Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เมโทรซิสเต็มส์ ร่วมกับ วีเอ็มแวร์ จับมือเป็นพันธมิตรผู้ให้บริการ VMware Multi-cloud Managed Services Partner

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC ผู้นำในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร ประกาศความร่วมมือกับวีเอ็มแวร์ (VMware) นำเสนอบริการ Multi-cloud Managed Services ที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยธุรกิจ และองค์กรต่างๆ ในไทยใช้ประโยชน์สูงสุดจากนวัตกรรมดิจิทัล และคลาวด์คอมพิวติ้งสร้างการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การบริหารจัดการมัลติคลาวด์ ไม่ว่าจะเป็นการวางกลยุทธ์คลาวด์ การจัดการและบริหารศักยภาพคลาวด์ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น นับเป็นความท้าทายในการบริหารจัดการมัลติคลาวด์ทั้งสิ้น ดังนั้นธุรกิจจำเป็นต้องเร่งพัฒนากลยุทธ์ดิจิทัลให้สอดคล้องกับภูมิทัศน์ดิจิทัลที่พัฒนาอยู่ตลอดเพื่อให้พร้อมสำหรับทุกๆ การแข่งขัน ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้องค์กรต่างๆ ก้าวข้ามอุปสรรคในประสบการณ์ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่สามารถใช้แพลตฟอร์มคลาวด์คว้าโอกาสทางธุรกิจในเศรษฐกิจดิจิทัล สร้างความคล่องตัว ความปลอดภัย รองรับการปรับขนาด มีโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่ลูกค้าไว้วางใจ พร้อมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และทักษะช่วยจัดการและปรับใช้โซลูชันได้อย่างเหมาะสมตรงตามความต้องการใช้งานของแต่ละธุรกิจ

นายวีรพันธุ์ ดุรงค์แสง กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจดิตอลโซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าววว่า “เมโทรซิสเต็มส์ ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก และหนึ่งในธุรกิจหลักของเราคือ ผู้ให้บริการ IT Infrastructure as a service และ managed service เรามีประสบการณ์ตรงกับการกำหนดกลยุทธ์ ออกแบบ และวางระบบคลาวด์ของเราเอง เพื่อใช้และให้บริการกับลูกค้าองค์กร และให้กับลูกค้า รวมถึงประสบการณ์บริการ managed services เรามี best practices หลากหลายที่ทำให้เราสามารถนำเสนอบริการ Multi-cloud managed services แบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา กำหนดกลยุทธ์ วางแผน implement  รวมถึงดูแลบริหารระบบและค่าใช้จ่ายที่ตรงกับธุรกิจและการใช้งาน รวมถึงทีมงานที่มีประสบการณ์ ไม่ว่าลูกค้ามี on-premise IT infrastructure ของตัวเอง หรือใช้คลาวด์หลากหลายแพลตฟอร์ม  ความร่วมมือกับ VMware เพื่อนำเสนอบริการ VMware Multi-cloud Managed Service บริการนี้จะช่วยเสริมศักภาพให้เมโทรซิสเต็มส์ มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เพราะวีเอ็มแวร์มีระบบนิเวศน์คลาวด์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าหรือจากผู้ให้บริการคลาวด์ต่าง ๆ ทำให้การให้บริการ multi-cloud managed services ง่ายขึ้นไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำ กำหนดกลยุทธ์ วางแผน การจัดการและความปลอดภัยของสภาพแวดล้อม multi-cloud ต่างๆ  สิ่งนี้ช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถให้ความสำคัญกับการวางแผนรูปแบบบริการหรือธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตและผลกำไรของตนเอง ในขณะเดียวกันให้เมโทร ซิสเต็มส์ ทำหน้าที่บริหารจัดการ multi-cloud อย่างสมาร์ท”

นายเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการวีเอ็มแวร์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “เรายินดีที่ได้เป็นพันธมิตรกับเมโทรซิสเต็มส์ ผู้นำธุรกิจที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมไอทีของไทย เทคโนโลยีคลาวด์ของวีเอ็มแวร์ที่ผสานกับความเชี่ยวชาญของเมโทรซิสเต็มส์ จะสร้างการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ มอบโอกาสให้ธุรกิจต่าง ๆ ใช้ประโยชน์จากศักยภาพสูงสุดของคลาวด์และพร้อมสำหรับขับเคลื่อนการสร้างนวัตกรรม”

ในฐานะพันธมิตรผู้ให้บริการ Multi-Cloud Managed Services เมโทรซิสเต็มส์จะให้บริการดังต่อไปนี้:

  • Cloud Consult Services: บริการให้คำปรึกษา แนะนำ และออกแบบ ในการนำระบบที่อยู่บน On-Premise ไปใช้งานบน Public, Private และ Multi Cloud อย่างมืออาชีพ
  • Cloud Infrastructure Automation & Modernization Services: บริหารจัดการระบบ IT Infrastructure และ Application & Data Modernization ด้วย Cloud Service Automation เพื่อตอบโจทย์ต่อความท้าทายทางธุรกิจในปัจจุบัน
  • Cloud Managed Services: บริการด้านการบริหารจัดการตามมาตราฐาน ITIL Framework และ Improvement  Services  ด้วย Infrastructure Automation & Modernization โดยวิศกร มืออาชีพ เพื่อลดภาระการทำงานของลูกค้า ในลักษณะที่เป็นงานประจำวัน (Day-2 Operation)

 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ เทคโนโลยี

การ์ทเนอร์ชี้ 5 เทรนด์สำคัญ กำหนดอนาคต Data Science และ Machine Learning

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 4 สิงหาคม 2566 – การ์ทเนอร์เผยแนวโน้มสำคัญที่ส่งผลต่ออนาคตของวิทยาศาสตร์ข้อมูลและแมชชีนเลิร์นนิ่ง (Data Science and Machine Learning หรือ DSML) ซึ่งเป็นผลมาจากวิวัฒนาการและการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยของข้อมูลในปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธุรกิจโฟกัสการลงทุน Generative AI 

ปีเตอร์ เครนสกี้ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “แมชชีนเลิร์นนิ่งยังคงเติบโตอย่างรวดเร็วในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ขณะเดียวกัน DSML กำลังพัฒนาจากเดิมที่มุ่งเน้นโมเดลการคาดการณ์ (Predictive Models) ไปเป็นให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ในวงกว้างขึ้น ไดนามิก และเน้นข้อมูลเป็นหลัก รวมถึงได้รับแรงหนุนจาก Generative AI แม้อาจมีความเสี่ยงเกิดขึ้น แต่ก็มีความสามารถและช่วยสร้างยูสเคสการใช้งานใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและองค์กรด้วยเช่นกัน”

การ์ทเนอร์รวบรวม 5 แนวโน้มสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของ DSML ไว้ดังนี้:

เทรนด์ที่ 1: Cloud Data Ecosystems

Data Ecosystems (ระบบนิเวศข้อมูล) กำลังเปลี่ยนจาก self-contained ซอฟต์แวร์ หรือการปรับใช้ซอฟต์แวร์แบบผสมผสานไปสู่คลาวด์เนทีฟโซลูชันเต็มรูปแบบ การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2567 50% ของการนำระบบคลาวด์ใหม่มาใช้จะอยู่ในระบบนิเวศข้อมูลคลาวด์ที่เชื่อมโยงกัน มากกว่าการใช้โซลูชันผสานรวมแบบแมนนวล

การ์ทเนอร์แนะนำให้องค์กรธุรกิจต่าง ๆ ประเมิน Data Ecosystems โดยพิจารณาจากความสามารถในการแก้ไขปัญหาด้านข้อมูลแบบกระจาย ตลอดจนการเข้าถึงและบูรณาการร่วมกับแหล่งข้อมูลภายนอกที่มีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน

เทรนด์ที่ 2: Edge AI

ความต้องการ Edge AI เพิ่มขึ้นเพื่อประมวลผลข้อมูล ณ จุดที่ข้อมูลถูกสร้างขึ้น ช่วยให้องค์กรได้รับข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ ช่วยตรวจจับแพทเทิร์นใหม่ ๆ และปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่เข้มงวด โดย Edge AI ยังช่วยให้องค์กรธุรกิจต่าง ๆ สามารถปรับปรุงในด้านการพัฒนา การจัดวางระเบียบ การผสานรวมและการนำ AI มาใช้ 

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2568 มากกว่า 55% ของการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดโดยโครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึก (Deep Neural Networks) จะเกิดขึ้น ณ ตำแหน่งข้อมูลในระบบ Edge จากเดิมที่น้อยกว่า 10% ในปี 2564 โดยองค์กรควรระบุแอปพลิเคชัน และจำเป็นต้องฝึกและคาดคะเน AI เพื่อย้ายไปยังสภาพแวดล้อม Edge ที่ใกล้กับ IoT

เทรนด์ที่ 3: Responsible AI

Responsible AI หรือ AI ที่มีความรับผิดชอบ ทำให้ AI กลายเป็นพลังบวกแทนที่จะเป็นภัยคุกคามต่อสังคมและตัวมันเอง โดยยังครอบคลุมหลายแง่มุมของการทำธุรกิจให้ถูกต้องและเป็นตัวเลือกทางจริยธรรมเมื่อองค์กรมีการนำ AI มาใช้อย่างอิสระ เช่น ธุรกิจและคุณค่าทางสังคม ความเสี่ยง ความไว้วางใจ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2568 โมเดลการฝึก AI ล่วงหน้าที่ 1% ของผู้จำหน่าย AI จะทำให้ Responsible AI กลายเป็นประเด็นที่สังคมกังวล

การ์ทเนอร์แนะนำให้องค์กรต่าง ๆ ใช้แนวทางที่คำนึงถึงสัดส่วนความเสี่ยงเพื่อส่งมอบคุณค่า AI และระมัดระวังเมื่อใช้โซลูชันและแบบจำลองต่าง ๆ โดยขอการรับประกันจากผู้จำหน่ายเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขากำลังจัดการความเสี่ยงและปฏิบัติตามกฎระเบียบ ปกป้ององค์กรจากการสูญเสียทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการดำเนินคดีทางกฎหมาย และความเสียหายต่อชื่อเสียง

เทรนด์ที่ 4: Data-Centric AI

Data-Centric AI หรือ AI ที่เน้นข้อมูลเป็นศูนย์กลาง แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากแนวทางที่ยึดโมเดลและโค้ดเป็นศูนย์กลางไปสู่การมุ่งเน้นด้านข้อมูลมากขึ้นเพื่อสร้างระบบ AI ที่ดีขึ้น โซลูชันต่าง ๆ อาทิ การจัดการข้อมูลเฉพาะของ AI (AI-Specific Data Management) ข้อมูลสังเคราะห์ (Synthetic Data) และเทคโนโลยีการติดฉลากข้อมูล (Data Labeling Technologies) มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาความท้าทายด้านข้อมูลมากมาย รวมถึงความสามารถในการเข้าถึง ปริมาณ ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย ความซับซ้อน และขอบเขตการใช้งาน

การใช้ Generative AI เพื่อสร้างข้อมูลสังเคราะห์มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ช่วยลดภาระในการรับข้อมูลในโลกความเป็นจริง และยังสามารถช่วยฝึกฝนโมเดลการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2567 60% ของข้อมูลสำหรับ AI จะถูกสังเคราะห์ขึ้นเพื่อจำลองความเป็นจริง สถานการณ์ในอนาคต และลดความเสี่ยงของ AI เพิ่มขึ้นจาก 1% ในปี 2564

เทรนด์ที่ 5: Accelerated AI Investment

การลงทุนใน AI จะยังเติบโตอย่างรวดเร็ว ผ่านองค์กรต่าง ๆ ที่นำโซลูชันไปใช้ รวมถึงอุตสาหกรรมที่ต้องการเติบโตผ่านเทคโนโลยี AI และธุรกิจที่ใช้ AI การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในสิ้นปี 2569 จะมีการลงทุนมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับเริ่มต้นใช้ระบบ AI ที่อาศัยโมเดลพื้นฐาน ซึ่งเป็นโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่ได้รับการฝึกฝนจากข้อมูลจำนวนมหาศาล

ผลสำรวจล่าสุดของการ์ทเนอร์จากผู้บริหารมากกว่า 2,500 ราย ยังพบว่า 45% เผยว่ากระแส ChatGPT ที่มาแรงกระตุ้นให้พวกเขาเพิ่มการลงทุนด้าน AI ขณะที่ 70% ระบุว่าองค์กรของพวกเขาอยู่ในโหมดการสำรวจและทดสอบการใช้ Generative AI และ 19% อยู่ในช่วงทดลองใช้หรือผลิตใช้

ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจาก Gartner for High Tech ได้ทาง Twitter และ LinkedIn หรือเยี่ยมชม IT Newsroom สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กลับมาอีกครั้ง! เอเซอร์จัดแคมเปญ Acer Day 2023 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7

กรุงเทพฯ, 4 สิงหาคม 2566 – บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด จัดแคมเปญใหญ่ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Acer Day 2023 ภายใต้ธีม #AceYourWorld นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและประสบการณ์ดิจิทัลให้กับผู้คนที่มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย มุ่งเน้นให้ผู้คนเพิ่มขีดความสามารถและปลดล็อกศักยภาพที่มีอยู่ในตนเองให้บรรลุเป้าหมายด้วยเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นักศึกษา ทำงานออฟฟิศ หรือผู้ประกอบการ Acer Day 2023 ขอเป็นส่วนร่วมในการขับเคลื่อนทุกแรงบันดาลใจให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ที่มีเอกลักษณ์ของตนเองให้เป็นที่ยอมรับ

“เอเซอร์มุ่งมั่นที่จะพาผู้คนก้าวข้ามกำแพงระหว่างคนและเทคโนโลยี เราเดินหน้าพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยปลดล็อกให้ผู้คนบรรลุเป้าหมายชีวิตที่ดีขึ้น แคมเปญ Acer Day 2023 ที่จัดขึ้นในปีนี้จะแสดงให้เห็นถึงความสามารถของนวัตกรรมจากเอเซอร์ที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์และปลดล็อกโอกาสให้ผู้ใช้ได้สร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยมขึ้นอีกขั้น.” นายแอนดรู โฮว ประธานภูมิภาพเอเชียแปซิฟิก บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าว

แคมเปญ Acer Day 2023 เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม – 3 กันยายน 2566 (ระยะเวลาการจัดกิจกรรมขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ) พบโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์ราคาสุดพิเศษ พร้อมการวางจำหน่ายโน้ตบุ๊กรุ่นพิเศษ Acer Swift Go Special Edition ที่เปิดตัวครั้งแรกในแคมเปญ Acer Day 2023 และผลิตภัณฑ์เกมมิ่งตัวเด็ดสเปคแน่น Predator Helios 18 และ Predator Helios Neo

Acer Swift Go Special Edition ดีไซน์เรียบหรู ตัวเครื่องอะลูมิเนียมเพรียวบางสีทอง (Sunshiny Gold) เล่นลวดลายด้วยลายเส้นสีทองและโลโก้ของ Acer Swift พกพาสะดวก คล่องตัว ตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ด้วยประสิทธิภาพของเทคโนโลยีประมวลผล 13th Gen Intel® CoreTM i5-13500H กราฟิก Intel® Iris® Xe บนมาตรฐาน Intel® EvoTM พร้อมหน่วยความจำ RAM LPDDR5 16GB และ SSD NVMe PCIe ขนาด 1TB ตอบสนองรวดเร็ว รองรับการทำงานมัลติทาสก์ บนหน้าจอ OLED 14” ความคมชัดระดับ 2.8K (2880 x 1800) อัตราส่วนภาพ 16:10 ความสว่าง 400-nits รองรับช่วงสี DCI-P3 100% มาตรฐานโรงภาพยนต์ พร้อมใช้งานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows11 และ Microsoft Office จำหน่ายในราคา 29,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมรับประกัน 2 ปี (ฟรีค่าแรงและอะไหล่) 

สายเกมเครื่องแรงสเปคแน่น

Predator Helios 18 (PH18-71-97VX) ตัวตึงในสายฮาร์ดคอร์เกมมิ่งโน้ตบุ๊กที่อัดแน่นด้วยพลังความเร็วแรง จอ 18” WQXGA IPS 240Hz (2560×1600) พลังประมวลผล 13th Gen Intel® CoreTM i9-13900HX กราฟิก NVIDIA® GeForce® RTX 4080 12GB, RAM 32GB DDR5, SSD 2TB M.2 PCIe Gen 4 NVMe คีย์บอร์ด RGB ปรับแต่งแสงสีได้ตามต้องการ เทคโนโลยีระบายความร้อนสมบูรณ์แบบกับ 5th Gen AeroBlade 3D พัดลมระบายความร้อนแบบคู่และช่วยระบายความร้อนอย่างรวดเร็วด้วยซิลิโคนระบายความร้อนแบบโลหะเหลว พร้อมซอฟแวร์ควบคุมการทำงาน PREDATORSENSE ที่ช่วยตรวจสอบระบบ โอเวอร์คล็อก สร้างมาโคร ปรับแต่ง RGB ได้ตามความต้องการ ด้วยอินเตอร์เฟซเฉพาะตัวที่ใช้งานง่าย และปรับแต่งได้ ช่วยเร่งประสิทธิภาพระบบได้เต็มศักยภาพ Predator Helios 18 จำหน่ายในราคา 105,900 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมรับประกัน 3 ปี (ฟรีค่าแรงและอะไหล่และบริการ On-site)

Predator Helios Neo เกมมิ่งโน้ตบุ๊คที่ทรงพลัง อัดแน่นด้วยประสิทธิภาพและกราฟิกจากโปรเซสเซอร์ 13th  Gen Intel Core HX-series จับคู่กับ NVIDIA GeForce RTX 40 Series จอแสดงผล 16” ที่มีให้เลือกทั้ง WQXGA IPS 165 Hz (2560×1600) และ จอ WUXGA IPS 165 Hz (1920×1200) รองรับช่วงสี 100% sRGB ระบบระบายความร้อนขั้นสูงด้วยเทคโนโลยีพัดลม AeroBlade™ ช่วยระบายความร้อนได้อย่างรวดเร็วด้วยซิลิโคนระบายความร้อนแบบโลหะ

  • Predator Helios Neo (PHN16-71-921N)13th Gen Intel® Core™ i9-13900HX, NVIDIA® GeForce® RTX 4060, RAM 16 GB DDR5, SSD 1 TB จำหน่ายในราคา 55,990 บาท  (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  • Predator Helios Neo (PHN16-71-58MD)13th Gen Intel® Core™ i5-13500HX, NVIDIA® GeForce® RTX 4050, RAM 16 GB DDR5, SSD 512 GB จำหน่ายในราคา 39,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

PROMOTION! Acer Day 2023 #AceYourWorld พบนวัตกรรมเทคโนโลยีที่เอเซอร์คัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์นำเสนอในราคาสุดพิเศษ ลดสูงสุด 10,000 บาทที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเอเซอร์ และผ่อน 0% นานสูงสุด 15 เดือนสำหรับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

ปลดล็อกขีดจำกัดในทุกสนามสู่ผู้นำในการแข่งขัน

Acer Nitro5 ตัวตึงในสายแคชชวลเกมมิ่งโน้ตบุ๊กไปได้สุดทั้งความสายบันเทิงและงานครีเอเตอร์ด้วยเทคโนโลยีที่เร็ว แรง พร้อมระบบระบายความร้อนขั้นสูงด้วยพัดลมระบายความร้อนคู่และช่องระบายอากาศสี่ช่อง จอแสดงผล 15.6” FHD IPS 165 Hz (1920 x 1080) รองรับช่วงสี 100% sRGB พร้อมคีย์บอร์ดไฟ RGB แบบ 4 โซน  ลำโพงคู่ DTS:X® Ultra ให้เสียงชัดเจนด้วยระบบเสียงรอบทิศทาง 3 มิติ รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi AX พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows11 และ Microsoft Office

  • Acer Nitro5 (AN515-58-56HV)12th Gen Intel® CoreTM i5-12500H, NVIDIA® GeForce® RTX 3060 6GB, SSD 512 GB M.2 NVMe PCIe Gen4, RAM 16GB DDR6 ราคาพิเศษรับแคมเปญ Acer Day2023 ที่ 35,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากราคาปกติ 45,990 บาท
  • Acer Nitro5 (AN515-58-705T)12th Gen Intel® CoreTM i7-12700H, NVIDIA® GeForce® RTX 3050Ti 4GB, SSD 512 GB NVMe PCIe Gen4, RAM 8 GB DDR4 ราคาพิเศษ 31,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากราคาปกติ 41,990 บาท
  • Acer Nitro5 (AN515-58-55UB)12th Gen Intel® CoreTM i5-12500H, NVIDIA® GeForce® RTX 3050 4GB, SSD 512 GB NVMe PCIe Gen4, RAM 8 GB DDR4 ราคาพิเศษ 28,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากราคาปกติ 35,990 บาท

สู่วิถี Digital Nomad ปลดล็อกการทำงานระดับมืออาชีพ ให้อิสระทุกการเดินทางทำงานได้ทุกที่

Acer Swift Series โน้ตบุ๊กกลุ่ม Thin & Light ดีไซน์สวยสะดุดตา น้ำหนักเบาง่ายต่อการพกพา มอบประสบการณ์การใช้งานที่เปี่ยมประสิทธิภาพ ให้ประสิทธิภาพการระบายความร้อนเพื่อการใช้งานอย่างเต็มสมรรถนะด้วยท่อนำความร้อนทองแดงแบบคู่ ทำงานร่วมกับพัดลม TwinAir Cooling เพิ่มการไหลเวียนของอากาศ

  • Acer Swift5 (SF514-56T71VH) มาพร้อมดีไซน์ที่เรียบหรูตัวเครื่องอะลูมิเนียมพรีเมียมเกรดอากาศ ยานน้ำหนักเบา พกพาสะดวก หน้าจอ 14” QHDLCD IPS Touch กระจก Antimicrobial Corning Gorilla Glass ช่วยลดการสะสมเชื้อแบคทีเรีย ระบบประมวลผล 12th Generation Intel® CoreTM i7-1260P กราฟิก Intel® Iris® Xe มาตรฐาน Intel® Evo™, SSD 1 TB, RAM 16 GB DDR5 ทัชแพด OceanGlass ผลิตจากขยะพลาสติกเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้สัมผัสการทำงานที่ลื่นไหล นำเสนอในราคาพิเศษ 39,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากราคาปกติ 45,990 บาท
  • Acer Swift 3 OLED (SF314-71) โน้ตบุ๊กจอ OLED ขนาด 14” อัตราส่วน 16:10 WQXGA+ (2.8k) ให้ภาพชัดสมจริงที่รองรับช่วงสี DCI-P3 100% ระบบประมวลผล 12th Generation Intel® CoreTM i5-12500H กราฟิก Intel Iris Xe, SSD 512 GB, RAM 16 GB DDR5 ตัวเครื่องผลิตจากอะลูมิเนียม บาง 17.9 มม. น้ำหนักเพียง 1.4 กก. ทัชแพด OceanGlass ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Acer Swift 3 OLED มีให้เลือก 2 สี สีเทา (Steel Gray) และ สีทอง (Luxury Gold) ราคาพิเศษ 23,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากราคาปกติ 31,990 บาท

ปลดล็อกการทำงานด้วยความสมดุลในแบบ Work-Life Balance

Acer Aspire โน้ตบุ๊กดีไซน์เรียบง่ายที่อัดแน่นด้วยประสิทธิภาพ รองรับการทำงานมัลติทาส์กอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองฉับไว พกพาสะดวก พร้อมใช้งานด้วยระบบปฎิบัติการ Windows11 และ Microsoft Office

  • Acer Aspire 7 (A715-51G51HN): หน้าจอ หน้าจอ IPS FHD 15.6” 144 Hz(1920×1080) ระบบประมวลผล 12th Gen Intel® CoreTM i5-1240P กราฟิก NVIDIA GeForce RTX 3050 4GB, SSD 512 GB, RAM 8 GB DDR5 การเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 พอร์ตเชื่อมต่อ Thunderbolt 4, USB Type-C และ USB 3.2 Gen1, HDMI ระบายความร้อนด้วยโซลูชั่นระบายความร้อนพัดลมคู่ และบานพับยกระดับ Acer Aspire 7 จำหน่ายในราคา 24,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากราคาปกติ 29,990 บาท พร้อมรับประกัน 3 ปี (ฟรีค่าแรง,อะไหล่ และบริการ Onsite) 

Acer Aspire Vero โน้ตบุ๊กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตัวเครื่องผลิตจากพลาสติก PCR ไม่ผ่านการเคลือบ/พ่นสี ควบคุมการประหยัดพลังงานของแบตเตอรี่ด้วยซอฟต์แวร์ VeroSenseTM ที่ทำงานร่ว มกับแพลตฟอร์ม Intel® EvoTM ระบบประมวลผล 12th Gen Intel® CoreTM i5-1235U และกราฟิก Intel Iris Xe รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 พอร์ตเชื่อมต่อ Thunderbolt 4, USB Type-C และ USB 3.2 Gen1 Type-A

  • Acer Aspire Vero (AV14-51): จอแสดงผล Full HD IPS 14” มีให้เลือกในโทนสีเทา Cobblestone Grey และสีน้ำเงิน Mariana Blue จำหน่ายในราคาพิเศษ 18,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากราคา 25,990 บาท
  • Acer Aspire Vero (AV15-52): จอแสดงผล Full HD IPS 15.6” ตัวเครื่องโทนสีเทา Cobblestone Grey จำหน่ายในราคาพิเศษ 18,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากราคา 26,990 บาท

Acer Aspire 3 ตัวเครื่องน้ำหนักเบาพกพาสะดวก หน้าจอแสดงผล Full HD พร้อมเทคโนโลยีถนอมสายตา Acer BlueLightShieldTM รองรับการใช้งานแบบมัลติทาส์ก

  • Acer Aspire 3 (A315-59-54S1) จอแสดงผล FHD 15.6” (1920×1080) ระบบประมวลผล 12th Gen Intel® CoreTM i5-1235U, SSD 512 GB, RAM 8 GB DDR4 ตัวเครื่องสีเงิน (Silver) ราคาพิเศษ 17,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากราคาปกติ 22,990 บาท พร้อมรับประกัน 2 ปี (ฟรีค่าแรง,อะไหล่)
  • Acer Aspire 3 (A315-510P-39F9) จอแสดงผล IPS FHD 15.6” (1920×1080) ระบบประมวลผล 12th Intel® Core™ i3-N300, 8GB LPDDR5, SSD PCIE 256GB ตัวเครื่องสีเงิน (Silver) ราคาพิเศษ 12,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากราคาปกติ 14,990 บาท พร้อมรับประกัน 2 ปี (ฟรีค่าแรง,อะไหล่)
  • Acer Aspire 3 (A315-510P-PP330) จอแสดงผล IPS FHD 15.6” (1920×1080) ระบบประมวลผล Intel® N200, 4GB LPDDR5, SSD PCIE 256GB ตัวเครื่องสีเงิน (Silver) ราคาพิเศษ 10,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากราคาปกติ 10,990 บาท พร้อมรับประกัน 2 ปี (ฟรีค่าแรง,อะไหล่)

สู่ประสิทธิภาพที่เหนือชั้น ตอบรับทุกความต้องการ

Desktop Aspire TC Series เดส์กทอปพีซีดีไซน์แกร่งที่มาพร้อมประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม ลงตัวในทุกไลฟ์สไตล์ ง่ายต่อการจัดการและอัพเกรดเพื่อตอบโจทย์การใช้งาน ระบบระบายความร้อนทันสมัย พอร์ตเชื่อมต่อครบครัน พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows11 และ Microsoft Office ให้ทุกการใช้งานดุจมืออาชีพ.

  • TC-1780-1318G0T0Mi/T003: 13th Gen Intel® CoreTM i3-13100, SSD 512 GB, RAM 8 GB จำหน่ายในราคา 18,990 บาท พร้อมรับประกัน 3 ปี (ฟรีค่าแรง,อะไหล่ และบริการ On-Site)
  • TC-1780-1348G0T0Mi/T005: 13th Gen Intel® CoreTM i5-13400, SSD 512 GB, RAM 8 GB จำหน่ายในราคา 21,990 บาท พร้อมรับประกัน 3 ปี (ฟรีค่าแรง,อะไหล่ และบริการ On-Site)
  • TC-1780-13716G0T0Mi/T006: 13th Gen Intel® CoreTM i7-13700, SSD 512 GB, RAM 16 GB จำหน่ายในราคา 29,990 บาท พร้อมรับประกัน 3 ปี (ฟรีค่าแรง,อะไหล่ และบริการ On-Site)

Aspire All-in-One C Series คอมพิวเตอร์ออล-อิน-วัน รูปทรงเพรียวบางประหยัดพื้นที่ ออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการใช้งานและความบันเทิงในชีวิตประจำวันของครอบครัว จอแสดงผล Full HD มีให้เลือกหลายขนาดตามความต้องการใช้งาน Aspire All-in-One C24 ขนาดหน้าจอ 23.8”, Aspire All-in-One C22 ขนาดหน้าจอ 21.5” และ Aspire All-in-One C27 ขนาดหน้าจอ 27” พร้อมใช้งานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows11 และ Microsoft Office

  • Aspire All-in-One C24 มาพร้อมระบบประมวลผล 13th Gen Intel® CoreTM ที่มีตั้งแต่ CoreTM i3, i5 และ i7, RAM เริ่มต้นตั้งแต่ 8 GB – 16 GB และ SSD 256 GB – 512 GB ให้เลือกใช้งาน ในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 17,990 – 34,990 บาท พร้อมรับประกัน 3 ปี (ฟรีค่าแรง,อะไหล่ และบริการ On-Site)
  • Aspire All-in-One C22 มาพร้อมระบบประมวลผล 13th Gen Intel® CoreTM ที่มีให้เลือกใช้งานด้วย CoreTM i3 และ i5, RAM 8 GB และ SSD 256 GB – 512 GB ให้เลือกใช้งาน ในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 16,990 – 21,990 บาท พร้อมรับประกัน 3 ปี (ฟรีค่าแรง,อะไหล่ และบริการ On-Site)
  • Aspire All-in-One C27 ระบบประมวลผล 13th Gen Intel® CoreTM i5-1335U, SSD 512 GB + 1 TB, RAM 16 GB จำหน่ายในราคา 27,990 บาท พร้อมรับประกัน 3 ปี (ฟรีค่าแรง,อะไหล่ และบริการ On-Site)

ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ใส่ใจคุณภาพชีวิต

Acerpure Clean VVacuum Cleaner เครื่องดูดฝุ่นไร้สายน้ำหนักเบา ทำงานด้วยพลังไซโครนผ่านระบบกรอง 5 ชั้น ช่วยดักจับสิ่งสกปรกอนุภาคขนาดเล็กได้ถึง 0.3 ไมครอน กำจัดฝุ่นละอองได้ถึง 99.5% ใช้งานต่อเนื่องนานสูงสุด 60 นาที (ในโหมดประหยัดพลังงาน) พิเศษสำหรับแคมเปญ Acer Day 2023 จำหน่ายในราคา 5,490 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากราคาปกติ 6,990 บาท

Acerpure Clean VLite Vacuum Cleaner ครื่องดูดฝุ่นไร้สายขนาดกระทัดรัด พกพาสะดวกด้วยน้ำหนักเพียง 0.55 กก. ทำความสะอาดซอกซอนได้ทุกซอกทุกมุม และทุกพื้นผิวด้วยหัวแปรงมุมฉาก 90 องศาที่หมุนได้ 180 องศา และหัวแปรงอเนกประสงค์ 2-in-1 จำหน่ายในราคา 2,190 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากราคาปกติ 2,990 บาท

Acerpure Cozy FAir Circulator เครื่องหมุนเวียนอากาศด้วยใบพัด 3 มิติ กระจายแรงลมได้ไกลถึง 15 เมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 108 ตร.ม. ควบคุมทิศทางของอากาศได้อย่างแม่นยำ ประหยัดพลังงานและสามารถสั่งการได้ผ่านรีโมท เครื่องทำงานเงียบด้วยระดับเสียงรบกวนต่ำสุด 25 เดซิเบล จำหน่ายในราคา 2,690 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากราคาปกติ 2,990 บาท

ติดตามรายละเอียดผลิตภัณฑ์ที่ร่วมรายการในแคมเปญ Acer Day 2023 ได้ที่ https://acerthailand.com/news-promotions/acer-day-2023/ และตัวแทนจำหน่ายเอเซอร์ที่ร่วมรายการ acer store สาขาไอทีมอลล์ ฟอร์จูน ชั้น 3 และ Acer Online Store
และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Acer และ Acer Day ได้ที่เว็บไซต์ Acer และช่องทางโซเชียลได้ที่  Facebook: Acer Thailand Facebook, Instagram: AcerThailand,

#AcerDay2023 #AceYourWorld #AcerThailand


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แอดไวซ์เสิร์ฟบริการไอทีครบวงจรให้กับลูกค้าองค์กรธุรกิจ ดันแผนรุกตลาด B2B ผ่าน Advice Biz Solutions

27 กรกฎาคม 2566 – แอดไวซ์ เผยกลยุทธ์ธุรกิจใหม่เดินหน้าสู่ตลาดลูกค้ากลุ่มองค์กรธุรกิจ ดันแผนรุกตลาด B2B เปิด “Advice Biz Solutions” แห่งแรกใจกลางย่านธุรกิจ รองรับความต้องการของธุรกิจทุกประเภทด้วย IT Solution ที่ครอบคลุมด้วยสินค้าไอทีสำหรับองค์กร รวมถึงบริการก่อนและหลังการขายแบบครบจบในที่เดียว ตอบโจทย์องค์กรที่กำลังมองหา One-Stop-Solution ด้านอุปกรณ์ไอที ช่วยบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้วยเครดิตเทอมสำหรับลูกค้าองค์กรโดยเฉพาะ และอำนวยความสะดวกด้านบริการหลังการขายอย่างมืออาชีพ

จากการฟื้นตัวกลับมาของเศรษฐกิจภาพรวมภายในประเทศ ส่งผลให้องค์กรธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ เริ่มมีการปรับปรุงและลงทุนกับอุปกรณ์ไอที รวมถึงเครื่องใช้สำนักงานต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น Advice Biz Solutions จึงเป็นหนึ่งในโอกาสและทางเลือกของทุกธุรกิจ ด้วยวัตถุประสงค์ที่เราจัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและองค์กรธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชน นอกจากการให้บริการสินค้าไอทีสำหรับองค์กร ยังมีบริการดูแลหลังการขายที่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น การให้คำแนะนำ/ปรึกษาด้านการใช้งาน, Onsite Service, การจัดหาอุปกรณ์ทดแทนระหว่างซ่อม ซึ่งแอดไวซ์ให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายด้วยความเข้าใจรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ไม่หยุดนิ่ง ความพร้อมในการดูแลลูกค้าที่รวดเร็วและครบถ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่เราต้องให้ความสำคัญ

นายจักรกฤช วัชระศักดิ์ศิลป์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานผลิตภัณฑ์ การขายและการตลาด บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “Advice Biz Solutions” เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของเราที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างแนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อรุกสู่ตลาดองค์กร (B2B) สนับสนุนผู้ประกอบการให้พร้อมต่อยอดธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และช่วยเหลือองค์กรในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านไอทีให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นผ่านผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์การให้บริการด้านค้าปลีกไอที แนวทางในการรุกตลาดองค์กรของแอดไวซ์ในครั้งนี้ เรามุ่งหวังที่จะขยายโซลูชั่นการให้บริการที่เป็นจุดเด่นของแอดไวซ์ในการให้บริการกลุ่มลูกค้าทั่วไปสู่กลุ่มลูกค้าระดับองค์กรที่มีความต้องการด้านการบริการทั้งก่อนและหลังการซื้อ”

Advice Biz Solutions เป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจครั้งสำคัญของแอดไวซ์ในการรุกเข้าสู่ตลาดองค์กร โดยเปิดให้บริการสาขาแรกที่อาคาร All Season Place ย่านใจกลางธุรกิจ พร้อมผนึกกำลังร่วมกับแบรนด์ไอทีชั้นนำ เสนอสินค้าให้กับลูกค้าองค์กรครบทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก สมาร์ทโฟน พรินเตอร์ อุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ ที่ลูกค้าองค์กรจะได้รับเครดิตเทอมเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการบริหารงบประมาณและการจัดซื้ออีกด้วย และนอกจากสินค้าแล้ว Advice Biz Solutions ยังมีบริการหลังการขายที่จะช่วยอำนวยความสะดวกองค์กรต่าง ๆ ทั้งการตรวจเช็คอุปกรณ์ ส่งซ่อม เคลมสินค้า และอุปกรณ์ทดแทนระหว่างการซ่อม โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถได้รับการฝึกอบรมและการรับรองจากแบรนด์ไอทีชั้นนำ

ปัจจุบัน แอดไวซ์มีทั้งหมด 338 สาขา ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย รวมถึงใน สปป.ลาว ถือเป็นผู้จำหน่ายสินค้าไอทีที่มีหน้าร้านครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ แอดไวซ์ยังคงปรับปรุงและพัฒนาในทุกภาคส่วนผ่านความร่วมมือของพนักงานภายในองค์กรที่เป็นดั่งฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการนำพาแอดไวซ์ก้าวไปข้างหน้า และมองหาแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์สินค้าไอทีรุ่นล่าสุดให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ผู้บริโภคสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาทักษะความสามารถในอนาคต


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นศ. วิศวกรรม ฯ มข. คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวด Moral Hackathon 2023

นักศึกษาวิศวกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คว้ารางวัลชนะเลิศในการแข่งขัน Moral Hackathon 2023 จัดขึ้นภายใต้โจทย์ “Moral Move” เเรงขับเคลื่อนแห่งสังคมคุณธรรม จัดโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่งมีทั้งหมด 14 ทีม จากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ โดย นางสาวชาคริยา จันทรคามิ ได้ร่วมกับเพื่อสมาชิกต่างสถาบัน ชื่อทีม Easy Easy” ประกอบด้วย นางสาวชาคริยา จันทรคามิ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ,นายปริภัทร์ มะลีแก้ว นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ,นายเมฆินทร์ วงศ์ศรีลานักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร

จัดทำผลงานชื่อ “Sign Sense” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเชื่อมโลกของคนหูดี และคนหูหนวกเข้าด้วยกันผ่านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีส่วนช่วยในการสื่อสาร นวัตกรรมนี้จึงช่วยสื่อสารระหว่างผู้พิการในการได้ยินและคนหูดี ช่วยเชื่อมโลกสองใบเข้าด้วยกัน

นางสาวชาคริยา จันทรคามิ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า “SignSense เกิดขึ้นจากที่พวกเรานั่ง ระดมความคิดกันว่าอยากลองทำเทคโนโลยีเพื่อคนพิการ โดยสนใจกลุ่มผู้พิการทางการได้ยิน และสื่อความหมาย (คนหูหนวก) เมื่อลองศึกษาปัญหาของคนหูหนวกดูว่าปัจจุบันพวกเขามีปัญหาอะไรบ้าง เราจึงพบว่าจริงๆ แล้วคนหูหนวกไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก และไวยากรณ์ภาษามือไทยไม่เหมือนกับภาษาไทย ทำให้เค้าสื่อสารกับคนหูดีลำบาก บางคนจึงเขียนไม่ได้เลย อ่านไม่ได้ด้วย หรือเขียนออกมาแล้วคนหูดีไม่เข้าใจ พวกเราจึงเกิดไอเดียที่ว่าจะดีกว่ามั้ยถ้าจะทำให้คนหูหนวกและคนหูดียังสื่อสารกันได้ โดยทั้ง 2 ฝ่ายยังได้ใช้ภาษาแม่ของตัวเอง”

“พวกเราจึงทำ SignSense ซึ่งเป็น Application ที่ใช้ AI ที่แปลง ‘ภาษามือเป็นเสียง’ และ ‘แปลงเสียงเป็นภาษามือ’ ไปพร้อมๆ กันแบบ Realtime กล่าวคือเมื่อคนหูดีพูดก็จะแปลงคำพูดเป็นภาษามือ และเมื่อคนหูหนวกทำภาษามือก็จะแปลงเป็นเสียงออกไปให้คนหูดีได้ยินนั่นเอง โดยการแปลในลักษณะนี้จะทำให้สื่อสารกันได้อย่างไร้รอยต่อ (seamlessly) เพื่อสร้างความเท่าเทียม ลดช่องว่างในการสื่อสาร และทำให้คนหูหนวกได้เข้าถึงสื่อ, ข้อมูลมากขึ้นนั่นเอง”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท จัดแคมเปญรับหน้าฝน “โปรฉ่ำกระหน่ำแถม”

ออฟฟิศเมท และ ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดโปรโมชั่นรับหน้าฝน  กับแคมเปญ “โปรฉ่ำกระหน่ำแถม” ให้ลูกค้า SME และภาคธุรกิจได้ช้อปกันอย่างจุใจทั้งหน้าร้านและออนไลน์ตลอดเดือนสิงหาคม 2566… ช้อปคุ้มจัดเต็มกับเฟอร์นิเจอร์ลดสูงสุด 70% พร้อมรับของแถมเครื่องใช้ไฟฟ้าน่าใช้ เมื่อช้อปเฟอร์นิเจอร์ Furradec และแบรนด์ชั้นนำครบตามกำหนด อีกทั้งยังมีโปรแรงแซงลมฝนครบทุกกลุ่มสินค้า ทั้งลดทั้งแถมจัดหนัก ทั้งสินค้าอุปกรณ์สำนักงาน ไอที อิเล็กทรอนิกส์ ปริ้นเตอร์ อุปกรณ์ทำความสะอาด สินค้าโรงงาน และอีกเพียบ

พิเศษ…!  ช้อปก่อนจ่ายทีหลัง ลูกค้าบุคคลรับสิทธิ์ผ่อน 0%* กับบัตรเครดิตชั้นนำที่ร่วมรายการ และลูกค้าองค์กรสามารถขอรับเครดิตเทอม 30* วัน ที่ร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ทุกสาขา หรือช้อปออนไลน์ได้ง่ายๆ ที่ OFM Mobile App เว็บไซต์ www.ofm.co.th หรือ Chat & Shop ที่ Line: @OfficeMate และ Contact Center 1281 ออฟฟิศเมทบริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.- ตามกำหนด


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อาจารย์ วทอ.มจพ. สร้างนวัตกรรมเครื่องคัดแยกดอกดาวเรือง อนุสิทธิบัตรแรกของคนไทย

ผศ.ขวัญชัย เสวีนันท์  ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมเครื่องกล   วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)  ผู้สร้างนวัตกรรมเครื่องคัดแยกขนาดดอกดาวเรือง  ชิ้นแรกของคนไทย ที่ได้รับอนุสิทธิบัตร เลขที่ 21280 จดทะเบียน เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2566 ไอเดียเกิดจากการมองเห็นปัญหาของเกษตรกรไทย ด้านอุปกรณ์ทุ่นแรง ด้านการใช้แรงงานในภาคเกษตรลดลง รวมถึงยังขาดแคลนนวัตกรรมเกษตรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีในการอำนวยความสะดวกในการทำงาน การลดระยะเวลา การลดจำนวนแรงงานคน เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น โดยขนาดของเครื่องมีความกว้าง  1,220 ยาว 2,450  สูง 1,550 มิลลิเมตร  ชุดโครงสร้างเครื่องจะประกอบไปด้วย ชุดถาดเขย่า ชุดลำเลียงและคัดแยก ชุดเปลี่ยนทิศทาง โครงเครื่องทำหน้าที่รองรับชิ้นส่วนต่าง ๆ  ถาดเขย่าตัวที่ป้อนดอกดาวเรือง ทำให้ดอกดาวเรืองเคลื่อนที่ตกลงมายังชุดเปลี่ยนทิศทางที่ดึงและลำเลียงดอกดาวเรืองที่ตกลงมาในแบบดอกที่เป็นลักษณะคว่ำ เพื่อให้ง่ายต่อการคัดแยกขนาด ชุดลำเลียงจะลำเลียงและคัดแยกขนาดของดอกดาวเรืองได้ทั้ง  ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ชุดรองรับทำหน้าที่รองรับดอกดาวเรืองที่ตกลงมาจากชุดลำเลียงนำดอกดาวเรืองตกลงไปที่ตะกร้าด้านล่าง โดยที่ปลายของถาดรองรับมีตัวนับจำนวน    การออกแบบและสร้างเครื่องคัดแยกขนาดดอกดาวเรืองนำไปใช้งานทางการเกษตร ที่สามารถควบคุมระยะเวลาในการคัดแยกและลดความผิดพลาดจากการคัดแยกขนาดดอกดาวเรือง  ที่ครอบคลุมถึงการวางแผนการเพาะปลูกและสามารถเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพขนาดของดอกดาวเรืองให้สมบูรณ์มากขึ้น

ผศ. ขวัญชัย เปิดเผยว่า ตนเองและคณะทำงานได้ลงพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร  ซึ่งเป็นพื้นที่ชาวเกษตรกรทำการปลูกดาวเรืองเป็นจำนวนมาก  ซึ่งในภาพรวมแล้วชาวเกษตรกรที่เพาะปลูกดอกดาวเรืองเพื่อการขายส่งตามฤดูกาล และเมื่อมีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดเพื่อส่งจำหน่ายมีจำนวนมาก ความต้องการของดอกดาวเรืองจึงมีเพียงพอ ในทางกลับกันด้านแรงงานและกำลังคนในการตัดและคัดแยกดอกดาวเรืองขาดแคลน และไม่เพียงพอกับความต้องการ อีกทั้งทุกขั้นตอนของการคัดแยกดอกดาวเรืองยังใช้แรงงานคนที่มีทักษะและชำนาญสูงในการเก็บเกี่ยว และต้องมีประสบการณ์ในการทำงานลักษณะนี้ หากชาวเกษตรกรขาดทักษะและความชำนาญก็จะใช้ระยะเวลานาน และมีโอกาสในการคัดแยกดอกดาวเรืองผิดพลาด ส่งผลต่อคุณภาพของดาวเรืองอีกด้วย 

ลักษณะเด่นของเครื่องคัดแยกดอกดาวเรืองสอดคล้องกับลักษณะการใช้งานชาวเกษตรกรที่ง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก ด้วยมีขนาดของเครื่องที่ถูกออกแบบรองรับได้เป็นอย่างดีด้วยชุดโครงสร้างเครื่องอย่าง ชุดถาดเขย่า ชุดลำเลียงและคัดแยก เป็นต้น ด้านความแม่นยำของชุดลำเลียงก็จะ ลำเลียงและคัดแยกขนาดของดอกดาวเรืองได้ทั้ง  ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ได้ตามที่กำหนดไว้ เมื่อดอกดาวเรืองถูกชุดถาดเขย่าแล้ว ก็จะสู่กระบวนการลำเลียงและตกลงไปที่ตะกร้าที่รองรับไว้ด้านล่างของถาดรองรับดอกดาวเรืองพร้อมๆ กับตัวนับจำนวนดอกดาวเรือง จำนวนการคัดแยก 100 ดอกต่อ 3 นาที  สำหรับงบประมาณที่ใช้สร้างเครื่อง 50,000 บาท ใช้เวลาสร้าง  2 เดือน

นวัตกรรมเครื่องคัดแยกดอกดาวเรืองนี้ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อชาวเกษตรกรและได้เสียงตอบรับที่ดี ประการสำคัญคือ สามารถตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายคือ การลดแรงงานคนของชาวเกษตรกร และยังช่วยในเรื่อง เวลาที่รวดเร็ว และประหยัดเวลาในการคัดแยกดอกดาวเรื่อง  รวมถึงช่วยลดข้อผิดพลาดในการคัดแยกดอกดาวเรือง  และนำไปต่อยอดความรู้โดยนำไปประยุกต์ใช้กับการเกษตรเพื่อให้การทำงานรวดเร็วขึ้น  ลดต้นทุนและประหยัดค่าใช้จ่าย และยังสามารถวางแผนในการทำการเกษตรครั้งต่อไปได้ และรวมไปถึงผลผลิตที่ดี มีคุณภาพ อนาคตสามารถใช้งานด้านอุตสาหกรรมเกษตรที่กว้างขวางมากขึ้นตามลำดับ ผศ. ขวัญชัย กล่าวท้ายที่สุด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่  ผศ.ขวัญชัย  เสวีนันท์   ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมเครื่องกล วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โทรศัพท์ 081-803-8767

ขวัญฤทัย ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เรียนฟรี !non degree 4 หลักสูตร คณะเกษตรฯ มข. ภายใต้โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ

คณะเกษตรฯ มข. ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ KKU Lifelong Education ตอบสนองความต้องการของสังคม ดันหลักสูตรต้นแบบ 4 หลักสูตร ภายใต้โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ สอดคล้องกับทิศทางในการขับเคลื่อน Education Transformation ในประเด็นที่ 2 การศึกษาตลอดชีวิตประเภท non degree เรียนฟรี ! มีผู้สนใจสมัครเรียนเกินเป้าหมาย

 รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว) โดยคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่เพื่อสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง สำหรับอุตสาหกรรม New Growth Engine ตามนโยบาย Thailand 4.0 และการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย ในการประชุมครั้งที่ 3/2565 ได้มีมติเห็นชอบหลักสูตรภายใต้โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ จำนวน 20 หลักสูตร เพื่อจัดทำเป็นหลักสูตรต้นแบบ ของโครงการพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศ (Re-Skill/Up-Skill/New-Skill)

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีหลักสูตรที่ได้รับการคัดเลือกเป็นหลักสูตรต้นแบบดังกล่าว จำนวน 4 หลักสูตร คือ 1. หลักสูตรการเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) 2. หลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร(Agriculture Biotechnology) 3.หลักสูตรการจัดการเกษตรปลอดภัยและการเกษตรอินทรีย์
และ 4. หลักสูตรการจัดการธุรกิจเกษตรในยุคดิจิทัล (Agricultural Business for Digital Society)

ทุกหลักสูตรเรียนฟรี โดยหลักสูตรแรกที่เริ่มจัดการเรียนการสอนคือ หลักสูตรการจัดการธุรกิจเกษตรในยุคดิจิทัล (Agricultural Business for Digital Society) มีผู้สนใจจากกลุ่มเป้าหมายจาก เกษตรกรพันธุ์ใหม่ (Smart Farmer) และกลุ่ม Young Smart Farmer ผู้เริ่มประกอบการธุรกิจเกษตร ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้แปรรูป ผู้ค้าและผู้ส่งออก กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และผู้สนใจประกอบธุรกิจเกษตรสมัครเข้าร่วมโครงการร่วม 200 คน ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนจำนวน 58 คน มีระยะเวลาการเรียนหลักสูตร 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม – 21 กันยายน 2566

หลักสูตรแบ่งเป็น 5 Module ดังนี้ การพัฒนาแนวคิดผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร  การออกแบบโมเดลธุรกิจเกษตรและการจัดการธุกิจเกษตรสมัยใหม่ การใช้แนวคิดเชิงออกแบบเพื่อการตลาดและการตลาดดิจิทัล การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและการสร้างแบรนด์ และ การตลาดบริการทางธุรกิจเกษตรด้วยจิตวิญญาณ เรียนทั้งแบบ Onsite และ Online โดยการเรียนภาคปฏิบัติจะได้ศึกษา ดูงานในสถานประกอบการ เมื่อเรียนจบหลักสูตรผู้เรียนจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการผ่านหลักสูตรและสามารถเก็บหน่วยกิต ตลอดหลักสูตรจำนวน 9 หน่วยกิต (จากการเรียน 3 Module) เพื่อนำไปใช้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นในอนาคต

รศ.ดร.ดรุณี กล่าวถึงการจัดทำหลักสูตรต้นแบบ non degree 4 หลักสูตรต้นแบบของ มข. ภายใต้โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ ว่า ในวันที่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนเทคโนโลยี มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีกระทบอย่างมากต่อบทบาทของมหาวิทยาลัยในแทบทุกพันธกิจ โดยด้านการศึกษา เราจะเห็นว่า ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยจะไม่ใช่พื้นที่สำหรับคนศึกษาตามระบบเท่านั้น ซึ่งนับวันจะน้อยลงเพราะเราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่มหาวิทยาลัยจะเป็นพื้นที่การเรียนรู้สำหรับคนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย ในการที่จะเข้ามาเรียน โดยเฉพาะ การ reskill /upskill

ทั้งนี้  KKU lifelong learning ก็เกิดขึ้นภายใต้นโยบาย Education Transformation ของท่านอธิการบดี รศ.นพ. ชาญชัย พานทองวิริยะกุล ดังนั้นจะเห็นว่ามีหลักสูตรใหม่ๆ เกิดขึ้น รวมทั้งหลักสูตรประเภท non degree  เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงนี้ และเป็นที่แน่นอนว่า ภาคการเกษตรฯ มีบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การพัฒนากำลังคนด้านนี้ในภาคส่วนต่างๆ จึงมีความสำคัญ การจัดหลักสูตร non degree ต้นแบบ 4 หลักสูตร ที่กระทรวง อว. เลือกให้ มข. ทำ ก็เป็นความร่วมมือของคณะ/ส่วนงาน เกือบ 10 ส่วนงาน ร่วมกันพัฒนาหลักสูตร และจัดการเรียนการสอน ร่วมกับสถานประกอบการต่างๆ ซึ่งก็เป็นการตอบสนองนโยบายด้าน spiritual ด้วยเช่นกัน

สำหรับหลักสูตรที่จะเปิดจัดการเรียนการสอนต่อไป คือ หลักสูตรการเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 17 กันยายน 2566 สำหรับนิสิต/นักศึกษาชั้นปีที่ 3 หรือผู้สำเร็จการศึกษาระดับ ปวส. ผู้ที่ทำงานแล้วและต้องการเพิ่มพูนสมรรถนะ ผู้ที่ทำงานแล้วแต่ต้องการเพิ่มพูนสมรรถนะที่แตกต่างไปจากเดิม กลุ่มอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล และผู้สนใจประกอบธุรกิจการเกษตร ซึ่งอีก 2 หลักสูตรคือ หลักสูตรเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร (Agriculture Biotechnology) ระยะเวลาการเรียนหลักสูตร 5 สิงหาคม – 19 พฤศจิกายน 2566 และหลักสูตรการจัดการเกษตรปลอดภัยและการเกษตรอินทรีย์ ระยะเวลาการเรียนหลักสูตร สิงหาคม – มกราคม 2567 ก็ได้รับความสนใจจากประชาชนกลุ่มต่างๆ เป็นอย่างมาก

นับได้ว่าการจัดทำหลักสูตรต้นแบบ non degree 4 หลักสูตร ของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ครั้งนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ และกำลังคนที่มีสมรรถนะและศักยภาพสูงสำหรับการทำงานในอุตสาหกรรมใหม่สู่ New S-Curve และเป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (New Growth Engines) ของประเทศ เพื่อสร้างฐาน (Platform) การพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาแห่งอนาคต โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตบัณฑิตและสร้างต้นแบบของหลักสูตรและการเรียนการสอน โดยเน้นการปรับเปลี่ยนเนื้อหาสาระ โครงสร้างหลักสูตร และกระบวนการจัดการเรียนการสอน สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติในสภาพจริงเป็นสำคัญ พัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างให้ผู้เรียนมีสมรรถนะและศักยภาพสูง รวมทั้งการร่วมมือกับสถานประกอบการหรือภาคอุตสาหกรรมในการผลิตบัณฑิตและกำลังคน รวมทั้ง ยังสนองตอบต่อยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการขับเคลื่อน KKU Lifelong Education อีกด้วย

ท่านสามารถสมัครเรียนได้ที่

 https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSeoep68QrqhExGlspDVmjchIlj7Hkra2eY68POMDvOHfP_8Mg/closedform

ข่าว  : เบญจมาภรณ์  มามุข


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

IRPC ผนึก Metro Systems ร่วมพัฒนาต่อยอดธุรกิจขยายตลาดให้บริการด้าน Digital Solution

IRPC จับมือ Metro Systems ลงนามบันทึกข้อตกลงพันธมิตรการค้า ร่วมพัฒนาต่อยอดธุรกิจการให้บริการด้านดิจิทัล ด้วยความชำนาญ และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีของทั้งสองบริษัท โดยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน   สร้างโอกาสทางธุรกิจ ต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อร่วมกันพัฒนาธุรกิจให้บริการด้าน Digital Solution ประกอบด้วย Application and Automation service, Technology consult, Infrastructure service, Cloud service, data Analytic, และ cybersecurity service

วันที่ 17 กรกฎาคม 2566 นายปรเมศร์ จุลวิชิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารศักยภาพองค์กร และดิจิทัล บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC  พร้อมด้วย นายชัยวัฒน์ ลิขิตจรรยากุล รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์โซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ Metro Systems ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพันธมิตรทางการค้าด้านซอฟต์แวร์และดิจิทัล ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อร่วมกันพัฒนาธุรกิจที่ให้บริการด้านดิจิทัล โดยอาศัยความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ รวมถึงทรัพยากรด้านเทคโนโลยี ประกอบด้วย Application and Automation service, Technology consult, Infrastructure service, Cloud service, Data Analytic, และ Cybersecurity service ในการพัฒนาและต่อยอดโครงการต่างๆ พร้อมสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ และขยายตลาดใหม่ให้กับทั้งสองบริษัทในการเสนอ Digital Solution ให้แก่หน่วยงานต่างๆ ช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการผลักดันธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นายปรเมศร์ จุลวิชิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารศักยภาพองค์กร และดิจิทัล IRPC เปิดเผยถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “IRPC ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมยุคใหม่ มาประยุกต์ใช้กับกระบวนการทำงานภายในของบริษัท รวมถึงการนำข้อมูลต่างๆ มาประมวลผล และวิเคราะห์เชิงลึกจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เช่น การทำ Robot Software, AI, Data Science, IT Security เป็นต้น มาช่วยการทำงานเพื่อต่อยอดด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับความปลอดภัยในการทำงาน ทำให้ทีม IRPC Digital (นำทีมโดย คุณสุวรรณ ศรีนวล ผู้จัดการฝ่ายดิจิทัล) มีองค์ความรู้ และประสบการณ์ด้านดิจิทัล ที่สามารถร่วมกันสร้างโอกาสทางธุรกิจ และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มศักยภาพทักษะการให้บริการ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายใน IRPC สามารถขยายผลออกไปสู่ลูกค้าภายนอกได้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมยุคใหม่ มาช่วยเสริมศักยภาพ และทักษะให้กับทีม IRPC โดยถือเป็นโอกาสทางธุรกิจอันดีที่ IRPC ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพันธมิตรทางการค้าด้านซอฟต์แวร์ และดิจิทัล กับ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการยกระดับการให้บริการด้านดิจิทัลครั้งนี้”

นายชัยวัฒน์ ลิขิตจรรยากุล รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์โซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติ และภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสร่วมมือกับ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ในการร่วมพัฒนาทีม IRPC Digital ผมมีความมั่นใจว่า เราจะมีส่วนร่วมในการ Transform Business ของ IRPC Digital ไปเป็นผู้ให้บริการทางด้านดิจิทัลให้กับลูกค้ารายใหม่ๆ ของ IRPC ได้ ซึ่งเราเป็นผู้เชี่ยวชาญในการให้บริการโซลูชั่นทางเทคโนโลยี โดยมีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญกว่า 37 ปี Metro Systems ยังได้ร่วมกันพัฒนา Robotic Process Automation (RPA) กว่า 4 ปี ในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านเทคโนโลยี เราเล็งเห็นถึงโอกาสในการพัฒนาธุรกิจร่วมกัน โดยอาศัยความรู้ความสามารถ ความชำนาญ และทรัพยากรในด้านเทคโนโลยีที่ Metro Systems และ IRPC มี โดยเรามีความเชี่ยวชาญในด้าน Application and Automation service, Technology consult, Infrastructure service, Cloud service, Data Analytic, และ Cybersecurity service ที่เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้กับ IRPC มีความพร้อมทั้งทางด้านบุคลากรที่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในแต่ละโซลูชั่น รวมถึงทรัพยากรในด้านต่างๆ ที่พร้อมจะสนับสนุน ผมเชื่อว่าจากการร่วมมือกันในครั้งนี้ จะทำให้ทั้งสองบริษัทสามารถพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด เพื่อให้ทันความเปลี่ยนแปลงทั้งในอุตสาหกรรม และเทคโนโลยี ที่รวดเร็วในปัจจุบัน ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือพันธมิตรทางการค้านี้ Metro Systems และ IRPC จะร่วมกันพัฒนา และต่อยอดโครงการต่างๆ สร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ นำศักยภาพที่มีมาร่วมกันพัฒนาธุรกิจ ผ่านโซลูชั่นที่ใช้ได้จริง และเป็นประโยชน์ต่อองค์กร เพื่อช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการผลักดันให้กับธุรกิจ หรือองค์กรอื่นๆ ในประเทศไทยเติบโต และยั่งยืนอย่างแน่นอน”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อ คุณสุภาพรรณ ถ้วนกำจร โทร.02-089-4938 email: supapthu@metrosystems.co.th Website: https://www.metrosystems.co.th/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. แถลงข่าวทีมหุนยนต์ iRAP ROBOT คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 9 โชว์นวัตกรรมยอดเยี่ยมระดับโลก

.ดร.สุชาติ  เซี่ยงฉิน อธิการบดี  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เปิดเผยว่า ทีมหุ่นยนต์  iRAP Robot  (ไอราฟ โรบอท) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) คว้าแชมป์โลกรางวัลชนะเลิศ หุ่นยนต์กู้ภัย World Robocup Rescue 2023 โดยเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 9 และได้รางวัล Best in class mobility (สมรรถนะการขับเคลื่อนยอดเยี่ยม) และ รางวัล Best in class mapping (การสร้างแผนที่จำลองเสมือนจริงยอดเยี่ยมระดับโลก) ณ เมืองบอร์โด ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 4 -10 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา  ผลงานหุ่นยนต์  iRAP Robot  นับเป็นการสร้างชื่อเสียงในระดับโลกให้ประเทศไทยและ มจพ. แชมป์โลกหุ่นยนต์กู้ภัยสมัยที่ 9  มจพ. จึงเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกแห่งเดียวในโลกที่เป็นแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยถึง  9 สมัย ยืนหนึ่งโชว์นวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมระดับโลก นับได้ว่ามีความสำเร็จเป็นอย่างมากทั้งในด้านของทีมเวิร์คของนักศึกษาทีมแชมป์โลกหุ่นยนต์กู้ภัยของมหาวิทยาลัยได้นำชื่อเสียงมาสู่มหาวิทยาลัยและประเทศชาติครั้งนี้  โดยมีทีมหุ่นยนต์กู้ภัยเข้าร่วมจำนวน 17 ทีม จากนานาประเทศชั้นนำด้านเทคโนโลยี ประกอบด้วย อเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน เม็กซิโก บังกลาเทศ เกาหลีใต้ ออสเตรีย ฝรั่งเศส ตุรกี และไทย  โดยประเทศไทยสามารถคว้าชัยชนะได้

อาจารย์ดร.อรัญ แบล็ทเลอร์ อาจารย์ที่ปรึกษาและควบคุมทีม กล่าวว่า เมื่อหุ่นยนต์ iRAP Robot ปรากฏตัวขึ้นในสนามย่อมเป็นตัวเต็งในการแข่งขันครั้งนี้ สามารถสะกดสายตาทีมอื่น ด้วยศักดิ์ศรีที่เป็นแชมป์โลกหลายสมัย จึงทำให้ทีมเราต้องพัฒนาศักยภาพ และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่โดดเด่น ฝีมือขั้นเทพจากนักศึกษารั้วมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ แบบ 100%” เติมเต็มทุกกระบวนการในการสร้างหุ่นยนต์ให้ตรงความต้องการของโจทย์และกติกาการแข่งขันในเวทีระดับโลกยุคใหม่ในหลาย ๆ ด้าน สำหรับการพัฒนาต่อยอดให้ความสำคัญเทคโนโลยีทุกด้าน รวมถึงการสร้างหุ่นยนต์ให้เป็นอัตโนมัติมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรักษาแชมป์ให้ได้ต่อไป  ในปีนี้หุ่นยนต์ iRAP Robot ได้รับรางวัล Best in class mapping (การสร้างแผนที่จำลองเสมือนจริงยอดเยี่ยมระดับโลก) เป็นรางวัลที่สร้างภาคภูมิใจมาก เนื่องจากได้รับคื่นชมจากคณะกรรมผู้ตัดสินว่าได้ออกแบบ และสร้างแผนที่จำลองเสมือนจริงที่สมบูรณ์แบบกว่าทุกปีที่ผ่านมา นับเป็นปีแรกที่สามารถคว้ารางวัลนี้มาจากทีมเยอรมันได้สำเร็จ

จุดเด่นที่ทำให้ทีมหุ่นยนต์กู้ภัยคว้าแชมป์โลกในครั้งมีอยู่ 3 องค์ประกอบที่บ่งบอกถึงสมรรถนะ 3 ด้าน

1. Mobility หรือด้านการขับเคลื่อน หุ่นยนต์ของเราสามารถวิ่งผ่านสิ่งกีดขวางอย่างเช่น หิน ทราย หรือบล๊อกไม้ซึ่งเป็นการจำลองการเกิดอุบัติภัย อาคารถล่ม

2. Dexterity หรือด้านการใช้แขนกล หุ่นยนต์สามารถใช้แขนกลในการหยิบจับสิ่งกีดขวางหรือวัตถุในพื้นที่ประสบภัย หรือการเปิดประตูอาคาร

3. Exploration หรือ Mapping หรือด้านการสำรวจและทำแผนที่ หุ่นยนต์ของเราสามารถสร้างแผนที่สภาพแวดล้อมที่ได้วิ่งผ่าน เพื่อดูว่ามีสิ่งกีดขวางตรงไหนบ้าง เส้นทางการเดินทางที่เหมาะสมเป็นอย่างไร นอกจากนี้จะมีระบบการตรวจจับวัตถุอัตโนมัติซึ่งใช้ระบบของ AI หรือ Neural network ในการทำงาน โดยเมื่อระบบตรวจจับตรวจพบวัตถุ เช่นป้ายวัตถุไวไฟ วัตถุที่สามารถระเบิดได้ ตำแหน่งของวัตถุดังกล่าวจะถูกพลอตลงไปยังแผนที่ ทำให้เราจะสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการช่วยเหลือทีมหน่วยกู้ภัยในการระบุเส้นทางหรือพื้นที่เสี่ยงที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อลดความเสี่ยงในการเข้าสู่พื้นที่ประสบภัยจริง

ผศ.นพดล  พัดชื่น  อาจารย์ที่ปรึกษาและควบคุมทีม เล่าให้ฟังถึงการออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ว่า ทั้งหมดของฮาร์ดแวร์ ส่วนโครงสร้าง และการออกแบบ ถูกออกแบบและสร้างด้วยฝีมือเด็กไทย มีเพียงชิปประมวลผลที่ยังต้องอาศัยจากต่างประเทศเนื่องจากประเทศไทยยังผลิตไม่ได้  ส่วนซอฟต์แวร์ทั้งหมดก็ถูกออกแบบและสร้างขึ้นจากฝีมือนักศึกษาและอาจารย์ในทีมทั้งหมดไม่ได้ใช้ของจากต่างประเทศ  เสริมให้สมรรถนะของหุ่นยนต์  iRAP Robot  สามารถทำคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งทุกรอบ โดยรอบคัดเลือกได้ 1411% รอบก่อนชิงชนะเลิศได้ 695%  ซึ่งทำให้บรรยากาศการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเป็นไปอย่างเข้มข้น สร้างความกดดันให้กับทุกทีม จากเวทีการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยโลก “World RoboCup Rescue 2023” นับได้ว่าความสำเร็จในครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างเป็นระบบมีการทำงานเป็นทีมและทุกคนมีสติและเป้าหมายร่วมกัน

สมาชิกในทีม iRAP ROBOT ที่แถลงข่าวในวันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม 2566 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ประกอบด้วย (1) นายจิรกานต์ สุขเจริญ (หัวหน้าทีมหุ่นยนต์ iRAP Robot) 

(2) นายฐิติยศ ประกายธรรม (3) นายภูมิทรรศน์ สังขพันธ์  (4) นายศักดิธัช วินิจสรณ์ (5) นายชัยพฤกษ์ เลาหะพานิช (6) นายอาทิตย์ นาราเศรษฐกุล (7) นายปิยภูมิ ธนวุฒิอนันต์ (8) นายกลย์ภัทร์ บุญเหลือ (9) นายธรณินทร์ อุ่นอารีย์  (10) นายธนกร กุลศรี  (11) นายนภดล   จำรัสศรี  (11) นายเจษฎากร ชัยนราพิพัฒน์ (13) นายภูบดี บุญจริง  ด้านอาจารย์ที่ปรึกษาและควบคุมทีม มี (1) ผศ.สมชาย เวชกรรม (2) รศ.ดร.ธีรวัช บุณยโสภณ (3) อาจารย์ ดร.จิรพันธุ์  อินเทียม  (4)  อาจารย์ ดร.อรัญ แบล็ทเลอร์  และ (5) ผศ.นพดล พัดชื่น

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  (มจพ.)  ขอแสดงความยินดีและชื่นชมกับแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลก สมัยที่ 9 ของ มจพ. ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งอีกครั้ง ด้วยฝีมือสุดคลาสสิคบนเวทีโลก และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย  อาจกล่าวได้ว่า มจพ. เป็นแชมป์โลกหุ่นยนต์ที่นานาชาติรู้จักฝีไม้ลายมือและชื่อเสียงเยาวชนไทยเป็นอย่างดี  เป็นการตอกย้ำความเป็นที่สุดของแชมป์โลกแบบครบเครื่องในระยะเวลาถึง 17 ปี  ตั้งแต่แชมป์โลกหุ่นยนต์กู้ภัยสมัยที่ 1 ของ มจพ.ในปีพ.. 2549 ( .. 2006 ) จากเวทีการแข่งขัน  World RoboCup Rescue กับทีมหุ่นยนต์กู้ภัยนานาชาติทั่วโลก ณ เมือง เบรเมน ประเทศเยอรมัน  ล่าสุด แชมป์โลกหุ่นยนต์กู้ภัยสมัยที่ 9 ของ มจพ. ในปีพ.. 2566 (.. 2023) จากเวทีการแข่งขัน World RoboCup Rescue กับทีมหุ่นยนต์กู้ภัยนานาชาติทั่วโลก ณ เมืองบอร์โด ประเทศฝรั่งเศส

นับเป็นการรักษาแชมป์โลกหุ่นยนต์กู้ภัยให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)ได้สำเร็จเป็นสมัยที่  9  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ขอแสดงความยินดีและชื่นชมในความสามารถของนักศึกษาทุกท่านที่สร้างชื่อเสียงมาสู่มหาวิทยาลัยและประเทศชาติและทำให้ต่างชาติทึ่งและยอมรับในศักยภาพและความสามารถของเยาวชนไทย

ขวัญฤทัย ข่าว


Exit mobile version