Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค และมูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค ลงนามความร่วมมือกับสอศ.และ มจพ.เพื่อยกระดับ 15 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค และมูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือเพื่อมอบชุดฝึกสำหรับการเรียนรู้และการฝึกอบรมทางด้านไฟฟ้าและออโตเมชัน ให้กับ 15 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยจะจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมมาตรฐานด้านการจัดการพลังงานและระบบอัตโนมัติ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric Standard Training Center) ที่วิทยาลัยระดับอาชีวศึกษา 14 แห่ง และจะจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric Center of Excellence) ที่สถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย-ฝรั่งเศส เพื่อผลิตกำลังพลคนรุ่นใหม่ด้านพลังงาน และอุตสาหกรรมอัตโนมัติจำนวนมาก

นายฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ประธานบริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค และประธานมูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าวว่า “ตั้งแต่ปี 2552 มูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค พร้อมด้วยโครงการ Youth Education และ Entrepreneurship ได้ก้าวสู่การเดินทางอย่างจริงจังโดยมุ่งมั่นในการให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาที่กำหนดโดยผลกระทบด้านความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค  เป้าหมายของเราก็คือการลดช่องว่างด้านการศึกษาโดยให้การสนับสนุนเรื่องการฝึกอบรมแก่เยาวชน 1 ล้านคน และผู้ประกอบการ 10,000 รายภายในสิ้นปี 2568  โดยมูลนิธิชไนเดอร์ มุ่งเป้าในการมีส่วนร่วมสนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำ และสร้างความทัดเทียมมากยิ่งขึ้น ด้วยการอาศัยความเชี่ยวชาญ และบรรดาพันธมิตรในภูมิภาค เพื่อจุดประกายให้กับคนรุ่นใหม่และชุมชนในวงกว้างเพื่อขับเคลื่อนไปสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้นผ่านการพัฒนาที่ยั่งยืน การร่วมมือระหว่างมูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค และชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย จะให้การสนับสนุนด้วยการมอบสื่อการสอน จัดซื้ออุปกรณ์ด้านเทคนิค และการฝึกอบรมผู้สอน  โดย ทาง Asia Society for Social Improvement and Sustainable Transformation (ASSIST)  จะประสานความร่วมมือในครั้งนี้ ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา”

สำหรับประเทศไทยทางมูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีการลงนามความร่วมมือกับสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกในปี 2565 และกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือในวันนี้ ตั้งเป้าฝึกอบรมนักศึกษาระดับอาชีวศึกษาสาขาไฟฟ้าทั่วประเทศให้ได้ 55,000 คน ตลอดระยะเวลาความร่วมมือถึงปี 2570 โดยนักศึกษาแต่ละคนจะต้องได้รับการฝึกอบรมทางด้านไฟฟ้าและออโตเมชันเป็นเวลา 180 ชั่วโมงหรือ 1 ภาคการศึกษา โดยมอบหมายให้ ASSISTเป็นผู้วัดผลการดำเนินการทุกไตรมาศ

นายสเตฟาน นูสส์ ประธานคลัสเตอร์ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา เผยว่า “ทุกวันนี้ทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมต่างมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน คือการทรานส์ฟอร์มไปสู่ดิจิทัล เรามีการรวมกันระหว่างเทคโนโลยี IT และ OT เข้าด้วยกัน และใช้ประโยชน์จากดิจิทัลในการทำงานในกระบวนการต่างๆ เช่น การมอนิเตอร์พลังงาน และกระบวนการต่างๆ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ในเชิงลึกได้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในเชิงบวก รวมถึงการประหยัดพลังงาน และคาดการณ์แนวโน้มในการซ่อมบำรุงได้ พร้อมทั้งสร้างความยั่งยืนควบคู่กันไป ดังนั้นความท้าทายของผู้เริ่มทำงานคือการทำความเข้าใจกับระบบใหม่ๆ นี้ให้เข้าใจ ก่อนเข้าสู่การทำงานจริง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีความยินดีในการมอบสื่อการสอนที่จะทำให้นักศึกษาสามารถบ่มเพาะความรู้จากเทคโนโลยีของเราเพื่อการทำงานที่มั่นคงในอนาคต”

การส่งมอบเทคโนโลยีที่ใช้งานจริงให้กับสถาบันการศึกษานับเป็นการปูพื้นฐานสำหรับอนาคต ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมมีการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลมากขึ้น ทำให้มีความต้องการบุคลากรมืออาชีพที่รู้ลึกด้านเทคโนโลยีดิจิทัลด้านไฟฟ้า พลังงาน และอุตสาหกรรมมากขึ้น มูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค และชไนเดอร์ อิเล็ค ประเทศไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญด้านพลังงานและอุตสาหกรรมอัตโนมัติให้กับครูอาจารย์และนักศึกษาทั่วประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ให้กลายเป็นกำลังหลักที่แข็งแกร่งและเชี่ยวชาญในด้านอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทันสมัย พร้อมรับเทรนด์การพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้งในอนาคต


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แอสตร้าเซนเนก้า จับมือ สภาเภสัชกรรม มุ่งขยายแนวคิดการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางการแพทย์ ต่อยอดจาก Asthma Smart Kiosk สู่ Healthy Lung Smart Care

กรุงเทพฯ  บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย  นาย โรมัน รามอส ประธาน บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) และ นพ.กร ตาลทิพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สานต่อความมุ่งมั่นในการนำวิทยาศาสตร์มาต่อยอดและพัฒนาเพื่อการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มโรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคมะเร็งปอด ภายใต้โครงการ Healthy Lung Thailand ด้วยการสนับสนุนสภาเภสัชกรรม เพื่อต่อยอดการใช้งานตู้อัจฉริยะ Asthma Smart Kiosk สู่แพลตฟอร์ม Healthy Lung Smart Care ในรูปแบบ web-based และ QR code เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และมีแผนเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน TeleHealth ของสภาเภสัชกรรมในอนาคตอันใกล้ เพื่อขยายการเข้าถึงผู้ป่วยโรคหืดทั่วประเทศ ภายในงานสัปดาห์เภสัชกรรม ในวันที่ 22-24 กันยายน 2566 ณ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ 

แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานในสังกัดสาธารณสุข สมาคมทางการแพทย์ รวมถึงสภาเภสัชกรรม ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การสนับสนุน Peak Flow Meter อุปกรณ์เพื่อช่วยประเมินสมรรถภาพปอด การนำนวัตกรรมแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือมาผนวกกับแนวเวชปฏิบัติและองค์ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ (Asthma Excellence Mobile Application) และAsthma Collaboration Network หรือ ACN นวัตกรรมเครื่องมือโซเชียลมีเดียที่สนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างศูนย์ความเป็นเลิศกับหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิในการดูแลผู้ป่วยโรคหืด

เกี่ยวกับ แอสตร้าเซนเนก้า 

แอสตร้าเซนเนก้า (ชื่อย่อหลักทรัพย์ AZN ในตลาดหลักทรัพย์ LSE/ STO/ Nasdaq) เป็นบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก มุ่งเน้นทางด้านการคิดค้น พัฒนา และจำหน่ายยาเพื่อการรักษาโรค โดยเฉพาะในกลุ่มยาโรคมะเร็ง กลุ่มยาโรคหัวใจ ไต และระบบเผาผลาญ และกลุ่มยาโรคทางเดินหายใจ แอสตร้าเซนเนก้า มีฐานอยู่ที่เมืองเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร และดำเนินธุรกิจในกว่า 100 ประเทศ และมีผู้ป่วยหลายล้านคนทั่วโลกที่ได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมยาต่างๆ จากแอสตร้าเซนเนก้า สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาไปยังเว็บไซต์ astrazeneca.com และช่องทางทวิตเตอร์ @AstraZeneca 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอ็กซอนโมบิล เดินหน้าต่อยอดธุรกิจน้ำมันเครื่องโมบิลและเคมีภัณฑ์

22 กันยายน 2566, กรุงเทพฯ – บริษัท เอ็กซอนโมบิล มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความมุ่งมั่นที่จะให้บริการทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจของประเทศไทยด้วยผลิตภัณฑ์จากนวัตกรรมคุณภาพ โดยเดินหน้าทำการตลาดผลิตภัณฑ์หล่อลื่น Mobil™ และเคมีภัณฑ์ในประเทศไทยต่อไป ภายใต้แนวคิด “โมบิล เพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง”

ชู 3 พันธกิจ ขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

คุณมาโนช มั่นจิตจันทรา ผู้จัดการฝ่ายขายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น กล่าวว่า “ทิศทางการดำเนินธุรกิจของเรา ขับเคลื่อนด้วยพันธกิจ 3 ประการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งส่วนผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ได้แก่ Mobility – เรามอบผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้การขนส่งสินค้าและผู้คนมีประสิทธิภาพมากขึ้น, Productivity – เราช่วยให้ลูกค้าเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และ Sustainability – เราใช้แนวทางที่สมดุลเพื่อความยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบของกิจกรรมที่มีต่อเศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม”

ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นจากโมบิล อยู่คู่กับคนไทยมานานกว่า 90 ปี  และยึดมั่นในการมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพภายใต้มาตรฐานสูงสุด  ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักประเภทยานพาหนะส่วนบุคคล และผลิตภัณฑ์สำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม

ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมคุณภาพระดับโลกที่ได้รับการไว้วางใจ

สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล Mobil 1™ และ Mobil Super™  ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อช่วยเพิ่มความเป็นเลิศด้านการปกป้องเครื่องยนต์ และช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจเพิ่มขึ้นในทุกการเดินทาง ในฐานะน้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์ชั้นนำของโลก แบรนด์และเทคโนโลยี Mobil 1™ ได้รับความไว้วางใจจากทีมแข่งรถชั้นนำ เช่น Oracle Red Bull Racing และ Porsche Racing นอกจากนี้โมบิล ยังกลับมาสู่การแข่งขัน MotoGP อีกครั้งในปีนี้ และประกาศความร่วมมือกับ Red Bull KTM Factory Racing ในฐานะพันธมิตรด้านน้ำมันหล่อลื่นและเชื้อเพลิงระยะยาวของทีม

“ลูกค้าสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์โมบิล ได้ที่ร้านค้าอะไหล่กว่า 700 แห่งทั่วประเทศ หรือนำรถเข้ารับบริการด้วยผลิตภัณฑ์โมบิล ได้ที่ศูนย์บริการบำรุงรักษารถยนต์กว่า 1,400 แห่ง ซึ่งรวมถึงเครือข่ายการดูแลรถยนต์ภายใต้แบรนด์โมบิล ศูนย์บริการบี-ควิก และ ออโต้วัน” คุณมาโนช กล่าว

สำหรับภาคธุรกิจ ผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่อง Mobil Delvac™ ในฐานะผู้นำด้านผลิตภัณฑ์หล่อลื่นในภาคอุตสาหกรรมที่มอบสมรรถนะที่แข็งแกร่งให้สามารถทำงานในสภาวะหนักหน่วงในทุกสภาพถนน รวมทั้งช่วยยืดระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน และลดต้นทุนการดำเนินงานอีกด้วย ในขณะที่ Mobil SHC™ ได้รับการออกแบบเพื่อให้การปกป้องสูงสุด และยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ ดังนั้นธุรกิจจึงสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต รักษาสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนในการปฏิบัติงาน

มอบสิทธิประโยชน์แก่คู่ค้า ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

คุณมาโนช กล่าว “สำหรับคู่ค้าร้านค้าอะไหล่ อู่บริการซ่อมรถและเครือข่ายการดูแลรถยนต์ภายใต้แบรนด์โมบิล ท่านสามารถสมัครเข้ารับสิทธิประโยชน์รายการสะสมแต้มรางวัลในรูปแบบดิจิทัล โดยใช้มือถือสแกนคิวอาร์โค้ดใต้ฝาผลิตภัณฑ์โมบิลที่ร่วมรายการเพื่อสะสมแต้มไว้แลกของรางวัลหลากหลายและง่ายดาย”

สำหรับลูกค้าภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เรานำเสนอการให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาด้านการหล่อลื่น Mobil Serv ℠

จากผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรน้ำมันหล่อลื่น เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงรักษาและความพร้อมใช้งานของเครื่องจักรให้ทำงานอย่างมีประสิทธิผล ลดเวลาสูญเสียที่เครื่องหยุดทำงาน และลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม

ธุรกิจเคมีภัณฑ์ เดินหน้าตอบรับตลาดที่ขยายตัว

นอกจากผลิตภัณฑ์หล่อลื่นโมบิล เพื่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม บริษัท เอ็กซอนโมบิล มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ยังนำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์สารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอนที่หลากหลายภายใต้แบรนด์ต่างๆ ของเอ็กซอนโมบิล สำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ

คุณวิชาญ นิกรมาลากุล ผู้จัดการทั่วไปธุรกิจเคมีภัณฑ์ กล่าวว่า เอ็กซอนโมบิล เคมีในประเทศไทย มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 50 ปี และยังคงให้บริการธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ในตลาดที่กำลังเติบโตนี้ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ไฮโดรคาร์บอนของเราก็มีบทบาทสำคัญในผลิตภัณฑ์และการใช้งานในชีวิตประจำวัน

“คนจำนวนมากอาจไม่รู้ว่ากิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การทาสีประตูหน้าบ้าน การใช้น้ำมันทำอาหาร การห่ออาหารด้วยอลูมิเนียมฟอยล์ หรือแม้แต่การเติมกลิ่นหอมให้กับบ้านด้วยเครื่องกระจายกลิ่น จะไม่สามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพหากปราศจากสารละลายไฮโดรคาร์” คุณวิชาญกล่าว “ในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ไฮโดรคาร์บอนชั้นนำของโลก นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจระดับโลกของเราได้อุทิศตนเพื่อพัฒนาความเป็นเลิศในการปฏิบัติงาน ปรับปรุงประสิทธิภาพและสมรรถนะ และมูลค่าในระยะยาวเพื่อภาคธุรกิจและผู้บริโภค โดยใช้ช่องทางทั้งทางตรงและทางอ้อม เรานำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์สารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอนที่หลากหลายภายใต้แบรนด์ Isopar™, Exxsol™,  Solvesso™, และผลิตภัณฑ์แบรนด์พิเศษอื่นๆ ที่คิดค้นมาสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมเฉพาะทาง”

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.mobil.co.th และ www.exxonmobilchemical.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัว Innovation Hub Bangkok รวมนวัตกรรมโซลูชั่นด้านความยั่งยืนและดิจิทัล

ตลอดปีที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่หลายองค์กรต่างเดินหน้ารับมือกับผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมีบริษัทมากกว่า 4,000 แห่งทั่วโลกให้คำมั่นสัญญาว่าจะบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอน ขณะที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้คิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องในการนำเสนอคุณค่าที่แตกต่าง เพื่อสนับสนุนองค์กรต่างๆ ไปสู่การสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจควบคู่กันไปด้วยดิจิทัลโซลูชั่นแบบครบวงจร

นายสเตฟาน นูสส์ ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย เมียนมา และลาว ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่า “เราขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ด้วยนวัตกรรมโซลูชั่นแบบบูรณาการสำหรับบ้าน อาคาร ศูนย์ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรม ด้วยโซลูชั่นทั้งฮาร์ดแวร์ คืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกันได้ และซอฟต์แวร์ เพื่อใช้ในการมอนิเตอร์ และตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ทำให้เรามีอำนาจในการควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และคาดการณ์การซ่อมบำรุง รวมถึงการลดคาร์บอน และก๊าซเรือนกระจก โดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนคือการสร้างความยั่งยืนให้กับโลก และธุรกิจ การเปิดตัว Innovation Hub Bangkok ในวันนี้ นับเป็น Innovation Hub ที่รวมโซลูชั่นด้านดิจิทัล ตอบโจทย์ทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อการทรานส์ฟอร์มสู่ระบบดิจิทัลให้กับธุรกิจที่ต้องการมุ่งไปสู่ความยั่งยืน”

 Innovation Hub Bangkok ตั้งขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทในกรุงเทพฯ ถนนรัชดาภิเษก โดยจัดแสดงโซลูชั่นสำหรับแต่ละอุตสาหกรรมต่างๆ ครอบคลุม ที่อยู่อาศัย อาคาร โรงงานอุตสาหกรรม ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบกริดและอินฟาสตรัคเจอร์ต่างๆ ดังนี้

Industries of the Future เทคโนโลยีผสานรวมระหว่าง IT และ OT เข้าด้วยกัน มอบความยั่งยืนและยืดหยุ่นผ่านระบบอัตโนมัติ บนแพลตฟอร์มเปิด เน้นซอฟต์แวร์เป็นศูนย์กลาง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ซึ่งมีตัวอย่างตัวต้นแบบการใช้งานโดยโรงงานของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซึ่งใช้โซลูชันและบริการ EcoStruxure™ รวมถึงเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ Modicon, Foxboro, Triconex, TeSys, Altivar และ Harmony รวมถึงซอฟต์แวร์ AVEVA

Data Centers of the Future นำเสนอโซลูชั่นตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ไปจนถึงไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมรองรับการทำงานในรูปแบบเอดจ์คอมพิวติ้ง พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ ที่ช่วยรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที เช่น การมอนิเตอร์ การควบคุมระยะไกล การควบคุมความเย็น และการไหลเวียนของอากาศ รวมถึงซอฟต์แวร์เฉพาะของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลในดาต้าเซ็นเตอร์ และเครือข่ายได้ทั้งหมด ช่วยรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ และลดต้นทุนทางธุรกิจ

Buildings of the Future มาพร้อมเทคโนโลยีมาตรฐาน KNX โดยสามารถเชื่อมต่อกับโซลูชั่นสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับอาคารได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้การออกแบบอาคารในการรองรับการใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ เช่น อาคารสำนักงาน ที่เน้นเรื่องการใช้งานและประหยัดพลังงานเป็นหลัก มีความยืดหยุ่น ให้ข้อมูลเชิงลึกและการวิเคราะห์ค่าพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งในโซนออฟฟิศและส่วนกลางได้อย่างครบวงจรในหนึ่งเดียว

นอกจากนี้ โซลูชั่นสำหรับอาคารของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจโรงแรม เน้นที่ความสะดวกสบายและประสบการณ์ที่ดีของแขกที่เข้ามาพัก ขณะที่กลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล สามารถใช้โซลูชั่นจัดการอาคารที่ออกแบบมาเพื่อเน้นความปลอดภัยและความอุ่นใจของคนไข้ สามารถผสานรวมกับสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์อื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นห้องปฏิบัติการ ห้องผ่าตัด ห้องพักผู้ป่วย ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถวิเคราะห์และควบคุมการทำงานของระบบในแต่ละห้องได้ตามความต้องการ

Homes of the Future แสดงนวัตกรรมสำหรับบ้านของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โซลูชั่นโฮมออโตเมชั่น เป้าหมายคือการทำให้บ้านมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากโซลูชันพลังงานในบ้านที่รองรับอนาคตและปรับขนาดได้ ตามความต้องการของผู้ใช้งานในบ้าน ช่วยตรวจสอบ ควบคุม และทำงานอัตโนมัติ พร้อมช่วยประหยัดการใช้พลังงาน พร้อมกันนี้ ยังมีโซนนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค สำหรับบ้าน อาทิ สวิตช์ไฟ เต้ารับ เซอร์กิตเบรกเกอร์ ที่มาพร้อมความปลอดภัยของผู้ใช้งานเป็นหลัก

Grids of the Future โซลูชั่นช่วยในการบริหารจัดการพลังงาน และกริดอัจฉริยะในแบบครบวงจร ทั้งซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ นอกจากนี้ ยังมีมุมนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด SM Airset สวิตช์เกียร์ (Switchgear) รุ่นใหม่ล่าสุดแบบโมดูลาร์ ไร้สาร SF6 ที่ส่งผลต่อสภาวะโลกร้อน

“นอกจากนี้ เรายังพร้อมให้คำปรึกษาในการปรับใช้ระบบการจัดการพลังงานและระบบดิจิทัลในอุตสาหกรรมต่างๆ ในการดำเนินงานขององค์กร ปัจจุบัน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีพนักงานมากกว่า 130,000 คนทั่วโลก ในประเทศไทยมีพนักงานกว่า 1,500 คน ที่พร้อมให้การต้อนรับองค์กรต่างๆ ในการเข้าเยี่ยมชม Innovation Hub Bangkok เพื่อเรียนรู้นัวตกรรม โซลูชั่นด้านดิจิทัลเพื่อนำไปปรับใช้ในองค์กร เพื่อสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนต่อไป” นายสเตฟาน กล่าวสรุป


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เครื่องพิมพ์ เอปสัน ได้รับฉลากเขียว การันตีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายฤทธิไกร เตชเมธากุล (ขวา) ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขายลูกค้าองค์กรและภาครัฐ บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนบริษัทฯ รับมอบเกียรติบัตรจาก ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในพิธีมอบเกียรติบัตรสำหรับผู้ได้รับการรับรองฉลากเขียว (Green Label) ประจำปี 2565-2566 โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์ของเอปสัน ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของเอปสันที่ยึดหลักความยั่งยืน ตั้งแต่ขั้นตอนกำหนดแนวคิด ออกแบบ ไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการผลิต เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพควบคู่กับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พิธีดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้งาน “30 ปี TEI ก้าวไปกับภาคี สู่สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” ณ ห้องแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิซ คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี เมื่อเร็วๆ นี้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อีริคสันนำนวัตกรรม 5G ล่าสุด มาจัดแสดงที่งาน Imagine Live Thailand 2023

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) เปิดงาน Imagine Live Thailand 2023 นำยูสเคสและนวัตกรรมเทคโนโลยี 5G ขั้นสูง ที่เปิดตัวในงาน Mobile World Congress ณ เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ มาจัดแสดงในประเทศไทย โดยมีเทคโนโลยีและโซลูชันไฮไลท์ล่าสุด ประกอบด้วย โซลูชันสื่อสารวิทยุประหยัดพลังงาน (Energy Efficient Radio Solutions), การสื่อสารผ่านโฮโลแกรม (Holographic Communications), เทคโนโลยี Digital Twin และระบบเครือข่ายอัตโนมัติ (Network Automation) รวมถึงเทคโนโลยีอื่น ๆ อีกมากมายที่นำมาจัดแสดงไว้ภายในงาน

หนึ่งในไฮไลท์ที่นำมาจัดแสดง คือ ผลิตภัณฑ์ Radio 4466 ที่สามารถรองรับย่านความถี่ 1800MHz, 2100MHz และ 2300MHz ที่มีในประเทศไทย โดยผลิตภัณฑ์นี้เป็น Triple-Band Radio 4466 รุ่นล่าสุดของอีริคสัน ที่มีความสามารถเสริมศักยภาพการให้บริการ 4G และ 5G ข้ามย่านความถี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยผลิตภัณฑ์เดียวแก่ผู้ให้บริการไทย และยังช่วยประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน รวมถึงจำนวนสถานีฐาน ซึ่ง Radio 4466 ยังอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Ericsson Radio Access Network ที่สามารถจัดการความท้าทายในการติดตั้งสถานีฐานพร้อมช่วยประหยัดพลังงานเป็นอย่างมาก

ในฐานะพันธมิตรที่เชื่อถือได้ในประเทศไทย อีริคสันมุ่งนำเสนอความเชี่ยวชาญระดับโลกและความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนลูกค้าในประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ผู้นำ 5G ชั้นแนวหน้า มร.อิกอร์ มอเรล ประธาน บริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “การสร้างเครือข่าย 5G ประสิทธิภาพสูงและเน้นการประหยัดพลังงานเป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์สำคัญของเราที่ต้องการสร้างเครือข่ายในอนาคตที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืน ด้วยพอร์ตโฟลิโอการใช้ 5G​​ที่เพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานของอีริคสัน เรากำลังจัดการกับหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของเรา นั่นคือการลดการใช้พลังงานของเครือข่ายและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในขณะที่การใช้งาน 5G มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น เป้าหมายของเราคือการไปสู่อนาคตคาร์บอนต่ำพร้อมกับการเร่งประสบการณ์ 5G” อีริคสันลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาปีละประมาณ 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 18% ของยอดขาย

ประเทศไทยคือผู้นำคลื่น 5G อย่างชัดเจน จากการคาดการณ์ของอีริคสันระบุ ช่วงสิ้นปี 2565 พบว่า 5G ครอบคลุมมากกว่า 85% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ปริมาณการใช้ข้อมูลต่อการสมัครสมาชิกในประเทศไทยคาดว่าภายในปี 2568 จะเติบโตเพิ่มเป็นเกือบ 80 กิกะไบต์ต่อเดือน เพิ่มจาก 32.7 กิกะไบต์ต่อเดือน ในปี 2565 และคาดว่าในปี 2571 จะเพิ่มขึ้น 3 เท่า โดยคาดว่า 5G จะสามารถรองรับความต้องการประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของเครือข่ายได้

“ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความไดนามิกสูง และมีผู้บริโภคที่เข้าใจเทคโนโลยีสารสนเทศและใช้งานมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง นอกจากนี้ด้วยอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรม 4.0 ในประเทศตามเป้าหมาย Digital Thailand ของรัฐบาล ทำให้การเชื่อมต่อต้องมีความมั่นใจได้ ปลอดภัยและแข็งแกร่ง โดยความซับซ้อนที่เครือข่ายจำเป็นต้องจัดการทำให้เกิดความต้องการใหม่ ๆ ในการดำเนินงานของเครือข่าย การดึงศักยภาพจากเทคโนโลยี อย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง (ML) มาปรับใช้จะช่วยผู้ให้บริการด้านการสื่อสารในประเทศไทยสามารถจัดการความซับซ้อนของเครือข่ายที่กำลังเติบโตได้ ตามที่เราเห็นการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ๆ บนเครือข่าย 5G” มร.อิกอร์ กล่าวเพิ่มเติม

แนวทาง Zero-Touch Operation กำลังกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยของอนาคตการดำเนินงานบนเครือข่ายที่ต้องมีความน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพ ซึ่ง Zero-Touch ช่วยผู้ให้บริการสามารถจัดการเครือข่ายโดยใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน คาดการณ์ล่วงหน้าและดำเนินการแบบเชิงรุกได้มากขึ้น โดยระบบเครือข่ายอัตโนมัติยังช่วยลดกิจกรรมที่ต้องดำเนินการด้วยตนเองลง และทำให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือมีความคล่องตัวในการทำธุรกิจมากขึ้น

ในฐานะผู้นำด้านไอซีทีระดับโลก อีริคสันกำลังใช้ศักยภาพจากบริการบรอดแบนด์มือถือขั้นสูง เทคโนโลยี Fixed Wireless Access (FWA) และเทคโนโลยี 5G มารองรับการเติบโตโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย “เรากำลังใช้ศักยภาพทั้งในด้านความเชี่ยวชาญระดับโลกและความเป็นผู้นำเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนลูกค้าในประเทศไทย ก้าวไปเป็นผู้นำแถวหน้า 5G ผ่านความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมและพันธมิตรของเราในประเทศไทย และเรายังมุ่งมั่นเร่งสร้างนวัตกรรมและระบบนิเวศ 5G ที่แข็งแกร่งในประเทศไทย” มร.อิกอร์ กล่าวเพิ่ม

อีริคสันเป็นผู้นำเครือข่าย 5G ระดับโลก ปัจจุบัน บริษัทฯ เปิดให้บริการเครือข่าย 5G ไปแล้วจำนวน 152 เครือข่าย ใน 65 ประเทศ บริษัทฯ ยังได้รับการจัดอันดับเป็นผู้นำอันดับ 1 ในรายงาน Frost Radar™ 5G Network Infrastructure Market 2023 เป็นปีที่สามติดต่อกัน แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำ 5G Radio Access Networks (RAN), Transport networks, และ Core Networks


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ เทคโนโลยี

การ์ทเนอร์คาดการณ์ยอดจัดส่งรถยนต์ไฟฟ้าปี 66 สูงแตะ 15 ล้านคัน

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 11 กันยายน 2566 — การ์ทเนอร์คาดการณ์ยอดการจัดส่งรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก (แบบใช้พลังงานจากแบตเตอรี่และแบบปลั๊กอิน-ไฮบริด) ในปี 2566 มีปริมาณเกือบ 15 ล้านคัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 19% ในปี 2567 คิดเป็นยอดรวม 17.9 ล้านคัน

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ในปี 2567 ปริมาณการจัดส่งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด ตั้งแต่ รถยนต์ (Cars) รถโดยสาร (Buses) รถตู้ (Vans) และรถบรรทุกขนาดใหญ่ (Heavy Trucks) จะมียอดรวมที่ 18.5 ล้านคัน  โดยในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าจะคิดเป็น 97% ของยอดการจัดส่งยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในปีหน้า (ดูตารางที่ 1)

ตารางที่ 1: ปริมาณการจัดส่งยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ปี 2565-2567 (หน่วยตามจริง)

  ยอดจัดส่ง ปี 2565 ยอดจัดส่ง ปี 2566 ยอดจัดส่ง ปี 2567
รถยนต์ 11,128,805 14,975,296 17,855,428
รถโดยสาร 198,731 202,733 207,845
รถตู้ 137,668 218,337 349,950
รถบรรทุกขนาดใหญ่  22,595 30,162 39,349
Total 11,487,798 15,426,529 18,452,573

ที่มา: การ์ทเนอร์ (กันยายน 2566)

การ์ทเนอร์คาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ทั่วโลกจะเติบโตจาก 9 ล้านคันในปี 2565 เพิ่มเป็น 11 ล้านคัน ภายในสิ้นปี 2566 โดยคาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) จะเติบโตช้าลงเล็กน้อยจาก 3 ล้านคัน ในปี 2565 เพิ่มเป็น 4 ล้านคันในปี 2566

โจนาธาน ดาเวนพอร์ท ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “สัดส่วนของรถ PHEV คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศต่าง ๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และญี่ปุ่น โดยมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศเหล่านั้นชื่นชอบรถ PHEV มากกว่ารถ BEV โดยผู้บริโภคในสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนจากรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มาเลือกใช้รถ PHEV มากกว่า BEV เนื่องจาก PHEV มีความสามารถที่ผสมผสานระหว่างการขับขี่ในเมืองที่ไร้มลพิษด้วยพลังงานไฟฟ้าจากมอเตอร์ และยังมอบความสะดวกสบายในการขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเพื่อการเดินทางที่ยาวนานและไกลขึ้น ซึ่งในตลาดยุโรปตะวันตก จีน และอินเดียแตกต่างออกไป โดยรถ PHEV ได้รับความสนใจน้อยกว่า BEV เนื่องจากผู้บริโภคในตลาดเหล่านี้ให้ความสำคัญกับต้นทุนการใช้งานโดยรวมที่ต่ำกว่า รวมถึงประสบการณ์การขับที่เงียบกว่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

ในปี 2573 จำนวนรถยนต์ทุกรุ่นที่ผลิตออกมาทั้งหมด จะเป็น EV มากกว่า 50%

การตัดสินใจของภาครัฐบาลที่มุ่งมั่นลดการปล่อยฝุ่นละอองจากยานพาหนะและการริเริ่มโครงการสนับสนุนในบางประเทศ อาทิ การออกกฎหมายเพื่ออนุญาตให้จำหน่ายเฉพาะยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ และการออกข้อบังคับให้ต้องใช้รถ PHEV เป็นอย่างน้อย อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์ โดยผู้ผลิตรถยนต์บางรายกำลังมองหาวิธีกำจัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากท่อไอเสียของรถยนต์ขนาดเล็กรุ่นใหม่ ๆ ภายในปี 2578 และบางรายตั้งเป้าที่จะบรรลุยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดสหรัฐฯ ให้ได้ 40% ถึง 50% ต่อปี ภายในปี 2573 นอกจากนี้ ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้าได้นำไปสู่การเปิดตลาดใหม่ ๆ ของแพลตฟอร์มการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (EV Platform)

“กฎระเบียบด้านมลพิษที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผู้ผลิตต้องเปลี่ยนโมเดลรถยนต์ที่ทำการตลาดอยู่มากกว่าครึ่งหนึ่งให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ในปี 2573” ดาเวนพอร์ต กล่าวเพิ่ม 

ในปี 2570 รถ BEV จะมีราคาเท่ากับรถ ICE ที่มีขนาดและรูปแบบคล้ายกัน

นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ยังคาดว่า ภายในปี 2570 ราคาเฉลี่ยของรถ BEV จะเท่ากับรถยนต์ ICE ที่มีขนาดและรูปร่างต่าง ๆ ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะเร่งให้เกิดการใช้ EV ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ภายในปี 2573 การผลิตไฟฟ้าและประสิทธิภาพเครือข่ายจะเป็นปัจจัยกำหนดการใช้งาน EV ให้แพร่หลายเหนือกว่าปัจจัยด้านราคา

“เว้นแต่ในประเทศต่าง ๆ จะจูงใจผู้ขับขี่รถ EV ให้ชาร์จแบตเตอรี่นอกช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด นอกจากนี้การเปลี่ยนไปใช้รถ EV อาจสร้างความต้องการที่มากขึ้นเพิ่มเติมทั้งในด้านกำลังการผลิตไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานในการจ่ายไฟ” ดาเวนพอร์ต กล่าวเพิ่ม

“การใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบกลางวันและกลางคืน (Dual Day and Night) หรือแม้แต่การใช้อัตราค่าไฟฟ้ารายครึ่งชั่วโมง (Half-Hourly Electricity Tariffs) สามารถจูงใจผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าให้หันมาชาร์จไฟนอกช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก (Peak Times) ซึ่งจะต้องมีการนำมาตรวัดพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะมาใช้เป็นวงกว้าง นอกจากนั้น ความสามารถของสาธารณูปโภคต่าง ๆ ในการควบคุมเครื่องชาร์จ EV โดยตรงผ่านการเชื่อมต่อจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่ง หรือ Application Programming Interfaces (API) จะทำให้การชาร์จ EV ถูกลดทอนลงชั่วขณะระหว่างช่วงเวลาที่มีการบริโภคสูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าความต้องการการใช้ไฟฟ้าจะไม่มากเกินไป” ดาเวนพอร์ต กล่าวสรุป

ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจาก Gartner for IT Executives ได้ทาง X และ LinkedIn โดยติดแฮชแท็ค #GartnerIT หรือเยี่ยมชม IT Newsroom สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

The 1 จับมือเซ็นทารา ต่อยอดศักยภาพ “Central Group Synergy” ขยายสิทธิประโยชน์แบบครบวงจร สำหรับสมาชิก The 1

11 กันยายน 2566 – The 1 (เดอะ วัน) ผู้นำด้านดิจิทัลไลฟ์สไตล์และลอยัลตี้ในฐานะ Center of Life Platform อันดับ 1 ของไทย ผนึกโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ชูศักยภาพ “Central Group Synergy” มอบสิทธิประโยชน์แบบครบวงจรเพื่อสมาชิก The 1 โดยเฉพาะ สะสมคะแนนเมื่อมียอดใช้จ่าย และแลกคะแนนเป็นส่วนลด พร้อมจัดเต็มสิทธิพิเศษมากมาย ทั้งห้องพัก ห้องอาหาร และสปา ณ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา 35 แห่ง ทั่วประเทศ อีกทั้งครอบคลุมสิทธิพิเศษยังต่างประเทศ อาทิ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เติมเต็มไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวอย่างเหนือระดับ เช็คและรับสิทธิ์บน The 1 APP ได้แล้ววันนี้!

ระวี พัวพรพงษ์ Head of Corporate Affairs and Relationship – The 1 กล่าวว่า “The 1 มุ่งมั่นมอบสิทธิประโยชน์ให้หลากหลายและพิเศษยิ่งขึ้นในทุกๆ วัน เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดของสมาชิก ด้วยแนวคิด “The 1 ให้ทุกสิทธิ์เป็นเรื่องพิเศษ” การร่วมมือกับเซ็นทารา ภายใต้กลยุทธ์ Central Group Synergy ที่แข็งแกร่ง จึงทำให้เราสามารถขยายสิทธิประโยชน์ให้กับสมาชิก The 1 ได้ครอบคลุมทุกไลฟ์ไตล์อย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น โดยสามารถเข้าถึงสิทธิพิเศษท่องเที่ยวแบบเอ็กซ์คลูซีฟได้ง่ายๆ ด้วยการสะสมคะแนนจากทุกยอดการใช้จ่าย แลกคะแนนเป็นส่วนลด โปรโมชั่น รวมถึงสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมายที่มอบให้เฉพาะสมาชิก The 1 เท่านั้น ณ ทุกจุดบริการของโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา นอกจากนี้ ยังสานต่อความร่วมมือและการเติบโตร่วมกันโดยครอบคลุมไปยังต่างประเทศ เช่น ล่าสุด ได้ขยายสิทธิพิเศษให้กับสมาชิก The 1 ที่โรงแรมเปิดใหม่ อย่างโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น”

ทอม ธรัสเซล Vice President – Brand, Marketing & Digital โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า “เซ็นทารามุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์การพักผ่อนด้วยบริการมาตรฐานระดับสากลให้กับสมาชิก The 1 ทุกท่าน เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้มอบสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าและเพิ่มความสะดวกสบายในการแลกใช้คะแนนให้ง่ายกว่าที่เคย โดยสมาชิกจะสามารถแลกคะแนนในการสำรองห้องพัก การรับประทานอาหาร การทำสปา หรือกิจกรรมอื่นๆ ภายในโรงแรมและรีสอร์ทในเครือทั่วประเทศ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสได้ต้อนรับสมาชิก The 1 เพื่อมอบประสบการณ์การเข้าพักที่แตกต่างอย่างเหนือระดับให้สมดังสโลแกนของเราที่ว่า Centara The Place to Be โดยนี่ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หลังจากนี้ยังจะมีแคมเปญที่น่าสนใจออกมาต่อเนื่องอีกตลอดทั้งปี”

สมาชิก The 1 รับสิทธิพิเศษ ณ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนี้

  • สะสมทุกยอดการใช้จ่าย ทุก 25 บาท ได้รับคะแนนสะสม 1 คะแนน ทั้งห้องพัก (เมื่อจองและชำระค่าบริการกับทางเซ็นทาราโดยตรง เท่านั้น) ห้องอาหาร สปา และกิจกรรมที่มีให้บริการในโรงแรม
  • แลกคะแนนเป็นส่วนลดได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอโปรโมชั่น : แลกคะแนน The 1 ทุก 1,000 คะแนน เป็นส่วนลด 100 บาท บน The 1 APP สำหรับค่าห้องพัก ห้องอาหาร สปา และกิจกรรมต่างๆ ที่มีให้บริการในโรงแรม
  • สิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก The 1 อาทิ บริการเช็คเอาท์ล่วงเวลา (Late check-out) รับฟรีเครื่องดื่ม โปรโมชั่นพิเศษ 1 แถม 1 เป็นต้น เช็คสิทธิ์ ณ โรงแรมและห้องอาหารที่ร่วมรายการ
  • สิทธิพิเศษครอบคลุมโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราที่ร่วมรายการ 35 แห่ง ทั่วประเทศ อาทิ กรุงเทพฯ – เซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ / เชียงใหม่ – เซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่ / หัวหิน – เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา หัวหิน / ภูเก็ต – เซ็นทารา แกรนด์ บีช        รีสอร์ท ภูเก็ต – เซ็นทารา วิลลา ภูเก็ต และ สมุย – เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย เป็นต้น เช็คข้อมูลโรงแรม  ห้องอาหาร และสปาที่ร่วมรายการเพิ่มเติมที่เว็บไซต์เซ็นทารา www.centarahotelsresorts.com

ดาวน์โหลด The 1 APP เพื่อติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นและสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ทั้งบน App Store, Play Store และ Huawei AppGallery  https://go.the1.co.th/UohD/9xavlhrg


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นักวิชาการหนุนจัดตั้ง PRO แห่งชาติตามหลัก EPR จัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ, กันยายน 2566 – นักวิชาการระบุภาครัฐกำลังเร่งยกร่างกฎหมาย “พระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน พ.ศ. …” โดยหนึ่งในสาระสำคัญจะมีการจัดตั้งองค์กรที่รับผิดชอบการจัดการบรรจุภัณฑ์ (Producer Responsibility Organization หรือ PRO) และนำผู้ประกอบการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่คุณค่าของบรรจุภัณฑ์เข้ามาทำงานร่วมกัน ภายใต้หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility หรือ EPR) สอดคล้องกับความพยายามของ 7 บริษัทชั้นนำที่รวมตัวกันในนามของ “เครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” หรือ “PRO-Thailand Network” นำร่องเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว 3 ประเภท คือ ขวดพลาสติก PET กล่องเครื่องดื่มยูเอชที และถุงบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (เช่น ถุงขนม ถุงเติม ซองกาแฟ)

ผศ.ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ หัวหน้าศูนย์วิจัยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อประเทศไทยปลอดขยะ (Circular Economy for Waste-free Thailand – CEWT) สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยว่า “กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ยกร่าง พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการ EPR ที่ต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมเข้ามาร่วมรับผิดชอบจัดการบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทาง คือ การออกแบบ การกระจายสินค้า การใช้งาน และช่วยแบ่งเบาภาระของภาครัฐในการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว จากเดิมที่ตกอยู่กับระบบจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และปัจจุบันก็ยังไม่มีทรัพยากรในด้านต่างๆ เพียงพอที่จะเก็บรวบรวม และคัดแยกบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเพื่อจัดการอย่างยั่งยืน ทั้งในการนำไปรีไซเคิล หรือทำเป็นพลังงานเชื้อเพลิง”

ผศ.ดร.ปเนต กล่าวว่า การจัดตั้งองค์กร PRO ภายใต้กฎหมาย EPR ฉบับนี้ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นกลยุทธ์การดึงผู้ประกอบการ ได้แก่ เจ้าของแบรนด์สินค้า ผู้ผลิตหรือนำเข้าสินค้า ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ให้เข้ามามีบทบาทรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์หลังการใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการทำงานร่วมกับผู้รวบรวมและเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว ไม่ให้เล็ดลอดออกไปสู่สิ่งแวดล้อมหรือถูกทิ้งในบ่อขยะ ซึ่งในระยะแรกอาจจะมีการตั้ง  PRO แห่งชาติ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการ พัฒนาแผนจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน จัดให้มีระบบเก็บรวบรวม คัดแยกบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วออกจากขยะมูลฝอย โดยมุ่งเน้นบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุหลัก 4 ประเภท ได้แก่ พลาสติก โลหะ แก้ว และกระดาษ สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม อาทิ ขวดพลาสติก PET และ HDPE ถุงบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนที่มีส่วนผสมของพลาสติก กล่องเครื่องดื่มยูเอชที ตลอดจนของใช้ส่วนตัว เครื่องสำอาง และบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง

“ในภาพรวม บรรจุภัณฑ์ใช้แล้วใน 4 ประเภทข้างต้นนี้ น่าจะมีประมาณ 3-4 ล้านตันต่อปี คิดเป็นร้อยละ 10-15 ของปริมาณขยะทั้งหมดในประเทศ ดังนั้น สมมติว่าค่าใช้จ่ายอย่างต่ำในการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว คือ 1 บาทต่อกิโลกรัม หมายความว่า รัฐจะต้องใช้งบประมาณ 3-4 พันล้านบาทต่อปี มาช่วยสนับสนุนการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ การจัดตั้ง PRO จึงเป็นการสร้างกลไกให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นอีกโมเดลที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศทั่วโลก” ดร.ปเนต กล่าว

สำหรับประเทศไทย ภาคเอกชนรวมตัวกันด้วยความสมัครใจจัดตั้ง “เครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” (Packaging Recovery Organization Thailand Network) หรือ “PRO-Thailand Network” เมื่อปี 2562 และได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนและร่วมสร้างระบบการจัดเก็บและรวบรวมบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับมารีไซเคิล (Recycle) หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อลดปริมาณขยะที่จะรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน มีสมาชิก 7 บริษัท ได้แก่ บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด และบริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อค จำกัด

จากการดำเนินโครงการนำร่องจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว 3 ประเภท ได้แก่ ขวดพลาสติก PET กล่องเครื่องดื่มยูเอชที (เช่น กล่องนม น้ำ ผลไม้ กล่องกะทิ) และถุงบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (เช่น ถุงขนม ถุงเติม ซองกาแฟ) ในปี 2563 – 2565  PRO-Thailand Network สามารถเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วประเภทขวด PET จำนวน 25,134.15 ตัน ประเภทกล่องเครื่องดื่มยูเอชที จำนวน 180.49 ตัน ถุงบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนใช้แล้วได้ 78.56 ตัน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Roborock โปรโมชั่นเด็ด 9.9 นี้ลดสูงสุดกว่า 60% พร้อมส่วนลดพิเศษอีกมากมาย

Roborock (โรโบร็อค) แบรนด์หุ่นยนต์ดูดฝุ่นชั้นนำระดับโลก ซึ่งผลิตโดย บริษัท Beijing Roborock Technology จำกัด ผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตหุ่นยนต์ทำความสะอาด และเครื่องดูดฝุ่นระดับโลก ต้อนรับมหกรรม 9.9 วันช้อปแห่งปี โดยขนหุ่นยนต์ดูดฝุ่นทุกรุ่นมาลดกระหน่ำกว่า 6 รุ่น ลดสูงสุดถึง 60% พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย อาทิเช่น ผ่อน 0% นาน 10 เดือน ประกันนานถึง 3 ปี พร้อมบริการจัดส่งฟรีทั่วประเทศ และโค๊ดส่วนลดเพิ่มเติมกันจุกๆ เฉพาะในวันที่ 9 กันยายน 2566 นี้เท่านั้น ผ่านช่องทางทั้ง Shopee และ Lazada

ลูกค้าที่เข้ามาช้อปปิ้งผ่าน Roborock’s official store ใน Shopee รับส่วนลดสูงสุดถึง 60% เท่านั้นยังไม่พอ! สามารถใช้โค๊ดส่วนลด เพื่อลดเพิ่มอีก 1.โค๊ด : 990OFF ลดเพิ่มอีก 999 บาทเมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 5,999 บาทขึ้นไป โค๊ด 2000OFF ลดเพิ่มอีก 2,000 บาท เมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 9,999 บาทขึ้นไป และโค๊ด 15MALL99 ลดเพิ่ม 15% ในทุกสินค้าโดยลดสูงสุดถึง 2,000 บาท นอกจากนี้ยังสามารถผ่อน 0% นาน 10 เดือน และส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะในวันที่ 9 กันยายน 2566 นี้เท่านั้น *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

ลูกค้าที่เข้ามาช้อปปิ้งผ่าน Roborock’s LazMall ใน Lazada รับส่วนลดสูงสุดถึง 60% และส่งฟรีทั่วไทย แถมรับโค้ด: ROBOSEP21 เพื่อลด 10% เมื่อซื้อสินค้ามากกว่า 3,000 บาท โดยโค๊ดนี้ลดเพิ่มสูงสุดถึง 500 บาท เฉพาะในวันที่ 9 กันยายน 2566 นี้เท่านั้น *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

โดยรุ่นที่เข้าร่วมรายการมีดังต่อไปนี้

1. Roborock Q Revo เป็นหุ่นยนต์อัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุดที่พึ่งเปิดตัวซึ่งถือเป็นนวัตกรรมอุปกรณ์ทำความสะอาดที่มาจากการวิจัยและพัฒนาที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน มาพร้อมกับแท่นชาร์จอัจฉริยะ All-In-One สุดครบครัน ทั้งการดูดทิ้งฝุ่น ซักผ้าถู เติมน้ำ เป่าแห้ง อัตโนมัติ โดย Roborock Q Revo เป็นหุ่นยนต์อัจฉริยะรุ่นแรกที่ใช้นวัตกรรมม็อบคู่ถูพื้นแบบใหม่ ทำความสะอาดผ้าถูพื้นด้วยแปรงทำความสะอาดแบบสองทิศทางด้วยความเร็วสูง 735 รอบต่อนาที สะอาด หมดจดอย่างแน่นอน โดยราคาของ Roborock Q Revo วันที่ 9 กันยายน 2566 จะลดเหลือเพียง 25,999 บาท พร้อมประกัน 2 ปี

2. Roborock S8 Series มีจุดเด่นด้วยการใช้งานง่าย สะดวกสบาย พร้อมยกระดับการทำงานที่เหนือกว่าด้วยเทคโนโลยีระดับโลก โดย Roborock S8 Series จะมีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ Roborock S8 มาคู่กับแท่นชาร์จปกติ Charging Dock, Roborock S8+ มาพร้อมกับแท่นเก็บฝุ่นอัตโนมัติ RockDock™ Plus ระดับการกรองฝุ่น HEPA E12 โดยไม่ต้องเปลี่ยนถุงเก็บฝุ่นบ่อยๆ และ Roborock S8 Pro Ultra มาพร้อมแท่นชาร์จสุดอัจฉริยะ RockDock™ Ultra ทั้งซักผ้าถู, เติมน้ำ, ดูดเก็บฝุ่น, เป่าแห้ง, ชำระล้างตัวเอง โดยอัตโนมัติอย่างเต็มประสิทธิภาพและสมบูรณ์แบบมากที่สุด ซึ่งแต่ละรุ่นได้รับการออกแบบให้สามารถทำงานได้หลากหลายโหมด โดยราคาในวันที่ 9 กันยายน 2566 พร้อมประกัน 2 ปี สำหรับ Roborock S8 Pro Ultra จะอยู่ที่ 34,999 บาท Roborock S8+ จะอยู่ที่ 27,999 บาท และ Roborock S8 จะอยู่ที่ 19,999 บาท

3. Roborock S7 MaxV Ultra มาพร้อมแรงสั่นสะเทือนที่ทรงพลังทำให้มีการขัดถูได้สูงสุด 3,000 ครั้งต่อนาที* และมีแรงกดคงที่บนพื้นประมาณ 600 กรัม* ทำให้สามารถทำความสะอาดพื้นได้อย่างสะอาดล้ำลึกและมีประสิทธิภาพมากๆ โดยราคาในรุ่น Roborock S7 MaxV Ultra จะอยู่ที่ 30,999 พร้อมประกัน 2 ปี

4. Roborock Dyad Pro มีความพิเศษที่สามารถดูดฝุ่น ถูพื้น และขจัดคราบสิ่งสกปรกแบบแห้งและเปียกได้ในทีเดียว Roborock Dyad มาพร้อมนวัตกรรมที่สามารถทำความสะอาดได้แบบ 3 in 1 โดยเป็นได้ทั้ง เครื่องล้างพื้นไร้สาย ที่ดูดฝุ่น และถูเปียก ทำได้ครบ จบในขั้นตอนเดียว เปิดประสบการณ์การทำความสะอาดบ้านแบบใหม่ Roborock Dyad มีประสิทธิภาพการทำความสะอาดขั้นสูงสุดอย่างทรงพลังในทุกการเคลื่อนไหว อีกทั้งมีเทคโนโลยี DyadPower™ มาพร้อมกับมอเตอร์โรลเลอร์คู่ เพียงหนึ่งเดียวในโลกในตอนนี้ (Dual-Motor) ซึ่งสามารถทำความสะอาดได้อย่างดีเยี่ยมกว่าการมีโรลเลอร์เพียงตัวเดียว และไม่ทำให้เปลืองแรงของผู้ใช้งาน โดยมอเตอร์โรลเลอร์คู่สามารถดูดฝุ่นได้ทั้งแบบเปียกและแบบแห้ง ทำความสะอาดคราบสิ่งสกปรกได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคราบเหนียว เศษฝุ่นต่างๆ ก็สามารถทำความสะอาดได้อย่างหมดจดโดยราคาสำหรับ Roborock Dyad Pro จะอยู่ที่ 15,999 บาทพร้อมประกัน 2 ปี

สำหรับท่านใดที่สนใจ Roborock รุ่นใด  สามารถเริ่มจับจองเป็นเจ้าของได้ในวันที่ 9 กันยายน 2566 เวลา 00:00 – 23:59 น. นี้เท่านั้น โดยการสั่งซื้อผ่านทุกช่องทางของการจัดจำหน่าย  Roborock  ทั้งผ่านช่องทาง Shopee และ Lazada หรือหากต้องการลองใช้งานจริงก่อน สามารถไปทดลองใช้งานได้ที่ร้านโชว์รูม Roborock  ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแอทเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 4

ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารดีๆ รวมถึงโปรโมชันสุดพิเศษจากโรโบร็อคได้ที่เว็บไซต์ www.roborockthailand.com และเพจเฟซบุ๊ก Roborock Thailand หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ LINE Official: @RoborockThailand


Exit mobile version