Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซีพี-เมจิ เปิดตัว “ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น” ชวนผู้บริโภคส่งแกลลอนนม รีไซเคิลเป็นถังขยะ

13 กรกฎาคม 2566, กรุงเทพฯ – บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ผู้นำในอุตสาหกรรมนมพาสเจอร์ไรส์ของประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ “ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น” เชิญชวนประชาชนส่งแกลลอนนมเมจิ ซึ่งเป็นพลาสติกแบบขุ่น (HPDE) และเป็นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายมากที่สุดของซีพี-เมจิ เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ตั้งเป้าเก็บ 15,000 แกลลอน  แปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกเพื่อนำมาผลิตเป็น “ถังขยะ เพื่อแยกขยะ” จำนวน 500 ถัง มอบให้จังหวัดสระบุรี ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2566

ซีพี-เมจิ มีเจตนารมณ์ขององค์กรและนโยบายการพัฒนาความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “เพิ่มคุณค่าชีวิต – Enriching Life” และหนึ่งในประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน คือการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะพลาสติก โดยเฉพาะพลาสติกประเภท HDPE (High Density Polyethylene) หรือพลาสติกแบบขุ่นซึ่งเป็นพลาสติกที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์นมเมจิ จึงเปิดตัวโครงการ “ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น” เพื่อรณรงค์ให้คนไทยร่วมกันส่งแกลลอนนมที่ใช้แล้ว เข้าสู่กระบวนการจัดการที่ถูกต้อง และเพิ่มคุณค่าด้วยการรีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีประโยชน์ต่อชุมชน

นางสาวชาลินี พูนลาภมงคล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด กล่าวว่า “โครงการ ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น เป็นหนึ่งในโครงการเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ และเป็นก้าวแรกของซีพี-เมจิ ในการดำเนินการด้านขยะพลาสติก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศและระดับโลก

“พลาสติก HDPE นั้นสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ แต่ยังไม่ได้มีการทำอย่างแพร่หลายนัก เนื่องจากซีพี-เมจิ มีการใช้บรรจุภัณฑ์ประเภท HPDE เป็นจำนวนมาก เราจึงริเริ่มโครงการนี้ขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้ และสร้างความร่วมมือกับลูกค้าและผู้บริโภคของเราในการแยกขยะพลาสติก โดยเฟสแรกนี้ เราตั้งเป้าในการเก็บแกลลอนพลาสติกจำนวน 15,000 แกลลอน นำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และแปรรูปเป็นถังขยะสีเหลืองสำหรับขยะรีไซเคิล จำนวน 500 ถัง ส่งมอบให้กับจังหวัดสระบุรี เพื่อกระจายไปยังพื้นที่ชุมชนและพื้นที่สาธารณะทั่วจังหวัด ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้านการจัดการขยะอย่างถูกต้องให้กับทุกภาคส่วนต่อไป

ทางด้านนายทศพล ศุภเมธีกูลวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร CirPlas ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการจัดการขยะพลาสติก กล่าวว่า “ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะพลาสติกมากถึง 2 ล้านตัน โดยขยะมากกว่า 75% ไม่ได้รับการจัดการที่ถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งมักจะถูกนำไปฝังกลบ หรือเผาทำลาย ส่งผลให้เกิดการหลุดรอด และตกค้างในสิ่งแวดล้อม ส่วนพลาสติกที่ถูกนำกลับมารีไซเคิลสูงที่สุดคือพลาสติกประเภท PET อยู่ที่ 70% รองลงมาคือ PP 25% และ บรรจุภัณฑ์ประเภท HDPE อยู่ที่ 20% ซึ่งต้องขอขอบคุณโครงการซีพี-เมจิ รีไซขุ่น ที่จะทำตัวเลขตรงนี้มีการเปลี่ยนแปลงให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ไปในทางที่ดีขึ้น โดยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ ด้วยการแยกขยะอย่างถูกต้อง เพียงแค่นำแกลลอนพลาสติกไปทิ้ง ณ จุดรับทิ้งของ CirPlas กว่า 60 จุดทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล บริษัทฯ จะทำการเก็บและนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติกใหม่ ซึ่งจะถูกนำไปผลิตเป็นถังขยะต่อไป โดยลูกค้าสามารถค้นหาข้อมูลของจุดรับทิ้งได้ที่ เฟสบุค CirPlas หรือ Line Official (@cirplas) และลูกค้าสามารถสังเกตเครื่องหมายแคมเปญ ซีพี-เมจิ รีไซขุ่นได้ทุกจุดรับทิ้งแกลลอน”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผลสำรวจจากการ์ทเนอร์เผยผู้บริหารระดับซีอีโอระบุว่า AI คือเทคโนโลยีที่สร้างผลกระทบสูงสุดต่อภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ

  • ครึ่งหนึ่งของบรรดาซีอีโอเผยว่า “การเติบโต (Growth)” เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรก
  • ซีอีโอส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและถดถอยจะเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ และส่งผลกระทบไม่ลึก
  • ปัญหาเงินเฟ้อและความอ่อนไหวด้านราคากำลังทำให้พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 13 กรกฎาคม 2566 – การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจของซีอีโอและผู้บริหารระดับสูง พบว่า 21% ระบุว่าปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่สุดและเชื่อว่าจะส่งผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรมไปในอีก 3 ปีข้างหน้านี้

มาร์ค ราสกิโน รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “Generative AI จะส่งผลกระทบอย่างสูงต่อธุรกิจและรูปแบบการดำเนินงานต่าง ๆ อย่างไรก็ตามความกลัวที่จะตกเทรนด์หรือพลาดโอกาสทางธุรกิจกลับเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของตลาดเทคโนโลยี โดย AI กำลังเข้าไปสู่จุดที่ผู้บริหารที่ยังไม่ลงทุนในเทคโนโลยีนี้เริ่มกังวลว่าพวกเขาอาจพลาดบางสิ่งที่สำคัญในการแข่งขัน”

The 2023 Gartner CEO and Senior Business Executive Survey เป็นรายงานประจำปี จัดทำขึ้นเพื่อสำรวจมุมมองของบรรดาผู้บริหารธุรกิจอาวุโสกว่า 400 ราย ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรม ที่มีรายได้และขนาดองค์กรแตกต่างกัน จากทั้งภูมิภาคอเมริกาเหนือ (North America), ยุโรป, เอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลางและแอฟริกาใต้

ครึ่งหนึ่งของซีอีโอมองว่า “Growth” คือ กลยุทธ์ทางธุรกิจที่มีความสำคัญอันดับแรก

คริสติน โมเยอร์ รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เมื่อต้องจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ซีอีโอรู้สึกลังเลแต่ยังเดินหน้าไปต่อ โดยซีอีโอเกินครึ่งเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและถดถอยในปีนี้จะกินเวลาช่วงสั้น ๆ และผลสำรวจยังเผยให้เห็นว่ากระแสเงินสด เงินทุน และการระดมทุนมีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย”

แม้องค์กรจะเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามา แต่ครึ่งหนึ่งของผู้บริหารระดับสูงระบุว่าการเติบโต (Growth) เป็นความสำคัญเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจอันดับแรกในอีกสองปีข้างหน้านี้ โดยยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอยู่ในอันดับต้น ๆ รองลงมา คือ ประเด็นด้านแรงงาน (ดูรูปที่ 1)

รูปที่ 1: สิบอันดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจของซีอีโอ ช่วงปี 2566-2567 (รวมคำตอบสามอันดับแรก)

ที่มา: การ์ทเนอร์ (พฤษภาคม 2566)

“หลังสามปีแห่งความผันผวน การจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินธุรกิจของซีอีโอเริ่มมั่นคง โดยผู้นำในระดับผู้บริหารกำลังมองทะลุผ่านช่วงเวลาวิกฤตรอบด้านไปสู่ช่วงเวลาแห่งการขับเคลื่อนการแข่งขันในยุคถัดไปที่ยึดพนักงานที่มีความสามารถ (Talent) ความยั่งยืน (Sustainability) และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (Digital Transformation) เป็นปัจจัยขับเคลื่อนและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยมีการกล่าวถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น 25% จากการสำรวจเมื่อปีก่อน นับเป็นครั้งแรกที่ความยั่งยืนติด 10 อันดับแรกของความสำคัญเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ และการ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2569 ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมจะมีความสำคัญสูงกว่าหมวดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

เงินเฟ้อดันพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน

ซีอีโอ 22% ระบุว่าเงินเฟ้อ (Inflation) เป็นความเสี่ยงที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจมากที่สุด และเกือบหนึ่งในสี่ของบรรดาซีอีโอคาดการณ์ว่าในปีนี้ความอ่อนไหวด้านราคา (Price Sensitivity) ที่สูงขึ้นสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดต่อความคาดหวังของลูกค้า อย่างไรก็ตามการเพิ่มราคาสินค้าและบริการยังเป็นแนวทางรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อที่มีความสำคัญที่สุด (44%) ตามด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน (36%) และการเพิ่มประสิทธิผล รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้ระบบอัตโนมัติ (21%)

“เป็นเรื่องน่ากังวลที่ซีอีโอดูเหมือนจะไม่ให้ความสำคัญกับประสิทธิผลมากเท่าที่ควรในช่วงภาวะเงินเฟ้อ หรืออาจเป็นเพราะพวกเขามองว่าปัญหาเงินเฟ้อจะไม่กลายเป็นปัจจัยถาวรของภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ ผู้นำและซีอีโอต้องนำระบบอัตโนมัติมาปรับใช้เพื่อออกแบบวิธีการทำงาน สร้างกระบวนการและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้มีประสิทธิภาพ แทนที่การผลักภาระต้นทุนไปให้ลูกค้า” โมเยอร์ กล่าวเพิ่มเติม

การดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุดต่อทีมงาน

เมื่อถามถึงผลกระทบของความเสี่ยงต่าง ๆ ที่มีต่อธุรกิจ ซีอีโอ 26% ระบุว่าการขาดแคลนบุคลากรเป็นความเสี่ยงที่สร้างความเสียหายให้องค์กรมากที่สุด ดังนั้นการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถจึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารควรให้ความสำคัญสูงสุด โดยความกังวลเกี่ยวกับค่าตอบแทนคือการเปลี่ยนแปลงใหญ่สุดของพนักงานและพฤติกรรมของพนักงานในอนาคต รองลงมาคือ ความต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น และการทำงานระยะไกลหรือไฮบริด

“ท่ามกลางสภาวะเงินเฟ้อจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ค่าจ้างมีความสำคัญมาก แต่ในวงจรเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ ปัญหาการว่างงานมักจะบ่อนทำลายอำนาจของตลาดแรงงาน” มาร์ค ราสกิโน กล่าวเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจาก Gartner for High Tech ได้ทาง Twitter และ LinkedIn หรือเยี่ยมชม IT Newsroom สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ลาซาด้า เปิดตัวบริการโลจิสติกส์แบบมัลติแชนแนลในไทย ตอบโจทย์ผู้ประกอบการในการจัดการคลังสินค้าและจัดส่งครบวงจร ครอบคลุมหลายช่องทางอีคอมเมิร์ซ

กรุงเทพฯ, 13 กรกฎาคม 2566 – ลาซาด้า เปิดตัวบริการโลจิสติกส์แบบหลากหลายช่องทาง (Multi-Channel Logistics: MCL) นำเสนอโซลูชันที่ช่วยให้ผู้ขายสามารถบริหารจัดการคลังสินค้าและการจัดส่งได้อย่างครบวงจรในที่เดียว ไม่ว่าเป็นคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มใด ถือเป็นครั้งแรกที่มีการให้บริการนี้แก่แบรนด์และผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย โดยลาซาด้ามีเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้บริการด้วยการจัดส่งที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ลาซาด้า โลจิสติกส์ ได้เปิดตัวบริการด้านโลจิสติกส์แบบหลากหลายช่องทาง (MCL) ในประเทศไทยในช่วงต้นปี 2566 ที่ผ่านมา ด้วยระบบที่รองรับคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ผู้ขายและแบรนด์จึงสามารถบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ได้ในที่เดียวแบบครบวงจร ทั้งการจัดเก็บสินค้า กระจายคำสั่งซื้อ จัดส่งสินค้า และการส่งคืน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถหันไปให้ความสำคัญกับการขายและการตลาดได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โลจิสติกส์แบบหลากหลายช่องทางยังทำให้กระบวนการจัดส่งสินค้ารวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้อัตราการยกเลิกคำสั่งซื้อต่ำลง และทำให้ยอดขายของแบรนด์เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

เจมส์ มาร์แชนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายโลจิสติกส์ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การใช้งานอีคอมเมิร์ซที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับความคาดหวังที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์การช้อปปิงที่สะดวก และการจัดส่งที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ความต้องการบริการด้านโลจิสติกส์ครบวงจรก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่แบรนด์และผู้ขายมีสินค้าวางขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ในหลายช่องทาง ทำให้ผู้ประกอบการต้องใช้บริการคลังสินค้าและจัดส่งผ่านผู้ให้บริการหลายเจ้า ส่งผลให้ใช้เวลาในการบริหารจัดการมากขึ้น และอาจทำให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจสูงขึ้นตามไปด้วย”

“บริการด้านโลจิสติกส์แบบหลากหลายช่องทางจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยยกระดับประสบการณ์อีคอมเมิร์ซของผู้ซื้อ ผู้ขายและแบรนด์ ทั้งในด้านของความสะดวก รวดเร็ว และคุ้มค่า โดยเราเชื่อว่า ระบบโลจิสติกส์ที่ครบวงจร และมีประสิทธิภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ รวมถึงการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิทัลของประเทศไทยในภาพรวม” เจมส์ มาร์แชนท์ กล่าวเสริม

ที่ผ่านมา ลาซาด้า โลจิสติกส์ ได้ขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านคลังสินค้าและเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่ง ทำให้อัตราการมีสินค้าเตรียมนำส่ง (ready-to-ship) อยู่ในระดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม สำหรับบริการด้านโลจิสติกส์แบบหลากหลายช่องทาง เน้นให้บริการลูกค้าที่มีความจำเป็นต้องบริหารจัดการคำสั่งซื้อจำนวนมาก เช่น กลุ่มแบรนด์ รวมถึงกลุ่มผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซ (eCommerce Enabler) ซึ่งให้บริการด้านระบบบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ให้กับแบรนด์และผู้ขาย แต่อาจมีข้อจำกัดในด้านบริการจัดส่งและไม่มีคลังสินค้าเป็นของตนเอง ทั้งนี้ โลจิสติกส์แบบหลากหลายช่องทางเปิดให้บริการครอบคลุมทั้งกลุ่มที่เป็นและไม่ได้เป็นพันธมิตรของลาซาด้า


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ม.มหิดล เปิดเวที “Mahidol Deep Tech DEMO DAY” โชว์ผลงาน 14 สตาร์ทอัพ กลุ่มธุรกิจนวัตกรรม

สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) ร่วมกับ คณะเทคนิคการแพทย์ ม.มหิดล เปิดเวที “Mahidol Deep Tech DEMO DAY” โชว์ผลงาน 14 สตาร์ทอัพ กลุ่มธุรกิจนวัตกรรม โดยการสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)

วันที่ 4 กรกฎาคม 2566 สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) ร่วมกับ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน “Mahidol Deep Tech DEMO DAY” แสดงผลงานกลุ่มธุรกิจนวัตกรรม Deep Tech Startup ที่ได้รับการบ่มเพาะภายใต้โครงการแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์สำหรับนวัตกรรมเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี (Smart Living) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้กล่าวต้อนรับ และได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สิรี ชัยเสรี ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ให้เกียรติขึ้นกล่าวเปิดงาน พร้อมกล่าวถึงที่มาในการให้ทุนสนับสนุนและความสำคัญของ Deep Tech Technology

ซึ่งมี 14 สตาร์ทอัพ ในกลุ่มธุรกิจนวัตกรรม Deep Tech Startup เข้าร่วมจัดแสดงผลงาน ได้แก่

1.ทีม Healthy Materials and Innovation Laboratory ผลงานแผ่นกั้นเสียงสำหรับงานจราจรและบ้านเรือน
2. ทีม Excellent Center for Drug Discovery (ECDD) ผลงานยาสมุนไพรจากสารสกัดกระชาย
3.ทีม The PowerGen นวัตกรรมการกำเนิดไฟฟ้าเพื่อการใช้ประโยชน์ด้านพลังงานทดแทน
4. ทีม BioNEDD Lab ผลงานแผ่นรองนอนต้านแบคทีเรียสำหรับผู้ป่วยติดเตียงและป้องกันแผลกดทับ
5. ทีม Melioidosis Innovation ผลงานเมลิออยโดสิส เทส คิท เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคเมลิออยโดสิสอย่างรวดเร็วในพื้นที่ระบาด
6. ทีม Mental Health Tech Discovery ผลงาน Mind Friend in Metaverse
7. ทีม Brain X Solution ระบบฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองด้วย Brain-Computer interface
8. ทีม Artimed ผลงานแขนเทียมจากยางพาราดัดแปลงและซิลิโคนเพื่อใช้เป็นหุ่นจําลองสําหรับการฝึกหัตถการเจาะเลือด
9. ทีม IQMED Innovation ผลงาน Heart in a box อุปกรณ์ขนส่งหัวใจแบบหัวใจบีบตัวสำหรับบริการขนส่งหัวใจ
10. ทีม Green Life Harmony ผลงาน Oral Care Jelly เจลลี่เพิ่มความชุ่มชื้นในปาก
11. ทีม GPJ Biotechnology ผลงานกระดูกปลาทูน่าสกัดพร้อมดื่ม
12. ทีม Nutricious ผลงานเครื่องดื่มโปรตีนสูงจากไข่ขาว
13. ทีม Mahagarun ผลงานเครื่องดื่มสมูทตี้โปรตีนสูงจากถั่วเหลือง
14. ทีม FOODIYPHAGE ผลงานผงปรับเนื้อสัมผัสอาหารพร้อมใช้


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MCC ร่วมมือ HPE จัดงาน The Evolving Landscape of Data Storage Trends and Technologies

บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด (MCC) ร่วมกับ บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) (HPE) จัดงาน “The Evolving Landscape of Data Storage Trends and Technologies”  ในวันที่ 23 มิถุนายน 2566 ณ.โรงแรม Hyatt Regency Bangkok Sukhumvit,Regency Ballroom III&IV, ชั้น 5  โดย คุณวรัชญ์ รัตนธรรมมา (คนที่สองจากขวา),  Assistant Vice President บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน พร้อมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และมีผู้เชี่ยวชาญบรรยายโซลูชั่นต่างๆ ดังต่อไปนี้

คุณวิทยา ว่องวชิราพาณิชย์ (คนที่หนึ่งจากขวา), Storage Product Manager จาก บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย)  บรรยายในห้วข้อ “GreenLake for Data Service and Block New Platform” โดยกล่าวถึงประสบการณ์การใช้งานคลาวด์บนแพลตฟอร์ม HPE GreenLake ที่ดูแลให้ตั้งแต่ Edge ไปจนถึงคลาวด์ และได้แนะนำบริการ HPE GreenLake Storage ซึ่งเป็นบริการใหม่ล่าสุด ที่ต่อจากนี้จะให้ลูกค้าสามารถเลือกโมเดลไลเซนส์ได้ยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบ OpEx หรือ CapEx ซึ่งทำให้ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจได้อย่างเหมาะสม และได้นำเสนอ Block Storage แบบ Scale-out ตัวแรกในตลาดที่สามารถแยกออกเป็นโมดูลได้ โดยออกแบบสำหรับ Application ที่ใช้ในงานสำคัญโดยเฉพาะโดยมีความสามารถที่โดดเด่น ได้แก่

  • จัดการได้ง่ายขึ้น ผ่านคลาวด์ที่ใช้สะดวกเหมือนใช้งานบน On-Prem
  • ประสิทธิภาพดีขึ้น และคุ้มค่ามากขึ้น ด้วยสตอเรจแบบ Scale-out แบบแยกโมดูลได้
  • ทำงานได้บน Application ที่หลากหลาย โดยไม่โดนลดประสิทธิภาพ รับประกันความพร้อมบริการข้อมูลตลาดแบบ 100%

คุณณัฐพล พลประเสริฐกุล (คนที่หนึ่งจากซ้าย), Senior Presales Manager จาก บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด  บรรยายในห้วข้อ “Enhanced Data Protection: Improve Your Data Protection Capabilities” โดยนำเสนอการเพิ่มความสามารถและประสิทธิภาพในการป้องกันข้อมูลอันเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการรับมือภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์ (Cyber Threats) ซึ่ง Data เป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจ หรือองค์กรในปัจจุบันและเป็นเป้าหมายในการถูกโจมตี โดย HPE Cohesity จะช่วย Backup Data และป้องกันภัยคุกคามด้วยการตรวจจับความผิดปกติ ตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ใช้ มีการปกป้องข้อมูลด้วยหลักการ Zero-Trust รวมถึงการควบคุมการเข้าถึงที่เข้มงวด สามารถกู้คืนข้อมูลกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจ หรือองค์กรสามารถรับมือกับภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณเพ็ญนภา เดชเจริญศรี (คนตรงกลาง), Assistant Product Sales Specialist จาก บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด  บรรยายในห้วข้อ Get Rewarded with HPE ENGAGE & GROW” โดยแนะนำสิทธิประโยชน์และโปรโมชั่นสำหรับคู่ค้าของ บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด  และ บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย)

ทั้งนี้ บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด  เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) โดยได้รับความไว้วางใจให้เป็นส่วนหนึ่งในการขยายตลาดสู่บริษัทคู่ค้า เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการช่วยเหลือและส่งต่อความรู้ความชำนาญให้แก่บริษัทคู่ค้า เพื่อพัฒนาและต่อยอดโซลูชันที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม หรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ติดต่อฝ่ายการตลาด โทร.02-0894880 อีเมล์ mktmcc@metroconnect.co.th Website: https://www.metroconnect.co.th/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

GAC AION รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน จับมือ Gold Integrate บุกตลาดไทยอย่างเป็นทางการ

เมื่อเร็วๆ นี้ GAC AION (จีเอซี ไอออน) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย นายเจิง ชิ่งหง (Zeng Qinghong) ประธานกรรมการบริษัท GAC Group ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับ บริษัท โกลด์ อินทิเกรท จำกัด (Gold Integrate) ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์รายแรกในประเทศไทย ที่งานสัมมนาความร่วมมือเศรษฐกิจการค้าจีนและไทย ประจำปี 2566 โดยมี ฯพณฯ หาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานรัฐบาลมณฑลกวางตุ้ง ร่วมเป็นประธานและสักขีพยานในงาน

นายเจิง ชิ่งหง ประธานกรรมการบริษัท GAC Group กล่าวว่า “GAC AION เป็นบริษัทในเครือ GAC Group (Guangzhou Automobile Group Co., Ltd.) เป็นองค์กรหลักในการพัฒนาพลังงานรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายอัจฉริยะ ส่วนการลงนามในครั้งนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ทางการตลาด และการให้ความสำคัญต่อการทำธุรกิจในต่างประเทศ จากการสำรวจในช่วงที่ผ่านมาเราได้เล็งเห็นว่าประเทศไทย มีความน่าสนใจในด้านการลงทุนที่ดีที่สุด ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ รวมถึงการเป็นฐานที่ตั้งการผลิต เพื่อขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต”

จากนั้น นายเจิง ชิ่งหง ได้นำทีมเข้าเยือน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการลงทุน การพัฒนาของ GAC AION ในประเทศไทย และหารือถึงขอบเขตของการทำธุรกิจ การผลิตและการจัดจำหน่าย ตลอดจนการวางแผนการพัฒนาของ GAC Group ในอนาคต

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวหลังการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ว่า “มิตรภาพระหว่างไทย – จีน มีความมั่นคงมาอย่างยาวนาน ซึ่งเราเองได้มีการยอมรับต่อเป้าหมายการพัฒนาและแผนธุรกิจของ GAC AION และยินดีที่จะให้การสนับสนุนทางธุรกิจของ GAC AION ในประเทศไทย ซึ่งในขณะเดียวกันได้คาดหวังว่าทาง GAC Group จะสามารถส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานใหม่ในไทยและสร้างระบบนิเวศให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น”

ต่อมาทีมงาน GAC AION เดินทางเข้าพบกับ ฯพณฯ หาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย พร้อมรับคำแนะนำเกี่ยวกับสถานการณ์การพัฒนาธุรกิจของประเทศไทย อีกทั้งได้ให้คำชื่นชมกับ GAC Group ที่ มาร่วมแลกเปลี่ยนทางด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน -ไทย ตามนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ให้กับประเทศไทย

ขณะเดียวกันได้เข้าเยี่ยมชมบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถยนต์แบรนด์จีนในประเทศไทย รวมทั้งเข้าชมโชว์รูมและพื้นที่บริการหลังการขายของแบรนด์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทำการทดลองขับและทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขายและการให้บริการของตัวแทนจำหน่ายในไทย

การเปิดศึกการแข่งขันในตลาดต่างประเทศและการลงนามบันทึกข้อตกลงของ GAC Aion อย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในการพัฒนาธุรกิจรถยนต์พลังงานใหม่ของ GAC Group และเป็นก้าวสำคัญของแผนกลยุทธ์ระดับสากล

นายเจิง ชิ่งหง ได้กล่าวเสริมว่า “ความสำเร็จสู่การเป็นมาตรฐานสากลด้วยการดำเนินกลยุทธ์ของ GAC ที่มุ่งเน้นคุณภาพเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจในตลาดต่างๆ ทั่วโลก ทางบริษัทได้ร่วมกับ GAC Aion ศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายภาษีอากรของประเทศไทย การก่อสร้างโรงงานในท้องถิ่นและนโยบายอื่นๆ เพิ่มการใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด กระชับความร่วมมือระหว่างประเทศให้ลึกซึ้ง ที่ถือเป็นความร่วมมือแบบ win-win เพื่อแบรนด์ GAC จะขยายธุรกิจในต่างประเทศได้เป็นวงกว้างและแข็งแรงมากขึ้น และการพบปะหารือ หรือทำการสำรวจตลาดที่ไทยครั้งนี้ ได้เพิ่มพูนความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดและนโยบายด้านพลังงานใหม่ของประเทศไทย และเป็นการส่งกำลังใจต่อทีมงานของ Aion ที่อยู่ในประเทศไทย สร้างความมุ่งมั่น ความมั่นใจให้กับทีมงานสำหรับการพัฒนาธุรกิจที่ไทยอย่างเชิงลึก ตลอดจนการขยายธุรกิจที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต ทาง GAC ยังได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกที่ 500,000 หน่วยในปี 2573 การเปิดศึกการแข่งขันในตลาดต่างประเทศของ GAC Aion อย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในการพัฒนาธุรกิจรถยนต์พลังงานใหม่ของ GAC Group และเป็นก้าวสำคัญของแผนกลยุทธ์ระดับสากล”


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เจาะประเด็น The Next Big Things ของวงการ FinTech จากเวที CTC2023 Festival

ไฮไลท์สำคัญในงาน Creative Talk Conference 2023 ในธีม Festival มีเซสชันหนึ่งที่น่าสนใจคือ “The Next Big Thing” ของแวดวง FinTech ไทย ซึ่งในเซสชันดังกล่าวมี CEO คนเก่ง คุณอัศวิน พละพงศ์พานิช ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DeeMoney ร่วมพูดคุยและเสวนาบนเวทีถึงทิศทางและอนาคตของแวดวงฟินเทคไทยในฐานะผู้ให้บริการการโอนเงินระหว่างประเทศที่ถือเป็นภาคเอกชนที่ได้รับสิทธิ์ครั้งนี้

คุณอัศวิน พละพงศ์พานิช ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DeeMoney เผยว่า “ตอนนี้ DeeMoney ถือเป็นผู้นำอันดับ 1 ของประเทศไทยในแง่ของ Cross-Border Payments ถ้าเทียบกับตลาด Non-Bank ที่ให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศ เราให้บริการโอนเงินเข้ามาที่ประเทศไทยได้มากกว่า 100 ประเทศ และสามารถโอนเงินออกไปยังต่างประเทศได้มากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก”

“ผมว่าตลาดฟินเทคมีความน่าสนใจและน่าตื่นเต้นมาก พอๆกับตลาดคริปโตเมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ด้วยที่ฟินเทคถือเป็นอุตสาหกรรมที่ผลักดันเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ต่างประเทศก็เช่นกัน ประกอบกับเกิดภาวะโรคระบาด COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ฟินเทคเติบโตมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ที่ประเมินธุรกิจบริการดิจิทัลในปี 2566 มีมูลค่าสูงถึง 5.6 แสนล้านบาทและมีอัตราเติบโตกว่า 20%”

“ด้านการลงทุนในฟินเทคปี 66 ถึงแม้จะลดลงทั่วโลก แต่ยังมีความคาดหวังการเติบโตจากฝั่งเอเชีย เนื่องด้วยการเปิดรับของผู้ให้บริการที่อยู่บนโลกธุรกิจบริการดิจิทัล ที่ร่วมมือกันผ่านการให้บริการทางการเงินแบบฝังตัว (Embedded finance) การนำเสนอบริการทางการเงินต่างๆ เช่น การชำระเงิน ประกัน เงินฝาก การลงทุน ของผู้ให้บริการรายอื่นบน ecosystem ของตัวเอง (Financial-services as-a-platform ) เทคโนโลยีบล็อกเชน และการเกิดขึ้นของ Virtual banking หรือธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา ซึ่งประเทศไทยเตรียมประกาศใบอนุญาตใหม่เพื่อสนับสนุนการขยายตลาดในกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่เคยเข้าถึงบริการธนาคาร (Unbanked) หรืออาจจะเข้าถึงบริการของธนาคารแล้วแต่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ (Underbanked)”

“โดยหากสตาร์ตอัปจะรอด สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องมูลค่าและยอดขาย แต่เป็นการบริหารจัดการทุกส่วนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ส่วนหลักได้แก่ 1) กลยุทธ์ด้านการเงิน (Financial strategy) การดูแล บริหารจัดการเงินลงทุนให้เหมาะสมกับสอดคล้องกับรายได้ และการเจริญเติบโตของธุรกิจ เพื่อให้เห็นชัดว่า Business model ที่ทำอยู่เป็นไปได้จริง 2) Sustainable การนำธุรกิจไปสู่ผลประกอบการที่มีการรับรู้กำไร (Profitability) อย่างต่อเนื่อง ในที่นี้ไม่ได้หมายความถึง การสร้างกำไรอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่กำไรที่ได้ต้องมีความยั่งยืน อยู่ได้ในระยะยาว 3) Social impact ถามว่าหากบริษัทจะมีกำไรที่ดีอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ ในยุคนี้คงไม่ได้ เพราะเมื่อบริษัทเติบโต ก็ย่อมมีผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder) เช่นลูกค้า คู่ค้า และพนักงาน ในฐานะผู้ให้บริการเราจะต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เราต้องสร้างคอมมิวนิตี และสร้างระบบนิเวศน์ที่ดีให้เกิดขึ้น โดย สูตรสำเร็จของธุรกิจไม่ใช่คำนึงถึงแต่ผลกำไร แต่จะต้องส่งเสริมสังคมไปด้วยพร้อมกัน

ในระหว่างเซสชันมีการพูดถึงประเด็นการทำธุรกิจในไทยและต่างประเทศ ว่ามีเทคโนโลยีหรือพฤติกรรมอะไรที่เป็นเทรนด์ที่น่าสนใจบ้าง? “สิ่งที่น่าจับตามองในตอนนี้คือ AI และการทำ Automation เพราะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตและการบริหารจัดการได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยเชื่อว่าคนทั้งโลกจะหันมาให้ความสนใจในเรื่องนี้ รวมทั้งมีคำศัพท์ใหม่ที่เกิดขึ้นและคนจะหันมาโฟกัสเพิ่มคือ เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) ’ ที่อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart devices) ต่าง เชื่อมต่อ สามารถส่งผ่านข้อมูลระหว่างกันผ่านอินเตอร์เน็ต และอีกหัวข้อหนึ่งที่น่าสำคัญคือ ‘Open banking’ ที่ผู้บริโภคสามารถขอใช้บริการกับผู้ให้บริการทางการเงินรายใหม่ โดยส่งข้อมูลของตนเองจากผู้ให้บริการปัจจุบัน เพื่อประกอบการพิจารณาในการขอใช้บริการ ภาพทั้งหมดนี้อาจจะยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่สิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นคือ Mobile device และ Application จะมีความเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแอปพลิเคชันเดียวจะไม่สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าได้ เนื่องจากพฤติกรรมของลูกค้าจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามฟังก์ชันของการพัฒนาโปรดักส์”

นอกจากนี้ยังมีคำถามที่คุณอัศวิน พละพงศ์พานิช ตอบไว้ในมุมมองที่น่าสนใจ คือ ‘อนาคตของโลกการเงินจะเป็นอย่างไรและเราควรเตรียมพร้อมแค่ไหนเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง?’ “ในแง่ของฟินเทค เราในฐานะผู้บริโภคจะมีโปรดักส์มาให้เลือกและมีความหลากหลายมากขึ้น เช่นในสมัยก่อนเราพึ่งพิงแค่ธนาคาร แต่ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว ในแง่ของผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจผมว่าการเข้ามาของอินเทอร์เน็ตในยุค IoTs ที่ความเร็วจะสปีดไวขึ้นในทุกปี ทำให้มี AI ที่จะเข้ามาทดแทนธุรกิจที่ทำอยู่ได้ไวมาก ฉะนั้นผู้ประกอบการ จำเป็นต้องคิดล่วงหน้ากับผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ เพราะบริบทของสินค้าและบริการก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปไวด้วยเช่นกัน”

“สำหรับผมแล้ว ในช่วงที่ผ่านมาเจอผลกระทบของเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้ง สิ่งที่ทำให้ผมผ่านมาได้ในการทำธุรกิจคือ Innovation หรือ นวัตกรรม ที่ต้องสร้างสินค้าและบริการขึ้นมาใหม่ ต้องเปลี่ยนตลาด ต้องคิดในมุมผู้บริโภคก่อนว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นแบบไหน ต้องปรับวิธีการอย่างไร ถ้าเราไม่ปรับ ไม่มองภาพให้เห็นชัดเจนว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เราก็จะไปไม่รอดและปรับตัวไม่ทัน” คุณอัศวิน พละพงศ์พานิช ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DeeMoney ปิดท้าย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เชิญร่วมงานสัมมนา “Decoupling ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ไทยได้หรือเสียประโยชน์”

เชิญเข้าร่วมงานสัมมนา “Decoupling ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ไทยได้หรือเสียประโยชน์
ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 เวลา 9.00 – 12.00 . ทั้งในรูปแบบออฟไลน์ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ และรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Meeting

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสถาบันวิจัยและให้คําปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (โดยกลุ่มคลัสเตอร์ความสามารถในการแข่งขัน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) จัดงานสัมมนาหัวข้อ “Decoupling ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ไทยได้หรือเสียประโยชน์โดยงานสัมมนาประกอบด้วย

  1. การนำเสนอผลการศึกษาการแยกห่วงโซ่อุปทาน (Decoupling) ของอุตสาหกรรมสำคัญระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน และนัยต่อเศรษฐกิจไทย โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ และคณะวิจัยกลุ่มคลัสเตอร์ความสามารถในการแข่งขัน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  2. การเสวนาหัวข้อการเตรียมรับมือกับการแยกห่วงโซ่อุปทานระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดย
  • ดร.ชัยชาญ เจริญสุขประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย
  • คุณวิวรรธน์ เหมมณฑารพรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  • ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสารรองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน
  • คุณอภิวัฒน์ ทองประเสริฐกรรมการผู้จัดการบริษัทวิสอัพจำกัด
  • ดำเนินการเสวนาโดย รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผู้สนใจลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/Pn7Njk8174WjkPNx9 หรือสแกน QR Code ตามภาพภายในวันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม 2566 (ที่นั่งมีจำนวนจำกัด สงวนสิทธิ์สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนก่อน)


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ เทคโนโลยี

“ความน่าเชื่อถือ” และ “ความปลอดภัย” สองปัจจัยสำคัญกำหนดอนาคต Generative AI”

บทความโดย เอวิวา ลิทาน รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ 

ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วแบบหายใจรดต้นคอของนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เอไอแบบรู้สร้าง หรือ Generative AI ทำให้เกิดความวิตกด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นตามมา มีนักกฎหมายบางรายเสนอกฎระเบียบและข้อบังคับใหม่เพื่อกำกับดูแลเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ต่าง ๆ และยังมีผู้นำธุรกิจและเทคโนโลยีบางคนออกมาแนะนำให้ระงับการฝึกระบบเอไอเป็นการชั่วคราวเพื่อเป็นการประเมินด้านความปลอดภัยของตน

Generative AI อยู่รอบตัวเรา 

ความเป็นจริงที่ว่าการพัฒนา Generative AI ไม่หยุดอยู่เท่านี้ องค์กรจำเป็นต้องดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้เพื่อกำหนดกลยุทธ์ภาพรวมสำหรับจัดการด้านความน่าเชื่อถือ ความเสี่ยง และการรักษาความปลอดภัยของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (หรือ AI TRiSM) ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อเรียนรู้และเข้าใจเครื่องมือ AI TRiSM สำหรับใช้จัดการข้อมูลและกระบวนการระหว่างผู้ใช้และบริษัทที่เป็นเจ้าของโมเดลพื้นฐานของ Generative AI

เวลานี้ยังไม่มีเครื่องมือสำเร็จรูปใดในตลาดที่รับรองความเป็นส่วนตัวแก่ผู้ใช้อย่างเป็นระบบหรือสามารถกรองเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อนำโมเดลเหล่านี้มาใช้งาน ตัวอย่างเช่น การกรองข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกจากข้อเท็จจริง รูปภาพที่ไม่มีอยู่จริง เนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์หรือข้อมูลที่เป็นความลับ

นักพัฒนา AI ต้องทำงานร่วมกับผู้กำหนดนโยบายเป็นกรณีเร่งด่วน รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลที่เกิดขึ้นมาใหม่ เพื่อกำหนดนโยบายและวางแนวทางปฏิบัติสำหรับการกำกับดูแลและการจัดการความเสี่ยงของเอไอ

ความเสี่ยงสำคัญที่กระทบองค์กร

Generative AI ก่อให้เกิดความเสี่ยงใหม่ ๆ หลายประการ ประการแรกคือ “ล่อลวงด้วยภาพลวงตา (Hallucinations)” และการปลอมแปลง อาทิ ข้อมูลที่ผิดแปลกไปจากข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นปัญหายอดนิยมที่สุดซึ่งเกิดขึ้นแล้วกับโซลูชัน Chatbot ของ Generative AI กรณีข้อมูลการฝึกอบรม กรณีการตอบสนองที่มีอคติ ไม่อยู่ในหลักสมมุติฐานหรือมีความไม่ถูกต้อง กรณีเหล่านี้ตรวจจับได้ยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโซลูชันนั้นมีความน่าเชื่อถือและมีผู้ใช้จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ความเสี่ยงต่อมา คือ Deepfakes เมื่อ Generative AI ถูกนำไปใช้สร้างเนื้อหาที่มีเจตนามุ่งร้าย ซึ่งล้วนเป็นความเสี่ยงสำคัญ เช่น รูปภาพปลอม วิดีโอปลอม รวมถึงการบันทึกเสียงปลอม ที่มักถูกใช้เพื่อโจมตีเหล่าคนดังและนักการเมือง เพื่อนำไปสร้างและเผยแพร่ข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือแม้กระทั่งใช้สร้างบัญชีปลอมหรือเข้าไปยึดและเจาะบัญชีที่ถูกต้องตามกฎหมายที่มีอยู่เดิมตัวอย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือ กรณีภาพพระสันตปาปาฟรานซิสที่สวมแจ็กเก็ตแฟชั่นสีขาวที่สร้างขึ้นโดย AI และกลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดีย แม้จะดูเหมือนไม่มีพิษภัย แต่ก็ทำให้เรามองเห็นอนาคตของ Deepfakes ในการปลอมแปลงคนมีชื่อเสียง ลอกเลียนแบบ ล่อลวง และความเสี่ยงทางการเมืองต่อทั้งตัวบุคคล องค์กร และภาครัฐบาล

ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data privacy) ก็น่ากังวลใจไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะเมื่อองค์กรให้สิทธิ์พนักงานสามารถเปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์กรได้อย่างง่ายดายเมื่อใช้โซลูชัน Generative AI Chatbot โดยแอปพลิเคชันเหล่านี้อาจจัดเก็บข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามา หรือแม้แต่ข้อมูลที่ใช้ป้อนเพื่อฝึกอบรมโมเดลเอไออื่น ๆ โดยข้อมูลดังกล่าวอาจตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดีกรณีที่เกิดการละเมิดความปลอดภัย

ต่อมาคือ ปัญหาด้านลิขสิทธิ์ (Copyright Issues) แชทบอท Generative AI ได้รับการฝึกอบรมด้านข้อมูลอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก ซึ่งอาจรวมถึงเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ โดยอาจมีผลลัพธ์บางอย่างละเมิดการคุ้มครองลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญา (IP) หากไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มาหรือมีความโปร่งใสเกี่ยวกับวิธีสร้างผลลัพธ์ ดังนั้นวิธีเดียวที่จะลดความเสี่ยงนี้คือให้ผู้ใช้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา

สุดท้าย คือ ข้อกังวลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Concerns) นอกเหนือจากการล่อลวงทางวิศวกรรมทางสังคมขั้นสูงและภัยคุกคามแบบฟิชชิงแล้ว ผู้โจมตีสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้สร้างโค้ดอันตราย (Malicious Code) ได้ง่ายขึ้น

ผู้ขายที่นำเสนอโมเดลพื้นฐาน Generative AI ต้องให้ความมั่นใจกับลูกค้าว่าได้มีการฝึกฝนและทดสอบโมเดลดังกล่าวนี้เพื่อปฏิเสธคำขอด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เป็นอันตราย อย่างไรก็ตามผู้ขายจะไม่ได้ให้เครื่องมือตรวจสอบการควบคุมความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพทั้งหมดแก่องค์กร โดยพวกเขายังให้ความสำคัญกับแนวทางป้องกันแบบ “ทีมผู้บุกรุกสีแดง หรือ Red Teaming ที่เป็นแนวทางการทดสอบระบบโดยแสร้งเป็นผู้บุกรุกทางดิจิทัลหรือทางกายภาพ เป็นอย่างมาก ซึ่งการใช้แนวทางนี้คือต้องการให้องค์กรมั่นใจเต็มที่กับความสามารถต่าง ๆ ที่ผู้ขายนำเสนอสำหรับจัดการตามเป้าหมายด้านความปลอดภัย

รับมือและจัดการความเสี่ยงจาก AI 

มีแนวทางทั่วไปที่เราสามารถดึงศักยภาพของ ChatGPT และแอปพลิเคชันที่คล้ายกันมาใช้อยู่สองแบบ ได้แก่ Out-Of-The-Box Model ที่ใช้ประโยชน์จากบริการที่มีอยู่เดิม โดยไม่ปรับแต่งค่าใด ๆ เพิ่มเติม และแนวทางที่สองคือ Prompt Engineering ที่ใช้เครื่องมือสร้าง ปรับแต่ง และประเมินข้อมูลอินพุตและเอาต์พุต

สำหรับการใช้ Out-Of-The-Box Model องค์กรต้องตรวจสอบข้อมูลเอาต์พุตของโมเดลทั้งหมดด้วยตนเอง เพื่อตรวจหาผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้อง ข้อมูลที่ผิดหรือคลาดเคลื่อนไม่เป็นกลาง โดยกำหนดกรอบการกำกับดูแลและการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อเปิดใช้โซลูชันจำพวกนี้ในองค์กร พร้อมวางนโยบายที่ชัดเจน ห้ามพนักงานถามคำถามที่เปิดเผยข้อมูลองค์กรหรือข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อน

องค์กรควรตรวจสอบการใช้งาน ChatGPT และโซลูชันที่คล้ายคลึงกันที่ไม่ได้รับอนุญาตด้วยการควบคุมความปลอดภัยและแดชบอร์ดที่มีอยู่สำหรับตรวจจับการละเมิดนโยบายการใช้งาน เช่น ไฟร์วอลล์ที่สามารถบล็อกการเข้าถึงของผู้ใช้ในองค์กร ข้อมูลความปลอดภัยและระบบการจัดการเหตุการณ์ที่สามารถตรวจสอบบันทึกการละเมิด และเว็บเกตเวย์ที่มีความปลอดภัยที่สามารถปิดกั้นการเรียกใช้ API ที่ไม่ได้รับอนุญาตได้

สำหรับการใช้ Prompt Engineering มีมาตรการลดความเสี่ยงทั้งหมดพร้อมใช้อยู่แล้ว ซึ่งองค์กรควรดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อปกป้องข้อมูลภายในและข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ที่ใช้สื่อสารกับเอไอในโครงสร้างพื้นฐานของบุคคลที่สาม โดยการสร้างและจัดเก็บข้อความการสื่อสารทางวิศวกรรมกับเอไอให้เป็นสินทรัพย์ถาวร

และสินทรัพย์เหล่านี้ยังสามารถแสดงการสื่อสารกับเอไออย่างมีนัยสำคัญและผ่านการตรวจสอบแล้วว่าสามารถนำมาใช้ได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังใช้เป็นคลังข้อมูลการสื่อสารกับเอไอที่ได้รับการปรับแต่งและพัฒนาขั้นสูงที่สามารถนำมาใช้ซ้ำ แชร์ หรือจำหน่ายต่อได้

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส ลุยขยายแฟรนไชส์ทั่วไทย เปิดรับนักลงทุนที่ใช่! มาต่อยอดสู่ความสำเร็จไปด้วยกัน ในงาน SMART SME EXPO 2023

แฟรนไชส์ร้านอุปกรณ์สำนักงานและสินค้าเพื่อธุรกิจ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล    เปิดรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไฟแรงที่กำลังมองหาการลงทุนเพื่อต่อยอดกิจการครอบครัวหรือกิจการเดิมในท้องถิ่นที่มีฐานลูกค้าธุรกิจ B2B โดยชูคอนเซปต์ “ความสำเร็จ  ต่อยอดได้ไม่สิ้นสุด” ด้วยโมเดลแฟรนไชส์มาตรฐานค้าปลีกชั้นนำ ที่เน้นการขายเชิงรุกผ่านช่องทาง การขาย Omni Channel ให้คุณขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน  พร้อมการันตีกำไร 1 แสนบาท/เดือน (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) พบกันได้ที่บูธออฟฟิศเมท พลัส    (บูธ A2B1) ในงาน SMART SME EXPO 2023 ฮอลล์ 8  อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่าง วันที่ 6-9 ก.ค. 66 พร้อมรับข้อเสนอส่วนลดค่าแรกเข้าแฟรนไชส์สุดพิเศษเฉพาะในงาน และสามารถพูดคุยกับที่ปรึกษาแฟรนไชส์มืออาชีพได้ฟรี! เราพร้อมแบ่งปันข้อมูลธุรกิจแฟรนไชส์แบบเจาะลึก สอบถามข้อมูลโทร. 099-128-5000 Line: @OFM_Plus หรือดูรายละเอียดที่ www.ofmplus.com


 

Exit mobile version