Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ (ประเทศไทย) จัดงานสัมมนา “ระบบลิฟต์ บันไดเลื่อน และแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2567”

บริษัท มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานสัมมนา “ระบบลิฟต์และบันไดเลื่อน และแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2567” โดยให้ความรู้ที่เกี่ยวกับลิฟต์ บันไดเลื่อน แก่นักพัฒนาโครงการ เจ้าของโครงการ สถาปนิก และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ณ ภูเก็ต คาลิมา รีสอร์ท แอนด์ สปา เมื่อเร็วๆ นี้

นางสาวคาโอริ ทาคาฮาชิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ วัตถุประสงค์ของการจัดงานสัมมนา “ระบบลิฟต์และบันไดเลื่อน และแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2567” เพื่อให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบลิฟต์และบันไดเลื่อน โดยเนื้อหา มุ่งเน้นการใช้งานอย่างเข้าใจและเกิดความปลอดภัยอันสูงสุด, ให้ความรู้ด้านกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง, รวมไปถึงวิธีการเลือกลิฟต์ให้เหมาะกับแต่ละอาคาร และแนวโน้มตลาดของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตในปี 2567  โดยได้รับความสนใจจากนักธุรกิจและผู้สนใจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ในการจัดงาน สัมมนา “ระบบลิฟต์และบันไดเลื่อน และแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2567 ในรูปแบบ Dinner Talk ได้รับเกียรติจาก นายศิลป์ชัย ปังประเสริฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท POF ARCH & CONS จำกัด และคณะทำงานศูนย์ภูเก็ต สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย นายรักเกียรติ ดีดพิณ นักผังเมืองชำนาญการ สำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดภูเก็ต  ร่วมเป็นวิทยากรในแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต ในปี 2567


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หอแว่นรุกเปิด Better Vision Prestige ชั้น 4 Erawan Bangkok ให้เป็นร้านแว่นตาครบวงจรแห่งแรก ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด และบริการทุกด้านของสายตา

Better Vision Prestige ต่อยอดประสบการณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านสายตามากว่า 70 ปีของ บริษัท หอแว่นกรุ๊ป จำกัด รุกเปิดร้านแว่นตาเเฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในประเทศไทย ให้เป็นศูนย์แว่นตาครบทุกด้าน ณ Erawan Bangkok ชั้น 4

Better Vision Prestige มุ่งให้บริการในเรื่องแว่นสายตาแบบครบวงจร เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การเลือกแว่นและการวัดสายตาที่มีคุณภาพ พร้อมดูแลสุขภาพตาด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ดีที่สุด ยกระดับประสบการณ์การทำแว่นระดับพรีเมี่ยม พร้อมด้วยแบรนด์กรอบแว่นตา luxury และแบรนด์เลนส์คุณภาพสูงครบครันให้เลือกสรร ในบรรยากาศร้านที่ผ่อนคลาย มีความเป็นส่วนตัว พร้อมให้บริการแบบส่วนตัวโดยพนักงานผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยดูแลอย่างใกล้ชิด  

สร้างประสบการณ์ที่ดีภายในร้าน พร้อมให้บริการตามความต้องการของทุกสายตา

เพราะแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน และมีปัญหาสายตาที่แตกต่างกัน Better Vision Prestige มีผู้ช่วยส่วนตัว (personal assistant) คอยดูแลลูกค้าทุกคนอย่างใส่ใจตั้งแต่เดินเข้ามาภายในร้าน โดยจะสอบถามประวัติ ปัญหาสายตา ลักษณะการใช้งานแว่นตา เพื่อแนะนำการตัดแว่นและเลือกเลนส์ที่เหมาะสมตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้า

ครบครันด้วย Luxury Brands ชั้นนำให้เลือกมากมาย อาทิ Celine, Loewe, Fendi, Mykita, Moscot, Dita, Bottega, Dior, Cartier, Lindberg และแบรนด์อื่น ๆ อีกมากกว่า 1,000 ชิ้น ที่มาพร้อมกับ Corner ของแต่ละแบรนด์ ที่จะเติมเต็มประสบการณ์ในการเลือกแว่น พร้อมด้วยแว่นตา limited edition ที่หาที่อื่นไม่ได้

พร้อมแบรนด์ High Quality Lens เลนส์คุณภาพดีที่เหมาะกับแต่ละประเภทการใช้งาน อาทิ Tokai, Rodenstock, Z-Design ทั้งเลนส์ Single vision สำหรับคนสายตาสั้นและเอียง เลนส์ progressive สำหรับคนสายตายาว รวมถึงเลนส์ชนิดพิเศษอื่นๆ เช่น เลนส์กันแดด เลนส์ขับรถ เลนส์เปลี่ยนสีอัตโนมัติ เลนส์กันแสงสีฟ้า

เพราะการสวมแว่นตาที่เหมาะสมและใส่สบายที่สุดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด Better Vision Prestige จึงให้ความสำคัญอย่างมากในการคัดเลือกทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านเพื่อให้บริการลูกค้า อาทิ

  • นักทัศนมาตร (Optometrist) ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสายตาและระบบการมองเห็น เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขปัญหาสายตาที่เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา เช่น สายตาสั้น ยาว เอียง สามารถคัดกรองตรวจสายตาและสุขภาพตาเบื้องต้น เพื่อส่งต่อคนไข้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพตาหรือโรคตาให้กับจักษุแพทย์ให้คำปรึกษาต่อไป
  • จักษุแพทย์ (Ophthalmologist) เมื่อพบว่าลูกค้ามีปัญหาสายตาที่เกี่ยวข้องกับโรคตา และไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยแว่นตาได้ ที่ Better Vision Prestige จะมีจักษุแพทย์ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคทางดวงตาและให้คำแนะนำการดูแลสายตา โดยมีช่วงเวลาที่ลูกค้าสามารถนัดพบจักษุแพทย์ได้ใน วันศุกร์ 17.00-20.00 น. วันเสาร์ 13.00-17.00 น. และวันอาทิตย์ 13.00-17.00 น. หรือขอนัดเวลาเฉพาะที่นอกเหนือจากเวลาทำการปกติได้
  • BVAX Master (Optician) ผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาที่มีประสบการณ์ในการทำแว่นมากกว่า 5 ปี ผ่านการอบรมจากหลักสูตร BVAX Academy ของหอแว่น จึงมีความเชี่ยวชาญในการตัด ประกอบ วัดจุดโฟกัส รวมทั้งปรับและดัดแว่น เพื่อให้ลูกค้าได้สวมใส่แว่นตาที่สบายตาที่สุด
  • Fashion stylist เพราะการตัดสินใจเลือกแว่นตาที่เข้ากับใบหน้าท่ามกลางกรอบแว่นหลายร้อยแบบหลากยี่ห้อ อาจเป็นเรื่องชวนเวียนหัวของลูกค้าหลายคน เป็นครั้งแรกของร้านแว่นตาที่มีแฟชั่นสไตลิสต์ประจำร้านเพื่อช่วยแนะนำกรอบแว่นให้เข้ากับสไตล์ที่ลูกค้าต้องการ และที่สำคัญกว่าสไตล์กับความสวยงาม ก็คือการคำนึงถึงการใช้งานที่เหมาะสม กรอบแว่นจึงต้องเข้ากับทรงหน้าและเหมาะกับเลนส์ที่เลือกใช้ เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าสวมใส่แว่นได้สบาย และมั่นใจในลุคของตัวเอง

จัดเตรียมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดสำหรับเครื่องมือดูแลสายตา

  • Intelligent Refractor รุ่น 6100 (RT-6100) เครื่องตรวจวัดค่าสายตารุ่นล่าสุด ที่ครบถ้วน ละเอียดแม่นยำ และทันสมัยที่สุดจาก Nidek แบรนด์อุปกรณ์ตรวจค่าสายตาระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับว่ามีความแม่นยำที่สุดระดับโลก สามารถวัดค่าสายตาได้สูงสุดถึง +2600, -2600
  • Virtual Reality (VR) เครื่องมือช่วยวัดพฤติกรรมในการมอง ทดสอบผ่านแว่น Zenos VR สามารถวัด eye tracking เพื่อใช้ประกอบการประเมินเพื่อเลือกเลนส์แต่ละรูปแบบที่ใส่แล้วสบายตาในแต่ละบุคคล ซึ่งเครื่องนี้จะดูว่าตำแหน่งดวงตาของลูกค้าใช้น้ำหนักตรงไหน จึงจะสามารถเลือกเลนส์กับค่าสายตาที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละคนได้นั่นเอง ซึ่งเครื่องนี้สามารถใช้วัดได้ทั้ง Progressive สำหรับสายตายาว ค่าสายตาเอียงมากๆ หรือลูกค้าที่มีค่าสายตาซับซ้อน 
  • เครื่อง AR วัดค่าพารามิเตอร์ ประโยชน์เพื่อการค้นหาจุดโฟกัสตาตามแต่ขนาดโครงหน้าของแต่ละบุคคล เพราะขนาดที่แตกต่างนี้จะทำให้แว่นขณะที่สวมใส่มีมุมองศาแตกต่างกัน ส่งผลถึงคุณภาพของการมองเห็นนั่นเอง โดยค่าพารามิเตอร์ของแว่นจะประกอบไปด้วย ค่าความโค้งหน้าแว่น มุมเทหน้าแว่นขณะสวมใส่ ระยะห่างระหว่างผิวเลนส์กับกระจกตา และค่าจุดกลางตาดำถึงขอบล่างของแว่น ซึ่งความแม่นยำของทั้ง 4 ค่านี้จะส่งผลให้สามารถตัดแว่นตาที่สวมใส่ได้อย่างสบายตาและเหมาะสมกับใบหน้ามากที่สุด
  • เครื่องมือฝนเลนส์ Nidek ME-1500 และ Nidek Ice-1500 ด้วยเทคโนโลยีที่ครอบคลุมการตัดขอบเลนส์อย่างเชี่ยวชาญ สามารถเจาะรูด้วยรูปทรงต่าง ๆ แบบ 3D ตัดและฝนขอบอัตโนมัติ เป็นเทคโนโลยีช่วยให้การประกอบเลนส์ทำได้สะดวกและง่ายดายมากขึ้น

เครื่องมือตรวจสุขภาพตา เป็นบริการที่แตกต่างจากร้านแว่นทั่วไป เพราะเป็นร้านเดียวที่ให้บริการตรวจสุขภาพตาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ลูกค้าทุกคนจึงมั่นใจได้ว่าก่อนการเลือกแว่นตาทุกครั้ง จะได้รับบริการตรวจสุขภาพตาเบื้องต้นแบบครบวงจร ซึ่งประกอบไปด้วยการ

  • ตรวจจอประสาทตา (Optical Coherence Tomography) เป็นเครื่องวิเคราะห์ขั้วประสาทตา ชั้นของจอประสาทตา และจุดรับภาพ โดยใช้แสงเลเซอร์สแกนถ่ายภาพตามขวางเพื่อดูชั้นต่าง ๆ ของประสาทตาและดูความลึกของขั้วประสาทตา สามารถวิเคราะห์โรคของจอประสาทตาและโรคต้อหินได้
  • ตรวจจุดรับภาพ วัดความโค้งกระจกตา การตรวจความดันตา และในกรณีที่นักทัศนมาตรให้ตรวจเพิ่มเติมด้วย Slit Lamp กล้องจุลทรรศน์ชนิดพิเศษ ที่จะช่วยให้จักษุแพทย์สามารถส่องเห็นทั้งภายนอกและภายในดวงตาแบบภาพ 3 มิติ เพื่อทราบถึงสุขภาพดวงตาและโรคทางตา เช่น การตรวจพบการอักเสบของเยื่อบุตา ตาแห้ง ต้อกระจก ต้อหิน เป็นต้น
  • รวมถึง การตรวจลานสายตา และ การวัดความยาวกระบอกตา สำหรับคนที่มีปัญหาสายตาสั้นหรือยาวเยอะๆ และใช้ติดตามผลสำหรับเด็กที่ซื้อเลนส์ควบคุมสายตาสั้น (Myopia Control) โดยหลังจากวิเคราะห์ด้วยเครื่องแล้วจะเป็นการชะลอไม่ให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้น การควบคุมสายตาสั้นมีประโยชน์ ทำให้ไม่ต้องใส่แว่นหนาเมื่อโตขึ้น หรือลดความเสี่ยงการเป็นโรคตาต่าง ๆ เช่น ต้อหิน จอตาเสื่อม จอตาฉีกขาดหลุดลอก เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ Better Vision Prestige ได้จัดเตรียมต้อนรับลูกค้าให้ได้รับประสบการณ์ที่ดี พร้อมเครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัย ครอบคลุมทุกเรื่องในด้านสายตาและการตัดแว่นตา เมื่อลูกค้าเข้ามาภายในร้าน จะได้รับบริการแบบผู้ช่วยส่วนตัวที่จะพาไปนั่งในมุมส่วนตัวเพื่อสอบถามประวัติ ปัญหาสายตา ก่อนวัดสายตาและตรวจสุขภาพตาครบวงจรกับนักทัศนมาตร หากลูกค้ามีแนวโน้มเป็นโรคตา ก็จะได้รับการตรวจด้วยอุปกรณ์เพิ่มเติม และนัดคิวพบจักษุแพทย์เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคตา จากนั้นจะเริ่มกระบวนการตัดแว่น โดยการตรวจพฤติกรรมการใช้สายตาด้วยเครื่อง VR กับ BVAX Master เสร็จแล้ว ลูกค้าสามารถเลือกกรอบแว่นตากับ Fashion Stylist และจะมี BVAX Master ให้คำแนะนำเลนส์ โดยใช้ข้อมูลที่ส่งต่อมาจากนักทัศนมาตรผู้ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเลนส์เบื้องต้นตั้งแต่วัดสายตา วัดจุดโฟกัสสายตา และทำการลองสวมเลนส์และแว่น ก่อนปรับให้เข้ากับใบหน้าและความต้องการของลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล

เชิญสัมผัสประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟของ Better Vision Prestige ร้านแว่นตาครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดและบริการครบทุกด้านของสายตาแห่งแรกด้วยตัวเอง ได้ที่ Erawan Bangkok ชั้น 4 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นักวิจัย มข.คิดค้นแถบตรวจวัดโปรตีน NGAL คัดกรองความผิดปกติของไตได้ภายใน 15 นาที ไตวายป้องกันได้! ด้วยตนเอง

นักวิจัย มข.คิดค้นแถบตรวจวัดโปรตีน NGAL คัดกรองความผิดปกติของไตได้ภายใน 15 นาที ไตวายป้องกันได้! ด้วยตนเอง

ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย รศ.ดร.ทนพญ.จุรีรัตน์  ดาดวง  ได้พัฒนา “แถบตรวจวัดโปรตีน NGAL (Neutrophil Gelatinase-associated Lipocalin) ในปัสสาวะ” เพื่อช่วยการตรวจคัดกรอง ความผิดปกติของท่อไตได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ใช้ระยะเวลาทดสอบไม่เกิน 15 นาที ก็ทราบผลด้วยตาเปล่า สามารถตรวจวัดปริมาณโปรตีน NGAL ในปัสสาวะได้ในระดับนาโนกรัม และมีความแม่นยำในการตรวจวัดประมาณ 90% นับว่าเป็นแถบตรวจที่มีขนาดเล็ก ใช้ง่ายประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคไตด้วยตนเอง โดยใช้ตัวอย่างปัสสาวะประมาณ 20 ไมโครลิตร หากผลตรวจขึ้น 2 ขีด จะเป็นข้อบ่งชี้ว่าผู้ป่วยควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเกี่ยวกับไตและรักษาทางการแพทย์ต่อไป

ล่าสุด นวัตกรรม “แถบตรวจวัดโปรตีน NGAL” ได้รับรางวัลในระดับ “ดี” ในการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2566 ซึ่งสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงอุมดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดขึ้น  โดยได้รับถ้วยรางวัล พร้อมเงินสด เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา

ขณะนี้นวัตกรรม “แถบตรวจวัดโปรตีน NGAL” อยู่ในระหว่างการทดสอบตัวอย่างทางคลินิกเพิ่มเติม ในอนาคตหากสามารถยกระดับการผลิตแถบตรวจวัดโปรตีน NGAL ในเชิงพาณิชย์ได้ ก็จะทำให้ประชาชนทั่วไปจะสามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคไตได้ง่ายขึ้นในราคาที่เหมาะสม อันจะส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายของรัฐในการนำเข้าชุดตรวจ และลดภาระในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตระยะเรื้อรังลงได้

ทั้งนี้ โรคไตสามารถป้องกันได้ด้วยการควบคุมระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วงปกติ  ลดการรับประทานอาหารที่มีรสจัดรสเค็ม และดื่มน้ำให้เพียงพอรวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการรับประทานยาชุด ยาสมุนไพรบางชนิดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ หรือเภสัชกร

ข่าว   :   วัชรา  น้อยชมภู


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดประสบการณ์พิเศษกับคุณ Boram UM แชมป์โลก World Barista Champion 2023 ลงทะเบียนร่วมงานได้แล้ววันนี้

GET TO KNOW ” Boram Um “
and join us to celebrate with
World Barista Champion 2023

เปิดประสบการณ์พิเศษกับคุณ Boram UM แชมป์โลก World Barista Champion 2023 ที่มาพร้อมเสิร์ฟ Pink Bourbon Champion Lot จากฟาร์ม “Fazenda UM” รวมทั้งได้ลิ้มลอง Special Menu ที่คุณ Boram Um ครีเอทเป็นเมนูใหม่สำหรับงานนี้และมีจำนวนจำกัดเท่านั้น!!

ฟรี ! สิทธิ์เข้างานเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง ลงทะเบียนก่อนเข้าร่วมงาน
https://bit.ly/WBC-BORAMUM

พบกับกิจกรรมมากมายภายในงาน
20th December 2023
Wednesday, 11:00 am – 13:00 pm
@Davin Cafe


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วทอ. เปิดบ้านให้ความรู้และประสบการณ์การใช้สารทำความเย็นที่ติดไฟในห้องปรับอากาศ

รศ.ดร. สมิตร ส่งพิริยะกิจ คณบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวต้อนรับคุณศิริพร  ภาวิขัมภ์  หัวหน้าโครงการ GCI III จากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน (GIZ) ประเทศไทย และตัวแทนองค์กรที่เข้าร่วมรับฟังผลการดำเนินงานโครงการการเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีของการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติในห้องปรับอากาศจากอาจารย์กรวิก บัวคำ หัวหน้าโครงการและคณะทำงาน R Training Thailand พร้อมด้วย รศ.ดร.ฉัตรชาญ ทองจับ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเทคนิคศึกษา ที่ปรึกษาโครงการกล่าวรายงานความเป็นมาโครงการและได้เชิญคุณศิริพร  ภาวิขัมภ์ ตัวแทนผู้ให้ทุนจาก GIZ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน Open House เพื่อเยี่ยมชมการทดสอบและสาธิตในการใช้งานของเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ R290 ในอาคาร 64 วทอ. โดยจัดงานในวันที่ 8 ธันวาคม 2566  ณ ห้องประชุมปาล์มแก้ว ชั้น 1 อาคาร 63 วทอ. สืบเนื่องจากสาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมการทำความเย็นและการปรับอากาศ ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมเครื่องต้นกำลัง  วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้ดำเนินโครงการวิจัยร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เรื่องการเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีของการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติในห้องปรับอากาศเพื่อสาธิตและทดสอบการใช้งานเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็น R290 ในอาคาร พร้อมรายงานข้อมูลจากติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็นที่ติดไฟ เพื่อสร้างความมั่นใจการใช้สารทำความเย็นนี้ นำองค์ความรู้ที่ได้จากการทดสอบ การติดตั้งและการจัดการฝึกอรม ทำการสาธิตและแสดงโอกาสของการรั่วไหลของสารทำความเย็นที่ติดไฟภายในห้องปรับอากาศให้กับตัวแทนองค์กรที่เข้าร่วมรับฟังเป็นบุคลากรในกลุ่มอุตสาหกรรม เครื่องปรับอากาศ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพให้กับเครือข่ายและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการใช้สารความเย็น R290 ให้เกิดความรู้ในการจัดการสารทำความเย็นที่ติดไฟได้มากขึ้น รวมถึงได้จัดเวทีนำเสนอข้อมูลแสดงผลจากการใช้งาน  รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมรับฟัง พร้อมมีการเสนอแนะแนวทางด้านความปลอดภัยในด้านต่างๆ 

กระบวนการทดสอบและการสาธิตนี้ ได้ต่อยอดมาจากโครงการทดสอบการรั่วไหลของสารทำความเย็น R290 ภายในห้องปรับอากาศในประเทศไทย ในปี พ.. 2563 ที่ได้ทำงานร่วมกับ Mr. Daniel ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมันที่ได้ทำการทดสอบ และจำลองวิธีทดสอบการรั่วไหลไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ ตามมาตรฐาน EN-378-2: 2016 และ EN-60079-10-1: 2015 บริเวณหน้าสาขาวิชา อาคาร 64 วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม

ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าเยี่ยมชมและติดต่อสอบถามได้ที่ สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมการทำความเย็นและการปรับอากาศ ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมเครื่องต้นกำลัง วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โทรศัพท์ 0-2555-2000 ต่อ 6434 หรือที่เพจ Facebook : R290 Training Thailand

ขวัญฤทัย ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

PRO-Thailand Network ชวนภาคอุตสาหกรรมร่วมเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว เตรียมพร้อมรับนโยบาย EPR ใช้แนวทางความสำเร็จของ PRO เบลเยียม และอินโดนีเซีย ในการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว

กรุงเทพฯ – 6 ธันวาคม 2566 – “PRO-Thailand Network” ร่วมภาครัฐ เอกชน ขับเคลื่อนนโยบาย EPR ในการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้เหมาะสมกับบริบทไทย และใช้ได้จริง โดยได้ระดมความคิดและแลกเปลี่ยนมุมมองการดำเนินการของ PRO ในยุโรปและอาเซียน ซึ่งประสบความสำเร็จในการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ตามเป้าหมาย พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่บรรจุภัณฑ์ให้เข้ามาทำงานร่วมกัน เตรียมพร้อมรับ EPR เพื่อสร้างอนาคตเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทยจากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วอย่างยั่งยืน

“เครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” (Packaging Recovery Organization Thailand Network) หรือ “PRO-Thailand Network” จัดสัมมนาออนไลน์ ภายใต้หัวข้อ “PRO-Thailand Network ร่วมขับเคลื่อนนโยบาย EPR สู่การบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วอย่างยั่งยืน” (Driving Thailand’s EPR Policy: Unveiling Voluntary PRO for Change) โดยมีวิทยากรจากภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมเผยแนวทางการขับเคลื่อนหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility) หรือหลักการ EPR ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม และบทบาทสำคัญที่องค์กร PRO ภาคสมัครใจสามารถทำได้ รวมทั้งวิทยากรจากต่างประเทศทั้ง Fost Plus ประเทศเบลเยียม และ Indonesia Packaging Recovery Organization (IPRO) ประเทศอินโดนีเซีย มาร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์การจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วภายใต้หลักการ EPR

การสัมมนามีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการรับรู้เรื่องหลักการ EPR ในเชิงนโยบายและการดำเนินการขององค์กร PRO ภาคสมัครใจในประเทศไทย รวมถึงเส้นทางการพัฒนาองค์กร PRO ในต่างประเทศ พร้อมทั้งเชิญชวนผู้ประกอบการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่บรรจุภัณฑ์มาทำงานร่วมกับ PRO-Thailand Network เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย EPR และพร้อมรับมืออย่างเป็นระบบ

เริ่มจากตัวอย่างที่น่าสนใจของ PRO ของเบลเยียม ซึ่งมีบทบาททำให้เบลเยียมกลายเป็น Recycling Hub ของสหภาพยุโรป เพราะประสบความสำเร็จในการจัดการบรรจุภัณฑ์และเก็บกลับเข้าสู่ขบวนการรีไซเคิลเกินเป้าหมาย โดยตัวแทนจาก Fost Plus องค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร และเป็นองค์กร PRO แห่งเดียวในประเทศเบลเยียมที่รับผิดชอบการจัดการ และการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วจากครัวเรือน (Household Packaging Waste) นายโธมัส เดอ เมสเตอร์ ผู้จัดการด้านกิจการและกฎหมายสาธารณะ เปิดเผยว่า “Fost Plus รับผิดชอบการเก็บกลับและรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วจากครัวเรือน โดยมียอดการรีไซเคิลรวมสูงถึง 95% โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Fost Plus ประสบความสำเร็จในการออกแบบและพัฒนาวิธีการเพื่อเพิ่มอัตราการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกในครัวเรือนให้ได้ผลลัพธ์เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเดิม 52% เป็น 61% ในปี 2565 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังสามารถจัดการกับวัสดุหลากหลายประเภท เช่น พลาสติก เหล็ก กล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม แก้ว กระดาษ กระดาษลัง กระดาษลูกฟูก ฯลฯ จุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือโครงการ “ถุงสีน้ำเงิน (Blue Bag)” ซึ่งเป็นระบบช่วยคัดแยกวัสดุที่รีไซเคิลได้ผ่านหลักการใส่ถุงเดียวกันทั่วประเทศ ทำให้กระบวนการนี้ไม่ยุ่งยากสำหรับครัวเรือน จึงนำไปสู่อัตรารีไซเคิลที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”  

นายโธมัส ยังกล่าวเสริมว่า “ถุงสีน้ำเงิน (Blue Bag) ได้ขยายประเภทจัดเก็บลงถุงอย่างต่อเนื่อง เน้นให้ครอบคลุมวัสดุทุกประเภท โดยล่าสุดอนุญาตให้ประชาชนนำแคปซูลกาแฟใช้แล้วรวบรวมลงถุงส่งกลับได้อีกด้วย ทำให้ได้รับวัสดุใช้แล้วนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพิ่มขึ้นอีก สร้างรายได้มากขึ้นจากการขายวัสดุใหม่ (sorted materials) อีกทั้งสามารถนำกลับมาเป็นวัตถุดิบกลับสู่ระบบผลิตใหม่  ซึ่งช่วยสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือที่แข็งขันจากภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการค้าปลีก เราได้รับเงินสนับสนุนให้ลงทุนสร้างโรงงานคัดแยกเพื่อรีไซเคิลและโรงงานรีไซเคิลอย่างละ 5 โรงงาน ทำให้สามารถจัดการวัสดุเพื่อรีไซเคิลได้เพิ่มขึ้น”

เบลเยียมจึงรีไซเคิลได้เกินเป้าหมาย และกลายเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการรีไซเคิล สร้างเกณฑ์มาตรฐานสำหรับประเทศอื่นๆ

อีกหนึ่ง PRO ที่โดดเด่นในแถบอาเซียน คือ IPRO จากอินโดนีเซีย หรือ Indonesia Packaging Recovery Organization องค์กร PRO แห่งเดียวในประเทศอินโดนีเซียที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2563 ปัจจุบันมีสมาชิก 18 ราย ร่วมผลักดันระบบ EPR ในภาคสมัครใจ ทำงานร่วมกับรัฐบาลอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง โดย นางซุล มาร์ตินี อินดราวาติ ผู้จัดการทั่วไปจาก “IPRO” เล่าว่า “อินโดนีเซียเผชิญหน้ากับปัญหาการจัดการขยะมูลฝอย เนื่องจากระบบการจัดการและงบประมาณที่ไม่เพียงพอ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดแคลน ทั้งนี้อ้างอิงข้อมูลปี 2017 จากพันธมิตรการดำเนินการพลาสติกแห่งชาติอินโดนีเซีย (NPAP) ซึ่งระบุว่ามีขยะพลาสติกในประเทศสูงถึงประมาณ 6.8 ล้านตัน”

“IPRO มีพันธมิตร 16 องค์กรจากหลายจังหวัด และคาดว่าเร็วๆ นี้จะมีการขยายไปทั่วทุกเกาะในอินโดนีเซีย IPRO พัฒนาการรวบรวมวัสดุสำหรับรีไซเคิลในช่วงหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ สามารถเก็บกลับวัสดุ 6 ประเภท คือ พลาสติก PETE, PP, PE, HDPE, กล่องเครื่องดื่มยูเอชที และถุงบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (เช่น ถุงขนม ถุงเติม ซองกาแฟ) ได้ประมาณ 15,000 ตัน”

IPRO สนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรีไซเคิลและผู้เก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว ผ่านมาตรการจูงใจทางการเงิน การร่วมทุนเพื่อพัฒนาปรับปรุงระบบ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการเก็บกลับและระบบการคัดแยก ควบคู่กับการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์เพื่อขับเคลื่อนให้ระบบการเก็บกลับ การคัดแยก และการรีไซเคิลมีประสิทธิภาพและยั่งยืน อันเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยนำขยะที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากกลับสู่กระบวนการรีไซเคิล การทำงานของ IPRO ยังคาดว่าจะช่วยสร้างงานราว 150,000 ตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) ได้ถึง 20 ล้านตัน

IPRO จึงเป็นตัวอย่างของภาคเอกชน ซึ่งทำงานร่วมมือกับภาครัฐเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การเก็บรวบรวมและรีไซเคิล การพัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่บรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

นางสาวมยุรี อรุณวรานนท์ ผู้จัดการโครงการของ PRO-Thailand Network หรือเครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน  อธิบายถึงเส้นทางการเติบโตของ PRO-Thailand Network ซึ่งเป็น PRO ภาคสมัครใจ  ที่เล็งเห็นปัญหาใหญ่ระดับโลกเรื่องบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว  รวมทั้งขยะพลาสติกในชุมชนและการรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ โดยเริ่มจากโครงการนำร่องในปี พ.ศ. 2563 เก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และดำเนินการต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงศึกษาหาแนวทางการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว จากองค์กร PRO ในหลายประเทศ อาทิ เบลเยียม อเมริกา แอฟริกาใต้ และเม็กซิโก โดยปรับให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย ซึ่งพบว่าประเทศไทยมีศักยภาพมากพอ เช่น มีเครือข่ายการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วที่เข้มแข็ง เป็นต้น  

PRO-Thailand Network จึงมีเป้าหมายที่สำคัญ คือเพิ่มการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้มากขึ้น การให้ความรู้กับประชาชน และการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเบื้องต้นนำร่องเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว 3 ประเภท คือ ขวดพลาสติก PET กล่องเครื่องดื่มยูเอชที และถุง บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (เช่น ถุงขนม ถุงเติม ซองกาแฟ) ทำงานร่วมกับโรงคัดแยกขยะกว่า 300 แห่ง และโรงงาน รีไซเคิล 11 แห่ง นอกจากนี้ยังสนับสนุนกรมควบคุมมลพิษขับเคลื่อนนโยบาย EPR และพัฒนากฎหมายการจัดการ บรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนที่เหมาะสม และปฎิบัติได้จริงในบริบทของประเทศไทย

สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ใช้บรรจุภัณฑ์และมีความสนใจ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบาย EPR ในประเทศไทยไปกับ PRO-Thailand Network ได้ แน่นอนว่าการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วร่วมกันย่อมมีประสิทธิภาพสูงกว่าในด้านการบริหารจัดการต้นทุนและการดำเนินงาน อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่อง EPR และ โมเดลของ PRO ที่สำคัญยังได้เตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อรองรับกฎหมายด้านการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ดังนั้นการร่วมกันจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศอย่างยั่งยืน  

ตัวแทนจากภาควิชาการผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย EPR  ผศ.ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ หัวหน้าศูนย์วิจัยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อประเทศไทยปลอดขยะ (Circular Economy for Waste-free Thailand – CEWT) สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งได้รับมอบหมายจากกรมควบคุมมลพิษ ให้ยกร่าง พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน เปิดเผยว่า “ประเทศไทยเรียนรู้หลัก EPR มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 จากการที่สหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้นโยบายด้านการจัดการขยะจากเศษซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Waste Electrical and Electronic Equipment หรือ WEEE) และทางหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องก็ได้ศึกษาในระนาบต่างๆ เพื่อพัฒนาร่างกฎหมาย สำหรับโมเดลของ EPR ถูกคิดค้นโดยนายโธมัส ชาวสวีเดน เมื่อปี 1992 มี 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น (Liability) ความรับผิดชอบด้านการเงิน (Financial Responsibility) การเพิ่มกิจกรรมทางกายภาพ (Physical Responsibility) และความรับผิดชอบด้านการสื่อสารข้อมูล (Informative Responsibility) โดยสององค์ประกอบแรก ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และความรับผิดชอบด้านการเงิน คือ การให้ผู้ผลิตเข้ามาดูแลค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ บรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว สำหรับองค์ประกอบที่ 3 การเพิ่มกิจกรรมทางกายภาพ หมายถึง การจัดตั้งจุดรับคืนซากผลิตภัณฑ์เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและสนับสนุนการคัดแยกได้ และสุดท้ายความรับผิดชอบด้านการสื่อสารข้อมูลแก่ประชาชน ถือเป็นอีกหนึ่งความรับผิดชอบของผู้ผลิตและเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จากองค์ประกอบของโมเดลนี้ จะเห็นได้ว่าความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นและความรับผิดชอบด้านการเงินถือเป็นเสาหลักของการดำเนินงานของ PRO-Thailand Network โดยได้สนับสนุนให้ผู้ผลิตเข้ามาร่วมรับผิดชอบต่อการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว ซึ่งจากเดิมตกอยู่กับระบบการจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อาจต้องรับผิดชอบการจัดการที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและเกินกำลังที่ทางท้องถิ่นจะรับได้”

ด้านตัวแทนจากกรมควบคุมมลพิษ นางสาวธีราพร วิริวุฒิกร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการจัดการกากของเสียและสารอันตราย รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองจัดการกากของเสียและสารอันตราย ได้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการเพิ่มอัตราการเก็บกลับ จากข้อมูลการจัดการขยะปี พ.ศ. 2565 มีขยะเกิดขึ้นทั้งหมด 25.7 ล้านตัน ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้น แบ่งเป็นส่วนที่ถูกกำจัดอย่างถูกต้องประมาณ 40% ส่วนที่จัดการไม่ถูกต้อง 27% โดยมีส่วนที่นำกลับไปใช้ประโยชน์ได้เพียง 35% ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีศักยภาพที่สามารถนำขยะเหล่านี้ไปสู่การจัดการอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ การดำเนินการโดยทางราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น สามารถเก็บรวบรวม ได้ 78% หรือ 20 ล้านตัน ก่อนจะถูกคัดแยกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ 19% ในขณะที่อีก 59% หรือคิดเป็น 15.2 ล้านตัน ในจำนวนนี้ มี 21% ถูกส่งไปยังสถานที่กำจัดขยะที่จัดการไม่ถูกต้อง และขยะพลาสติกอีกประมาณ 28% ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้แต่กลับต้องถูกทิ้งรวมไป เพราะข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการ และขีดความสามารถของท้องถิ่นที่ไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้ขยะพลาสติกเพิ่มมากขึ้นและสูญเสียมูลค่าของขยะ

“ผู้ผลิตเป็นผู้นำให้เกิดการสร้างความรับผิดชอบ โดยเริ่มต้นจากผู้ผลิต เนื่องจากผู้ผลิตทราบว่าตนเองผลิตอะไร และจะสร้างความยั่งยืนได้อย่างไร โดยการลด การคัดแยก และการดึงกลับเข้าระบบ การลดการใช้สารอันตราย การออกแบบที่ง่ายต่อการรีไซเคิล และนำมาสู่การขยายของ EPR โดยทาง คพ. ร่วมมือกับหลายภาคส่วน ทั้งการทำ MOU กับองค์กรภาครัฐและเอกชน รวมถึง PRO-Thailand Network และการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศ โดยจุดประสงค์หลักคือการลดขยะทะเล และนำมาสู่การพัฒนากฎหมายในปัจจุบัน แผนปฏิบัติการด้านการกำจัดขยะของประเทศฉบับที่ 2 ในปีนี้ มีบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วเป็นเป้าหมายหลายชนิด ได้แก่ ขวดแก้ว กระดาษลัง อะลูมิเนียม กล่องเครื่องดื่ม และพลาสติก โดยในแผนนี้ระบุทั้งรูปแบบสมัครใจ และการบังคับใช้กฎหมาย เราส่งเสริมให้มีการทำแบบสมัครใจในภาคเอกชน ในกรณี PRO-Thailand Network เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คู่มือในการนำ EPR มาปฏิบัติ การรวบรวมฐานข้อมูล การสร้างแรงจูงใจในเชิงเศรษฐศาสตร์ การสร้างความตระหนักรู้ และการแลกเปลี่ยนเผยแพร่ข้อมูล”

นางสาวธีราพร ยังเปิดเผยว่า ขณะนี้ทางกรมควบคุมมลพิษอยู่ระหว่างการนำเสนอร่าง พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ไปยังคณะกรรมการพัฒนากฎหมายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยหากผ่านความเห็นชอบแล้ว จะถูกเสนอต่อไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบในหลักการ ก่อนส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และส่งให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาลงมติต่อไป โดยปกติขั้นตอนเหล่านี้จะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี จึงจะตราเป็นพระราชบัญญัติบังคับใช้

ภาคอุตสาหกรรมที่มีความตระหนักเรื่อง EPR สามารถติดต่อและหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: PRO-Thailand Network ที่ https://web.facebook.com/prothailandnetwork หรือ สนใจฟังรายละเอียดการสัมมนาได้ที่ https://www.youtube.com/@PRO-ThailandNetwork


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC คว้ารางวัล Excellent Performance Award in Commercial Project จาก HOLOWITS

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC ผู้นำในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร คว้ารางวัล “Excellent Performance Award in Commercial Project” จากงาน “HOLOWITS Autumn 2023 New Product Launch” ภายใต้ธีม “Everything Sensing for an Intelligent World” โดย คุณสุโข อิ่มแสง ผู้จัดการฝ่ายขายอาวุโส กลุ่มธุรกิจดิจิตอลโซลูชั่น รับมอบรางวัลจาก Mr. Lance Tang, Chief Marketing Director of HOLOWITS ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

รางวัล “Excellent Performance Award in Commercial Project” จาก HOLOWITS Technologies เป็นรางวัลที่มอบให้กับบริษัทที่มีความมุ่งมั่น และความเป็นเลิศจากการดำเนินโครงการในตลาด Commercial ซึ่งได้เน้นการปฏิบัติงานอย่างมืออาชีพ มุ่งสู่การนำเสนอโครงการ และเทคโนโลยีของกล้องวงจรปิด ตลอดจนระบบรักษาความปลอดภัยแบบ Face Recognition ที่มีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความไว้วางใจให้แก่ตลาด และลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2529 เป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษ ในการประกอบธุรกิจการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างครบวงจร พร้อมสนับสนุนการทำธุรกิจแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ภายใต้วิสัยทัศน์ “เราจะให้บริการอย่างเป็นเลิศแก่ลูกค้าด้วยโซลูชั่นไอทีที่ดีที่สุด”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อ คุณฐิติวร คงทิพย์พยัคฆ์ โทร.02-089-4942, Email: thitikon@metrosystems.co.th Website: https://www.metrosystems.co.th/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัส RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า ได้รับการอนุมัติใช้ในประเทศไทย สำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงสูง

ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัส RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า ได้รับการอนุมัติขึ้นทะเบียนตำรับยาในประเทศไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อนำมาใช้สำหรับป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง (LRTI) ระดับรุนแรงจากเชื้อไวรัส RSV ในกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ทารกคลอดก่อนกำหนด (อายุครรภ์ ≤ 35 สัปดาห์) และมีอายุน้อยกว่า 6 เดือนในช่วงฤดูกาลการแพร่ระบาดของ RSV, เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ที่มีโรคปอดเรื้อรัง (Bronchopulmonary Dysplasia: BPD) ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease: CHD) ที่ส่งผลต่อระบบการไหลเวียนของโลหิต

ปัจจุบัน ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัส RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า ผ่านการรับรองให้เป็นตัวเลือกในการป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างระดับรุนแรงจาก Respiratory Syncytial Virus หรือไวรัส RSV1 ในประเทศไทย เพื่อลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลของเด็กที่มีความเสี่ยงสูง โดยแนะนำให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปแก่เด็กกลุ่มเสี่ยงสูงเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดฤดูกาลการแพร่ระบาดของ RSV โดยส่วนใหญ่ของการศึกษาทางคลินิกนั้นใช้ยาต่อเนื่องกันนาน 5 เดือน สำหรับในประเทศไทย การระบาดของเชื้อไวรัส RSV มักอยู่ระหว่างช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาวของทุกปี1,2

นายโรมัน รามอส ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัส RSV สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแอสตร้าเซนเนก้าในการดูแลและปกป้องทารกกลุ่มเสี่ยงสูงให้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เปราะบางต่อการเกิดโรครุนแรงและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากไวรัส RSV ได้สูงกว่าเด็กทั่วไป3,4,5,6 อีกทั้งในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาเฉพาะทางสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV การหาวิธีและกำหนดแนวทางในการป้องกันจึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญอย่างมาก การประกาศขึ้นทะเบียนตำรับยาแก่ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัส RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า จึงนับเป็นก้าวสำคัญและมีความหมายสำหรับทารกกลุ่มเสี่ยงสูงในประเทศไทย สร้างการเข้าถึงแนวทางในการป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบที่รุนแรงหรืออาจร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้”

เชื้อไวรัส RSV เป็นสาเหตุสำคัญของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างในเด็กทั่วโลก จากสถิติพบว่ากว่า 90% ของเด็กช่วงวัยสองปีแรกมีประวัติติดเชื้อ RSV มาแล้ว7,8  โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า ไวรัสชนิดนี้มีส่วนทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันมากกว่า 60% ในเด็ก9 แม้อาการส่วนใหญ่ของ RSV จะไม่รุนแรง คล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่สำหรับทารกที่คลอดก่อนกำหนด หรือมีภาวะเกี่ยวกับความผิดปกติของปอดหรือหัวใจ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค RSV ที่รุนแรงกว่าเด็กกลุ่มอื่น7 ซึ่งส่งผลให้เด็กต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลหรืออาจร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้

จากผลการศึกษาทางคลินิก IMpact-RSV ที่ดำเนินการศึกษาในกลุ่มทารกคลอดก่อนกำหนดหรือโรคปอดเรื้อรังในศูนย์วิจัยทั้งสิ้น 139 แห่ง ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และแคนาดา10 และผลการศึกษาทางคลินิก CHD 1 ซึ่งเป็นการศึกษาระยะที่ 3 ในกลุ่มทารกที่มีภาวะโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด11 พบว่า ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัส RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า มีประสิทธิผลในการลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล รวมถึงระยะเวลาที่เข้ารับการรักษา และจำนวนวันที่ต้องได้รับออกซิเจนในการรักษา ซึ่งให้ผลลัพธ์สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันทั้งในกลุ่มทารกคลอดก่อนกำหนด (เกิดก่อนอายุครรภ์ครบ 35 สัปดาห์) หรือมีโรคปอดเรื้อรัง และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หลังได้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปดังกล่าวจำนวน 5 โดส (15 มิลลิกรัม/ กิโลกรัม) โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 30 วัน12

โดยการศึกษา Impact-RSV ดำเนินการในกลุ่มทารกที่คลอดก่อนกำหนดหรือโรคปอดเรื้อรังจำนวน 1,502 คน ระหว่างฤดูกาลการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส RSV ในช่วงปี 1996 ถึง 199710 ได้ผลลัพธ์ว่า กลุ่มทารกที่คลอดก่อนกำหนดแต่ไม่ได้มีโรคปอดเรื้อรังในทารกแรกเกิด มีอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากไวรัส RSV ลดลงกว่า 78% (8.1% เทียบกับ 1.8%) ในขณะที่กลุ่มที่มีภาวะโรคปอดเรื้อรังในทารกแรกเกิด มีอัตราลดลง 39% (12.8% เทียบกับ 7.9%)10

นอกจากนี้ ผลการศึกษา CHD 1 แสดงให้เห็นว่า การให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัส RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า แก่ทารกและเด็กเล็กที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่ส่งผลต่อระบบการไหลเวียนของโลหิตเป็นประจำทุกเดือน ช่วยลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากการติดเชื้อไวรัส RSV ในกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงสูงได้ถึง 45%11

ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันไวรัส RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า ได้พัฒนาและมีการใช้งานมาแล้วกว่า 25 ปี และได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาในกว่า 80 ประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป แคนาดา เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เพื่อใช้สำหรับการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างระดับรุนแรงจากเชื้อไวรัส RSV ซึ่งแอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย ได้รับสิทธิ์นำภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเข้ามาอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2566

###

ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกัน RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า

ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกัน RSV ของแอสตร้าเซนเนก้า เป็นโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่มีประสิทธิผลยับยั้งฟิวชันโปรตีน (F) ของไวรัส RSV สำหรับป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างระดับรุนแรงจากเชื้อไวรัส RSV ในทารกที่คลอดก่อนกำหนด (ก่อนอายุครรภ์ครบ 35 สัปดาห์) ที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือนเมื่อถึงฤดูกาลการแพร่ระบาดของ RSV และในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ที่มีภาวะโรคปอดเรื้อรัง (Bronchopulmonary dysplasia: BPD) ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา รวมถึงเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปีที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital heart disease: CHD) ซึ่งส่งผลต่อระบบการไหลเวียนของโลหิต


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงาน Ericsson Mobility เผย 5G อยู่ในช่วงขาขึ้น คาดในปี 2572 ยอดผู้ใช้ 5G ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียพุ่งแตะ 550 ล้านราย

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2566 เกือบหนึ่งในห้าของการใช้บริการมือถือทั่วโลกจะเป็น 5G เนื่องจากการเติบโตนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงการฟื้นคืนสู่สภาพเดิม แม้ว่าจะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยังคงดำเนินต่อไปและความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ในบางตลาดก็ตาม ตามสถิติที่นำเสนอในรายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2566 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมียอดการสมัครใช้บริการมือถือ 5G รายใหม่ 610 ล้านรายในปี 2566 เพิ่มขึ้น 63% จากปี 2565 ส่งผลให้ยอดรวมทั่วโลกอยู่ที่ 1.6 พันล้านราย หรือมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ประมาณ 100 ล้านราย

รายงานล่าสุด ซึ่งเป็นฉบับที่ 25 เผยช่วงเวลาการคาดการณ์ทางสถิติใหม่ โดยเปลี่ยนจากปี 2571 เป็นปี 2572 โดยรายงานฉบับนี้ยังระบุชัดเจนว่าบริการ Enhanced Mobile Broadband (eMBB), Fixed Wireless Access (FWA), เกมและบริการอื่น ๆ ที่ใช้กับอุปกรณ์ AR/VR เป็นเคสการใช้งาน 5G ที่พบเห็นบ่อยที่สุดของผู้บริโภคที่ใช้ 5G เป็นกลุ่มแรก ๆ

ภาพรวมในระดับภูมิภาคยอดการสมัครใช้ 5G ในทวีปอเมริกาเหนือยังคงเติบโตแข็งแกร่ง โดยคาดว่าภายในสิ้นปี 2566 ภูมิภาคนี้จะมีอัตราการสมัครใช้บริการมือถือ 5G สูงที่สุดในโลกที่ 61% เช่นเดียวกับการเติบโตของการสมัครใช้บริการ 5G ในประเทศอินเดียก็แข็งแกร่งตลอดปี 2566 ซึ่งคาดว่าในสิ้นปีนี้จะมีการสมัครใช้ 5G เติบโตสูงถึง 11% ซึ่งนับเป็นเวลาสิบสี่เดือนหลังจากการเปิดตัวเชิงพาณิชย์

ในช่วงหกปีระหว่างสิ้นปี 2566 ถึง 2572 คาดว่าการสมัครใช้บริการ 5G ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 330% จาก 1.6 พันล้านรายเพิ่มเป็น 5.3 พันล้านราย และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ 5G จะครอบคลุมพร้อมให้บริการแก่ประชากรทั่วโลกมากกว่า 45% และเพิ่มเป็น 85% ภายในสิ้นปี 2572 โดยคาดว่าทวีปอเมริกาเหนือและกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับจะมีอัตราการขยายตัวของ 5G ระดับภูมิภาคสูงสุด อยู่ที่ 92% ภายในสิ้นปี 2572 ตามมาด้วยยุโรปตะวันตกที่คาดว่าจะเข้าถึงที่ 85%

เฟรดริก เจดลิง รองประธานผู้บริหารและหัวหน้างานด้านเครือข่ายของอีริคสัน กล่าวว่า “ด้วยจำนวนผู้ใช้ 5G ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 600 ล้านบัญชีทั่วโลกและเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคปีนี้ ทำให้เห็นได้ชัดว่าความต้องการการเชื่อมต่อประสิทธิภาพสูงนั้นยังเข้มข้นอยู่ การเปิดตัว 5G ยังคงดำเนินต่อไปและเรายังเห็นการนำเครือข่าย 5G แบบสแตนด์อโลนมาใช้เพิ่มมากขึ้น นำมาซึ่งโอกาสในการสนับสนุนแอปพลิเคชันใหม่ ๆ ที่มีความต้องการมากขึ้นสำหรับทั้งผู้บริโภคและองค์กร”

ปริมาณการใช้ดาต้าเน็ตต่อสมาร์ทโฟนเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเติบโตขึ้นสามเท่าระหว่างสิ้นปี 2566 ถึงสิ้นปี 2572 โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความสามารถของอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้น คอนเทนต์เนื้อหาต่าง ๆ ที่ต้องใช้ดาต้าจำนวนมากเพิ่มขึ้น และเครือข่ายการใช้งานที่พัฒนาประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

ปีเตอร์ จอนส์สัน บรรณาธิการบริหารของรายงาน Ericsson Mobility Report กล่าวว่า “อัตราการเติบโตของการใช้ดาต้าในเครือข่ายมือถือ สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคชื่นชอบการใช้แอปพลิเคชันบรอดแบนด์มือถือที่พัฒนายกระดับไปอีกขั้นหนึ่ง แนวโน้มนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อผู้บริโภคทั่วโลกหันมาใช้ 5G มากขึ้น และมีเคสการใช้งานใหม่ ๆ เกิดขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้การใช้ดาต้าเน็ตเติบโตตามมากขึ้น เนื่องจากความคับคั่งของการใช้ดาต้าส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในอาคารซึ่งผู้คนมักใช้เวลาส่วนใหญ่ในนั้น จึงมีความต้องการการขยายความครอบคลุมย่านความถี่กลาง 5G ทั้งในอาคารและนอกอาคารเพิ่มขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์ 5G ที่ครอบคลุมในทุกสถานที่”

ย่านความถี่กลางสำหรับเครือข่าย 5G หรือ 5G Mid-Band ผสมผสานเอาความจุสูงและความครอบคลุมที่ดี ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับการมอบประสบการณ์ 5G เต็มรูปแบบ ปัจจุบันความครอบคลุมของประชากรของย่านความถี่กลางสำหรับเครือข่าย 5G ทั่วโลกมีมากกว่า 40% เพิ่มขึ้นจาก 30% ในปี 2565 โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากการใช้งานย่านความถี่กลางขนาดใหญ่ในอินเดีย และยังรวมถึงการใช้งานย่านความถี่กลางหลายแห่งในยุโรปด้วย

รายงานยังสำรวจการเชื่อมต่อไร้สายสำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิต เผย 5G ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตและการทำให้เกิดความคล่องตัวที่จำเป็นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรวมถึงการจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ

ไฮไลท์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ภายในสิ้นปี 2572 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียจะมียอดสมัครใช้บริการมือถือ 5G สูงประมาณ 550 ล้านราย นอกเหนือจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 5G เบื้องต้นในภูมิภาคแล้ว ผู้ให้บริการเครือข่ายยังให้ความสำคัญกับการนำเสนอบริการที่หลากหลายสำหรับทั้งผู้บริโภคและองค์กร โดยการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า การขยายความครอบคลุมของเครือข่าย และการส่งเสริมการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเพื่อธุรกิจยังมีความสำคัญสูงสุดทั่วทั้งภูมิภาค

ปริมาณการใช้ดาต้าเน็ตต่อสมาร์ทโฟนยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย และคาดว่าจะสูงถึงประมาณ 66 กิ๊กกะไบต์ต่อเดือนในปี 2572 เพิ่มจาก 24 กิ๊กกะไบต์ต่อเดือนในปี 2566 หรือเติบโต 19% ต่อปี

นายอิกอร์ มอเรล ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า การขยายความครอบคลุมเครือข่าย และการส่งเสริมการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเพื่อธุรกิจยังเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้น ๆ ของผู้ให้บริการเครือข่ายในประเทศไทย โดยอีริคสันพร้อมสนับสนุนผู้ให้บริการไทยเพื่อมอบประโยชน์ 5G อย่างเต็มประสิทธิภาพให้แก่ทั้งผู้บริโภคและองค์กรในประเทศไทย”

Ericsson Mobility Report ประจำเดือนพฤศจิกายน 2023 ยังมีบทความเชิงลึกอีก 3 บทความ ดังนี้

  • Large-scale 5G SA deployment to drive digital transformation in India.
  • Demand for indoor connectivity driving the need for enhanced performance.
  • 5G-enabled agility in gigafactories and green steel plants

อ่านรายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2023 (ลิงก์)

Ericsson Mobility Report เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่สำคัญในอุตสาหกรรมสำหรับข้อมูลเครือข่าย ประสิทธิภาพ สถิติ และการคาดการณ์นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2554 โดยอิงจากข้อมูลเชิงลึกด้านเครือข่ายทั่วโลกของ Ericsson และพันธมิตร


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

EVme ตอกย้ำผู้นำบริการโซลูชันยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร

กรุงเทพฯ – 29 พฤศจิกายน 2566 – บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด (EVme) ผู้ให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) บนแพลตฟอร์มดิจิทัลแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์และบริการด้านยานยนต์ไฟฟ้าในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 บูธ B03 ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2566 พร้อมเปิดแผนยุทธศาสตร์เดินหน้าสู่เป้าหมายในการเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการเดินทางและการขนส่งอย่างยั่งยืนอันดับหนึ่งของอาเซียน (No. 1 Sustainable Mobility Platform in ASEAN)

นายสุวิชชา สุดใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด กล่าวว่า “EVme มีพันธกิจสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน และในฐานะผู้นำด้านบริการยานยนต์ไฟฟ้า เราเดินหน้าสร้าง EV Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านนี้ด้วยการขยายขอบเขตบริการใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดให้คนไทยเข้าสู่วงโคจรของการเดินทางที่ยั่งยืนมากขึ้น รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำจากหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์ เทคโนโลยี รวมไปถึงการเงิน การจัดแสดงในปีนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าอีกขั้น และยังเป็นการเปิดประตูสู่โลกของยานยนต์ไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้ใช้งานใหม่ ๆ ได้รู้จักมากขึ้น”  

ภายในงาน EVme ได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์และบริการทั้ง 4 กลุ่ม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “EV Verse ทุกเรื่อง EV จบ ครบที่ EVme” ประกอบด้วย 1. บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้า  เลือก Drivestyle ได้ไม่ซ้ำ ไม่ช้ำค่าดูแล 2. บริการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าออนไลน์ เป็นเจ้าของรถ EV ง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว 3. บริการสมาชิก EVme Club แพคเดียวครบ จบเรื่อง EV และ 4. บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าระยะยาว ซึ่งเป็นบริการใหม่ ที่เปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ภายใต้ความร่วมมือกับ กรุงศรี ออโต้ ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร โดยนำเสนอบริการเช่าใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีชื่อว่า “EVme Subs” ชูจุดเด่นของการให้เช่าใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างมั่นใจตลอด 5 ปีแบบ Subscription กับ EV  ทุกค่ายรถยนต์ชั้นนำ ในราคาเดียวตลอดสัญญาอย่างไร้กังวล ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม พร้อมบริการหลังการเช่าสุดพรีเมี่ยม ให้คุณได้ใช้รถได้เต็มที่เหมือนเป็นเจ้าของรถ ขับขี่อย่างอิสระกับการเลือกไดรฟ์สไตล์ที่โดนใจกับการขับรถไม่จำกัดระยะทางในการใช้งานรายวัน พร้อมทั้งยังสามารถเลือกวางเงินประกันสัญญา และค่าเช่าใช้รายเดือน ไม่ต้องกังวลราคาขายต่อ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ควบคุมไม่ได้ตลอดการใช้งาน

ไฮไลท์พิเศษภายในงาน

EVme ได้นำรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังได้รับความสนใจอย่าง Hyundai IONIQ 5 First Edition ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นดังที่การันตีด้วย 3 รางวัลจากเวที World Car Awards 2022 มาจัดแสดง โดยได้รับความไว้วางใจจาก ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ให้นำรถรุ่นดังกล่าวจะเปิดให้เช่าบนแอปพลิเคชัน และการเช่าแบบสัญญาระยะยาว (EVme Subs) บนแพลตฟอร์มของ EVme ที่เดียว ก่อน Hyundai IONIQ 5 รุ่น Standard ที่จะเปิดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วง ไดรมาสที่ 2 ของปี 2567

นอกจากรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว อีกหนึ่งไฮไลท์ที่สำคัญในปีนี้ EVme ยังแตกไลน์ใหม่ รุกตลาด 2 ล้อ โดยมีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสัญชาติอิตาลี จากแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Iso (อิโซ่) ภายใต้การบริหารของ นายเฟอร์รุชโช ลัมโบร์กีนี ทายาทตระกูลผู้ผลิตรถยนต์ชื่อดัง ซึ่ง EVme ได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดจำหน่ายและทำตลาดจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Iso รุ่น UNO-X เป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย จักรยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Iso รุ่น UNO-X โดดเด่นด้วยดีไซน์ล้ำสมัย ที่มาพร้อมสมรรถนะในการขับขี่กับขุมพลังมอเตอร์ Mid drive motor 11Kw ความเร็วสูงสุด 110 Km/h หมดกังวลเรื่องความร้อน ด้วยระบบ Liquid cooling system ราคาพิเศษเฉพาะในงาน 149,999 บาท จากราคาปกติ 175,000 บาท จำนวน 30 คันเท่านั้น

และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่น่าจับตามองอย่างแบรนด์ Sleek (สลีค) แบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทย-สิงคโปร์ ที่ EVme เป็นหนึ่งในตัวแทนจำหน่าย มาจัดแสดงพร้อมจำหน่ายเป็นครั้งแรก 3 รุ่น ได้แก่ Sleek One มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มาพร้อมดีไซน์แห่งโลกอนาคตซึ่งได้รับรางวัลการันตีจาก IF Design Award ประจำปี 2022 ราคา 47,900 บาท Sleek Play เปิดตัวและจัดจำหน่ายเป็นครั้งแรก พร้อมชุดแต่ง EVme Edition ราคา 69,900 บาท และ Sleek Type V-GT Horizon Edition สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ชาญฉลาดและสะดวกสบายมากขึ้น พร้อมโฉมใหม่ ให้ความพรีเมี่ยมที่มากกว่า ราคาเริ่มต้น 95,000 บาท


Exit mobile version