Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

PEA เปิดตัวแพลตฟอร์ม PEA ADMS Control Center ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังความยั่งยืนของ EcoStruxure จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) จับมือชไนเดอร์ อิเล็คทริค มุ่งสู่การเป็นดิจิทัลยูทิลิตี้ และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมเตรียมระบบรองรับตลาดไฟฟ้าเสรีในอนาคต ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟ (คปศ.) โดยใช้เทคโนโลยี EcoStruxure™ ADMS (Advanced Distribution Management System) ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่สามารถวิเคราะห์ และสนับสนุนการสั่งจ่ายไฟฟ้าที่มี DERs (Distributed Energy Resources) กระจายตัวอยู่ในระบบส่งและระบบจำหน่าย ให้พนักงานศูนย์ควบคุมการจ่ายไฟ สามารถควบคุมระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพ ความมั่นคงและปลอดภัยแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ให้บริการของ PEA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการขยายขอบเขตเพื่อมุ่งเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงในอนาคต อาทิ การเป็น Distribution System Operator (DSO) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบไฟฟ้าเสรีในอนาคต

PEA มีเป้าหมายสูงสุดในมิติด้านความยั่งยืน คือ การให้ประชาชนในประเทศเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าสะอาดและมีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สร้างความสมดุลให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตควบคู่กับสังคมและสิ่งแวดล้อมร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างยั่งยืน โดย EcoStruxure™ ADMS ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับงานควบคุมการสั่งการจ่ายไฟฟ้า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟ และเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เป็นพลังขับเคลื่อนสู่การเป็น Digital Utility ตามวิสัยทัศน์ “SMART ENERGY FOR BETTER LIFE AND SUSTAINABILITY ไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน”

ในปัจจุบัน กฟภ. กำลังดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟ (คปศ.) และพร้อมเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อไปสู่เป้าหมายดิจิทัลยูทิลิตี้ และ Green Grid โดยใช้เทคโนโลยี EcoStruxture ADMS ที่มี Software Module สำคัญที่ใช้ในการบริหารจัดการแหล่งพลังงานแบบกระจายตัว (DERMS) และช่วยในการสนับสนุนให้บริการทางด้านพลังงานไฟฟ้า  ซึ่งเทคโนโลยีข้างต้นจะเป็นระบบหลักของสายงานปฏิบัติการและบำรุงรักษา ที่มีการเชื่อมโยงระหว่างระบบบริหารจัดการการดำเนินงานด้านปฏิบัติการ (OT) และ ระบบบริหารจัดการข้อมูลด้านสานสนเทศ (IT) เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจต่างๆ ได้มีไฟฟ้าใช้ในการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และขับเคลื่อนธุรกิจต่างๆ ได้ตามเป้าหมาย อีกทั้งยังช่วยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสามารถบรรลุเป้าหมายแห่งชาติในการลดการปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์ตามแผนงานในอนาคตอีกด้วย

นายปราโมทย์ สุดทรัพย์ รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เผยว่า “แพลตฟอร์ม EcoStruxture ADMS ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นำเข้ามาใช้งานทดแทนระบบเดิมในเร็วๆ นี้ โดยจะเข้ามามีบทบาทในการช่วยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสามารถไปสู่เป้าหมายในการเป็นดิจิทัลยูทิลิตี้ได้อย่างราบรื่น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายแห่งชาติ ในการลดการปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์ และยังนำไปสู่การเตรียมพร้อมรองรับตลาดไฟฟ้าเสรีที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยตามนโยบายของภาครัฐในอนาคต เรามองว่าการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาวะการปัจจุบัน รวมถึงความพร้อมในการขยับขยาย และการปรับปรุงเพิ่มเติม เพื่อให้รองรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง”

PEA มีนโยบายการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล (Digital Transformation) เพื่อเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพ ในการให้บริการทางด้านพลังงานไฟฟ้า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าที่หลากหลาย และตอบสนองนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมให้มีแหล่งพลังงานทางเลือกมากขึ้นเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากแผนปฏิบัติการลดก๊าชเรือนกระจกของประเทศ สาขาพลังงาน ปี พ.ศ. 2564- 2573 ของกระทรวงพลังงาน จึงเร่งเดินหน้าเต็มที่ทั้งเพื่อประชาชน และเพื่อประเทศเพื่อสร้างภาพรวมด้านพลังงานที่ยั่งยืน

นายสเตฟาน นูสส์ ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย เมียนมา และลาว ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่า “เรารู้สึกภาคภูมิใจ ที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพของระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟของ กฟภ. โดยศูนย์ PEA ADMS Control Center เป็นศูนย์ควบคุมส่วนกลางด้านไฟฟ้า ด้วยโซลูชั่น ADMS ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มั่นใจได้ว่า จะช่วยให้ประเทศไทยได้ใช้พลังงานได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้นด้วย ช่วยให้ กฟภ. สามารถมองเห็นความเป็นไปของระบบไฟฟ้าได้ทั้งระบบ พร้อมการวิเคราะห์ การคาดการณ์แนวโน้ม สามารถแก้ไขปัญหาได้ก่อนที่จะเกิดขึ้น เมื่อต้องมีการเชื่อมต่อกับไมโครกริดผู้ให้บริการรายต่างๆ ในอนาคต ช่วยให้ระบบไฟฟ้าของประเทศมีความยั่งยืน เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในภาพรวม เพราะพลังงานเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ในการหล่อเลี้ยงธุรกิจทุกอุตสาหกรรมของประเทศ”

นอกจากนี้ ภายในงานยังมี นายฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ประธานบริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค และนายอเล็กซิส เกรนอน รองประธานอาวุโส ธุรกิจดิจิทัลกริด จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค รวมถึงผู้บริหารอีกหลายท่านมาร่วมแสดงความยินดีกับการนำร่องใช้งาน ศูนย์ PEA ADMS Control Center ซึ่งกำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการและใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท แจกโค้ดส่วนลดและ Voucher จัดเต็ม ตลอดเดือนตุลาคม 2566

ออฟฟิศเมท และ ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนให้ธุรกิจประหยัดจัดเต็ม จัดแคมเปญ “ตุลาพาช้อป HAPPY ON TOP สำหรับทุกธุรกิจ” รวมสินค้าแบรนด์ดังคุณภาพดีลดสูงสุด 60% พร้อมแจกโค้ดส่วนลด ON TOP รวมสูงสุด 5,000 บาท* (ตามเงื่อนไข) มีโค้ดส่วนลดให้เลือกช้อปได้ครบทุกกลุ่มสินค้า ทั้งอุปกรณ์สำนักงาน อุปกรณ์ไอที หมึกพิมพ์ เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ทำความสะอาด เครื่องมือช่าง และอีกเพียบ และพิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาเฟอร์นิเจอร์ใหม่ Furradec แจก Central Gift Voucher 300 บาท* เมื่อช้อปสินค้าที่ร่วมรายการตามกำหนด ตลอดเดือนตุลาคม 2566 เท่านั้น

ช้อปคุ้มๆ ได้ทุกช่องทาง ทั้งที่ร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส หรือช้อปออนไลน์ที่ www.ofm.co.th, OFM Mobile App, Line: @OfficeMate และ Contact Center 1281 ออฟฟิศเมทบริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.- ตามกำหนด


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มข. เชิดชูเกียรตินักวิจัยดีเด่นและเกียรติคุณสารสิน หนุนวิจัยแนวหน้าระดับโลก

เมื่อเร็วๆนี้  มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดพิธีมอบรางวัลนักวิจัยดีเด่นและเกียรติคุณสารสิน ประจำปี 2565 โดยมี ศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา กล่าวรายงาน  รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวเปิดงาน ในการนี้มีนักวิจัยที่ได้รับรางวัล พร้อมครอบครัว คณะผู้บริหาร ร่วมกิจกรรมกว่า 200 คน ณ ห้องคอนเวนชัน 2 โรงแรมอวานี ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวชั่น เซ็นเตอร์

ศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา ได้กำหนดให้มีพิธีมอบรางวัลแก่นักวิจัยที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักวิจัยรุ่นหลัง ซึ่งในปี 2565 นับเป็นปีที่ 11 ของการมอบรางวัลฯ รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ปีนี้มีนักวิจัยรางวัลสารสินจำนวน 5 ท่าน นับว่ามากที่สุดกว่าหลายปีที่ผ่านมา โดยครอบคลุมทั้งกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ กลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีนักวิจัยดีเด่นระดับเพชร จำนวน 9 ท่าน  นักวิจัยดีเด่นระดับเหรียญทอง จำนวน 7 ท่าน และนักวิจัยดีเด่นระดับเหรียญเงิน จำนวน 18 ท่าน  รวมรับรางวัลทั้งสิ้น 39 ท่าน

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า  มหาวิทยาลัยขอนแก่นรู้สึกยินดี และ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสได้จัดงานมอบรางวัลนักวิจัยดีเด่นและเกียรติคุณสารสิน ประจำปี 2565 ในช่วงเวลานี้เป็นปีที่พิเศษมาก เนื่องจากปี 2567 ที่กำลังจะมาถึง มหาวิทยาลัยขอนแก่นจะมีอายุครบ 60 ปี ซึ่งผลงานวิจัยนับเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยยืนยันความเข้มแข็ง และ การพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น

“ในขณะนี้มหาวิทยาลัยของเราอยู่ในกลุ่มการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global & Frontier Research) ภารกิจที่สำคัญคือการสร้างผลงานวิจัยและนำงานไปใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการพัฒนา และ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นเจริญก้าวหน้าต่อไป ขอบคุณทุกท่านที่ทุ่มเทสร้างผลงานให้กับมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ขอขอบคุณครอบครัวนักวิจัยทุกท่านที่ให้โอกาสและสนับสนุน เพราะว่าการทำงานวิจัยจะต้องเสียสละ บางครั้งต้องกลับบ้านค่ำ หากครอบครัวไม่สนับสนุนก็ไม่สามารถเกิดผลงานวิจัยที่ดีมากมายเช่นนี้”

ศ.กุลธิดา ท้วมสุข คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์หนึ่งในผู้รับรางวัลเกียรติคุณสารสินในปีนี้ เปิดเผยว่า ตนเองเป็นนักวิจัยที่ศึกษาด้านมนุษยศาสตร์ดิจิตัล หรือ Digital humanity ที่นำเอาองค์ความรู้ทางด้านมนุษยศาสตร์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมมาจัดการด้วยวิธีการทางดิจิตัล แนวคิดดังกล่าวทำให้เป็นนักวิจัยคนแรกของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประสบความสำเร็จ

“ดีใจมากที่ได้รางวัลเกียรติคุณสารสินในปีนี้ สำหรับผลงานวิจัยที่ภาคภภูมิใจมากเป็นผลงานวิจัย ด้าน KKU Smart Learning เป็นอีกแบรนด์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่เป็นที่รู้จักในเวทีวิชาการ ทางการศึกษา สิ่งที่อยากจะฝากถึงนักวิจัยรุ่นใหม่ ในการสร้างสรรค์ผลงานให้ประสบความสำเร็จ ต้องรู้ 3 ประการ ประการแรก รู้เขา คือ การรู้ หรือ สนใจในปัญหาของประเทศ สนใจความก้าวหน้าทางวิชาการ ประเด็นสำคัญของโลก ที่เราสามารถมีส่วนเกี่ยวข้องที่จะเข้าไป ศึกษาและแก้ปัญหา  ประการต่อมา รู้เรา คือ การรู้ตนเอง ว่ามีศักยภาพในด้านใด และต้องสร้างความเชี่ยวชาญในด้านนั้น ต้องมุ่งมั่นในโจทย์วิจัยที่เราศึกษา ประเด็นสุดท้ายคือการรู้ร่วมกัน หมายถึง ต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นมีเครือข่ายนักวิจัย ที่เราร่วมมือและให้พวกเขาช่วยเรา ในการปัญหาที่เราไม่เข้าใจ และ ท้ายที่สุดต้องมุ่งมั่นในมีเป้าหมายชัดเจน”

สำหรับรางวัลนักวิจัยดีเด่น และนักวิจัยเกียรติคุณสารสิน เป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดขึ้นทุกปีโดยในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 11 เพื่อสนับสนุนนโยบายและยุทธศาสตร์ในการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย เพื่อการพัฒนาความก้าวหน้าทางด้านวิชาการ สังคม และการส่งเสริมความรู้และวิทยาการใหม่ ๆ โดยใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการบริหารจัดการพันธกิจของมหาวิทยาลัย ตลอดจนเป็นขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรที่มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท สร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่โดดเด่น และเป็นประโยชน์วงวิชาการและสังคม

ข่าว : รวิพร สายแสนทอง ภาพ : อรรถพล ฮามพงษ์


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มนต์โลจิสติกส์กรุ๊ป (Mon Logistics Group) รุกตลาดปลายปีจับมือพันธมิตร ชูจุดเด่น Sustainable Logistics

กรุงเทพ : มนต์โลจิสติกส์กรุ๊ป (Mon Logistics Group) ผู้นำในการให้บริการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร ในการขนส่งสินค้า บริหารลานตู้คอนเทนเนอร์และคลังสินค้า ไปจนถึง ตัวแทนออกของ โดยมุ่งเน้นในการให้บริการต่อลูกค้าอย่างมืออาชีพ ซึ่งคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ยังช่วยในการสร้างโซลูชั่นใหม่ๆให้กับลูกค้า เพื่อความคุ้มค่าที่ลูกค้าจะได้รับและการพัฒนาต่อยอดทางธุรกิจให้ทันสมัยและทันเหตุการณ์อีกด้วย

Mr. Karsten Thrane (คาร์เซน เธรน) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มนต์โลจิสติกส์กรุ๊ป จำกัด ได้เปิดเผยว่า “สำหรับในช่วงปลายปีนี้ ทางบริษัทฯ ได้มีแผนนโยบาย เรื่องของ “Sustainable Logistics” ซึ่งก็คือ การทำระบบการขนส่งแบบยั่งยืน สาเหตุที่เราได้มุ่งเน้นในเรื่องนี้ก็เพราะ บริษัทให้ความสำคัญในเรื่องของความยั่งยืนในทุกธุรกิจ และให้มีการวัดผลอย่างจริงจัง ซึ่งหากทำให้ประสบผลสำเร็จได้ ก็จะถือเป็นผลดีสำหรับสิ่งแวดล้อมของประเทศ และ ธุรกิจของ มนต์โลจิสติกส์กรุ๊ป ด้วยเช่นกัน 

กลุ่มธุรกิจของ มนต์โลจิสติกส์ ค่อนข้างมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการจัดการ การขนส่ง ระบบโลจิสติคส์ คลังสินค้า รวมไปถึงห้องเย็น ซึ่งตลอดในเวลาที่ผ่านมาเราได้มีการวางแผนกันมาในระยะหนึ่งแล้วที่จะเริ่มเข้าสู่การทำตลาด Sustainable Logistics” ในปลายปีนี้เราจึงเริ่มเปิดตลาดอย่างจริงจัง และต้องการให้ประสบผลสำเร็จในประเทศไทย โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะลดก๊าซเรือนกระจก ควบคู่ไปกับการใช้พลังงานสะอาด โดยเราวางแผนไว้ในระยะเวลา 2-3 ปีที่จะสมบูรณ์แบบครบ 100% ตามแผนที่ตั้งเป้าหมายไว้ พร้อมทั้งมีการวางงบประมาณการลงทุนไว้ที่ 65 ล้านบาท

และจากที่กล่าวไว้ในข้างต้นในปีนี้เราจึงได้การจับมือกับพันธมิตร คือ บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX ในการที่จะผลักดันแผน Sustainable Logistics ของเรา ทั้งนี้ในปี 64 เราได้เริ่มมีการทดลองทดสอบยานยนต์หัวลากไฟฟ้าเป็นรายแรก สำหรับนำไปใช้ในการขนส่งสินค้าทดแทนรถบรรทุกที่ใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเราจึงได้ต่อยอดให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในปีนี้ โดยทางบริษัทมนต์ฯ ได้ทำการสั่งซื้อ รถหัวลากพลังงานไฟฟ้าจาก NEX ในการต่อยอดทางธุรกิจ และขยายกลุ่มเป้าหมายใหม่ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เรามองว่าในการร่วมมือกันในครั้งนี้จะทำให้เกิดการตื่นตัวในส่วนของธุรกิจโลจิสติกส์เพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย ที่จะหันมาใส่ใจในการทำธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ด้วยเทคโนโลยีจาก NEX ซึ่งเป็น EV Truck ชั้นนำของประเทศไทยในขณะนี้ และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า NEX จะไม่หยุดยั้งการพัฒนาเพียงเท่านี้และสามารถเป็น Strategic partner ของเราได้อย่างแน่นนอน

สำหรับแผนการตลาด Sustainable Transportation” ของเรานั้นเราได้ ตระนักถึงความพยายามที่จะลด Carbon Emission จึงมุ่งมั่น ที่จะค้นหากลุ่มลูกค้าที่มีอุดมการณ์เดียวกัน โดยปัจจุบันนี้มีลูกค้าที่มีความต้องการ และ เห็นความสำคัญนี้อยู่กลุ่มหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะ ลูกค้าประเทศในกลุ่มยุโรป (European Community)และท้ายที่สุดนี้เรามีความเชื่อว่า Green Energy และ การลด Carbon Emission เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นนอน ทั้งนี้สามารถดูข้อมูลการให้บริการเพิ่มเติมได้จาก www.monlogistics.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. ต้อนรับ รมว. อุตสาหกรรมเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและผลงานวิจัยอุตสาหกรรม

.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัย  .ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า

พระนครเหนือ (มจพ.)  กรรมการสภามหาวิทยาลัย และคณะผู้บริหาร มจพ.  ร่วมให้การต้อนรับ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในวันที่ 27 กันยายน 2566 ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ อาคารนวมินทรราชินี การเข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ และผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ของอาจารย์และนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์  มจพ.

จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมบรรยายพิเศษเรื่องแรงบันดาลใจสู่โอกาส (Inspiration on the Chance) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่นักศึกษา  มอบเสื้อสามารถและรับชมการแสดงสมรรถนะของหุ่นยนต์กู้ภัย  รางวัลชนะเลิศ แชมป์โลก สมัยที่ 9 ประจำปี พ.. 2566

ขวัญฤทัย ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส จับมือ GENTLEWOMAN เปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ ผลักดันพลังแห่งแฟชั่นให้กับทุกเพศ

กรุงเทพฯ: 28 กันยายน 2566: ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย ฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งความมุ่งมั่นในการส่งเสริมธุรกิจท้องถิ่นไปสู่เวทีระดับโลก โดยร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นชื่อดังของประเทศไทย GENTLEWOMAN (เจนเทิลวูแมน) เตรียมเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ชื่อ ‘DHL’s Timeless Journey: The Irreversible Spin by GENTLEWOMAN’ ที่ได้โอบรับความเป็นผู้หญิง ความงาม และตัวตนของทุกคนในทุกรูปแบบ โดยนำเสนอแฟชั่นสำหรับทุกเพศ หรือ Genderless Fashion ผ่านสตรีทแวร์ร่วมสมัย ผสานกับความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ และความเป็นตัวเองอย่างมั่นใจ

คอลเลกชั่นนี้จะเปิดตัวทั่วโลกในวันที่ 29 กันยายน และจะผสานรวมความเป็นดีเอชแอลอันเป็นเอกลักษณ์บนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของทั้งแบรนด์ GENTLEWOMAN และ Gentle Littlewoman แบรนด์เสื้อผ้าเด็ก

นอกจากนี้ ยังเป็นการเชิดชูเกียรติพนักงานคูเรียร์ของดีเอชแอลที่มีบทบาทในการช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ขยายกิจการระหว่างประเทศ หรือจัดส่งพัสดุให้แก่ครอบครัวและเพื่อนฝูงที่อยู่ห่างไกลมาโดยตลอด คอลเลกชั่นนี้ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ไม่หยุดนิ่งของคนรุ่นใหม่ โดยมีธีมเกี่ยวกับสตรีทแวร์และแฟชั่นที่กล้าแสดงความเป็นตัวเอง นำเสนอในสไตล์ที่แตกต่าง ช่วยให้ผู้สวมใส่มีความมั่นใจในการแต่งตัวด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขตและมีลักษณะเฉพาะตัว

เฮอร์เบิต วงศ์ภูษณชัย กรรมการผู้จัดการดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทยและหัวหน้าภาคพื้นอินโดจีน กล่าวว่า “ในวาระครบรอบ 50 ปีของดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย เราตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นผู้ให้บริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศชั้นนำ โดยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เราได้ทำงานอย่างทุ่มเทเพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจไทยจำนวนมาก และเราก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้ทำงานร่วมกับ GENTLEWOMAN ซึ่งมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศและความยั่งยืนทางสังคม ทั้งสองบริษัทได้มุ่งเน้นเรื่องการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลาย และการให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นเราจึงมุ่งหวังที่จะเห็นผลสำเร็จของความร่วมมือในครั้งนี้ที่มีต่อลูกค้าทั่วโลก”

รยา วรรณภิญโญ ผู้ร่วมก่อตั้ง GENTLEWOMAN กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมฉลองครบรอบ 50 ปีของดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ในประเทศไทย เราเชื่อในพลังของการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมมือกับผู้มีวิสัยทัศน์ชั้นนำอย่างดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างสรรค์สิ่งที่พิเศษอย่างแท้จริงซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมให้แบรนด์ของเราเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในตลาดโลก และกระตุ้นยอดขายอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศแล้ว ยังช่วยสนับสนุนความมุ่งมั่นของเราในการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้คนทั่วโลก ไม่เฉพาะแค่ผู้หญิง และเราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือนี้จะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ของเราอย่างเหนือชั้น พร้อมทั้งตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าทั่วโลก ควบคู่ไปกับการสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนมีความมั่นใจและมีสไตล์ที่เป็นของตัวเอง”

เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของการช้อบปิ้งออนไลน์ทั่วโลก มีการคาดว่าตลาดอีคอมเมิร์ซด้านแฟชั่นทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 672,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ภายในปี 2566[1] ซึ่งเห็นได้ชัดว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นมีบทบาทและการพัฒนาอย่างรวดเร็วในโลกดิจิทัล

รยา วรรณภิญโญ กล่าวต่อว่า “ไม่ว่าเราจะส่งออกหรือนำเข้า เรายอมรับความเชี่ยวชาญของดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ซึ่งเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ระดับโลกที่มีกระบวนการจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับ (Reverse logistics) ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ รวมถึงตลาดสำคัญในภูมิภาคอย่างฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย”

งานคอลแลบบอเรชันรุ่นลิมิเต็ดนี้ประกอบด้วยเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่หลากหลายซึ่งออกแบบมาสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ ชุดบอดี้สูท เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกั๊ก แจ็คเก็ต กระโปรงสั้น กางเกงยีนส์ กางเกงขายาว และกางเกงขาสั้น  นอกจากนี้ กระเป๋าโท้ตที่เป็นซิกเนเจอร์ของ GENTLEWOMAN ก็ได้ปรับลุคใหม่ในรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น แสดงโลโก้สัญลักษณ์ดีเอชแอลที่โดดเด่น

คอลเลกชั่นนี้จะวางจำหน่ายทั่วโลกในวันที่ 29 กันยายน 2566 เวลา 10.00 น. (GMT+7) ที่ https://www.GENTLEWOMANonline.com และในร้าน GENTLEWOMAN 15 สาขาในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และขอนแก่น


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. ลงนามความร่วมมือ บพข. ขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงลึก เร่งรัดนำงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

.ดร.สมฤกษ์ จันทรอัมพร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า

พระนครเหนือ ( มจพ.) ร่วมพิธีลงนามความร่วมมือ Memorandum of Intent (MOI) ระหว่าง 10 หน่วยงาน โชว์ความสำเร็จ 3 ปี  สร้าง 11 แพลตฟอร์ม  เป็นงานเร่งรัดงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก

เพื่อเร่งรัดนำงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์กับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)  พร้อมด้วย ผศ.ดร.พีรพงษ์ พรวงศ์ทอง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนานวัตกรรม 

รศ.ดร.กัมปนาท เทียนน้อย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  และ ผศ.ดร.ชลกาญจน์  วงศ์ก่อทรัพย์

ผู้จัดการศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ  ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเร่งรัดงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Science and Technology Accelerators)  เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงสู่เชิงพาณิชย์ให้สามารถพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีเชิงลึกจนได้ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีมูลค่าสูงเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศ

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566 ณ โรงแรมพูลแมน กรุงเทพฯ

ขวัญฤทัยข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์คาดการณ์ในอีก 2 ปี องค์กรข้ามชาติ 30% ได้รับผลกระทบรุนแรงจากความเสี่ยงของอธิปไตยทางดิจิทัลที่ไม่ได้จัดการ

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 26 กันยายน 2566 – การ์ทเนอร์คาดการณ์ ภายในปี 2568 ประมาณ 30% ขององค์กรธุรกิจข้ามชาติจะประสบกับการสูญเสียรายได้ ความเสียหายต่อแบรนด์หรือการดำเนินการทางด้านกฎหมาย อันเกิดจากความเสี่ยงอธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereign Risk) ที่ไม่ได้รับการจัดการ

ไบรอัน เพรนติส รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ช่วง 30 ปีที่ผ่านมาองค์กรธุรกิจข้ามชาติบริหารธุรกิจโดยประเมินความเสี่ยงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศที่เข้ามาเปิดกิจการ แต่ปัจจุบันองค์กรเหล่านี้จำเป็นต้องขยายความเสี่ยงด้านอธิปไตย (หรือ Sovereign Risk) ให้ครอบคลุมด้านดิจิทัลเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น อันเนื่องมาจากการใช้งานดิจิทัลแบบต่างคนต่างใช้และกระจัดกระจายมากขึ้นทั้งในระดับประเทศและในระดับภูมิภาค”

การ์ทเนอร์ระบุว่าอธิปไตยทางดิจิทัล  (หรือ Digital Sovereignty) คือ ความสามารถรัฐบาลในการตระหนักถึงนโยบายที่ไม่เป็นอุปสรรคอันเกิดจากกฎระเบียบดิจิทัลของรัฐบาลต่างประเทศที่มีผลโดยตรงต่อพลเมืองและธุรกิจที่มีภูมิลำเนาอยู่ รวมถึงนโยบายที่ดำเนินการผ่านบริษัทดิจิทัลรายใหญ่ภายใต้การควบคุมของกฎระเบียบ

“ขณะที่หลากหลายประเทศดำเนินกลยุทธ์ Sovereign Digital มากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือภาระผูกพันด้านกฎระเบียบข้ามเขตอำนาจศาล ข้อจำกัดด้านภาษี การห้ามนำเข้า/ส่งออก มาตรการทางเทคโนโลยีเฉพาะระดับประเทศและข้อกำหนดด้านเนื้อหาของท้องถิ่นที่ซับซ้อน เนื่องจากดิจิทัลมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ผู้บริหารจึงต้องเข้าใจความเสี่ยงอธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereign Risk) และผลกระทบต่อเงื่อนไขทางธุรกิจ”

การ์ทเนอร์ชูประเด็นสำคัญ 3 ประการที่ได้รับผลกระทบมาจาก Digital Sovereign Risk ซึ่งต้องจัดการเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียรายได้ ความเสียหายต่อแบรนด์ หรือการดำเนินการทางกฎหมาย ไว้ดังนี้ 

(1) ความเสี่ยงอธิปไตยทางดิจิทัลที่ส่งผลต่อลูกค้าองค์กรข้ามชาติของผู้ให้บริการเทคโนโลยี

การหยุดชะงักส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกลยุทธ์ Sovereign Digital ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของผู้ให้บริการเทคโนโลยี โดยการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกำลังส่งผลกระทบต่อภาคเทคโนโลยีและผู้ให้บริการเฉพาะ อาทิ ด้านข้อจำกัดของซัพพลายเออร์ 5G อย่าง Huawei หรือ Nokia ซึ่งอาจเป็นผลมาจากแรงกดดันด้านกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้น เพื่อเปลี่ยนแปลงนโยบายระดับชาติ หรือรับมือต่อเหตุการณ์ฉับพลันทางภูมิรัฐศาสตร์

จากข้อมูลของการ์ทเนอร์ชี้ให้เห็นว่าวิธีการที่ผู้ให้บริการเทคโนโลยีรับมือกับความเสี่ยงอธิปไตยทางดิจิทัลจะสามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจข้ามชาติ โดยองค์กรต้องพิจารณาผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่สำคัญไว้เป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานที่กว้างขึ้น และประเมินแบบเชิงรุกพร้อมลดความเสี่ยงอธิปไตยทางดิจิทัล

(2) การสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีดิจิทัลจะถูกขัดขวางหากไม่ได้รับการปรับให้เข้ากับท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อความมุ่งมั่นสู่ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ความพยายามในการผลิตเทคโนโลยี/นวัตกรรมดิจิทัลจะผลักดันองค์กรต่าง ๆ ไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ดิจิทัลแบบแยกส่วน ซึ่งตลาดที่เผชิญกับผลิตภัณฑ์ดิจิทัลเหล่านี้บ่อยครั้งจะมีผลกำไรและขาดทุน (Profit & Loss) เป็นของตนเอง หากพบตลาดที่อื่น ๆ นอกเหนือจากประเทศต้นทางขององค์กร การ์ทเนอร์ขอแนะนำให้ใช้ขั้นตอนจัดการ Digital Sovereign Risk ที่เกี่ยวกับแต่ละผลิตภัณฑ์ดิจิทัล

จำเป็นต้องปรับแต่งผลิตภัณฑ์เป็นท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องและปรับให้เข้ากับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ ควบคู่ไปกับด้านวัฒนธรรมและภาษาของลูกค้าในตลาดเฉพาะ เป็นไปในทิศทางที่ต่างกันตามมาตรฐานเทคโนโลยีในระดับประเทศ ระเบียบการที่รัฐสนับสนุน และกรอบการทำงานที่ภาครัฐฯ ส่งเสริม ซึ่งล้วนเพิ่มน้ำหนักการตัดสินใจที่จำเป็นในการผลิตผลิตภัณฑ์ดิจิทัลที่จะให้บริการในตลาดหลายแห่ง

(3) ธุรกิจดิจิทัลจะอยู่ในสถานการณ์ลำบากท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ดิจิทัล

ขณะที่องค์กรขยายเป้าหมายดิจิทัลและกลายเป็นธุรกิจดิจิทัล องค์กรจะต้องรับมือกับข้อขัดแย้งของตลาดเสรีดิจิทัลในวงกว้าง เช่นเดียวกับผู้ให้บริการเทคโนโลยี ทำให้อยู่ท่ามกลางการแข่งขันทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ดิจิทัล ซึ่งกระทบต่อกลยุทธ์ทางธุรกิจ

การ์ทเนอร์แนะนำให้ผู้บริหารระดับสูงด้านความเสี่ยง (Chief Risk Officers หรือ CRO) ทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีดิจิทัล ไม่เช่นนั้นจะประสบปัญหาในการขยายขอบเขต วัตถุประสงค์ และผลกระทบการดำเนินงานจากปัจจัยต่าง ๆ ของ Digital Sovereign Risk ที่มีต่อองค์กร

ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจาก Gartner for IT Executives ได้ทาง X และ LinkedIn โดยติดแฮชแท็ค #GartnerIT หรือเยี่ยมชม IT Newsroom สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เฟดเอ็กซ์ ยกระดับประสบการณ์การจัดส่งสินค้าสำหรับร้านค้าออนไลน์

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 25 กันยายน 2566 – เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (FedEx Express) บริษัทในเครือเฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (FedEx Corp.) (NYSE: FDX) หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการขนส่งสินค้าด่วนที่ใหญ่ที่สุดของโลก ยกระดับประสบการณ์การจัดส่งสินค้าออนไลน์สำหรับบริการ FedEx Ship Manager™ (FSM) ด้วยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มข้อมูลการจัดส่งได้แบบอัตโนมัติ ให้ลูกค้าสามารถจัดการการจัดส่งสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและร้านค้าอีคอมเมิร์ซทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (AMEA)

บริการที่เพิ่มเข้ามาใหม่ใน FSM สามารถใช้ได้ใน 63 ประเทศและเขตการปกครองทั่วทั้งภูมิภาค AMEA โดยร้านค้าออนไลน์สามารถทำการจัดส่งสินค้าพร้อมจัดทำเอกสารต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายและประหยัดเวลายิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับการจัดส่งแบบเดิมที่ต้องคอยกรอกข้อมูลเองและใช้เวลาในการแปะฉลากข้อมูลผู้ส่งและผู้รับสินค้า ด้วยฟีเจอร์ใหม่นี้ ลูกค้า เฟดเอ็กซ์ จะสามารถเชื่อมต่อแอคเคาท์จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopify, BigCommerce, WooCommerce, และ PrestaShop เข้ากับบริการ FSM ผ่านทางเว็บไซต์ fedex.com ส่วนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและมาร์เก็ตเพลสอื่น ๆ
จะสามารถใช้งานได้เช่นเดียวกันในเร็ว ๆ นี้

นอกจากนี้ ลูกค้า เฟดเอ็กซ์ ยังสามารถใช้งานฟีเจอร์ต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • เชื่อมต่อแอคเคาท์จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเข้ากับ FSM เพื่อดาวน์โหลดข้อมูลการสั่งซื้อได้แบบอัตโนมัติ
  • สร้างและพิมพ์ฉลากคำสั่งซื้อหลายรายการได้ในครั้งเดียว โดยเชื่อมต่อข้อมูลกับเอกสารการค้าอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในกระบวนการการตรวจสอบสินค้าได้อย่างราบรื่น
  • เชื่อมต่อการอัปเดตหมายเลขติดตามสินค้าและสถานะการจัดส่งสินค้าจากช่องทางการขาย
    ต่าง ๆ โดยจะมีการแจ้งเตือนร้านค้าเมื่อสินค้าได้รับการจัดส่งเรียบร้อยแล้ว

“ในขณะที่ร้านค้าออนไลน์มุ่งสร้างประสบการณ์ในการสั่งซื้อสินค้าที่ราบรื่นให้กับลูกค้าเฟดเอ็กซ์ เองก็มุ่งเน้นไปที่การส่งมอบประสบการณ์การจัดส่งที่โดดเด่น มีประสิทธิภาพ และสะดวกสบายยิ่งขึ้นสำหรับร้านค้าออนไลน์ที่เป็นลูกค้าของเรา” นายซาลิล ชารี รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดและประสบการณ์ของลูกค้า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส กล่าว “ด้วยการยกระดับในครั้งนี้ ธุรกิจขนาดเล็กสามารถใช้บริการระบบการจัดส่งสินค้าแบบอัตโนมัติบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ช่วยประหยัดเวลาในการส่งสินค้า สามารถนำไปใช้พัฒนากลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจต่อไปได้ ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีที่สร้างความเป็นไปได้สำหรับอนาคต เฟดเอ็กซ์ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาโซลูชันดิจิทัลระดับโลกเช่นนี้สำหรับลูกค้าของเราอย่างไม่หยุดยั้ง”

เฟดเอ็กซ์ มุ่งมั่นพัฒนาบริการสำหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ พร้อมเพิ่มโซลูชันที่ช่วยสนับสนุนลูกค้าในหลากหลายด้าน ซึ่งรวมถึงบริการ FedEx Compatible and Alliances programs สำหรับลูกค้าธุรกิจบนมาร์เก็ตเพลส ซึ่งมีตัวเลือกการจัดส่งแบบ Last-mile Delivery ที่หลากหลายและสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ และลูกค้ายังสามารถจัดการได้สะดวกยิ่งขึ้นด้วยฟีเจอร์การส่งข้อความสนทนาโดยตรงและการติดตามสถานะการจัดส่งผ่านบริการ FedEx Delivery Manager International นอกจากนี้ยังมีบริการ Picture Proof of Delivery ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่าพัสดุของพวกเขาจะได้รับการจัดส่งถึงปลายทางอย่างปลอดภัย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Roborock Dyad Pro Combo ใหม่! วางจำหน่ายแล้ว พร้อมโปรโมชั่นพิเศษฉลองเปิดตัวรับส่วนลดสูงสุดถึง 60%

Roborock ผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและการผลิตหุ่นยนต์ทำความสะอาดและเครื่องดูดฝุ่นระดับโลก โดยมีการจัดจำหน่ายหุ่นยนต์ทำความสะอาดไปแล้วกว่า 10 ล้านเครื่องทั่วโลก ประกาศว่า Dyad Pro Combo รุ่นใหม่พร้อมให้คนไทยได้สั่งซื้อผ่านร้านค้าอย่างเป็นทางการทั้งบน Shopee และ Lazada รวมไปถึงร้านโชว์รูม Roborock ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแอทเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 4

Roborock Dyad Pro Combo ได้เปิดตัวที่งาน IFA ที่เมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Dyad Pro Combo เป็นเครื่องดูดฝุ่นพื้นเปียกและแห้งพร้อมอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมอีก 4 ชิ้นที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปร่าง และปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามสถานการณ์ 

Roborock Dyad Pro Combo มีกำลังดูด 17,000 PA  และสามารถทำความสะอาดได้ชิดถึง 1 มิลลิเมตรจากขอบและมุม นอกจากนี้ยังสามารถปรับกำลังแรงดูด การไหลของน้ำ และการจ่ายน้ำยาทำความสะอาดได้โดยอัตโนมัติ ครอบคลุมพื้นที่การทำความสะอาดได้มากถึง 300 ตร.ม. ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง และยังมีระบบเป่าแห้งอัตโนมัติด้วยลมร้อนถึง 50 องศาเซลเซียสที่ทำให้แปรงโรลเลอร์แห้งสนิทและไม่มีกลิ่นอับหรือกลิ่นไม่พึ่งประสงค์

Roborock Dyad Pro Combo ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 54,990 บาท แต่พิเศษสุดๆสำหรับลูกค้าที่ซื้อ Roborock Dyad Pro Combo ในวันที่ 25 กันยายน 2566 ผ่านทั้ง Shopee และ Lazada รับส่วนลดวันเปิดตัวถึง 60% ให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของ Roborock Dyad Pro Combo ในราคาเพียง 21,999 บาทเท่านั้น

นอกเหนือจากนั้น พิเศษสุดๆสำหรับ Shopee Payday ในวันที่ 25 กันยายน 2566 ลูกค้าจะได้รับส่วนลดเพิ่มเติมโดยสามารถใส่โค้ดส่วนลด 15MALL925 รับส่วนลด 15% เมื่อช้อปขั้นต่ำตั้งแต่ 0 บาทถึง 800 บาท และ Lazada Payday ในวันที่ 25 กันยายน 2566 ลูกค้าจะได้รับส่วนลดเพิ่มเติมโดยสามารถใส่โค้ดส่วนลด ROBOSEP41 รับส่วนลด 10% เมื่อช้อปขั้นต่ำตั้งแต่ 300 บาทถึง 500 บาท

สำหรับท่านใดที่สนใจ Roborock Dyad Pro Combo สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ในวันที่ 25 กันยายน 2566 หรือหากต้องการลองใช้งานจริงก่อน สามารถไปทดลองใช้งานได้ที่ร้านโชว์รูม Roborock ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแอทเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 4

Roborock เราเป็นบริษัทเชี่ยวชาญในการวิจัย พัฒนา และผลิตหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านและอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ บริษัทพัฒนาและผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นภายใต้แบรนด์ Roborock รวมถึงสร้างหุ่นยนต์ดูดฝุ่นให้กับ Xiaomi หนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของจีน หุ่นยนต์แต่ละตัวที่เราสร้างขึ้นได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์เดียว คือทำให้ผู้คนมีเวลามากขึ้นในสิ่งที่พวกเขารัก ปัจจุบัน Roborock ให้บริการใน 40 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย บริษัทดำเนินงานในสี่แห่ง โดยมีสำนักงานในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น และฮ่องกง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ https://us.roborock.com 

สามารถติดตามข่าวสารดีๆ รวมถึงโปรโมชันสุดพิเศษจากโรโบร็อคได้ที่เว็บไซต์ www.roborockthailand.com และเพจเฟซบุ๊ก Roborock Thailand หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ LINE Official: @RoborockThailand หรือโทรฯ 02-114-8195 และ 082-388-1688


 

Exit mobile version