Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ IDePlate ป้ายทะเบียนรถอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำร่องทดสอบด้านการจราจรอัจฉริยะ ที่ บ้านฉาง จ.ระยอง

เมื่อเร็วๆ นี้ อบจ.ระยอง ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย Tönnjes C.A.R.D. International GmbH ผู้ผลิตป้ายทะเบียนจากประเทศเยอรมัน  และ Toennjes Leon บริษัทร่วมลงทุนจากไต้หวัน เพื่อพัฒนาระบบป้ายทะเบียนอัจฉริยะสำหรับยานยนต์ ด้วยการเปิดตัวโมเมนตัมใหม่ IDePlate เทคโนโลยีที่ทันสมัยจากเยอรมัน นอกจากนี้ได้นำร่องเพื่อทดสอบความเป็นไปได้ด้านการจัดระเบียบการขนส่งและการจราจรที่เมืองสมาร์ทซิตี้ บ้านฉาง จ.ระยอง และหากประสบความสำเร็จในอนาคตเตรียมพัฒนาขยายต่อไปทั่วประเทศ

นายสุชิน พูลหิรัญ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านฉาง กล่าวว่า “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECมีเป้าหมายที่จะพัฒนาให้ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง กลายเป็น “Smart City” แห่งแรกในไทยอยู่แล้ว สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นการนำ IDePlate ไปติดตั้งบนรถบรรทุก รถจักรยานยนต์ และยานพาหนะของทางราชการ เพื่อทำให้การจัดระเบียบการขนส่งอัจฉริยะและการจราจรที่มีประสิทธิภาพ และยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนด้วย”

นาย Markus Mueller กรรมการผู้จัดการ Tönnjes C.A.R.D. International GmbH กล่าวว่า “รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้นำเทคโนโลยี IDePlate มาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการขนส่งและการจราจรให้กับประเทศไทย โดย อ.บ้านฉาง จะเป็นชุมชนเป้าหมายแรกในเอเชีย และเราหวังว่าจะได้เห็นการนำเทคโนโลยี IDePlate นี้ไปใช้ทั่วประเทศไทยในเร็วๆ นี้” นอกจากนี้ นาย Markus Mueller ยังได้เน้นย้ำว่า บริษัทได้ลงทุนสร้างโรงงานสายการผลิตในไต้หวัน และพร้อมที่จะนำเทคโนโลยี IDePlate มาให้ทดลองใช้ในประเทศไทยแล้ว

 นาย Chen You Cheng ผู้แทนจาก Toennjes Leon ไต้หวัน กล่าวว่า “เทคโนโลยี IDePlate เป็นการฝังชิปลงในแผ่นป้ายทะเบียน เพื่อทำหน้าที่จัดการจราจรและแจ้งเตือนเส้นทางที่ปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ยานพาหนะ และยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ ทั้งนี้ในความร่วมมือระหว่างไต้หวันและเยอรมันที่ได้จัดขึ้นที่บ้านฉางนี้ เราไม่เพียงแต่ให้บริการด้านการออกแบบ การรวมระบบ และการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการทรัพยากรสำหรับประเทศไทยผ่านฐานการผลิตในเอเชียของเราอีกด้วย”

สำหรับ Tönnjes Group เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีป้ายทะเบียนดิจิทัล ด้วยประสบการณ์ในการสร้างโซลูชันการขนส่งอัจฉริยะทั่วทั้งสหภาพยุโรปและอเมริกาใต้, Toennjes Leon Company Limited ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินโครงการในเอเชีย ที่เชี่ยวชาญด้านบริการ IoT และการรวมระบบ ที่ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือไต้หวันในการทำ POC ตลอดจนได้ขยายการดำเนินงานสู่ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญภายใน EEC ระหว่างสนามบินนานาชาติกับท่าเรือพาณิชย์ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี 5G ของประเทศไทย ที่ถือได้ว่ามีความพร้อมต่อการเป็นชุมชนนำร่องในการใช้เทคโนโลยี IDePlate ในการจัดการขนส่งอัจฉริยะ ตลอดจนสามารถผลักดันให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงการขนส่งและการจราจรในประเทศไทยต่อไปในอนาคต


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอปสันเปิด Epson EH-LS800B เลเซอร์โฮมโปรเจคเตอร์ระยะฉายสั้นพิเศษ เสริมไลน์โฮมโปรเจคเตอร์ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

เอปสันขยายไลน์สินค้าโฮมโปรเจคเตอร์ ล่าสุดเปิดตัวเลเซอร์ โฮมโปรเจคเตอร์ระดับ 4K รุ่น EH-LS800B ซึ่งมีระยะฉายสั้นพิเศษ เพื่อความบันเทิงขนาดจอยักษ์สำหรับความบันเทิงภายในบ้าน

เอปสัน ผู้ผลิตโปรเจคเตอร์ที่มียอดขายอันดับหนึ่งทั่วโลก ตอกย้ำความเป็นผู้นำการพัฒนานวัตกรรม พร้อมยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงภายในบ้าน  ด้วยการเปิดตัวเลเซอร์ โฮมโปรเจคเตอร์ ระบบ 3LCD รุ่น EpiqVision Ultra EH-LS800B Laser Projection TV ความสว่าง 4,000 ลูเมน มาพร้อมเทคโนโลยี 4K PRO-UHD ให้ภาพคมชัด สีสันสดใส มีชีวิตชีวา สามารถฉายภาพขนาด 80 นิ้ว ความละเอียดระดับ 4K ด้วยระยะห่างเพียง 2.3 เซนติเมตรเท่านั้น ถือเป็นโปรเจคเตอร์ที่มีระยะฉายสั้นที่สุดในตลาดโฮมโปรเจคเตอร์ในปัจจุบัน

สำหรับคุณสมบัติเด่นของ EH-LS800B ประกอบด้วยความสามารถในการฉายภาพที่มีสีสันสดใส คมชัดสมจริงระดับ Full HD ด้วยฟังก์ชันที่รองรับมาตรฐาน HDR10 และ HLG ทำให้สามารถรับชมความบันเทิงได้แม้ในเวลากลางวัน  ผู้ใช้สามารถตั้งค่าไวท์บาลานซ์ ตั้งค่าภาพตามสีของฉากเพื่อให้ภาพที่ดีที่สุด ค่าความอบอุ่นของแสง และตั้งค่าตามปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีโหมดสำหรับเล่นเกมที่แสดงภาพอย่างรวดเร็ว ลดช่วงเวลา lag เหลือเพียง 0.02 วินาที มีช่องเชื่อมต่อ HDMI รวม 3 ช่อง (สำหรับ ARC และเกมอย่างละ 1 ช่อง) พร้อมติดตั้งระบบ AndriodTV และลำโพง 2.1 ของ Yamaha ในตัว ทั้งยังฉายภาพได้ใหญ่สุดถึง 150 นิ้ว ซึ่งเมื่อรวมกับภาพฉายคุณภาพสูงด้วยแล้ว ผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์ความบันเทิงเสมือนมีโรงภาพยนตร์ภายในบ้าน ส่วนในเรื่องการติดตั้ง ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย รูปลักษณ์ดีไซน์ที่ทันสมัย เรียบหรู ช่วยเพิ่มความมีสไตล์ให้กับมุมโปรดภายในบ้าน  

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอปสันไม่เคยที่จะหยุดพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งๆ ขึ้น EH-LS800B โฮมโปรเจคเตอร์เลเซอร์ระยะฉายสั้นพิเศษรุ่นล่าสุดนี้ คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะสามารถมอบประสบการณ์คุณภาพของภาพระดับสูง ช่วยยกระดับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ จึงช่วยให้การใช้เวลาของกลุ่มเพื่อนและครอบครัว เป็นเวลาคุณภาพอย่างแท้จริง”


Categories
บทความ เทคโนโลยี

การ์ทเนอร์ชี้ความสามารถของ Conversational AI ขับเคลื่อนตลาด Contact Center ทั่วโลกเติบโต 16% ในปี 2566

กรุงเทพฯ 17 สิงหาคม 2566 – การ์ทเนอร์คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายบริการ Contact Center (CC) และ CC Conversational AI รวมถึงผู้ช่วยลูกค้าแบบเสมือนจริง หรือ Virtual Assistant ทั่วโลก ในปี 2566 จะมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 18.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 16.2% จากปี 2565

เมแกน มาเรค เฟอร์นันเดซ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “อัตราการเติบโตของการลงทุนระยะสั้นใน CC และ CC Conversational AI รวมถึง Virtual Assistants คาดว่าจะลดลง เนื่องจากความผันผวนของธุรกิจทำให้รอบการตัดสินใจลงทุนกินเวลานานขึ้น โดยในการลงทุนระยะยาว Generative AI และการเติบโตของ Conversational AI จะเร่งการเปลี่ยนแพลตฟอร์ม Contact Center เนื่องจากหัวหน้าทีมที่ดูแลด้านประสบการณ์ลูกค้า (CX) มองหาแนวทางเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการและการมอบประสบการณ์ลูกค้าโดยรวมไปพร้อมกัน”

ตลาดบริการ Conversational AI และ Virtual Assistant ทั่วโลก เป็นกลุ่มบริการที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในตลาด Contact Center โดยกระตุ้นการเติบโตถึง 24% ในปี 2567 (ดูตารางที่ 1) ซึ่งความสามารถของ Conversational AI กำลังได้รับการลงทุนมากขึ้น เนื่องจากผู้มีอำนาจตัดสินใจในธุรกิจกำลังวางแผนรวมบริการ Conversational AI เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อลดการพึ่งพาตัวแทนให้บริการลูกค้า ขณะที่ปริมาณการโต้ตอบของฝ่ายบริการลูกค้าที่ทำงานผ่านเทคโนโลยี AI ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยการโต้ตอบส่วนใหญ่นี้ถูกเสริมประสิทธิภาพด้วย CC AI แทนที่การโอนถ่ายไปยังตัวแทนเสมือนทั้งหมดแบบเดิม การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ในปี 2566 3% ของการโต้ตอบจะได้รับการจัดการผ่าน CC AI และเพิ่มขึ้นเป็น 14% ในปี 2570

ตารางที่ 1 คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายใน Contact Center และ CC Conversational AI และ Virtual Assistant ของผู้ใช้ทั่วโลก (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

ยอดใช้จ่าย

ปี 2565 

ยอดการเติบโต 

ปี 2565 (%)

ยอดใช้จ่าย

ปี 2566

ยอดการเติบโต 

ปี 2566 (%)

ยอดใช้จ่าย

ปี 2567

ยอดการเติบโต 

ปี 2567 (%)

16,077 17.6 18,690 16.2 23,171 24.0

ที่มา: การ์ทเนอร์ (กรกฎาคม 2566)

การ์ทเนอร์คาดว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์จะก่อให้เกิดข้อจำกัดด้านงบประมาณในปี 2566 ส่งผลให้โครงการเปลี่ยนหรืออัปเกรดระบบ Contact Center แบบตั้งอยู่ในองค์กรชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ในโครงการที่ต้องพบปะลูกค้าถูกมองว่าจะเป็นส่วนสำคัญในกลยุทธ์การรักษาและสร้างรายได้

“นั่นหมายความว่าเมื่อการลงทุนด้านไอทีหลายด้านลดลงจากการตัดงบประมาณ ส่งผลให้การบริการลูกค้าและการริเริ่มสนับสนุนเพิ่มศักยภาพในบริการเพื่อสร้างความต่างแก่ประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับหรือการปรับปรุงการดำเนินงานในบริการลูกค้าอาจได้รับการลงทุนง่ายขึ้นแบบซื้อเข้ามาใช้ (Buy-In) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยเสริมให้โครงการ Contact Center as a Service (CCaaS) ได้รับเงินทุนจากงบประมาณที่จัดสรรไว้สำหรับการทำดิจิทัลทรานฟอร์มเมชันขององค์กรมากขึ้น” มาเรค เฟอร์นันเดซ กล่าวเพิ่มเติม 

การ์ทเนอร์คาดว่าการลงทุน CCaaS จะเติบโตรวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้มีอำนาจตัดสินใจใช้ความสามารถของ Contact Center บนคลาวด์เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานบริการลูกค้าให้ทันสมัย ซึ่งรวมถึงการนำไปใช้ในระบบ Contact Center ที่มีตัวแทนดูแลลูกค้าหลายพันราย ที่มีการนำ CCaaS ไปใช้ได้ช้า ในฐานะที่ CCaaS เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปรับปรุงให้ทันสมัย โซลูชัน CCaaS จะใช้เพื่อสนับสนุนช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายยิ่งขึ้น และจะนำเสนอแดชบอร์ดขั้นสูง การวิเคราะห์ การกำหนดเส้นทาง การเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากร (Workforce Optimization หรือ WFO) เพิ่มความรู้และข้อมูลเชิงลึก รวมถึงความสามารถการสนทนาของ AI


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กฟผ. เปิดบูท ‘EGAT Carbon Neutrality Land: ตะลุยดินแดนไฟฟ้า ความเป็นกลางทางคาร์บอน

กฟผ. เปิดบูท ‘EGAT Carbon Neutrality Land: ตะลุยดินแดนไฟฟ้า ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ ชวนเยาวชนร่วมผจญภัยค้นหาไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และวิธีพิชิตคาร์บอน ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2566 ตั้งแต่วันนี้ ถึง 20 ส.ค.

กรุงเทพฯ, สิงหาคม 2566 – นายเมธาวัจน์ พงศ์รดาภิรมย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับ ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ EGAT Carbon Neutrality Land: ตะลุยดินแดนไฟฟ้า ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2566 มีเยาวชนและประชาชนสนใจเยี่ยมชมบูท กฟผ. จำนวนมาก ณ อาคาร 11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี

นายเมธาวัจน์ พงศ์รดาภิรมย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์องค์การ กฟผ. เปิดเผยว่า งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติถือเป็นงานที่ช่วยกระตุ้น และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต ในปีนี้ กฟผ. จึงได้ร่วมจัดนิทรรศการ EGAT Carbon Neutrality Land: ตะลุยดินแดนไฟฟ้า ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยแบ่งฐานการเรียนรู้ออกเป็นทั้งหมด 6 โซน ได้แก่ โซนที่ 1: พลังงานหมุนเวียน ชวนเรียนรู้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ พร้อมสนุกสนานไปกับภารกิจผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธรขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โซนที่ 2: ห้องเรียนสีเขียว ชวนทำความรู้จักห้องเรียนสีเขียว แหล่งเรียนรู้ด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนที่ร่วมกิจกรรมกับโครงการห้องเรียนสีเขียวแล้วกว่า 1,300 แห่ง โซนที่ 3: ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 จำลองบ้านประหยัดพลังงานพร้อมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากเบอร์ 5 และร่วมสนุกเก็บสะสมไอเท็มประหยัดพลังงาน โซนที่ 4: EV Station สร้างความมั่นใจรองรับทุกการเดินทางของผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าด้วยสถานีชาร์จ EleX by EGAT รวม 130 สถานีทั่วประเทศ เพียงใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน EleXA พร้อมร่วมสนุกเกมขับรถ EV เที่ยวศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. 8 แห่ง ทั่วประเทศ โซนที่ 5: ปลูกป่าล้านไร่ เรียนรู้ปริมาณการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกผ่านต้นไม้แต่ละชนิด อาทิ สัก มะค่าโมง ยางนา ประดู่ ตะเคียนทอง โกงกาง ซึ่งปลูกอยู่ในป่าประเภทต่าง ๆ ภายใต้โครงการปลูกป่าอย่างมีส่วนร่วมของ กฟผ. ซึ่งมีเป้าหมายปลูกป่า 1 ล้านไร่ ภายในเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2565-2574) และโซนที่ 6: สนามเด็กเล่น ชวนน้อง ๆ ร่วมสนุกกับเกมสุดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันประกวดวาดภาพระบายสีหัวข้อ “EGAT LAND ดินเเดนในฝัน” ซึ่งเปิดรับผลงานทางอีเมลจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 66 และประกาศผลการแข่งขันในวันที่ 20 สิงหาคม 66 ลุ้นชิงรางวัลสุดสร้างสรรค์ และร่วมแข่งขันกีฬา E-Sports สุดมัน ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2566 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ ถึง 20 สิงหาคม 2566 เวลา 09.00 – 19.00 น. ณ อาคาร 9-11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี หรือติดตามรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊ก ห้องเรียนสีเขียว กฟผ. page: www.facebook.com/glr.egat

ภายในงาน กฟผ. ยังเตรียมจัดพิธีมอบรางวัล EGAT Green Learning Society ให้แก่โรงเรียนที่เป็นแบบอย่างที่ดีและมีผลงานโดดเด่นในการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมภายใต้โครงการห้องเรียนสีเขียวรวม 7 กิจกรรม ได้แก่ 1) โรงเรียนสีเขียว เบอร์ 5 ส่งเสริมให้โรงเรียนบูรณาการองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมกับทุกกิจกรรมของโรงเรียน 2) กิจกรรม EGAT Green Seed 3) กิจกรรม EGAT Green Talk เพื่อต่อยอดศักยภาพเยาวชนในโครงการห้องเรียนสีเขียวสู่การเป็นนักสื่อสารและผู้นำเยาวชนด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม 4) โรงเรียนคาร์บอนต่ำ ลดการใช้ไฟฟ้าและการจัดการขยะที่โรงเรียน 5) โรงเรียนคาร์บอนต่ำสู่ชุมชน ลดการใช้ไฟฟ้าที่บ้านนักเรียน 6) โรงเรียนสีเขียว ซึ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม และ 7) อาคารเบอร์ 5 ในสถานศึกษา ซึ่งเป็นอาคารที่ใช้สำหรับการเรียนการสอนที่มีการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ จากผลการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนและครอบครัวนักเรียนกว่า 1.23 แสนครัวเรือน ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าสะสมได้กว่า 42.73 ล้านหน่วย ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าสะสมได้กว่า 187 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศสะสมได้กว่า 22 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ คาดว่าในปีนี้จะลดการใช้พลังงานได้ปริมาณมากเช่นเดียวกัน สอดรับนโยบายการเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

AMD เปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มเวิร์คสเตชั่นกราฟิกการ์ด 2 รุ่น ประกอบด้วย AMD Radeon PRO W7600 และ AMD Radeon PRO W7500

AMD เปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มเวิร์คสเตชั่นกราฟิกการ์ดเพิ่ม 2 รุ่น ประกอบด้วย AMD Radeon PRO W7600 และ AMD Radeon PRO W7500 ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับเวิร์คโหลดงานเมนสตรีมระดับมืออาชีพในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมไปถึงด้านสื่อและความบันเทิง, การออกแบบและการผลิต และสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการก่อสร้าง

กราฟิกการ์ดตัวใหม่นี้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AMD RDNA 3 ที่ล้ำสมัย ปรับแต่งมาเพื่อนำเสนอประสิทธิภาพการประมวลผลที่ยอดเยี่ยม ความเสถียรที่โดดเด่นและประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานที่น่าทึ่ง มาพร้อมหน่วยความจำความเร็วสูง GDDR6 ขนาด 8GB รองรับงานที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก และสามารถเปิดใช้งานการเรนเดอร์แบบ ray-tracing ที่แสดงรายละเอียดการแสดงผลได้อย่างสมจริง อีกทั้งยังนำเสนอฟีเจอร์ต่าง ๆ มากมาย ประกอบด้วย:

  • AMD RDNA 3 Architecture – ฟีเจอร์หน่วยประมวลผลที่ได้รับการออกแบบใหม่ การผสานรวมระหว่างฟีเจอร์ raytracing และตัวเร่งการใช้งาน AI, เทคโนโลยี AMD Infinity Cache รุ่นที่สอง และเทคโนโลยี raytracing รุ่นที่สอง นอกจากนี้ยังเพิ่มประสิทธิภาพด้านเวิร์คโฟลว์บน AEC, D&M และ M&E สำหรับงานสร้างแบบจำลอง 3 มิติ, แอนิเมชั่น, การเรนเดอร์, การตัดต่อวิดีโอ และการทำงานในรูปแบบมัลติทาสก์
  • Dedicated AI Acceleration – คำสั่ง AI และปริมาณงาน AI ใหม่ที่เพิ่มขึ้น ส่งมอบประสิทธิภาพที่สูงกว่าสถาปัตยกรรม AMD RDNA 2 รุ่นก่อนหน้าถึง 2 เท่า
  • AMD Radiance Display Engine with DisplayPort 2.1 – รองรับการแสดงผลสีแบบ 12-bit HDR และสีที่มากกว่า 68 พันล้านสี การแสดงผลที่สามารถรองรับจอแสดงผลรุ่นต่อไปและตัวเลือกการกำหนดค่าแสดงผลแบบหลายจอ ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมด้านการแสดงผลที่มีความสมจริงเป็นพิเศษ
  • พัฒนาประสิทธิภาพของไดร์เวอร์และการรับรองแอปพลิเคชั่นระดับมืออาชีพ – AMD ยังคงทำงานร่วมกันกับผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ระดับมืออาชีพชั้นนำในการรับรองแอปพลิเคชั่นที่ครอบคลุม เพื่อให้มั่นใจว่ากราฟิกการ์ด AMD Radeon PRO สร้างขึ้นมาเพื่อพร้อมรองรับการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และผ่านการทดสอบประสิทธิภาพด้านมาตรฐานการทำงาน

กราฟิกการ์ด AMD Radeon PRO W7600 และ AMD Radeon PRO W7500 พร้อมวางจำหน่ายในไตรมาสที่ 3 ปี 2566 ผ่านทางร้านค้าปลีกระดับชั้นนำในราคา $USD599 และ $USD429 ตามลำดับ และคาดว่าจะวางจำหน่ายผ่านเวิร์คสเตชั่น OEM และ SI ภายในปีนี้


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วิศวกรรมเคมี มจพ. สร้างชื่อเทคโนโลยีสีเขียวสำหรับยานยนต์ สู่กระบวนการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงฯ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

รศ.ดร.สุวิมล  วงศ์สกุลเภสัช  อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เปิดเผยถึง เทคโนโลยีสีเขียวสำหรับยานยนต์ ต้นแบบและเทคโนโลยีกระบวนการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเหลวสังเคราะห์ ที่ตอบโจทย์การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นโครงการวิจัยที่ได้รับทุนจากหน่วยบริหารและจัดการด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เป็นทุนวิจัยประเภท สร้างเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (เชื้อเพลิงชีวภาพ วัสดุและเคมีชีวภาพ) จากกการเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรหรือของเหลือทิ้งในกระบวนการผลิตหรือการบริโภค

ระยะเวลาโครงการ 2 ปี (2564-2566) มูลค่ารวมโครงการ 29 ล้านบาท

จุดเด่นของต้นแบบและเทคโนโลยีกระบวนการผลิตกระบวนการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเหลวสังเคราะห์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการ จะประกอบไปด้วย กระบวนการผลิตก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซสังเคราะห์ กระบวนการฟิชเชอร์โทรป (Fisher-Tropsch)  กระบวนการผลิต Bio-hydrogenated diesel (BHD) สามารถตอบโจทย์เทคโนโลยีสีเขียวสำหรับยานยนต์ ถือเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงสะอาดที่ประยุกต์ใช้ในการคมนาคม นอกจากนี้ยังพบว่า น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพนี้มีค่าซีเทนที่สูงกว่าน้ำมันที่ได้จากน้ำมันดิบ และไม่ปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมเพราะมีองค์ประกอบของซัลเฟอร์ต่ำ สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงเหลวสังเคราะห์นั้น สามารถผลิตได้จากก๊าซสังเคราะห์เป็นน้ำมันคุณภาพสูง น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ และน้ำมันเชื้อเพลิงเหลวสังเคราะห์นี้ สามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลที่อาศัยหลักการอัดอากาศ และเชื้อเพลิงให้มีความดันสูงจนเชื้อเพลิงสามารถติดไฟได้ ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยนี้ จึงมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการผลิตน้ำมันชีวภาพ โดยการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตตลอดทั้งกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการการใช้งานจริงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ ได้แก่ อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมเคมี

รศ.ดร.สุวิมล  ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันปัญหาภาวะโลกร้อนที่เกิดเนื่องจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศได้รับความสนใจทั่วโลกการพัฒนากระบวนการผลิตสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากจะช่วยลดภาวะโลกร้อน แล้วยังสามารถลด PM 2.5 ได้อีกด้วย ซึ่งตอบโจทย์ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน  ต้นแบบและเทคโนโลยีกระบวนการผลิตกระบวนการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเหลวสังเคราะห์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนี้ เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตในประเทศไทย สามารถช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลและเพิ่มกำไรจากการเปลี่ยน waste เป็น high- value products ซึ่งช่วยส่งผลต่อเสถียรภาพด้านราคาพลังงานได้  อีกทั้งเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันและวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่ช่วยลดต้นทุน  ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่เหมาะสมที่ได้จากเทคโนโลยีกระบวนการผลิตกระบวนการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงที่สะอาด นอกจากนี้การพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศช่วยทำให้เกิดการลงทุุนในอุุตสาหกรรมพลัังงานและอุุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น ช่่วยยกระดัับรายได้้แก่่ประชาชนในพื้นที่ทั้งในทางตรงและทางอ้อม เพิ่มเสถียรภาพด้านราคาในอุตสาหกรรมน้ำมันและทางการเกษตร

สอบถามรายละเอียดเพื่มได้ที่รศ.ดร.สุวิมล วงศ์สกุลเภสัช  ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)  โทรศัพท์. 097-042-1315 หรือที่ e-mail: suwimol.w@eng.kmutnb.ac.th

ขวัญฤทัย ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ เทคโนโลยี

ซอฟต์แวร์สร้างศักยภาพให้โลกใบนี้

โดย นาทัลยา มากาโรชคินา รองประธานอาวุโส Secure Power ฝ่ายปฏิบัติการระหว่างประเทศ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ศักยภาพของซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ คือการเชื่อมต่อการทำงานร่วมกัน พร้อมมอบความฉลาดในทุกแง่มุมสำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยให้ประโยชน์ด้านดิจิทัลแก่ทุกภาคส่วน

แม้จะมีข้อถกเถียงว่าซอฟต์แวร์กำลังกลืนกินโลกก็ตาม แต่แค่เพียงช่วงเวลาไม่นานมานี้ ประเด็นดังกล่าวก็เปลี่ยนไปสู่ความจริงที่ว่า ซอฟต์แวร์ “กำลังสร้างศักยภาพ” ให้กับโลกใบนี้

ทุกวันนี้สถาปัตยกรรมขององค์กรปรับเปลี่ยนไปสู่โมเดลที่ใช้ซอฟต์แวร์ควบคุมการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ การควบคุมเหล่านี้นำไปสู่ความยืดหยุ่นและคล่องตัวที่เหนือชั้นขึ้นไปอีกระดับเพื่อให้ตอบสนองและรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความขัดข้องที่เกิดจากอิทธิพลของสภาพอากาศ รวมถึงแนวโน้มของตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในขณะที่ต้องพร้อมรับมือกับเรื่องความปลอดภัย อีกทั้งให้ความยั่งยืน

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลกเมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นว่าซัพพลายเชนมีความเสี่ยง และอยู่ภายใต้อิทธิพลที่คาดเดาได้ยาก นอกเหนือจากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว เหตุการณ์ black swan เช่น การปิดกั้นคลองสุเอซ ยังได้ถูกรวมเข้ากับประเด็นการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ไฟป่าในแคลิฟอร์เนีย น้ำท่วมยุโรป และความแห้งแล้งในออสเตรเลีย ไปจนถึงคลื่นความร้อน และอุณหภูมิที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในหลายทวีป

องค์กรต่างๆ ต้องปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงครั้งใหม่เรื่อยมาภายใต้ระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคว่ำบาตร ราคาพลังงานที่ผันผวน หรือความขัดข้องในการเข้าถึงพลังงาน (access disruption) การขาดแคลน และความล่าช้าในการจัดหา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างยิ่งโดยเฉพาะเรื่องการก่อสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ และแม้กระทั่งอุตสาหกรรมอาหารก็ตาม

แบบจำลอง แผนงาน และการพลิกแพลง

ในการรับมือกับฉากทัศน์เหล่านี้ องค์กรต่างๆ ต้องมีความยืดหยุ่นและความคล่องตัว พร้อมมีการตรวจสอบดูแลมากขึ้น โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึก เพื่อให้สามารถจำลอง วางแผน และพลิกแพลงได้

นั่นหมายถึงการมีระบบซอฟต์แวร์ที่เชื่อมโยงการทำงานในทุกด้าน เพื่อให้สามารถมองเห็น วัดผลการดำเนินงาน และบริหารจัดการได้ดี

การออกรายงานการดำเนินงานทั่วไปขององค์กรนับว่าไม่เพียงพออีกต่อไป หากต้องการแข่งขันและอยู่รอดได้ องค์กรต้องสามารถจำลองและคาดการณ์ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นเหล่านี้จะส่งผลต่อผลผลิต ความสามารถในการทำกำไร และเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างไร

20-30-50

พื่อให้บรรลุมิติใหม่ในการมองเห็น และควบคุมได้ดียิ่งขึ้น จึงทำให้มีสถาปัตยกรรมใหม่เกิดขึ้น

ปัจจุบัน มีการคาดการณ์กันว่าสถาปัตยกรรมขององค์กรในอนาคตมีองค์ประกอบที่ผสมผสานกันระหว่างศูนย์ข้อมูลหลัก 20% คลาวด์สาธารณะ 30% และการปรับใช้ Edge 50% ภายในสามปีข้างหน้า

สถาปัตยกรรมที่ว่าจะนำไปสู่การยกระดับความสามารถให้เหนือชั้นไปอีกขั้น ทั้งเรื่องของเซ็นเซอร์ (IIoT) การมอนิเตอร์ การมองเห็น การบริหารจัดการ และการวิเคราะห์ โดยระบบงานบนคลาวด์จะทำหน้าที่ดูแลสถาปัตยกรรมใหม่เหล่านี้ที่มีองค์ประกอบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เรื่องของสายการผลิต พื้นที่ในร้านค้าปลีก และระบบดูแลคนไข้ในสถานพยาบาล ไปจนถึงการนำเอดจ์มาใช้งาน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดเก็บข้อมูลในระดับภูมิภาค รวมถึงศูนย์ข้อมูลส่วนกลาง

รากฐานของแนวทางนี้จะไม่ใช่แค่การมองเห็นข้อมูลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดการโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลด้วยความสามารถใหม่ของ DCIM3.0

มาตรการป้องกัน

สิ่งสำคัญของโลกใหม่ที่สร้างศักยภาพด้วยซอฟต์แวร์ คือการผสานรวมการทำงานเชิงลึกของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง (ML)

ความยืดหยุ่นนั้นเกิดขึ้นจากความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการคาดการณ์ ซึ่งการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ที่อาศัยแอปพลิเคชั่นเชิงลึกของเทคโนโลยีเหล่านี้ ช่วยให้เกิดระบบการบำรุงรักษาเชิงป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถตรวจจับ หรือป้องกันความล้มเหลวก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน

การปรับตัวโดยใช้มุมมองเชิงลึก

ตัวอย่างของการปรับตัวที่ว่า มีให้เห็นในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งผู้ผลิตในสวนปลูกผักและผลไม้ กำลังลดอุณหภูมิเรือนกระจกซึ่งเป็นผลโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

ด้วยชุดเซ็นเซอร์เต็มรูปแบบ ตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนไปถึงการวางขายหน้าร้าน ผู้ปลูกสามารถจำลองการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ คาดการณ์ผลผลิตและการเปลี่ยนแปลงของพืชผล เพื่อให้เข้าใจว่าจะต้องปรับต้นทุนจุดไหนให้เหมาะสมต่อการรับมือกับสถานการณ์ โดยสามารถประมวลผลข้อมูลได้ใกล้เคียงกับจุดที่สร้างข้อมูล ก่อนที่แบบจำลองส่วนกลางจะคัดกรองตัวเลข ผู้ปลูกสามารถปรับความต้องการด้านแรงงาน การขนส่ง และการกระจายสินค้าให้เหมาะสมได้ โดยอิงจากข้อมูลที่ถูกต้อง และการวิเคราะห์ที่มีข้อมูลครบรอบด้าน หรือตัวอย่างอื่นๆ นอกเหนือจากการเกษตรได้แก่ การดูแลสุขภาพที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยที่ได้จากแพทย์ผู้ดูแล โดยนำเอดจ์มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แบบเรียลไทม์

การใช้วิธีการเหล่านี้ในการรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์เบื้องต้น ทำได้ด้วยการผสานรวมความสามารถของเอดจ์กับแหล่งข้อมูลส่วนกลางอย่างราบรื่น ผ่านการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลจาก DCIM ไปจนถึง Data Lake และการวิเคราะห์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

ในการเชื่อมต่อข้อมูลจากจุดเชื่อมต่อทั้งหมดระหว่างแอปพลิเคชันและผู้ใช้งาน ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง

นี่คือเหตุผลที่เราได้พัฒนาพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพื่อให้เข้าใจถึงความเสี่ยง และเพื่อให้มั่นใจว่าแอปพลิเคชันและบริการของเรามีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และให้ความยั่งยืนสำหรับระบบไอทีในอนาคต แม้ว่าจะมีขยายการใช้งานไปสู่สภาพแวดล้อมไอทีแบบไฮบริดมากขึ้นก็ตาม

เมตริกที่อิงตามหลักวิทยาศาสตร์และได้มาตรฐาน

ประเด็นสำคัญเรื่องความยืดหยุ่นและความปลอดภัยในเรื่องเหล่านี้ ต้องไปด้วยกันกับข้อกำหนดอื่นที่สำคัญ คือ เรื่องความยั่งยืน

ประโยชน์หลักของซอฟต์แวร์ใหม่ที่ช่วยสร้างศักยภาพให้โลกนี้ คือความสามารถในประยุกต์ใช้เมตริกที่ได้มาตรฐานได้ครอบคลุมทั่วทั้งระบบ เพื่อวัดและจัดการการปล่อยมลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป้าหมายการปล่อยมลพิษที่อิงตามหลักวิทยาศาสตร์กำลังได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายมากขึ้น และสามารถช่วยให้องค์กรต่างๆ เข้าใจและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ แม้จะอยู่ท่ามกลางแนวโน้มปัจจุบันก็ตาม

สร้างโลกแห่งศักยภาพ

แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ระบบซอฟต์แวร์และการควบคุม ซึ่งต่อยอดจากการพัฒนาใน IIoT, AI และ ML รวมถึงคลาวด์และเอดจ์คอมพิวติ้ง ก็สามารถช่วยให้องค์กรต่างๆ มีการมองเห็นที่ดีขึ้น มีข้อมูลเชิงลึก และการกำกับดูแลการดำเนินงานที่ดีขึ้น

เรื่องนี้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นขึ้นไปอีกขั้น เพื่อรับมือกับกระแสอิทธิพลของโลกปัจจุบัน ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำได้

การเพิ่มศักยภาพด้านการจัดการกับความเสี่ยงทางไซเบอร์ได้ดีขึ้น รวมถึงเป็นรากฐานเพื่อขับเคลื่อนความมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน ทำให้มุมมองด้านซอฟต์แวร์เปลี่ยนไป จากสิ่งที่กำลังกลืนกินโลก กลายเป็น สิ่งที่สร้างศักยภาพให้กับโลกใบนี้


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กฟผ. ชวนตะลุย EGAT Carbon Neutrality Land ในงานมหกรรมวิทย์ฯ 66

กรุงเทพฯ, 8 สิงหาคม 2566 – การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เตรียมเปิดบูท “EGAT Carbon Neutrality Land: ตะลุยดินแดนไฟฟ้า ความเป็นกลางทางคาร์บอน” เชิญชวนเหล่านักผจญภัยรุ่นจิ๋วมาตะลุยดินแดนไฟฟ้าที่มุ่งสู่ความเป็นทางคาร์บอน ฝ่าภารกิจผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธรขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ผจญภัยด้วยยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต พร้อมร่วมสะสมไอเท็มประหยัดพลังงาน และพิชิตคาร์บอนตัวร้ายผ่านโครงการปลูกป่าอย่างมีส่วนร่วม
 
พร้อมปลุกจินตนาการสุดบรรเจิดผ่านกิจกรรมประกวดวาดภาพระบายสีในหัวข้อ “EGAT LAND ดินแดนในฝัน ” ชิงรางวัลสุดสร้างสรรค์ และร่วมแข่งขันกีฬา E-Sports สุดมัน ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2566 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 20 สิงหาคม 2566 เวลา 09.00 – 19.00 น. ณ อาคาร 9 – 11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี หรือติดตามรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊กห้องเรียนสีเขียว กฟผ. page: www.facebook.com/glr.egat  เข้าชมงานฟรี!  

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน โปรดติดตามได้จากสื่อสังคมของ กฟผ.
Website ห้องเรียนสีเขียว: https://gls.egat.co.th/
Facebook: www.facebook.com/EGAT.Official


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อาจารย์ วิศวะ มจพ. พัฒนาอุปกรณ์สวมตลับลูกปืนเน้นฟังก์ชั่นขดลวดเหนี่ยวนำความร้อน

ผลงานของ ผศ.พิพิถนนท์   พูลสวัสดิ์ อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมการผลิต ภาควิชาวิศวกรรมการผลิตและหุ่นยนต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)  กำลังอยู่ในระหว่างการจดอนุสิทธิบัตร เรื่อง อุปกรณ์ให้ความร้อนตลับลูกปืนด้วยขดลวดเหนี่ยวนำ เป็นการใช้หลักการเหนี่ยวนำทางไฟฟ้า ให้สามารถตอบโจทย์ในส่วนของกรรมวิธีการผลิตในการสวมประกอบ เป็นกระบวนการที่มีความรวดเร็ว ไม่สกปรกและสามารถควบคุมอุณหภูมิและให้ความร้อนในส่วนที่ต้องการได้ แต่เนื่องจากในปัจจุบันเครื่อง Induction bearing heater สำหรับตลับลูกปืน ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่มาก ยังมีราคาที่สูงอยู่ซึ่งอาจไม่คุ้มต่อการลงทุนสำหรับตลับลูกปืนขนาดเล็ก ยังมีการสวมอัดตลับลูกปืนด้วยวิธีทางกลโดยการตอก จึงเป็นที่มาแนวคิดและพัฒนาการออกแบบและสร้างเครื่อง Induction heater สำหรับตลับลูกปืนที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 30 มิลลิเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 40 มิลลิเมตร อุปกรณ์สวมตลับลูกปืนที่ใช้การความร้อนกับตลับลูกปืนด้วยขดลวดเหนี่ยวนำนั้น ถือได้ว่าเป็นวิธียืดอายุการใช้งานตลับลูกปืนให้ใช้งานยาวขึ้น และลดความเสียหายของชิ้นส่วนที่สวมประกอบ ช่วยประหยัดเวลาในการบำรุงรักษา และประหยัดค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษา รวมถึงมีประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้น โดยได้รับทุนสนับสนุนจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ระยะเวลาในการทำวิจัย 1 ปี

ผศ.พิพิถนนท์ อธิบายให้ฟังว่า วัตถุประสงค์ของพัฒนาอุปกรณ์สวมตลับลูกปืน เพื่อช่วยในการสวมประกอบตลับลูกปืนกับเพลา โดยไม่ให้เกิดความเสียหาย และให้ได้ฟังก์ชั่นการทำงานที่สมบูรณ์ การสวมประกอบตลับลูกปืน (Bearing) เข้ากับเพลาด้วย โดยปกติจะมีค่าพิกัดงานสวมเป็นเกณฑ์กำหนดอยู่แล้ว ชนิดของงานสวมให้เราเลือกว่าจะเลือกงานสวมอัด สวมพอดี ในงานสวมประกอบยังแบ่งออกเป็นเพลาคงที่และรูคว้านคงที่ ซึ่งขึ้นอยู่กับหน้าที่ของชิ้นส่วนส่งกำลังและฟังก์ชั่นการทำงานของเครื่องจักรนั้น ในส่วนของตลับลูกปืนเป็นการสวมชนิดรูคว้านคงที่ พิกัดงานสวมมีความสำคัญในการออกแบบและการประกอบ จึงได้เริ่มมีการใช้หลักการการให้ความร้อนโดยตรงกับตลับลูกปืนเพื่อให้แบริ่งเกิดการขยายตัว และสามารถสวมกับเพลาได้ การใช้ความร้อนในการทำให้ตลับลูกปืนขยายตัว

ลักษณะเด่นของการพัฒนาอุปกรณ์สวมตลับลูกปืน ใช้หลักการของเครื่องให้ความร้อนตลับลูกปืนด้วยการเหนี่ยวนํา  เมื่อป้อนกระแสไฟเข้าที่ขดลวดเหนี่ยวนํา ซึ่งเปรียบได้กับขดลวดปฐมภูมิของหม้อแปลงไฟฟ้าก็จะมีกระแสไหลผ่านขดลวดซึ่งกระแสนี้ จะทําให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็กขึ้น เส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดขึ้นนี้จะไปตัดกับตลับลูกปืน   ในที่นี้ตลับลูกปืนเปรียบเหมือนขดลวดที่มีปลายทั้งสองข้างติดถึงกัน  ดังนั้น จึงทําให้เกิดกระแสไหลในตลับลูกปืนกระแสนี้เรียกว่า กระแสไหลวน กระแสไฟฟ้านี้จะทําให้เกิดความร้อนในตลับลูกปืนขึ้น ยิ่งมีกระแสไหลวนมากเพียงใดก็จะทําให้ ตลับลูกปืนร้อนมากขึ้นกระแสไหลวนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ  (1)  กระแสที่ไหลผ่านขดลวดเหนี่ยวนําถ้ามีกระแสมาก กระแสไหลวนที่เกิดขึ้นในตลับลูกปืนก็จะมากด้วย (2) ค่าสัมประสิทธิ์ (Coefficient) ของการเหนี่ยวนํา และ (3)   อัตราส่วน (Ratio) ระหว่างจํานวนของขดลวดเหนี่ยวนําตลับลูกปืน

อย่างไรก็ตาม ผศ.พิพิถนนท์ กล่าวเสริมว่า วิธีการดำเนินงานได้ทำการออกแบบด้านฮาร์ดแวร์ โดยได้ดำเนินพัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพเครื่อง/ผลการทดสอบ ทดลองกับตลับลูกปืน รูในเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 มิลลิเมตร สวมกับเพลาโดยให้พิกัดงานสวมพอดีและงานสวมอัด ที่อุณหภูมิไม่เกิน 150 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที ในการสวมประกอบ  ระหว่างใช้งาน เช่น การหมุน การเลื่อน และถอดเปลี่ยนชิ้นส่วนอุปกรณ์สวมตลับลูกปืน ก็เกิดการสึกหรอก และเป็นสนิมได้ หากการพัฒนาอุปกรณ์ให้ความร้อนตลับลูกปืนด้วยขดลวดเหนี่ยวนำ ยังช่วยในเรื่องของการลดการชำรุด ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษา โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนเพลาหรือเฟือง ทำให้การหมุนคล่องตัว และช่วยตรวจสอบเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่เมื่อเกิดการสึกหรอหรือชำรุดก็สะดวกขึ้น รวมถึงมีประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้น  การใช้ความร้อนตลับลูกปืนด้วยขดลวดเหนี่ยวนำ ยังเป็นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย

การพัฒนาอุปกรณ์ให้ความร้อนตลับลูกปืนด้วยขดลวดเหนี่ยวนำสามารถเป็นต่อยอดพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมด้านการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และหากนำไปทำในเชิงพาณิชย์ได้โอกาสและทิศทางเป็นไปได้มากเนื่องจากต้นทุนของเครื่องราคาไม่สูงโดยงบประมาณไม่เกินสองหมื่นบาทเฉพาะค่าวัสดุและอุปกรณ์

สอบถามรายละเอียดได้ที่  ภาควิชาวิศวกรรมการผลิตและหุ่นยนต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  โทรศัพท์ 0-2555-2000 ต่อ  8217

ขวัญฤทัยข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ (SAU) ร่วมกับ “WeStride” พัฒนาหลักสูตรปริญญาโท Software Engineer และ Full Stack Developer ระดับสากล

มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ (SAU) ร่วมกับ “WeStride”  บริษัท EdTech Startup จาก Stanford ร่วมมือพัฒนาหลักสูตรปริญญาโท เพื่อสร้าง Software Engineer และ Full Stack Developer ระดับสากล ป้อนตลาดงานสายเทคโนโลยีที่มีความต้องการสูงมากในทุกองค์กร

ดร.ฉัททวุฒิ พีชผล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบัน  Software Engineer และ Full Stack Developer ที่ทำงานได้จริงขาดแคลนและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานเป็นอย่างมาก เราจึงร่วมมือกับมืออาชีพอย่าง WeStride เพื่อพัฒนาหลักสูตร Certified และ ปริญญาโทด้าน Software Engineering และ Full Stack Developer ที่มีความเชี่ยวชาญสามารถทำงานได้จริง และตอบโจทย์ของโลกยุคใหม่ที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดงานโดยหลักสูตรนี้ได้จัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายและสะดวก ด้วยเนื้อหาที่เข้มข้นมีอาจารย์ที่มีคุณวุฒิและประสบการณ์ มีโค้ชดูแลแบบ One to One เรียนแบบ Action Based Learning ผ่านการทำโจทย์และทำโครงการเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง อีกทั้งยังเสริมพื้นฐานด้วยวิชาไอที CS50 จาก Harvard โดยผู้เรียนจะมีโอกาส พัฒนาตัวเองสู่งาน Tech มืออาชีพในองค์กรชั้นนําของไทยและต่างประเทศ  จึงมั่นใจได้ว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะสามารถนำความรู้และทักษะไปทำงานได้จริง

ความร่วมมือกับ WeStride ซึ่งเป็น Bootcamp อันดับ Top ของอาเซียน ได้รับรางวัลและการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่าง Stanford University จะเป็นการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะความรู้และความสามารถให้แก่ผู้เรียนนำไปสู่การเป็น Software Engineer และ Full Stack Developer หลักสูตรนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนคอร์สออนไลน์เพื่อเก็บหน่วยกิตรับปริญญาโทตอบโจทย์ผู้ต้องการย้ายสายงานสู่ด้านเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

นายชวิน อัศวเสตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ WeStride กล่าวว่า เราเห็นโอกาสในการร่วมมือกับ ม.เอเชียอาคเนย์ ในการทำหลักสูตรนี้ขึ้นมา เพื่อจะช่วยสร้างบุคลากรที่มีความสามารถทำงานในตลาดแรงงานไอทีในปัจจุบัน หลักสูตรออกแบบมาเพื่อสอนตั้งแต่ไม่มีประสบการณ์จนนำไปใช้ในการทำงานได้จริง มีเมนเทอร์ ติวเตอร์และโค้ชอาชีพมากประสบการณ์คอยให้คำปรึกษาดูแลแบบตัวต่อตัวจนจบการศึกษา พร้อม Job Guarantee รับประกันการได้งานทำ โดยเราจะช่วยหางาน พร้อมผลักดันจนเข้าสู่สายงาน Software Engineer และ Full Stack Developer ได้จริง เหมาะกับผู้ที่สนใจพัฒนาทักษะ (Upskill) หรือเปลี่ยนสายงานในการทำงาน (Reskill) มาสู่  Software Engineer และ Full Stack Developer โดยผู้เรียนไม่จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานความรู้ทางด้านไอทีมาก่อน ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://se.sau.ac.th


 

Exit mobile version