บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย แผนกผลิตภัณฑ์ทันตกรรมและการดู
ภายในงานยังมีกิจกรรมร่วมลุ้

บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย แผนกผลิตภัณฑ์ทันตกรรมและการดู
ภายในงานยังมีกิจกรรมร่วมลุ้
ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ 6 ทศวรรษ มจพ.และก้าวต่อไปเพื่อความเป็นเลิศและความยั่งยืน (KMUTNB 2040) ในปี 2562 เป็นวาระครบรอบ 60 ปี ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) บนเส้นทางการพัฒนามหาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศและยั่งยืนที่เดินทางมาครบ 6 ทศวรรษด้วยการสร้างผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็วพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนภายใต้รากฐาน “วิศวกรรมมือเปื้อน” และถึงเวลาการเปลี่ยนแปลงก้าวสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ มจพ. มุ่งสู่ความเป็นเลิศและยั่งยืน เป็นไปตามยุทธศาตร์ 4 เป้าหมาย (4 Goals: 4G) ภายใน 20 ปีข้างหน้า ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาตร์ชาติ 20 ปี โดยในโลกยุค 4.0 การเรียนการสอนควบคู่การทำงานวิจัยต้องเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและเอกชน เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคใหม่ที่ต้องผนึกกำลังเพื่อขับเคลื่อนผ่านแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ระยะ 20 ปี มุ่งเน้นการพัฒนามหาวิทยาลัยโดยการหลอมรวมทั้ง 3 วิทยาเขต สู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในการสร้างสรรค์ประดิษฐกรรมสู่นวัตกรรม (Invention to Innovation) ของโลกอย่างแท้จริง
มจพ. ได้นำความสามารถและผลงานอันโดดเด่นด้านการบริหารกลยุทธ์ (Strategic Management) และการพัฒนาองค์กร (Organization Development) ด้วย มจพ. เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มุ่งเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และการปลูกฝังวัฒนธรรมการทำงานอย่างมืออาชีพที่สามารถสื่อสารและถ่ายทอดเทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ให้กับนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากร ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ปรากฏต่อสายตาสาธารณชนถึง 6 ทศวรรษ ที่ มจพ. สร้างความโดดเด่นและประสบความสำเร็จเป็นสุดยอดองค์กรจากเวทีระดับโลกที่หลากหลาย
ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เปิดเผยว่า เส้นทางการพัฒนามหาวิทยาลัยในภาพรวมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ระยะ 20 ปี ให้ความสำคัญและมุ่งเน้นการพัฒนามหาวิทยาลัยทั้ง 3 วิทยาเขตไปสู่ “ความเป็นผู้นำองค์กรด้านความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม (Leader in University-Industry Cooperation)” ผ่านยุทธศาสตร์เพื่อความเป็นเลิศและยั่งยืน 4 ยุทธศาสตร์เป้าหมาย สอดรับกับปณิธาน “มุ่งมั่นที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวิชาการชั้นสูงที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้คู่คุณธรรม เพื่อเป็นผู้พัฒนาและสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่เหมาะสม อันก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” และสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สำหรับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัย ระยะ 20 ปี ประกอบไปด้วย 4 ยุทธศาสตร์ เพื่อความเป็นเลิศและยั่งยืน ดังนี้
G1) ความเป็นเลิศด้านการจัดการศึกษา (Academic Excellence)
G2) ความเป็นเลิศด้านการวิจัย สร้างสรรค์ประดิษฐกรรมสู่นวัตกรรม (Research, Invention and Innovation Excellence)
G3) ความเป็นเลิศด้านบริการวิชาการและบริการวิจัย (Academic and Research Service Excellence)
G4) ความเป็นเลิศด้านการจัดการ (Management Excellence)
หากย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีก่อน มจพ. มีรากฐานการศึกษาที่ได้รับมาจากประเทศเยอรมัน ปัจจุบัน มจพ. จัดการเรียนการสอนที่เน้นการสอนทฤษฎีควบคู่ปฏิบัติ โดยโรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย-เยอรมัน (Thai-German Pre-engineering School) เป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้พัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เพื่อเตรียมความพร้อมการเป็นวิศวกรนักปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบัน และเป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรมและเอกชน รวมถึง มจพ. เน้นการสร้างและพัฒนาหลักสูตรโดยให้มีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม (University-Industry Partnership) ทุกหลักสูตรของมจพ. มีการฝึกงาน (Internship) สหกิจศึกษา (Co-operative Education) รวมไปถึงการยกระดับให้เป็นระบบการเรียนรู้ผสมผสานกับการทำงานจริง (Work Integrated Learning : WIL) ซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 1 ภาคการศึกษาหรือมากกว่า เพื่อพัฒนา ส่งเสริม และเชื่อมโยงการจับคู่ความร่วมมือด้านงานวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม เป็นรูปแบบการเชื่อมโยงการทำงานของคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ที่ให้ความสำคัญในการพัฒนางานวิจัยซึ่งครอบคลุมการพัฒนาตัวชี้วัดและกลไกการรับรองงานบริการวิชาการเพื่อสังคม และพัฒนามิติด้านต่างๆ โดย มจพ. มีแผนการพัฒนาเชิงพื้นที่ ของทั้ง 2 วิทยาเขต โดยวิทยาเขตปราจีนบุรีมีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับการจัดการเรียนการสอนและงานวิจัยที่มีสเกลขนาดใหญ่ อาทิ เช่น ด้านการซ่อมบำรุงและบริการอากาศยาน (Aircraft Maintenance and Service) และด้านเซรามิก ซึ่งมีพื้นที่สำหรับโรงเตาเผาเซรามิก สำหรับวิทยาเขตระยอง มุ่งเน้นการสร้างมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการประยุกต์ใช้กับโรงงานให้เป็นโรงงานสีเขียว (Green Industry) ในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) รวมไปถึงการพัฒนากลุ่มวิจัยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และการเป็นศูนย์โลจิสติกส์อัจฉริยะ (Intelligence Logistic Center) กอปรกับมหาวิทยาลัยมีศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์อุตสาหกรรม (มาบตาพุด) ในเขตพื้นที่ EEC เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพในการทำงานของบุคลากรในโรงงานโดยการอบรมเพื่อ upskill/reskill ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในปัจจุบัน
ในอนาคตอันใกล้นี้ “KMUTNB Technology Park” จะเป็นศูนย์กลางการวิจัยและการให้บริการวิชาการที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรบุคคลในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม อย่างครบวงจร ด้วยทิศทางที่ชัดเจนมีกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน และใช้ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการด้วยหลักการสมัยใหม่
จาก 4 ยุทธศาสตร์สู่เป้าหมายความเป็นเลิศและความยั่งยืน มจพ. ตระหนักถึงแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยใช้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัย ระยะ 20 ปี ครบทุกมิติอย่างรอบด้านเป็นตัวนำการขับเคลื่อน และในปี พ.ศ. 2562 มจพ. ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานที่ทุกๆ ผลงานล้วนแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัย บุคลากร คุณภาพงานวิจัยของ มจพ. ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ได้สร้างสรรค์งานวิจัยให้ก้าวไปสู่ระดับชาติและนานาชาติที่เป็นเลิศอย่างยั่งยืน
ขวัญฤทัย ข่าว-ภาพ
ร่วมเปิดบ้าน พีไอเอ็ม เจาะ Insight หลักสูตร MBA
ตอน “Power of networking”
สร้างโอกาสทางธุรกิจภายใต้ Network ที่ใหญ่ที่สุด
พบกับหลักสูตร MBA
• สาขาการจัดการธุรกิจการค้าสมั
• สาขาการบริหารคนและกลยุทธ์องค์
พร้อมสอบชิงทุนการศึกษา มูลค่า 80,000 บาท
วันที่ 5 ตุลาคม เวลา 08.00-12.00 น.
ณ ห้อง AUDITORIAM ชั้น 16 อาคาร CP ALL ACADEMY สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
ลงทะเบียนคลิ๊ก https://bit.ly/2ZjAtV8
ติดต่อสอบถาม
โทร 028550471
นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน/ 18 กันยายน 2562 – หัวเว่ยประกาศกลยุทธ์รองรับตลาดคอมพิวติ้ง พร้อมเปิดตัว Atlas 900 คลัสเตอร์การเทรน AI ที่รวดเร็วที่สุดของโลก ในงาน Huawei Connect 2019 Atlas 900 ขุมพลังของการประมวลผล AI จะช่วยทำให้ AI มีความพร้อมยิ่งขึ้นสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ ในหลากหลายสาขา
มร. เคน หู กล่าวถึงกลยุทธ์การรองรับตลาดคอมพิวติ้งของหัวเว่ย ระหว่างกล่าวปาฐกถา ในงาน Huawei Connect 2019
“ตลาดการประมวลผลในอนาคตจะเป็นตลาดที่ใหญ่มาก โดยจะมีมูลค่าสูงกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ” มร. เคน หู รองประธานกรรมการของหัวเว่ย กล่าว “เราจะลงทุนอย่างต่อเนื่องด้วยกลยุทธ์ที่เน้นใน 4 ด้านหลัก เราจะขยายขอบเขตของสถาปัตยกรรมออกไปให้กว้างมากขึ้น ลงทุนในด้านโปรเซสเซอร์สำหรับการใช้งานในทุกรูปแบบ มุ่งมั่นกำหนดขอบเขตธุรกิจให้ชัดเจน และสร้างระบบอีโคซิสเต็มแบบเปิดกว้าง”
กลยุทธ์การประมวลผลของหัวเว่ย
แนวคิดในอุตสาหกรรมทางด้านคอมพิวติ้งนั้นกำลังพัฒนาจากโมเดลแบบมีกฎที่ตายตัว (Rule-based) มาเป็นแบบเชิงสถิติ ซึ่งเป็นรากฐานของแมชชีนเลิร์นนิ่ง หัวเว่ยคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า การประมวลผลเชิงสถิติจะกลายมาเป็นกระแสหลัก และการประมวลผลของ AI จะมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 80 ของรูปแบบการประมวลผลที่ใช้กันทั่วโลก
เพื่อความสำเร็จในตลาดนี้ กลยุทธ์ของหัวเว่ยจะมุ่งเน้น 4 ด้านดังต่อไปนี้
นวัตกรรมด้านสถาปัตยกรรม
ในปีที่ผ่านมา หัวเว่ยได้เปิดตัวสถาปัตยกรรม Da Vinci ซึ่งเป็นโครงสร้างสถาปัตยกรรมโปรเซสเซอร์ใหม่ ที่ออกแบบมาให้เป็นทรัพยากรในการประมวลผลที่มั่นคงและกว้างขวาง แต่ให้บริการในราคาที่สมเหตุสมผล หัวเว่ยจะยังคงลงทุนด้านการวิจัยพื้นฐานนี้ต่อไป
การลงทุนในโปรเซสเซอร์ที่รองรับการใช้งานทุกรูปแบบ
หัวเว่ยมีโปรเซสเซอร์หลากหลายรูปแบบ เช่น Kunpeng (คุนเผิง) โปรเซสเซอร์สำหรับการประมวลผลอเนกประสงค์, Ascend (แอสเซนด์) โปรเซสเซอร์สำหรับ AI, Kirin (คิริน)โปรเซสเซอร์สำหรับสมาร์ทดีไวซ์ และ Honghu (หงหู) โปรเซสเซอร์สำหรับสมาร์ทสกรีน
ขอบเขตด้านธุรกิจที่ชัดเจน
หัวเว่ยจะไม่ขายโปรเซสเซอร์โดยตรง แต่จะส่งมอบให้แก่ลูกค้าในรูปแบบของบริการคลาวด์ และส่งให้บริษัทคู่ค้าในรูปแบบของชิ้นส่วนประกอบ เพราะเราให้ความสำคัญกับการสนับสนุนโซลูชั่นแบบผสานรวม
สร้างระบบอีโคซิสเต็มที่เปิดกว้าง
ในอีก 5 ปีข้างหน้า หัวเว่ยจะลงทุนงบประมาณอีก 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในโครงการสร้างนักพัฒนา เพื่อขยายโครงการให้รองรับนักพัฒนาอีก 5 ล้านคน และทำให้บริษัทคู่ค้าของหัวเว่ยทั่วโลกสามารถพัฒนาแอปพลิเคชั่นและโซลูชั่นรุ่นใหม่ๆ สำหรับอนาคตข้างหน้า
Atlas 900 คลัสเตอร์การเทรน AI ที่รวดเร็วที่สุดของโลก
Atlas 900 พัฒนาขึ้นจากเทคนิคขั้นสูงซึ่งหัวเว่ยได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมประสานพลังของโปรเซสเซอร์ Ascend หลายพันตัว โดย Atlas 900 จะใช้เวลาเพียง 59.8 วินาทีในการเทรน ResNet-50 ซึ่งเป็นมาตรฐานหลักในการวัดประสิทธิภาพการเทรน AI โดยสถิติใหม่นี้เร็วกว่าสถิติโลกเดิม 10 วินาที
Atlas 900 คือขุมพลังของการประมวลผล AI และจะนำโอกาสใหม่ๆ มาสู่การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และการพัฒนาธุรกิจใหม่ต่าง ๆ อีกมากมาย ตั้งแต่ด้านดาราศาสตร์ การพยากรณ์อากาศ และการขับขี่อัตโนมัติ ไปจนถึงการสำรวจหาน้ำมัน หัวเว่ยยังได้ติดตั้ง Atlas 900 ไว้ในหัวเว่ย คลาวด์ อีกด้วย โดยเป็นบริการแบบคลัสเตอร์ ที่ทำให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถเข้าถึงพลังในการประมวลผลแบบพิเศษนี้ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น หัวเว่ยได้เสนอบริการต่าง ๆ เหล่านี้ในราคาพิเศษแก่มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทั่วโลก
มร. เกา เหวิน สมาชิกสภาวิศกรรรมแห่งชาติจีนและผู้อำนวยการสถาบันเผิงเฉิง ได้กล่าวปาฐกถาในงานนี้ด้วยเช่นกัน มร. เหวิน อธิบายถึงพันธกิจและวิสัยทัศน์ของสถาบันเผิงเฉิงและการทำงานร่วมกับหัวเว่ยเพื่อสร้างระบบที่รวมซุปเปอร์คอมพิวติ้งและปัญญาประดิษฐ์เครื่องแรกของประเทศจีน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบประมวลผลระดับ Exascale ทั้งสองบริษัทจะร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มรุ่นใหม่สำหรับงานวิจัยและนวัตกรรม AI พื้นฐาน
มร. เจิ้ง เย่ไหล ประธานบริหาร ของหัวเว่ยคลาวด์ กล่าวถึงการประยุกต์ใช้ AI ในสถานการณ์ต่าง ๆ เมื่อศึกษาจากประสบการณ์ของหัวเว่ยที่ทำโครงการมามากกว่า 500 โครงการ ในอุตสาหกรรมกว่า 10 สาขา มร. เจิ้ง ชี้ให้เห็นถึงอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเปลี่ยนจากการใช้งานเชิงพาณิชย์ในวงแคบสู่การเป็นขับเคลื่อนสำคัญเพื่อการปรับเปลี่ยนบริษัทสู่ยุคดิจิทัล
“นี่เป็นยุคใหม่ของการค้นคว้า” มร. เคน หู กล่าวสรุป “มหาสมุทรแห่งศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดกำลังรอเราอยู่ แต่เราจะข้ามไปไม่ได้หากเรามีเรือเพีย
ลำเดียว วันนี้เราขอส่งเรือหนึ่งพันลำออกจากฝั่ง ขอให้เราทำงานร่วมกัน คว้าโอกาสครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ และยกระดับความอัจฉริยะขึ้นไปอีกขั้น”
HUAWEI CONNECT 2019
เป็นงานแฟล็กชิปประจำปีซึ่งหัวเว่ยจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมไอซีทีระดับโลก โดยงานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “Advance Intelligence” ที่นครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 18 – 20 กันยายน 2562 หัวเว่ยมุ่งหวังที่จะสร้างแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างและทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมได้ สำหรับลูกค้าและพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อสำรวจโอกาสใหม่ ๆ ให้โลกอัจฉริยะแห่งอนาคต
ฝ่ายเทคโนโลยีไฟฟ้าและพลังงาน สถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย-ฝรั่
โดยฝ่ายเทคโนโลยีไฟฟ้าและพลั
มหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 41 ปลื้มยอดขาย 4 วันโกยยอด 3,500 ล้านบาท หลังกำลังซื้อผู้บริโภคตัวจริ
มหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 41 ปลื้มยอดขายหลังกำลังซื้อยั
นายชูรัชฏ์ ชาครกุล ประธานจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 41 เปิดเผยถึง ความสำเร็จของการจัดงานมหกรรมบ้
“ตั
นายชูรัชฏ์ ชาครกุล ประธานจัดงานฯ กล่าวเพิ่มเติม จากผลสำรวจของผู้เข้าชมงานครั้
สำหรับงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 41 จัดโดย 3 สมาคมหลักทางด้านอสังหาริมทรั
โครงการ “มิชลินรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ใส่หมวกนิรภัย” เป็นกิจกรรมเพื่อชุมชนที่บริษัท สยามมิชลิน จำกัด และ FIA (International Automobile Federation) จัดขึ้นเป็นประจำมาเป็นระยะเวลา 5 ปีแล้ว โดยเป็นส่วนหนึ่
ในปีนี้ ทางบริษัทฯ นำโดยนาย เสกสรรค์ ไตรอุโฆษ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามมิชลิน จำกัด เดินทางไปจัดกิจกรรมส่งเสริ
“SmartHeart presents Thailand International Pet Variety Exhibition ครั้งที่ 9 ตอน Shopaholic”
มหรรมสัตว์เลี้ยงที่เฟี๊ยชที่สุ
สำหรับสัตว์เลี้ยงผู้เลอโฉม แพ็คเกจตรวจสุขภาพสัตว์เลี้
คนรักสัตว์ห้ามพลาด หนึ่งปีมีครั้งเดียว ของแท้ต้องอิมแพ็คจัดเท่านั้น พบกัน วันที่ 3 – 6 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ฮอลล์ 7- 8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
กดปุ่มเปิดงานใหญ่แห่งปี “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 41”
กว่า 1,000 กว่าโครงการแข่งโปรโมชั่นสุดพิ
กระตุ้นเศรษฐกิจ – เพิ่มโอกาสผู้บริโภคซื้อบ้าน – คอนโดฯ ระหว่าง 12-15 ก.ย.นี้ ชั้น 5 สยามพารากอน
เปิดแล้วงานแสดงที่อยู่อาศั
วันนี้ (12 กันยายน 2562 ) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่
นายชูรัชฏ์ ชาครกุล ประธานจัดงานมหกรรมบ้
นอกจากนี้ภายในงานมีสถาบั
“งานมหกรรมบ้านและคอนโดเป็นกิ
ในปีนี้งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 41 ได้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “Amazing Deals” …. สุดยอดข้อเสนอสำหรับคนอยากมีบ้
ทั้งนี้ “งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 41” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 15 กันยายนนี้ ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้
บูดาเปสต์ ประเทศฮังการี/ 11 กันยายน 2562 – ในงาน ITU Telecom World 2019 หัวเว่ยได้เปิดตัวรายงานเชิงลึก “การใช้งาน 5G” ในระหว่างงานฟอรั่ม “5G+Gigabit: Connecting an Intelligent Future” โดยมี มร. จ้าว โห้วหลิน เลขาธิการสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ และ มร. ลาสซโล พัลโควิคส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนวัตกรรมและเทคโนโลยีของฮังการี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน
รายงานเชิงลึกฉบับดังกล่าวคาดการณ์ถึงลักษณะการใช้งาน 5G ในด้านการขยายศักยภาพของบรอดแบนด์ มีเดีย เอ็นเตอร์เทนเมนต์ การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการขนส่งอัจฉริยะ ทั้งยังเรียกร้องให้องค์กรอุตสาหกรรมและหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกช่วยกันส่งเสริมให้เกิดการร่วมสร้างมาตรฐานและกำหนดคลื่นความถี่ ทรัพยากรที่เพียงพอ และสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจที่ดีอย่างจริงจัง ให้พร้อมสำหรับการติดตั้งและการใช้งาน 5G เชิงพาณิชย์ในรูปแบบต่าง ๆ
มร. หยาง เชาปิน ประธานบริหาร กลุ่มผลิตภัณฑ์ 5G ของหัวเว่ย เปิดตัวรายงานเชิงลึกเรื่อง “การใช้งาน 5G”
ที่งานฟอรั่ม ซึ่งหัวเว่ย เทคโนโลยี่ จัดขึ้นในระหว่างงานประชุม ITU Telecom ประจำปี ภายใต้ธีม “5G+Gigabit: Connecting an Intelligent Future” มร. จ้าว โห้วหลิน เลขาธิการสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ และ มร. ลาสซโล พัลโควิคส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนวัตกรรมและเทคโนโลยีของฮังการี ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเน็ตเวิร์ก 5G
โลกกำลังเร่งนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ การเปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ โอเปอเรเตอร์ 35 รายใน 20 ประเทศทั่วโลกได้เปิดให้บริการ 5G แล้ว และอีก 33 ประเทศได้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ 5G เรากำลังเข้าสู่ยุคของ 5G อย่างแท้จริง
ในอนาคต 5G จะเปิดพื้นที่ตลาดและโอกาสการลงทุนมากมายเป็นล้านล้านรายการ ในปี 2578 เทคโนโลยี 5G จะสร้างผลิตผลทางเศรษฐกิจทั่วโลกเป็นมูลค่าถึง 12.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งร้อยละ 80 จะเกี่ยวเนื่องกับ 5G โดยเฉพาะ รายงานเชิงลึกฉบับนี้ได้พูด 5G ใน 4 แง่มุมด้วยกัน คือ การใช้งานใหม่ๆ มาตรฐาน คลื่นความถี่ และระบบนิเวศในอุตสาหกรรม
ด้วยความก้าวหน้าของการเปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์ การใช้งาน 5G ในรูปแบบใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นมากมาย รวมถึง Enhanced Mobile Broadband, เอ็นเตอร์เทนเมนต์บนสื่อ, การผลิตภาคอุตสาหกรรม, การขนส่งอัจฉริยะ เป็นต้น เครือข่าย 5G สามารถให้บริการเน็ตเวิร์กระดับกิกะบิตประสิทธิภาพสูงและประสบการณ์การใช้งานที่เยี่ยมยอดให้แก่ผู้ใช้ การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและความเป็นอัจฉริยะเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงยุค 5G ทั้งสองสิ่งเป็นตัวอย่างของประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G ซึ่งก็คือ การเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมหลายพันรูปแบบ และการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น
การกำหนดมาตรฐานให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วโลกจะช่วยผลักดันให้การใช้งาน 5G เชิงพาณิชย์มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว โดยขณะนี้ 3GPP เป็นตัวช่วยกำหนดมาตรฐานหลักของ 5G และหลังจากที่มีการประกาศมาตรฐานฉบับแรก ๆ เราก็ได้เห็นผู้ประกอบการโทรคมนาคมเปิดให้บริการเครือข่ายเชิงพาณิชย์ และการใช้การบริการ eMBB ที่สมบูรณ์บนเครือข่าย 5G มาตรฐานอันเป็นหนึ่งเดียวทั่วโลกยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อาทิ มาตรฐานฉบับที่ 16 (ปี 2020) และฉบับที่ 17 (ปี 2021) เทคโนโลยี 5G ยังคงก้าวหน้าต่อไป อันจะนำไปสู่การพัฒนาอีโคซิสเต็มในอุตสาหกรรมและการใช้งาน 5G รูปแบบใหม่ ๆ ที่ครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น
การจัดสรรคลื่นความถี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับหน่วยงานกำกับดูแล การผสานรวมคลื่นความถี่ทั่วโลกจะช่วยลดความซับซ้อนและต้นทุนในการดำเนินการ 5G สำหรับซัพพลายเออร์ ผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม พันธมิตรในอุตสาหกรรม และแม้แต่ผู้ใช้เอง การกระจายคลื่นความถี่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศยังคงเป็นรูปแบบที่หน่วยงานกำกับดูแลของหลายๆ ประเทศพยายามผลักดัน ในขณะเดียวกัน การซิงโครไนซ์เครือข่ายก็ควรจะได้รับการพิจารณาด้วย เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งานคลื่นความถี่และลดการแทรกแซงของสัญญาณ
5G ต้องการอีโคซิสเต็มที่มั่นคงและโปร่งใสเพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ความสำเร็จเชิงพาณิชย์และการเติบโตในด้านความคุ้มค่าในยุค 5G รวมไปถึงความเข้มแข็งของอีโคซิสเต็ม 5G ขึ้นอยู่กับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างโอเปอเรเตอร์ เวนเดอร์ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม และหน่วยงานกำกับดูแลที่สนับสนุนด้านนวัตกรรมการใช้งาน