Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ภัยคุกคามไซเบอร์ต่ออุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ: รุนแรง ซับซ้อน และเพิ่มสูงขึ้น อุตฯ เฮลธ์แคร์ไทยพร้อมรับมือแค่ไหน?

โดย Jonathon Dixon รองประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ญี่ปุ่น และจีนของ Cloudflare

อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพหรือ Healthcare กำลังเติบโตกลายเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยมูลค่าที่คาดว่าจะสูงถึง 115,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027 สำหรับประเทศไทย ธุรกิจการดูแลสุขภาพเป็นตลาดขนาดใหญ่และกำลังเฟื่องฟู โดยประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรงที่สุดในโลกสำหรับการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพสูงและมีราคาเหมาะสม

ระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพเป็นภาคส่วนสำคัญที่กำลังพัฒนาและต้องการนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ หลากหลายกลุ่ม เช่น แพทย์ พยาบาล ช่างเทคนิค และผู้บริหาร บุคลากรเหล่านี้เป็นผู้จัดทำ จัดเก็บ และเผยแพร่ข้อมูลจำนวนมหาศาลทุกวัน เช่น เวชระเบียน แผนการรักษา ผลตรวจ และข้อมูลการเรียกเก็บเงิน ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าข้อมูลที่รับส่งได้อย่างราบรื่นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการให้บริการด้านการดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดข้อกังวลด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวด้วยอย่างมาก

สำรวจภูมิทัศน์ความมั่นคงทางไซเบอร์ในประเทศไทยและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน

การกำหนดมาตรการที่เข้มงวดไว้คอยปกป้องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นกุญแจสำคัญในขณะที่ภูมิทัศน์ด้านความมั่นคงทางไซเบอร์โดยรวมมีความท้าทายมากขึ้น เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 Cloudflare ทำการศึกษาครั้งใหม่เกี่ยวข้องอุตสาหกรรมหลายประเภท รวมถึงการดูแลสุขภาพ และพบว่า 6 ใน 10 (57%) ของผู้ตอบแบบสำรวจจากองค์กรในประเทศไทยประสบปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์มากกว่า 10 ครั้งในปีที่แล้ว และยังทำให้องค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยเสียเงินจำนวนมาก โดยผู้ตอบแบบสำรวจสองในสาม (65%) ได้รับผลกระทบทางการเงินอย่างน้อย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ภายในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ อาชญากรทางไซเบอร์กำลังมุ่งเป้าไปที่องค์กรด้านการดูแลสุขภาพ เนื่องจากผลตอบแทนก้อนโตที่จะได้จากข้อมูลผู้ป่วยมาเพื่อการโจรกรรมเอกลักษณ์บุคคล การฉ้อโกงทางการเงิน หรือการโจมตีแรนซัมแวร์

ปัญหาอีกประการหนึ่งมาจากระบบการดูแลสุขภาพที่ซับซ้อน ซึ่งประกอบด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายราย เช่น ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ บริษัทประกัน บริษัทยา และซัพพลายเออร์บุคคลที่สาม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละรายจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยที่มีความละเอียดอ่อน ซึ่งเท่ากับการเพิ่มโอกาสที่จะเกิดภัยคุกคามจากคนในและการละเมิดข้อมูลโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งล้วนมีสาเหตุมาจากข้อผิดพลาดของมนุษย์หรือการอนุญาตที่ไม่เหมาะสม แม้ว่าบันทึกสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EHR), การแพทย์ทางไกล และระบบดิจิทัลอื่น ๆ จะเอื้อต่อการเข้าถึง แบ่งปัน และจัดเก็บข้อมูล แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังเพิ่มความเสี่ยงใหม่ ๆ ให้เกิดการโจมตีทางไซเบอร์และการละเมิดข้อมูลอีกด้วย

อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพในประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ที่เพิ่มและซับซ้อนยิ่งขึ้น เนื่องจากมีนวัตกรรมสำหรับภาคอุตสาหกรรมออกมาอย่างต่อเนื่องซึ่งได้เพิ่มความยุ่งยากเข้าไปอีก และการมี Digital Touchpoint ที่มากขึ้นยิ่งทำให้ผู้ไม่หวังดีมีช่องทางโจมตีเพิ่มขึ้นด้วย แต่ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนน้อยกว่าครึ่ง (48%) เท่านั้นที่ระบุว่าตนเองเตรียมพร้อมป้องกันอุบัติการณ์ด้านไซเบอร์ซีเคียวรีตี้เป็นอย่างดี

เมื่ออุปกรณ์ทางการแพทย์เสี่ยงต่อการโจมตีทางไซเบอร์ ผู้ป่วยก็ปลอดภัยน้อยลง เห็นได้ชัดว่า เรื่องที่มีความสำคัญมากกว่าที่เคยสำหรับองค์กรด้านการดูแลสุขภาพคือการนำแนวทางด้านความมั่นคงทางไซเบอร์แบบองค์รวมและเชิงรุกมาใช้ปกป้องข้อมูลทางการแพทย์และข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อน เพื่อให้แน่ใจว่าการดูแลสุขภาพจะพร้อมให้บริการอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงักและปกป้องผู้ป่วยจากกิจกรรมที่เป็นอันตรายของเหล่าอาชญากรไซเบอร์

รักษาความปลอดภัยให้ระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพ

องค์กรไทยแห่งหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมาตรการป้องกันขณะเข้าถึงข้อมูลควบคู่กับการรักษามาตรฐานข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วยอย่างเข้มงวดคือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นผู้นำด้านการแพทย์ของประเทศไทยมานานกว่า 40 ปี และให้บริการผู้ป่วยปีละกว่าล้านรายจาก 190 ประเทศทั่วโลก

ในฐานะผู้ให้บริการทางการแพทย์ชั้นนำที่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความลับของผู้ป่วยในระหว่างการดำเนินการต่าง ๆ ทั้งหมด โรงพยาบาลได้ร่วมมือกับ Cloudflare ในฐานะพันธมิตรด้านความปลอดภัย จัดระบบการให้บริการ CDN, Web Application Firewall (WAF) และการจัดการบอทให้พร้อมใช้งานและสอดคล้องกับข้อกำหนด Health Insurance Portability and Accountability Act (HIPAA) และ HITECH ของสหรัฐอเมริกา เมื่อกล่าวถึงการบรรเทาภัยคุกคามในเชิงปริมาณ เช่น บอทและการโจมตี DDoS สิ่งที่เห็นคือ Cloudflare WAF, การจัดการบอท และการจำกัดอัตราจะช่วยหยุดภัยคุกคามที่มุ่งเจาะเว็บไซต์ของโรงพยาบาลและเว็บแอปพลิเคชันในแต่ละเดือนได้เฉลี่ย 37,000 รายการ เห็นได้ชัดว่าขอบเขตของเครือข่ายที่ปลอดภัยมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้โรงพยาบาลหันมามุ่งเน้นการให้บริการการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและรักษาความไว้วางใจของผู้ป่วยไว้ต่อไป

โซลูชันด้านไซเบอร์ซีเคียวรีตี้ที่สำคัญที่องค์กรด้านการดูแลสุขภาพควรพิจารณานำไปปรับใช้:

กรอบการทำงาน Zero Trust: แนวทาง Zero Trust จะตรวจสอบผู้ใช้และอุปกรณ์ทั้งหมดไม่ว่าจะอยู่ที่ใด พร้อมใช้การควบคุมการเข้าถึงที่เข้มงวดเพื่อลดปริมาณการลอบเข้าถึงข้อมูลและเพิ่มความปลอดภัย

การรักษาความปลอดภัยเครือข่ายและอุปกรณ์ปลายทาง: การใช้มาตรการขั้นสูง เช่น Firewall ระบบตรวจจับการบุกรุก และสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่ปลอดภัย เปรียบเสมือนเกราะป้องกันที่เข้มแข็งของระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ โซลูชันการป้องกันอุปกรณ์ปลายทาง เช่น ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและการเข้ารหัส จะช่วยป้องกันมัลแวร์ การละเมิดข้อมูล และการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต

การตรวจสอบความปลอดภัยและการทดสอบการเจาะเข้าระบบเป็นประจำ: การตรวจสอบและการทดสอบบ่อยครั้งจะระบุช่องโหว่ ช่วยให้สามารถเสริมความแข็งแกร่งเชิงรุกให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการละเมิดข้อมูล

การฝึกอบรมและสร้างการตระหนักรู้แก่พนักงาน: การให้ความรู้เรื่องแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านไซเบอร์ซีเคียวรีตี้แก่พนักงาน เช่น การสังเกตอีเมลฟิชชิ่งและการจัดการข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอย่างปลอดภัย เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความเสี่ยงและสร้างวัฒนธรรมที่ตระหนักถึงความมั่นคงทางไซเบอร์

มาตรการเข้ารหัสข้อมูลและความเป็นส่วนตัว: การเข้ารหัสข้อมูลขณะจัดเก็บและข้อมูลขณะส่งต่อจะช่วยปกป้องข้อมูลของผู้ป่วย มาตรการความเป็นส่วนตัวที่รัดกุม รวมถึงการควบคุมการเข้าถึงและบันทึกการตรวจสอบ จะช่วยรับประกันว่าได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดและยังรักษาความไว้วางใจของผู้ป่วย

ภูมิทัศน์ด้านการรักษาความปลอดภัยที่กำลังพัฒนาและการเพิ่มความซับซ้อนของระบบดูแลสุขภาพทำให้เกิดความท้าทายและความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากองค์กรด้านการดูแลสุขภาพในประเทศไทยนำโซลูชันเหล่านี้ไปใช้ ก็จะสามารถปรับปรุงมาตรการด้านไซเบอร์ซีเคียวรีตี้ของตน และลดการโจมตีทางไซเบอร์ได้

ความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพจะเป็นกุญแจสำคัญต่อการกำหนดมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดทั่วทั้งอุตสาหกรรม เพื่อจัดการกับความเสี่ยงด้านไซเบอร์ซีเคียวรีตี้ รักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย พร้อมรับประกันถึงความพร้อมในการให้บริการทางการแพทย์อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ การจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ในเชิงรุกและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพย่อมทำให้อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพของไทยในภูมิภาคนี้สามารถมอบความมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย ทั้งในด้านการเข้าถึง แบ่งปัน และจัดเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่ละเอียดอ่อน พร้อมกับการให้บริการดูแลที่มีคุณภาพสูงและการรักษาความไว้วางใจที่มีต่อระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพไว้ได้

เกี่ยวกับ Cloudflare

Cloudflare, Inc. (NYSE: NET) เป็นบริษัทชั้นนำด้าน Connectivity Cloud ที่ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานพนักงาน แอปพลิเคชัน และเครือข่ายในทุก ๆ ที่ให้ทำงานได้เร็วขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น พร้อมทั้งลดความซับซ้อนและต้นทุน ทั้งนี้ Connectivity Cloud ของ Cloudflare เสนอแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาแบบคลาวด์เนทีฟที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและครบวงจรที่สุด เพื่อให้องค์กรสามารถควบคุมส่วนที่จำเป็นต่อการทำงาน พัฒนา และสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ

Cloudflare ซึ่งขับเคลื่อนโดยหนึ่งในเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดและเชื่อมต่อถึงกันมากที่สุดในโลก ได้ปิดกั้นภัยคุกคามออนไลน์หลายพันล้านรายการของลูกค้าทุกวัน ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรหลายล้านแห่ง ตั้งแต่แบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดไปจนถึงผู้ประกอบการและธุรกิจขนาดเล็ก ตลอดจนองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร กลุ่มด้านมนุษยธรรม และรัฐบาลทั่วโลก

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Connectivity Cloud ของ Cloudflare ได้ที่ cloudflare.com/connectivity-cloud เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มและข้อมูลเชิงลึกทางอินเทอร์เน็ตล่าสุดได้ที่ https://radar.cloudflare.com

ติดตามเรา: Blog | Twitter | LinkedIn | Facebook | Instagram


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คาลเท็กซ์ เจาะตลาดน้ำมันหล่อลื่นอุตสาหกรรม เปิดตัว “คาลเท็กซ์ เอชแด็กซ์(R) 9500 SAE 40”

บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นคาลเท็กซ์ ฮาโวลีน และเดโล่ เจาะกลุ่มตลาดน้ำมันหล่อลื่นอุตสาหกรรมเกรดพรีเมียม ด้วยการเปิดตัว คาลเท็กซ์ เอชแด็กซ์® 9500 SAE 40” น้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องยนต์ที่ใช้แก๊สชีวภาพ ซึ่งมีสารป้องกันการกัดกร่อนของอุปกรณ์ภายในเครื่องยนต์จากกรด ป้องกันการสึกหรอ ช่วยเพิ่มสมรรถนะและยืดระยะเวลาการทำงานของเครื่องยนต์ อีกทั้งตอบโจทย์ความต้องการของโรงไฟฟ้าพลังงานแก๊สชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับแนวโน้มการขยายตัวของธุรกิจการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น

นายสันติศักดิ์ ไทยพัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรม บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมไฟฟ้านับได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีอัตราการขยายตัวตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาคครัวเรือน การก่อสร้าง การบริการ ภาคการท่องเที่ยว และการผลิตภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของธุรกิจการผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนมีแนวโน้มเติบโตที่ดีขึ้น ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศที่คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 2.8-3.8% ต่อปี ซึ่งกลุ่มโรงไฟฟ้า อย่างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวภาพ โรงไฟฟ้าชุมชน โรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐในพื้นที่ภาคใต้ หรือ ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กมาก (Very Small Power Producer: VSPP) คาดว่าการลงทุนจะขยายตัวสูงขึ้น เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ภาครัฐมีแผนรับซื้อไฟฟ้า อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจ

เชฟรอนเองในฐานะหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมด้านพลังงานระดับโลก เล็งเห็นโอกาสที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์น้ำมันเกรดพรีเมียม ตอบสนองการขยายตัวของตลาดน้ำมันหล่อลื่นอุตสาหกรรม โดยล่าสุด บริษัทฯ ได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่  คาลเท็กซ์  เอชแด็กซ์® 9500 SAE 40” (Caltex HDAX® 9500 SAE 40) สำหรับเครื่องยนต์แก๊สที่ใช้เชื้อเพลิงจากแก๊สชีวภาพ แก๊สฝังกลบ และแก๊สจากการหมัก ผ่านการพัฒนาสูตรด้วยน้ำมันพื้นฐานระดับพรีเมียม ที่มีปริมาณซัลเฟอร์ ไนโตรเจน และ อะโรเมติกส์ต่ำ ร่วมกับสารเพิ่มคุณภาพที่ประกอบไปด้วย สารช่วยกระจายตัวแบบไร้เถ้า สารยับยั้งการเกิดออกซิเดชัน สารทำความสะอาด และสารป้องกันการสึกหรอ ซึ่งให้ความต้านทานการกัดกร่อนอย่างมีประสิทธิภาพ โดย Caltex HDAX® 9500 SAE 40 ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับเครื่องยนต์สี่จังหวะที่ใช้เชื้อเพลิงจากแก๊สชีวภาพ แก๊สฝังกลบ และแก๊สจากการหมัก ครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลายสำหรับโรงไฟฟ้า และช่วยให้เครื่องจักรทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

Caltex HDAX® 9500 SAE 40 มีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยปกป้องและเติมเต็มประสิทธิภาพและการดำเนินงานของเครื่องจักร

· ช่วยยืดอายุการใช้งานของน้ำมัน

มีความสามารถในการต้านทานต่อการเกิดออกซิเดชัน ไนเตรชันที่ยอดเยี่ยม และคุณลักษณะการรักษาความเป็นด่างที่ดี ช่วยให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น แม้กระทั่งในเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาให้ใช้อัตราการป้อนน้ำมันที่ต่ำมาก และใช้งานกับแก๊สจากการฝังกลบที่มีความเป็นกรดสูง

· ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน

ควบคุมการสะสมตัวของตะกอนต่าง ๆ บริเวณลูกสูบที่ดีเยี่ยม ทั้งช่วยป้องกันการสึกหรอของปลอกสูบ ป้องกันการสึกหรอจากการเสียดสี ทำให้อายุการใช้งานของชิ้นส่วนยาวนานขึ้น

· ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา

ด้วยปริมาณสารช่วยกระจายเขม่า และสารทำความสะอาดที่ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม ช่วยให้เครื่องยนต์มีความสะอาด และความสามารถในการต้านทานการเกิดออกซิเดชัน ไนเตรชัน ช่วยรักษาความหนืดของน้ำมัน และลดการสะสมของตะกอน รวมถึงช่วยป้องกันการอุดตันของไส้กรองและการเกิดตะกอนบนฝาสูบ

· ยืดอายุเครื่องยนต์ไปจนถึงรอบการยกเครื่องใหม่

สารเพิ่มคุณภาพในการต้านทานการสึกหรอ ช่วยป้องกันการสึกหรอของชุดวาล์ว และระดับเถ้าที่ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสม ยังช่วยควบคุมการสึกหรอของวาล์วได้ดีเยี่ยม ลดปัญหาการชิงจุดระเบิดได้

· เข้ากันได้กับอุปกรณ์บำบัดไอเสีย

สารเพิ่มคุณภาพฟอสฟอรัสต่ำเหมาะสำหรับใช้กับระบบที่มีอุปกรณ์เครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยา

“สำหรับในช่วงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เราได้จัดเตรียมแผนการตลาดเพื่อการสร้างแบรนด์ ขยายฐานการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงจัดกิจกรรมการประชาสัมพันธ์การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ แผนสนับสนุนการขาย และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอื่น ๆ โดยบริษัทฯ มั่นใจว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ คาลเท็กซ์ เอชแด็กซ์® 9500 SAE 40 ในครั้งนี้ จะสามารถตอบโจทย์ลูกค้าในธุรกิจการผลิตไฟฟ้าที่ต้องการผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ให้การปกป้องเป็นพิเศษ  ช่วยยืดอายุการใช้งานน้ำมันได้นานขึ้น ลดปริมาณการใช้น้ำมันหล่อลื่น และลดต้นทุนในการดำเนินงาน ตลอดจนลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากของเสียจากการใช้น้ำมันอีกด้วย นายสันติศักดิ์ กล่าวสรุป


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส ฉลองครบ 70 สาขาทั่วไทย ยืนหนึ่งแฟรนไชส์ B2B ที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นมั่นใจ

ออฟฟิศเมท พลัส แฟรนไชส์ร้านอุปกรณ์สำนักงานและสินค้าเพื่อธุรกิจ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ฉลองความสำเร็จในโอกาสครบ 70 สาขาทั่วไทย ตอกย้ำการเป็นแฟรนไชส์ B2B ที่ครองใจผู้ประกอบการท้องถิ่นทุกภูมิภาค โดยได้รับความไว้วางใจในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีโมเดลการขายเชิงรุก ออฟฟิศเมท พลัส ได้คัดสรรสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำ ให้แฟรนไชส์ซีสามารถขายได้รวมมากกว่า 100,000 รายการ ครอบคลุมครบทุกกลุ่มสินค้าที่ธุรกิจเล็กใหญ่ต้องการ ทั้งอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โรงงาน และอีกมากมาย พร้อมระบบการขายทั้งหน้าร้าน พนักงานขายตรง และ Social Commerce โดยมีบริการจัดส่งถึงลูกค้าทั่วประเทศ ทำให้ร้านแฟรนไชส์ซีมีโอกาสการขายไร้ขีดจำกัด ซึ่งบางสาขาสามารถสร้างยอดขายทะลุล้านบาทต่อเดือน ได้ตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มกิจการ โดยแฟรนไชส์ซีบางท่านได้เห็นโอกาสในการเติบโต และตัดสินใจลงทุนขยายสาขาเพิ่มในหลายพื้นที่

ออฟฟิศเมท พลัส ยังเดินหน้าเปิดรับสมัครแฟรนไชส์ซีรุ่นใหม่ไฟแรงมาร่วมเติบโตแบบ ติดสปีดไปด้วยกัน…! ถ้าคุณคือผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีฐานลูกค้าเอกชนและราชการ รักงานขาย และมุ่งมั่นในการเติบโต โดยเฉพาะจังหวัด นครสวรรค์ สระแก้ว พิษณุโลก กระบี่ ลำพูน เชียงใหม่ และอีกหลายจังหวัดทั่วไทย ออฟฟิศเมท พลัส พร้อมเป็นคำตอบในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน สามารถพูดคุยกับที่ปรึกษาแฟรนไชส์มืออาชีพได้ฟรี! โทร. 099-128-5000 Line: @OFM_Plus หรือดูรายละเอียดที่ www.ofmplus.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ครบจบในที่เดียว! นศ.ปี 1 มข.สุดเจ๋ง พัฒนาเว็บไซต์ “XZAM” รวมลิงก์ข้อสอบพร้อมเฉลย คลังโจทย์เพื่อนักเรียน ม.ปลาย

ข่าวดี !! สำหรับนักเรียนที่กำลังหาข้อสอบเพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบเก็บคะแนนในห้องเรียน หรือ กำลังมองหาข้อสอบในการเตรียมตัวสอบเข้าครั้งสำคัญ วันนี้นักศึกษา ปี 1 ในวิชา Advanced Computer Programming คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดทำเว็บไซต์ “XZAM” ให้บริการรวบรวมข้อสอบและเฉลยในเนื้อหาระดับมัธยมศึกษา พร้อมเปิดให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมในการนำเสนอแหล่งข้อสอบอื่นที่น่าสนใจ เพื่อเป็นประโยชน์และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระบบการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป

รศ.ดร.กานดา สายแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ หนึ่งในอาจารย์ที่ปรึกษากล่าวว่า ในทางเทคนิคนักศึกษาทั้ง 3 คน ได้แก่ นายธัญลักษณ์ ศศิวรินทร์กุล, นายธีร์ธวัช บุตรไทย และ นายพุฒิพงศ์ กิติศรีวรพันธุ์ ได้พัฒนาเว็บไซต์ XZAM โดยใช้ React ที่เป็น JavaScript library และ Bootstrap CSS framework เพื่อแสดงส่วนหน้าตาของเว็บไซต์ให้สวยงามและเหมาะสมกับหน้าจอขนาดต่างๆ และใช้ Google Firebase Authentication API เพื่อจัดการการเข้าระบบของผู้ใช้ และ Firebase Cloud Firestore เพื่อเก็บข้อมูลภายในเว็ปไซต์

“เป็นเรื่องยากที่จะมีข้อสอบครบทุกวิชาอยู่ในที่เดียว เพราะข้อสอบมีการทำใหม่เรื่อย ๆ เว็บไซต์เราจึงสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยเปิดให้ผู้ใช้งานได้เข้ามาเสนอแหล่งข้อสอบอื่นๆ ที่น่าสนใจผ่านการล็อกอินเพื่อยืนยันตัวตนป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งบนแพลตฟอร์ม โดยไม่ต้องอัปโหลดไฟล์บนเว็บไซต์แต่ใช้วิธีแนบลิงก์ต้นทางข้อสอบและเฉลย ซึ่งสถาบันติวต่างๆ ก็สามารถแนบลิงก์ข้อสอบพร้อมเฉลยเพื่อโฆษณาสถาบันของตนเองได้”

ขณะที่ นายธีร์ธวัช บุตรไทย กล่าวว่า ในช่วงที่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย นักเรียนหลายคนต้องค้นหาข้อสอบเพื่อนำมาฝึกทำโจทย์ต่าง ๆ แต่ละวิชาก็จะต้องไปค้นหาจากหลายแหล่ง นี่คือ Pain point ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเว็บไซต์เพื่อรวบรวมข้อสอบรายวิชาต่าง ๆ ไว้ในแหล่งเดียว

สอดคล้องกับ นายพุฒิพงศ์ กิติศรีวรพันธุ์ ที่ระบุว่า ให้นิยามเว็บไซต์นี้ว่าเป็นแหล่งที่รวบรวมข้อสอบและเฉลยที่กระจัดกระจายมาเก็บเป็นคลังข้อสอบไว้ในที่เดียว เพื่อเป็นการประหยัดเวลานักเรียนที่ต้องการฝึกทำข้อสอบ อีกทั้งเว็บไซต์นี้ยังสามารถทำบุ๊กมาร์กข้อสอบที่ต้องการกลับมาอ่านซ้ำได้อีกด้วย

“เนื่องจากเหตุผลด้านลิขสิทธิ์จึงไม่สามารถนำตัวข้อสอบมาเผยแพร่บนแพลตฟอร์มนี้ได้ ข้อสอบบนเว็บไซต์จึงได้มาจากการค้นหาโดยใช้คีย์เวิร์ดและแนบลิงก์ไว้ ซึ่งวิธีการนี้เจ้าของลิขสิทธิ์จะไม่เสียผลประโยชน์”

ส่วนนายธัญลักษณ์ ศศิวรินทร์กุล กล่าวเสริมว่า เนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทำให้นักเรียนที่ไม่ได้มีฐานะหรือผู้ที่ศึกษาด้วยตนเองเกิดความลำบากในการหาข้อสอบเพื่อฝึกทำ เว็บไซต์นี้จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อช่วยนักเรียนเหล่านี้ให้สามารถเข้าถึงข้อสอบพร้อมเฉลยได้อย่างง่ายดาย สะดวก และรวดเร็ว ทั้งยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

ทั้งนี้ ล่าสุด เว็บไซต์สำหรับรวบรวมข้อสอบและเฉลย (XZAM) ได้รับจดแจ้งลิขสิทธิ์แล้ว โดยมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรวบรวมลิงก์ข้อสอบไว้ 4 หมวด ได้แก่ ชีววิทยา, คณิตศาสตร์, เคมี และฟิสิกส์ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปใช้งานได้ที่ https://xzam-26219.web.app

//////////////////////

ข่าว : วัชรา น้อยชมภู


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ZTE โชว์ Cutting-edge data Center และ Server Solutions สุดล้ำ ในงาน W.Media Thailand Cloud & Datacenter Convention

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – ZTE Corporation ผู้ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารชั้นนำระดับโลก ในฐานะผู้สนับสนุนการจัดงาน W.Media Thailand Cloud & Datacenter Convention  พร้อมร่วมจัดนิทรรศการเชิงกลยุทธ์ เพื่อแสดงเทคโนโลยีและโซลูชัน ด้าน Data Center ศักยภาพสูง สู่ตลาดในประเทศไทย

W.Media Thailand Cloud & Datacenter Convention งานแสดงเทคโนโลยี Data Center ที่ได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียง เปิดโอกาสให้ ZTE  ได้เป็นผู้ให้การสนับสนุนและนำเสนอ Cutting-edge Data Center Solutions, Innovative Models และ High-Performance Servers โดยตอกย้ำความมุ่งมั่นในการให้บริการและขยายธุรกิจ Data Center และ Server Solutions ที่มีประสิทธิภาพสูงในประเทศไทย
ZTE ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรม Data Center มีความมุ่งมั่นต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมและจัดหาโซลูชันที่มีศักยภาพสูง เพื่อให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของธุรกิจ โดยพัฒนาเทคโนโลยี Data Center ผ่านประสบการณ์แห่งความสำเร็จมากมาย อาทิ พ.ศ 2557 ให้บริการศูนย์ Modular Data Center ใหญ่ที่สุดในเอเชีย, พ.ศ. 2558 ให้บริการ end-to-end data center solutions ยิ่งไปกว่านั้น  ZTE ยังคงมุ่งมั่นต่อการยกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดย พ.ศ.2560 ZTE กลายเป็นบริษัทแรกที่ให้บริการ Fully-Modular Data Center และ พ.ศ. 2563 ZTE  คือบริษัทแรกที่นำ แอปพลิเคชัน Data Center ให้บริการ Fully-Modular Data Center ระหว่างประเทศในรูปแบบ edge-DCs.

ในแถบเอเชีย หลายประเทศ มีรายได้เติบโตจาก Data Ceter อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ 5G, cloud computing, big data, AI, and VR/AR, โดยผลักดันให้เกิดความต้องการใช้ server ที่มีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น ZTE จึงได้นำเสนอบริการ server และ Data Center อย่างครบวงจร รวมไปถึง General-Purpose Server, Heterogeneous Servers, Liquid Cooling Servers, All-flash Storage, Mixed-flash Storage และ Distributed Disk Array เพื่อรองรับการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะ

ตั้งแต่ พ.ศ. 2548  ZTE ได้ดำเนินการติดตั้ง Server ในระดับภูมิภาค จำนวนมากกว่า 50 ประเทศ ครอบคลุม ด้านการสื่อสาร, อินเทอร์เน็ต, การเงิน, พลังงาน, กิจการภาครัฐ, การขนส่ง และอุตสาหกรรมอื่น ๆ สำหรับ ในปีนี้  ZTE เปิดตัว Server ใหม่  จำนวน 5 รุ่นด้วยกัน  ได้แก่ R5200 G5 high-density server, R5300 G5 full-scenario universal server, R5500 G5 mass storage server, R6500 G5 heterogeneous computing power server, and R8500 G5 high-performance server ทั้งนี้ ได้นำมาจัดแสดงในนิทรรศการ ในงาน W.Media Thailand Cloud & Datacenter Convention

ศูนย์ข้อมูลแบบ Modular  และ Prefabricated Data Centers : อนาคตอันทรงประสิทธิภาพ
โซลูชันศูนย์ข้อมูลของ ZTE ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรม โดยมี Modular เป็นแกนหลักการปรับความต้องการใช้พื้นที่และพลังงานให้เหมาะสม อีกทั้ง พัฒนาการใช้งานด้วยส่วนประกอบที่ผสานรวมกันได้อย่างลงตัว ศูนย์ข้อมูลแบบ Modular ของ ZTE สามารถช่วยลดเวลาและต้นทุนในการติดตั้งได้อย่างมาก นับเป็นทางเลือกของธุรกิจที่ต้องการตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น ในการประมวลผลข้อมูลอย่างไร้ข้อจำกัด

ศูนย์ข้อมูลสีเขียวและประหยัดพลังงาน: อนาคตที่ยั่งยืน
ความยั่งยืน นับเป็นหัวใจสำคัญของโซลูชัน ดังนั้น Data Center ของ ZTE จึงใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยการนำระบบทำความเย็นที่ประหยัดพลังงาน การบูรณาการพลังงานหมุนเวียน และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงกลายเป็นทางเลือกสำหรับธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกัน ยังช่วยประหยัดในการดำเนินงานอย่างอย่างมากอีกด้วย

การปรับใช้อย่างรวดเร็ว: ตอบสนองความต้องการความเร็ว
ปัจจุบัน ธุรกิจมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ความเร็ว คือสิ่งสำคัญ ดังนั้น Data Center ของ ZTE จึงได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่รวดเร็ว ทำให้เกิดความมั่นใจ และพร้อมกับการทำงานในเวลาที่สั้น คุณสมบัติในการประมวลผลได้เร็ว ตอบโจทย์และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อธุรกิจที่มีความต้องการประมวลผลข้อมูลเร่งด่วน รวมไปถึง ผู้ที่ต้องการขยายขีดความสามารถของ Data Center ในทันที

การดำเนินงานและการบำรุงรักษาอัจฉริยะ: แนวทางที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น
Data center solutions ของ ZTE มาพร้อมระบบการทำงานและบำรุงรักษาอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ โดยระบบปฏิบัติการ ZTE’s iDCIM Data Center Intelligent ได้การรับรองความปลอดภัยเครือข่ายอุตสาหกรรม IEC 62443 ในระดับสากล จากองค์กรที่เชื่อถือได้ ทั้งนี้ ระบบสามารถติดตามและจัดการจากระยะไกล การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ และการตรวจจับข้อผิดพลาด ทำให้มั่นใจได้ว่า การทำงานจะไม่หยุดชะงักและช่วยลดเวลาพักการทำงานให้เหลือน้อยที่สุด ด้วย ZTE’s intelligent solutions จะอำนวยให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถเผชิญหน้ากับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น อีกทั้งยังรักษาประสิทธิภาพของศูนย์ข้อมูลให้อยู่ในระดับสูงสุดอีกด้วย

ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ: การปกป้องข้อมูลของคุณ
ความปลอดภัยของข้อมูล คือสิ่งสำคัญสูงสุดยุคดิจิทัล โดย ZTE’s Data Center Solutions สร้างด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญของคุณ ลดความซ้ำซ้อนในระบบไฟฟ้าและระบบทำความเย็น ความปลอดภัยทางกายภาพ และเทคโนโลยีดับเพลิงขั้นสูง ได้รับการบูรณาการ เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้งาน Data Center ได้อย่างต่อเนื่อง

ประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการประมวลผลอันทรงพลัง
เซิร์ฟเวอร์ซีรีส์ G5 ใหม่ของ ZTE มีโปรเซสเซอร์ Intel® Xeon® รุ่นที่สี่ที่ปรับขนาดได้ล่าสุด พร้อมกลไกเร่งความเร็วในตัวที่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยรองรับคอร์สูงสุด 120 คอร์ในสองซ็อกเก็ต เซิร์ฟเวอร์เหล่านี้มอบพลังการประมวลผลที่ทรงพลังและแบนด์วิธหน่วยความจำสูงด้วยการออกแบบที่มีสล็อตหน่วยความจำ DDR5 32x ด้วยอัตราความเร็วสูงสุด 4,800MT/s ประสิทธิภาพแบนด์วิธเพิ่มขึ้น 50% และรองรับหน่วยความจำถาวร Intel® Optane™ ซีรีส์ 300 (Crow Pass) นอกจากนี้ PCIe 5.0 ใหม่ยังปรับปรุงแบนด์วิธได้ถึง 150% และมอบความสามารถในการเร่งความเร็วด้วยฮาร์ดแวร์อันทรงพลัง

มีเสถียรภาพและเชื่อถือได้สำหรับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานสูง
เซิร์ฟเวอร์ซีรีส์ G5 ล่าสุดได้รับการปรับให้เหมาะสมเพื่อรวมการปรับปรุงการออกแบบการกระจายความร้อน โมดูลพลังงาน และโครงร่างของเมนบอร์ด โมดูลจ่ายไฟรองรับการสำรองข้อมูล 1+1 และพัดลมรองรับการสำรองข้อมูล N+1 ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบได้อย่างมาก ฮาร์ดดิสก์และแหล่งจ่ายไฟของส่วนประกอบหลักรองรับการสับเปลี่ยนทันที นอกจากนี้ เซิร์ฟเวอร์ ยังติดตั้งฮีตไปป์ทองแดงประสิทธิภาพสูงที่ลดความต้านทานความร้อนลง 15% และอุณหภูมิของ CPU ลง 5°C ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดการกระจายความร้อนของ CPU ด้วยกำลังสูงสุด 350W ของซีรีส์ EagleStream

เทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลว สำหรับโซลูชั่นระบายความร้อนด้วยของเหลวของศูนย์ข้อมูล
เซิร์ฟเวอร์ซีรีส์ G5 ใหม่ยังรองรับเทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลวอีกด้วย เทคโนโลยีนี้ซึ่งอาศัยแผ่นทำความเย็นสามารถให้ PUE ที่ดีกว่าได้ นอกจากนี้ สามารถเชื่อมต่อแผ่นทำความเย็นและท่อ สามารถตรวจสอบท่อทั้งระบบได้อย่างชาญฉลาด อีกทั้ง ยังแจ้งเตือน ในกรณีที่เกิดมีของเหลวรั่วไหล ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เซิร์ฟเวอร์ซีรีส์ G5 ของ ZTE นำเสนอโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำ ในขณะเดียวกันก็รับประกันความมั่นใจในการใช้สินค้าอย่างเต็มที่
ในการที่ ZTE เป็นผู้สนับสนุน การจัดงาน  W.Media Thailand Cloud & Datacenter Convention ในประเทศไทย เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะให้บริการในประเทศไทย โดย ให้บริการ Data Center และ Server Solutions มีความโดดเด่นและให้ความมั่นใจในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น ประสิทธิภาพ ความยั่งยืน ระบบอัจฉริยะ และความปลอดภัย  สามารถตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจในประเทศไทย ในการนำเสนอนวัตกรรมของ ZTE พิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อการให้บริการ เพื่อนำเสนอโซลูชั่นเทคโนโลยี ที่ล้ำสมัยในประเทศไทย
เกี่ยวกับ ZTE

ZTE  เชื่อมโยงโลกด้วยนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับอนาคตที่ดีกว่า ด้วยบริการด้านเทคโนโลยี โดยนำ เสนอนวัตกรรมและโซลูชันอย่างครบวงจร ครอบคลุมไปถึง อุปกรณ์ไร้สาย อุปกรณ์มีสาย และบริการด้านโทรคมนาคมทั้งหมด ทั้งนี้ ZTE คือผู้ให้บริการแก่ ผู้คนทั่วโลกจำนวนมากถึงหนึ่งในสี่ โดยทุ่มเทที่จะเสริมสร้างระบบนิเวศดิจิทัลอัจฉริยะและสร้างการเชื่อมต่อให้เกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ ZTE เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและเซินเจิ้น ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.zte.com.cn/global


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โค้งสุดท้าย!! โอนดี แจกฟรีเทสล่า DeeMoney แจกโชคใหญ่รวมกว่า 3.5 ล้านบาท

หลังจากที่ DeeMoney ฟินเทคสัญชาติไทย ผู้ให้บริการในด้านแพลตฟอร์มการโอนเงินไปต่างประเทศ รองรับมากกว่า 26 สกุลเงิน ครอบคลุมกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ได้เปิดตัวแคมเปญใหญ่ DeeMoney โอนดีแจกฟรีเทสล่า” ไป ก็ได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นจำนวนมาก

ถือว่า DeeMoney ได้สร้างปรากฏการณ์การแจกและลุ้นโชคครั้งใหญ่ให้กับวงการฟินเทคบ้านเรา ซึ่งของรางวัลมีมูลค่ารวมกว่า 3.5 ล้านบาท ได้แก่ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า “เทสล่า โมเดล 3” มูลค่า 1,649,000 บาท จำนวน 1 รางวัล, ทองคำ หนัก 2 บาท มูลค่า 65,600 บาท จำนวน 5 รางวัล, สมาร์ทโฟน iPhone 14 Pro Max ความจุ 128GB มูลค่า 44,900 บาท จำนวน 5 รางวัล, รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ 110i รุ่นใหม่ปี 2022 มูลค่า 37,100 บาท จำนวน 5 รางวัล, AirPods Pro Gen 2 มูลค่า 8,990 บาท จำนวน 20 รางวัล, บัตรกำนัลเงินสด Lotus’s E-Voucher มูลค่า 4,000 บาท จำนวน 30 รางวัล และ สิทธิ์การงดเว้นค่าธรรมเนียมการโอน (5 ครั้ง/ท่าน) มูลค่า 675 บาท จำนวน 1,000 รางวัล

เดือนนี้ถือเป็น “โค้งสุดท้าย!!” สำหรับการลุ้นโชคใหญ่ เพียงดาวน์โหลดและใช้งานแอปพลิเคชัน DeeMoney ในการโอนเงินไปต่างประเทศขั้นต่ำ 1,000 บาท (ไม่รวมค่าธรรมเนียมและภาษีมูลค่าเพิ่ม) ไปยังกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ก็จะได้รับสิทธิพิเศษนี้ทันที  “ยิ่งโอนมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก” (ทุกการโอน 1 ครั้ง รับ 1 สิทธิ์) 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม “DeeMoney โอนดี แจกฟรีเทสล่า” ได้ที่เฟซบุ๊กและเว็บไซต์ www.deemoney.com ห้ามพลาด! กับโค้งสุดท้าย ในการร่วมลุ้นรางวัลกว่า 3.5 ล้านบาท วันนี้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 นี้เท่านั้น (ประกาศรายชื่อผู้โชคดี 14 ธันวาคม 2566) ไม่แน่..ผู้โชคดี “อาจเป็นคุณ”

เกี่ยวกับ DeeMoney

ดีมันนี่ (DeeMoney) เป็นบริษัทฟินเทคผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศ ที่เติบโตเร็วที่สุดของประเทศไทย ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มการชำระเงินระหว่างประเทศทั้งขาเข้า (Inbound) และขาออก (Outbound) โดยบริษัทได้รับ 4 ใบอนุญาต จากธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง

1.ใบอนุญาตตัวแทนโอนเงินระหว่างประเทศ เลขที่ใบอนุญาต MT125590013

2.ใบอนุญาตบุคคลรับอนุญาต เลขที่ใบอนุญาต MC125560021

3.ใบอนุญาตการให้บริการโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เลขที่ใบอนุญาต บ(4) 033/2561)

4.ใบอนุญาตการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ เลขที่ใบอนุญาต บ(2) 001/2565)

DeeMoney มุ่งมั่นต่อยอดธุรกิจจากการใช้เทคโนโลยี ที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และมีความโปร่งใส เพื่อสร้างระบบการเงินที่ขับเคลื่อนสำหรับคนทั่วโลก

บริษัทฯ ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 โดย คุณอัศวิน พละพงศ์พานิช และคุณรัศเมฆ ศรีเศรษฐี สองนักธุรกิจที่มีประสบการณ์มากว่า 20 ปี เป็นผู้ประสบความสำเร็จจากการการดำเนินธุรกิจ VoIP นำเสนอบริการล้ำสมัย เขย่าวงการโทรคมนาคม ที่มอบบริการด้านระบบโทรศัพท์ในราคาคุ้มค่าและให้บริการลูกค้า ธุรกิจกว่าหลายล้านราย ปัจจุบัน DeeMoney เป็นผู้ให้บริการอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศ ประเภทสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) ทีมงานและผู้บริหารของ DeeMoney ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในแวดวงการเงินการธนาคาร เทคโนโลยี และกลุ่มฟินเทค


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สร้างอนาคตดิจิทัลที่ยั่งยืนด้วย EcoStruxure™ Resource Advisor Copilot นวัตกรรม AI ล่าสุดจาก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงาน ระบบออโตเมชั่น และความยั่งยืน เผยแผนการเปิดตัว EcoStruxure Resource Advisor Copilot เครื่องมือ AI เชิงสนทนา ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้นำธุรกิจรับมือกับข้อมูลด้านพลังงานและความยั่งยืนในองค์กรได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ใช้เทคโนโลยีแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ในการสร้าง Copilot ขึ้นอย่างปลอดภัย เสมือนเป็นเพื่อนร่วมงานด้านดิจิทัลที่คอยอำนวยความสะดวก โดยฝังไว้ใน Resource Advisor ทั้งนี้ Copilot จะมีทีมงานด้านพลังงานและความยั่งยืน พร้อมด้วยระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบล้ำหน้า การแสดงภาพ การสนับสนุนการตัดสินใจ และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุด ให้ความสามารถในการประมวลผลความรู้ด้านอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนได้อย่างราบรื่น รวมถึงข้อมูลระบบ Resource Advisor  ซึ่งจะมีการเปิดตัวเวอร์ชันไพรเวทเบต้าและเริ่มทำการตลาดในช่วงปลายปี 2023 หรือต้นปี 2024

การบรรจบกันของยุคดิจิทัลและผลกระทบทางเศรษฐกิจ กำลังสร้างความท้าทายแบบใหม่สำหรับองค์กร ทำให้เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งขึ้นที่ผู้นำต้องหันมาใช้โซลูชันดิจิทัล เพื่อจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งการใช้ Copilot ใหม่ จะช่วยให้ผู้ใช้ Resource Advisor สามารถดึงข้อมูล สร้างภาพ และได้รับข้อมูลเชิงลึกอย่างง่าย โดยวิธีการที่มีประสิทธิภาพนี้จะช่วยลดเวลาในการจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูล จึงช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตัดสินใจด้านทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ได้

 “การสร้างอนาคตทางดิจิทัลที่ยั่งยืน หมายถึงการพัฒนาเครื่องมือที่ให้นวัตกรรมและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สามารถรับมือกับความท้าทายในการลดคาร์บอนที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน นั่นหมายถึงการนำ ‘collaborative intelligence’ มาใช้ได้จริงในองค์กรยักษ์ใหญ่ของโลก และในขณะเดียวกันก็เป็นการจับคู่เทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับความเชี่ยวชาญของมนุษย์เพื่อให้ผลลัพธ์ที่วัดผลได้” สตีฟ วิลไฮท์ ประธานธุรกิจด้านความยั่งยืน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “Resource Advisor Copilot  จะช่วยให้ลูกค้าเราทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งมั่นใจมากขึ้นในเวลาที่ต้องจัดการกับโครงการความริเริ่มด้านการจัดการทรัพยากรสำหรับธุรกิจ ที่ได้รับการสนับสนุนความเชี่ยวชาญจากทีมที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกของเรา”

เครื่องมือใหม่นี้ เป็นการปรับปรุงศักยภาพด้าน AI ล่าสุด ซึ่งแผนกธุรกิจความยั่งยืนของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ดำเนินการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็น AI ที่ให้ประสิทธิภาพสูง ทั้งในด้านการลดความเสี่ยง บริการตรวจสอบใบแจ้งหนี้ และการแจ้งเตือนเมื่อมีการใช้พลังงานจนถึงจุดสูงสุด (peak alert) นอกจากนี้ ยังมีโซลูชันซอฟต์แวร์ครอบคลุมในกลุ่มธุรกิจความยั่งยืน ซึ่งรวมถึง Zeigo Network, Zeigo Activate และ Zeigo Power ที่ได้รับการสนันสนุนด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แมชชีนเลิร์นนิ่ง และระบบอัตโนมัติของ AI

เอมี่ คราเวนส์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย ที่ International Data Corporation ให้ความเห็นว่า “การเปิดตัว Resource Advisor Copilot บ่งบอกถึงความเป็นคลื่นลูกใหม่ด้านผู้นำดิจิทัลของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค”  โดยกล่าวเสริมถึงมุมมองเรื่องการปรับปรุงศักยภาพว่า “ความสามารถที่โดดเด่นในการใช้ข้อมูลจากทั่วโลก และการเร่งสร้างข้อมูลเชิงลึกได้แบบเรียลไทม์ จะช่วยลูกค้าพัฒนาไปได้ไกลขึ้น และรวดเร็วขึ้น ด้วยประสบการณ์ที่แข็งแกร่งในการผสานรวมความฉลาดของ AI ไว้ในผลิตภัณฑ์และการบริการ จึงทำให้ Resource Advisor Copilot สามารถสร้างผลกระทบที่เป็นแรงกระเพื่อมสำหรับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนขององค์กรได้อย่างรับผิดชอบ

Resource Advisor ช่วยให้ลูกค้าสังเกตและควบคุมการดำเนินการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรได้ครบทุกแง่มุม ผ่านมุมมองที่เหนือชั้นของ AI ทั้งเรื่องของการปล่อยมลพิษ การจัดการพลังงาน การลดการใช้ทรัพยากร การรายงาน ESG และกระบวนการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจก

# # #

Hashtags: #sustainability, #ESG, #AI, #machinelearning, #digitization, #innovation


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ บทความพิเศษ

การ์ทเนอร์ เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ในปี 2567

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 20 พฤศจิกายน 2566 – การ์ทเนอร์ ประกาศ 10 เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่องค์กรต้องจับตาและศึกษาในปี 2567

บาร์ท วิลเลมเซ่น รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “การรับมือกับความปั่นป่วนทางเทคโนโลยีและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสังคมต้องอาศัยความกล้าที่จะมุ่งมั่นอย่างตรงไปตรงมาและเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองอย่างเฉพาะเจาะจง ผู้นำไอทีอยู่ในสถานะที่ต่างจากผู้อื่นในการวางโรดแมปเชิงกลยุทธ์ โดยการลงทุนเทคโนโลยีจะช่วยให้ธุรกิจยังคงประสบความสำเร็จได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนและแรงกดดันเหล่านี้”

คริส ฮาวเวิร์ด รองประธานและหัวหน้าฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ผู้นำไอทีและผู้บริหารในส่วนงานอื่น ๆ ต้องประเมินผลกระทบและประโยชน์จากเทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อพิจารณาจากจำนวนนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น Generative AI และ AI ประเภทอื่น ๆ ที่นำเสนอโอกาสและขับเคลื่อนเทรนด์ต่าง ๆ แต่การจะได้มาซึ่งคุณค่าทางธุรกิจจากการใช้ AI อย่างต่อเนื่องนั้น ต้องมีแนวทางที่เป็นขั้นเป็นตอนเพื่อการนำไปใช้ได้อย่างครอบคลุม ควบคู่กับการใส่ใจในความเสี่ยง”

10 เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ในปี 2567 ได้แก่

Democratized Generative AI

Generative AI (หรือ GenAI) กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสาธารณะด้วยการผสานรวมรูปแบบจำลองที่ได้รับการฝึกฝนล่วงหน้าไว้จำนวนมาก เข้ากับการประมวลผลคลาวด์และระบบโอเพ่นซอร์ส ทำให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสามารถเข้าถึงโมเดลเหล่านี้ได้ การ์ทเนอร์คาดว่าภายในปี 2569 องค์กรมากกว่า 80% จะใช้ GenAI API และโมเดลต่าง ๆ และ/หรือปรับใช้แอปพลิเคชันที่เปิดใช้งาน GenAI ในสภาพแวดล้อมการผลิต เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปี 2566 ที่น้อยกว่า 5%

แอปพลิเคชัน GenAI ต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงแหล่งข้อมูลมากมายจากภายในและภายนอกองค์กรเพื่อใช้ในทางธุรกิจได้ ซี่งหมายความว่าการนำ GenAI มาใช้อย่างรวดเร็วจะทำให้เกิดองค์ความรู้และทักษะในองค์กรอย่างเสรีและมีนัยสำคัญ โดยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) จะช่วยให้องค์กรเชื่อมโยงพนักงานกับความรู้ในรูปแบบการสนทนาพร้อมเข้าใจความหมายที่หลากหลาย

AI Trust, Risk and Security Management

การเข้าถึง AI แบบเสรีทำให้ต้องมีการกำหนดกลยุทธ์สำหรับจัดการด้านความน่าเชื่อถือ ความเสี่ยง และการรักษาความปลอดภัย (หรือ TRiSM) อย่างเร่งด่วนและชัดเจนมากยิ่งขึ้น หากไม่มีกลยุทธ์ที่ตีกรอบโมเดลการใช้ AI จะสร้างผลลบแบบทบต้นที่ควบคุมไม่ได้ บดบังประสิทธิภาพเชิงบวกและประโยชน์ที่สังคมควรได้รับจาก AI ทั้งนี้ AI TRiSM มอบเครื่องมือสำหรับ ModelOps, การป้องกันข้อมูลเชิงรุก, ความปลอดภัยเฉพาะของ AI, การมอนิเตอร์โมเดล (รวมถึงการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของข้อมูล – Data Drift หรือของโมเดล – Model Drift และ/หรือผลลัพธ์โดยไม่ได้ตั้งใจ) และการควบคุมความเสี่ยงของการอินพุตและเอาต์พุตไปยังโมเดลและแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการรายอื่น ๆ 

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2569 องค์กรที่ใช้การควบคุม AI TRiSM จะเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ โดยกำจัดข้อมูลผิดพลาดและผิดกฎหมายได้มากถึง 80%

AI-Augmented Development

การพัฒนาเสริมด้วย AI คือการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เช่น GenAI และ Machine Learning เพื่อช่วยในการออกแบบ เขียนโค้ด และทดสอบแอปพลิเคชันให้กับวิศวกรซอฟต์แวร์ โดยการทำวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่ใช้ AI มาช่วย (AI-assisted Software Engineering) จะปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของนักพัฒนา และช่วยให้ทีมพัฒนาตอบสนองความต้องการซอฟต์แวร์ที่เพิ่มขึ้นสำหรับการดำเนินธุรกิจ เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นโดยใช้ AI (AI-Infused Development Tools) เหล่านี้ช่วยให้วิศวกรซอฟต์แวร์ใช้เวลาเขียนโค้ดน้อยลง จึงสามารถใช้เวลามากขึ้นกับงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้นเช่นการออกแบบและจัดวางองค์ประกอบของแอปพลิเคชันทางธุรกิจที่น่าสนใจ

Intelligent Applications

การ์ทเนอร์ให้คำจำกัดความของแอปพลิเคชันอัจฉริยะที่มีความชาญฉลาด ว่าเป็นความสามารถในการเรียนรู้ปรับตัวให้ตอบสนองอัตโนมัติอย่างเหมาะสม โดยข้อมูลอัจฉริยะนี้สามารถนำไปใช้ในหลายเคสการใช้งานเพื่อเพิ่มหรือทำงานอัตโนมัติได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากความสามารถพื้นฐาน ความชาญฉลาดในแอปพลิเคชันประกอบด้วยบริการต่าง ๆ ที่ใช้ AI เช่น การเรียนรู้ของเครื่อง การเก็บเวกเตอร์และข้อมูลที่เชื่อมต่อ ด้วยเหตุนี้แอปพลิเคชันอัจฉริยะจึงมอบประสบการณ์ที่ปรับเข้ากับผู้ใช้แบบไดนามิก

ความต้องการใช้งานแอปพลิเคชันอัจฉริยะนั้นมีอยู่ โดย 26% ของผู้บริหารระดับซีอีโอ จากการสำรวจของการ์ทเนอร์ 2023 Gartner CEO and Senior Business Executive Survey ระบุว่าการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะความสามารถเป็นความเสี่ยงที่สร้างความเสียหายมากที่สุดต่อองค์กร โดยการดึงดูดและรักษาผู้มีความสามารถเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในด้านบุคลากรของผู้บริหาร ขณะที่ AI ได้รับเลือกให้เป็นเทคโนโลยีที่จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมในช่วงสามปีข้างหน้า 

Augmented-Connected Workforce

Augmented-Connected Workforce (ACWF) เป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มมูลค่าที่ได้รับจากแรงงานมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความจำเป็นในการเร่งและขยายทีมบุคลากรที่มีทักษะและความสามารถกำลังขับเคลื่อนกระแส ACWF กลยุทธ์ ACWF ใช้แอปพลิเคชันอัจฉริยะและการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของบุคลากรเพื่อสร้างบริบทและแนวทางการทำงานทุกวันเพื่อสนับสนุนประสบการณ์ ความเป็นอยู่ที่ดี และความสามารถในการพัฒนาทักษะของตนเองของทีมงาน ขณะเดียวกัน ACWF ยังใช้ขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจและผลกระทบเชิงบวกต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก

ในปี 2570 ผู้บริหารไอที (CIOs) 25% จะริเริ่มการเชื่อมโยงพนักงานให้ทำงานร่วมกันมากขึ้น (Augmented-Connected Workforce) เพื่อลดเวลาการทำงานในบทบาทสำคัญลง 50%

Continuous Threat Exposure Management 

การจัดการความเสี่ยงต่อภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง (Continuous Threat Exposure Management หรือ CTEM) เป็นแนวทางเชิงปฏิบัติและเป็นระบบที่ช่วยให้องค์กรประเมินการเข้าถึง ความเสี่ยง และการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ดิจิทัลและสินทรัพย์ที่จับต้องได้ขององค์กรได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การจัดวางขอบเขตการประเมินและการแก้ไข CTEM ให้สอดคล้องกับวิธีการสร้างภัยคุกคามหรือโครงการทางธุรกิจ แทนที่จะเป็นส่วนประกอบในโครงสร้างพื้นฐาน ไม่เพียงแต่จะเผยให้เห็นช่องโหว่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงภัยคุกคามที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วย

ภายในปี 2569 การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าองค์กรที่จัดลำดับความสำคัญการลงทุนด้านความปลอดภัยตามโปรแกรม CTEM จะพบว่าการละเมิดลดลง 2 ใน 3

Machine Customers

ลูกค้าที่เป็นเครื่องจักร (Machine Customers หรือที่เรียกว่า ‘คัสโตบอท’) จะเป็นผู้มีบทบาททางเศรษฐกิจในแบบที่ไม่ใช่มนุษย์ มีความสามารถเจรจา ซื้อสินค้าและบริการเพื่อให้เกิดเป็นการชำระเงิน ภายในปี 2571 ผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมต่อกัน 15 พันล้านชิ้นจะมีศักยภาพแสดงตนเป็นลูกค้าได้และจะมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกนับพันล้านชิ้นตามมาในปีต่อไป โดยแนวโน้มการเติบโตนี้สร้างรายได้นับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 และในที่สุดจะมีความสำคัญมากกว่าเมื่อตอนเกิด Digital Commerce ทั้งนี้ผู้บริหารควรพิจารณากลยุทธ์รวมถึงโอกาสในการอำนวยความสะดวกให้กับอัลกอริธึมและอุปกรณ์เหล่านี้ หรือแม้แต่สร้างคัสโตบอทใหม่ ๆ

Sustainable Technology

เทคโนโลยีที่ยั่งยืน (Sustainable Technology) เป็นกรอบการทำงานของโซลูชันดิจิทัลที่ใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) สนับสนุนสมดุลของระบบนิเวศและสิทธิมนุษยชนในระยะยาว ซึ่งการใช้เทคโนโลยี อย่าง AI, Cryptocurrency, Internet of Things และ Cloud Computing กำลังผลักดันให้เกิดข้อถกเถียงด้านการใช้พลังงานที่เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมั่นใจว่าการใช้ไอทีจะมีประสิทธิภาพ มีการหมุนเวียน และมีความยั่งยืนมากขึ้น การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2570 ผู้บริหารซีไอโอ 25% จะเห็นการเชื่อมโยงของค่าตอบแทนส่วนบุคคลกับผลกระทบทางเทคโนโลยีที่ยั่งยืน

Platform Engineering

วิศวกรรมแพลตฟอร์ม (Platform Engineering) เป็นหลักการสร้างและดำเนินการแพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนาภายในด้วยตนเอง แต่ละแพลตฟอร์มเป็นชั้น ๆ ที่ถูกสร้างและดูแลโดยทีมงานผลิตภัณฑ์เฉพาะ โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้ผ่านการเชื่อมต่อเครื่องมือและกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งเป้าหมายของ Platform Engineering คือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้ และเร่งการส่งมอบมูลค่าทางธุรกิจ

Industry Cloud Platforms

ภายในปี 2570 การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าองค์กรมากกว่า 70% จะใช้แพลตฟอร์มคลาวด์อุตสาหกรรม (ICP) เพื่อเร่งโครงการใหม่ ๆ ทางธุรกิจของตน เพิ่มขึ้นจากน้อยกว่า 15% ในปี 2566 ICP จัดการกับผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโดยการรวมบริการ SaaS, PaaS และ IaaS พื้นฐานเข้าด้วยกัน ไปสู่การนำเสนอผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่มีความสามารถในการประกอบเข้ากันได้ โดยทั่วไปจะรวมถึงโครงสร้างข้อมูลอุตสาหกรรม คลังความสามารถทางธุรกิจแบบแพ็คเกจ เครื่องมือจัดองค์ประกอบ และนวัตกรรมแพลตฟอร์มอื่น ๆ ICP ได้รับการปรับแต่งข้อเสนอระบบคลาวด์โดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมและสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมให้ตรงกับความต้องการขององค์กรได้

เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์อันดับต้น ๆ ของปีนี้เน้นย้ำถึงแนวโน้มที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและโอกาสที่สำคัญสำหรับซีไอโอและผู้นำไอทีอื่น ๆ ภายใน 36 เดือนข้างหน้า

ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจาก Gartner for IT Executives ได้ทาง X และ LinkedIn โดยติดแฮชแท็ค #GartnerIT หรือเยี่ยมชม IT Newsroom สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่องค์กรสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริงและมีความเป็นกลาง ช่วยขับเคลื่อนการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดลำดับความสำคัญของภารกิจองค์กร สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ฉลองครบรอบ 10 ปี ACCESSTRADE ประเทศไทย! ขนขบวน 10 แคมเปญสุดพิเศษมาให้คุณร่วมโปรโมท พร้อมของรางวัลสุดปัง!

แอ็กเซสเทรด ประเทศไทย (ACCESSTRADE Thailand) ผู้ให้บริการระบบการตลาดออนไลน์แอฟฟิลิเอตมาร์เก็ตติ้ง ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่แรกในประเทศไทย โดย บริษัท อินเตอร์สเปซ (ประเทศไทย) จำกัด 

ACCESSTRADE ก่อตั้งบริษัทในประเทศญี่ปุ่นเป็นที่แรก เมื่อปี 1999 ซึ่งเป็นระบบ Affiliate ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ด้วยประสบการณ์ด้านการเป็นที่ปรึกษาให้กับลูกค้ามากกว่า 6,000 ราย และ 340,000 เว็บไซต์ จนได้ขยายเข้าสู่ประเทศไทยในปี 2013 ถึงปัจจุบัน 2023 ครบ 10 ปีเต็มกับประสบการณ์การดำเนินกิจการด้านการทำ Affiliate Network และยังคงพัฒนาระบบการตลาดออนไลน์ พร้อมเป็นที่ปรึกษาให้กับลูกค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ACCESSTRADE จัดแคมเปญ ACCESSTRADE 10th Anniversary แจกรางวัล โบนัส และส่วนลดเยอะแยะมากมาย มูลค่ารวมกว่า 2 แสนบาท สำหรับผู้ร่วมกิจกรรม และสำหรับผู้ที่ทำยอดอนุมัติสูงสุด 3 รางวัล!! จะได้รับรางวัลพิเศษ

กิจกรรมมีระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน – 30  พฤศจิกายน 2566
อ่านรายละเอียดแคมเปญทั้งหมดได้ที่ : https://accesstrade.in.th/accesstrade-10th-anniversary/

ACCESSTRADE แจก 100 บาท สำหรับ Publisher ที่สมัครใหม่ในช่วงวันที่ 14 – 30 พฤศจิกายน 2566 เป็นค่าคอมมิชชั่นขวัญถุงให้กับผู้สมัครสมาชิกกับ ACCESSTRADE เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปีบริษัท
*100 บาท ต่อ 1 Account เท่านั้น // มีจำนวนจำกัด
สมัครที่นี่ : https://bit.ly/3FTxRFk

ทั้งนี้การนำระบบ Affiliate Marketing หรือ ระบบการตลาดออนไลน์ โดยการเป็นนายหน้า หรือตัวแทน นำสินค้าของร้านค้าต่างๆ ในระบบมาโปรโมท แนะนำ ขายบนเว็บไซต์และช่องทางต่างๆ  เมื่อมีลูกค้าซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์นั้น ก็จะได้รับค่านายหน้า หรือค่า Commission (คอมมิชชั่น) จากการขายสินค้านั้นๆ สำหรับจุดเด่นของการทำ Affiliate คือ สมัครฟรี ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องสต๊อกสินค้า ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องการจัดส่งสินค้า เพียงแค่ให้ลูกค้าซื้อสินค้าผ่านลิ้งก์ Affiliate ก็จะได้ค่าคอมมิชชั่นจากการขายสินค้านั้นแล้ว อีกหนึ่งมุมของทางร้านค้า แบรนด์ หรือเจ้าของสินค้าเอง ที่ผ่านมามีการสร้าง Branding เพื่อให้ยอดขายกลับมา แต่ Affiliate Marketing คือ Return on Investment (ROI) ที่ช่วยให้ร้านค้าต่าง ๆ ในระบบของ ACCESSTRADE (แอ็กเซสเทรด) เกิดยอดขายจริง ทำให้แบรนด์หรือร้านค้าต่างๆ หันมาทำการตลาดออนไลน์ Affiliate Marketing กับ ACCESSTRADE (แอ็กเซสเทรด) เพิ่มมากขึ้น ผู้สนใจที่จะเข้าร่วมทำการตลาดออนไลน์  Affiliate Marketing สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.accesstrade.in.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร. 02-258-4970-1


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มข. หารือความร่วมมือกับ K-MEDI Hub พร้อมเดินหน้า นวัตกรรมทางการแพทย์

รองศาสตราจารย์ นพ. ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วย ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ และผู้บริหารและคณาจารย์จากคณะเภสัชศาสตร์ คณะแพทยศาสต์ คณะเทคนิคการแพทย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และสถานบริหารจัดการงานวิจัยคลินิก หรือ Academic Clinical Research Office (ACRO) ร่วมต้อนรับ Dr.Chung Myung Hoon, Vice-Chairman, Strategy & Planning Bureau และคณะผู้บริหารจาก K-MEDI Hub ประเทศเกาหลีใต้ เนื่องในโอกาสเยี่ยมเยือนคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่นและหารือความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ รวมไปถึงกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิจัยและนวัตกรรม ณ  ห้องประชุมอธิการบดี ชั้น 6 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ Medical hub และมีนวัตกรรมทางการแพทย์ชั้นเลิศ มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีความยินดีอย่างยิ่งในการพัฒนาความร่วมมือร่วมกับ K-MEDI Hub ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งในช่วงวันที่ 30 มิถุนายน-2 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงทางวิชาการ (MOU) ระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ K-MEDI Hub ณ เมืองเดกู ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีวัตุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนนวัตกรรมทางการแพทย์และวิจัย โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา อาจารย์และนักวิจัย และการหารือในครั้งนี้จะช่วยพัฒนาความร่วมมือดังกล่าในอนาคต

Dr.Chung Myung Hoon, Vice-Chairman, Strategy & Planning Bureau กล่าวว่า กระผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสพบผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น การหารือในวันนี้นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสานต่อความร่วมมือด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ K-MEDI Hub มีนโยบายทางการแพทย์ที่คล้ายคลึงกัน โดยมุ่งเน่นการพัฒนาด้านวิจัยเพื่อตอบโจทย์ Global Health Care และในนาม K-MEDI- Hub กระผมขอขอบคุณผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

นอกจากนี้ คณะผู้บริหาร K-MEDI Hub ได้เยี่ยมชมคณะส่วนงานและหารือร่วมกับผู้บริหารจาก 1. คณะเทคนิคการแพทย์ 2. คณะเภสัชศาสตร์ 3. คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ 4. สถานบริหารจัดการงานวิจัยคลินิก หรือ Academic Clinical Research Office (ACRO) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมทางการแพทย์และหารือถึงแนวทางการพัฒนายกระดับนวัตกรรมสู่ชุมชน

ในระหว่างการประชุม คณะผู้บริหาร มข. และ ผู้บริหาร K-MEDI Hub ได้ร่วมหารือประเด็นด้านการแพทย์ที่สำคัญ อาทิ ด้านสายทันแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ และสาธารสุขศาสตร์ โดยมีการระดม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอโครงการอันเป็นประโยชน์ และมีแนวโน้มในการต่อยอดสู่การวิจัยและสร้างและนวัตกรรมร่วมกัน ตลอดจนสามารถพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ได้ในอนาคต

ข่าว/ภาพ: กองการต่างประเทศ


Exit mobile version