Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค แนะนำยูพีเอสสายพันธุ์พิฆาตคาร์บอน ให้ประสิทธิภาพสูงสุด ขับเคลื่อนความยั่งยืนเหนือชั้น ด้วยโหมด eConversion

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค แนะนำผลิตภัณฑ์เครื่องสำรองไฟ (UPS) แบบ 3 เฟส โดยเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่ จำเป็นต่อการดำเนินงาน เช่น ศูนย์ข้อมูล เฮลธ์แคร์ และการดำเนินงานที่ต้องการความเที่ยงตรง รวมถึงการผลิตที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง โดยมีความจุพลังงานให้เลือกตั้งแต่ 5 กิโลโวลต์แอมป์ ไปจนถึงเมกะวัตต์

หน้าที่สำคัญของ UPS 3 เฟส คือการให้คุณภาพไฟฟ้าที่เสถียรแก่อุปกรณ์ และเป็นพลังงานสำรองในกรณีที่ไฟฟ้าขัดข้อง ซึ่งการมีแหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้ จะยิ่งเป็นการเพิ่มคุณภาพและความเสถียรของพลังงาน ซึ่งอุปกรณ์จะใช้พลังงานจำนวนมากในระหว่างการแปลงพลังงาน โดยปกติอุปกรณ์จะทำงาน 24 ชั่วโมง ตลอด 365 วัน ดังนั้นการสูญเสียพลังงานจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างที่เครื่องทำงาน

โหมด Double Conversion สำหรับ UPS 3 เฟส เป็นที่รู้จักกันมานานกว่า 20 ปี ในแง่การป้องกันแบบ ‘normal’ โดยมีประสิทธิภาพเฉลี่ยประมาณ 96% แม้ว่าตัวเลขประสิทธิภาพจะดูสูงก็ตาม แต่หมายความว่า 4% ของไฟฟ้าทั้งหมดสูญเสียไปกับการกระจายความร้อนเพื่อให้ UPS ทำงานด้วยเช่นกัน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุดในการดำเนินงานต่างๆ จึงลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้าง UPS ที่นอกจากจะให้ประสิทธิภาพสูงสุดในโลกแล้ว ยังให้คุณภาพของไฟฟ้าที่ดีที่สุดอีกด้วย

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้คิดค้นโหมด eConversion ซึ่งจดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย ความโดดเด่นคือช่วยลดการสูญเสียไฟฟ้าได้มากจากความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างที่ UPS ทำงาน จึงช่วยลูกค้าประหยัดเงินและลดการปล่อยคาร์บอนได้ ซึ่งการช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้นอีกทั้งประหยัดเงิน คือแรงจูงใจที่ดี

หลักการทำงาน

eConversion เป็นโหมดสำหรับ UPS แบบ 3 เฟส ที่เป็นสิทธิบัตรของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่ช่วยให้เวลาในการสลับโหมดการทำงานเป็นศูนย์ จึงให้ประสิทธิภาพสูงสุดถึง 99% โดยสถาปัตยกรรมดังกล่าวจะทำการตรวจสอบคุณภาพของพลังงานที่จ่ายจากกริดในแบบไดนามิก

หากคุณภาพไฟฟ้าเพียงพอ ก็จะจ่ายไฟให้กับโหลดโดยตรง (ผ่าน static switch) แต่อินเวอร์เตอร์จะยังคงทำงานควบคู่ไปพร้อมกับการชาร์จแบตเตอรี่ การแก้ไขตัวประกอบกำลัง และการชดเชยฮาร์มอนิกส์ (harmonics) ตามรายละเอียดในหมายเหตุการณ์ใช้งาน

ซึ่งหากคุณภาพของกริดไม่เพียงพอ UPS จะเปิดโหมด Double Conversion โดยอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเงื่อนไขทุกอย่างเป็นไปตามต้องการ ก็จะกลับสู่ eConversion ในทำนองเดียวกัน ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์กับกริด (เช่น ไฟดับ ไฟฟ้าลัดวงจร) UPS จะปรับไปสู่การทำงานด้วยแบตเตอรี่ในทันทีโดยไม่เกิดการหยุดชะงัก ไม่มีการสะดุดเมื่อเปลี่ยนโหมด

เทคโนโลยีนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรและได้รับการรับรองจาก UL (Underwriter Laboratories) ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่ช่วยยกระดับการป้องกันในมาตรฐาน IEC 62040-3 คลาส 1 (หมวดหมู่สูงสุด) ซึ่งได้รับการพิสูจน์ด้านประสิทธิภาพเช่นเดียวกับ Double Conversion

เทคโนโลยีนี้คล้ายคลึงกับเทคโนโลยี Start-stop ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ประสบความสำเร็จในการลด CO2 ลงได้อย่างมากโดยที่ยังคงความความปลอดภัย และให้ความสะดวกสบาย ด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาดของการทำงานแบบ Start-Stop ของรถยนต์ คือเครื่องยนต์จะหยุดทำงานเมื่อรถไม่ได้ทำงาน อย่างช่วงติดไฟแดงหรือการจราจรหนาแน่น โดยการทำงานของเครื่องยนต์จะหยุดโดยอัตโนมัติ เมื่อรถไม่มีการเคลื่อนที่

การปรับปรุงประสิทธิภาพ 2-3% ช่วยได้มากแค่ไหน

ในกรณีที่ระบบเหล่านี้ทำงานตลอด 24/365 เรื่องนี้นับเป็นเรื่องสำคัญมาก การทำงานในโหมด eConversion ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ข้อมูลหรือโรงงานผลิต สามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าต่อปีได้มากเท่ากับการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป 30 หลังคาเรือน (กำลังการผลิต 3kWc ต่อแห่ง) นั่นคือปริมาณไฟฟ้าที่ต้องใช้ในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 50 คันทุกปี (อ้างอิงจาก Tesla model 3)

การปรับปรุงต้นทุนในการเป็นเจ้าของ หรือ TCO (Total Cost of Ownership) ก็มีความสำคัญเช่นกัน ช่วยประหยัดไฟฟ้าต่อปีอยู่ที่ 13.5k€  โดยภายในเวลา 10 ปี จะช่วยประหยัดเงินประมาณ 3 เท่า จากที่ลงทุนไปกับ UPS

นอกจากจะประหยัดเงินแล้ว ลูกค้ายังสามารถลดการปล่อย CO2 ได้อย่างมากเช่นกัน

ดังนั้นมีหลายวิธีที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการตัดสินใจที่ดีที่สุดที่บริษัทสามารถทำได้คือ การลงทุนในเทคโนโลยีและโซลูชันประหยัดพลังงานในโหมด eConversion ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของชไนเดอร์ อิเล็คทริค โดยเป็นการผสมผสานจุดเด่นไว้ด้วยกัน ทั้งให้การป้องกันสูงสุด และให้ประสิทธิภาพสูงสุดในคราวเดียวกัน เมื่อลูกค้าเริ่มใช้งาน ต่างก็ยืนยันถึงผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนในระยะเวลาอันสั้น จึงช่วยลดต้นทุนการเป็นเจ้าของโดยรวม ในขณะที่สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในทันที

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ eConversion คลิก ที่นี่


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Roborock Dyad Pro Combo ใหม่! วางจำหน่ายแล้ว พร้อมโปรโมชั่นพิเศษฉลองเปิดตัวรับส่วนลดสูงสุดถึง 60%

Roborock ผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและการผลิตหุ่นยนต์ทำความสะอาดและเครื่องดูดฝุ่นระดับโลก โดยมีการจัดจำหน่ายหุ่นยนต์ทำความสะอาดไปแล้วกว่า 10 ล้านเครื่องทั่วโลก ประกาศว่า Dyad Pro Combo รุ่นใหม่พร้อมให้คนไทยได้สั่งซื้อผ่านร้านค้าอย่างเป็นทางการทั้งบน Shopee และ Lazada รวมไปถึงร้านโชว์รูม Roborock ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแอทเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 4

Roborock Dyad Pro Combo ได้เปิดตัวที่งาน IFA ที่เมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Dyad Pro Combo เป็นเครื่องดูดฝุ่นพื้นเปียกและแห้งพร้อมอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมอีก 4 ชิ้นที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปร่าง และปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามสถานการณ์ 

Roborock Dyad Pro Combo มีกำลังดูด 17,000 PA  และสามารถทำความสะอาดได้ชิดถึง 1 มิลลิเมตรจากขอบและมุม นอกจากนี้ยังสามารถปรับกำลังแรงดูด การไหลของน้ำ และการจ่ายน้ำยาทำความสะอาดได้โดยอัตโนมัติ ครอบคลุมพื้นที่การทำความสะอาดได้มากถึง 300 ตร.ม. ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง และยังมีระบบเป่าแห้งอัตโนมัติด้วยลมร้อนถึง 50 องศาเซลเซียสที่ทำให้แปรงโรลเลอร์แห้งสนิทและไม่มีกลิ่นอับหรือกลิ่นไม่พึ่งประสงค์

Roborock Dyad Pro Combo ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 54,990 บาท แต่พิเศษสุดๆสำหรับลูกค้าที่ซื้อ Roborock Dyad Pro Combo ในวันที่ 25 กันยายน 2566 ผ่านทั้ง Shopee และ Lazada รับส่วนลดวันเปิดตัวถึง 60% ให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของ Roborock Dyad Pro Combo ในราคาเพียง 21,999 บาทเท่านั้น

นอกเหนือจากนั้น พิเศษสุดๆสำหรับ Shopee Payday ในวันที่ 25 กันยายน 2566 ลูกค้าจะได้รับส่วนลดเพิ่มเติมโดยสามารถใส่โค้ดส่วนลด 15MALL925 รับส่วนลด 15% เมื่อช้อปขั้นต่ำตั้งแต่ 0 บาทถึง 800 บาท และ Lazada Payday ในวันที่ 25 กันยายน 2566 ลูกค้าจะได้รับส่วนลดเพิ่มเติมโดยสามารถใส่โค้ดส่วนลด ROBOSEP41 รับส่วนลด 10% เมื่อช้อปขั้นต่ำตั้งแต่ 300 บาทถึง 500 บาท

สำหรับท่านใดที่สนใจ Roborock Dyad Pro Combo สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ในวันที่ 25 กันยายน 2566 หรือหากต้องการลองใช้งานจริงก่อน สามารถไปทดลองใช้งานได้ที่ร้านโชว์รูม Roborock ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแอทเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 4

Roborock เราเป็นบริษัทเชี่ยวชาญในการวิจัย พัฒนา และผลิตหุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านและอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ บริษัทพัฒนาและผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นภายใต้แบรนด์ Roborock รวมถึงสร้างหุ่นยนต์ดูดฝุ่นให้กับ Xiaomi หนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของจีน หุ่นยนต์แต่ละตัวที่เราสร้างขึ้นได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์เดียว คือทำให้ผู้คนมีเวลามากขึ้นในสิ่งที่พวกเขารัก ปัจจุบัน Roborock ให้บริการใน 40 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย บริษัทดำเนินงานในสี่แห่ง โดยมีสำนักงานในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น และฮ่องกง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ https://us.roborock.com 

สามารถติดตามข่าวสารดีๆ รวมถึงโปรโมชันสุดพิเศษจากโรโบร็อคได้ที่เว็บไซต์ www.roborockthailand.com และเพจเฟซบุ๊ก Roborock Thailand หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ LINE Official: @RoborockThailand หรือโทรฯ 02-114-8195 และ 082-388-1688


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วิทยาลัยนานาชาติ DPU เดินหน้าเปิดสอนหลักสูตรวิชาภาษาตะวันออก หลังจีน-เกาหลี-ญี่ปุ่น แห่ลงทุนไทย คาดอนาคตไทยจะเป็น HUB ที่ชัดเจนมากขึ้น

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)  เปิดเผยว่า  เมื่อเร็วๆนี้  รัฐบาลได้แถลงถึงความคืบหน้าการลงทุนในประเทศไทย ช่วง 7 เดือน ปี 2566 (ม.ค.-ก.ค.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจ จำนวน 377 ราย เม็ดเงินลงทุนกว่า 58,950 ล้านบาท โดยประเทศที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ญี่ปุ่น 2. สหรัฐอเมริกา 3. สิงคโปร์  4. จีน  และ 5. เยอรมนี ส่วนการลงทุนในพื้นที่ EEC มูลค่าการลงทุน 12,348 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุน 3 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ นอกจากนี้ ยังไฟเขียวเดินหน้าโครงการ “แลนด์บริดจ์” หรือโครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย -อันดามัน (ชุมพร-ระนอง) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือใหม่เชื่อมต่อเส้นทางเดินเรือระหว่างมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก รวมถึงเป็นศูนย์กลางจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าของสายการเดินเรือทั่วโลก โดยเส้นทางเดินเรือใหม่จะช่วยย่นระยะเวลาเดินทาง ลดเวลาการขนส่งสินค้า ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนในการขนส่ง สำหรับมูลค่าการลงทุนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ในอีก 7 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2573) หากโครงการฯนี้เปิดให้บริการ ประเทศไทยจะกลายเป็น Hub หรือจุดศูนย์กลางในด้านต่างๆ ที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะด้าน  Education Hub, Tourism Hub  , Medical Hub, Logistic Hub รวมถึง Hub ด้านอื่น ๆ อีกด้วย

ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าวว่า จากข้อมูลข้างต้นหลังจากที่ไทยเป็น Hub ของการขนส่งสินค้า หรือ Hub ในด้านต่าง ๆ ชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันออกจะเข้ามาลงทุนในไทยเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีจำนวนเพิ่มขึ้นเช่นกัน และคาดว่าหลายองค์กรต้องการบุคลากรที่มีความสามารถในการสื่อสารได้หลากหลายภาษา ดังนั้นเพื่อเป็นการติดอาวุธด้านภาษาให้นักศึกษา รวมถึงเป็นการเตรียมผลิตบุคลากรให้ตรงความต้องการของสถานประกอบการ วิทยาลัยนานาชาติ DPU จึงได้เปิดสอนในหลักสูตรวิชาภาษาตะวันออก ประกอบด้วย จีน เกาหลี และญี่ปุ่น เพื่อเป็นการเสริมความแข็งแกร่งใน ทักษะด้านภาษาที่  เนื่องจากภาษาดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานและช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผู้มีความสามารถด้านนี้ อีกทั้งยังเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดแรงงานด้วย 

ต้องยอมรับว่า Soft Power ของจีน เกาหลี และ ญี่ปุ่น ยังมีความนิยมอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้นการเจริญเติบโตของภาษาทางตะวันออกมีความเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ดังนั้น ทางวิทยาลัยฯ จึงเปิดหลักสูตรภาษาตะวันออกขึ้นมา เพราะมองว่าในอนาคตทุกสถานประกอบการมีความต้องการคนที่มี Skill ด้านนี้สูงมาก สุดท้ายนี้การพัฒนาบุคลากรในด้านภาษาจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากใครที่มี Skill ดังกล่าวจะมีโอกาสในการทำงานมากกว่าคนอื่น หรืออาจเรียกได้ว่าเรียนภาษาเพื่อให้มีภาษีหรือมูลค่าในตัวเองมากกว่าคนอื่น” คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ DPU กล่าวในตอนท้าย

วิทยาลัยนานาชาติ DPU เปิดสอนหลักสูตรพิเศษ 2 โครงการเป็นครั้งแรก ได้แก่ 1.) หลักสูตรวิชาภาษาตะวันออก ประกอบด้วย เกาหลี ญี่ปุ่น (หลักสูตรปริญญาตรี) และควบคู่กับการเปิดหลักสูตรระยะสั้น 15 ชั่วโมงและ 30 ชั่วโมง เพื่อเป็นการกระตุ้นให้บุคคลทั่วไป หรือผู้ที่ทำงานอยู่แล้วได้มีการพัฒนาทักษะทางภาษาเพิ่มขึ้น โดยจะเริ่มเปิดสอนปลายเดือนตุลาคมนี้ 2.) หลักสูตรภาษาจีน (หลักสูตรปริญญาตรี) สำหรับผู้ที่จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย (เรียนเสาร์-อาทิตย์) สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรี และ ปวส.(เรียนวันอาทิตย์) เริ่มเปิดสอนเดือนมกราคม  ปี 2567 รายละเอียดเพิ่มเติมที่  https://www.dpu.ac.th/   


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

NIA จัดงานวันนวัตกรรมแห่งชาติ พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติสุดยอดนวัตกรรมไทย ปี 2566

วันที่ 5 ตุลาคม 2566 – สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัด “พิธีมอบรางวัลนวัตกรรม ประจำปี 2566” เนื่องใน “วันนวัตกรรมแห่งชาติ” ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านนวัตกรรม ในฐานะ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” พร้อมเชิดชูเกียรติและเผยแพร่ผลงานของนักนวัตกรไทยผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมที่โดดเด่นเป็นประโยชน์ต่อองค์กร สังคม และประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ประธานกรรมการ คณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นวัตกรรมหลายอย่างถือเป็นจุดเปลี่ยนของโลก ทั้งระบบการผลิต อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจการค้าขายของโลก ซึ่งขณะนี้ถือเป็นยุคที่นวัตกรรมมีการเติบโตและพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ตนเชื่ออย่างยิ่งว่าปัญญาประดิษฐ์จะใช้เวลาน้อยมากที่ให้ผู้ใช้งานปรับตัว เพราะจะถูกพัฒนามีความฉลาด เข้าถึง และสามารถถูกนำมาใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น รวมถึงปริมาณของคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะของการเขียนโปรแกรมโค้ดดิ้งต่างๆ สามารถต่อยอดจากระบบที่ถูกสร้างไว้ในรูปแบบที่เปิดให้ผู้พัฒนาเข้าไปปรับแต่งโค้ดได้ เกิดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจได้รวดเร็ว

“นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์มีนัยยะผลกระทบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการศึกษาของประเทศ ดังนั้น การจัดพิธีมอบรางวัลสุดยอดนวัตกรรม ให้แก่นักนวัตกรไทยที่ผลิตหรือคิดค้นผลงานนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงพาณิชย์ ส่งผลดีต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประโยชน์ใช้สอย อันนำไปสู่การใช้ประโยชน์ของนวัตกรรมให้เป็นที่รู้จักและสนใจกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะมีผลในการจูงใจให้ทุกภาคส่วนของประเทศไทย เกิดความสนใจที่จะดำเนินงานโดยมีความเป็นนวัตกรรมอยู่ในกระบวนการอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา” รศ.นพ.สรนิต กล่าว

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ในปี 2566 – 2570 NIA ได้เปลี่ยนบทบาทจากสะพานเชื่อมสู่การเป็น “ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม (Focal Conductor)” ผ่านการดำเนินงานภายใต้ 7 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) สร้างและยกระดับผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม (IBEs) ในอุตสาหกรรมเป้าหมายร่วมกับเครือข่ายตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อพัฒนาและขยายผลโครงการสำคัญใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ 1) Food Tech & Ag Tech 2) Travel Tech 3) Med Tech 4) Climate Tech และ
5) Soft power 2) ส่งเสริมนวัตกรรมแบบเปิดและทำให้ระบบนวัตกรรมไทยเปิดกว้างมากขึ้น โดยเน้นการให้ทุนที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุนอื่น 3) ส่งเสริมการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค การพัฒนาย่านนวัตกรรม เมืองนวัตกรรม และระเบียงนวัตกรรมในภูมิภาค 4) เป็นศูนย์กลางการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เชื่อมโยงการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ 5) ส่งเสริมการตลาดนวัตกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศให้กับผลิตภัณฑ์และบริการของผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมในลักษณะของ Business Brotherhood ให้บริษัทขนาดใหญ่มาสนับสนุนการขยายธุรกิจของ IBEs 6) สร้างความตระหนักและการรับรู้ความสำคัญของนวัตกรรมในทุกภาคส่วน ผ่านโครงการ Innovation Thailand การจัดประกวดรางวัลนวัตกรรม งาน SITE ฯลฯ เพื่อสร้างแนวร่วมในการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมไทย และ 7) พัฒนาองค์กรไปสู่องค์กรที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงและเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นทำงานแบบ Cross Functional ลดขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อน

สำหรับการจัดประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติในปี 2566 แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านเศรษฐกิจ 2) ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม 3) ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ 4) ด้านสื่อและการสื่อสาร และ 5) ด้านองค์กรนวัตกรรมดีเด่น โดยในปีนี้มีผู้ที่สนใจส่งผลงานนวัตกรรมเข้าประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ จำนวน 347 ผลงาน และผลงานประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย (TIA) ระดับเยาวชนจำนวน 453 ผลงาน

สำหรับผลการประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2566 มีดังนี้

1)  รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ

–  รางวัลชนะเลิศประเภทวิสาหกิจขนาดกลาง ได้แก่ ผลงาน: หม้อแปลง BCG & โลว์คาร์บอน โดย บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด

–  รางวัลชนะเลิศประเภทวิสาหกิจขนาดย่อมและวิสาหกิจรายย่อย ได้แก่ ผลงาน: HY-N นวัตกรรม
ไบโอพอลิเมอร์ ระบบนำส่งสาร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเวชสำอาง ยา วัคซีน โดย บริษัท แนบโซลูท จำกัด

2) รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

รางวัลชนะเลิศประเภทหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ ผลงาน: แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนจากแกลบและขยะโซล่าร์เซลล์ โดย โรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

–  รางวัลชนะเลิศประเภทหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ ผลงาน: ระบบบำบัดน้ำเสียวงจรไฟฟ้าชีวภาพ โดย บริษัท อินโน กรีน เทค จำกัด

–  รางวัลชนะเลิศประเภทองค์กรเพื่อสังคมและชุมชน ได้แก่ ผลงาน: เตียงสนามกระดาษ SCGP สำหรับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ โดย มูลนิธิเอสซีจีร่วมกับ SCGP

3) รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ

รางวัลชนะเลิศประเภทการออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผลงาน: ชุดปลูกผักปลอดสารพิษด้วยตัวเองเพื่อคนในเมือง โดย บริษัท ดู๊ดแพลนต์ จำกัด

รางวัลชนะเลิศประเภทการออกแบบบริการ ได้แก่ ผลงาน: แมกซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ คอนเนค โดยแอพพลิเคชั่นวชิระแอทโฮม โดย บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)

4) รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านสื่อและการสื่อสาร

รางวัลชนะเลิศประเภทผลงานสื่อและการสื่อสาร ได้แก่ ผลงาน: ต่อยอด แสงหลวง วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่ โดย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รางวัลเชิดชูเกียรติประเภทผู้สื่อสารนวัตกรรม ระดับบุคคลธรรมดา ได้แก่ คุณสรานี สงวนเรือง (เฟื่องลดา)

รางวัลเชิดชูเกียรติประเภทผู้สื่อสารนวัตกรรม ระดับนิติบุคคล ได้แก่ แบไต๋ (Beartai)

5) รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านองค์กรนวัตกรรมดีเด่น

รางวัลดีเด่น ประเภทองค์กรภาคเอกชนขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)

รางวัลเกียรติคุณ ประเภทองค์กรภาครัฐ และประชาสังคม ได้แก่ กรมสุขภาพจิต

รางวัลเกียรติคุณ ประเภทองค์กรรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ผลงานประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย (TIA) ประจำปี 2566

1) รางวัลระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย – ปวช.

รางวัลชนะเลิศ ผลงานแพลตฟอร์มเพื่อช่วยคัดกรองโรคหัวใจและหลอดเลือดจากกราฟคลื่นไฟฟ้า หัวใจด้วยปัญญาประดิษฐ์ จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่ ผลงาน SVMR ตู้ยาเพื่อแจ้งเตือนและดูแลผู้สูงอายุ จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน และ ผลงานบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพทนต่อน้ำจากเปลือกทุเรียนและชะลอการเติบโตของแบคทีเรียด้วยสารสกัดจากสมุนไพรไทยพร้อมตัวบ่งชี้การเน่าเสียของอาหารสดจากดอกต้องติ่ง จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์

2) รางวัล Best Pitching Awards by Education New Zealand

รางวัลชนะเลิศ ผลงานแพลตฟอร์มเพื่อช่วยคัดกรองโรคหัวใจและหลอดเลือดจากกราฟคลื่นไฟฟ้า หัวใจด้วยปัญญาประดิษฐ์ จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงานบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพทนต่อน้ำจากเปลือกทุเรียนและชะลอการเติบโตของแบคทีเรียด้วยสารสกัดจากสมุนไพรไทยพร้อมตัวบ่งชี้การเน่าเสียของอาหารสดจากดอกต้องติ่ง จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์

อย่างไรก็ตาม NIA ยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และประชาชนในทุกมิติ ผ่านการผลักดันนโยบายและกิจกรรมต่างๆ และยังคงจะมีการมอบรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติเพื่อเชิดชูเกียรติให้กับผู้พัฒนานวัตกรรมที่ดีเด่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของนวัตกรรมและเป็นการยกระดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของไทยให้พร้อมก้าวสู่การเป็น “ชาตินวัตกรรม” ในอนาคต


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย และ กรุงเทพมหานคร ลงนามความร่วมมือโครงการ “Don’t Wait. Get Checked.” เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นผ่านนวัตกรรม AI

กรุงเทพฯ – บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ลงนามความร่วมมือต่อยอดโครงการ “Don’t Wait. Get Checked.” มุ่งขยายการเข้าถึงบริการและการรักษาทางการแพทย์ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดเบื้องต้นด้วยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วกรุงเทพมหานคร โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเปิดงาน ณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร

โรคมะเร็ง เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในประเทศไทย ที่มีอัตราการเสียชีวิตกว่า 80,000 คน[1] ต่อปี โดยมีมะเร็งปอดเป็นสาเหตุอันดับต้นของการเสียชีวิต โรคมะเร็งปอดเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคมะเร็งที่ผู้ป่วยมักตรวจพบในระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย ส่งผลให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ดังนั้น การนำเทคโนโลยี AI  มาช่วยพัฒนาการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปอดเบื้องต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ด้วยเหตุนี้ แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย จึงสานต่อการดำเนินงานภายใต้โครงการ “Don’t Wait. Get Checked.” โดยได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดเบื้องต้นไปแล้วกว่า 7,000 ราย ในจำนวนดังกล่าว มีผู้ป่วยที่ตรวจพบรอยโรคที่สงสัยก้อนในปอด 586 ราย คิดเป็นร้อยละ 8 และพบรอยโรคที่สงสัยก้อนในปอดที่มีโอกาสความน่าจะเป็นในการเป็นโรคมะเร็งปอดสูง ถึงร้อยละ 0.3 อีกด้วย

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การสร้างสุขภาพที่ดี ระบบสาธารณสุขที่ดี และลดผลกระทบด้านสุขภาพให้กับประชาชนถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญ โดยเรามีความตั้งใจที่จะยกระดับบริการด้านสาธารณสุขด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ ซึ่งโครงการ Don’t Wait. Get Checked. จาก  แอสตร้าเซนเนก้า ที่นำเทคโนโลยี AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดเบื้องต้นได้ตอบโจทย์และส่งผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมในการสนับสนุนนโยบายของ กทม. ภายใต้โครงการ Bangkok Health Zoning ผ่านการทำ Preventive Urban Medicine (การป้องกันโรคสำหรับคนในเขตเมือง) เพื่อส่งเสริม ป้องกัน แก้ไขความเสี่ยงที่เป็นภัยคุกคามทางสุขภาพ และส่งเสริมความรู้ให้ชุมชนในระดับเส้นเลือดฝอย ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้ทุกคนสามารถเข้าสู่การรักษาได้อย่างรวดเร็วและเท่าเทียมยิ่งขึ้น ซึ่งผลการศึกษาจากการทำวิจัยในโครงการฯ นี้ ทางกรุงเทพฯ จะนำมาพิจารณาเพื่อนำไปสู่นโยบายสุขภาพของกรุงเทพฯ อีกต่อไปอนาคต”

ความร่วมมือระหว่างแอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย และกรุงเทพมหานคร ครั้งนี้ ถือเป็นการสานต่อเป้าหมายในการเพิ่ม ‘อัตราการรอดชีวิตห้าปี’ ของผู้ป่วยให้เป็นสองเท่า ภายในพ.ศ. 2568 ของ Lung Ambition Alliance (LAA) ที่เกิดขึ้นร่วมกันระหว่างภาคีพันธมิตรระดับนานาชาติ 4 องค์กร ได้แก่ แอสตร้าเซนเนก้า Global Lung Cancer Coalition (GLCC) Guardant Health และ International Association for the Study of Lung Cancer (IASLC) มีการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการบรรลุพันธกิจใน 50 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เพื่อศึกษาทำความเข้าใจถึงวิวัฒนาการของโรค พัฒนาเทคนิคระดับก้าวหน้าในการดูแลรักษาโรคมะเร็งปอด ผ่านการส่งเสริมการตรวจคัดกรองเบื้องต้นสำหรับโรคมะเร็งปอดเพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจพบในระยะเริ่มต้นให้มีประสิทธิภาพด้วยการใช้เทคโนโลยี AI ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

นายโรมัน รามอส ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย กล่าวว่า “แอสตร้าเซนเนก้า มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ผ่านการนำความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาต่อยอดและพัฒนาการดูแลสุขภาพของประชาชน ชุมชน และโลกอย่างยั่งยืน ซึ่งโรคมะเร็งถือเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคหลักที่เราให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง โดยเราได้ค้นคว้า คิดค้น และสนับสนุนนวัตกรรมที่จะมาช่วยยกระดับประสิทธิภาพการตรวจวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มต้นผ่านการใช้เทคโนโลยี AI ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับเส้นทางสาธารณสุขของประเทศไทยในปัจจุบันที่ต้องการสร้างสรรค์นวัตกรรมและก้าวไปสู่การดูแลสุขภาพแบบดิจิทัล จากความร่วมมือในครั้งนี้ เราตั้งเป้าหมายที่จะทำการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดเบื้องต้นแก่ประชาชนกว่า 500,000 รายให้ได้ภายในปี 2567 เพื่อเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วยต่อไป”

เทคโนโลยี AI หรือซอฟต์แวร์ “qXR” ที่นำมาติดตั้งในโครงการนี้ ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Qure.ai บริษัทผู้พัฒนาโซลูชัน AI ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรของแอสตร้าเซนเนก้าที่สนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยพัฒนาการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้น  ซึ่งโซลูชันนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อเป็นเครื่องมือแพทย์ปัญญาประดิษฐ์ ที่นำความสามารถในการเรียนรู้เชิงลึกมาระบุความผิดปกติจากภาพถ่ายเอกซเรย์ปอดได้สูงสุด 29 รายการ รวมไปถึงการระบุขนาดและตำแหน่งของก้อนเนื้อ หรือร่องรอยอาการที่อาจบ่งชี้โรคมะเร็งปอดได้อย่างแม่นยำ

นายปราชานต์ วอร์ริเออร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Qure.ai กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI อันล้ำสมัยของ Qure หรือ “qXR” เพื่อวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ทรวงอก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมคัดกรองเบื้องต้นเพื่อระบุความเสี่ยงมะเร็งปอด โดยจะมีบทบาทสำคัญในการตรวจหาก้อนเนื้อในปอดซึ่งอาจเป็นตัวบ่งชี้มะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นได้ เมื่อมีการระบุก้อนเนื้อที่น่าสงสัยในปอดแล้ว ผู้ป่วยจะได้เข้ารับการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ทันที เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติมและวางแผนการรักษาได้อย่างทันท่วงที”

รายละเอียดจุดคัดกรองเคลื่อนที่ และโรงพยาบาลในเครือของกรุงเทพมหานคร

  1. โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์
  2. โรงพยาบาลสิรินธร
  3. โรงพยาบาลราชพิพัฒน์
  4. โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร อุทิศ
  5. โรงพยาบาลลาดกระบังกรุงเทพมหานคร
  6. หน่วยตรวจสุขภาพเคลื่อนที่สำนักอนามัย

และอีกหลายโรงพยาบาลภายใต้กรุงเทพมหานครอีกในอนาคต


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส บุกงาน Money Expo 2023 จ.อุดรธานี เปิดรับแฟรนไชส์ซีภาคอีสาน พร้อมข้อเสนอพิเศษการลงทุน

ออฟฟิศเมท พลัส แฟรนไชส์ร้านอุปกรณ์สำนักงานและสินค้าเพื่อธุรกิจ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าเปิดรับแฟรนไชส์ซีรุ่นใหม่ไฟแรงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีฐานลูกค้าเอกชนและราชการในจ.อุดรธานี หนองคาย กาฬสินธุ์ ขอนแก่น และจังหวัดใกล้เคียง ให้คุณต่อยอดธุรกิจและเติบโตอย่างมั่นคงไปกับออฟฟิศเมท พลัส แฟรนไชส์ที่สามารถขายสินค้าเพื่อธุรกิจได้กว่าแสนรายการ ผ่านช่องทางการขายที่หลากหลาย พร้อมการันตีกำไร 1 แสนบาท/เดือน* (ตามกำหนด) สามารถรับสิทธิพิเศษการลงทุนได้ที่บูธออฟฟิศเมท พลัส (บูธ P6)ที่งาน Money Expo 2023 มหกรรมการเงินอุดรธานี ครั้งที่ 10  ตั้งแต่ 6 – 8 ต.ค. 2566 อุดรธานี ฮอลล์ ชั้น 4 เซ็นทรัล อุดรธานี สอบถามข้อมูลโทร. 099-128-5000 หรือ Line: @OFM_Plus


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ปลายฝน ต้นหนาวนี้” ไปเที่ยว สถานีวิจัยลำตะคอง วว. แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กันเถอะ

ปีนี้ฤดูหนาวของไทยเราจะเริ่มในปลายเดือนตุลาคม 2566 และสิ้นสุดปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยกรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2566  พร้อมระบุว่าฤดูหนาวจะช้ากว่าปกติ 2 สัปดาห์ และจะมีอากาศเย็นน้อยกว่าปีที่ผ่านมา  ช่วงเวลาที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุด ประมาณต้นเดือนธันวาคม 2566 ถึงปลายเดือนมกราคม 2567

ในวันหยุดยาวฤดูหนาวดังกล่าว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)  โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ขอเชิญชวนทุกท่านที่ยังไม่มีแพลนหรือมีแพลนมาเที่ยวที่จังหวัดนครราชสีมาหรือโคราช สถานีวิจัยลำตะคอง (Lamtakhong Research Station) หน่วยงานในภูมิภาคของ วว. ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเช็คอินของโคราช โดยเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์ การเกษตร การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและแมลง

วว. จัดตั้งสถานีวิจัยลำตะคอง โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ให้เป็นพื้นที่สำหรับดำเนินการวิจัยทางด้านการเกษตรและการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนและสังคม  มีภารกิจและเป้าหมายของสถานีฯ มุ่งวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตร ควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึก  การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านงานวิจัยเพื่อนําไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน

สถานีวิจัยลำตะคอง  มีความสะดวกสบาย พร้อมต้อนรับทุกท่านด้วยที่จอดรถกว้างขวาง ห้องน้ำสะอาด อยู่ไม่ไกลจากเขาใหญ่ และที่สำคัญอยู่ใกล้เขื่อนลำตะคอง หนึ่งในลำน้ำสายโบราณที่เกิดขึ้นพร้อมกับการยกตัวของที่ราบสูงโคราชหรือแอ่งโคราช ซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะหลายแอ่ง และยังมีภูเขาทั้งขนาดใหญ่ ขนาดย่อม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานธรณีโคราช (Khorat  Geopark) ที่ได้รับการรับรองโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นอุทยานธรณี (UNESCO  Global  Geopark)  แห่งที่ 2 ของประเทศไทย

เมื่อเดินทางมาถึงสถานีวิจัยลำตะคอง ซึ่งตั้งอยู่ เลขที่  333 หมู่ที่ 12 ถนนมิตรภาพ ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ท่านจะได้พบกับพรรณไม้แปลกๆ ที่รวบรวมมาจากทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วยพรรณไม้หายาก เช่น

โมกราชินี (Wrightia  sirikitiae) พืชถิ่นเดียวของไทยที่พบเฉพาะบนเขาหินปูนในภาคกลางของไทย

กล้วยคุนหมิงหรือกล้วยยูนนาน (Musella lasiocarpa) พืชใกล้สูญพันธุ์จากจีนตอนใต้

สร้อยสยาม (Phanera  siamensis) พืชถิ่นเดียวจากภาคเหนือ

ปาล์มเจ้าเมืองถลาง (Kerriodoxa  elegans) พืชถิ่นเดียวจากภาคใต้ เป็นต้น

จุดไฮไลท์ที่สถานีวิจัยลำตะคองภูมิใจนำเสนอ คือ มะหิ่งซำ (Glyptostrobus  pensilis) พืชเมล็ดเปลือยในกลุ่มสนแปกลมซึ่งกำลังถูกคุกคามและจัดอยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critical endanger) จากการประเมินของ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature : IUCN) คาดว่ามีจำนวนในธรรมชาติน้อยกว่า 250 ต้น

พืชอีกชนิดที่มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน คือ ปิศาจทะเลทราย (Welwitschia mirabilis) หนึ่งในพืชปรากฎบนโลกมาตั้งแต่ปลายยุครุ่งเรืองของไดโนเสาร์ จนได้รับฉายาว่าฟอสซิลมีชีวิต (Living fossil) ในปัจจุบัน

กิจกรรมที่ทุกท่านพลาดไม่ได้ คือ ร่วมย้อนอดีดไปยังโลกยุคบรรพกาล เพื่อย้อนเวลาไปยังยุคที่โลกของเราเต็มไปด้วยพรรณไม้กลุ่มเฟิร์นและพืชเมล็ดเปลือยนานาชนิดใน ยุคคาร์บอนิเฟอรัส (Carboniferus period) และพืชชนิดอื่นๆอีกหลากหลายในอาคารเฉลิมพระเกียรติ (เรือนกระจกหลังที่ 1) ซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงวิวัฒนาการพรรณพฤกษา พืชดอกมหัศจรรย์ ความงามจากธรรมชาติ พืชหายากและพืชเฉพาะถิ่น สมุนไพรและเครื่องเทศ และพืชเครื่องดื่มต่างๆ ที่มีการใช้ประโยชน์มายาวนานควบคู่ไปกับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เช่น

โกโก้ (Theobroma cacao) พืชเครื่องดื่มขึ้นชื่อจากทวีปอเมริกาที่มีเรื่องราวมาพร้อมกับความรุ่งเรืองของอารยะธรรมมายา

กาแฟโรบัสตา (Coffea canephora) เครื่องดื่มยอดฮิตจากทวีปแอฟริกา

เฉาก๊วย (Platostoma palustre) พืชเครื่องดื่มและสมุนไพรจีนที่ขึ้นชื่อของภูมิภาคเอเชีย

และอีกหนึ่งจุดไฮไลท์สำคัญที่พลาดไม่ได้ในอาคารแห่งนี้  คือไอยริศ (Zingiber sirindhorniae) พรรณไม้พระราชทานนามจากเขาหินปูนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะบานเพียงปีละครั้งระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม

นอกจากการชมพรรณไม้ต่างๆ แล้ว การเก็บภาพความประทับใจเป็นกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจ เช่น การถ่ายภาพคู่กับใบขนาดมหึมาของ ปาล์มเจ้าเมืองตรัง (Licuala peltata var. sumawongii) พืชหายากที่แทบจะไม่พบในธรรมชาติแล้วจากภาคใต้ เป็นต้น

ศูนย์อนุรักษ์แมลงเขตร้อน  เป็นจุดศึกษาธรรมชาติที่สำคัญของสถานีวิจัยลำตะคอง โดยท่านจะได้สัมผัสแมลงที่มีชีวิต โดยเฉพาะเหล่าผีเสื้อ ที่มาบินโชว์อวดโฉมละลานตา หรือจะเป็นเหล่าแมลงนักล่าภายใต้หน้ากากที่สวยงาม อาทิ

ตั๊กแตนตำข้าวกล้วยไม้สีชมพู แมลงที่พรางตัวได้อย่างแนบเนียนโดยใช้สีสันที่กลมกลืนไปกับกลีบดอกสีชมพูของกล้วยไม้

หรือขณะที่ท่านกำลังเที่ยวชมอยู่นั้น อาจจะต้องสังเกตเพิ่มเติมอีกนิด เพราะกิ่งไม้ที่ท่านเห็นอาจจะไม่ได้เป็นดังที่ท่านคิด ด้วยเป็นการพรางตัวที่แนบเนียนและตราตรึงผู้พบเห็นได้มากที่สุด นั่นก็คือ การจัดแสดง ตั๊กแตนกิ่งไม้และตั๊กแตนใบไม้ นอกจากนี้ยังมีแมลงอีกหลายชนิดที่แปลกและหาชมได้ยากกำลังรอทุกท่านได้เข้ามาเยี่ยมชมและทำความรู้จัก

สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการให้บุตรหลานมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่น่าสนใจในเวลาว่าง เพื่อเสริมทักษะ  เปิดการเรียนรู้และประสบการณ์แปลกใหม่ นอกเหนือจากการเรียนรู้ในห้องเรียน   ได้แก่  กิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์เกษตร “Lamtakhong  Science  Camp”  โดยน้องๆ จะได้ร่วมกิจกรรมที่หลากหลาย ท้าทายความสามารถและเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมมีทีมงานพี่เลี้ยงค่ายใจดี ที่พร้อมสนับสนุนน้องๆ ให้กล้าคิด กล้าทำ และกล้าเรียนรู้ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนที่น่าสนใจให้เที่ยวชม  อาทิ  แปลงสาธิตการปลูกผักเชิงระบบ แปลงรวบรวมผักพื้นบ้าน

สถานีวิจัยลำตะคองแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์    ยังมีห้องประชุมสัมมนาที่พร้อมรับรองการจัดกิจกรรมได้ถึง 150-200 คน และมีบริการห้องพักสำหรับรับรองจำนวน 100 เตียง ในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียงหลักร้อยเท่านั้น  พร้อมสัมผัสกับธรรมชาติ วิวเขื่อนลำตะคองที่สวยงาม  พักดื่มเมนูกาแฟอาราบิกาหอมๆ จากพื้นที่เขายายเที่ยง เครื่องดื่มสมุนไพรน้ำมะขามป้อมสดๆ ปลอดสารพิษเพิ่มวิตามินซีให้ร่างกาย ชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตกยามเย็นที่เขื่อนลำตะคอง และแวะปั่นจักรยานที่เขายายเที่ยง เพื่อสัมผัสกับธรรมชาติ ชมวิวริมเขื่อน พร้อมกังหันลมที่สวยงาม

พิกัดสถานีวิจัยลำตะคองhttps://maps.app.goo.gl/URQtGxsdWwXNkZop7

  • เปิดให้เข้าชม : 08.30 -16.30 .
  • ติดต่อ :   ศึกษาดูงาน  โทร. 044 390 107, 098 193 4332 (คุณเบญจมาศ)

         :  ค่ายวิทยาศาสตร์   โทร. 081 467 4214  (คุณศักดิ์มงคล)

         :  ที่พัก ห้องประชุม  โทร. 087  079 3330  (คุณอรุณวรรณ)

  • Facebook :  สถานีวิจัยลำตะคอง

 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

AIS – ZTE และ MediaTek ร่วมมือกันทดสอบเทคโนโลยีใหม่ 5G RedCap บนคลื่นความถี่ 2.6GHz

AIS – ZTE Corporation (ZTE) และ MediaTek ประสบความสำเร็จในการทดสอบนวัตกรรม 5G RedCap บนคลื่นความถี่ 2.6 GHz ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการนำนวัตกรรมดิจิทัลเข้ายกระดับขีดความสามารถของโครงข่าย 5G โดยเฉพาะ 5G RedCap ที่จะเข้ามาพลิกโฉมวงการและทำให้การพัฒนา Internet of Things (IoT) มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และในขณะเดียวกันความร่วมมือนี้จะส่งเสริมการพัฒนา Ecosystem ของเทคโนโลยี RedCap และเป็นจุดเริ่มต้นในการนำ RedCap ขยายผลสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์ทั่วโลก

RedCap ย่อมาจาก Reduced Capability บางครั้งเรียกว่า NR Light เป็นเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในมาตรฐาน 3GPP R17 ซึ่งได้รับข้อดีของต้นทุนต่ำและใช้พลังงานต่ำโดยการลดความซับซ้อนของเทอร์มินัลและสืบทอดความสามารถเฉพาะของ 5G เช่น larger bandwidth, network slicing, low latencyและความสามารถอื่นๆ ซึ่งให้โซลูชั่น IoT ที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

โดยความสำเร็จของการทดสอบ 5G RedCap ในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือและการทำงานร่วมกันของ AIS ในฐานะผู้ให้บริการโทรคมนาคมและผู้ให้บริการดิจิทัล ZTE Corporation ในฐานะผู้ให้บริการโซลูชั่นการสื่อสารชั้นนํา และ MediaTek ในฐานะผู้ผลิตและผู้พัฒนาชิปเซ็ตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของโลก ที่ศูนย์นวัตกรรม A-Z Center ดำเนินการภายใต้คลื่นความถี่ 2.6GHz (Time Division Duplex) ได้ผลการทดสอบที่เป็นไปตามมาตรฐานโลก ด้วยค่าความเร็ว download  ของระบบ TDD สามารถทำความเร็วได้ถึง 163 Mbps โดยใช้แบรนด์วิธ 20MHz และที่สำคัญ 5G RedCap มีความหน่วงต่ำอยู่ที่ประมาณ 10 มิลลิวินาที (ms)

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการทดลองทดสอบนวัตกรรมและโชว์ความสำเร็จของเทคโนโลยี 5G RedCap เท่านั้น แต่เป็นการยืนยันถึงภารกิจในการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยให้มีมาตรฐานระดับโลก เพื่อรองรับการใช้งานของลูกค้า คนไทย และภาคส่วนต่างๆ ให้สามารถเชื่อมต่อและสัมผัสประสบการณ์การใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมนำนวัตกรรมไปต่อยอดสร้างประโยชน์ให้ประเทศก้าวไปยืนอยู่ในเวทีโลกต่อไป


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

NT – AIS ผนึกกำลังครั้งสำคัญ เสริมขีดความสามารถ 4G/5G บนคลื่น 700 MHz มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

ภายหลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลผู้ให้บริการโทรคมนาคม ได้อนุญาตให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT สามารถโอนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 700 MHz จำนวน 5 MHz  ให้กับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ AWN ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS นั้น ล่าสุด NT และ AWN ได้ลงนามสัญญาในโครงการเช่าใช้บริการอุปกรณ์โครงข่ายเพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G/5G บนคลื่น 700 MHz และสัญญาการใช้บริการข้ามโครงข่ายโทรคมนาคมภายในประเทศ (Roaming) เพื่อเดินหน้าเสริมขีดความสามารถในการให้บริการ 4G/5G ของ NT และ AIS

โดยภายใต้สัญญาฯ ดังกล่าว AIS โดย AWN จะจัดทำโครงข่าย 4G/5G บนคลื่นความถี่ 700 MHz จำนวน 13,500 สถานีฐาน ภายในระยะเวลา 2 ปี เพื่อให้ NT ใช้ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 4G/5G แก่ลูกค้าผู้ใช้บริการตลอดอายุใบอนุญาตใช้งานคลื่นความถี่ 700 MHz ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2579

นับเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐและเอกชน บนแนวคิด Infrastructure Sharing ซึ่งลดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5G ที่ซ้ำซ้อน ในภาพรวมของประเทศ และสามารถใช้คลื่นความถี่ที่มีอย่างเต็มประสิทธิภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไทย  รองรับการเติบโตของผู้ใช้บริการทั้งในปัจจุบันและอนาคต อีกทั้งเป็นการเพิ่มศักยภาพโครงข่าย 5G ของประเทศไทยให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้นตามความตั้งใจของทั้งสององค์กร

พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กล่าวว่าการทำสัญญา Network Sharing ร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง AIS ส่งผลประโยชน์หลายด้านโดย NT สามารถประหยัดงบประมาณการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องในระยะยาวบนคลื่น 700 MHz  และเป็นแนวทางที่ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสของ NT ในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G ตามแผนธุรกิจ 5G ของ NT ที่ ครม.อนุมัติ

ทั้งนี้ โครงข่ายที่จะจัดสร้างบนคลื่น 700 MHz สามารถรองรับการให้บริการแก่ลูกค้าในปัจจุบันกว่า 2 ล้านราย และรองรับการขยายตลาดในอนาคตได้ถึง 4 ล้านราย ครอบคลุมบริการสำหรับกลุ่มลูกค้าทั่วไปและลูกค้าหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ NT ยังมีข้อตกลงกับ AIS ในการให้บริการข้ามโครงข่ายบนโครงข่ายของ AISได้ในทุกคลื่นความถี่ อันจะส่งผลทำให้ลูกค้า NT ได้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G/5G อย่างมีคุณภาพ ครอบคลุมทุกพื้นที่ อีกทั้งยังเสริมความแข็งแกร่งของ NT ให้มีขีดความสามารถแข่งขันในตลาดได้ สอดคล้องกับแนวนโยบายภาครัฐที่เน้นให้บูรณาการเพื่อลดความซ้ำซ้อนการลงทุนด้านโครงข่ายสื่อสารของประเทศ

ด้าน นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่าเรามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้รับโอกาสจาก NT ในการเข้าเป็นพันธมิตรร่วมทำงานยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดย AIS พร้อมเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนเป้าหมายของ NT ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีระดับสากล และ ทีมงานวิศวกรที่จะดูแลคุณภาพของโครงข่ายอย่างเต็มที่ รวมไปถึงภารกิจของ AIS เองที่มุ่งมั่นส่งมอบบริการ 5G คุณภาพให้แก่ลูกค้าจากคลื่นความถี่ทุกย่าน ตั้งแต่ 700 MHz จากความร่วมมือในครั้งนี้ที่จะทำให้มีปริมาณรวม 2×20 MHz  ที่จะสามารถขยายบริการ 5G ให้ครอบคลุมไปยังพื้นที่ห่างไกลในต่างจังหวัดและพื้นที่เมืองในเขตอาคารสูงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมผนึกพลังกับคลื่นความถี่ซึ่งได้รับการจัดสรรมาก่อนหน้านี้ ในย่าน 900 MHz, 1800 MHz,  2100 MHz, 2600 MHz และ 26 GHz รวมเป็น 1460 MHz มากที่สุดในไทย ที่จะทำให้ครอบคลุมการใช้งานลูกค้าและองค์กรธุรกิจทุกรูปแบบ และต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศสู่ความเป็นเครือข่ายอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นักวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล คิดค้นกระบวนการแยกเส้นใยจากใบสับปะรด เพื่อให้ได้เส้นใยธรรมชาติ พร้อมนำมาใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม

ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ส่งออกสับปะรดหลักของโลก มีพื้นที่การปลูกสับปะรดในประเทศไทยกว่า 600,000 ไร่ โดยในแต่ระยะการผลิตจะมีเศษใบสับปะรด และลำต้นสับปะรดเหลือทิ้งไม่น้อยกว่า 10,000 กิโลกรัมต่อไร่ และมีการนำมาใช้ประโยชน์น้อย จึงทำให้ใบสับปะรดเหล่านี้เป็นภาระให้เกษตรกรที่ต้องจัดการก่อนการปลูกรอบต่อไป ซึ่งปริมาณรวมของชีวมวลเหล่านี้ทั่วประเทศ อาจเทียบเท่ากับได้กับคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึงประมาณ 1 ล้านตันต่อปี และในปัจจุบันยังขาดการพัฒนาเพื่อนำเศษเหลือทิ้งมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง ดังนั้น การพัฒนาเพื่อแยกเส้นใยจากเศษใบสับปะรดเหลือทิ้ง ให้กลายเป็นเส้นใยธรรมชาติเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะเป็นแนวทางที่ช่วยลดปริมาณ และเพิ่มคุณค่าให้กับเศษเหลือทิ้งในภาคอุตสาหกรรมเกษตรได้

นักวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาคิดค้นกระบวนการแยกเส้นใยจากใบสับปะรด และของเหลือทิ้งในแปลงสับปะรด ให้เป็นเส้นใยที่สามารถนำมาใช้ในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ทวีชัย อมรศักดิ์ชัย ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “เริ่มพัฒนากระบวนการแยกเส้นใยจากใบสับปะรด ซึ่งเป็นของเหลือทิ้งจากทางการเกษตร เพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก และพบว่าเส้นใยจากใบสับปะรดมีศักยภาพสูง จึงมีความสนใจในการนำเส้นใยไปใช้ในอื่น ๆ เช่น อุตสาหกรรมยาง อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมอาหาร โดยการสกัดหรือแยกเส้นใยออกจากใบสับปะรดสามารถทำได้ด้วย การขูดด้วยมือ การแช่ฟอก และการขูดด้วยเครื่องจักรกล ซึ่งวิธีการเหล่านี้ต้องอาศัยแรงงานคนและใช้เวลาในการผลิต โดยเฉพาะการแช่ฟอกจะก่อให้ปัญหาเกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม โดยเส้นใยที่ได้จากวิธีดังกล่าวจะเป็นเส้นใยยาวมีมูลค่าสูง แต่ความต้องการเส้นใยไม่สูงมาก จึงมักนำไปใช้ในงานสิ่งทอและหัตถกรรม ทำให้ปริมาณใบสับปะรดยังเหลือทิ้งอยู่อีกเป็นจำนวนมาก หากจะมีการนำเส้นใยจากใบสับปะรดมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ปริมาณเส้นใยที่จะป้อนอุตสาหกรรมจะต้องมากพอและมีอย่างต่อเนื่อง จึงพัฒนากระบวนการใหม่ที่สามารถขยายกำลังการผลิตไปในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งจะผลักดันให้เกิดการใช้เส้นใยของใบสับปะรดได้มากยิ่งขึ้นอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกทั้ง เป็นการนำของเหลือทิ้งมาเพิ่มมูลค่าด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สร้างงานให้เกิดขึ้นในชุมชน

ที่ผ่านมากระบวนการที่ใช้ในการผลิตเส้นใยใบสับปะรด จะได้เส้นใยที่ยาว มีขนาดค่อนข้างใหญ่ คงสภาพเป็นมัด กระจายตัวได้น้อย หรือเป็นกลุ่มเส้นใย เมื่อนำเส้นใยที่ผลิตด้วยวิธีนี้ไปใช้ในวัสดุคอมโพสิต จะได้ชิ้นงานที่มีความแรงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่เส้นใยที่ได้จากกระบวนการแยกเส้นใยจากใบสับปะรดแบบใหม่ จะเป็นเส้นใยสั้น เล็ก โดยได้ทำการศึกษาการใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เห็นว่าสามารถนำไปใช้งานได้จริง อาทิ นำไปใช้เสริมแรงพลาสติกชนิดต่าง ๆ เป็นวัสดุคอมโพสิต ใช้ได้ตั้งแต่พลาสติกธรรมดา เช่น พอลิเอทิลีน พอลิพรอพิลีน ไปจนถึงพลาสติกวิศวกรรม เช่น ไนลอน เอบีเอส โดยจะทำให้ได้วัสดุที่มีความแข็งแรงเพิ่มสูงขึ้น ทนอุณหภูมิได้สูงขึ้น ลดการใช้งานวัสดุจากปิโตรเลียม ใช้เสริมแรงยางสังเคราะห์ หรือยางธรรมชาติ เพื่อให้ได้วัสดุคอมโพสิตที่ยืดตัวได้น้อย พับงอได้ มีความทรงรูปสูง และคืนรูปได้ดี มีน้ำหนักเบา นำไปใช้งานได้หลากหลาย เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้ผลิต หรือผู้ใช้ที่ต้องการวัสดุที่มีรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ที่ต่ำลง และช่วยกักเก็บคาร์บอนได้”

รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “การผลักดันเทคโนโลยีการผลิตเส้นใยใบปะรด จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด ที่สามารถขายใบสับปะรดเป็นรายได้เสริม ลดรายจ่ายจากการจัดการเศษใบเหลือทิ้ง ย่นระยะเวลาในการรอเศษใบแห้งก่อนการไถกลบและปลูกในรอบถัดไป การสร้างงานในชุมชน โดยนำเส้นใยไปใช้ต่อในอุตสาหกรรมที่สามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกักเก็บคาร์บอนในรูปผลิตภัณฑ์ที่มีความคงทนถาวร โดยปัจจุบันได้ก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ ในการผลิตเส้นใยใบสับปะรด และมีการทดลองผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อทดสอบตลาด และพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพานิชย์ต่อไป”

จากความทุ่มเทให้กับการเรียนการสอน การวิจัย ให้กับมหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีชัย อมรศักดิ์ชัย ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับ “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล สาขาการประดิษฐ์และนวัตกรรม ประจำปีการศึกษา 2565” ซึ่งจะเข้ารับพระราชทานรางวัลจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ของมหาวิทยาลัยมหิดล ในวันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม 2566 ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา “ต้องขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยที่เห็นถึงความตั้งใจในการทำงาน ซึ่งรางวัลนี้เป็นรางวัลที่มีคุณค่า รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้รับรางวัลนี้ครับ”


Exit mobile version