Categories
บทความ เทคโนโลยี

อนาคตของการยืนยันตัวตนด้วยมือถือ และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมควบคุมการเข้า-ออก

หลายปีที่ผ่านมา วิธียืนยันตัวตนและเข้าถึงบริการต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วใน ในอดีต การยืนยันตัวตนจำเป็นต้องมีเอกสารที่จับต้องได้ เช่น การแสดงใบขับขี่เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการที่จำกัดอายุ แต่การใช้สมาร์ทโฟนและเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มมากขึ้น ได้ทำให้เกิดการยืนยันตัวตนในรูปแบบดิจิทัลขึ้น ซึ่งแม้จะมาพร้อมกับความสะดวกสบาย ความปลอดภัยและความยืดหยุ่น แต่ความซับซ้อนอื่นๆ เช่น ความพร้อมด้าน IT การพิสูจน์ตัวตน และข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน 

แล้วโลกพร้อมหรือยังที่จะใช้การยืนยันตัวตนแบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งในที่สุด ก็จะแทนที่การยืนยันตัวตนด้วยเอกสารแบบดั้งเดิม

คำตอบไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลไม่มีความเท่าเทียมกันตั้งแต่แรก ไม่ใช่ทุกองค์กร หรือทุกคนจะสามารถเข้าถึงทรัพยากร ทักษะ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จได้อย่างเท่าเทียม ด้วยเหตุนี้ เราคาดว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ตลาดสำหรับการยืนยันตัวตนด้วยเอกสารจะเล็กลงอย่างต่อเนื่อง และการยืนยันตัวตนทางดิจิทัลจะกินพื้นที่เพื่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ปัจุบันคนเริ่มใช้สมาร์ทโฟนมากกว่าเดิม ทั้งเพื่อใช้จ่ายเงินออนไลน์ เข้าถึงบริการด้านดิจิทัล หรือแม้กระทั่งใช้เปิดประตูเพื่อเข้า-ออก บริษัทที่ปรึกษาอย่าง Gartner ระบุว่า ในปี 2022 องค์กรกว่า 70% ที่ใช้การยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลทางชีวภาพ (biometric) ในการเข้า-ออกสถานที่ทำงาน จะดำเนินการผ่านแอปในสมาร์ทโฟนแทน ไม่ว่าอุปกรณ์เครื่องอ่านปลายทางจะเป็นอะไร และจากตัวเลขนี้ในปี 2018 ที่น้อยกว่า 5% ก็แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว ก็ทำให้การยืนยันตัวตนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลมาถึงจุดเปลี่ยน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่เติบโตควบคู่ไปกับความต้องการในการให้บริการธุรกรรมแบบไร้สัมผัส สืบเนื่องมาจากการเกิดโรคระบาด และการใช้แอปกระเป๋าเงินต่างๆ ที่เก็บข้อมูลตัวตนทางดิจิทัลในมือถือ ที่ขยายตัวมากขึ้นเช่นกัน

การควบคุมการเข้า-ออกอาคาร ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยมือถือ

โทรศัพท์มือถือกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ เพราะนอกจากคุณสมบัติพื้นฐานแล้ว ยังมีประโยชน์ที่ล้ำเลิศและความสะดวกสบายต่างๆ และผู้คนก็พกพามือถือตลอดเวลา ดังนั้น การใช้งานเพื่อเข้า-ออกอาคารสถานที่ และเคลื่อนที่ไปยังบริเวณต่างๆ ในอาคารจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผล

นอกจากนี้ ระบบนิเวศที่เชื่อถือได้ของอุปกรณ์ควบคุมการเข้า-ออก, แอปพลิเคชันต่างๆ และการยืนยันตัวตนด้วยมือถือที่เชื่อมต่อกับคลาวด์นั้นกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ทำให้การใช้มือถือกับระบบควบคุมการเข้า-ออก เป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย และยังสามารถเข้าถึงบริการใหม่ๆ ที่มีมากมายได้อย่างปลอดภัย โดยผ่านมือถือและอุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ผู้ใช้บริการมีการใช้งานที่หลากหลายและแตกต่างกัน

การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือเพื่อยืนยันตัวตนในการเข้า-ออกสถานที่ เข้าถึงระบบเครือข่ายและบริการ และอื่นๆ อีกมากมาย ได้ช่วยให้เกิดความสะดวกสบาย เพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับความปลอดภัย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลูกค้าและคู่ค้าต่างๆ ทั่วโลกจะหันมาใช้ระบบควบคุมการเข้า-ออกด้วยมือถือมากขึ้น โดยในปี 2023 กว่า 81% ของผู้ตอบแบบสอบถามในงานวิจัย 2023 State of Security and Identity ของ HID ผู้ให้บริการโซลูชันการระบุตัวตนระดับโลก ได้บอกว่า ในปีนี้ กำลังใช้โมเดลการทำงานแบบไฮบริด ซึ่งหลายบริษัทก็กำลังใช้ระบบการยืนยันตัวตน “ในรูปแบบการบริการ” แทนที่จะใช้ระบบที่ติดตั้งอยู่ภายในองค์กร

ทำไมการเข้า-ออกด้วยมือถือจะมีการใช้อย่างแพร่หลายในอนาคต?

การใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือสมาร์ทวอตช์ เพื่อเข้า-ออกอาคาร หรือพื้นที่ที่จำกัดนั้น ไม่เพียงแต่สะดวกกับผู้ใช้งาน แต่ผู้จัดการอาคารและพนักงานรักษาความปลอดภัย ยังสามารถส่งมอบและเพิกถอนบัตรในโทรศัพท์มือถือ (Mobile ID) ของผู้ใช้งานได้ทันทีผ่านเครือข่ายสัญญาณ ทั้งยังช่วยลดการสัมผัส และปรับปรุงการจัดการการเข้า-ออกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลบนคลาวด์ได้ด้วย

ด้วยเหตุนี้ บริษัทต่างๆ จึงใช้ระบบการเข้า-ออกด้วยมือถือเป็นอีกหนึ่งกลไกในการยืนยันตัวตนสำหรับพนักงานและบุคคลภายนอกมากขึ้นเรื่อยๆ การเข้า-ออกผ่านมือถือนั้น ช่วยลดการพึ่งพาการใช้บัตรหรือป้ายชื่อพนักงาน และรองรับกับโปรโตคอลต่างๆ ด้านความปลอดภัย และยังเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งนอกเหนือจากการเข้ารหัสผ่านบัตร ทำให้การควบคุมการเข้า-ออกด้วยมือถือ ปลอดภัยมากกว่าระบบการเข้า-ออกแบบดั้งเดิม

อีกหนึ่งคุณสมบัติของการเข้า-ออกด้วยมือถือที่มีการกล่าวถึงมากขึ้น คือการใช้งานได้หลากหลาย หรือการที่ผลิตภัณฑ์ หรือโซลูชันเดียวสามารถใช้งานได้หลายอย่าง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบปฏิบัติการ แต่ยังช่วยลดการใช้บัตรพลาสติกและโอกาสที่ผู้ใช้งานทำบัตรหาย จึงส่งผลดีในเรื่องความยั่งยืนและความปลอดภัย หนึ่งตัวอย่างที่ดี คือ ในธุรกิจการศึกษาระดับอุดมศึกษานั้น มหาวิทยาลัยต่างๆ กำลังใช้แนวทาง mobile-first แทนที่การใช้บัตรพลาสติก โดยใช้เบอร์โทรศัพท์ในการยืนยันตัวตน (Mobile IDs) เพื่อเปิดประตู ยืมหนังสือ ซื้ออาหาร และบริการอื่นๆ ได้

ดิจิทัลไอดี และดิจิทัลวอลเล็ต

ไม่นานมานี้เอง ที่บัตรพนักงานสามารถควบรวมเข้ากับดิจิทัลวอลเล็ตได้ ถึงแม้ว่าดิจิทัลวอลเล็ตจะใช้ทำธุรกรรมการชำระเงินได้มานานแล้ว แต่ปัจจุบันดิจิทัลวอลเล็ตสามารถทำอะไรได้มากกว่านั้นมาก ไม่ว่าจะเป็นการเก็บใบสั่งยา เอกสารการเดินทาง ใบขับขี่ บัตรประชาชน ข้อมูลประกันภัย และบัตรพนักงาน การเก็บบัตรพนักงานในดิจิทัลวอลเล็ต ทำให้พนักงานสามารถเข้า-ออกสำนักงาน, ลิฟต์, ช่องทางเข้าที่มีแกนหมุน เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน และอื่นๆ ได้อีกมากมายเพียงใช้สมาร์ทโฟน หรือสมาร์ทวอตช์ โดยบัตรพนักงานในดิจิทัลวอลเล็ตที่ถูกเชื่อมเข้ากับระบบควบคุมการเข้า-ออกนั้น ง่ายในการจัดการ ส่งมอบ และมีความปลอดภัยสูงอีกด้วย

การเปิดใช้งานก็ทำได้ง่าย พนักงานสามารถจัดการบัตรในดิจิทัลวอลเล็ตที่ถูกเชื่อมเข้ากับระบบควบคุมการเข้า-ออกของบริษัทได้ โดยผ่านฮาร์ดแวร์ของบริษัทผู้ให้บริการ และการจัดการโดยพนักงานภายในองค์กร  ดังนั้นจึงสามารถเริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

บัตรพนักงานในดิจิทัลวอลเล็ตมีความเป็นส่วนตัวและปลอดภัย บัตรในวอลเล็ตจะถูกเก็บไว้ในมือถือของผู้ใช้งาน ทำให้การทำธุรกรรมต่างๆ มีความปลอดภัยเต็มที่ ในขณะเดียวกัน ข้อมูลของผู้ใช้งานก็ถูกจัดเก็บไว้เป็นส่วนตัว เพราะไม่มีใครรู้ว่าพนักงานเข้า-ออกสถานที่ใดบ้าง

แต่ยิ่งการยืนยันตัวตนอย่างเป็นทางการอยู่ในรูปแบบดิจิทัลมากเท่าไหร่ โซลูชันก็ต้องซับซ้อนมากเท่านั้นเพื่อให้สามารถปกป้องข้อมูลส่วนตัวและป้องกันการใช้ข้อมูลในทางที่ผิดได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องสร้างโปรแกรมยืนยันตัวตนที่ทันสมัย ที่จัดการด้านความปลอดภัยอยู่บนคลาวด์ และรองรับการเพิ่มขีดความสามารถได้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ระบบการยืนยันตัวตนแบบดิจิทัลต้องสอดคล้องตามกฎหมาย ข้อบังคับและมาตรฐานในอุตสาหกรรมที่เป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคและระดับโลกด้วย ตัวอย่างเช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ GDPR

นอกจากในองค์กรต่างๆ แล้ว การยืนยันตัวตนและดิจิทัลวอลเล็ตยังใช้อย่างแพร่หลายในภาคการศึกษา โดยมหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆ ได้ให้นักเรียนและพนักงานสามารถเพิ่มไอดี หรือบัตรเข้าไปในดิจิทัลวอลเล็ตหรือมือถือได้ เพื่อให้สามารถเข้า-ออกอาคาร และซื้ออาหารได้

การเข้า-ออกอาคารด้วยมือถือจะเป็นอย่างไรต่อไป?

เมื่อมีการใช้ระบบเข้า-ออกด้วยมือถือมากขึ้น ผู้ที่จะได้สัมผัสกับความสะดวกสบายของเทคโนโลยีนี้ก็มีมากขึ้นด้วย การเพิ่มบัตรพนักงานเข้าไปในดิจิทัลวอลเล็ตได้นั้น ช่วยให้มั่นใจเรื่องความปลอดภัย และทำให้การใช้งานราบรื่นมากขึ้นสำหรับผู้ใช้อาคารและผู้เช่า

นอกจากนี้ ยังมีแง่มุมด้านความยั่งยืน การใช้ระบบการเข้า-ออกผ่านมือถือและการยืนยันตัวตน ได้ช่วยลดการใช้บัตรพลาสติก จึงลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่มาจากวัฏจักรของพลาสติกได้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อระบบควบคุมการเข้า-ออกถูกเชื่อมเข้ากับแพลตฟอร์มการบริหารอาคารแล้ว จะทำให้สามารถปรับเปลี่ยนทรัพยากรในอาคารได้อย่างต่อเนื่องตามอัตราการเข้าพักอาศัย ดังนั้นระบบควบคุมการเข้า-ออกที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงความยั่งยืนตั้งแต่ต้นจึงสามารถสร้างความโดดเด่นได้

ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมระบบควบคุมการเข้า-ออก มีความต้องการโซลูชันที่ยั่งยืนมากขึ้น ล่าสุด ได้มีการเปิดตัวบัตรเข้า-ออกอาคารที่มีความปลอดภัย ที่ทำมาจากแหล่งไม้ไผ่ที่ยั่งยืน เป็นการส่งเสริมห่วงโซ่มูลค่าให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในกรณีที่การใช้บัตรเข้า-ออกยังมีความจำเป็น

สุดท้ายนี้ อนาคตของการยืนยันตัวตนด้วยมือถือจะขึ้นอยู่กับการเปิดรับอย่างกว้างขวางและความเชื่อมั่นที่อยู่บนพื้นฐานของระเบียบข้อบังคับ รัฐบาล หน่วยงานภาคเอกชน และพลเมืองจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เข้มแข็งที่จะสนับสนุนการทำงานร่วมกัน ความปลอดภัย และการยอมรับความแตกต่างได้

นอกจากนี้ การรณรงค์เพื่อสร้างการรับรู้ของสาธารณชน และการจัดตั้งโครงการศึกษานำร่องก็มีความสำคัญมากในการแนะนำประโยชน์ของการยืนยันตัวตนผ่านมือถือ รวมทั้งจัดการกับข้อกังวลต่างๆ และทำให้การยอมรับเกิดขึ้นอย่างเป็นวงกว้างในหมู่ประชาชน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นักศึกษาไทยคว้ารางวัลใหญ่เวทีการแข่งขันแผนการสร้างแบรนด์ระดับเอเชีย โชว์ความสามารถนวัตกรรมการตลาดบนเวทีโลก

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย คัดเลือกนักศึกษาจำนวน 2 ทีม ซึ่งประกอบด้วยนิสิตระดับปริญญาตรีจาก จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย คือ ทีม “POST sMART ” และ ทีม “Knock Everything Forever” เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยไปร่วมแข่งขัน ในเวทีการประกวดแผนการตลาดและการสร้างแบรนด์ระดับนานาชาติ “Global  Brand Planning Competition” ประจำปี 2566 ที่จัดโดยสมาพันธ์การตลาดจีนระดับโลก (Global Chinese Marketing Federation – GCMF) ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

แผนการสร้างแบรนด์ “Thailand Post Mart” นำเสนอโดยทีม “POST sMART ” ได้รับรางวัลเหรียญทอง และรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภททีมภาษาอังกฤษ ทีมนี้ประกอบด้วย นางสาวปาณิสรา ธัมอารีย์รัตน์, นายสาละ เวียงเก่า นางสาววริษฐา จึงวิวัฒนาภรณ์, นางสาวพัทรกมล ทองอยู่ และ นายพล วนาโรจน์

ส่วนแผนการสร้างแบรนด์ “ไปรษณีย์ไทย” ที่เสนอโดยทีม “Knock Everything Forever” ก็คว้ารางวัลเหรียญทอง และ รองชนะเลิศอันดับ 2 ประเภททีมภาษาอังกฤษ ไปครองเช่นกัน ทีมนี้ประกอบด้วยนางสาววรัณย์พร จันทนยิ่งยง, นายศุภกิตติ์ ชาง, นายภาสวุฒิ ประสิทธิ์วรนันท์, นางสาวศตพร เวชทัพ, นายนนท์ปวิธ สุวัตถิกุล, นางสาวสีตลา สุวิวัฒน์ธนชัย และ นางสาวรมิตา จุฑาสันติกุล

โดยในครั้งนี้ ผู้บริหารจากสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ดร. สมชาติ วิศิษฐ์ชัยชาญ รองนายกสมาคมและ อุปนายกและประธานฝ่ายองค์ความรู้ด้านการตลาด, คุณศักดิ์ชัย เรืองกิตติกุล อุปนายก และ ประธานฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และ คุณจันทร์เพ็ญ ทานนท์ ผู้จัดการฝ่ายภาคีการศึกษา นำทีมนักศึกษาไทยไปแข่งขัน

Global Brand Planning Competition” หรือ GBPC เป็นการแข่งขันประกวดแผนการตลาด และ การสร้างแบรนด์ระดับนานาชาติ จัดโดย สมาพันธ์การตลาดจีนระดับโลก (Global Chinese Marketing Federation หรือ GCMF) เวทีนี้ถูกก่อตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการจาก จีน สิงคโปร์ ไต้หวัน และ ฮ่องกง โดยมีจุดประสงค์เพื่อรวบรวมนิสิต นักศึกษาผู้มีความสามารถด้านการตลาดที่ยอดเยี่ยมจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก มาร่วมแข่งขัน และแลกเปลี่ยนกรณีศึกษาเรื่องการตลาดและการสร้างแบรนด์ โดยส่งเสริมใช้นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

เกณฑ์การตัดสินครอบคลุมปัจจัยสำคัญต่างๆ ทั้งด้านการวิเคราะห์สถานการณ์ กลุ่มตลาดเป้าหมาย คู่แข่งจนไปถึงการวางกลยุทธ์ และการวางแผนงานที่ถูกคิดมาอย่างถี่ถ้วน ทั้งในระยะสั้น และในระยะสะท้อนถึงศักยภาพ เอกลักษณ์ของแบรนด์ และคุณค่าหลักของแบรนด์

GBPC ท้าทายให้ผู้เข้าร่วมพัฒนาแผนธุรกิจที่ครอบคลุมโดยมุ่งเน้นที่การสร้างแบรนด์ และการตลาดเชิงกลยุทธ์สำหรับแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ที่เลือก โดยพวกเขาต้องทำการวิเคราะห์ วางกลยุทธ์ และวางแผนการสร้างแบรนด์ เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ และแสดงความเข้าใจในตลาดเป้าหมาย

การแข่งขันอันทรงเกียรตินี้ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงทักษะ และความภาคภูมิใจต่อประเทศและมหาวิทยาลัยของตน นอกจากนี้ยังช่วยให้พวกเขาสร้างเครือข่ายกับผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและเพื่อนร่วมงานทั่วโลก นำเสนอคุณค่าอันมีค่าในอุตสาหกรรมการตลาดระหว่างประเทศอีกด้วย  GBPC จึงเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักการตลาดรุ่นใหม่ทั่วโลกได้แสดงศักยภาพ เพื่อช่วยในการพัฒนาความเป็นเลิศด้านการตลาดทั่วโลกสืบไป


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ยกขบวนแบรนด์ดังลดสูงสุด 70% ให้ทุกธุรกิจประหยัดตลอดเดือนกันยายน 2566

ออฟฟิศเมท และ ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผนึกกำลังแบรนด์ชั้นนำจัดแคมเปญ “BRAND PARADE GRAND SALE” มอบความประหยัดให้ทุกธุรกิจ กับพาเหรดสินค้าคุณภาพ ราคาโดนใจ ลดสูงสุด 70%* ตลอดเดือนกันยายน 2566 จัดเต็มดีลเด็ดสินค้าราคาดี 99.-, 499.-, 799.-, 999.- รับเดือน 9 และโปรโมชั่นสุดคุ้มจากแบรนด์ดัง   มีทั้งส่วนลดและของแถม ให้ SME และจัดซื้อองค์กรเลือกช้อปได้เต็มที่ ทั้งหมึกพิมพ์ ปริ้นเตอร์ อุปกรณ์ไอที กระดาษถ่ายเอกสาร อุปกรณ์สำนักงานพื้นฐาน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และอุปกรณ์โรงงาน พิเศษสุด!…สำหรับออฟฟิศและธุรกิจที่กำลังมองหาเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ช้อปเดือนนี้ งคุ้มสุดๆ มีสินค้าใหม่ให้ช้อปเพียบ พร้อมราคาสุดพิเศษ และแถมเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ฟรีๆ เมื่อช้อปครบตามกำหนด

ช้อปง่าย สบายกระเป๋า…!!! ออฟฟิศเมทให้ลูกค้าองค์กรช้อปไปก่อนจ่ายทีหลังกับเครดิตเทอม 30 วัน (ตามเงื่อนไข) และมีโปรฯ ผ่อน 0% กับบัตรเครดิตชั้นนำที่ร่วมรายการ ที่ร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ทุกสาขา หรือช้อปออนไลน์ได้ง่ายๆ ที่ OFM Mobile App เว็บไซต์ www.ofm.co.th หรือ Chat & Shop ที่ Line: @OfficeMate และ Contact Center 1281 ออฟฟิศเมทบริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.- ตามกำหนด


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC ผนึกรวมโซลูชั่นบน AWS

คุณชัยวัฒน์ วชิรโรจน์ไพศาล (ทางซ้าย) ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มธุรกิจดิจิตอลโซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำทางด้านเทคโนโลยีโซลูชั่นบนคลาวด์แพลตฟอร์ม AWS เข้าร่วมงานสัมมนาใหญ่ “AWS Cloud Day Thailand 2023” ได้รับการต้อนรับจาก คุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ (ที่สองจากซ้าย) Country Manager Amazon Web Services (Thailand) Co., Ltd. AWS และทีมงาน

ภายในงานบริษัทเมโทรซิสเต็มส์ฯ ได้นำเสนอโซลูชั่น DevSecOps, AIOps รวมถึง Dashboard ที่ผ่านการพัฒนาปรับปรุงจนเป็นที่ต้องการของตลาด ผ่านทางคุณณัฐดนัย วิทยาศิริกุล (ที่สองจากขวา) Cloud Solution Specialist Manager และคุณเปรมจิต อภิเมธีธำรง (ทางขวา) ACES: Advanced Center of Excellence Services ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานตลอดทั้งวัน  การพัฒนาปรับปรุงโซลูชั่นมุ่งเน้นการใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดให้บริการ ภายใต้คลาวด์แพลตฟอร์ม AWS ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในการช่วยขับเคลื่อนการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นอย่างแท้จริง ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจัดขึ้นในวันอังคารที่ 8 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา           

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ กลุ่มธุรกิจดิจิตอลโซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โทร.02-089-4994 อีเมล์ : dsgmkt@metrosystems.co.th Website: https://www.metrosystems.co.th/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัย NFU สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)

รศ.ดร.อัยยะ  จันทรศิริ  คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  วิทยาเขตระยอง   ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ กับ Prof. Li – Wei Chen, Vice President for International Affairs  มหาวิทยาลัย  National  Formosa  University  สาธารณรัฐจีน  (ไต้หวัน)   โดยมี  .ดร.สมฤกษ์    จันทรอัมพร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ  มจพ. ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย National Formosa University สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) พิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมความร่วมมือระหว่างทั้งสองมหาวิทยาลัย เกี่ยวกับด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของบุคลากรและนักศึกษา รวมถึงความร่วมมือด้านงานวิจัย ตลอดจนการเข้าเยี่ยมชม ศึกษาดูงาน และกิจการมหาวิทยาลัย ในวันพุธที่ 30 สิงหาคม 2566 ณ มจพ. กรุงเทพฯ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“SCB TechX” จับมือ “VMware” พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการมัลติคลาวด์ด้วย Scaled DevOps

จากรายงานของ VMware ที่แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า องค์กร73% ในปัจจุบันใช้คลาวด์ตั้งแต่สองระบบขึ้นไป โดยผู้บริหารด้านเทคโนโลยีให้เหตุผลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ระบบคลาวด์หลายระบบดังนี้

  • ธุรกิจต่าง ๆ ยังคงพบกับความไม่แน่นอนอย่างมากเกี่ยวกับสถานะของตลาดขณะนี้ เผชิญกับความต้องการที่หลากหลาย ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนระบบคลาวด์ให้ตรงตามความต้องการใช้งาน ณ ขณะนั้น แต่ก็นำมาซึ่งความท้าทายในการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ดียังคงเชื่อมั่นว่า การใช้ผู้ให้บริการที่หลากหลายทำให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นในการตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย
  • ทีมงานต่าง ๆ ภายในองค์กรเองก็ใช้ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ที่แตกต่างกันเช่นกัน เนื่องจากมีเหตุผลในการใช้งานที่แตกต่างกัน แต่เหตุผลที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ การใช้งานแอปและบริการที่มีอยู่มากในตลาด การกู้คืนความเสียหายและความต่อเนื่องทางธุรกิจ และความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ที่ได้รับการปรับปรุง

เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของกลยุทธ์มัลติคลาวด์ การประกาศความร่วมมือระหว่าง SCB TechX และ VMware ในการพัฒนา Multi-Cloud Management Platform และสร้าง DevOps as a Service ที่สมาร์ทในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความพึงพอใจของลูกค้า โดยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลดความซับซ้อนในการจัดการมัลติคลาวด์ ช่วยนักพัฒนาให้สามารถส่งมอบแอปพลิเคชั่นซอฟต์แวร์ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ขณะที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งระดับองค์กรและยูซเซอร์ทั่วไปผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย นี่เป็นหนึ่งตัวอย่างของบริษัทไทยที่ร่วมมือกับบริษัทระดับโลกเพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อรับมือกับความท้าทายและสร้างโอกาสการเติบโตของยุคดิจิทัล


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซีเมนส์ จัดแสดงเทคโนโลยี ระบบไฟฟ้าและโซลูชัน IoT ด้านพลังงาน ที่งาน ASEAN Sustainable Energy Week 2023

ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 1 กันยายน ศกนี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ ที่บูธ H9 ฮอลล์ 2

ซีเมนส์มุ่งสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน โดยนำเทคโนโลยีและโซลูชันอัจฉริยะจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ Siemens Xcelerator มาร่วมจัดแสดงในงาน “ASEAN Sustainable Energy Week 2023”

ภายใต้แนวคิด “Accelerate Transformation Towards Decarbonization and Sustainable Industry”

ซีเมนส์ตั้งเป้าส่งเสริมศักยภาพและสนับสนุนอีโคซิสเต็มส์ในภาคอุตสาหกรรมให้มีความสามารถในการบริหารและจัดการพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำนึงถึงการลดคาร์บอนจากอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องในกระบวนการปฎิบัติงาน

ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (The International Energy Agency: IEA) เผยในปี 2565 ที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมเป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานภาพรวมมากที่สุดถึง 37% นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทายในการเดินหน้าสู่ Net Zero ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงรอบด้านในการดำเนินงาน โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าจะมีความซับซ้อนในระบบจำหน่ายไฟฟ้าที่จะมีการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในระบบมากขึ้น ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการต่าง ๆ ให้สามารถใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า ลดต้นทุน และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ไปสู่ความยั่งยืนได้

คุณสุวรรณี สิงห์ฤาเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีเมนส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ซีเมนส์มุ่งมั่น นำเสนอนวัตกรรม โซลูชันและเทคโนโลยีที่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการไปสู่ระบบดิจิทัล พร้อมรับมือกับต้นทุนด้านพลังงาน โดยยึด 3 แกนหลัก ได้แก่ Decrease CAPEX & OPEX, Enhance Efficiency และ Replace with Technology ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีในการเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้สามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการเป็นอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน”

ปัจจุบันการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่สร้างความสำเร็จให้กับภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และ Digital Transformation มีส่วนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  ข้อมูลจาก Association of the Industrial Energy and Power Industry ชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับความท้าทายในด้านการบริหารและจัดการไฟฟ้า โดย 60% ของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต้องประสบปัญหาไฟฟ้าดับอย่างน้อย 1 ครั้ง/ปี และ 80% ต้องปิดระบบแบบกระทันหัน ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียอย่างรุนแรงต่อโรงงาน นอกจากนี้ 53% ของผู้ผลิตไฟฟ้า ยังต้องทำการบำรุงรักษาเชิงป้องกันให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าบ่อยครั้ง เนื่องจากขาดการมองเห็นข้อมูลสถานะที่แท้จริงของอุปกรณ์ และ 50% ยังใช้อุปกรณ์จากซัพพลายเออร์ที่ต่างกัน ทำให้ขาดการเชื่อมต่อของข้อมูลเพื่อควบคุมและบริหารจัดการไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้นับเป็นปัญหาสำคัญที่แก้ไม่ตกของการจัดการพลังงานไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

นวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าและโซลูชัน IoT ด้านพลังงานจากซีเมนส์จะสามารถช่วยเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการและขจัดความท้าทายดังกล่าวได้อย่างครบวงจร โดยโซลูชันและเทคโนโลยีไฮไลท์ที่ซีเมนส์นำมาจัดแสดง ภายในงาน ASEW 2023 ประกอบด้วย

  • โซลูชัน IoT ด้านพลังงานไฟฟ้า (Power IoT solutions) สำหรับภาคอุตสาหกรรม สามารถใช้งานได้ทั้งในโรงไฟฟ้า, สถานีไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรม, สถานีไฟฟ้าย่อยในโรงงาน, ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าโรงงานอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในนิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 

o   Microgrids for Sustainability แอปพลิเคชันไมโครกริดช่วยบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งผลิต/กำเนิด/ส่งไฟฟ้ามากกว่า 2 แหล่ง (สถานีไฟฟ้าทั่วไป ไฟฟ้าพลังน้ำ ไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ฯลฯ) ทำให้สามารถใช้แหล่งพลังงานที่คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ในขณะที่คงความมีเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

o   IoT Applications and Cybersecurity แอปพลิเคชัน IoT ที่ช่วยควบคุมและตรวจสอบสถานะอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งแสดงผลข้อมูลและสร้างรายงานดิจิทัลผ่านระบบเซิร์ฟเวอร์ในองค์กร (On-Premises) หรือผ่านระบบคลาวด์ (On-Cloud) ช่วยลดการเกิดไฟดับและการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ทำให้การผลิตมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังมั่นใจถึงความปลอดภัยของข้อมูลด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ Energy Automation ที่ได้รับการรับรองด้าน Cybersecurity ตามมาตรฐาน IEC 62443-4-1 เป็นแห่งแรกของโลก

o   Smart Power Monitoring and Management แอปพลิเคชันที่ช่วยตรวจสอบและบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าสำหรับตู้ควบคุมระบบจำหน่ายไฟฟ้าหลัก ทำให้ทราบสถานะของอุปกรณ์และระบบไฟฟ้าแรงดันต่ำภายในโรงงาน จึงสามารถวางแผนใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยวางแผนประหยัดพลังงานและพบกระแสผิดพร่อง(fault)ได้อย่างรวดเร็ว ลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น 

o   Scale Up E-Mobility and Manage Loads แอปพลิเคชันควบคุมสถานีบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ทราบสถานะจุดชาร์จและสามารถควบคุมได้จากระยะไกล ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและซ่อมบำรุง ทำให้จุดชาร์จทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

  • นวัตกรรมสวิตช์เกียร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Medium-Voltage blue GIS) ใช้ก๊าซสะอาด (Clean Air) ปราศจากก๊าซฟลูออรีน (100% F-gas free) ลดการเกิดภาวะโลกร้อน ไม่ต้องบำรุงรักษา ทำให้ระบบจำหน่ายไฟฟ้ามีความยั่งยืน
  • นวัตกรรมระบบบริหารจัดการมอเตอร์อัจฉริยะ (SIMOCODE pro) ติดตั้งภายในตู้ควบคุมระบบไฟฟ้าหลักในโรงงาน SIVACON S8 Low-Voltage Switchboard ช่วยให้ทราบสถานะการทำงาน การแจ้งเตือนและตัดวงจรก่อนที่มอเตอร์จะเกิดความเสียหาย ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงมอเตอร์ ช่วยให้การผลิตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
  • สถานีไฟฟ้าย่อยแบบ E-House (คล้ายตู้คอนเทนเนอร์ ที่ภายในมีอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำเป็นติดตั้งอยู่) จะช่วยลดเวลาในการทำโครงการให้เสร็จเร็วขึ้น สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการขยายตัวด้านโครงการอย่างยั่งยืนและรวดเร็ว โดย E-House สามารถเคลื่อนย้าย ดัดแปลง หรือนำไปใช้งานซ้ำในโครงการใหม่ได้

นอกจากนี้ซีเมนส์ยังได้นำ SICHARGE D เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบ DC Charger ประสิทธิภาพสูง ซึ่งได้รับรางวัล iF Design Award 2023 ประเภทยานยนต์ (Automotive) มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

“ภาคอุตสาหกรรมที่กำลังมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำจำเป็นต้องเตรียมพร้อมและมีเทคโนโลยีที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านพลังงาน เพราะนอกจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่จะมีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต ยังมีความท้าทายในการนำพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เข้ามาใช้ร่วมกันในระบบอย่างเหมาะสม รวมถึงความซับซ้อนของโหลดงานที่มาเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าก็มีบทบาทที่เป็นได้ทั้งผู้บริโภค (Consumer) และผลิตโดยผู้บริโภค (Prosumer) ดังนั้นเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าในอนาคตจึงต้องพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เพื่อให้การบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มีเสถียรภาพ ยืดหยุ่นต่อการใช้งานที่หลากหลาย และส่งเสริมความยั่งยืน ” คุณสุวรรณี กล่าวสรุป 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

AMD เปิดตัวผลิตภัณฑ์กราฟิกการ์ดใหม่ AMD Radeon RX 7800 XT และ Radeon RX 7700 XT

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 28 สิงหาคม 2566 – AMD (NASDAQ: AMD) เปิดตัวผลิตภัณฑ์กราฟิกการ์ดที่มีประสิทธิภาพระดับแนวหน้าใหม่ ณ งาน Gamescom จำนวน 2 รุ่น  ประกอบด้วย AMD Radeon™ RX 7800 XT และ AMD Radeon RX 7700 XT ที่พัฒนามาเพื่อมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่มีประสิทธิภาพและอัตรารีเฟรชสูงที่ความละเอียด 1440p สำหรับเกม AAA และอีสปอร์ต ที่เป็นที่ต้องการอย่างมากปัจจุบันและในอนาคต นอกจากนี้ AMD ยังได้ประกาศความพร้อมใช้งานฟีเจอร์ AMD FidelityFX™ Super Resolution 3 เทคโนโลยีสำหรับเพิ่มสเกลการแสดงผลในยุคถัดไปที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการเล่นเกม

กราฟิกการ์ดใหม่สร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรม AMD RDNA 3 เสนอฟีเจอร์ด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ล้ำสมัย ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ความละเอียด 1440p เพลิดเพลินไปกับภาพการแสดงผลที่ลื่นไหลที่อัตราเฟรมเรต 60+ FPS และประสิทธิภาพต่อราคาที่ดีขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบคู่แข่งในด้านการเล่นเกม กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 7800 XT และ AMD Radeon RX 7700 XT ยังมาพร้อม VRAM GDDR6 ความเร็วสูงขนาด 16GB และ 12GB ตามลำดับ และแบนด์วิธหน่วยความจำสูงสำหรับการเล่นเกมความละเอียดสูงที่มากกว่าคู่แข่งถึง 2 เท่า นอกจากนี้ยังรองรับฟีเจอร์ขั้นสูงที่จะยกระดับประสิทธิภาพการประมวลผลและความคมชัดของการแสดงผลเทคโนโลยีที่พัฒนาใหม่ AMD HYPR-RX 

Scott Herkemnan รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปฝ่าย Graphic Business Unit บริษัท AMD กล่าวว่า “เกมเมอร์ในปัจจุบันเลือกใช้จอแสดงผลความละเอียด 1440p มากว่าจอแสดงผลความละเอียดอื่น ๆ ซึ่งจอแสดงผล 1440p ที่มีอัตรารีเฟรชสูงในปัจจุบันสามารถนำเสนอภาพที่คมชัดอย่างมาก รวมไปถึงประสบการณ์การเล่นเกมที่ลื่นไหล ตอบโจทย์สิ่งที่เกมเมอร์ต้องการ  AMD รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้นำเสนอผลิตภัณฑ์กราฟิกการ์ดใหม่ที่มอบประสิทธิภาพและความเที่ยงตรงที่สามารถช่วยยกระดับการเล่นเกมให้กับเกมเมอร์ได้เพลิดเพลินไปกับเกมต่าง ๆ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตตามที่พวกเขาคาดหวังจะได้รับ”

ขับเคลื่อนอนาคตด้านเกมมิ่งที่ความละเอียด 1440p

กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 7800 XT เป็นกราฟิกการ์ดระดับท็อปสำหรับการเล่นเกมที่ความละเอียด 1440p มาพร้อมหน่วยประมวลผล 60 ยูนิตบนสถาปัตยกรรม AMD RDNA 3 เสนอภาพรวมด้านประสิทธิภาพต่อราคาที่มากกว่าคู่แข่งถึง 20%[i] นอกจากนี้ กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 7700 XT ที่มาพร้อมหน่วยประมวลผล 54 ยูนิตบนสถาปัตยกรรม AMD RDNA 3 ทำให้สามารถเสนอภาพการแสดงผลที่ความละเอียด 1440p และให้ภาพรวมด้านประสิทธิภาพต่อราคาที่มากกว่าคู่แข่งถึง 20%[ii] โดยกราฟิกการ์ดทั้งสองรุ่นเสนอทางเลือกการอัพเกรดที่ยอดเยี่ยมให้กับเกมเมอร์ที่ใช้การ์ดรุ่นก่อนหน้า ฟีเจอร์ที่สำคัญประกอบด้วย::

  • AMD RDNA 3 Architecture – เสนอหน่วยประมวลผลที่ได้รับการออกแบบใหม่ที่ผสานรวมฟีเจอร์ raytracing และ AI accelerator, เทคโนโลยี AMD Infinity Cache™ รุ่นที่สอง และเทคโนโลยี raytracing รุ่นที่สอง
  • Dedicated AI Acceleration – กราฟิกด้าน AI ใหม่ที่ได้รับการพัฒนาให้เหมาะกับเวิร์คโหลดงานด้าน AI รุ่นล่าสุด มาพร้อมคำสั่งและปริมาณงานด้าน AI ที่เพิ่มขึ้น ส่งมอบประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยมากกว่าสถาปัตยกรรม AMD RDNA 2 ถึง 2 เท่า[iii]
  • พัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพด้านการสตรีมมิ่ง – ตัวเข้ารหัสของ AMD ที่ได้รับการพัฒนาด้านคุณภาพของการแสดงผลที่ดีขึ้นเมื่อทำการสตรีมมิ่งและบันทึกวิดีโอ ฟีเจอร์ AMD AI และเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่งด้านคอนเทนต์อะแดปทีฟได้ถูกผสานรวมเข้ากับ AMD Media Framework เพื่อให้ความคมชัดของข้อความเมื่อสตรีมมิ่งด้วยบิตเรตและความละเอียดที่ต่ำ
  • Ultra-High Definition Encoding – เอ็นจิ้นด้านการเข้ารหัส/ถอดรหัสเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ปลดล็อคประสบการณ์ด้านมัลติมีเดียใหม่ผ่านการรองรับการเข้ารหัส/ถอดรหัสแบบ AV1 เต็มรูปแบบ ด้วยขอบเขตสีที่กว้างและการพัฒนาช่วงไดนามิคที่สูง[iv]
  • AMD Radiance Display™ Engine – รองรับจอแสดงผลที่ใช้พอร์ต DisplayPort 2.1 และ HDMI® 2.1a สำหรับการแสดงผลความละเอียดสูงพิเศษและอัตราการรีเฟรชสูงสำหรับการเล่นเกมและเวิร์คโหลดงานด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์[v] นอกจากนี้ยังรองรับฟีเจอร์ HDR 12-bit และ REC2020 Color Space อย่างเต็มรูปแบบเพื่อเพิ่มความแม่นยำการแสดงผลด้านสีสำหรับการเล่นวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุด 8K
  • เทคโนโลยี AMD FidelityFX™ Super Resolution[vi]  เทคโนโลยีอัปสเกลภาพการแสดงผลของ AMD ที่รองรับการเล่นเกมทั้งในปัจจุบันและที่กำลังจะเปิดตัวกว่า 300 เกม เพื่อเสนอภาพการแสดงผลที่คมชัดและมีความละเอียดสูง ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มอัตราเฟรมเรตในเกมต่าง ๆ ที่รองรับฟีเจอร์

Product Specifications

Model Compute Units GDDR6 Game Clock[vii] (MHz) Boost Clock[viii] Memory Interfaces Infinity Cache TBP Price

(USD SEP)

AMD Radeon RX 7800 XT

 

60 16GB 2124 Up to 2430 256-bit 64 MB (2nd gen) 263W $499
AMD Radeon RX 7700 XT 54 12GB 2171 Up to 2544 192-bit 48 MB (2nd gen) 245W $449 

การเพิ่มเฟรมเรตและความเที่ยงตรงของการแสดงผล

AMD ยังได้ประกาศความพร้อมด้านเทคโนโลยีการอัปสเกลภาพการแสดงผลรุ่นต่อไปบนซอฟต์แวร์ AMD FidelityFX Super Resolution (FSR) ในชื่อ AMD FidelityFX Super Resolution 3 นำเสนอฟีเจอร์การสร้างเฟรมที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AMD Fluid Motion Frames[ix] และข้อมูลเวกเตอร์การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในเกมเพื่อเพิ่มค่า FPS อย่างมีประสิทธิภาพ ฟีเจอร์ AMD FSR 3 ออกแแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการแสดงผลของภาพที่สามารถรองรับบนผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มที่หลากหลาย รวมไปถึงผลิตภัณฑ์คู่แข่งและบนเครื่องเกมคอนโซล

AMD FSR 3 คาดว่าจะพร้อมรองรับบนเกม Forspoken จากผู้พัฒนา Square Enix และเกม Immortals of Aveum จากผู้พัฒนา Ascendant Studios และ Electronic Arts Inc. ในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง พร้อมเกมอีกกว่า 10 เกม ที่คาดว่าจะเพิ่มการรองรับฟีเจอร์ AMD FSR 3 ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FSR 3 และรายชื่อเกมต่าง ๆ ที่กำลังจะเปิดตัว คลิก

ฟีเจอร์ซอฟต์แวร์ใหม่สำหรับการเล่นเกมในยุคถัดไป

AMD เปิดตัวซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นล่าสุด AMD Software: Adrenalin Edition เสนอประสิทธิภาพและฟีเจอร์ใหม่ที่พัฒนามาเพื่อส่งมอบประสบการณ์การเล่นเกมในอีกระดับ โดยคาดว่าจะพร้อมใช้งานในวันที่ 6 กันยายน ศกนี้ ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยี AMD HYPR-RX ฟีเจอร์ที่จะเข้ามาช่วยลดความยุ่งยากและจัดการการทำงานร่วมกันระหว่างเทคโนโลยี AMD Radeon Super Resolution (RSR), AMD Radeon Anti-Lag และ AMD Radeon Boost เพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟีเจอร์ AMD HYPR-RX ประกอบด้วยเทคโนโลยี AMD Radeon Anti-Lag ใหม่ ซึ่งจะช่วยยกระดับการเล่นเกมในด้านการตอบสนองที่รวดเร็วผ่านการตั้งค่า Anti-Lag ในแต่ละโปรไฟล์เกม ช่วยลดความล่าช้าในการป้อนข้อมูลให้กับผู้ใช้ได้

ฟีเจอร์ AMD HYPR-RX และ AMD Radeon Anti-Lag+ รองรับบนกราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 7000 Series 

การวางจำหน่าย

กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 7800 XT และ AMD Radeon RX 7700 XT จะวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2566 ผ่านทางพันธมิตรผู้ผลิตชั้นนำของเรา ประกอบด้วย ASRock, ASUS, Biostar, Gigabyte, PowerColor, Sapphire, Vastamor, XFX และ Yeston นอกจากนี้ กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 7800 XT จะวางจำหน่ายผ่านทางเว็บไซต์ AMD.com ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2566 เช่นกัน

 


 

Categories
บทความ เทคโนโลยี

รายงานวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ปี 2566 ของการ์ทเนอร์ จัดให้ Generative AI อยู่บนสุดของความคาดหวังที่จะโตขยายอีกมาก

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 28 สิงหาคม 2566 — รายงาน Gartner’s Hype Cycle for Emerging Technologies 2023 ระบุว่า Generative Artificial Intelligence (เอไอแบบรู้สร้าง) ถูกจัดให้อยู่บนตำแหน่งสูงสุดของความคาดหวังที่จะโตขึ้นอีกมากในวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะถึงจุดที่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ภายใน 2 ถึง 5 ปี โดย Generative AI ถูกรวมอยู่ในธีมที่กว้างกว่าของ Emergent AI ซึ่งเป็นเทรนด์หลักของวงจรฯ นี้ ที่สร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับนวัตกรรม

อรุณ จันทรเศกการัน รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ความนิยมของเทคนิค AI ใหม่จำนวนมากจะส่งผลกระทบสำคัญต่อธุรกิจและสังคม ซึ่งการฝึกใช้ AI และการสเกลโมเดลพื้นฐานของ AI ขนานใหญ่ รวมถึงการใช้เอเจนท์การสนทนาแบบไวรัล (Conversational Agents) และการเพิ่มจำนวนของแอปพลิเคชั่น Generative AI กำลังเผยให้เห็นคลื่นใหม่ ๆ ของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของพนักงานและไอเดียสร้างสรรค์สำหรับเครื่องจักร” 

รายงานวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ (The Hype Cycle for Emerging Technologies) เป็นรายงานด้านวงจรต่าง ๆ ของการ์ทเนอร์ที่มีความเฉพาะเจาะจง เกิดจากการกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึกของเทคโนโลยีและกรอบการทำงาน (Frameworks) หลัก ๆ มากกว่า 2,000 รายการ ให้ผู้บริหารสามารถนำไปใช้ได้ รายงานนี้จัดทำขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยการ์ทเนอร์ รวบรวมเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่มีความน่าสนใจที่ผู้บริหารและอุตสาหกรรม “ต้องรู้” ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนมอบประโยชน์ด้านการเปลี่ยนแปลงในอีก 2-10 ปีข้างหน้านี้ (ดูรูปที่ 1)

ภาพที่ 1 วงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ ปี 2566 (Hype Cycle for Emerging Technologies, 2023)
ที่มา: การ์ทเนอร์ (สิงหาคม 2566)

เมลิซซ่า เดวิส รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ขณะที่ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่AI ผู้บริหาร CIO และ CTO ยังต้องหันความสนใจไปยังเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่มีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอีกด้วย รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของนักพัฒนา ขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่านระบบคลาวด์ที่แพร่หลาย และส่งมอบความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง”

“เนื่องจากเทคโนโลยีในวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ (Hype Cycle) ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ความไม่แน่นอนต่าง ๆ จึงอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในขั้นของการพัฒนา ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีเอ็มบริโอนิก (Embryonic Technologies) ที่มีความเสี่ยงมากในการนำมาปรับใช้ แต่อาจมีประโยชน์มากกว่าสำหรับ Early Adopters” เดวิสกล่าวเสริม

4 ธีมหลักของเทคโนโลยีเกิดใหม่ ได้แก่

Emergent AI: นอกเหนือจาก Generative AI แล้ว ยังมีเทคนิค AI ที่เกิดขึ้นใหม่อีกหลายตัวที่นำเสนอศักยภาพอย่างสูงในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าดิจิทัล การตัดสินใจทางธุรกิจได้ดีขึ้น และสร้างความต่างในการแข่งขันที่ยั่งยืน เทคโนโลยีเหล่านี้ประกอบด้วย AI Simulation, Causal AI, Federated Machine Learning, Graph Data Science, Neuro-symbolic AI และ Reinforcement Learning

Developer Experience (DevX): DevX หมายถึงทุกแง่มุมของการโต้ตอบระหว่างนักพัฒนากับเครื่องมือ แพลตฟอร์ม กระบวนการและผู้คนที่พวกเขาทำงานด้วยเพื่อพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์และบริการ ซึ่งการเพิ่มประสิทธิภาพด้านประสบการณ์ของนักพัฒนา หรือ DevX มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของไอเดียริเริ่มด้านดิจิทัลขององค์กรส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อการดึงดูดและรักษาผู้มีทักษะความสามารถด้านวิศวกรรมระดับสูง รวมถึงรักษาขวัญและกำลังใจของทีมให้อยู่ในระดับสูง และทำให้มั่นใจว่างานนั้นสร้างแรงจูงใจและมีรางวัลตอบแทน

เทคโนโลยีหลักที่ DevX ช่วยพัฒนาและปรับปรุง ได้แก่ AI-Augmented Software Engineering, API-Centric SaaS, GitOps, Internal Developer Portals, Open-Source Program Office และ Value Stream Management Platforms

Pervasive Cloud: ในอีก 10 ปีข้างหน้า คลาวด์คอมพิวติ้งจะพัฒนาจากแพลตฟอร์มนวัตกรรมเทคโนโลยีไปสู่คลาวด์ที่แพร่หลายไปทั่วและยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของนวัตกรรมทางธุรกิจ เพื่อรองรับการใช้งานที่แพร่หลายนี้ ซึ่งคลาวด์คอมพิวติ้งจะมีรูปแบบการกระจายมากขึ้นและจะมุ่งไปที่อุตสาหกรรมแนวดิ่ง และการเพิ่มมูลค่าจากการลงทุนบนระบบคลาวด์สูงสุดจะต้องมีการปรับขนาดการดำเนินงานโดยอัตโนมัติ การเข้าถึงเครื่องมือแพลตฟอร์มแบบคลาวด์เนทีฟ และการกำกับดูแลที่เพียงพอ

เทคโนโลยีหลักที่เปิดใช้งาน Pervasive Cloud ได้แก่ Augmented FinOps, Cloud Development Environments, Cloud sustainability, Cloud-Native, Cloud-Out To Edge, Industry Cloud Platforms และ WebAssembly (Wasm) 

Human-Centric Security And Privacy: มนุษย์ยังเป็นต้นเหตุหลักของเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยและการละเมิดข้อมูล องค์กรสามารถใช้โปรแกรมความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางเพื่อสร้างความยืดหยุ่นได้ ผสานกับโครงสร้างการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวเข้ากับการออกแบบดิจิทัลขององค์กร เทคโนโลยีเกิดขึ้นใหม่จำนวนมากช่วยให้องค์กรสามารถสร้างวัฒนธรรมแห่งความไว้วางใจซึ่งกันและกัน พร้อมตระหนักถึงความเสี่ยงร่วมกันในการตัดสินใจระหว่างหลายทีม

เทคโนโลยีหลักที่สนับสนุนการขยายการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ได้แก่ AI TRISM, Cybersecurity Mesh Architecture, Generative Cybersecurity AI, Homomorphic Encryption และ Postquantum Cryptography

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โนเกีย จัดแสดงเครือข่ายศักยภาพสูงที่งาน ‘Amplify Thailand’ เร่งขยายขีดความสามารถหนุนประเทศไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – โนเกีย จัดแสดงไฮไลต์เทคโนโลยีพร้อมกลยุทธ์ของบริษัทภายหลังปรับภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจระยะยาวของบริษัทเพื่อขับเคลื่อนและเร่งการเปลี่ยนสู่ดิจิทัลและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่งาน ‘Amplify Thailand’ ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ วันนี้  โดยกลยุทธ์ล่าสุดนี้จะช่วยผลักดันให้ โนเกียขึ้นสู่แถวหน้าด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีเครือข่ายทั่วประเทศ  ในขณะเดียวกันนำเสนอโซลูชันเครือข่ายรุ่นใหม่ และนวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับ B2B ที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจและผู้ให้บริการเครือข่าย (CSP) สามารถสนับสนุนให้ประเทศไทยปลดล็อกศักยภาพด้านดิจิทัลและสร้างโอกาสด้านดิจิทัลไลเซชั่นได้เต็มศักยภาพยิ่งขึ้น

ภายในงาน นายอาร์เจย์ ชาร์มา ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท โนเกีย ประจำประเทศไทยและกัมพูชา ได้เผยให้ทราบถึงความเคลื่อนไหวและกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีล่าสุดของบริษัท รวมถึงข้อมูลการดำเนินกิจการในปัจจุบันของโนเกีย (ประเทศไทย)  ต่อด้วยการนำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจจากนายเทเรนซ์ แมคเคบ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยี บริษัท โนเกีย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และประเทศญี่ปุ่น ที่มาเผยถึงภาพรวมเกี่ยวกับความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี รวมทั้งนวัตกรรมและโซลูชันทางเทคโนโลยีล่าสุดของโนเกีย


ตัวอย่างเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดที่โนเกียได้นำมาแสดงในประเทศไทยหลังจากจัดแสดงในงาน 
Mobile World Congress 2023 (MWC’23) ณ กรุงบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ได้เผยถึงบทบาทของบริษัทในการผลักดันด้านดิจิทัลไลเซชั่นในประเทศไทย และหนทางที่จะช่วยส่งเสริมให้กลุ่มลูกค้าของโนเกียสามารถเปลี่ยนผ่านและเตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่โลกดิจิทัลที่สมจริง เชื่อมต่อถึงกัน และไร้รอยต่อยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะสามารถทำให้สำเร็จได้ผ่านนวัตกรรมและโซลูชันล่าสุดจากโนเกีย ที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทยสู่ความเป็นดิจิทัล ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้อุตสาหกรรมเหล่านั้นสามารถเพิ่มขีดความสามารถด้านผลิตภาพที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้

เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว โนเกีย ได้จัดซีรีย์งานแสดงผลงานทางเทคโนโลยีขึ้นมากมายเพื่อเผยให้เห็นสุดยอดนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีทั้งหมดสำหรับองค์กรธุรกิจ รวมทั้งเครือข่ายเคลื่อนที่ เครือข่ายคลาวด์ และเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย โดยมีไฮไลต์สำคัญที่คัดสรรมาเป็นพิเศษกับผลงานที่โนเกียได้นำไปจัดแสดงในงานระดับโลกอย่าง Mobile World Congress 2023 ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าโนเกียมีจุดยืนที่ชัดเจนกับการกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมในประเทศไทย และผลักดันความก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจสังคมโดยการช่วยสนับสนุนผู้ให้บริการเครือข่ายและองค์กรในประเทศไทยตลอดเส้นทางของ 5G และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

นวัตกรรมที่นำมาจัดแสดงในงาน ประกอบด้วย

  • MX Industrial Edge
    • Nokia MX Industrial Edge คือ โซลูชัน Edge สำหรับองค์กรที่พร้อมสำหรับอนาคต ซึ่งสามารถเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของเทคโนโลยีด้านปฏิบัติการ (OT) ที่เป็นการผสานความรวดเร็วเข้ากับความง่ายในการใช้งานของโมเดล edge-as-a-service เข้ากับสถาปัตยกรรมเอดจ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ยืดหยุ่น และปลอดภัย โซลูชันนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในภารกิจที่สำคัญสำหรับสภาพแวดล้อมทางอุตสาหกรรมที่เน้นความสำคัญในสินทรัพย์
    • Nokia MX Industrial Edge ที่เอื้อต่อกรณีการใช้งานด้านธุรกิจที่สำคัญสำหรับองค์กร เช่น การติดตามแบบเรียลไทม์ของสัญญาณวิดีโอและการแจ้งเตือน รวมทั้งโซลูชันการวิเคราะห์วิดีโอขั้นสูงสำหรับการใช้งานในภารกิจสำคัญ อาทิ การรับรองคุณภาพและความปลอดภัย
  • NetGuard Cybersecurity Dome
    • NetGuard Cybersecurity Dome คือ โซลูชันด้านความปลอดภัยระบบ Orchestration ระดับรางวัล ที่มาพร้อมกับกรณีใช้งาน 5G ที่ติดตั้งล่วงหน้าสำหรับการรับรองความปลอดภัยเครือข่าย ทีมดูแลด้านความปลอดภัยผ่านระบบ Orchestration สามารถเลือกกรณีใช้งาน 5G ได้จากแคตตาล็อกแบบครบวงจร (Comprehensive catalogue) ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการสื่อสารโทรคมนาคมทั้งหมด ตั้งแต่สถานีฐาน (RAN) จนถึงโครงข่ายขนส่ง (Transport) และโครงข่ายหลัก (Core)
    • บริการเหล่านี้อยู่บนพื้นฐานความสามารถของระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบตรวจหาและตรวจสอบแบบขยาย หรือ XDR (Extended Detection and Response) ที่เก็บข้อมูล รวบรวม วิเคราะห์ และเทียบเคียงความสัมพันธ์ของข้อมูลความปลอดภัยจากแหล่งข้อมูลจากหลากหลายที่มา และทำให้สมบูรณ์ขึ้นด้วยบริบทด้านการสื่อสารโทรคมนาคมที่จะช่วยให้ทีมฝ่ายปฏิบัติการด้านความปลอดภัยเข้าถึงความเสี่ยงทางธุรกิจ ปรับปรุงพัฒนาการตัดสินใจ รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น 
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์โซลูชันเครือข่ายออปติคอล (Nokia Optical Product Solutions Portfolio)
    • ผลิตภัณฑ์และโซลูชันเครือข่ายออปติคอลของโนเกีย ช่วยให้สามารถใช้งานเครือข่ายที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไม่จำกัด เพื่อเปิดใช้งานการเชื่อมต่อพื้นฐานสำหรับการสื่อสารแบบเครือข่าย โซลูชันของโนเกียที่เพิ่มความสามารถของเครือข่ายนับจากเครือข่ายเอดจ์ (Edge) และข้ามไปถึงระบบการเชื่อมต่อสัญญาณข้อมูลแบบระยะไกล/ แกนหลัก (long-haul/core) และใต้ทะเล ไปพร้อมกับการลดความซับซ้อนในการทำงานของเครือข่ายให้มีความฉลาดและเป็นอัตโนมัติยิ่งขึ้น เพื่อส่งมอบบริการที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นและลดค่าใช้จ่ายการเป็นเจ้าของเครือข่าย (TCO)
    • โซลูชันเครือข่ายอัตโนมัติ (Network Automation) ของโนเกียจะช่วยให้ผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการ Webscale และองค์กรขนาดใหญ่สามารถเพิ่มผลประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของโนเกียที่ขับเคลื่อนผ่านการพัฒนาชิปเซ็ตขึ้นเอง
    • ชิปเซ็ต ReefShark ของโนเกีย มาเพื่อเสริมพอร์ตเครือข่าย 5G แบบครบวงจรให้โนเกีย เป็นการเพิ่มความชาญฉลาดและประสิทธิภาพให้กับเสาอากาศ MIMO ขนาดใหญ่ และโมดูลระบบ AirScale สำหรับชิปเซ็ตที่โนเกียได้พัฒนาขึ้นและนำไปต่อยอดเพื่อประสบการณ์การใช้งานที่เพิ่มขึ้นนี้มาพร้อมกับซิลิคอนดีไซน์ เช่นเดียวกับความชำนาญของบริษัทในการพัฒนาเสาอากาศสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่และนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์จาก Nokia Bell Labs ที่ทำให้โซลูชันที่มีสมรรถนะสูงและประสิทธิภาพสูงเกิดขึ้นจริงได้
    • แพลตฟอร์มที่เปิดใช้งานชิป PSE-6s ของโนเกีย ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานเครือข่ายมั่นใจในเครือข่ายการส่งข้อมูลออปติคอลว่าสามารถปรับขนาดสัญญาณให้สอดคล้องกับความต้องการความจุที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ เพื่อส่งมอบบริการคลื่นความถี่แบบไฮสปีดสูงด้วยประสิทธิภาพที่รวมถึง400GE และ 800GE ขณะเดียวกันยังช่วยลดการใช้พลังงานในเครือข่ายลงอีกด้วย
    • ชิปเซ็ต Quillion รองรับโมดูล GPON, XGS-PON, NG-PON2 และ Multi-PON (เช่น GPON+XGS-PON) ของโนเกีย มาพร้อมความหนาแน่นของพอร์ตในระดับชั้นนำของอุตสาหกรรม และความสามารถในการไม่ปิดกั้นแบบเต็มขั้น และยังประหยัดพลังงานได้ถึง 50% ช่วยเพิ่มคุณสมบัติทางการแข่งขัน รวมถึงการนำเสนอนวัตกรรมและสิ่งที่แตกต่างในเวลาที่เหมาะสม โนเกียได้ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อใช้ประโยชน์จากความสามารถในการออกแบบ ASIC การประมวลผลเครือข่ายประสิทธิภาพสูงที่เป็นที่ยอมรับ และพัฒนาชิปเซ็ต Quillion ขึ้นมา
    • ซิลิคอนประมวลผลเครือข่าย FP5 ของโนเกีย กับคุณสมบัติที่พัฒนาแบบก้าวกระโดดของเครือข่าย IP อันทรงประสิทธิภาพ ที่ยังมาพร้อมคุณสมบัติใหม่ที่ช่วยปกป้องการรับส่งข้อมูลบนเครือข่ายจากภัยคุกคามด้านความปลอดภัยอีกด้วย ชิปเซ็ต FP5 คือ ซิลิคอนรูตติ้งที่มาพร้อมการเข้ารหัสแบบ Integrated Line Rate Encryption สำหรับบริการเครือข่ายแบบ L2, L2.5 และ L3 ที่ความเร็วสูงสุดได้ถึง 1.6 Tb/s โดยชิปเซ็ต FP5 ได้สร้างนิยามใหม่ด้านความยั่งยืนให้กับการวางเส้นทางเครือข่าย IP โดยช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงานได้ถึง 75% เมื่อเทียบกับชิปเซ็ตรุ่นก่อน
  • ชาร์จพลังเครือข่ายแบบซูเปอร์ผ่าน NPO
    • ระบบการวางแผนและเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย (Network Planning and Optimization (NPO)) ที่ดีที่สุดในพอร์ตดิจิทัลของโนเกีย ซึ่งช่วยในการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับธุรกิจเครือข่ายเคลื่อนที่ โดยระบบนี้จะช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับลูกค้าในแง่ของการส่งมอบพอร์ตฟอลิโอ เครื่องมือ และกระบวนการที่เป็นนวัตกรรมใหม่
    • พอร์ตฟอลิโอ Automation and Digitalization ของโนเกียที่กำหนดประสิทธิภาพเครือข่ายไว้ที่จุดศูนย์กลาง ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยผลักดันวิวัฒนาการพอร์ตฟอลิโอให้รองรับกับเทคโนโลยีใหม่สำหรับการแยกข้อมูลของโครงข่ายสถานีฐาน (RAN disaggregation) ด้วย O-RAN และ vRAN  นำมาซึ่งความยั่งยืนเชิงสภาพแวดล้อมผ่านการออกแบบของเครือข่ายเคลื่อนที่และการส่งมอบบริการ NPO

นายอาร์เจย์ ชาร์มา ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท โนเกีย ประจำประเทศไทยและกัมพูชา กล่าวว่า “เรายังคงยึดมั่นในการสนับสนุนประเทศไทยให้เดินหน้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งเทคโนโลยีของเราสามารถช่วยในการผลักดันการเปลี่ยนสู่ดิจิทัลในทุกภาคอุตสาหกรรม เราเชื่อว่าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น โซลูชันเพื่อความยั่งยืนที่ได้รับการส่งเสริม และการเข้าถึงที่มากขึ้นผ่านการบริหารจัดการโซลูชันดิจิทัล โนเกียได้ทุ่มเทอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การสนับสนุนแก่คู่ค้าและลูกค้าของเราตลอดเส้นทางนี้ และเราหวังที่จะได้ผลักดันให้เกิดการพัฒนาประเทศได้อย่างต่อเนื่องต่อไป”


Exit mobile version