Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

AI และนวัตกรรมใหม่เปิดบทธุรกิจไทยปี 2567

บทความโดย วีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทย และเมียนมาร์

เศรษฐกิจไทยในปี พ.ศ. 2567 คาดว่าจะฟื้นตัวจากแรงขับเคลื่อนของภาคท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล[1] นอกจากนี้ ยังจะเป็นปีที่ AI และเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะเปิดประตูให้กับธุรกิจไทยได้เติบโต

ในทศวรรษที่ผ่านมา มีการใช้งาน AI อย่างหลากหลายและเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม generative AI ก็ได้ทำให้ AI รุ่นใหม่ ๆ เป็นที่น่าจับตามอง บทความนี้จะสรุปเทรนด์ธุรกิจและเทคโนโลยีสำคัญที่จะเปิดบทใหม่ให้กับธุรกิจไทย ควบคู่ไปกับแนวทางการนำเทรนด์มาใช้:

1) AI กลายเป็นเทคโนโลยี “ที่ต้องมี”… แต่หลายองค์กรยังไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

อุตสาหกรรม AI คาดว่าจะเติบโตจาก 95,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็น 1.8 ล้านล้านภายในปี พ.ศ. 2573 โดยจะเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า แต่หลาย ๆ บริษัท ยังไม่พร้อมที่จะใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ได้อย่างเต็มที่[2] นอกจากนี้ผลสำรวจ AI Readiness Index จัดทำโดยซิสโก้ พบว่ามีเพียง 1 ใน 5 (20%) องค์กรในประเทศไทยเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ในการปรับใช้และใช้ประโยชน์จาก AI โดย 74% ยอมรับถึงความกังวลอย่างรุนแรงเกี่ยวกับผลกระทบต่อธุรกิจหากไม่ปรับตัวในอีก 12 เดือนข้างหน้า[3]

ข่าวดีก็คือ ธุรกิจในไทยมองเห็นความเร่งด่วนในการคว้าโอกาสจาก AI กันมากขึ้น ในช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา เกือบทั้งหมด (99%) ยอมรับว่าองค์กรมีความตื่นตัวต่อการใช้เทคโนโลยี AI และองค์กรมากถึง 97% มีกลยุทธ์ AI ที่แข็งแกร่งอยู่แล้วหรืออยู่ในกระบวนการพัฒนา อย่างไรก็ดี ยังพบช่องว่างสำคัญในเสาหลักต่างๆ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล การกำกับดูแล บุคลากร และวัฒนธรรมองค์กร เช่น การทำให้แน่ใจว่าข้อมูลของพวกเขาพร้อมสำหรับ AI รวมถึงการสร้างบุคลากรด้าน AI ที่มีคุณภาพแผนการจัดการการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ ในปี พ.ศ. 2567 บริษัทไทยจะต้องต่อสู้กับวิธีจัดการกับ AI ภายในองค์กร รวมถึงบุคลากรที่พร้อมใช้งานเทคโนโลยีนั้นด้วย

2. AI ที่มีความรับผิดชอบจะเริ่มด้วยการทำงานอย่างมีจริยธรรม สนับสนุนด้วยความไว้ใจ และความโปร่งใส

แม้ว่า AI จะมีประโยชน์มหาศาล แต่ยังคงเป็นดาบสองคมที่มาพร้อมความเสี่ยง องค์กรจำเป็นต้องมีนโยบายและโปรโตคอลที่รัดกุม  เพื่อการจัดการข้อมูลและระบบ AI อย่างมีความรับผิดชอบ ขณะที่องค์กรไทยตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม แต่ก็ยังมีอีกหลายส่วนที่ต้องปรับปรุง เช่น เรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลโดยผลสำรวจเผยว่า น้อยกว่าครึ่ง (43%) มีนโยบายและโปรโตคอล AI ที่ครอบคลุม และ 17% ขององค์กรยังมี bias โดยไม่มีกลไกอย่างเป็นระบบในการตรวจจับ data bias

เมื่อผลกระทบของ AI แพร่หลายมากขึ้น การกำกับดูแลยิ่งต้องพัฒนาต่อไป ทำให้บริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องพัฒนากฎระเบียบ ปรับใช้นโยบายภายในที่แก้ไขเรื่องความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของข้อมูล และการใช้เทคโนโลยี AI รวมถึงการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่งโดยสามารถจัดการช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นจากระบบ AI รวมถึงการฝึกอบรมและยกระดับทักษะบุคลากรอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานยังคงมีความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง บริษัทที่สร้างแอปพลิเคชัน AI จะต้องคำนึงถึงการรักษาความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และสร้างความไว้วางใจโดยกระบวนการออกแบบนวัตกรรมที่ครบวงจรในผลิตภัณฑ์ บริการ และการดำเนินงานขององค์กร

3. ยุคใหม่ของโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายที่ใช้งานง่ายจะเกิดขึ้น เพื่อสร้างความปลอดภัยและความอัจฉริยะให้กับธุรกิจ

ในขณะที่บริษัทต่างๆ หันมาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยิ่งมีความสำคัญอย่างคาดไม่ถึง การสร้างเครือข่ายอัจฉริยะที่ทันสมัยกลายเป็นหัวใจสำคัญในการเติบโตของบริษัท ความยืดหยุ่นและการบูรณาการเครือข่ายกับ AI หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความสำเร็จ นอกจากนี้บริษัทต่าง ๆ จะตระหนักถึงความจำเป็นของแพลตฟอร์มความปลอดภัยแบบครบวงจรที่สามารถมองเห็นแบบ end-to-end โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความท้าทายด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้มีความซับซ้อนขึ้นในยุคของแอปพลิเคชันและมัลติคลาวด์ และพนักงานทำงานจากสถานที่ต่าง ๆ ได้โดยใช้การเชื่อมต่อหลายรูปแบบ เข้าถึงข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม เครือข่ายจะมีบทบาทสำคัญในการให้ visibility ของผู้ใช้ อุปกรณ์ และเอนทิตีในระบบทั้งหมด ส่งผลให้สามารถเป็นจุดควบคุมเพียงจุดเดียวในการตรวจจับ ป้องกัน และแก้ไขภัยคุกคาม รวมถึงบังคับใช้กฎความปลอดภัยเพื่อจำกัดการแพร่กระจายของภัยคุกคามในเครือข่ายและลดเวลาการแยกภัยคุกคาม

4. ปี 2567 จะเป็นปีแห่งการต่อสู้กับวิกฤตการณ์โลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

เนื่องจากปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจำกัดอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศ เมื่อใกล้ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญนี้ บทบาทของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนจะยิ่งชัดเจนในการสร้างระบบวัดผลความก้าวหน้าที่แม่นยำและสม่ำเสมอ ทั้งภายในประเทศ ภายในกลุ่มอุตสาหกรรม และระดับโลก แรงกดดันต่อการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการจะยิ่งทวีความสำคัญ โดยหน่วยงานกำกับดูแลจะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนแผนสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม บริษัทต่างๆ จะเผชิญแรงกดดันในการพัฒนาความยั่งยืน โดยเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญในการจัดหาข้อมูลเชิงลึกให้กับองค์กรเพื่อให้มีการวัดผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการวางแผนสร้างอาคารและพื้นที่ทำงานอัจฉริยะ ผู้ให้บริการ ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อเป้าหมายความยั่งยืนจะเร่งพัฒนาความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเวิร์กโหลดที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ลดการใช้พลังงานไปพร้อมกัน

5. บุคลากรและการเปิดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลงจะเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น

บริษัทไทยที่กำลังมุ่งสู่ยุคดิจิทัล จำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรให้ทันกับการเติบโต แม้ว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในไทยจะเฟื่องฟู แต่ยังคงขาดแคลนบุคลากรเทคโนโลยี ทักษะเฉพาะทางในด้านต่าง ๆ เช่น ไซเบอร์ซิเคียวริตี้ data science และเครือข่าย เป็นที่ต้องการอย่างมาก ซึ่งนับเป็นโอกาสให้บริษัทต่าง ๆ ผลักดันการพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีให้พร้อมก้าวสู่โลกอนาคต บริษัทต่าง ๆ ยังต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในจุดมุ่งหมาย โดยส่งผลต่อความสามัคคีของทีมงานและความเชื่อมั่นต่อบริษัท โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สิ่งนี้ยังช่วยให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่บริษัทเองก็ต้องปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อว. ชวนเด็กไทยสนุกสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด ‘เด็กช่างคิด วิทย์สร้างฝัน’ 
ในงาน ‘ถนนสายวิทยาศาสตร์ รับวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567’


กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ หน่วยงานสังกัดกระทรวง อว. และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ชวนเที่ยวงานถนนสายวิทยาศาสตร์ รับวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567’ ภายใต้แนวคิด เด็กช่างคิด วิทย์สร้างฝันดังคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มอบไว้ว่า มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย เพื่อให้เยาวชนได้สนุกสร้างสรรค์ไปกับกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ พร้อมเรียนรู้ ผ่านการลงมือทำในรูปแบบ On Site, On Hands และ Online ผ่านเฟสบุ๊ค: ถนนสายวิทยาศาสตร์ ScienceAvenue หรือ www.nsm.or.th โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 12-13 มกราคม 2567 ที่กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถนนโยธี วันที่ 12-14 มกราคม 2567 ที่ ศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา ชั้น 5 กรุงเทพฯ, และวันที่ 13 มกราคม 2567 ที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) คลองห้า ปทุมธานี นอกจากนี้ ยังกระจายความสนุกไปทั่วประเทศในมหาวิทยาลัยราชภัฏอีก 16 แห่ง และวิทยาลัยชุมชนกว่า 20 แห่ง พร้อมด้วยหน่วยงานตามภูมิภาคต่าง ๆ ยกทัพความสนุกรวมกว่า 46 แห่งทั่วประเทศ

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า งานถนนสายวิทยาศาสตร์ รับวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567’ จัดขึ้นภายใต้แนวคิดเด็กช่างคิด วิทย์สร้างฝันเพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ และเยาวชนได้สัมผัสกับการเรียนรู้อาชีพด้านวิทยาศาสตร์ และกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ที่หลากหลาย กิจกรรมในงานครอบคลุมทุกสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษา กิจกรรมในงานเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือทำจริง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและปลูกฝังให้เด็ก ๆ และเยาวชนมีความสนใจในวิทยาศาสตร์

พลาดไม่ได้! กับงานถนนสายวิทยาศาสตร์ รับวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567’ ที่จะพาเด็ก และเยาวชนมาสนุกสนานและเพลิดเพลินไปกับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์ สามารถเข้าร่วมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม Online และ On Hands สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ทางเฟสบุ๊ค: ถนนสายวิทยาศาสตร์ ScienceAvenue สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-577-9999 ต่อ 1791


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอปสัน สร้างโมเมนต์สุดพิเศษ ยกโรงภาพยนตร์มาไว้บนดาดฟ้ากลางกรุง

เอปสัน ร่วมกับ Skyline Film สร้างโมเมนต์สุดพิเศษ ยกโรงภาพยนตร์ที่ออกแบบให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์การชมรูปแบบใหม่มาไว้บนดาดฟ้าใจกลางกรุงเทพฯ บนตึก River City Bangkok ริมแม่น้ำ พร้อมชมวิวพาโนรามาของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเอปสันได้นำโปรเจคเตอร์ความสว่างสูงถึง 25,000 ลูเมน ฉายบนจอขนาดใหญ่ 6 เมตร พร้อมจัดมุม Photo Booth ให้ได้พิมพ์ภาพประทับใจจากเครื่องพิมพ์ Epson SureLab และยังมีเครื่องพิมพ์ Epson ColorWorks สำหรับพิมพ์ Wristband เข้างาน เมื่อวันที่ 15-17 ธันวาคมที่ผ่านมาอีกด้วย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โตชิบา ส่งสุขท้ายปีด้วยแคมเปญ Delightful Details Matter

โตชิบา มอบของขวัญเซอร์ไพรส์สุดพิเศษแทนคำขอบคุณจากใจให้กับลูกค้า เปิดแคมเปญ “Delightful Details Matter” มอบความสุข แบบ 360 องศา เนรมิตกล่องของขวัญขนาดใหญ่ใจกลางเมือง เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์ พร้อมโชว์สุดพิเศษเปิดงาน The Celebration of TOSHIBA DELIGHTFUL by JACKIE จากวง TRINITY เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยตลอด 2 วัน ของการจัดงาน มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย อาทิ ลุ้นซื้อสินค้าราคาสุดพิเศษเพียง 55 บาท ซุ้มถ่ายรูปสุดเก๋ ธีมเทศกาลของขวัญ พร้อม Photo Booth ปริ้นท์ภาพ Cooking Workshop เมนูพิเศษจากเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวจากโตชิบา และกิจกรรมตกแต่งการ์ด โดยศิลปิน Calligraphy เป็นต้น ถึงแม้กิจกรรมจะจบลงแล้ว แต่ความสุขยังไม่จบ โตชิบายังส่งความสุขต่อเนื่อง ด้วยขบวนเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาพิเศษ ลด แถม ผ่อน 0% สูงสุดนาน 10 เดือน สำหรับคนที่กำลังมองหาของขวัญปีใหม่ หรือของขวัญจับสลาก ในเทศกาลส่งท้ายปี สามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์โตชิบาได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศที่ร่วมรายการ ได้ถึงวันที่ 15 มกราคม 2567  สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/ToshibaLifestyleThailand

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

5 แนวทางในการมอนิเตอร์ หม้อแปลงไฟฟ้าด้วยดิจิทัล ที่ช่วยหลีกเลี่ยงความเสียหายพร้อมยืดอายุการใช้งาน และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

โดย ฟิลิปป์ อาร์ซอนโน รองประธานอาวุโส ธุรกิจบริการ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

หม้อแปลงไฟฟ้า นับเป็นหัวใจสำคัญของระบบจำหน่ายไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็น โรงงานอุตสาหกรรม ศูนย์ข้อมูลหรือสถานที่ที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก และบ่อยครั้งที่มักจะมองข้ามความสำคัญของเรื่องนี้ไป แต่หากเมื่อเกิดความเสียหายกับหม้อแปลงขึ้นมา ความเสียหายส่วนใหญ่อาจร้ายแรงอย่างคาดไม่ถึง

ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ขัดข้องของหม้อแปลงไฟฟ้าในกรุงปารีสเมื่อก่อนหน้านี้ ส่งผลให้บ้านเรือนกว่า 65,000 หลังคาเรือนไฟดับ หรือกรณีที่โรงงานผลิตน้ำประปาในเมืองฮูสตัน สหรัฐอเมริกา ต้องออกคำแนะนำให้ต้มน้ำก่อนดื่ม เนื่องจากหม้อแปลงไฟฟ้าสองตัวเกิดความเสียหาย ดังนั้นการป้องกันความเสียหายให้กับหม้อแปลงไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อให้ธุรกิจ หรือระบบสาธารณูปโภคโภคดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ปลอดภัย พร้อมลดต้นทุนในการดำเนินงาน

เทคโนโลยียุคใหม่ช่วยให้งานตรวจสอบและวิเคราะห์การทำงาน หม้อแปลงไฟฟ้า มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

ผลการสำรวจที่ทำขึ้นโดย Midel จากกลุ่มของ ผู้ผลิตสินค้า ผู้ประกอบการ และบริษัททางด้านสาธารณูปโภค พบว่าเกือบทั้งหมดเคยพบปัญหาหม้อแปลงไฟฟ้าหยุดทำงานในช่วง ปีที่ผ่านมา ครึ่งหนึ่งของผู้ที่พบปัญหาบอกว่าส่งผลกระทบรุนแรงหรือทำให้ธุรกิจถึงกับหยุดชะงัก และผู้ร่วมตอบคำถามส่วนใหญ่ยังมีความกังวลในเรื่องการเข้าบำรุงรักษา และระยะเวลาที่ระบบหยุดทำงาน รวมถึงสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่าย

การกำหนดช่วงเวลาบำรุงรักษาอุปกรณ์สำคัญประเภทนี้ทำได้ยาก เพราะเราขาดข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะการทำงานจริง ผลลัพธ์คือ องค์กรมักเลือกทางปลอดภัย เช่น ลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าหรือเปลี่ยนทดแทนก่อนกำหนด ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งรายจ่ายในการดำเนินงาน (OpEx) และรายจ่ายด้านต้นทุน (CapEx) อย่างมาก

เมื่อก่อนองค์กรส่วนใหญ่มักจะมีผู้เชี่ยวชาญที่คลุกคลีกับการทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้า ทั้งยังสามารถจดจำได้ทั้งเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา เช่น เหตุการณ์โหลดเกิน ฟ้าผ่า เหตุการณ์ขัดข้อง รวมถึงประวัติการดูแลรักษาได้อย่างแม่นยำ เรียกว่ารู้จักหม้อแปลงไฟฟ้าทุกตัวที่มี รวมถึงผลการตรวจสอบน้ำมันที่อยู่ในตัวหม้อแปลงไฟฟ้า ทำให้ที่ผ่านมาการตัดสินใจใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับหม้อแปลงไฟฟ้าทั้งหมดขององค์กรที่มีอยู่ ผ่านการคาดการณ์ของบุคคลเหล่านี้รวมถึงการคาดการณ์และแนวโน้มการหมดอายุอีกด้วย

อย่างไรก็ตามในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์หลายคนต่างเกษียณอายุ ทำให้เกิดช่องว่างความรู้ด้านการดูแลหม้อแปลงไฟฟ้า เพราะองค์ความรู้เก่าไม่ได้ถูกถ่ายทอดให้วิศวกรรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่าย สิ่งนี้สร้างปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทีมขนาดเล็กที่ต้องรับผิดชอบอุปกรณ์หลากหลาย

เพื่อให้สามารถคาดการณ์และจัดการความล้มเหลวของหม้อแปลงไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมปฏิบัติการและบำรุงรักษาจำเป็นต้องมีข้อมูลเชิงลึกที่ดีขึ้นเกี่ยวกับสภาพของหม้อแปลงไฟฟ้าที่มีความแม่นยำ

5 เหตุผลสำคัญในการนำระบบตรวจสอบและวิเคราะห์หม้อแปลงไฟฟ้าแบบต่อเนื่องมาใช้

ตั้งแต่อดีตจนถึงวันนี้ การบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้ามักจะเป็นไปแบบคาดเดา อาศัยการตรวจสอบตามกำหนดเวลาซึ่งสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ โซลูชันการบำรุงรักษาตามสภาพแบบใหม่ (Condition-based maintenance) อย่างเช่น EcoStruxure Transformer Expert จาก Schneider Electric ช่วยให้สามารถป้องกันปัญหาในเชิงรุก และช่วยให้ตัดสินใจเกี่ยวกับการบำรุงรักษาและเปลี่ยนแทนที่ได้อย่างแม่นยำ โดยอิงจากข้อมูลเชิงลึก ซึ่งระบบจะมีการมอนิเตอร์และให้การวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนวัตกรรมใหม่นี้ช่วยลดเวลาการหยุดทำงานในภาพรวม ทั้งยังลดความเสี่ยงอีกด้วย

เหตุผลสำคัญที่ควรใช้แนวทางใหม่ในการบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้า

  1. พลังงานฟ้าที่มาจากหลายแหล่ง ปัจจุบันรูปแบบของพลังงานไฟฟ้ามีที่มาที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ลม การจัดเก็บพลังงาน สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และแหล่งพลังงานอื่นๆ กำลังเข้ามามีบทบาท ส่งผลให้ลักษณะการทำงานของกริดแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการพีคของพลังงานลมและแสงอาทิตย์ ซึ่งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันในโหลดของหม้อแปลง ปริมาณฮาร์มอนิกที่สูงขึ้น และการไหลแบบสองทิศทาง กระบวนทัศน์ใหม่นี้หมายความว่าไม่สามารถใช้ความรู้ในอดีตเพื่อคาดการณ์อนาคตได้ เนื่องจากเงื่อนไขใหม่เหล่านี้จะส่งผลกระทบต่ออายุของหม้อแปลงในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
  2. การบำรุงรักษาตามสภาพช่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในยุคที่ทีมงานมีขนาดเล็กลง อีกทั้งทรัพยากรกระจายตัวอยู่ตามที่ต่างๆ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานถือเป็นหัวใจสำคัญ ดังนั้นระบบการบำรุงรักษาตามสภาพ (Condition-based maintenance) หรือ บำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive maintenance) จะเข้ามาตอบโจทย์ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างต่อเนื่องและมีการแจ้งเตือนอัจฉริยะ ในการเผยสัญญาณความเสื่อมของอุปกรณ์ก่อนเกิดความล้มเหลว โดยจะช่วยจัดอันดับความเสี่ยงและจัดลำดับความสำคัญของการบำรุงรักษา การซ่อมแซม และการเปลี่ยนเพื่อลด CAPEX หรือ ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน และ OPEX หรือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
  3. ผลกระทบของการหยุดทำงานของระบบอาจใหญ่หลวง เมื่อเกิดปัญหาเข้าจริงๆ บางครั้งครอบคลุมระยะเวลาถึง 6 เดือนหรือ 12 เดือน กว่าจะหาอะไหล่หรืออุปกรณ์ตัวใหม่มาติดตั้งแทน ฉะนั้นความสามารถในการมองเห็นสุขภาพของตัวหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นเรื่องสำคัญ จะทำให้ผู้ดูแลรู้ได้ว่ามีความเสี่ยงในการหยุดทำงานเมื่อไร ทำให้ช่วยในการบริหารจัดการด้วยกระบวนการที่เหมาะสมตลอดระยะการใช้งาน หรือเตรียมพร้อมในการเปลี่ยนอุปกรณ์ตามเวลาอันสมควร
  4. การยืดอายุการใช้งานของหม้อแปลงไฟฟ้าช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้มาก ซึ่งหม้อแปลงไฟฟ้าที่เก่าสุดไม่ได้แปลว่าเสี่ยงที่สุด! ตัวอย่างเช่น หม้อแปลงไฟฟ้าที่อายุการใช้งานถึงอายุ 60 ปี แต่เมื่อตรวจสอบสภาพการทำงานยังดีอยู่ ไม่มีปัญหา ส่วนบางตัวแม้เพิ่งอายุการใช้งานเพียง 25 ปี แต่เสี่ยงทำงานผิดพลาดหรือหยุดการทำงานอาจโดยจากสาเหตุในการรับปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่สูงกว่า หรือต้องเผเชิญกับความเสียหายจากไฟกระชาก

สำหรับการบริหารจัดการเรื่องของความเสี่ยงอย่างเหมาะสม สิ่งที่ต้องการคือความสามารถในการวิเคราะห์ถึงสมดุลของสภาพอุปกรณ์โดยรวม กับการใช้งานที่เป็นการเร่งไปสู่การเสื่อมสภาพการทำงาน การมีข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สามารถวางแผนการบำรุงรักษาได้อย่างเหมาะสม หรือกำหนดขั้นตอนการดูแลที่ดียิ่งขึ้น เพื่อทำให้อุปกรณ์มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อตัวใหม่มาทดแทน ช่วยให้โยกย้ายงบประมาณที่มีอยู่ไปยังโครงการอื่นที่สำคัญยิ่งขึ้นได้ แถมด้วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยอีกทาง

  1. การตรวจสอบสภาพการทำงานหม้อแปลงไฟฟ้า เป็นการช่วยจัดการระบบไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองนึกภาพสถานีไฟฟ้าที่มีหม้อแปลงสามตัว และจำเป็นต้องเพิ่มโหลดให้กับหม้อแปลงตัวใดตัวหนึ่ง 20% เราจะเลือกตัวไหนได้บ้าง ดังนั้นการวิเคราะห์สภาพการทำงานหม้อแปลงจะช่วยให้คาดการณ์ผลกระทบต่ออายุการใช้งานภายใต้เงื่อนไขการโหลดที่แตกต่างกัน นอกเหนือจากการตัดสินใจเรื่องการบำรุงรักษา ยังสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของหม้อแปลงแต่ละตัว เมื่อเรารู้ปัญหาว่าเสี่ยงที่จะใช้หม้อแปลงเกินกำลัง หรือควรลดโหลดเพื่อยืดอายุการใช้งาน การวิเคราะห์หม้อแปลงแบบเรียลไทม์จะช่วยให้สามารถตัดสินใจและลงมือทำได้อย่างมั่นใจ

ระบบ EcoStruxure Transformer Expert (ETE) ใหม่ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นโซลูชันติดตั้งง่าย ที่ช่วยตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านการบำรุงรักษาและตรวจสอบหม้อแปลง ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อใดก็ตาม

นอกจากนี้ EcoStruxure Transformer Expert ช่วยให้สามารถรับรู้สถานะสุขภาพของหม้อแปลงแบบต่อเนื่องและไร้ขีดจำกัด ให้กับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการและบำรุงรักษา ด้วยระบบเซ็นเซอร์รูปแบบ IoT ที่ติดตั้งภายใน และระบบวิเคราะห์ข้อมูลบนคลาวด์ กระทั่งการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ ยังช่วยให้ทราบแนวโน้มของสุขภาพและอายุการใช้งานของหม้อแปลงทั้งกลุ่มได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งแนะนำแนวทางเชิงรุก ช่วยให้ผู้ดูแลตัดสินใจเรื่องการบำรุงรักษาและการเปลี่ยนทดแทน ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับอีกด้วย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มข.เปิด แพลตฟอร์มการแปรสภาพวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืช

ฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น   ร่วมกับสถาบันวิจัยความมั่นคงด้านอาหารพลังงาน และน้ำ อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และ สถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดพิธีเปิดห้องปฏิบัติการแพลตฟอร์มการแปรสภาพวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชและสมุนไพร  โดยมี ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวเปิดงาน รศ.นพ. ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงาน พร้อมด้วย ศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา คณะผู้บริหารร่วมพิธี ณ อาคารสถาบันวิจัยและพัฒนา (RDI) มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.นพ. ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น อยู่ในกลุ่มสถาบัน Global and Frontier Research University มีนโยบายและยุทธศาสตร์ในการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย โดยมุ่งเน้นทำวิจัยตามความต้องการของผู้ใช้งานหรือตามปัญหาของประเทศ (Demand side) เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ใหญ่ที่มีผลกระทบ (Impact) สูงได้ ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับรายได้ของประเทศ 

“มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีการพัฒนาแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อรองรับการบริการด้านการวิจัยให้ครอบคลุมทุกศาสตร์สาขา และ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการทำงานวิจัยด้านแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ผักพื้นบ้าน สมุนไพรพื้นถิ่น และปศุสัตว์พื้นเมือง  จึงกำหนดให้เปิดแพลตฟอร์มการแปรสภาพวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชขึ้นในวันนี้”

ขณะที่ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น เล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมการวิจัยที่มีผลงานดีเด่น เป็นประโยชน์แก่ประชาชน สังคม และประเทศชาติ จึงพัฒนาแพลตฟอร์มการแปรสภาพวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชขึ้น ในห้องปฏิบัติการต้นแบบที่มีขนาดใหญ่และได้รับมาตรฐานตามที่ อย.กำหนด พร้อมเตรียมพัฒนามาตรฐานในระดับสากลต่อไป

“Pain point การแข่งขันด้านผลผลิตทางการเกษตรของไทย ควรแก้ไขให้ตรงจุด คือ เริ่มต้นจากการทำวิจัย มหาวิทยาลัยขอนแก่นในวันนี้ได้พยายามสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีฐานมาจากวัตถุดิบทางการเกษตรของภาคอีสาน เชื่อว่าเทคโนโลยีในวันนี้จะช่วยสร้างผลิตภัณฑ์จากพืชที่มีประโยชน์ให้แก่สังคมและชุมชน ยกระดับความสามารถสู่การแข่งขันทั้งในระดับประเทศและระดับสากล”

ด้าน ศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา กล่าวว่า ห้องปฏิบัติการแพลตฟอร์มการแปรสภาพวัตถุดิบทางการเกษตร คือ พื้นที่ให้บริการเกษตรกรได้มาเพิ่มมูลค่า และเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  โดยเฉพาะกลุ่มอาหารจากสมุนไพร อาหารเพื่อสุขภาพ ผลผลิตหลายตัวสามารถนำมาอบและบดได้ด้วยมาตรฐานระดับ GMP เป็นการยกระดับการผลิตของเกษตรกร ทั้งยังพร้อมให้บริการนักวิจัย ด้านการค้นคว้า ส่วนของผู้ประกอบการใหม่ ๆ ก็สามารถมาใช้บริการองค์ความรู้และใช้เครื่องมือต่าง ๆ ได้ 

ขณะเดียวกันห้องปฏิบัติการแห่งนี้ ยังพร้อมเชื่อมโยง บูรณาการการทำงานกับทุกคณะในมหาวิทยาลัย ในการให้บริการด้านต่าง ๆ อาทิ การผลิตผลิตภัณฑ์เป็นแคปซูล ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไปจนถึงการให้บริการเครื่องมือเฉพาะทางอื่น ๆ 

ข่าว /ภาพ : รวิพร สายแสนทอง


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอเซอร์ เผยวิสัยทัศน์ “Conscious Technology” ร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สาธิตโซลูชั่นการกักเก็บพลังงานและแนวคิดผลิตภัณฑ์ในงาน COP28 ที่ดูไบ

ประเทศไทย, 20 ธันวาคม 2566 – เอเซอร์ อิงค์ เผยวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ “Conscious Technology” ที่ถูกออกแบบและสร้างขึ้นโดยการคำนึงถึงอนาคต พร้อมเผยความมุ่งมั่นในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการปัญหาทางสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง นำเสนอสองโซลูชั่นสำหรับ energy storage  รวมถึงนิทรรศการเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศที่นำเสนอแนวคิดเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ให้บุคคลทั่วไปเข้าชมที่ประเทศดูไบ

เอเซอร์เข้าร่วมโครงการ RE100 ด้วยความมุ่งมั่น ว่าภายในปี 2578 จะใช้พลังงานหมุนเวียน 100% และจะบรรลุเป้าหมาย Net-Zero ภายในปี 2593 ในฐานะหนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศของโลก เอเซอร์มุ่งมั่นที่จะขยายผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการดำเนินงานร่วมกับซัพพลายเออร์ของเอเซอร์ซึ่งมีจำนวน 60% ที่มุ่งมั่นในการปฏิบัติตามแนวทาง RE100 และร่วมกำหนดเป้าหมายตามหลักทางวิทยาศาสตร์ (SBT) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon) ได้ตั้งเป้าหมายที่จะใช้พลาสติก PCR (Post-Consumer Recycled) 20-30% ในคอมพิวเตอร์และมอนิเตอร์ภายในปี 2568 ซึ่งในปี 2565 ได้บรรลุการใช้พลาสติก PCR ไปแล้ว 17%

เอเซอร์มีความพยายามในการร่วมแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีการนำเสนอแนวคิดต่างๆ ในงาน COP28 นี้ อาทิเช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ Vero ที่มีการใช้วัสดุจากพลาสติกรีไซเคิลในสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้น โครงการริเริ่มอย่าง Project Humanity ที่ให้ความรู้และรวมพนักงานทั่วโลกให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างกรอบการทำงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแพลตฟอร์ม Earthion ที่ร่วมกับพาร์ทเนอร์ ซัพพลายเออร์ ซัพพลายเชน รวมถึงพนักงานให้พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและโซลูชั่นแบบบูรณาการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งทางทะเลด้วยเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) และร่วมกับพาร์ทเนอร์ด้านการผลิตในการคิดค้นบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน โดยทั้งหมดนี้คือโครงการริเริ่มบางส่วนภายใต้ Earthion 

นายเจสัน เฉิน ประธานและซีอีโอ เอเซอร์ อิงค์. กล่าวว่า “เราจำเป็นต้องเร่งการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้เพื่อรับมือและต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากภาวะโลกร้อน ในปี 2565 กลุ่มบริษัทเอเซอร์ ได้บรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียนถึง 44% และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย100% การใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมจึงจะเป็นกุญแจสำคัญในเทคโนโลยีด้านการกักเก็บพลังงาน และเรากำลังดำเนินการอย่างแน่วแน่เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนและเสนอโซลูชั่นที่ลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมของเราให้เหลือน้อยที่สุด”

ในฐานะที่เอเซอร์มีความมุ่งมั่นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เอเซอร์ได้นำเสนอโซลูชัน front-of to behind-the-meter ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการกักเก็บพลังงานด้วยการลงทุนในเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรื่ที่ครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงในอุตสาหกรรม การเปิดตัวโซลูชั่นนี้จะช่วยขยายพอร์ตโฟลิโอของเอเซอร์ให้กว้างยิ่งขึ้น

นิทรรศการภายใต้ธีม “Conscious Technology for a Brighter Tomorrow” ได้นำเสนอถึงความมุ่งมั่นของเอเซอร์ในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ ด้วยเทคโนโลยีที่ออกแบบและผลิตโดยคำนึงถึงอนาคต นิทรรศการดังกล่าวจัดแสดงที่ Alserkal Avenue ในดูไบ โดยเน้นผลิตภัณฑ์และบริการภายใต้แนวคิดวิถีชีวิต 4 แบบ:

  • แนวคิดสำหรับการทำงาน: ตอบโจทย์ผู้บริโภคแบบครอบคลุม ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของเอเซอร์ พร้อมการอัปเกรดแพ็กเกจสมาชิก รับบริการและซ่อมบำรุงได้โดยการคลิกเพียงปุ่มเดียว และยังสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพ
  • แนวคิดสำหรับการเรียนรู้: พัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยโรงเรียน/สถานศึกษาในการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ นักเรียนจะสามารถเรียนในสภาพแวดล้อมและอากาศที่ดีได้โดยใช้แล็ปท็อปที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาใหม่ พร้อมกับเครื่องมือที่ช่วยให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • แนวคิดสำหรับการเดินทาง: เครือข่ายสถานีชาร์จที่มีฮับสำหรับชาร์จจักรยานไฟฟ้า และ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ชารจ์ได้รวดเร็วพร้อมใช้งาน ช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทางพร้อมเครื่องมือต่างๆ เช่น การอาศัยข้อมูลด้านผังเมืองโดยอาศัยข้อมูลและการคาดการณ์โครงสร้างพื้นฐานของไมโครโมบิลิตี้ที่จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงระบบการขนส่งสำหรับผู้คนได้มากขึ้นและช่วยส่งเสริมการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานของสมาร์ทซิตี้
  • แนวคิดเพื่อการอยู่อาศัย: ระบบที่รองรับอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ โดยการสั่งงานผ่านทางแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นิทรรศการได้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมที่ศูนย์ศิลปะแห่งดูไบ, Alserkal Avenue, ศูนย์ศิลปะแห่งดูไบ เมื่อวันที่ 7-12 ธันวาคม ที่ผ่านมา ผู้ข้าชมจะได้รับรู้ถึงความมุ่งมั่นและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมแนวคิดแบบใหม่ ๆ เพื่อการดำเนินชีวิตที่ยั่งยืนจากเอเซอร์


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ZTE ผสาน TRUE ให้บริการเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ร่วมสร้างสังคม FTTR [Fiber to The Room] แห่งแรกในไทย

ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระดับโลก และ True Corporation ร่วมกันพัฒนาแนะนำเสนอโซลูชั่น Wi-Fi ออปติคอล สำหรับอุตสาหกรรมระดับชั้นนำ เพื่อให้บริการแก่ Wyndham Royal Lee Phuket

ปัจจุบันประเทศไทยมียอดผู้ใช้อินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์ [FBB] อยู่ประมาณ 14.27 ล้านราย  โดยมีจำนวน 58.96 เป็นกลุ่มผู้ใช้ในบ้านเรือน ในขณะที่มีผู้ใช้เทคโนโลยี Fiber To The Home (FTTH) เป็นจำนวนถึง 95% ของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ [FBB] ดังนั้น ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์พื้นฐานและวิดีโอรายใหญ่ของประเทศไทยจึงมุ่งมั่นที่จะใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดและยกระดับความพึงพอใจของผู้ใช้ด้วยแพ็คเกจบริการที่ดีที่สุด

Wyndham Royal Lee Phuket อยู่ในระดับไฮเอนด์ ภายใต้การบริการงานของ Wyndham Hotels and Resorts ที่เปิดให้บริการมานานหลายปี จึงมีความจำเป็นต้องได้รับการพัฒนา และปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ให้มีความทันสมัย เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการการใช้งานอินเทอร์เน็ต Wi-Fi กับลูกค้ายุคใหม่  ด้วยเหตุนี้จึงได้รับความความร่วมมือจาก ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อเข้าร่วมปรับปรุงระบบอินเทอร์เน็ต Wi-Fi ให้กับ Wyndham Royal Lee Phuket โดยนำโซลูชัน Wi-Fi ออปติคอล สำหรับอุตสาหกรรมระดับชั้นนำ เพื่อให้บริการตรงกับความต้องการเฉพาะของโครงการ

อินเทอร์เน็ต Wi-Fi  คือ จุดยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินงานของ Wyndham Royal Lee Phuket

การพัฒนาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฮม (Smart home) หรือ เครื่องเล่นวิดีโอเกมส์ความละเอียดสูง ที่ต้องการโซลูชั่นในการเข้าถึงแบนด์วิดธ์แบบ Very High-Speed Digital Subscriber Line (VDSL) 100 Mbps ในขณะที่ ระบบอินเทอร์เน็ตแบบเดิมของ  Wyndham Royal Lee Phuket  ไม่สามารถตอบสนองความต้องการการใช้งานของลูกค้ายุคใหม่ที่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

หลังจากทราบความต้องการของ Wyndham Royal Lee Phuket สำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ต Wi-Fi ประสิทธิภาพสูง โดย ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกับ ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด นำเสนอโซลูชั่นเครือข่ายออปติคอลในรูปแบบ Fiber To The Room (FTTR) เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด  สามารถบริการ Gigabit Bandwidth ไปยังห้องพักทุกห้อง โดยจะนำเข้ามาให้บริการแก่ Wyndham Royal Lee Phuket ทั้งบริการ บรอดแบนด์ True Online และ บริการ FTTR ของ ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด เมื่อ Wyndham Royal Lee Phuket เปิดตัวอย่างเป็นทางการ จะมีศักยภาพในการใช้งาน Gigabit Bandwidth  คุณภาพสูง และครอบคลุมไปถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ต Wi-Fi ในห้องพักทุกๆห้องที่ดีเยี่ยม เพื่อให้ลูกค้า ได้รับประสบการณ์การการใช้งานอินเทอร์เน็ต ที่มีความรวดเร็วและมีความเสถียรสูง พร้อมกับยกระดับภาพลักษณ์ของ Wyndham Royal Lee Phuket อีกด้วย

บริการ FTTR Networking Solution เต็มรูปแบบ

True Online ได้มีการใช้งาน Dual-band Wi-Fi 6 Optical Network Terminals (ONTs) และ Mesh Access Points (APs) ขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านแบนด์วิธ ในฐานะผู้นำในประเทศไทย โดย True Online ได้ดำเนินการทดสอบระบบเครือข่าย FTTR ร่วมกับ ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด จนได้รับผลที่น่าพอใจในระดับสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยี FTTR ของ ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด ที่มีความล้ำสมัย สามารถใช้งานได้หลากหลาย ทั้งใช้งานภายในบ้านและภายในองค์กร อาทิ ธุรกิจโรงแรม และ ธุรกิจค้าปลีก เป็นต้น  เมื่อพิจารณา ระดับความต้องการใช้งานของ Wyndham Royal Lee Phuket แล้วจึงตัดสินใจติดตั้ง ONT จำนวน 26 ห้องในแต่ละชั้น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกห้องมีห้อง ONT ที่แยกจากกัน ซึ่งตำแหน่งในการติดตั้งอุปกรณ์ FTTR  วิศวกรของ ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด จะเลือกจุดติดตั้งอย่างพิถีพิถัน เพื่อรับประกันความแรงของสัญญาณ Wi-Fi เต็มรูปแบบในทุกมุมของห้องพัก และในส่วน True Online จะให้บริการผ่านแพ็กเกจความเร็วสูง 2 Gbps เพื่อการใช้งานบนแบนด์วิธที่สูง ของอุปกรณ์ FTTR อย่างเป็นประโยชน์สูงสุด เพื่อมอบประสบการณ์ในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ที่ลูกค้าจะได้รับพึงพอใจในบริการสูงสุด

Wyndham Royal Lee Phuket ให้บริการอินเทอร์เน็ต แบนด์วิธสูง และ Wi-Fi ระดับพรีเมี่ยม ผ่าน ZTE FTTR ด้วยคุณสมบัติเด่น 4 ประการ:

  • เพิ่มแบนด์วิดท์ สู่ระดับ Gigabit ที่ให้ความเร็วเป็นพิเศษ  ผสานกับระบบใยแก้วนำแสง (Fiber optic) และเทคโนโลยี Wi-Fi 6  เพื่อป้องกันการลดความเร็วลง และเพื่อความมั่นใจในการใช้งานผ่านประสบการณ์ที่ดี  ทั้งการเล่นเกมส์การสตรีมวิดีโอรวมไปถึงการประชุมที่ให้ความเสถียรสูง
  • ครอบคลุมเต็มรูปแบบและไร้จุดบอด: ขยายไฟเบอร์จากกล่องข้อมูลไปยังห้องพักทุกห้อง เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งาน Wi-Fi ได้อย่างทั่วถึงทุกจุด ด้วยอัตราการส่งข้อมูลความเร็วสูง สามารถป้องกันการรบกวน ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกมุมห้อง จะได้รับสัญญาณแรงอย่างเต็มอัตรา
  • ระบบโรมมิ่งอัจฉริยะ และกระจายสัญญาณอย่างราบรื่น : โดยการตรวจจับ อัลกอริธึม ผ่านโรมมิ่งอัจฉริยะ จะช่วยให้การส่งสัญญานในทุกเสี้ยววินาทีมีความเสถียร  สัญญาณไม่หยุดชะงัก แม้ว่าลูกค้าจะเดินสัญจรไปมาภายในอาคาร
  • พื้นที่ขนาดใหญ่และการเชื่อมต่อที่หลากหลาย: แต่ละชั้นมีเครือข่ายครอบคลุมเต็มรูปแบบ ประกอบด้วยฮอตสปอต Wi-Fi จำนวนมากถึง 26 จุด พร้อมกับ เชื่อมต่ออุปกรณ์อัจฉริยะได้สูงสุด 256 เครื่อง


สร้างประสบการณ์ใหม่ในระบบออพติคอล (Optical System) เต็มรูปแบบ

True Online ให้บริการ แบนด์วิธ 2 Gbps ใช้งานควบคู่กับ ZTE FTTR จะพลิกโฉมการใช้งานอินเทอร์เน็ต ด้วยประสบการณ์ใหม่ ที่มอบให้กับลูกค้าของ Wyndham Royal Lee Phuket โดยมั่นใจว่าจะสร้างความพึงพอใจต่อการใช้งาน ยิ่งไปกว่านั้น ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด ยังวางแผนที่จะร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์ด้านเครือข่ายอย่างดีที่สุด สำหรับ บริการ FTTR โดย True Online หลังจากเปิดตัวในประเทศไทย ถือว่าได้รับความสนใจอย่างมากจากองค์กรธุรกิจต่างๆ  เนื่องจากการใช้งานที่หลากหลาย สามารถที่จะผลักดันให้ผู้ประกอบธุรกิจการ ขยายธุรกิจและบริการให้เติบโตได้เป็นอย่างดี  โดย ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้นำตลาด FBB ของประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความร่วมมือกับ ZTE (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อให้บริการกับองค์กรธุรกิจต่างๆ  โดยมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ชีวิตดิจิทัลที่มีชีวิตชีวา และสมบูรณ์ยิ่งขึ้นให้กับคนไทยทุกคน
 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Alipay+ จับมือพาร์ทเนอร์อีวอลเล็ท ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในแคมเปญระดับโลกส่งท้ายปี

ประเทศไทย19 ธันวาคม 2566 – Alipay+ แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการชำระเงินระหว่างประเทศผ่านมือถือในเครือบริษัทแอนท์ อินเตอร์เนชันแนล (Ant International) เปิดตัวแคมเปญส่งท้ายปีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ทั่วโลก พร้อมมอบสิทธิประโยชน์มากมายให้แก่ผู้ใช้อีวอลเล็ทชั้นนำ 5 รายในเอเชีย ซึ่งได้แก่ TrueMoney (ไทย), Alipay (จีนแผ่นดินใหญ่), AlipayHK (เขตปกครองพิเศษฮ่องกงของจีน), Touch ‘n Go eWallet โดย TNG Digital (มาเลเซีย) และ GCash (ฟิลิปปินส์) 

แคมเปญนี้จะจัดถึงวันที่ 31 ธันวาคม โดยจะเปิดตัวครั้งแรกสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในไทย เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เขตบริหารพิเศษมาเก๊า ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยนักท่องเที่ยวจะได้รับสิทธิประโยชน์จากข้อเสนอพิเศษมากมายภายใต้ความร่วมมือกับธุรกิจชั้นนำระดับโลก เช่น ComfortDelGro Taxi, Daimaru Matsuzakaya, Galaxy Macau, King Power และ Lotte Duty Free รวมถึงธุรกิจเอสเอ็มอีในท้องถิ่น เช่น Durian BB ในมาเลเซีย และ IJOOZ ในสิงคโปร์ ซึ่งมอบทางเลือกที่หลากหลายและครอบคลุมสำหรับนักท่องเที่ยว 

สนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ

แอนท์ อินเตอร์เนชันแนล มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบในตลาดต่าง ๆ ที่ให้บริการ Alipay+ ด้วยการดำเนินโครงการ ESG ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs)

แคมเปญนี้มอบข้อเสนอสุดพิเศษจาก Alipay+ และพาร์ทเนอร์ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เช่น แพ็คเกจอินเทอร์เน็ตมือถือฟรีในต่างประเทศ ส่วนลดในแอปสำหรับเครือข่ายร้านค้ามากมายของ Alipay+ และโอกาสที่จะได้รับส่วนลด 100% จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ  นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังได้รับรางวัลจากการใช้บริการชำระเงินดิจิทัลแทนการใช้เงินสด การเลือกใช้บริการขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ การพกพาแปรงสีฟันของตัวเองเพื่อใช้ระหว่างท่องเที่ยวแทนการใช้แปรงสีฟันแบบใช้แล้วทิ้ง รวมถึงการไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวท้องถิ่นที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนและการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น

ดร. เชอร์รี่ หวง ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริการผู้ค้าออฟไลน์ Alipay+ ของ แอนท์ อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า “แคมเปญส่งท้ายปีของเรานอกจากจะเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวแล้ว ยังมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกด้วยการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่มีความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนเช่นเดียวกับเรา โดยนับเป็นการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สำรวจโลกอย่างมีความรับผิดชอบ”

บริการชำระเงินดิจิทัลช่วยเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวระหว่างประเทศให้กับเอสเอ็มอีในท้องถิ่น โดยในปี 2566 ขณะที่อาลีเพย์ขยายความร่วมมือกับองค์กรบัตรระหว่างประเทศรายใหญ่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือบัตรที่เป็นชาวต่างชาติที่มาเยือนประเทศจีน Alipay+ ได้นำอีวอลเล็ท 10 รายของเอเชีย และแอปธนาคารมาสู่จีนแผ่นดินใหญ่เพื่อรองรับผู้ใช้ระหว่างการเดินทาง ซึ่งนับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการขยายช่องทางการชำระเงินชั้นนำระหว่างประเทศ ส่งผลให้ในปี 2566 ผู้ค้ามากกว่าสามล้านรายในจีน รวมถึงร้านค้าขนาดเล็ก สามารถทำธุรกรรมระหว่างประเทศครั้งแรกบน Alipay+

เนื่องจากการท่องเที่ยวบริเวณทางตอนใต้ของจีนแผ่นดินใหญ่ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง และเขตบริหารพิเศษมาเก๊า เติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ค้าชั้นนำกว่า 220 รายในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีน จึงได้เข้าร่วมแคมเปญส่งเสริมการขายส่งท้ายปีเพื่อดึงดูดผู้ใช้ AlipayHK และ mPay ด้วยแพ็คเกจส่วนลดมูลค่าสูงถึง 14,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1,793 ดอลลาร์สหรัฐฯ)

เพื่อติดตามผลกระทบด้าน ESG ของแคมเปญนี้ Alipay+ จะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง (CUHK) และคณะที่ปรึกษาที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยซิงหัว มหาวิทยาลัยฮ่องกง มหาวิทยาลัยเจนีวา และมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น เพื่อตรวจวัดการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนของนักท่องเที่ยว ผลกระทบต่อธุรกิจท้องถิ่น วัฒนธรรม และชุมชน รวมไปถึงผลกระทบต่อธุรกิจในอีโคซิสเต็มส์

บรูซ จาง ซีอีโอของ IJOOZ ผู้ให้บริการตู้จำหน่ายน้ำผลไม้ในสิงคโปร์ กล่าวว่า “ในแต่ละปี IJOOZ มีเนื้อและเปลือกส้มจำนวนมากจากกระบวนการผลิต เรารีไซเคิลของเสียจากส้ม เปลี่ยนให้เป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เรารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับ Alipay+ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาเยือนสิงคโปร์”

Alipay+ ในปี 2566: ปีแห่งการเติบโตและการขยายความร่วมมือ

นับตั้งแต่ที่เปิดตัวในปี 2563 Alipay+ ชุดโซลูชั่นการชำระเงินและการตลาดระหว่างประเทศ ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงผู้ค้ากว่า 88 ล้านรายใน 57 ตลาด ไปยังบัญชีชำระเงิน 1,500 ล้านบัญชีผ่านอีวอลเล็ทมากกว่า 25 ราย รวมถึงแอปธนาคาร และแอปผ่อนชำระค่าสินค้า/บริการ (Buy Now Pay Later – BNPL)

ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 Alipay+ มียอดชำระเงินทั้งหมด (TPV) เพิ่มขึ้นประมาณ 30% เมื่อเทียบกับช่วงหกเดือนแรก และธุรกรรมเฉลี่ยรายวัน (DAT) เพิ่มขึ้นกว่า 70%  และหากไม่รวม Alipay ยอด TPV และ DAT สำหรับการชำระเงินระหว่างประเทศของอีวอลเล็ทที่เป็นพาร์ทเนอร์ Alipay+ เพิ่มขึ้นประมาณ 280% และ 230% ตามลำดับ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566

ในแง่ของปริมาณธุรกรรมในปี 2566 AlipayHK , Kakao Pay, Touch ‘n Go eWallet และ GCash เป็นท็อป 4 อีวอลเล็ทที่เป็นพาร์ทเนอร์ Alipay+ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับนักเดินทางระหว่างประเทศ นอกเหนือไปจาก Alipay โดย TrueMoney, Touch ‘n Go eWallet และ mPay เป็นท็อป 3 เมื่อพิจารณาจากปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นแบบเดือนต่อเดือน (MoM) ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566 ส่งผลให้ผู้ค้าในจีนแผ่นดินใหญ่ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการชำระเงินผ่านมือถือระหว่างประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

อลัน หนี่ ซีอีโอของ TNG Digital ผู้ให้บริการ Touch ‘n Go eWallet กล่าวว่า “การท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น และ TNG Digital มุ่งมั่นที่จะสร้างความแตกต่างเชิงสร้างสรรค์ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ในปี 2566 บริการชำระเงินระหว่างประเทศ Touch ‘n Go eWallet ในจีนแผ่นดินใหญ่เติบโตแบบเดือนต่อเดือนมากกว่า 100% และด้วยเหตุนี้ เราจึงหวังว่าการดำเนินงานของเราจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับธุรกิจอื่น ๆ ได้ปฏิบัติตาม”

เกี่ยวกับ Alipay+

Alipay+ นำเสนอการให้บริการชำระเงินผ่านมือถือระดับโลกและโซลูชันการตลาดอย่างครบวงจรที่เชื่อมโยงผู้ค้าด้วยอีวอลเล็ทที่หลากหลายและวิธีการชำระเงินต่างๆจากหลากหลายจากประเทศ โดยการร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลก ผู้บริโภคสามารถใช้วิธีการชำระเงินในท้องถิ่นตามต้องการได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกันก็สามารถทำธุรกรรมในตลาดต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น และสามารถเพลิดเพลินไปกับโซลูชันการตลาดที่ร้านค้านำเสนอผ่าน Alipay+ ทั้งนี้ Alipay+ ได้รับการพัฒนาโดย Ant International ซึ่งเป็นเจ้าของและโอเปอเรเตอร์ ของ Alipay หนึ่งในแพลตฟอร์มโอเพนส์ดิจิทัลชั้นนำของโลก


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

TMA จัดงานขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตที่ดี ต่อยอดงานวิจัยและสตาร์ทอัพไทยและเทศ สู่การจับคู่ธุรกิจ

กรุงเทพฯ/ 18 ธันวาคม 2566 – นักเทคโนโลยีไทยโชว์ผลงานนวัตกรรมสุดสร้างสรรค์ “งานวิจัยนวัตกรรมการรักษามะเร็ง” คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น 2566 และ “งานวิจัยเทคโนโลยีฐานในการสังเคราะห์ยา” และ “งานวิจัยวัสดุดูดซับโลหะหนักในผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม” คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2566 ในงาน Outstanding Technologist Awards and TechInno Forum 2023 ที่จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งนอกจากการแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลต่าง ๆ แล้ว ยังมีส่วนของงานสัมมนา TechInno Forum 2023 ภายใต้หัวข้อ “Healthy Living” ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญมากมายหลายด้านมาร่วมแบ่งปันเทรนด์และองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงาน Outstanding Technologist Awards and TechInno Forum 2023 ในหัวข้อ Healthy Living” เพื่อเป็นแพลตฟอร์มแบ่งปันความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญและนักเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก รวมทั้งเชิดชูเกียรตินักเทคโนโลยีที่มีส่วนสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศไทย ซึ่งผ่านเข้ารอบสุดท้ายของรางวัลพระราชทานนักเทคโนโลยีดีเด่นและรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ประจำปี 2566 โดยงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนการจัดงานจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และเอสซีจี

ดร. ธัญญวัฒน์ เกษมสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรม บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  และประธานกลุ่มบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) กล่าวว่า “การจัดงานในปีนี้มุ่งเน้นต่อยอดงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การใช้งานจริง เราจึงจัด TechInno Mart ให้นักวิจัยจากไทยและต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ รวมถึงนักเทคโนโลยีดีเด่นและนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ได้มาจัดแสดงผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี และสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ เพื่อนำองค์ความรู้และผลงานวิจัยเหล่านี้ไปต่อยอดพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป”

มอบรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นและนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ได้ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีมอบรางวัลและร่วมแสดงความยินดีแก่ผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายและผู้ชนะรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น และนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2566 โดยมีผู้ที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ ดังนี้ 

รางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2566 จำนวน 1 รางวัล ได้แก่

  1. ศาสตราจารย์ นพ. สุรเดช หงส์อิง, รองศาสตราจารย์ นพ. อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์ และคณะ จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
    ผลงาน: การค้นพบและวิจัยการพัฒนานวัตกรรมการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดที่ผ่านการแปลงพันธุกรรมตัวรับแอนติเจนจำเพาะ chimeric antigen receptors T-cell (CAR-T) ด้วยเทคโนโลยีเซลล์และยีนบำบัด

รางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2566 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่

  1. ดร. ภก. นิติพล ศรีมงคลพิทักษ์ สังกัดศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
    ผลงาน
    : การวิจัยเทคโนโลยีฐานในการสังเคราะห์ยา
  2. ผศ. ดร. กนกวรรณ กองพัฒน์พาณิชย์ สังกัดสำนักวิชาวิทยาการโมเลกุล สถาบันวิทยสิริเมธี
    ผลงาน: วิจัยโครงข่ายโลหะอินทรีย์เพื่อใช้เป็นวัสดุดูดซับโลหะหนักในผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

โดยนักเทคโนโลยีดีเด่นและนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่จะเข้ารับรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 49 ในวันอังคารที่ 23 มกราคม 2567 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา

ในโอกาสนี้ รศ.ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน ประธานมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มอบช่อดอกไม้ พร้อมกล่าวแสดงความยินดีแก่ทุกท่านที่ได้รับรางวัลว่า “ในนามของมูลนิธิฯ ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกท่าน และขอขอบคุณที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานอย่างต่อเนื่องจนประสบผลสำเร็จ ผลงานของทุกท่านจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาในวงการนี้ต่อไป รางวัลนี้ไม่เพียงเชิดชูเทคโนโลยีไทยที่ประสบความสำเร็จ และยังช่วยผลักดันความสามารถทางวิชาการของเยาวชนรุ่นใหม่ของไทยให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึง TMA ที่ให้การสนับสนุน สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงนักวิจัยและธุรกิจ ให้สามารถนำนวัตกรรมเทคโนโลยีเหล่านี้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป”

ภายในงานยังเปิดโอกาสให้นักวิจัยที่ประสบความสำเร็จจากทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มานำเสนอผลงานและนวัตกรรมต่างๆ เพื่อต่อยอดการค้นพบ จับคู่ธุรกิจและพัฒนาเพื่อประโยชน์ของคนในวงกว้างอีกด้วย อาทิ Breathology เครื่องเป่าวัดระดับน้ำตาลในเลือด, Biomede สตาร์ทอัพจากฝรั่งเศส ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำให้ดินที่ใช้ในการเพาะปลูกพืชที่ปนเปื้อนสารโลหะหนัก กลับมาสะอาดและมีคุณภาพดี,  BlueTree เป็นบริษัทระดับโลกที่ทำการผลิตน้ำตาลทดแทนรสชาติเยี่ยม เพื่อลดการใช้น้ำตาลจากธรรมชาติในเครื่องดื่ม, Genfosis ให้บริการ Preventive Healthcare Solution โดยทดสอบวิเคราะห์จาก DNA เพื่อทราบถึงความเสี่ยง โอกาสในการเกิดโรค และแนวทางในการทำ Preventive Healthcare ไม่ให้เกิดโรค เป็นต้น

Inspiring the Future of Healthy Living

ในส่วนของงานสัมมนา TechInno Forum 2023 ภายใต้หัวข้อ “Healthy Living” เริ่มต้นด้วยการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “เมกะเทรนด์” โดยคุณอนุชา มาจำปา Country Head ประจำประเทศไทย บริษัท ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน (ไทยแลนด์) จำกัด ที่กล่าวถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเราที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 รวมไปถึงภาวะวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Permacrisis) ทำให้เกิดผลกระทบ 4 ประการ คือ 1) คนคิดมากขึ้นเมื่อจะใช้จ่ายเงินแต่ละครั้ง 2) ให้ความสำคัญกับสินค้าที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน 3) ให้การสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นมากขึ้น และ 4) ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น  ทำให้เกิดเมกะเทรนด์ ดังต่อไปนี้ เมกะเทรนด์ที่ 1 Traditional to Future Family พบว่าขนาดของครอบครัวลดลง เมกะเทรนด์ที่ 2 Pensioner Boom พบว่ามีแนวโน้มสัดส่วนผู้เกษียณอายุมากยิ่งขึ้น เมกะเทรนด์ที่ 3 Sustainable Living พบว่าคนพยายามสรรหาแนวทางในการลดผลกระทบเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม เมกะเทรนด์ที่ 4 Preventative Health Models คือปรับก่อนป่วย การกินอาหารที่ดี ออกกำลังกาย อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เมกะเทรนด์ที่ 5 Personalized Nutrition มีการตรวจว่าขาดสารอาหารอะไร มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอะไร เพื่อจัดเตรียมยาสำหรับแต่ละคนโดยเฉพาะ และเมกะเทรนด์ที่ 6 Mental Health เรื่องของสุขภาพจิตมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทางด้านคุณอริยะ พนมยงค์ Co-CEO บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) และ CEO & Founder บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่นนอล จำกัด ได้บรรยายถึงการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี และเน้นย้ำว่าไลฟ์สไตล์เป็นสิ่งสำคัญ และกล่าวอธิบายถึงเทคโนโลยีด้านสุขภาพว่า ความท้าทายในเรื่องนวัตกรรมและการทรานส์ฟอร์เมชั่น จำเป็นต้องให้ความสำคัญใน 3 เรื่อง คือ 1) Users First, Not you first ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานเป็นลำดับแรก 2) Being a Platform ต้องเป็นแพลตฟอร์ม Universal เหมือน Google, Line, Facebook ไม่ยึดติดกับชื่อของโรงพยาบาล  3) Fixing the Obvious ต้องแก้ไขสิ่งที่จำเป็นและเห็นได้ชัดว่าเป็นปัญหา

ในการบรรยายหัวข้อ Food for Life: Innovation for Health and Environment ดร. อัลลัน ลิม (Dr. Allan Lim) Head of Open Innovation บริษัท ศูนย์วิจัยและพัฒนา เนสท์เล่ จำกัด สิงคโปร์ ได้กล่าวถึงความท้าทายสำคัญที่เกิดขึ้นด้านอาหารคือ จะทำอย่างไรให้มีอาหารเพียงพอกับการบริโภคของประชากร 10 พันล้านคนทั่วโลก ในปี ค.ศ. 2050 โดยเนสท์เล่พยายามสร้าง Sustainable foods ให้เกิดขึ้นตาม Net Zero Roadmap ของเนสท์เล่ ที่ครอบคุลมตั้งแต่ต้นน้ำ (Sourcing) ไปจนถึงกลางน้ำ การผลิตและบรรจุ (Manufacturing และ Packaging) ถึงขั้นสุดท้ายคือผู้บริโภค

ทั้งนี้ การวิจัยพัฒนา (R&D) ของเนสท์เล่ ให้ความสำคัญใน 5 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ 1) แนวโน้มอาหารใหม่ (New Food Trends) 2) อาหารว่างเพื่อสุขภาพ (Healthy Snacking) 3) การมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี (Healthy Aging) 4) สารอาหารที่สามารถจ่ายได้ (Affordable Nutrition) และ 5) บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Sustainable Packaging)  โดยการสำรวจผู้บริโภคของเนสท์เล่ เน้นการค้นพบ เช่น การทำ Social Listening เพื่อการ Track Sentiment และ Perception ของผู้บริโภคต่อ Ingredients รวมถึงมีการทำ Open Innovation ทำ R&D Accelerator ที่สามารถเร่งกระบวนการวิจัยและการผลิตภายใน 6 เดือน โดยเชื่อว่า “Test and Learn” คือแนวทางที่ควรปฏิบัติ รวมถึงร่วมมือกับบริษัทในท้องถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับเส้นทางแห่งนวัตกรรมนี้ร่วมกันได้

นอกจากนี้ ในงานยังได้มีการนำเสนอเรื่อง TechInno for Healthy Living โดยคุณวชิระชัย คูนำวัฒนา Head of Smart System Solution Business บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด ซึ่งได้กล่าวถึงเรื่องมาตรฐานอากาศ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการใช้ชีวิตของคนไทย ทำให้เอสซีจีได้พัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ด้านคุณภาพอากาศออกมาช่วยลดปัญหา เช่น เทคโนโลยี Air Filter ซึ่งเป็นอุปกรณ์กรองอากาศคุณภาพสูงที่ใช้ในอาคาร, ระบบไอออนกำจัดเชื้อโรค (Ion Technology) ที่มีขึ้นมาในช่วงโควิด 19, เทคโนโลยีการหมุนเวียนอากาศ กรองฝุ่น PM 2.5 ลดกลิ่น และป้องกันเชื้อโรค เป็นต้น

ในส่วนของดร. สืบสกุล โทนแจ้ง ผู้จัดการฝ่ายนวัตกรรม บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ได้บรรยายถึงแนวโน้มเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลด้านเฮลธ์แคร์ว่า ปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อแนวโน้มเทคโนโลยีด้านเฮลธ์แคร์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น โลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้น  การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ ทั้งผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นและการอพยพข้ามถิ่นฐาน  การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และมลพิษและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้อุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ต้องมีการดำเนินงานที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพบุคลากร รวมถึงนำเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ มาใช้ทำ Preventive care ให้แก่ผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาทางไกล การเชื่อมต่ออุปกรณ์เทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ ของโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน  การนำ AI and Machine Learning มาใช้เพื่อประเมินอาการ AR/VR/MR การนำเทคโนโลยีภาพเสมือนมาใช้ในระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ทำให้วางแนวทางการรักษาได้รวดเร็วมากขึ้น Blockchain เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลทางการแพทย์ส่วนบุคคล และการทำ Big Data & Predictive Analytics ให้สามารถคาดการณ์อาการของคนไข้ในอนาคตที่จะเกิดขึ้น เพื่อใช้ทำ Preventive cares ได้


Exit mobile version