Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ยยื่นจดสิทธิบัตรมากที่สุดในยุโรป

บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ครองอันดับหนึ่งด้วยยอดสิทธิบัตรที่ขอจดทะเบียนทั้งสิ้น 3,524 ฉบับ
ตอกย้ำว่าวงการสื่อสารดิจิทัลอยู่ในช่วงขาขึ้น ด้วยการต่อยอดนวัตกรรมจากเทคโนโลยี 5G

กรุงเทพฯ/ 27 มีนาคม 2563 – บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ส์ จำกัด ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งผู้ขอจดสิทธิบัตรรายใหญ่ที่สุดในยุโรปประจำปี 2562 ตามข้อมูลจากรายงานล่าสุดของสำนักงานสิทธิบัตรยุโรป (European Patent Office – EPO) โดยหัวเว่ยเป็นบริษัทจีนเพียงรายเดียวที่ก้าวขึ้นตำแหน่งสูงสุดนี้ หัวเว่ยได้ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรทั้งสิ้น 3,524 ฉบับในปี 2562 นำห่างซัมซุง (2,858 ฉบับ) แอลจี (2,817 ฉบับ) ยูไนเต็ด เทคโนโลยี่ส์ (2,813 ฉบับ) และซีเมนส์ (2,619 ฉบับ) ที่ตามมาในลำดับที่สอง สาม สี่ และห้า ตามลำดับ

จากจำนวนสิทธิบัตรทั้งสิ้น 3,524 ฉบับที่หัวเว่ยขอขึ้นทะเบียนในปี 2562 ร้อยละ 64 จัดอยู่ในกลุ่มการสื่อสารดิจิทัล ร้อยละ 12 อยู่ในกลุ่มโทรคมนาคม และอีกร้อยละ 11 อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ มร. ยาน เมนิแยร์ หัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์ของ EPO เผยว่า การสื่อสารดิจิทัลเป็นกลุ่มที่มีการขอยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรมากที่สุดในปี 2562 สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอันรวดเร็วของเทคโนโลยี 5G

บริษัท หัวเว่ย ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเซิ่นเจิ้น กำลังขึ้นเป็นผู้นำในตลาดการแข่งขัน 5G ระดับโลก ด้วยการคว้าสัญญา 5G เชิงพาณิชย์กับโอเปอเรเตอร์ทั่วโลกมากกว่า 90 ฉบับ ในขณะที่โลกกำลังเตรียมเปิดให้บริการ 5G อย่างเป็นทางการ มร. เหลียง หัว ประธานบริษัทหัวเว่ย ได้ประกาศเมื่อปลายปีที่ผ่านมาว่า บริษัทได้ส่งมอบสถานีฐาน 5G ไปแล้วกว่า 400,000 ชุด มร. เหริน เจิ้งเฟย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งของบริษัท ยังได้กล่าวว่า เขาเชื่อว่าบริษัทจะสามารถส่งมอบสถานีฐานได้ 1.5 – 2 ล้านชุดในปี 2563

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัทประกาศว่าจะสร้างโรงงานอุปกรณ์ 5G สำหรับยุโรปแห่งแรกในประเทศฝรั่งเศส โดยจะผลิตสถานีฐานเคลื่อนที่แบบเมดอินยุโรป “โรงงานแห่งนี้จะจัดส่งอุปกรณ์ให้ตลาดทั่วทั้งยุโรป ไม่ใช่แค่ในฝรั่งเศส” มร. เหลียง หัว กล่าว ฐานการผลิตในฝรั่งเศสซึ่งใช้เงินลงทุน 200 ล้านยูโร จะเป็นโรงงานผลิตสถานีฐาน 5G แห่งแรกของหัวเว่ยที่ตั้งอยู่นอกประเทศจีน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

PM 2.5 กับผลกระทบทางผิวหนัง

โดย รศ. พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา
ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

ถึงแม้ว่าในขณะนี้ทุกท่านกำลังกังวล และเตรียมตัวรับการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด 19 ทำให้พวกเราใส่หน้ากากตลอดเวลาที่ออกจากบ้าน ซึ่งถือว่าเกิดผลพลอยได้อีกประการ ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด 19 เลยก็คือ การป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ถือว่าเป็นภัยเงียบ ที่สามารถทำร้ายสุขภาพของประชาชนชาวไทยในระยะยาวได้

ฝุ่นละอองในอากาศเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นทั่วโลก และกำลังเป็นปัญหาที่สำคัญสำหรับประเทศไทย โดยพบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เรียกว่า PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล และอีกหลายจังหวัดในประเทศไทย PM ย่อมาจาก Particulate Matter ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในมลพิษที่ลอยในอากาศ (airborne particulate matter pollution) โดยปกติมลพิษประกอบไปด้วยสารหลายชนิดทั้ง ฝุ่นมลพิษ PM 2.5, ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ส่วน 2.5 มาจากขนาดของฝุ่นมลพิษ PM ที่เล็กเท่ากับขนาด 2.5 ไมครอน โดยรวมจึงเรียกว่า PM 2.5

ฝุ่นที่มีอนุภาคขนาดเล็กมากนี้ นอกจากทำให้มีปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ สามารถทำให้ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เช่น หืดหอบ มีอาการกำเริบ และในระยะยาวจะส่งผลให้ปอดทำงานถดถอย จนอาจก่อให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอด ส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดแล้วนั้น งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าฝุ่นละอองยังสามารถแทรกซึมเข้าไปทางผิวหนัง และก่อให้เกิดการระคายเคืองได้อีกด้วย

ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ปกคลุมอยู่ทั่วร่างกายของเรา ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการป้องกันอันตรายจากพวกแบคทีเรีย, ไวรัส อีกทั้งยังมีหน้าที่ช่วยควบคุมการสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย ควบคุมอุณหภูมิ และรับความรู้สึก ผิวหนังเป็นอวัยวะหลักที่ต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมและมลภาวะต่าง ๆ ตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ฝุ่นละอองดังกล่าวจะส่งผลต่อผิวหนังด้วย โดยผลกระทบที่เกิดกับผิวหนังนี้มี 2 ระยะ โดยการส่งผลกระทบต่อผิวหนังในทั้งสองระยะ จะขึ้นอยู่กับความเข้มข้น และระยะเวลาของการสัมผัสฝุ่นมลพิษ PM 2.5

1.ผลกระทบแบบเฉียบพลัน

ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าฝุ่นละออง PM 2.5 สามารถทำลายเซลล์ผิวหนังกำพร้าของมนุษย์โดยตรง ทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนังที่มากขึ้นได้ มีงานวิจัยจากประเทศเนเธอร์แลนด์ พบว่า ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 เพียงแค่ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ก็สามารถกระตุ้นการอักเสบของผิวหนังได้แล้ว ซึ่งฝุ่นละอองนี้จะทำให้การทำงานของเซลล์ผิวหนังผิดปกติไป ทั้งในด้านกลไกการป้องกันของผิวหนังจากสิ่งแวดล้อมภายนอก และการซ่อมแซมผิวหนัง นอกจากนั้นยังทำลายโปรตีนที่ผิวหนังที่ชื่อ Filaggrin ซึ่งมีหน้าที่เป็นโปรตีนที่ช่วยป้องกันผิวหนัง และเพิ่มการหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบที่ผิวหนัง ดังนั้นเมื่อผิวหนังสัมผัสกับฝุ่นละออง PM 2.5 ก็จะเกิดการอักเสบ ระคายเคืองที่ผิวหนังได้ อีกทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 สามารถจับตัวกับสารเคมีและโลหะต่าง ๆ และนำพาเข้าสู่ผิวหนัง มีผลทำร้ายเซลล์ผิวหนัง และ กระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบของเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นคันที่ผิวหนัง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคผิวหนังเดิมอยู่แล้ว เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นผิวหนังอักเสบ สะเก็ดเงิน สิว ผมร่วง จะทำให้มีการระคางเคือง คันมากขึ้น ผื่นกำเริบมากขึ้นได้ มีงานวิจัยในต่างประเทศถึงระยะเวลาของการสัมผัส ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ที่มีต่อเซลล์ผิวหนังมนุษย์โดยทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า เซลล์ผิวหนังมนุษย์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อสัมผัส ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ 2 ชั่วโมงขึ้นไป

2.ผลกระทบแบบเรื้อรัง

การสัมผัสกับฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผิวเสื่อมชราได้เร็วยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากปัจจัยด้านการถูกแสงแดดและการสูบบุหรี่ มีงานวิจัยถึงผลของ ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ต่อผิวหนังมนุษย์ในระยะยาว พบว่าฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่สามารถส่งผลร้ายต่อเซลล์ผิวหนังมนุษย์ ทั้งในกระบวนการสร้างเซลล์ ซึ่งส่งผลต่อภาวะความชราของผิวหนัง รวมถึงจุดด่างดำบนชั้นผิวหนังด้วย โดยพบว่ามีการเกิดจุดด่างดำบริเวณใบหน้าเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังมีการเกิดริ้วรอยบริเวณร่องแก้มมากขึ้นด้วย อีกทั้งยังพบการลดลงของการทำงานในระบบภูมิคุ้มกันที่ผิวหนังด้วยเช่นกัน

จากที่กล่าวมาข้างต้นพบว่า ฝุ่น PM 2.5 มีผลกระทบต่อผิวหนังได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้นการปกป้องผิวหนังให้สัมผัสกับฝุ่นดังกล่าวให้น้อยที่สุด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีโรคผิวหนังอยู่เดิม เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกำเริบมากยิ่งขึ้น สำหรับการดูแลรักษาตนเองให้ปลอดภัยจากฝุ่นมลพิษ PM 2.5 นั้น ควรทราบว่าตัวท่านเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ โดยผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการสัมผัส ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ได้แก่ กลุ่มที่ความต้านทานของผิวหนังน้อย เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง ลมพิษ สะเก็ดเงิน ฯลฯ หากท่านอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมีความจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัส ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ควรงดเว้นการออกไปในบริเวณที่มีปริมาณฝุ่นมลพิษปริมาณมาก หรือสัมผัสให้สั้นที่สุด การใส่เสื้อผ้าปกคลุมร่างกาย การทาโลชั่นหรือครีม การชะล้างทำความสะอาดผิวหนัง จะมีส่วนช่วยลดทอนการสัมผัสโดยตรงต่อ ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ได้

ทั้งนี้เรื่องของฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ถือเป็นปัญหาระดับชาติซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วในหลาย ๆ ประเทศ นอกจากประชาชนต้องดูแลตนเองให้พ้นจากผลเสียของฝุ่นมลพิษ PM 2.5 แล้ว ประชาชนยังต้องทำความเข้าใจและไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป ศึกษาข้อมูลเพื่อเป็นความรู้ประกอบเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างมีสติและปลอดภัย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดตัวหนังสือแปลเทคนิคงานโลหะ “การสร้างแม่พิมพ์” จากเยอรมัน

รองศาสตราจารย์บรรเลง ศรนิล อดีตอธิการบดี มจพ. และที่ปรึกษาคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย-เยอรมัน (TGGS) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เปิดตัวหนังสือแปลเทคนิคงานโลหะ “การสร้างแม่พิมพ์” ต้นฉบับจากเยอรมัน แปลกันแบบหน้าต่อหน้า แต่ยังคงแน่นด้วยเนื้อหา สาระ มากคุณภาพตามแบบฉบับหนังสือเยอรมันที่มีองค์ประกอบของรูปภาพและเทคนิคพิเศษในบทเรียน ที่ออกแบบให้สนุกกับการเรียนด้วยตนเอง ประกอบด้วยรูปภาพมากกว่า 700 รูปรวมทั้งตารางต่าง ๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าถึงในบทเรียนได้อย่างถ่องแท้ รศบรรเลง เล่าให้ฟังว่า หนังสือแปลเทคนิคงานโลหะ “การสร้างแม่พิมพ์” เล่มนี้เป็นหนังสือใหม่ คือ การสร้างแม่พิมพ์เป็นอุตสาหกรรมสนับสนุน Supporting Industy ที่ไปสนับสนุนอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมสร้างเครื่องมือทั้งหมด เช่น เครื่องมือแพทย์ เพราะชิ้นส่วนต่างๆ ต้องผลิตด้วยแม่พิมพ์ เพราะฉะนั้นแม่พิมพ์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมทั่วๆ ไป ในเนื้อหาสาระของหนังสื่อมีจำนวน 8 บท ประกอบด้วย แม่พิมพ์ตัดชิ้นส่วนโลหะ แบ่งประเภทต่างๆ อาทิ แม่พิมพ์ตัดชิ้นโลหะ แม่พิมพ์ปั๊มขึ้นรูป เป็นต้น

นอกจากนี้ยังได้รวบรวมหลักการ แนวคิด และทฤษฎีที่สำคัญ ๆ พร้อมกับยกตัวอย่างจากรูปภาพประกอบที่เข้าใจง่าย เห็นเด่นชัด และจัดเตรียมแบบฝึกหัดที่เหมาะกับผู้เรียน ตลอดจนการใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ปัจจุบันจึงอาจกล่าวได้ว่า อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ เป็นอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมอื่นๆ หรืออาจเรียกได้ว่า Mold and Die Mother of Industry โดยแม่พิมพ์ที่ดีจะส่งผลให้อุตสาหกรรมการผลิตสามารถผลิตชิ้นส่วนได้อย่างรวดเร็วเป็นจำนวนมาก ส่งผลต่อความได้เปรียบในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการผลิตที่เกี่ยวข้องอีกด้วย เมื่อเทรนด์ของอุตสาหกรรมในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป และการมาถึงของเทคโนโลยีในยุค 4.0 ด้วย หนังสือเทคนิคงานโลหะ “การสร้างแม่พิมพ์” จึงเหมาะสำหรับนักเรียนอาชีวศึกษาสาขาช่างทำแม่พิมพ์ และช่าง Fine mechanic ที่เน้นด้านแม่พิมพ์ ผู้ที่สนใจหาความรู้เสริมและหาความรู้เพิ่มเติม รวมทั้งนักศึกษาที่เตรียมสอบเป็น Meister และช่างเทคนิค รวมทั้งนักศึกษาที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยก็สามารถหาความรู้จากหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทที่ 2 และบทที่ 5 เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานด้านเทคนิคการผลิตเรื่องพลาสติกและยาง

หนังสือเล่มนี้แปลมาจากหนังสือ Werkzeugbau ของสำนักพิมพ์ Europa-Lehrmittel แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งเป็นหนังสือที่มีการนำเอาไปแปลเป็นภาษาอื่น ๆ อีกหลายภาษา เช่น ภาษาจีน ภาษากรีก และภาษาในประเทศยุโรปตะวันออกอีกหลายประเทศ เนื่องจากเป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับการเรียนการสอนในสาขาช่างเครื่องมือกลและช่างสร้างแม่พิมพ์รวมทั้งใช้เป็นหนังสือค้นคว้าหาความรู้ของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ต่าง ๆ คณะผู้แปลและเรียบเรียงเห็นว่า น่าจะนำหนังสือเล่มนี้มาแปลเป็นภาษาไทย เพื่อให้บุคลากรในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ของไทยมีศักยภาพไม่แพ้ประเทศอื่น

เนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้ประกอบด้วย
– เทคนิคการปั๊มตัดและขึ้นรูปโลหะ
– การสร้างแม่พิมพ์ต่าง ๆ เช่น แม่พิมพ์พลาสติก แม่พิมพ์ Die Casting และแม่พิมพ์ Sintering
– อุปกรณ์จับยึดชิ้นงาน Jigs & Fixtures) – เครื่องมือวัดและตรวจสอบ
– กรรมวิธีการทำงานสร้างแม่พิมพ์ – วัสดุต่าง ๆ และการอบชุบโลหะ
– ตัวอย่างพร้อมการวิเคราะห์แม่พิมพ์และอุปกรณ์จับยึด – กรณีตัวอย่างสำหรับการเรียนการสอน

จุดเด่นของหนังสือมีเพิ่มเนื้อหาและปรับปรุงเนื้อหาเก่าให้สมบูรณ์ขึ้น เนื้อหาที่เพิ่มเติมได้แก่ เรื่อง “การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบแม่พิมพ์ปั้มตัด” “การบำรุงรักษาแม่พิมพ์” และ “แม่พิมพ์ที่ใช้ในงานปั๊มตัดขนาดใหญ่” บทที่นำเสนอใหม่ได้แก่เรื่อง Jigs & Fixtures, กรรมวิธีในการผลิตแม่พิมพ์และวัสดุทำแม่พิมพ์ และเรื่องกรรมวิธีทางความร้อนในงานสร้างแม่พิมพ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างความเข้าใจเนื้อหา จะแนบกรณีตัวอย่างของเรื่องเทคนิคการปั๊มตัด การสร้างแม่พิมพ์ และการสร้างเป็นพิเศษสำหรับการนำเสนอในการสอนในกรณีศึกษา มีหลักการทาง Jigs & Fixtures ไว้ในตอนท้าย ซึ่งเหมาะเทคโนโลยีและเทคนิควัสดุแล้ว ยังมีเนื้อหาของการวางแผนการทำงานและการคำนวณทางเทคนิคเอาไว้ด้วย ซึ่งผู้เรียบเรียงมีความตั้งใจเป็นพิเศษในการเชื่อมโยงไปสู่การใช้งานและการแก้ปัญหาในการทำงานจริง เพื่อเพิ่มหลักการในการสอน “การเรียนในกรณีศึกษา” และได้นำเสนอกรณีศึกษา 5 ถึง 14 ไว้ด้วย นอกจากนี้ยังมีผลงานหนังสือแปลจากภาษาเยอรมันอีกหลายเล่ม เช่น ตารางคู่มืองานโลหะ คู่มืองานวิศวกรรมไฟฟ้า คู่มือตารางเทคนิคยานยนต์ ทฤษฎีงานโลหะ เล่ม 1 และทฤษฎีงานโลหะ เล่ม 2

สำหรับท่านใดที่สนใจหนังสือเทคนิคงานโลหะ “การสร้างแม่พิมพ์” สามารถสั่งซื้อโดยตรงได้ที่ ศูนย์ผลิตตำราเรียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในราคาเล่มละ 300 บาท นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นดีๆ สำหรับสถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องการสั่งคราวละหลายเล่มก็จะได้รับส่วนลดพิเศษ ดังนี้ 1)ยอดสั่งซื้อครบ 10,000 บาท ได้รับส่วนลด 20% 2) ยอดสั่งซื้อครบ 20,000 บาท ได้รับส่วนลด 25% และ 3) ยอดสั่งซื้อครบ 30,000บาท ได้รับส่วนลด 30% นอกจากนี้แล้วยังมีสำหรับช่องทางการสั่งซื้อที่อื่นๆ เช่น ร้านหนังสือซีเอ็ดบุ๊ค เซ็นเตอร์ (SE-ED) และ ร้านหนังสือ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ อย่างไรแล้วขอฝากหนังสือเทคนิคงานโลหะ “การสร้างแม่พิมพ์” เล่มนี้ให้แก่ผู้ที่สนใจและกำลังมองหาเพื่อเติมเต็มด้านแม่พิมพ์ที่ตอบโจทย์ได้ครอบคลุมทั้งสายเรียนและสายอุตสาหกรรม ตลอดจนการนำไปใช้ให้ตรงจุดในการปฏิบัติงานและการแก้ปัญหาในขณะปฏิบัติงานได้จริง มีเล่มนี้แล้วคุ้มจริงๆ รศ.บรรเลง กล่าวท้ายที่สุด

การเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างขึ้นด้วยตำราเรียนดีๆ สักเล่ม เพื่อเสริมแนวคิด (concept) ให้เกิดความเข้าใจและแนวทางปฏิบัติในเรื่องนั้นๆ อย่างลึกซึ้งเป็นการเสริมทับให้กับตนเองที่สามารถนําไปประยุกต์ใช้ได้จริง
ทําให้เห็นลําดับต่อเนื่องขององค์ความรู้ และเกิดทักษะให้ความรู้ที่ถูกต้องและร่วมสมัย ตลอดจนการขยายเนื้อหาเพื่อให้มีความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ เทคนิคงานโลหะ “การสร้างแม่พิมพ์” เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาสาระทางวิชาการถูกต้อง สมบูรณ์ และทันสมัยมีแนวคิดและการนำเสนอที่ชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อการศึกษามาก

ขวัญฤทัย ข่าว-ภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“เป๊ปซี่” ดับร้อนระเบิดแคมเปญ “เป๊ปซี่ ซัมเมอร์ซ่า” แจกรางวัลกว่า 40 ล้านบาท

เครื่องดื่ม “เป๊ปซี่” โดย บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ระเบิดแคมเปญดับร้อน เพิ่มความซ่าเต็มพิกัดไปกับกิจกรรม “เป๊ปซี่ ซัมเมอร์ซ่า” ชวนลุ้นโชคทองหล่นทับ กับทองคำแท้มูลค่า 10 ล้านบาท พร้อมพาเหรดของรางวัลอีกมากมาย ได้แก่ รถยนต์ BMW รุ่น X1 จำนวน 8 คัน รวม 15.92 ล้านบาท, สมาร์ทโฟนซัมซุง Galaxy S20+ จำนวน 270 รางวัล รวม 8.61 ล้านบาท และบัตรกำนัลจาก KFC จำนวน 20,000 รางวัล รวม 10 ล้านบาท รวมของรางวัลทั้งสิ้นมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท

กติกาง่ายๆ เพียงดื่มเครื่องดื่มเป๊ปซี่ มิรินด้า และเซเว่น – อัพ ทุกรสชาติ ทั้งแบบกระป๋องและแบบขวด ขนาดใดก็ได้ เฉพาะที่มีรหัสใต้ฝา หรือที่หูกระป๋อง 10 หลัก และ กด *775* รหัสใต้ฝา # แล้วโทรออก หรือ ส่งรหัสใต้ฝามาที่ Line @Pepsi สามารถร่วมสนุกได้ทั่วประเทศกันแบบฟรี ๆ ทั้ง 2 ช่องทาง ตั้งแต่วันนี้ – 24 เมษายน 2563 โดยงานนี้จับฉลากเลขรหัสใต้ฝาจริง แจกจริงทุกวันศุกร์ ที่บริษัท ลัคกี้วันกรุ๊ป จำกัด เริ่มประกาศรางวัลผู้โชคดีครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 6 มีนาคมนี้ ทาง Facebook PepsiThai และทางเว็บไซต์ https://www.pepsipromotion.com โดยจับรางวัลทุกสัปดาห์ จำนวน 8 ครั้ง ตลอดระยะเวลากิจกรรม

มาร่วมดื่ม และปลุกความสดชื่นในแคมเปญ “เป๊ปซี่ ซัมเมอร์ซ่า” ยิ่งส่งมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก ทองคำมูลค่า 10 ล้าน รอคุณอยู่ เศรษฐีคนต่อไปอาจเป็นคุณ ดูรายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ https://pepsipromotion.com/terms หรือ Facebook PepsiThai และ LINE Official Account: PepsiThai


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“อะโคนาติก” จับมือ “เพาเวอร์บาย” เปิดแคมเปญ…ช้อปคลายร้อน แจกทอง สนั่นเมือง

นายอานนท์ บัวดี ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ไฮไฟ โอเรียนท์ ไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วย นางสาวภัณฑิลา สั่งสอน และ นางสาวจุรีภรณ์ อุทธา ผู้จัดการฝ่ายบริหารสินค้า บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด เปิดแคมเปญ “ช้อปคลายร้อน..แจกทองสนั่นเมือง” เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ อะโคนาติก “แอร์เคลื่อนที่” หรือ “พัดลมไอเย็น” ตั้งแต่วันนี้ แล้วถึง 31 พฤษภาคม 2563 ที่ เพาเวอร์บาย ลุ้นชิงรางวัล สร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท พร้อมทีวี ACONATIC Android TV 65″ จำนวน 10 รางวัลๆ ละ 99,974 บาท , รางวัลที่ 2 คือ ACONATIC TV 65″ จำนวน 10 รางวัลๆ ละ 21,900 บาท รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ www.aconatic.com หรือ Facebook.com/Aconatic World


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เรียนรู้สู้โควิด

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยและสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีความเป็นห่วงผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิดไปทั่วทุกภูมิภาคของโลกในเวลาอันสั้น ด้วยความเข้มแข็งของพลังภาครัฐและพลังภาคประชาชนในเกือบตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยสามารถชะลอการระบาดของเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีการสูญเสียน้อย เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศที่มีทรัพยากรสุขภาพสมบูรณ์กว่าเราเป็นอันมาก แม้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะมียอดผู้ป่วยคนไทยรายใหม่เพิ่มขึ้นเร็ว จนหลายคนตระหนกว่าหน่วยงานการแพทย์ของภาครัฐและเอกชนจะเอาอยู่หรือไม่ ขอเรียนให้สบายใจ ณ ที่นี้ว่า ในนามของสมาชิกแห่งวิชาชีพนี้ซึ่งเปรียบเสมือนสถาบันหนึ่งที่ยืนเคียงคู่กับสังคมไทยมานาน นับแต่ก่อกำเนิดการแพทย์แผนใหม่ในแผ่นดินนี้โดยเจ้าฟ้ามหิดล เราจะไม่ยอมให้ศัตรูหน้าไหนมาคุกคามสุขภาพคนไทยในความรับผิดชอบของพวกเราได้โดยง่าย

เป็นธรรมดาของการออกศึกที่เราหวังผู้นำที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวและอาวุธที่มีประสิทธิภาพ เรายังต้องการกองหลังและกองหนุนที่มีวินัยในการควบคุมหมู่คณะ ไม่ให้เสียขวัญและไม่ให้เกิดช่องโหว่สำหรับศัตรูเข้ามาโจมตีได้ง่าย คำแนะนำสำหรับประชาชนเพื่อเรียนรู้จะอยู่กับโควิดและพิชิตมันในที่สุด มีดังนี้

• เชื้อนี้ไม่ชอบอากาศที่ร้อนและแสงแดด ถ้าเราสามารถยันมันไว้ได้ตลอดหน้าร้อน เมื่อเข้าฤดูฝนโอกาสที่โรคระบาดหนักจะลดลง

• ประชาชนต้องปรับกิจวัตรประจำวันให้ใช้บ้านและที่พักเป็นตำแหน่งอยู่หลัก ลดการออกนอกที่พัก ไม่ว่าจะเป็นการงาน การเรียน การสังสรรค์ หรือการชุมนุมของผู้คนทุกประเภท

• รักษาสุขภาพให้แข็งแรง กินอาหารถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายและนอนหลับให้เพียงพอ ล้างมือบ่อยๆ ทำจิตใจให้ผ่องแผ้วคิดดีทำดี ถ้าไม่สบายโดยเฉพาะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ ไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก ให้โทรศัพท์ปรึกษาโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อพิจารณาไปทำการตรวจรักษา และเมื่อถึงโรงพยาบาลให้ข้อมูลโอกาสเสี่ยงติดเชื้อโควิดของท่านโดยละเอียด

• สอดส่องดูแลสมาชิกครอบครัวหรือสมาชิกร่วมที่พัก ที่มีปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อโควิดแล้วอาการรุนแรงง่าย ได้แก่ โรคปอด โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต ผู้สูงอายุ คนที่อ้วนมาก และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ หากเจ็บป่วยโดยเฉพาะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ให้รีบปรึกษาแพทย์

• ถ้าจำเป็นต้องออกนอกที่พักไปในที่สาธารณะ จัดเตรียมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า สวมใส่และถอดทิ้งให้ถูกวิธี หลีกเลี่ยงการสัมผัสวัตถุและวัสดุทุกชนิด ถ้าหลีกเลี่ยงการสัมผัสไม่ได้ให้ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจลหรือสบู่ทุกครั้ง ไม่สัมผัสถูกต้องตัวผู้อื่น ถ้าเป็นได้พยายามให้อยู่ห่างกันแต่ละคนราว 1 เมตร ไม่ใช้สิ่งของทุกชนิดร่วมกับผู้อื่น และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัดและมีระบบระบายอากาศที่ไม่ดี

• ติดตามข่าวสารจากแหล่งต่าง ๆ อย่างมีสติ ไม่ส่งต่อข้อมูลที่ไม่มีแหล่งยืนยันชัดเจน ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของหน่วยงานด้านสุขภาพโดยเคร่งครัด

• ใส่ใจดูแลผู้คนใกล้ตัวหรือเพื่อนบ้าน ที่มีประวัติเสี่ยงหรือมีความเสี่ยงหรือติดเชื้อโควิดแล้วอาการไม่รุนแรงแพทย์อนุญาตให้มาสังเกตอาการต่อที่บ้าน โดยช่วยเหลือเกื้อกูลเท่าที่ทำได้และหลีกเลี่ยงการเลือกปฏิบัติที่ทำให้สังคมรังเกียจ เราจะต้องนำพาสมาชิกในชาติทุกคนให้ผ่านจุดวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกันให้มากที่สุด

• สนับสนุนกิจกรรมจิตอาสาที่ทำได้ในที่พัก เช่น การจัดหาและจัดทำหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากแจกจ่ายให้ประชาชนที่ขาดแคลน สนับสนุนกิจกรรมการจัดเตรียมทรัพยากรสุขภาพของโรงพยาบาล
ผู้ที่แข็งแรงดีต้องช่วยกันไปบริจาคเลือดให้โรงพยาบาลมีใช้เพียงพอ

• ดูแลสุขภาพตัวเองและคนรอบข้างให้ดี หากมีโรคเรื้อรังแต่อาการคงที่ดีให้ติดต่อโรงพยาบาลเพื่อขอรับยาและเลื่อนนัดโดยตัวผู้ป่วยไม่ต้องไปโรงพยาบาล หากเจ็บป่วยเฉียบพลันเล็กน้อยให้รักษาตัวตามคำแนะนำสุขภาพที่หาได้ในสื่อต่าง ๆ หรือโทร.ปรึกษาโรงพยาบาลใกล้บ้านก่อน การไปใช้บริการที่โรงพยาบาลในช่วงนี้ นอกจากเพิ่มความเสี่ยงการรับเชื้อของตัวท่านแล้ว จะทำให้ระบบการรับมือเชื้อโควิดของโรงพยาบาลทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ปรับกลยุทธ์ สู่ Online Exhibition กับงานรับสร้างบ้านออนไลน์ 2020

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด19 สู่การจัดงานแสดงสินค้าออนไลน์ (Online Exhibition) กับงานรับสร้างบ้านออนไลน์ 2020 จัดเต็มโปรโมชั่น แบบบ้านทุกระดับราคา และข้อเสนอดีๆ จากบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำเช่นเดิม พร้อมลุย 20-31 มีนาคม นี้ ทาง www.hba-th.org

นายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ได้กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่มีการแพร่ระบาดออกสู่วงกว้างมากยิ่งขึ้นในประเทศไทย และในหลายๆ ประเทศทั่วโลกว่า จากสถานการณ์นี้ ทำให้ประชาชนตื่นตัวและเฝ้าจับตาสถานการณ์ เตรียมความพร้อมรับมือกับการแพร่ระบาดในครั้งนี้เป็นอย่างมาก ทางสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านเองจึงไม่นิ่งนอนใจในการเลื่อนการจัดงานรับสร้างบ้าน Focus 2020 ในปีนี้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสในพื้นที่สาธารณะต่างๆ ขึ้น แต่ด้วยเศรษฐกิจต้องขับเคลื่อน ทุกธุรกิจต้องดำเนินต่อ ทางสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านจึงได้ปรับกลยุทธ์สู่การจัดงานแสดงสินค้าออนไลน์ หรือ Online Exhibition ขึ้น บนเว็บไซต์ของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน www.hba-th.org เพื่อให้ผู้บริโภคที่ต้องการปลูกสร้างบ้าน ต้องการคำปรึกษากับบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำ ยังคงสามารถใช้บริการได้เช่นเดิมอยู่ เช่นเดียวกับการจัดงานเหมือนครั้งที่ผ่านมา

“สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน และบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีส่วนทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน จึงไม่ควรนิ่งนอนใจในสถานการณ์เช่นนี้ ผมและคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ จึงได้ลงมติปรับกลยุทธ์กระตุ้นตลาดด้วยระบบออนไลน์ แทนการจัดงานแสดงสินค้าเช่นเดิม เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค และการรับผิดชอบต่อส่วนรวมเป็นหลัก ถึงแม้ตลาดรับสร้างบ้านจะเป็นสินค้า High Involvement ที่ผู้บริโภคต้องใช้เวลาตัดสินใจ มีการไตร่ตรอง และตรวจสอบถึงความเชื่อมั่นในบริษัทและสินค้า ก่อนก็ตาม แต่ด้วยบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ล้วนเป็นบริษัทชั้นนำ ที่มีประสบการณ์และผลงานที่ดีอย่างยาวนาน จึงทำให้ผู้บริโภคสามารถเชื่อมั่นในคุณภาพ และการบริการสร้างบ้านแล้วต้องได้บ้าน เช่นเดิม รวมถึงผู้บริโภคยังคงใช้บริการ สอบถามปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ โปรโมชั่นที่จัดขึ้นมาเพื่องานรับสร้างบ้านออนไลน์ 2020 ในครั้งนี้อีกด้วย” นายวรวุฒิ กล่าว

งานรับสร้างบ้านออนไลน์ 2020 จัดขึ้นบนเว็บไซต์ www.hba-th.org ระหว่างวันที่ 20-31 มีนาคม 2563 นี้ โดยมีบริษัทรับสร้างบ้านเข้าร่วมกว่า 14 บริษัท ได้แก่ บริษัท ดับบลิว เฮ้าส์ จำกัด, บริษัท ซีคอน จำกัด, บริษัท มาสเตอร์แปลน101 จำกัด, บริษัท อาร์ตเทค โฮม จำกัด, บริษัท ลีอาร์คีเทค จำกัด, บริษัท แอดวานซ์โฮม จำกัด, บริษัท รอแยล เฮ้าส์ จำกัด, บริษัท แลนดี้โฮม จำกัด, บริษัท อยุธยาสร้างบ้าน จำกัด, บริษัท เนเชอรัลโฮม จำกัด, บริษัท อเรย์ คอนสทรัคท์ชั่น จำกัด, บริษัท ออลเฮ้าส์ จำกัด, บริษัท สตรองแลนด์ จำกัด และ บริษัท บีคอมพลีท จำกัด โดยผู้ปลูกจองสร้างบ้านออนไลน์ จะได้รับส่วนลดพิเศษกับบริษัทรับสร้างบ้านที่มาร่วมในครั้งนี้ ติดตามรายละเอียดและตรวจสอบโปรโมชั่นระหว่างวันที่ 20 – 31 มีนาคม 2563 ได้ที่ www.hba-th.org


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ AirEngine Wi-Fi 6 เร่งองค์กรให้ก้าวสู่ยุคเครือข่ายไร้สายเต็มรูปแบบ

กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร / 13 มีนาคม 2563 — หัวเว่ยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ซีรีส์ AirEngine Wi-Fi 6 รวม 10 รุ่น ในงานเปิดตัวอุปกรณ์และโซลูชัน ปี 2563 ของหัวเว่ย ณ กรุงลอนดอน ช่วยให้องค์กรก้าวเข้าสู่ยุคเครือข่ายไร้สายอย่างสมบูรณ์ เร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วผ่านการสร้างเครือข่ายองค์กรแบบไร้สายที่เชื่อมต่อกันอย่างเต็มรูปแบบ ยกระดับการทำงานในองค์กร สายการผลิต และบริการอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ซีรีส์ใหม่นี้ ผลิตภัณฑ์เรือธงรุ่น AirEngine8760 AP มีอัตราการส่งข้อมูลสูงสุดถึง 10.75 Gbps ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถึงสองเท่า สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่ผลิตภัณฑ์ Wi-Fi 6


มร. ชิว เหิง ประธานฝ่ายการตลาด และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์

เปิดตัวอุปกรณ์ AirEngine Wi-Fi 6 ซีรีส์ใหม่

ในงาน หัวเว่ยได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ 3 ซีรีส์ ได้แก่ AirEngine 8700, AirEngine 6700 และ AirEngine 5700 ครอบคลุมการใช้งานทั้งภายในและภายนอกอาคาร ซึ่งจะช่วยพัฒนาประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายได้อย่างมีนัยสำคัญในสถานการณ์ดังต่อไปนี้

สถานการณ์ที่มีการใช้งานเครือข่ายหนาแน่นสูง เช่น สำนักงาน ห้องประชุม สนามกีฬา อาคารผู้โดยสาร และสถานีรถโดยสารสาธารณะ
การใช้งานวิดีโอความละเอียดสูง (HD) เช่น การสอนแบบเสมือนจริงหรือเพิ่มความเสมือนจริง (VR/AR) และการประชุมผ่านทางวิดีโอ 4K/8K
การใช้งานในโรงงานที่ควบคุมด้วยเครือข่ายไร้สาย เช่น รถขนส่งอัตโนมัติ (AGV)
การใช้งานแบบผสมผสานทั้ง IoT และ Wi-Fi เช่น ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และองค์กรอัจฉริยะ
การให้บริการเครือข่ายสาธารณะสำหรับพื้นที่ภายนอกอาคาร เช่น บริเวณลานโล่ง และถนนต่าง ๆ

ปัจจุบันองค์กรจำนวนมากเริ่มใช้งานหรือกำลังพิจารณาการใช้ Wi-Fi 6 เป็นเทคโนโลยีหลักสำหรับเครือข่ายขององค์กร มร. แทม เดลล์โอโร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเดลล์โอโร กรุ๊ป กล่าวถึง Wi-Fi 6 ว่า “เราเห็นว่า Wi-Fi 6 เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากตลาดเริ่มเปลี่ยนจากกลุ่มผู้ใช้เทคโนโลยีใหม่รุ่นแรก ๆ ไปสู่ตลาดวงกว้างแล้วในปี 2563 นี้ ส่วนโรงงานต่าง ๆ ตอนนี้ก็เริ่มมีการใช้งานเทคโนโลยี Wi-Fi 6 ในรุ่นถัดไปที่มีฟีเจอร์ที่สมบูรณ์ในราคาที่สูงกว่า Wi-Fi5 หรือ Wi-Fi 4 ไม่มากนัก”

ในขณะที่เราเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคเครือข่ายไร้สายอย่างเต็มรูปแบบ เครือข่าย Wi-Fi 6 จำเป็นต้องมีคุณลักษณะที่ชัดเจน 3 ประการ คือ ความเร็วสูง เชื่อมต่อได้ตลอดเวลา และความเร็วระดับ 100 Mbps ในทุกพื้นที่

หัวเว่ยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ซีรีส์ AirEngine Wi-Fi 6 รวมถึง Access Point 10 รุ่น
ความเร็วสูง: AirEngine Wi-Fi 6 ของหัวเว่ยมีอัตราการส่งข้อมูลสูงสุดถึง 10.75 Gbps สูงกว่าเครือข่ายแบบมีสาย ที่ระดับการเข้าถึงเครือข่ายองค์กรเป็นครั้งแรก

ในอนาคตจะมีจำนวนอุปกรณ์ที่ต้องเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi ในองค์กรเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 10 เท่า และอุปกรณ์แต่ละชิ้นจะต้องใช้แบนด์วิดท์ (ความกว้างช่องสัญญาณ) อย่างน้อย 50 Mbps สำหรับแอปพลิเคชันวิดีโอความคมชัดสูง (HD) เช่น วิดีโอ 4K ด้วยเหตุนี้ AirEngine Wi-Fi 6 ของหัวเว่ยจึงออกแบบให้มีจำนวนเสารับส่งและ Spatial Stream มากที่สุดในอุตสาหกรรม (16 Transmit 16 Receive และ 16 Spatial Streams) ทำให้อัตราการส่งข้อมูลทำได้สูงสุดถึง 10.75Gbps สองเท่าของค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม

เชื่อมต่อตลอดเวลา: AirEngine Wi-Fi 6 ของหัวเว่ย โดดเด่นด้วยความครอบคลุมของสัญญาณที่มากกว่า, ไม่มีอัตราการสูญเสียข้อมูล และมีความหน่วงต่ำระดับ Ultra-Low ตอบโจทย์ความต้องการด้านคุณภาพเครือข่ายองค์กรเพื่อให้ระบบที่มีความสำคัญสูงสุดทำงานได้อย่างราบรื่นและไม่มีการหยุดชะงัก

ทั้งนี้เพื่อช่วยให้องค์กรเชื่อมต่อบริการสำคัญ ๆ กับเครือข่าย Wi-Fi ได้ ผลิตภัณฑ์ AirEngine Wi-Fi6 ของหัวเว่ยใช้เสาอากาศอัจฉริยะที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น เพื่อการครอบคลุมที่เสถียรยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับอุปกรณ์ Wi-Fi 6 อื่น ๆ ผลิตภัณฑ์ AirEngine Wi-Fi 6 ของหัวเว่ยให้สัญญาณที่แรงกว่าเท่าตัว และครอบคลุมพื้นที่ได้มากขึ้นร้อยละ 20 พร้อมรับประกันความแรงของสัญญาณในพื้นที่บริเวณสุดระยะครอบคลุม นอกจากนี้ เทคโนโลยี Lossless Roaming ที่ไม่มีใครเทียบเท่าของหัวเว่ยพร้อมรับประกัน Zero Packet Loss ป้องกันข้อมูลสูญหาย พร้อมอัตราความสำเร็จของการโรมมิ่งข้อมูลร้อยละ 100 ช่วยให้ปฏิบัติการและการทำงานในสำนักงานแบบไร้สายมีความเสถียรมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ AirEngine Wi-Fi 6 ของหัวเว่ยใช้เทคโนโลยี Dynamic Turbo (เทคโนโลยีเร่งความเร็วการใช้งานอัจฉริยะ) เพื่อให้มีความหน่วงข้อมูลระดับ Ultra-Low หรือเพียง 10 ms ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมครึ่งหนึ่ง โดยค่าความหน่วงต่ำระดับนี้ทำให้การใช้งาน VR, AR และวิดีโอระดับ HD มีความเสถียรยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ความเร็วคงที่ระดับ 100 Mbps ในทุกพื้นที่: ด้วยเทคโนโลยี 5G ระดับนวัตกรรมของหัวเว่ย ผลิตภัณฑ์ AirEngine Wi-Fi 6 ของหัวเว่ย สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายความเร็ว 100 Mbps ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในองค์กร ได้อย่างต่อเนื่องในระดับการใช้งานที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของอุปกรณ์ประเภทนี้ในอุตสาหกรรม

ในอุตสาหกรรม Wi-Fi นั้น การรับประกันแบนด์วิดท์ไม่ให้เกิดการขัดข้องและให้อุปกรณ์แต่ละชิ้นสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายได้อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมมาโดยตลอด และเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว ผลิตภัณฑ์ AirEngine Wi-Fi 6 ของหัวเว่ย ได้ผสมผสานเทคโนโลยี 5G ที่ล้ำหน้าเข้าไปในเครือข่าย Wi-Fi ทำให้ในสถานการณ์ที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายเป็นจำนวนมาก อุปกรณ์เชื่อมต่อแต่ละชิ้นจะสามารถรับส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วเสถียรระดับ 100 Mbps ในทุกพื้นที่ ทุกเวลา

“เราเชื่อว่าการยกระดับเครือข่ายไร้สายไปเป็น Wi-Fi 6 จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในกระบวนการทรานสฟอร์มด้านดิจิทัลขององค์กร ซึ่งแตกต่างจาก Wi-Fi รุ่นก่อนหน้าเป็นอย่างมาก หัวเว่ยได้นำเทคโนโลยี 5G ระดับแถวหน้าของอุตสาหกรรม มาใช้กับผลิตภัณฑ์ AirEngine Wi-Fi 6 ของหัวเว่ย ทั้งเสาอากาศ อัลกอริทึม และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อเครือข่ายที่ก้าวหน้าที่สุดในอุตสาหกรรม AirEngine Wi-Fi 6 ของหัวเว่ยจะช่วยสร้างเครือข่ายไร้สายคุณภาพสูงให้องค์กรได้ “มร. จ้าว จื้อเผิง ประธานกลุ่มเครือข่ายองค์กร แผนกผลิตภัณฑ์ดาต้าคอม ของหัวเว่ย กล่าว “เราคาดว่าเครือข่ายองค์กร Wi-Fi 6 คุณภาพสูงนี้ จะช่วยดำเนินการปรับเปลี่ยนด้านดิจิทัลขององค์กร ทั้งการใช้งานในรูปแบบสำนักงาน โรงงาน และบริการ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยกระดับประสิทธิภาพและประสบการณ์การใช้งานให้ดีขึ้น ในอนาคต เราจะเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมร่วมกับลูกค้าต่อไปเพื่อสร้างเครือข่ายองค์กรอัจฉริยะเต็มรูปแบบที่ใช้งานง่าย โดยมี AirEngine เป็นตัวช่วยเร่งให้เกิดการเข้าสู่ยุคเครือข่ายองค์กรแบบไร้สายเต็มรูปแบบให้เร็วที่สุด”

หัวเว่ยมุ่งมั่นบูรณาการนวัตกรรม AirEngine Wi-Fi 6 เข้ากับรูปแบบใช้งานของลูกค้าแต่ละราย เพื่อเพิ่มประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ

สำหรับการใช้งานในสำนักงาน ผลิตภัณฑ์ AirEngine ของหัวเว่ยจะช่วยเร่งให้เกิดการพัฒนาสำนักงานอัจฉริยะได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พนักงานสามารถเปลี่ยนการสื่อสารผ่านเสียงและข้อความแบบเดิม ในสถานที่ทำงานแบบที่มีที่ตั้งปกติ ไปเป็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าด้วยวิดีโอ HD และการสื่อสารแบบหลายหน้าจอได้จากที่ใดก็ได้

ในด้านการศึกษา ผลิตภัณฑ์ AirEngine จะช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนด้วยการใช้เทคโนโลยี AR/VR ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว รูปแบบการเรียนของนักเรียนจะเปลี่ยนไป จากการเรียนจากหนังสือแบบเดิมไปสู่การเรียนรู้เชิงปฏิสัมพันธ์ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะทำให้นักเรียนมีส่วนรวมในการเรียนรู้มากขึ้น และช่วยสร้างทรัพยากรการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมทางด้านการศึกษา

ในภาคการผลิตและโลจิสติกส์ ผลิตภัณฑ์ AirEngine ของหัวเว่ย จะช่วยให้โรงงานและการกระจายสินค้าแบบไร้คนควบคุมเป็นไปได้จริง หุ่นยนต์อัจฉริยะจะเข้ามาควบคุมงานด้านจักรกลที่ซ้ำซากและอันตราย ซึ่งจะช่วยพัฒนาโรงงานสู่ยุคการผลิตอัตโนมัติ

ในงานด้านบริการสาธารณะ AirEngine ของหัวเว่ย จะช่วยยกระดับคุณภาพของบริการ ส่งเสริมหน่วยงานด้านบริการสาธารณะ ให้สามารถให้บริการออนไลน์ที่มีความเฉพาะเจาะจงตามผู้ใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา รวมทั้งสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้งานได้มากยิ่งขึ้น

หัวเว่ยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Wi-Fi 6 เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรมในปี 2560 นับตั้งแต่นั้น ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และถูกนำไปใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกอย่างรวดเร็ว หัวเว่ยครองตลาดเป็นอันดับหนึ่งในตลาด Wi-Fi 6 ทั่วโลก (ยกเว้นในอเมริกาเหนือ) และในประเทศจีน จากผลการสำรวจส่วนแบ่งตลาดอุปกรณ์กระจายสัญญาณ Wi-Fi 6 ภายในอาคาร ระหว่างไตรมาสที่ 3 ของปี 2561 ถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 โดย Dell’Oro Group

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Huawei AirEngine Wi-Fi 6


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. โชว์นวัตกรรมหน้ากากอนามัย เสริมแผ่นเส้นใยนาโนกรองฝุ่นและไวรัส 96.55%

รศ.ดร.นพวรรณ ชนัญพานิช หัวหน้าศูนย์วิจัยบูรณาการนาโน สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและอาจารย์ประจำภาควิชาเคมีอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เจ้าของผลงานและนวัตกรรม “หน้ากากอนามัยเสริมแผ่นเส้นใยนาโน” ที่สามารถกรองฝุ่นและไวรัสได้ดี โดย Handmade “หน้ากากอนามัยเสริมแผ่นเส้นใยนาโน” มีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากหน้ากากอนามัยทั่วไป คือมีประสิทธิภาพการกรองฝุ่นที่อนุภาคเล็กกว่า 0.5 ไมครอน ได้ถึง 96.55% จากการทดสอบก่อนผ่านแผ่นกรอง และหลังผ่านแผ่นกรอง ที่ใช้ได้จริง save ได้ดีเยี่ยม เหมาะกับสถานการณ์เช่นนี้ที่หน้ากากอนามัยขาดแคลนเป็นอย่างมาก นวัตกรรมหน้ากากอนามัยเสริมแผ่นเส้นใยนาโน มีขนาดความกว้าง 14.5 และยาว 15 ซม. สามารถ DIY ได้ด้วยตนเอง

นวัตกรรม”หน้ากากอนามัย เสริมแผ่นเส้นใยนาโน” ผลงานชิ้นนี้การันตีถึงคุณภาพ และความปลอดภัย และมีสมบัติพิเศษจา ทดสอบแล้วมีประสิทธิภาพการกรองฝุ่นที่อนุภาคเล็กกว่า 0.5 ไมครอน ได้ถึง 96.55% ขณะก็ได้ผลิตแจกจ่ายให้กับบุคลากรของมหาวิทยาลัย กลุ่มเสี่ยง และโรงพยาบาล

สามารถสอบถามได้ที่ ภาควิชาเคมีอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โทร 02-555-2000 ต่อ 4802-4 (วันเวลาราชการ)
ส่วนเบอร์มือถือส่วนตัวของ รศ.ดร.นพวรรณ ชนัญพานิช โทร. 089-205-9561


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“อะโคนาติก” รุกตลาด “แอร์เคลื่อนที่” และ “พัดลมไอเย็น” เปิดแคมเปญ ช้อปคลายร้อน แจกทอง สนั่นเมือง เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2563

อะโคนาติก รุกตลาด “แอร์เคลื่อนที่” และ “พัดลมไอเย็น” ต้อนรับฤดูร้อน จับมือพันธมิตร เพาเวอร์บาย, บิ๊กซี, เทสโก้โลตัส, ไทยวัสดุ และ ตัวแทนจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ จัดแคมเปญ “ช้อปคลายร้อน..แจกทองสนั่นเมือง” จัดหนัก แจกรางวัลมากมาย ได้แก่ สร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท พร้อมทีวี ACONATIC Android TV 65″ จำนวน 10 รางวัลๆ ละเฉียดแสน นอกจากนี้ ยังรางวัลเด็ดอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท เมื่อช้อป อะโคนาติก “แอร์เคลื่อนที่” หรือ “พัดลมไอเย็น” ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายระดับชั้นนำ เริ่มตั้งแต่วันนี้ แล้วถึง 31 พฤษภาคม 2563

นายอานนท์ บัวดี ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ไฮไฟ โอเรียนท์ ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “อะโคนาติก” แบรนด์คนไทยที่ได้รับการยอมรับและเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มียอดขายอันดับหนึ่งมายาวนาน 28 ปี โดยมีผลิต ภัณฑ์แอร์เคลื่อนที่ “อะโคนาติก” ทำยอดขายและมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งปีที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จจากแคมเปญ “อะโคนาติก ช้อปคลายร้อน” อย่างสูง ส่งผลให้เป็นแบรนด์ที่มียอดขายแอร์เคลื่อนที่ สูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย และเพื่อรับมือสภาวะเศรษฐกิจ จึงจับมือกับพันธมิตรธุรกิจ ได้แก่ เพาเวอร์บาย, บิ๊กซี, เทสโก้โลตัส, ไทยวัสดุ และ ตัวแทนจำหน่ายระดับชั้นนำทั่วประเทศ จัดแคมเปญ “อะโคนาติก ช้อปคลายร้อน..แจกทองสนั่นเมือง” ในช่วงฤดูร้อนนี้ โดยอัดฉีดรางวัลใหญ่ ได้แก่ สร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท พร้อมทีวี ACONATIC Android TV 65″ จำนวน 10 รางวัลๆ ละ 99,974 บาท , รางวัลที่ 2 คือ ACONATIC TV 65″ จำนวน 10 รางวัลๆ ละ 21,900 บาท นอกจากนี้ ยังมีรางวัลเด็ดอื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่าของรางวัลทั้งหมดแล้ว มีมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท มั่นใจว่า จะช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วงที่ตลาดกำลังมีความต้องการเครื่องปรับอากาศสูงกว่าปกติ ทั้งนี้ มั่นใจว่าจะมียอดขายสูงเช่นปีที่ผ่านมา

ในปี 2563 นี้ อะโคนาติก มีผลิตภัณฑ์ “แอร์เคลื่อนที่” และ “พัดลมไอเย็น” อะโคนาติก ให้เลือกหลายรุ่น… หลายราคา ภายใต้คอนเซ็ปต์ ใช้ชีวิตคูล..คูล ได้ทุกวัน โดย ผลิตภัณฑ์แอร์เคลื่อนที่ [Portable Air Conditioner] สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกสบาย ไม่ต้องติดตั้ง เสียบปุ๊บ เย็นปั๊บ รับประกันการใช้งาน 3 ปี มีให้เลือก คือ รุ่น 7000 BTU, รุ่น 9000 BTU, รุ่น 12000 BTU และ รุ่น 15000 BTU ที่มีให้เลือก จำนวน 6 รุ่น ส่วนผลิตภัณฑ์ พัดลมไอเย็น [Air Cooler] เย็นจริง เย็นไว ด้วยระบบเสริมความเย็น มีให้เลือก จำนวน 4 รุ่น รับประกันมอเตอร์ 2 ปี สามารถผ่อน 0 % สำหรับ แคมเปญ “ช้อปคลายร้อน..แจกทองสนั่นเมือง” ลูกค้า จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลสร้องคอทองคำ และของรางวัลใหญ่ อื่นๆ เมื่อซื้อ ผลิตภัณฑ์อะโคนาติก “แอร์เคลื่อนที่” และ “พัดลมไอเย็น” เริ่มตั้งแต่ วันนี้ถึง 31 พฤษภาคม 2563 สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ www.aconatic.com หรือ Facebook.com/Aconatic World

ในการร่วมแคมเปญ “ช้อปคลายร้อน..แจกทองสนั่นเมือง” เมื่อซื้อสินค้าอะโคนาติกในหมวด “แอร์เคลื่อนที่” หรือ “พัดลมไอเย็น” แล้วให้ลูกค้ากรอกรายละเอียดใบรับประกันให้ครบถ้วน จากนั้นนำหย่อนใส่กล่องรับชิ้นส่วนที่ ร้านตัวแทนจัดจำหน่าย ได้แก่ เพาเวอร์บาย, บิ๊กซี, เทสโก้โลตัส, ไทยวัสดุ และ ตัวแทนจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ รวมถึง สยามทีวี ตัวแทนจำหน่ายในภาคเหนือทั้งหมด เพียงเท่านี้ ก็ได้สิทธิ์ร่วมลุ้นรับรางวัลต่างๆ รวมมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท ได้ทันที ทั้งนี้ กำหนดจับรางวัลและการประกาศผลผู้โชคดี จะมีการเผยแพร่ผ่านสื่อช่องทางต่างๆ รวมถึงการไลฟ์สดผ่านโซเชี่ยลมีเดีย ซึ่งจะแจ้งกำหนดให้ลูกค้าทราบต่อไป


 

Exit mobile version