมศักยภาพของครีเอเตอร์ในทุกระดับทักษะ โดยมี Firefly ทำหน้าที่เป็น Co-pilot เพื่อรองรับการสร้างสรรค์ผลงานตามจินตนาการได้อย่างรวดเร็ว

Generative Recolor รุ่นเบต้า ใช้ประโยชน์จาก Firefly ซึ่งเป็นโมเดล Generative AI สำหรับงานครีเอทีฟของอะโดบี เพื่อการทำงานโดยอัตโนมัติสำหรับขั้นตอนต่าง ๆ ที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ใช้ต้องดำเนินการด้วยตนเอง โดยจะเปลี่ยนสีสันต่าง ๆ ในอาร์ตเวิร์กแบบเวกเตอร์ได้อย่างน่าอัศจรรย์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยก่อนหน้านี้แบรนด์ต่าง ๆ สร้างสีด้วยตนเองทุกครั้งเมื่อมีการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งใหม่ เปลี่ยนตัวสีโลโก้ใหม่ หรือก่อนที่จะรีแบรนด์หรือออกแบบเว็บไซต์ใหม่ แต่ตอนนี้ด้วย Firefly นักออกแบบสามารถเพิ่มความรวดเร็วให้กับขั้นตอนการลงสีได้อย่างมาก และทำให้มีเวลามากขึ้นในการทำงานอื่น ๆ ที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์

ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา อะโดบีเป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรม AI จำนวนมาก และได้นำเสนอฟีเจอร์อัจฉริยะของ Adobe Sensei หลายร้อยรายการบน Creative Cloud, Document Cloud และ Experience Cloud ส่วน Firefly ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่การสร้างรูปภาพและเอฟเฟ็กต์ข้อความในระยะเริ่มต้นและ Firefly ได้กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีรุ่นเบต้าที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอะโดบี โดยผู้ใช้ Photoshop สามารถสร้างภาพได้มากกว่า 150 ล้านภาพในเวลาเพียงสามสัปดาห์โดยใช้ ฟีเจอร์ Generative Fill ที่ขับเคลื่อนโดย Firefly

แอชลีย์ สติล, รองประธานอาวุโสฝ่ายสื่อดิจิทัลของอะโดบี กล่าวว่า “Adobe Illustrator เป็นเครื่องมือที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบผลงานที่โดดเด่นที่สุดในโลกมากมาย ตั้งแต่โลโก้แบรนด์ไปจนถึงแพ็กเกจจิ้งสินค้า Firefly จะช่วยให้ลูกค้าเร่งขั้นตอนการทำงานครีเอทีฟ และประหยัดเวลาได้หลายชั่วโมง และขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มความสะดวกในการคิดค้นไอเดีย การทดลอง และการสร้างชิ้นงานอย่างรวดเร็ว”

การบูรณาการ Firefly เข้ากับ Illustrator โดยตรง แสดงให้เห็นถึงความพยายามของอะโดบีที่จะยกระดับเวิร์กโฟลว์งานครีเอทีฟทั้งหมด ด้วยการเพิ่มความรวดเร็ว ความแม่นยำ และประสิทธิภาพ Firefly คือบริการ AI ที่โดดเด่นที่สุดในตลาด ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพระดับมืออาชีพ และสามารถใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้อย่างปลอดภัยเข้ากับเวิร์กโฟลว์ของครีเอเตอร์โดยตรง  อะโดบีวางแผนที่จะช่วยให้องค์กรและแบรนด์ต่าง ๆ สามารถปรับแต่ง Firefly โดยใช้แอสเสทของแบรนด์เอง และสร้างคอนเทนต์ตามแนวทางและสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยใช้ API เพื่อเพิ่มการทำงานแบบอัตโนมัติ  นอกจากนี้ องค์กรต่าง ๆ จะได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจากอะโดบี สำหรับคอนเทนต์ที่สร้างด้วยเวิร์กโฟลว์ที่ขับเคลื่อนด้วย Firefly ซึ่งจะช่วยให้สามารถนำไปใช้งานทั่วทั้งองค์กรได้อย่างมั่นใจ

Geneative Recolor สะท้อนตัวตนและวิสัยทัศน์ของคุณในรูปแบบเวกเตอร์

Generative Recolor ที่เปิดตัวล่าสุดนี้ จะช่วยปรับปรุงการทำงานของ Illustrator ด้วยความสามารถที่น่าทึ่งของ Generative AI  ฟีเจอร์ใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อตรวจจับจุดสำคัญของภาพ เช่น “เที่ยงวันในทะเลทราย” หรือ “เที่ยงคืนในป่า” แล้วแปลเป็นธีมแบบกำหนดเอง เพื่อเปลี่ยนสีของอาร์ตเวิร์กแบบเวกเตอร์  เทคโนโลยีรุ่นบุกเบิกนี้จะลงสีให้กับภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ที่ซับซ้อนแบบอัติโนมัติ โดยอ้างอิงจากข้อความคำสั่งง่าย ๆ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาได้อย่างมาก เพราะศิลปินไม่จำเป็นต้องทำการแก้ไขวัตถุแต่ละชิ้นด้วยตนเอง

Generative Recolor ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับกระบวนการด้านครีเอทีฟอย่างมาก และเหมาะสำหรับทุกสิ่งตั้งแต่โลโก้ของแบรนด์ไปจนถึงกราฟิกด้านการตลาดและโฆษณา ภาพวาดและภาพประกอบดิจิทัล หรือการนำเสนอแรงบันดาลใจและการสร้างอารมณ์  นักออกแบบสามารถทดสอบดีไซน์แพ็กเกจจิ้งของสินค้า ซึ่งครอบคลุมตัวเลือกสีต่าง ๆ ดูโฆษณาในรูปแบบที่แตกต่างตามฤดูกาลหรือเทศกาล และสร้างภาพประกอบโดยใช้ชุดสีที่หลากหลายนับไม่ถ้วน

Generative Recolor นำเสนอโอกาสที่น่าตื่นเต้นมากมายสำหรับนักออกแบบ เช่น:

  • ตรวจจับสีได้เร็วขึ้น: ประหยัดเวลาด้วยการเปลี่ยนสีกราฟิกอย่างรวดเร็วและชาญฉลาด โดยใช้ข้อความคำสั่งง่าย ๆ
  • ค้นหาและเปลี่ยนแปลงสี: ทดลองอย่างง่ายดายโดยใช้สี จานสี และธีมต่าง ๆ เพื่อให้ได้รูปลักษณ์และความรู้สึกที่เหมาะสมสำหรับงานอาร์ตเวิร์กของคุณ
  • สร้างชุดสีที่หลากหลาย: สร้างสีสันต่าง ๆ ที่หลากหลายจากไฟล์อาร์ตเวิร์กไฟล์เดียว สำหรับใช้บนโซเชียลมีเดีย สื่อสิ่งพิมพ์ และเว็บ

นวัตกรรมใหม่อื่นๆ ของ Adobe Illustrator

Illustrator รุ่นล่าสุดยังประกอบด้วยฟีเจอร์และนวัตกรรมใหม่ ๆ อีกมากมาย เช่น Retype (รุ่นเบต้า), ฟังก์ชั่น Layers ใหม่ ๆ และการปรับปรุง Image Trace ซึ่งจะช่วยให้สามารถทำการสร้างสรรค์ได้รวดเร็วและง่ายดายกว่าที่เคย  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

ความพร้อมใช้งาน

Generative Recolor และ Retype พร้อมใช้งานแล้ววันนี้ ในรูปแบบฟีเจอร์เบต้าใน Illustrator พร้อมการปรับปรุง Layers และ Image Trace

เกี่ยวกับอะโดบี

อะโดบีกำลังเปลี่ยนแปลงโลกผ่านประสบการณ์ดิจิทัล สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชม www.adobe.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ครั้งแรก! กับการรวมพลัง 7 พันธมิตร เปิดตัว PRO-Thailand Network

กรุงเทพฯ 28 มิถุนายน 2566 : 7 บริษัทพันธมิตรชั้นนำในประเทศไทย ประกาศเปิดตัว “เครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” (Packaging Recovery Organization Thailand Network) หรือ “PRO-Thailand Network” อย่างเป็นทางการ มุ่งมั่นขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการขยายความรับผิดชอบไปยังผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility [“EPR”]) เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อผลักดันให้เกิดการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วของภาคประชาชน เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลหรือนำไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย

ทั้งนี้ สมาชิกของ “เครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” หรือ PRO-Thailand Network ประกอบด้วย เจ้าของตราสินค้า ผู้ผลิตสินค้า รวมถึงผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งสิ้น 7 บริษัท ได้แก่ บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด, บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด และบริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อค จำกัด ซึ่งต่างให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและมีนโยบายด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนในระดับโลก รวมถึงตระหนักร่วมกันถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วของภาคประชาชน ซึ่งไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี และกลายเป็นขยะในประเทศไทย ดังนั้น จึงตัดสินใจมารวมตัวกันโดยสมัครใจตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการ EPR เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน มุ่งเน้นการจัดการตลอดช่วงชีวิตของบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่ต้นทางคือการออกแบบและเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงปลายทางคือการเก็บกลับ การรีไซเคิล หรือการแปรสภาพบรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ส่งเสริมให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน (Circular Economy) ในประเทศไทย ในเบื้องต้น PRO-Thailand Network ได้เริ่มต้นทดลองโมเดลการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว 3 ประเภทคือ ขวดพลาสติก PET (Polyethylene Terephthalate) กล่องเครื่องดื่ม (อาทิ กล่องนม น้ำผลไม้ กล่องน้ำกะทิ) และถุงบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (อาทิ ซองขนม กาแฟ) ภายใต้การทำงานกับมูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน หรือมูลนิธิ 3R

คณะผู้บริหารของ PRO-Thailand Network กล่าวว่า “แนวทางการดำเนินงานของ PRO-Thailand Network คือส่งเสริมการเก็บกลับและรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วของภาคประชาชน เพื่อนำกลับมารีไซเคิล หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ คือ 1. การสร้างความร่วมมือ ด้วยการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่การจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว และการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ในระบบการจัดการขยะ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพในการลดขยะบรรจุภัณฑ์และเพิ่มการรีไซเคิลสู่การนำกลับมาใช้ใหม่ 2. การอำนวยความสะดวก ด้วยการพัฒนาปรับปรุงระบบการรีไซเคิลที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า องค์กร Non-Governmental Organization (NGO) องค์กรธุรกิจและการค้า สื่อมวลชน ประชาชน และหน่วยงานรัฐบาล และ 3. การสร้างโมเดลต้นแบบ ด้วยโครงการนำร่องที่มีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการเก็บกลับ การรีไซเคิล และ/หรือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก่อนจะขยายผลเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพในระดับประเทศ

นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเสริม “ทุกวันนี้ กรมควบคุมมลพิษต้องการขับเคลื่อนให้การจัดการขยะของประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดการเกิดขยะที่แหล่งกำเนิด การเพิ่มศักยภาพในการจัดการขยะเพื่อหมุนเวียนทรัพยากรตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการส่งเสริมการบริหารจัดการขยะอย่างถูกวิธี ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน การทำงานของ PRO-Thailand Network จึงเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่จะมีส่วนสำคัญในการช่วยลดการเกิดขยะจากบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วตั้งแต่ต้นทาง โดยเน้นการเก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์กลับไปรีไซเคิลหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้ก็มีให้เห็นในหลายประเทศทั่วโลก และในส่วนของกรมควบคุมมลพิษเห็นว่าการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนไม่สามารถลงมือทำให้ประสบความสำเร็จได้โดยปราศจากแรงสนับสนุนด้านกฎหมายจากภาครัฐ ดังนั้น กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้มีการจัดทำกฎหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนของประเทศไทย ภายใต้หลักการ EPR ซึ่งจะกำหนดให้ผู้ที่มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่ของบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและเป็นธรรม อันจะนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทยอย่างแท้จริง และ PRO-Thailand Network ก็เป็นหนึ่งในคณะทำงานที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ร่วมกันมาโดยตลอด”

นับตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน PRO-Thailand Network ดำเนินโครงการนำร่อง ผ่านมูลนิธิ 3R เพื่อเรียนรู้ ปรับปรุง และพัฒนา PRO Model ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ดร. วิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานมูลนิธิ 3R อธิบายเพิ่มเติมว่า “มูลนิธิ 3R ในฐานะองค์กรที่มีภารกิจหลักในการผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด 3R (Reduce-Reuse-Recycle) มาอย่างยาวนาน เราตระหนักถึงความสำคัญของการนำหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ EPR มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วอย่างเป็นระบบและครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การผลิต นำเข้า จำหน่าย การบริโภค และการจัดการหลังการบริโภค โดยให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และในวันนี้ เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ที่ PRO-Thailand Network ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ภายใต้ความร่วมมือกับ มูลนิธิ 3R เพื่อส่งเสริมการทำงานของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่บรรจุภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยระบบโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของภาครัฐ และช่วยลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม”

“การเปิดตัววันนี้นับเป็นก้าวสำคัญซึ่งเราทั้ง 7 บริษัทเชื่อมั่นว่า การขยายความร่วมมือในการรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วไปยังบริษัทผู้เป็นเจ้าของตราสินค้า ผู้ผลิตสินค้า รวมถึงผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ตลอดจนกลุ่มผู้บริโภคที่เราอยากเชิญชวนให้มีการแยกบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว ออกจากขยะเศษอาหาร จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบริบทใหม่ของการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วของประเทศไทยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หน่วยงานที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ PRO-Thailand Network สามารถติดต่อผ่าน Facebook: PRO-Thailand Network https://web.facebook.com/prothailandnetwork” คณะผู้บริหาร PRO-Thailand Network กล่าวทิ้งท้าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์คาดการณ์มูลค่าใช้จ่ายไอทีของบริการธนาคารและการลงทุนทั่วโลก ปี 2566 สูงถึง 652 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

กรุงเทพฯ ประเทศไทย วันที่ 27 มิถุนายน 2566 — การ์ทเนอร์ อิงค์ คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีของบริการธนาคารและการลงทุนทั่วโลกจะสูงถึง 652.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2566 เพิ่มขึ้น 8.1% จากปี 2565 โดยในหมวดซอฟต์แวร์จะมีอัตราการเติบโตมากที่สุด เพิ่มขึ้น 13.5% ในปีนี้

เดบบี้ บัคแลนด์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันเปลี่ยนบริบทการลงทุนในเทคโนโลยีของภาคการธนาคารและการลงทุนในปีนี้ แทนที่จะปรับลดงบประมาณไอที องค์กรกำลังใช้จ่ายมากขึ้นกับประเภทเทคโนโลยีที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น การใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ที่กำลังเปลี่ยนจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้เองไปเป็นการซื้อโซลูชันที่สร้างมูลค่าจากการลงทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

การลงทุนในคลาวด์ยังคงสำคัญเหมือนเดิม

จากการสำรวจ CIO and Technology Executive Survey ประจำปี 2566 ของการ์ทเนอร์ พบว่าในปี 2566 CIO ในกลุ่มบริการธนาคารและการลงทุนจะใช้เงินก้อนใหม่หรือเพิ่มการลงทุนจำนวนมากที่สุดไปกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ ข้อมูลและการวิเคราะห์ เทคโนโลยีที่ใช้ร่วมกัน และคลาวด์

ผู้บริหารไอทีมากกว่าครึ่งวางแผนเพิ่มการลงทุนในคลาวด์และลดการใช้จ่ายด้านไอทีในดาต้าเซ็นเตอร์ของตนเอง สะท้อนให้เห็นจากยอดการเติบโตที่ช้าลงของการใช้จ่ายด้านระบบดาต้าเซ็นเตอร์ลดลงจาก 13.2% ในปี 2565 เป็น 5.7% ในปี 2566 (ดูตารางที่ 1) โดยธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ กำลังยกเลิกการลงทุนไปกับสินทรัพย์มีตัวตน (Tangible Assets) และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรขององค์กร (CAPEX) เพื่อหันมาใช้บริการและลงทุนกับสินทรัพย์ในรูปแบบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ (OPEX) เพื่อตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าและตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป 

ตารางที่ 1. คาดการณ์มูลค่าใช้จ่ายไอทีทั่วโลกของบริการธนาคารและการลงทุน (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

หมวดหมู่การลงทุนด้านไอที มูลค่าการใช้จ่าย ปี 2565 มูลค่าการเติบโต ปี 2565 (%) มูลค่าการใช้จ่าย ปี 2566 มูลค่าการเติบโต ปี 2566 (%)
Data Center Systems 34,467 13.2 36,433 5.7
Devices 37,961 -9.9 37,149 -2.1
Internal Services 52,933 -2.2 55,156 4.2
IT Services 246,698 5.2 269,735 9.3
Software 153,268 11.2 174,014 13.5
Telecom Services 77,736 -2.9 79,599 2.4
รวม 603,063 4.1 652,086 8.1

ที่มา: การ์ทเนอร์ (มิถุนายน 2566) 

พีท เรดชอว์ รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ ระบุว่า “เพื่อรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน CIO ขององค์กรที่ให้บริการธนาคารและการลงทุนกำลังจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายอย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน เช่น การมอบประสบการณ์ลูกค้าที่ดีขึ้น (CX) และการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขอบเขตพื้นที่ใหม่ ๆ กลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ และสายงานธุรกิจใหม่ ๆ ที่ซึ่งเปลี่ยนไปจากเมื่อปีก่อนที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและเคยเป็นเป้าหมายหลักของ CEO ของธุรกิจการเงินการธนาคาร”

บริการไอทียังเป็นกลุ่มที่มียอดการใช้จ่ายมากที่สุด

เนื่องจากการใช้บริการให้คำปรึกษาและการบริการ Infrastructure As A Service (IaaS) ที่เพิ่มขึ้น บริการไอทีจะเป็นกลุ่มที่มียอดการใช้จ่ายสูงที่สุด โดยคาดว่าจะสูงถึงเกือบ 270 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2566 เพิ่มขึ้น 9.3% จากปี 2565 สะท้อนถึงบทบาทที่สำคัญของผู้ให้บริการด้านไอทีที่มากขึ้นและมีส่วนช่วยเหลือองค์กรในกลุ่มบริการธนาคารและการลงทุนเพื่อรับมือกับโอกาสและความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น

“ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทำให้องค์กรต่าง ๆ ต้องแบ่งสัญญาระยะยาวออกเป็นโปรเจกต์สั้น ๆ หลาย ๆ โปรเจกต์” บัคแลนด์ กล่าวเพิ่ม “นอกจากนั้นยังลังเลที่จะเซ็นสัญญาใหม่ ยึดอยู่กับการริเริ่มระยะยาว หรือรับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งเป็นการผลักดันให้มีการใช้บริการที่ปรึกษาด้านไอทีเพิ่มขึ้น”

ปัญหา Talent Shortage ก่อให้เกิดต้นทุนใช้จ่ายภายในองค์กร

การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะความสามารถทั่วโลกส่งผลกระทบต่อองค์กรในกลุ่มบริการธนาคารและการลงทุน โดยทำให้มูลค่าการใช้จ่ายบริการภายในเพิ่มขึ้น 4.2% ในปี 2566 เนื่องจากมีต้นทุนการจ้างงานและการรักษาทีมงานที่มีทักษะความสามารถเพิ่มขึ้น

“แม้เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการปลดพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่หลายแห่งแต่บุคลากรที่มีทักษะความสามารถระดับสูงกลับไม่ได้มองว่าธนาคารเป็นจุดหมายปลายทางที่อยากมาทำงานด้วย หรือมอบรายได้ที่คุ้มค่า หรือน่าตื่นเต้นที่สุดที่ได้ทำงาน ดังนั้นองค์กรจำเป็นต้องมีโซลูชันที่เน้นนวัตกรรมเพื่อคัดสรรบุคลากรมากขึ้น อาทิ การลดข้อกำหนดของการศึกษาในมหาวิทยาลัย และเพิ่มสิทธิประโยชน์อื่นๆ มากขึ้น เช่น การฝึกอบรมเพื่อสร้างทักษะใหม่ ๆ ตลอดชีวิต การสร้างทีมไฮบริด การเพิ่มวิธีการที่เน้นความคล่องตัว และการร่วมมือด้านฟินเทค” เรดชอว์ กล่าวเพิ่ม 

ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจาก Gartner for High Tech ได้ทาง Twitter และ LinkedIn หรือเยี่ยมชม IT Newsroom สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. จัดพิธีมอบยานใต้น้ำไร้คนขับแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2566 .ดร.สมฤกษ์ จันทรอัมพร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นประธานพิธีส่งมอบยานใต้น้ำไร้คนขับเพื่อตรวจสอบแผงผลิตไฟฟ้าลอยน้ำให้แก่ คุณประเวทย์ เกิดวัดท่า ผู้อำนวยการฝายบำรุงรักษาเครื่องจักรกล การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้รับมอบ โดยมี รศ.ดร.รามิล เกศวรกุล หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวรายงาน ณ ห้องประชุมวิจิตรวาที คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ.

ทั้งนี้โครงการวิจัยพัฒนายานได้น้ำไร้คนขับมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบ และสร้างยานใต้น้ำที่สามารถตรวจสอบสภาพทุ่นลอยน้ำและทุ่นใต้น้ำของแผงผลิตไฟฟ้าได้ อีกทั้งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาพประเภทตัวกรองสัญญาณเพื่อใช้ในการตรวจสอบ  และประเมินความเสียหายเบื้องต้น 

การดำเนินโครงการวิจัย การออกแบบและสร้างพลศาสตร์ของไหลและสร้างระบบขับเคลื่อนของยาน ให้ตัวยานทรงตัวได้ขณะลอยอยู่ในน้ำ  โดยมีชุดขับดันทั้งหมด 12 ชุด ทำงานอย่างอิสระ โดยมิติของยานใต้น้ำไร้คนขับ มีตัวถังกว้าง 400 มิลลิเมตร ยาว 700 มิลลิเมตร สูง 300 มิลลิเมตร  ระบบถ่ายภาพและบันทึกวีดีโอ การประมวลผล ติดตั้งด้านหน้าหุ่นยนต์ โดยกล้องมีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมบันทึกวีดีโอระดับ RGB และมีไฟช่วยการมองเห็น  ยานสามารถสำรวจในน้ำความลึกไม่น้อยกว่า 25 เมตร ระยะทางไม่น้อยกว่า 250 เมตร โดยติดตั้งระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก (USBL-Seatrac X150 และ X010) ระบบตรวจจับระยะด้วยเสียง (Multibeam sensor – Blueprint Subsea รุ่น Oculus M750D) รวมทั้งระบบตรวจจับความเร็วใต้น้ำ

(DVL-A50) การขับเคลื่อนระยไกล ถ่ายทอดภาพการปฏิบัติงานใต้น้ำแบบใช้สายสัญญาณโดยระบบไฟส่องสว่างใต้น้ำ ซึ่งได้ทดสอบระบบการทำงานแบบไร้สายสัญญาณใต้ของยานใต้น้ำ ณ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำ เขื่อนสิรินธร


Exit mobile version