Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ส่งมอบผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ งานวิจัยและพัฒนาส่วนประกอบระบบการจัดเก็บและเรียกคืนสินค้าอัตโนมัติ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ นำโดย รศ.ดร.สมฤกษ์ จันทรอัมพร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ รศ.ดร.อุดมเกียรติ นนทแก้ว คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ดร.เต็มสิริ ทรัพย์สมาน ผู้จัดการโครงการ และทีมวิจัย ส่งมอบผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ งานวิจัยและพัฒนาส่วนประกอบระบบการจัดเก็บและเรียกคืนสินค้าอัตโนมัติ


Research and Development of Automated Storage and Retrieval System (AS/RS) Component ให้กับบริษัทระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุงจำกัด (REPCO) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือซีเมนต์ไทย (SCG)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเครื่องจัดเก็บและเรียกคืนสินค้า วิจัยและพัฒนาโปรแกรมระบบจัดการคลังสินค้า และระบบควบคุมคลังสินค้า

เมื่อวันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 6.30 – 16.00 น. ณ บริษัท นวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัด จังหวัดระยอง


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. MOU พร้อมเปิดสอนหลักสูตรนานาชาติ “นักบินพาณิชย์ตรี”

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โดยภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบิน-อวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และโรงเรียนการบินศรีราชา เอวิเอชั่น พร้อมบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการโครงการความร่วมมือการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี (หลักสูตรนานาชาติ) ในวันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ณ ห้องประชุม 328 อาคาร 81 คณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดทำโครงการความร่วมมือการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี ร่วมกัน โดยนักศึกษาในหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศ (หลักสูตรนานาชาติ) ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบิน-อวกาศ สามารถเลือกเรียนในหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี ของโรงเรียนการบินศรีราชา เอวิเอชั่น ควบคู่ไปกับการเรียนในหลักสูตรปกติ มีกำหนดระยะเวลา 4 ปี นับตั้งแต่วันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

กิจกรรมความร่วมมือ ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบิน-อวกาศ และโรงเรียนการบินศรีราชา เอวิเอชั่น เช่น ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันดำเนินโครงการความร่วมมือการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี โดยให้นักศึกษาในหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ (หลักสูตรนานาชาติ) ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบิน-อวกาศ สามารถเลือกเข้าร่วมเรียนในหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี ของโรงเรียนการบินศรีราชา เอวิเอชั่น ควบคู่กันไป ต้องมีนักศึกษาในแต่ละรุ่น จำนวนไม่น้อยกว่า 6 คน การรับสมัครและการคัดเลือกนักศึกษาเข้าร่วมโครงการความร่วมมือการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี ให้เป็นไปตามความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย รวมถึงสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนบุคลากร อาจารย์และนักศึกษา เพื่อการเรียนการสอน และการวิจัยร่วมกัน ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมและโครงการอื่น ๆ ในการสร้างองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมการบินและพัฒนาบุคลากรด้านการบินร่วมกัน

สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบิน-อวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โทรศัพท์ 0-2555-2000 ต่อ 8315, 8308

ขวัญฤทัย ข่าว/ดร.ปิยลักษณ์ ภาพถ่าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ. จัดบรรยายพิเศษ “ความสำคัญของคณิตศาสตร์และการคำนวณในงานวิศวกรรม”

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ความสำคัญของคณิตศาสตร์และการคำนวณในงานวิศวกรรม” วิทยากรบรรยายโดย ศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ เดชะอำไพ ในวันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 9.00-12.00 น. ห้องประชุมวิจิตรวาที ชั้น 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ อาคาร 81

ขอเชิญคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาที่สนใจ เข้าร่วมฟังบรรยายพิเศษ ดังกล่าวได้ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติ่มได้ที่ นางสาวฉวีวรรณ สิทธิ์ดา ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ โทรศัพท์. 02-555-2000 ต่อ 8134 หรือ 086-3026906

ขวัญฤทัย ข่าว/วฉวีวรรณ ภาพถ่าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. กวาด 4 รางวัลชนะเลิศการแข่งขัน TEACHING ACADEMY AWARD 2019

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นเจ้าภาพจัดโครงการแข่งขัน TEACHING ACADEMY AWARD 2019 (8th) เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ปรากฏว่าคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) คว้า 4 รางวัลชนะเลิศ จากประเภท

1. สื่อประกอบการเรียนการสอนนวัตกรรมฮาร์ดแวร์

2. การสอนวิชาทฤษฎี (กลุ่มสาขาวิชาอุตสาหการ/การผลิต/การเชื่อม)

3. การสอนวิชาทฤษฎี ( กลุ่มสาขาวิชาคอมพิวเตอร์) และ

4. การแข่งขันประเภทรีวิวประกอบเพลง

โดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร. สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นประธานกล่าวเปิดงานโครงการแข่งขัน TEACHING ACADEMY AWARD 2019 (8th) ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือของมหาวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอนในหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต โดยเครือข่ายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความร่วมมือในการดำเนินงานตามภารกิจต่าง ๆ เช่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานด้านประกันคุณภาพทางการศึกษา การถ่ายทอดความรู้ด้านวิชาการของผู้มีผลงานดีเด่น ด้านกิจกรรมนักศึกษา ด้านการจัดการเรียนการสอนการวิจัยและพัฒนาการบริการทางวิชาการแก่สังคมและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น

การแข่งขันดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การแข่งขันประเภทการสอนของกลุ่มสาขาวิชาต่าง ๆ ประเภทสื่อประกอบการเรียนการสอนนวัตกรรมฮาร์ดแวร์ การแข่งขันประเภทการสร้างสื่อประกอบการเรียนการสอนนวัตกรรมซอฟต์แวร์ และการแข่งขันประกวดร้องเพลงลูกทุ่งและรีวิวประกอบเพลง ทั้งนี้มีผู้เข้างาน 400 คน จาก 10 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย

(1) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

(2) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

(3) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(4) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

(5) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

(6) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

(7) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

(8) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ

(9) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ

(10) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ขอแสดงความยินดีกับทุกๆ สถาบันการศึกษาในครั้งนี้ด้วย แต่ละทีมฝีมือคุณภาพสมศักดิ์ศรีทุกทีม


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ETDA โชว์ความสำเร็จงาน Thailand e-Commerce Week 2019 คึกคัก ดันผู้ประกอบการไทยโตด้วยอีคอมเมิร์ซ พร้อมตั้งเป้าปี 62 สร้าง Workforce 1 ล้านคน

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เผยงาน Thailand e-commerce Week 2019 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ 2562 ประสบความสำเร็จเกินคาด ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้การตอบรับล้นหลาม มีผู้เข้าร่วมชมงานกว่าหมื่นคน มั่นใจแพ็ตฟอร์ม Young talent สามารถต่อยอดขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอื่นๆ เพื่อสร้าง Workforce รุ่นใหม่ รองรับ e-Commerce Park พร้อมตั้งเป้าผุด Silicon Valley ด้านอีคอมเมิร์ซอย่างครบวงจรของประเทศไทย

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.)หรือ ETDA กล่าวว่าการจัดงาน Thailand e-commerce Week 2019 ภายใต้แนวคิด e-Commerce In The Park , e-Commerce is now #หาเงินก่อนไม่รอแล้วนะ ระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซและผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมากจนทำให้ในช่วง 3 วันมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 10,000 คน


การจัดงานในครั้งนี้ ยังได้มีการเปิดตัว “Young talent Platform” เพื่อรองรับ Workforce โดยระดมสมองจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ Start up ต่างๆ และจะเป็น Platform แรกของประเทศ ที่จะเป็นศูนย์กลางทางด้าน e-Commerce อย่างครบวงจร ตั้งแต่ให้คำปรึกษาในการทำธุรกิจ e-Commerceหางาน หาเงินทุน จับคู่ธุรกิจ สื่อการเรียนรู้ออนไลน์ e-Leaning พร้อมกับเชื่อมต่อกับ e-Marketplace รวมทั้งให้บริการจดทะเบียนธุรกิจของภาครัฐ สร้าง Community ให้ Young Talent ได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันก็ให้บริการด้าน e-Commerce เช่น Logistics, Payment, Online Marketing พร้อมตั้งเป้าให้เกิด Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเล่ย์) ด้านอีคอมเมิร์ซอย่างครบวงจรของประเทศไทย และยังมีการมอบรางวัล “Thailand e-Commerce Awards: People’s Choice 2019” สำหรับสุดยอดธุรกิจออนไลน์ขวัญใจคนไทยแห่งปี ให้แก่ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ และพิเศษสุดของปีนี้ที่เปิดโอกาศให้กับนิสิตนักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการประกวดผลิตสื่อสร้างสรรค์และแผนธุรกิจ เพื่อสนับสนุนอีคอมเมิร์ซไทยในกิจกรรม”รวมพลังยังทะเล้น (Young Talent)” 3 ด้าน ทั้ง Viral VDO, Jingle และBusiness Pitching มูลค่าเงินรางวัลกว่า 300,000 บาท อีกด้วย
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านอีคอมเมิร์ซ์ โดยการลงนามกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจในยุคดิจิทัลในการพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดบุคลากร (Workforce) ที่มีความรู้และทักษะที่ทันสมัยในยุคดิจิทัล เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และ Enterprise รวมทั้งการลงนามความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)เพื่อร่วมกันพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนการคุ้มครองผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ (Online Consumer Protection) ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาปัจจุบันและการรับมือกับสถานการณ์ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเป็นดิจิทัลมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังก่อให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจของผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์และโลจิสติกส์ ที่จะสามารถพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งได้ และยังเป็นการจุดประกายให้เกิดผู้ประกอบการออนไลน์หน้าใหม่ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ไทยสามารถรักษาอันดับ 1 ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซของอาเซียนได้ โดยในปี 2561 มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซพุ่งสูงถึง 3.2 ล้านล้านบาท และปี 2562 คาดว่าเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของ B2C (Business to Consumer) รวมทั้งจำนวนผู้ค้าออนไลน์ และนักช้อปออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นด้วย

การเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามยุค รวมทั้งการพัฒนาของเครื่องมือสื่อสารการทำตลาด และจำนวนคนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในอัตราเพิ่มขึ้นต่อเนื่องด้วยราคาการใช้งานที่ถูกลง ล้วนส่งผลให้ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยยังมีโอกาสเติบโต ทั้งจำนวนผู้ซื้อและผู้ขายผ่านออนไลน์เพิ่มมากขึ้น
“เทรนด์การทำตลาดอีคอมเมิร์ซหลังจากนี้ จะเป็นการนำข้อมูล หรือ Big Data มาพัฒนาธุรกิจอีคอมเมิร์ซมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเอ็นเตอร์ไพรส์ ที่พบว่าใช้บิ๊กดาต้าวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำเสนอสินค้าใหม่ๆ 100% , ใช้เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคอย่างแม่นยำและการวางแผนด้านการตลาด 92.85% และใช้วิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อม กำหนดยุทธศาสตร์การจำหน่ายสินค้า 85.71% รวมทั้งธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์มีการใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มาช่วยดำเนินธุรกิจด้านการบริหารและจัดการบริหารลูกค้าแล้ว 76.93% และกลุ่มที่ยังไม่มีการพัฒนาด้าน AI 23.07%” นางสุรางคณา กล่าว
ทั้งนี้ ETDA ยังเตรียมต่อยอดความสำเร็จจากการจัดงานในครั้งนี้ สำหรับพัฒนาการจัดงาน Thailand e-Commerce Week 2020 เพื่อรองรับนักธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่จะขยายตลาดเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับ e-Commerce Park ที่จะเป็นศูนย์กลางด้านอีคอมเมิร์ซอย่างครบวงจรแห่งแรกในไทยต่อไป

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ดีป้า”เปิดเวทีประลองไอเดีย ประกวดออกแบบมาสคอต“รัก”

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เชิญชวน นักศึกษา นักออกแบบ และประชาชนผู้สนใจทั่วไป ต้อนรับเดือนแห่งความรัก โดยการร่วมส่งผลงานประกวดออกแบบมาสคอต“รัก”ในโครงการ“THAILAND PAVILION 2020 MASCOT DESIGN CONTEST”พร้อมชิงตั๋วเครื่องบินไป-กลับ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมโอกาสชมมหกรรมที่ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมการจัดแสดงนิทรรศการระดับโลกในงาน World Expo 2020 Dubai ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม 2563 – 10 เมษายน 2564 ซึ่งงาน World EXPO นับเป็นงานที่ติด1 ใน 3 ของงานมหกรรมระดับโลก ที่มีความยิ่งใหญ่บนเวทีระดับสากล ซึ่งเป็นการแสดงภาพลักษณ์อันดี และแสดงศักยภาพของประเทศไทย โดยมีประเทศเข้าร่วมงานกว่า 180 ประเทศจากทั่วโลก

โดยแนวคิดการออกแบบมาสคอต ประจำอาคารแสดงประเทศไทยนั้น ได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบอาคารแสดงประเทศไทยที่มาจากพวงมาลัย โดยได้หยิกยก “ดอกรัก” มาจากพวงมาลัยที่คนไทยมอบให้ผู้มาเยือน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับ และยังเป็นที่มาของงานผนังตกแต่งอาคารแสดงประเทศไทยที่มีรูปแบบการจัดวางองค์ประกอบคล้ายกับการร้อยมาลัยได้อย่างมีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยที่พวงมาลัยได้ถูกดัดแปลงให้เข้ากับ ยุคดิจิทัล ด้วยลายเส้นที่สานต่อกันเป็นรูปร่าง เปรียบเสมือนการเชื่อมต่อของคนไทย วัฒนธรรม และวิถีชีวิต เพื่อเป็น “การขับเคลื่อนสู่อนาคต” อันเป็นแนวคิดหลักของอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion )

ชื่อมาสคอต ภายใต้ชื่อ“รัก” ในภาษาอังกฤษได้ดัดแปลงเขียนให้ชาวต่างชาติเข้าใจได้ง่าย โดยใช้ชื่อว่า“Luck” ซึ่งแสดงถึงความหมายที่ดี ทั้งความรักของคนไทยต่อนานาชาติ รวมถึงความโชคดี ซึ่งมาสคอตตัวแทนอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) จะมีบุคคลิก Smart & Friendly เป็นมิตร และเป็นที่รักของผู้พบเห็น

สำหรับผู้สนใจเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบมาสคอต “รัก” ในโครงการ“THAILAND PAVILION 2020 MASCOT DESIGN CONTEST” ออก แบบ รัก สามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 10 มีนาคม 2562 และประกาศผลผู้ชนะวันที่ 15 มีนาคม 2562 สามารถดูรายละเอียดและสมัครเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : expo2020dubaithailand.com และ Facebook : EXPO 2020 DUBAI THAILAND หรือแนบใบสมัครได้ที่ info@thailandexpo2020.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เปิดใหญ่ศูนย์ปฏิบัติการทดสอบ ฉลอง 20 ปี

สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม จัดงานครบรอบ 20 ปี ชูแนวคิด “ขับเคลื่อนสู่มาตรฐานและนวัตกรรม” (Driving Toward Standardization and Innovation) พร้อมพิธีเปิดอาคารปฏิบัติการทดสอบ 5 หวังรองรับการขยายงานบริการมาตรฐานและทดสอบในอนาคต หนุนอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวสู่ Smart Electronics เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเชื่อมโยงและต่อยอดไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น เช่น Smart Farming, Smart Health, Smart Factory, Smart Vehicle เผยข้อมูลส่งออกสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ปี 2561 มีมูลค่า 62,108.53 ล้านเหรียญสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.16 คาดปี 2562 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.26 หรือมีมูลค่าราว 64,133.26 ล้านเหรียญสหรัฐ เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่เป็นตลาดส่งออกหลักจะปรับตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และอาเซียน

นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปาฐกถาพิเศษในงาน 20 ปี สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง “อุตสาหกรรมไทยกับการปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคตและนวัตกรรม (Thai Industry : Industry Transformation and Innovation)” ว่าสถานการณ์ของโลกในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงผันผวน โดยเฉพาะในเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่เข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตของประชากรโลก และเข้ามามีบทบาทต่อภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นยุคที่เรียกว่า Disruptive Technology เทคโนโลยีจะเข้ามาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ทำให้แต่ละประเทศต้องคิดกลยุทธ์เพื่อรักษาระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศตนเอง โดยเร่งสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับประเทศในทุก ๆ ด้าน ต้องมีการปรับเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพ เป็นการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และปรับเปลี่ยนจากการให้บริการพื้นฐานเป็นบริการที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง

นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

“อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่สำคัญ ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตมานานกว่า 40 ปี และเป็นห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก จากการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปโดยเน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น อุตสาหกรรมไฟฟ้าฯ จึงต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างสู่ Smart Electronics ให้เป็นอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงไปกับแทบทุกอุตสาหกรรมในอนาคต โดยจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหลายๆ กลุ่มอุตสาหกรรมในรูปแบบต่างๆ อาทิ Smart Farming, Smart Health, Smart Factory, Smart Vehicle เป็นต้น

และเพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทยต่อยอดนวัตกรรมและงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูง กระทรวงฯจึงได้บูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงานจัดตั้งศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Industry Transformation Center : ITC ) มีการแบ่งปันเครื่องจักรอุปกรณ์จากเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐมาให้บริการแก่ผู้ประกอบการเพื่อเป็นการลดต้นทุนการประกอบกิจการ เป็นศูนย์กลางที่ดึงความหลากหลายของหน่วยงานที่มีความชำนาญด้านการออกแบบและวิศวกรรมจากผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก จากสถาบันเครือข่ายผู้ประกอบการ จากสมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุนต่าง ๆ มาให้บริการแก่ภาคเอกชน ซึ่งมีสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เป็นหน่วยร่วมที่สำคัญ และได้ดำเนินการจัดตั้งห้องปฏิบัติการด้านการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Design Lab – EDL) เพื่อช่วยส่งเสริม พัฒนา และยกระดับผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่ครบวงจร ซึ่งถือเป็นหน่วยงานเครือข่ายของศูนย์ ITC ด้วย”

นายสมบูรณ์ หอตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวชี้แจงถึงข้อมูลสถานการณ์การส่งออกของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ว่า ในปี 2561 ภาพรวมมีมูลค่าการส่งออก 62,108.53 ล้านเหรียญสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.16 แบ่งเป็น 1) สินค้าไฟฟ้า 17,491.67 ล้านเหรียญสหรัฐ(+1.01%) 2) สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 38,063.26 ล้านเหรียญสหรัฐ (+4.27%) และ 3)สินค้าไฟฟ้ากำลัง 6,553.59 ล้านเหรียญสหรัฐ(+2.63%) ทั้งนี้สัดส่วนประเทศตลาดส่งออกหลักในภาพรวม 5 อันดับ ได้แก่ อาเซียน ร้อยละ 18.47(+5.38%) สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 17.89(-2.30%) สหภาพยุโรป ร้อยละ 14.46(+8.64%) ญี่ปุ่น ร้อยละ 11.50(+12.19%) และจีน ร้อยละ 9.03(-0.49%) ตามลำดับ

นายสมบูรณ์ หอตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม

โดยสินค้าไฟฟ้าที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกตลาด ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ(+9.73%) โดยเฉพาะญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ส่วนสินค้าที่ปรับตัวลดลง อาทิ เครื่องอุปกรณ์สําหรับป้องกันวงจรไฟฟ้า(-3.19%) ปรับตัวลดลงในตลาดส่งออกหลัก อาทิ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกาค่อนข้างมาก ตู้เย็น(-6.59%) ปรับตัวลดลงในจีนค่อนข้างมาก และญี่ปุ่นเล็กน้อย กล้องถ่ายบันทึกภาพ (-3.93%)ปรับตัวลดลงในตลาดส่งออกหลัก อาทิ จีน สหภาพยุโรป และอาเซียน เป็นต้น เนื่องจากผลกระทบมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา และการตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐอเมริกา กับ จีน ทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายการปรับตัวลดลง

สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกตลาดส่งออกหลัก ยกเว้นตลาดจีนมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย อาทิ ญี่ปุ่น(+9.56) จากเครื่องโทรศัพท์ วงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit) และเครื่องพิมพ์ เครื่องทำสำเนา เป็นต้น และสหภาพยุโรป(+8.91) จากอุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ วงจรรวมและไมโครแอสแซมบลี (Integrated Circuit) และเครื่องพิมพ์ เครื่องทำสำเนา เป็นต้น ส่วนสินค้าไฟฟ้ากำลังปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกตลาดส่งออกหลัก ยกเว้นตลาดสหรัฐอเมริกา อาทิ จีน(+19.71) จากแผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า เครื่องเปลี่ยนไฟฟ้า และโซล่าเซลล์ เป็นต้น และญี่ปุ่น(+13.17) จากสายไฟฟ้า ชุดสายไฟ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า และเครื่องเปลี่ยนไฟฟ้า เป็นต้น

“สำหรับแนวโน้มปี 2562 ประมาณการว่าภาคการผลิตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จะปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.97 โดยในส่วนของเครื่องใช้ไฟฟ้าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.38 และอิเล็กทรอนิกส์จะปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.56 ส่วนการส่งออก ในภาพรวมคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.26 หรือมีมูลค่าราว 64,133.26 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าไฟฟ้าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.97 และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.55 เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่เป็นตลาดส่งออกหลักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอาทิ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และอาเซียน”

ปัจจุบันอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีสถานประกอบการรวมทั้งสิ้น 2,419 ราย แบ่งเป็นขนาดเล็ก 1,503 ราย ขนาดกลาง 530 ราย และขนาดใหญ่ 386 ราย โดยสถานประกอบการขนาดเล็กส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของผู้ประกอบการสัญชาติไทย มีการจ้างงานในอุตสาหกรรมรวมจำนวน 753,357 ราย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

นายสมบูรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถาบันไฟฟ้าฯ ได้จัดงานครบรอบ 20 ปี โดยชูแนวคิด “ขับเคลื่อนสู่มาตรฐานและนวัตกรรม” พร้อมจัดพิธีเปิดอาคารปฏิบัติการทดสอบ 5 และจัดแสดงนิทรรศการวิชาการ ภายในบริเวณศูนย์ปฏิบัติการและมาตรฐาน สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ นิคมอุตสาหกรรมบางปู

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา สถาบันฯได้มุ่งมั่นในการดำเนินงานตามภารกิจหลักเพื่อขับเคลื่อน ส่งเสริม และสนับสนุนงานวิชาการและงานบริการ ด้านการมาตรฐาน การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน ได้พัฒนาขีดความสามารถและขยายขอบข่ายการให้บริการด้านการมาตรฐานและการรับรองผลิตภัณฑ์แบบครบวงจร ซึ่งได้มีการพัฒนาและขยายขอบข่ายการให้บริการด้านการทดสอบผลิตภัณฑ์ หรือ Product Testing และการสอบเทียบ หรือ Calibration โดยห้องปฏิบัติการทดสอบและการสอบเทียบได้รับการรับรองตามระบบมาตรฐาน ISO/IEC 17025 การบริการด้านการตรวจคุณภาพโรงงาน หรือ Factory inspection โดยได้รับการรับรองตามระบบมาตรฐาน ISO/IEC 17020 และการบริการด้านการรับรองผลิตภัณฑ์ หรือ Product Certification โดยได้รับการรับรองตามระบบมาตรฐาน ISO/IEC 17065 นอกจากนี้ยังได้ดำเนินภารกิจด้านการมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยรับรองและตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ภายใต้ข้อตกลงร่วม ASEAN EE MRA ทั้งยังได้สมัครเข้าร่วมเป็นหน่วยรับรองและตรวจสอบผลิตภัณฑ์ของ IECEE CB Scheme ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า (HOUS) กลุ่มผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ส่องสว่าง (LITE) และกลุ่มมาตรฐานความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า(EMC)

ขณะเดียวกันยังมีภารกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรม โดยได้ดำเนินการพัฒนาผู้ประกอบการและบุคลากร ฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆ ทั้งหลักสูตรด้านพื้นฐานทั่วไป หลักสูตรด้านการบริหารจัดการและผลิตภาพ หลักสูตรด้านเทคโนโลยี นับจนถึงปัจจุบัน มีผู้ผ่านการอบรม จำนวนทั้งสิ้นกว่า 190,000 คน รวมทั้งมีภารกิจหลักด้านการดำเนินการศึกษาวิเคราะห์วิจัยเพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายของภาครัฐ และการพัฒนาจัดทำฐานข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และภารกิจในการบริการเกี่ยวกับระบบรับรองสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรให้แก่ผู้ประกอบการตามมาตรการของรัฐเพื่อสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันและบรรเทาผลกระทบจากข้อตกลงการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้กรอบต่างๆ ด้วย

ทั้งนี้การจัดสร้างอาคารห้องปฏิบัติการทดสอบ 5 ขึ้น เพื่อรองรับการขยายขอบข่ายการให้บริการด้านการมาตรฐาน การทดสอบ และการรับรองผลิตภัณฑ์ของสถาบันฯในอนาคตได้อีกอย่างน้อย 3 – 5 ปี อาทิ การทดสอบอุปกรณ์ EV Charger การทดสอบเครื่องปรับอากาศระบบ Multi-Split รวมทั้งรองรับงานมาตรฐานอื่นๆ และ Smart Electronics เป็นต้น


 

Categories
iBEAM the Series คุณทำเองได้ (DIY)

เครื่องรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติด้วยแผงวงจร iBEAM

บ่อยครั้งที่เราต้องออกไปทำธุระหรือไปเที่ยวต่างจังหวัดหลายวัน จะทำยังไงดีเมื่อต้นไม้ของเรากำลังมีใบเขียวขจีสวยงาม แต่หากขาดน้ำต้นไม้ของเราคงต้องเหี่ยวแห้งเป็นแน่ เหตุการณ์นี้แก้ไขได้ไม่ยากด้วยการสร้างเครื่องมือสำหรับรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ

ชมวิดีโอการสร้างคลิกเลย

หลักการทำงาน

ใช้หัววัดที่ประดิษฐ์เองด้วยแท่งโลหะ 2 ชิ้น สำหรับปักลงไปในดิน โดยอาศัยแผงวงจรสำเร็จรูปสำหรับควบคุมหุ่นยนต์เดินตามเส้น iBEAM เป็นตัวควบคุม เมื่อดินแห้งจะเกิดสภาวะความต้านทานสูงระหว่างแท่งวัดทั้งสองแท่ง แผงวงจร iBEAM จะส่งแรงดันไฟฟ้าจ่ายให้กับแผงวงจรรีเลย์เพื่อต่อหน้าสัมผัส จ่ายไฟให้กับปั้มน้ำทำการรดน้ำต้นไม้

รายการอุปกรณ์

  1. แผงวงจร iBEAM (ลิงก์สั่งซื้อสินค้า)
  2. แผงวงจรรีเลย์ RELAY1i (ลิงก์สั่งซื้อสินค้า)
  3. ปั้มน้ำ 220 โวลต์
  4. สายยาง
  5. หัวพ่นขนาดเล็ก
  6. อะแดปเตอร์ไฟตรง 9 โวลต์ (ลิงก์สั่งซื้อสินค้า)
  7. เทอร์มินอล (เต๋าต่อสาย) 3 ช่อง
  8. สายปลั้กสำเร็จรูป
  9. แท่งโลหะสำหรับใช้เป็นหัววัดดิน 2 แท่ง (ลิงก์สำหรับซื้อแท่งทองเหลือง)
  10. ฉนวนยางหรือวัสดุที่ไม่นำไฟฟ้าสำหรับเสียบติดตั้งแท่งโลหะ
  11. พลาสวูดหนา 3 มม. ขนาด A4 จำนวน 2 แผ่น (ลิงก์สั่งซื้อสินค้า)
  12. พลาสวูดหนา 5 มม. ขนาด A4 จำนวน 1 แผ่น (ลิงก์สั่งซื้อสินค้า)
  13. ถังหรือกล่องพลาสติกใส่น้ำ
  14. สายไฟแบบ IDC 1MF 4 เส้น (ลิงก์สั่งซื้อสาย IDC เลือกความยาวที่เหมาะสม)
  15. ตัวต้านทาน 1 กิโลโอห์ม
  16. สายไฟสำหรับตัววัดความชื้นในดิน ยาว 1 เมตร 2 เส้น
  17. เต้ารับเดี่ยว 1 ตัว
  18. กาวร้อน

ขั้นตอนการประดิษฐ์

1. วัดขนาดถังภายใน สำหรับทำแผ่นปิดด้านใน แล้วตัดด้วยพลาสวูด 3 มม. ให้ได้ขนาดตามที่วัดไว้ ดังรูปที่ 1.1 และ 1.2

2. ตัดพลาสวูดแผ่นหนา 5 มม. เป็นชิ้นเล็กๆ จำนวน 6 ชิ้น เพื่อทำเป็นบ่ารองแผ่นปิดด้านใน ที่ตัดจากขั้นตอนที่ 1 และติดตั้งด้านในกล่องด้วยกาวร้อนดังรูปที่ 2

3. วางปั้มน้ำในกล่องแล้วเจาะรูแผ่นพลาสวูดที่ได้จากจากขั้นตอนที่ 1 สำหรับสอดสายยางดังรูป

4. บากมุมสำหรับสอดสายไฟของปั้มน้ำขึ้นมา

5. จัดวางอุปกรณ์ไว้ด้านซ้ายให้มีพื้นที่ว่างสำหรับตัดทำช่องเติมน้ำดังรูป

6. ติดตั้งชุดวัดความชื้นในดินโดย นำตัวต้านทานปรับค่าได้เสียบเข้ากับช่อง IDC ตัวเมียที่บอร์ด iBEAM บัดกรีสายไฟเข้ากับแท่งโลหะและขั้วสาย IDC ด้านตัวผู้ จากนั้นเสียบสาย IDC ด้านตัวเมียเข้ากับตัวผู้ของบอร์ด iBEAM ดังรูป 6.4

7. เชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกันดังรูปวาดที่ 7

8. ทดสอบโดยการนำแท่งวัดจุ่มน้ำไว้เมื่อเสียบปลั้กและเปิดสวิตช์ปั้มน้ำจะต้องยังไม่ทำงาน หากปั้มทำงานทันทีให้ปรับตัวต้านทานปรับค่าได้บนบอร์ด iBEAM จนปั้มน้ำหยุดทำงาน และเมื่อยกแท่งวัดขึ้นจากน้ำปั้มน้ำจะต้องทำงานทันที

 

9. ใช้สว่านดอกเล็กเจาะรูด้านข้างกล่องแล้วใช้สกรูเกลียวปล่อยขนาดเล็กขันยึดบ่าพลาสวูดที่ติดไว้ตั้งแต่ขั้นตอนที่ 2 เพื่อทำให้บ่าพลาสวูดมีความแข็งแรง

10. ตัดแผ่นพลาสวูดแผ่นหนา 3 มม. ปิดด้านข้างให้ขอบสูงเสมอกับถังน้ำดังรูปที่ 10.1 จากนั้นยึดด้วยกาวร้อน และตัดพลาสวูดแผ่นปิดด้านบนของกล่องดังรูปที่ 10.3 และเจาะช่องเปิดสำหรับซ่อมบำรุงดังรูปที่ 10.4 ตัดพลาสวูดทำเป็นบ่ารับแผ่นเปิดยึดด้วยกาวร้อนดังรูปที่ 10.6 แล้วใช้วัสดุอะไรก็ได้ยึดบนฝาทั้งฝาเปิดเติมน้ำ และฝาเปิดสำหรับซ่อมบำรุง เพื่อเป็นมือจับ

11. ใช้กาวร้อนยึดแผ่นบนเข้ากับแผ่นขอบที่ดังรูป

12. นำไปทดสอบกับกระถางปลูก

ในบางครั้งเมื่อความชื้นในดินเริ่มเปลี่ยนจากแห้งเป็นเปียก หรือเปียกเป็นแห้ง พบว่าหน้าสัมผัสของรีเลย์จะสั่นรัวๆ ในช่วงเวลาประมาณ 5 ถึง 10 วินาที

วิธีแก้ไข
ทำความสะอาดแท่งวัด และเสียบลงในดินให้ลึกขึ้นจะทำให้ค่าการนำกระแสไฟฟ้าระหว่างแท่งต่อทำได้ดีขึ้น

นี่อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการรดน้ำต้นไม้อัตโนมัตินะครับ แต่ก็สามารถใช้แก้ขัดได้ในกรณีที่เราไม่อยู่บ้านหลายวัน

ชมวิดีโอการสร้างคลิกเลย


 

Categories
รีวิว

รีวิวแกะกล่องสว่านไฟฟ้าไร้สายโบลิด

ท่านผู้อ่านเป็นแบบผมรึเปล่าครับ ที่กะว่าจะซื้อสว่านไฟฟ้ามาใช้เป็นไขควงไร้สาย เอาแบบพอใช้ได้ไม่ต้องดีมาก เพราะเราก็ไม่ได้ใช้งานหนักอะไร พอจะเข้าไปหาซื้อในลาซาด้า ก้เกิดความรังเรอยู่นาน กับคอมเมนต์ของแต่ละท่าน บางคนก็ว่าดี บางคนก็ว่าไม่ดี อ้าว แล้วจะเชื่อใครดีหว่า สุดท้ายเชื่อตัวเองลองสั่งซื้อมาเลยดีกว่า ไหนๆ ซื้อมาแล้วก็อยากจะแนะนำบอกต่อให้ทุกท่านได้ชมกันครับ

คุณสมบัติคร่าวๆ

  • ใช้ไฟเลี้ยง 12 โวลต์ จากแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออน
  • ความเร็วรอบปรับได้ 2 ระดับที่ 0-380 รอบต่อนาที และ 0-1,300 รอบต่อนาที (เมื่อไม่มีโหลด)
  • จับดอกสว่านได้ถึง 100 มิลลิเมตร
  • แรงบิด 28 นิวตัน.เมตร

คลิกเพื่อชมวิดีโอการรีวิวจากเรา

สนใจร้านเดียวกับที่ผู้เขียนซื้อคลิกที่นี่เลยครับ

เปิดกล่องดูอุปกรณ์กันเลย

(1) ตัวสว่าน

ปากจับดอกสว่านได้ถึง 10 มม.

ปรับแรงบิดได้ 18 ระดับ

ปรับสำหรับโหมดดอกสว่านเจาะไม้

ปรับความเร็วรอบได้ 2 ระดับ

ปรับทิศทางการหมุนซ้ายขวาได้

มี LED ส่องสว่างในที่มืด 

แบตเตอรี่ถอดใส่ง่าย

(2) แท่นชาร์จพร้อมสว่านแบตเตอรี่สำรอง 1 ก้อน เพียงเสียบปลั้กแท่นชาร์จแล้วใส่แบตเตอรี่ลงไปก็เริ่มชาร์จทันที สังเกตจากไฟ LED สีแดงสว่าง เมื่อแบตเตอรี่เต็มแล้วไฟสีเขียวจะติดแทน

(3) ชุดบล็อกและชุดไขควงขนาดเล็ก (บางร้านอาจไม่ได้แถมมาให้)

(4) ข้อต่ออ่อน สำหรับสอดเข้าไปขันสกรูหรือบล็อกในที่แคบ

สรุปความว่าคุ้มครับ ราคาไม่ถึง 900 ส่งฟรี เท่าที่ทดลองใช้งานถือว่าดี งานประกอบดีกว่าที่คิด จากประสบการณ์ที่สัมผัสเครื่องมือราคาถูกมาเยอะ ตัวนี้ถือว่างานดีกว่าทุกๆ ตัวที่เคยซื้อเลยก็ว่าได้

หมายเหตุ : เนื่องจากในลาซาด้ามีร้านค้าจำนวนมากที่จำหน่ายสินค้าแบบเดียวกัน หากสนใจซื้อร้านเดียวกับผมก็สามารถคลิกลิงก์นี้ไปได้เลยครับ https://goo.gl/iFQoyw


 

Categories
รีวิว

เครื่องพ่นสีไฟฟ้า น่าใช้หรือไม่

สำหรับเครื่องพ่นสีไฟฟ้าที่เราจะมารีวิวให้ชมกันนี้คือ เครื่องพ่นสีไฟฟ้าขนาดเล็ก ยี่ห้อ iMAX หัวสเปรย์เป็นทองเหลือง ส่วนหัวปรับทิศทางของสเปรย์เป็นพลาสติกชุบโครเมี่ยม

สเป็กของเครื่อง

  • ใช้ไฟบ้าน 220 โวลต์
  • กำลังไฟ 700 วัตต์
  • ความยาวสายไฟ 1.5 เมตร
  • ความเร็วรอบของมอเตอร์ 32,000 รอบต่อนาที
  • ปริมาณสีออก 550 มิลลิลิตรต่อนาที
  • ขนาดหัว 1.5 มิลลิเมตร
  • ใช้ได้ทั้งสีน้ำ สีน้ำมัน วานิช เคลือบเงาต่างๆ
  • น้ำหนัก 1.9 กิโลกรัม
  • ปรับแนวพ่นได้ 3 แบบ แนวตั้ง แนวนอน และกระจาย


ชมคลิปการแกะกล่องและทดลองใช้จริง

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ใบรับประกัน
  • คู่มือภาษาไทย (แต่เนื้อหาบางส่วนเหมือนใช้กูเกิลแปล)
  • ด้ามปืน
  • กระบอกใส่สี
  • กระบอกตวงความหนืดของสี
  • ท่อลม
  • ปั้มลมไฟฟ้า
  • สายสะพาย

ทดลองใช้งาน

ประกอบชิ้นท่อลมเข้ากับปั้มลมและด้ามปืนพ่นสี จากนั้นทำการผสมสีโดยใช้กระบอกตวงความหนืดที่ให้มา โดยผสมสีในภาชนะในปริมาณ 1 ลิตร จากนั้นเทใส่กระบอกตวงจนเต็มแล้วจับเวลา หากสีในกระบอกตวงไหลออกจากรูจนหมดภายในเวลา 25 – 50 วินาที แสดงว่าความหนืดใช้ได้ หากใช้เวลานานกว่านี้ให้ผสมน้ำเพิ่มลงไป (หากเป็นสีน้ำมันให้ผสมทินเนอร์เพิ่ม)

จากการทดสอบได้ลองพ่นสีน้ำอะคริลิกกับพื้นที่ประมาณ 3 ตารางเมตร (สูง 3 เมตร กว้าง 1 เมตร) ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ที่ต้องใช้เวลานานกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากต้องหยุดพักเป็นระยะเพราะตัวปั้มลมเริ่มร้อน แต่โดยรวมแล้วงานที่ได้อยู่ในระดับมาตรฐานนะครับ

สรุปข้อดีข้อเสียกันหน่อย

ข้อดี

  • ราคาถูก
  • ขนาดกะทัดรัด
  • น้ำหนักเบา

ข้อเสีย

  • ปั้มจะเกิดความร้อนหากพ่นติดกันเป็นระยะเวลานาน ไม่เหมาะสำหรับการพ่นพื้นที่กว้าง เช่นพ่นผนังบ้านทั้งหลัง
  • เสียงดังพอๆ กับโบรเวอร์เป่าลม (ที่ช่างแอร์ใช้)

เหมาะกับใครบ้าง

สำหรับเครื่องพ่นสี iMAX นี้ มีขนาดเล็กจัดเก็บง่าย เหมาะสำหรับนักประดิษฐ์หรือเมกเกอร์ที่ต้องการพ่นสีให้กับชิ้นงานของตัวเอง หรือคนที่ต้องการทำสีรั้ว ทำสีผนังมุมโปรด ก็ยังได้อยู่ครับ

สุดท้ายนี้ก็คงต้องบอกว่า เจ้าเครื่องพ่นสีไฟฟ้า iMAX นี้ งานดีสมราคาครับ อย่าได้เอาไปเปรียบเทียบกับเครื่องพ่นสีแบบปั้มลมแท้งค์ นั่นมันทั้งแพงกว่าและเกะกะบ้านเป็นยิ่งนัก

สนใจสั่งซื้อตามลิงก์นี้เลยครับ https://goo.gl/FghFJq


เรื่องที่คุณอาจสนใจ

Exit mobile version