Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แคปปิตอล จีฯรุกตลาด Niche Market ส่งคอนโดฯ “MONTE RSU” เจาะนักศึกษา ม.รังสิต

“รังสิต” คืออีกทำเลทองของจังหวัดปทุมธานี มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งชุมชนขนาดใหญ่หลายจุด เป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรม แหล่งช้อปปิง (Shopping) การคมนาคมสะดวก เชื่อมต่อถนนเส้นหลัก วิภาวดีรังสิต สรงประภา เชื่อมต่อทางด่วน ทั้งทางพิเศษอุดรรัถยา และทางยกระดับอุตราภิมุข และยังมีการพัฒนาระบบคมนาคมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการรถไฟฟ้า สายสีแดง บางซื่อ-รังสิต-ธรรมศาสตร์ ที่คาดจะเปิดให้บริการได้ในปี 2564 ซึ่งพื้นที่รังสิตยังถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งเศรษฐกิจ อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองมหาวิทยาลัย ด้วยเพราะเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลังชื่อดังของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยรังสิต

นอกจากนี้ ในอนาคตยังมีโครงการใหญ่ๆที่จะเกิดในพื้นที่รังสิตอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของบิ๊กค้าปลีกอย่างกลุ่มเซ็นทรัล ฯลฯ เหล่านี้คือปัจจัยทำให้เกิดการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างไม่หยุดนิ่ง ซึ่งก็รวมถึงบริษัท แคปปิตอล จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ที่ล่าสุดได้ปักหมุดคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ใกล้ๆกับมหาวิทยาลัยรังสิตภายใต้ชื่อโครงการ “MONTE RSU (มอนเต้ รังสิต)” เพราะมั่นใจในศักยภาพของทำเลที่ยังมีดีมานด์ และทำเลย่านนั้นยังไม่โอเวอร์ซัพพลาย… ทั้งยังเป็นคอนโดฯโครงการเดียว ใกล้ม.รังสิตที่สุด !

นายชัยรัตน์ พิรุฬหพัสต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แคปปิตอล จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กล่าวว่า
แม้ภาพโดยรวมตลาดที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมในปี 2563 จะไม่ดี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Luxury ระดับราคาตั้งแต่1.5 แสนบาทต่อตารางเมตร(ตร.ม.)ขึ้นไป ที่พบว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีสินค้ากลุ่มนี้ออกมาสู่ตลาดค่อนข้างมากและเป็นทำเลที่อยู่ในเมือง แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มคนไทยที่มีเงินมีกำลังซื้อที่พร้อมจะซื้อในระดับราคาขายไม่เกิน 1 แสนบาทต่อตารางเมตร(ตร.ม.) ซึ่งเชื่อว่าตลาดกลุ่มนี้ยังไปได้เพียงแต่ผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินจะต้องเลือกทำเลให้ถูกจุดตรงกับความต้องการของตลาดผู้บริโภค

สำหรับการเปิดตัวโครงการ “MONTE RSU (มอนเต้ รังสิต)”ราคาขายเฉลี่ย ต่อ ตร.ม. เพียง 60,000 บาท ทำเลใกล้รถไฟฟ้าสถานีหลักหก และมหาวิทยาลัยรังสิต นั้นเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และเป็นโครงการ RARE PROJECT ในย่านนี้ ที่จัดเต็มด้วย Facilities พร้อมทั้ง Design ที่เอาใจวัยรุ่นและคนทำงาน ออกแบบฟังก์ชั่นการใช้สอยในห้องได้ลงตัว ในราคาที่จับต้องได้ทุกเพศทุกวัย เหมาะกับการอยู่เองและเหมาะกับการลงทุน โดยได้แบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้

· กลุ่มลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่หรือ Local demand ประมาณ 50 % เช่น นักศึกษา กลุ่มผู้ปกครอง
กลุ่มผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ หรือทำงานในย่านรังสิต,เมืองเอก, สรงประภา และแจ้งวัฒนะ เป็นต้น

· กลุ่มผู้ประกอบการเจ้าของอพาร์ตเม้นท์ในพื้นที่ใกล้เคียง เจ้าของธุริจขนาดใหญ่และเล็ก ฯลฯ ประมาณ 20 %

· กลุ่มนักลงทุน (Investors) ที่แท้จริงที่ชอบลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่ต้องการย้ายเงินลงทุนจากการลงทุนอื่นๆ เช่น จากพันธบัตร จากตลาดหุ้น ฯลฯ มาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงนักลงทุนหน้าใหม่ประมาณ 30 %

“เรามั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดเพราะโครงการ MONTE RSU มีจุดเด่นใน Location ที่รายล้อมไปด้วยทุกไลฟ์สไตล์ ที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยในช่วง Gen Y-Z อายุ 18-35 ปี ลงตัวทุกการใช้ชีวิต รวมถึงการมี Facilities และ ฟังก์ชั่นห้องที่ลงตัว” นายชัยรัตน์ กล่าวพร้อมกับย้ำว่าโครงการ MONTE RSU (มอนเต้ รังสิต)เป็นคอนโดที่เพิ่มค่าในอนาคตแน่นอน เพราะข้อจำกัดของผังเมืองฉบับใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน FAR 2-3 เท่า ขึ้นตึกสูงแทบไม่ได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวประกอบกับจุดเด่นต่างๆของโครงการเชื่อว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี ทั้ง Capital gain กำไรที่ได้จากการขาย, Rental yield กำไรจากการปล่อยเช่า โดยคาดว่าจะได้มากถึง 5-7% อัตราค่าเช่าประมาณ 7,000-12,000 บาทต่อเดือน

โครงการ “MONTE RSU (มอนเต้ รังสิต)” พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ “Pround to live .. Pround to be Iconic” กล้าที่จะแตกต่าง สะท้อนทุกด้านที่เป็นคุณ ผสานทุกความแปลกใหม่ไปพร้อมกับคอนโดเพิ่มค่าในอนาคตด้วยจุดเด่นต่างๆ ดังนี้

1. Landmark แห่งใหม่ของรังสิต กับคอนโดแห่งแรกที่ใกล้มหาวิทยาลัยรังสิต, เมืองทองธานี และ สนามบินดอนเมือง
2. เอกลักษณ์ที่โดดเด่น ด้วย Design ล้ำสมัยภายใต้คอนเซ็ปต์ “Pround to live .. Pround to be Iconic”
3. Smart Facilities รองรับทุกไลฟ์สไตล์ สาหรับคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
4. Smart Design ด้วย Function ห้องที่มีให้เลือกอย่างอิสระในแบบ Fully Furnished ทุกยูนิต

ทั้งนี้ โครงการตั้งอยู่บนเนื้อที่ 3 ไร่กว่า พัฒาเป็นคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น 566 ยูนิต (รวมห้องพักเพื่อการพาณิชย์ 1 ยูนิต) ราคาขายเฉลี่ย 60,000 บาท/ตร.ม. หรือราคาเริ่มต้นประมาณ 1-1.5 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท ประกอบด้วย 3อาคาร อาคารA จำนวน 210 ยูนิต , อาคาร B จำนวน 224 ยูนิต ,อาคารC จำนวน 132 ยูนิต มีห้องชุด 3 แบบให้เลือก ดังนี้ แบบ Studio Suited ขนาด 22 ตารางเมตร จำนวน82 ยูนิต แบบ 1 Bedroom Extra Bedroom Extra ขนาด 25 -26 ตารางเมตร จำนวน343 ยูนิต และแบบ 1 Bedroom Exclusive ขนาด 29 ตารางเมตร จำนวน 140 ยูนิต มีที่จอดรถ 181 คัน (จอดซ้อนคัน 48 คัน ) คิดเป็น 42% และมีที่จอดรถจักรยานยนต์รองรับอีกด้วย ในส่วนของ Facilities ก็มีให้ครบครัน ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดผู้บริโภคเป้าหมาย รองรับไลฟ์สไตล์ของนักศึกษา มีทั้ง Co-working space / Meeting Studio รองรับการเรียนรู้และความชิลล์ ห้อง GYM ดีไซน์ทันสมัย Game Zone และ Mini theater ที่แทบจะไม่ต้องออกไปทำกิจกรรมที่ไหนอีกแล้ว และที่สำคัญ ก็คือ ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มเปิดขายในเดือนมีนาคม 2563 คาดว่าจะเริ่มก่อสร้าง ไตรมาสที่ 2 ปี 2564 กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จไตรมาสที่3 ปี 2565 (ปัจจุบันอยู่ระหว่างยื่นขอ EIA )

พร้อมกันนี้นายชัยรัตน์ ยังกล่าวด้วยว่า บริษัทมีแผนที่จะขยายการพัฒนาที่อยู่อาศัยไปยังแนวราบขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษารายละเอียดและเจรจาที่ดินอยู่ 2-3 แปลง


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อเมริกันสแตนดาร์ด เผยโฉม Acacia SupaSleek ที่สุดของนวัตกรรมและดีไซน์ บาง เฉียบทุกมุมมอง

กรุงเทพฯ – 27 กุมภาพันธ์ 2563 – ความเป็นเมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วได้ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น การใช้น้ำ ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีทำให้เราสามารถแปลงห้องน้ำให้กลายเป็นพื้นที่พักผ่อนที่สะดวกสบาย ที่ซึ่งการออกแบบ ความสวยงาม และความยั่งยืนอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

ห้องน้ำแห่งอนาคตประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัญหลายประการ ตั้งแต่การออกแบบที่ดี เทคโนโลยี ไปจนถึงความยั่งยืน ‘แนวโน้มที่มีหลายปัจจัยมารวมกัน’ เช่นนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมห้องน้ำอย่างแท้จริงและกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างรวดเร็วทั้งในสถานที่อยู่อาศัยและส่วนที่ใช้ในการต้อนรับ เทคโนโลยีเชิงนิเวศวิทยาต้องตอบโจทย์ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ในขณะที่การออกแบบห้องน้ำต้องคำนึงถึงการยกระดับ ‘ความเหนือกว่ามาตรฐาน’ ในพื้นที่ขนาดกะทัดรัด

คอลเลคชั่นล่าสุด “Acacia SupaSleek (อะคาเซีย ซูปาสลีก)” โดยอเมริกันสแตนดาร์ด ให้นิยามใหม่ของคำว่า ‘เพรียวบาง’ ทั้งในแง่เทคโนโลยีและการออกแบบสำหรับห้องน้ำยุคใหม่ในอนาคต โดยพัฒนาต่อยอดจากคอลเลคชั่น Acacia Evolution เพื่อให้ Acacia SupaSleek อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี HygieneClean ที่เป็นนวัตกรรมของเรา ในขณะเดียวกันก็ลดสัดส่วน รูปร่าง และรูปแบบให้เหลือเพียงสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น สร้างเส้นสายที่เพรียวบางและสง่างามยิ่งขึ้นเพื่อให้ได้ห้องน้ำที่ดูทันสมัย ไร้กาลเวลา

คอลเลคชั่นนี้มาพร้อมกับอ่างล้างหน้าดีไซน์ขอบอ่างบางเฉียบเพื่อให้สอดรับกับทุกขนาดพื้นที่ในห้องน้ำ รวมทั้งเข้าได้ดีกับสุขภัณฑ์ต่างๆ ที่มาพร้อมฝาปิดถังเก็บน้ำที่เพรียวบางยิ่งขึ้น รวมถึงที่นั่งและฝารองนั่งที่มีดีไซน์ที่เรียบสวยสง่างามอีกขั้น โดยต้องการสื่อสารกับผู้บริโภคที่นิยมความสมบูรณ์แบบ ผู้ซึ่งชื่นชอบความสะดวกสบายที่เทคโนโลยีมอบให้

การออกแบบที่เหนือชั้น: บางกว่าที่เคย
ความคิดและความรู้ด้านวิศวกรรมมากมายถูกนำไปใช้ในการผลิตชิ้นส่วนที่บางพิเศษเหล่านี้เพื่อให้ได้ ‘รูปลักษณ์แบบมินิมัลลิสต์’ โดยไม่ลดทอนความทนทานและประโยชน์ใช้สอย

ด้วยเทคโนโลยีเซรามิก ThinEdge ล่าสุด ทำให้อ่างล้างหน้า Acacia SupaSleek มีขอบที่เพรียวบางเป็นพิเศษเพียง 5 มม. แต่ก็ยังคงความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นเหมือนอ่างทั่วไป

องค์ประกอบของการออกแบบที่เน้นมนุษย์เป็นสำคัญ ขอบที่ยกสูงขึ้นเป็นกรอบให้กับอ่างล้างหน้า ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำกระเด็นออกจากอ่าง รวมทั้งเส้นสายโค้งมนที่ดูนุ่มนวลของอ่างยังช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่าย และที่แตกต่างจากสะดืออ่างแบบเดิมๆ ในการใช้วัสดุโครเมียม สะดือระบายน้ำเซรามิกรูปหมอนทรงกลมของ Acacia SupaSleek ช่วยผสมผสานดูกลมกลืนเพื่อรูปลักษณ์ที่หรูหราสง่างาม

ความโฉบเฉี่ยวเพรียวบางไม่ได้จบเพียงแค่ที่อ่างล้างหน้าเท่านั้น ชุดโถสุขภัณฑ์ที่ครบครันก็มาพร้อมกับฝาถังเก็บน้ำที่บางและสวยสะดุดตายิ่งขึ้น เป็นรูปลักษณ์ที่ดูเรียบหรู กะทัดรัด แต่สวยอย่างมีรสนิยม ดึงดูดทุกสายตาของผู้อยู่อาศัยในเมือง ส่วนที่นั่งและฝารองนั่ง CrystaSleek เป็นนวัตกรรมที่โดดเด่น ด้วยการใช้กระบวนการฉีดขึ้นรูปที่เรียกว่า Dual Injection Molding Process ส่งผลให้ได้ดีไซน์ที่เพรียวบางแต่แข็งแรงทนทาน เข้ากับทุกสไตล์ห้องน้ำอย่างลงตัว

เทคโนโลยีที่มุ่งมั่นพัฒนาไม่หยุดยั้ง
ในขณะที่การออกแบบที่เน้นความเพรียวบางเป็นข้อความหลักที่สื่อออกไป เรื่องสุขอนามัยยังคงเป็นหนึ่งในความสำคัญสูงสุดของคอลเลคชั่นนี้ โดยถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยี HygieneClean ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยี Aqua Ceramic ที่คว้ารางวัลระดับโลก ช่วยป้องกันคราบสกปรกและคราบวงแหวนดำๆ ไม่ให้เกาะบนพื้นผิวเซรามิก และเทคโนโลยี ComfortClean ที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย E. coli ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนเทคโนโลยี Power Rim ในโถสุขภัณฑ์แบบไร้ขอบช่วยให้มั่นใจในสุขอนามัยที่ดีขึ้นและความสะดวกง่ายดายในการทำความสะอาด ขณะเดียวกันก็เพิ่มพลังการชำระล้างด้วยระบบน้ำวน Double Vortex ที่มาพร้อมขีดความสามารถในการทำความสะอาดที่เหนือชั้น

ปณิธานอันมุ่งมั่นเพื่อความยั่งยืน
อเมริกันสแตนดาร์ด ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสู่ความยั่งยืนด้วยระบบการชำระล้าง Double Vortex ที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพในห้องน้ำที่ใช้ Acacia SupaSleek โดยระบบ Vortex Flush ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะจะช่วยให้แน่ใจได้ว่าเกิดประสิทธิภาพการชำระล้างสูงสุดโดยใช้น้ำในปริมาณน้อยที่สุด ทั้งนี้ ผู้ใช้จะประหยัดน้ำได้ 22,776 ลิตรในหนึ่งปีสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คน ระบบการชำระล้าง Double Vortex จะสร้างกระแสน้ำวนอันทรงพลังเพื่อกำจัดของเสียทั้งหนักและเบาด้วยกลไกการชำระล้างระบบสุญญากาศที่เกิดจากหัวฉีดพ่นน้ำด้านข้างสองตัว

นอกจากนี้ดีไซน์ของสุขภัณฑ์ในคอลเลคชั่น Acacia SupaSleek นี้ยังสามารถเข้ากันได้ดีกับชุดก๊อกน้ำและฝักบัวต่างๆ ในคอลเลคชั่น Acacia Evolution ได้เป็นอย่างดี ด้วยดีไซน์ที่ดูนุ่มนวล ขอบบาง บวกกับเทคโนโลยีที่ถือเป็นหัวใจสำคัญ ก๊อกน้ำถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดน้ำและพลังงาน ในขณะที่ระบบ Airnergize จะทำหน้าที่ลำเลียงอากาศเข้าไปผสมกับน้ำเพื่อให้ได้ความรู้สึกและสัมผัสกับละอองน้ำที่พ่นกระจายทั่วถึงแม้ว่าจะใช้น้ำน้อยกว่าเดิม

ด้วยความมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง ทุ่มเทให้กับผู้บริโภคด้วยรสนิยมการออกแบบอันชาญฉลาด Acacia SupaSleek เป็นคอลเลคชั่นที่นับว่าโดดเด่นที่สุดทั้งในแง่การออกแบบและเทคโนโลยี ซึ่งทั้งหมดนำไปสู่ความเพรียวบางอีกระดับ

กว่า 140 ปีในฐานะผู้บุกเบิกด้านการออกแบบและนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ที่น่าเชื่อถือสูงสุดของอเมริกันสแตนดาร์ดได้ช่วยให้ผู้บริโภคมีห้องน้ำในบรรยากาศที่เป็นมิตรและผ่อนคลาย ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยได้ส่งผลให้แบรนด์ของเราก้าวไปอยู่แถวหน้า ในขณะเดียวกันเราก็พยายามยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตด้วยการนำเสนอโซลูชั่นสำหรับห้องน้ำที่สวยงาม ตอบโจทย์การใช้งาน และปลอดภัยสำหรับทุกคน

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : American Standard Thailand หรือโทร. 02-102-2222 กด 1


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แบรนด์ไทยร่วมส่งพลังบวกให้ผู้ประกอบการ เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดบ้านเชิญผู้ประกอบการเข้าสัมผัสโครงการสนับสนุนมากกว่าสิบโครงการ พร้อมเชิญ SME แบรนด์ไทย ที่เคยได้รับการสนับสนุนและประสบความสำเร็จร่วมส่งพลังบวกและแบ่งปันประสบการณ์เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ จุดประกายการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์ เล็งผลเพิ่มมูลค่าการค้าให้ประเทศไทย ในงาน DITP Design Open House

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่างานเสวนาเพื่อสร้างความเข้าใจในการสร้างแบรนด์ไทยบนเวทีการค้าโลก (Value Creation Day: DITP Design Open House) เป็นหนึ่งในการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อช่วยผู้ประกอบการให้สามารถนำเอาอัตลักษณ์ และนวัตกรรมที่ต่อยอดจากภูมิปัญญาดั้งเดิมมาสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดกระบวนการ รองรับอุตสาหกรรมในอนาคต และตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศได้อย่างยั่งยื
“โครงการเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการของกรมส่งเสริมฯ มีอยู่หลากหลายโครงการและครอบคลุม รอบด้าน ตั้งแต่การคิด การออกแบบ การผลิต การสร้างแบรนด์ในเชิงสร้างสรรค์ ไปจนถึงการทำการตลาด วิเคราะห์แนวโน้มของตลาดโลก เพื่อสร้างมูลค่าและอัตลักษณ์ที่ชัดเจนโดดเด่นให้กับแบรนด์ของผู้ประกอบการ โดยแต่ละโครงการจะเหมาะกับผู้ประกอบการแต่ละราย หรือแต่ละขั้นของการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งหากผู้ประกอบการได้ทำความรู้จัก และเข้าใจโครงการต่างๆ จะเลือกเข้ารับบริการ หรือรับการสนับสนุนได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่รวดเร็ว ตรงจุด และก้าวหน้าไปได้ตามที่ตั้งใจไว้” นายสมเด็จ กล่าว

ภายในงานได้เชิญผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมสนับสนุนในโครงการของกรม มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ได้แก่ แบรนด์ Rubber Killer แบรนด์ Theptex แบรนด์ Diamondfresh และแบรนด์ THINKK STUDIO โดยผู้ประกอบการทั้ง 4 รายต่างมีความเป็นมาที่แตกต่างกัน ทั้งการเป็นนักออกแบบ ผู้ประกอบการด้านสินค้าเกษตร และ ผู้ประกอบการผลิตสินค้ายางพารา โดยเคยได้เข้าร่วมกิจกรรมของกรมมากกว่า 1 โครงการ และให้ความเห็นว่า การเข้าร่วมกิจกรรมของกรมเป็นเสมือนการติดอาวุธด้านความรู้ที่ไม่เคยได้จากที่ใด ตลอดจน การสนับสนุนให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า และเจรจาธุรกิจการค้าทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการได้เติมเต็มทักษะที่ตนอาจไม่มีมาก่อน เช่น ทักษะด้านการเจรจา องค์ความรู้ในการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ มุมมองทางการตลาด และความเข้าใจในความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการได้กลับมาพัฒนาแบรนด์ให้แข็งแรงและประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น และนอกจากนี้ การเข้าร่วมกิจกรรมของกรมยังทำให้ได้เครือข่ายทางธุรกิจกับผู้ประกอบการรายอื่นที่จะสามารถช่วยเหลือกันได้ ถือเป็นการเพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจอีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการทั้งสี่ราย ยังได้สนับสนุนให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ติดตามข่าวสารเพื่อพิจารณาเลือกโครงการสนับสนุนจากกรมที่เหมาะกับธุรกิจของตนเอง และนำองค์ความรู้ เครือข่าย ตลอดจนโอกาสในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าต่างๆไปพัฒนาแบรนด์ไทย ให้มีมูลค่าสูง เกิดการขับเคลื่อนสร้างมูลค่าทางการค้า เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โอกาสดีเยาวชนไทยคว้าประสบการณ์ทำงานระดับโลก“เวิลด์เอ็กซ์โป 2020 ดูไบ”

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หน่วยงานหลักในการรับผิดชอบจัดแสดงนิทรรศการในงาน “เวิลด์เอ็กซ์โป 2020 ดูไบ” ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม 2563 –10 เมษายน 2564 ร่วมส่งเสริมและสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยและคนไทยที่มีความรู้ความสามารถกล้าแสดงออก ร่วมเป็นอาสาสมัครปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ส่วนนิทรรศการ ภายใต้โครงการ “ไทยแลนด์ พาวิลเลียน แอมบาสเดอร์” ตลอดระยะเวลา 6 เดือน ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตที่จะได้สัมผัสประสบการณ์การปฏิบัติงานจริงบนเวทีระดับโลก ทั้งยังได้เป็นตัวแทนประเทศไทยในการร่วมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยกับตะวันออกกลาง ได้นำเสนอเรื่องราวการพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางทางเทคโนโลยีดิจิทัลของไทย และสร้างมิตรภาพที่ดีกับเพื่อนชาวต่างชาติ พร้อมฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาอาราบิกในการปฏิบัติงาน โดยผู้ที่รับการคัดเลือกเพื่อเป็นอาสาสมัครเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานยังได้รับค่าตอบแทนให้ด้วย

โครงการ “ไทยแลนด์ พาวิลเลียน แอมบาสเดอร์” (THAILAND PAVILION AMBASSADOR) มีกำหนดเปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม–24 เมษายน 2563 โดยผู้สมัครจะต้องมีอายุ 18-30 ปี มีความรู้ความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ และหากมีความรู้ภาษาอาราบิกจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ที่สำคัญต้องมีทักษะทางการสื่อสารมีบุคลิกภาพที่เหมาะสมแก่การเป็นตัวแทนของประเทศไทย มีความรับผิดชอบสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ และสามารถเริ่มปฏิบัติงานได้ทันที สมัครออนไลน์ได้ที่ WWW.EXPO2020DUBAITHAILAND.COM และมีกำหนดคัดเลือกอาสาสมัครในช่วงเดือนมิถุนายน 2563 ประกาศผลในช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม info@thailandexpo2020.com หรือ โทร.02 666-9333

สำหรับงานเวิลด์เอ็กซ์โป ถือเป็น 1 ใน 3 ของงานยิ่งใหญ่ระดับโลก เช่นเดียวกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคและฟุตบอลโลก อาคารแสดงประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่โซน Mobility บนพื้นที่ 3,606 ตารางเมตรหรือ 2.25 ไร่ ถือเป็นพื้นที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยเข้าร่วมในงานเวิลด์เอ็กซ์โป โดยอาคารแสดงประเทศไทยครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “การขับเคลื่อนสู่อนาคต” (Mobility for the future) เพื่อโชว์ความพร้อมในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางทางเทคโนโลยีดิจิทัล


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รับสร้างบ้าน Focus 2020 เปลี่ยนวันจัดงาน ความปลอดภัยและสุขภาพของผู้เข้าชมงานต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ประกาศเลื่อนวันจัดงานรับสร้างบ้าน Focus 2020 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 มีนาคม นี้ ณ ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพค ฮอลล์ 7 เมืองทองธานี เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงต้องการให้ความปลอดภัยของผู้เข้าชมงานมาเป็นอันดับแรก ย้ำ..ผู้บริโภคยังสามารถเชื่อมั่นในบริษัทรับสร้างบ้าน โดยสามารถเข้ารับคำปรึกษาและการบริการได้เช่นเดิม

นายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ด้วยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศโดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร มีความวิตกกังวลถึงการระบาดในครั้งนี้เป็นอย่างมาก สังเกตได้จากการตื่นตัวทางด้านการรับข้อมูลข่าวสารในแต่ละวัน และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อการป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสในครั้งนี้อย่างเห็นได้ชัด ทางสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านจึงไม่นิ่งนอนใจในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ จึงได้มีมติในคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ โดยลงความเห็นว่าเหมาะสมที่จะเลื่อนการจัดงานรับสร้างบ้าน Focus 2020 ที่จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 12-15 มีนาคม นี้ ออกไปก่อน และคอยเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง

“งานรับสร้างบ้าน Focus 2020 เป็นงานแสดงที่รวบรวมบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำไว้มากที่สุด ที่ทางสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ได้จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 15 ปี โดยแต่ละปี จะมีการจัดงานรับสร้างบ้าน Focus ในช่วงเดือนมีนาคม และงานรับสร้างบ้าน Expo ในช่วงเดือนสิงหาคม ของทุกปี โดยในปีนี้ เราได้มีกำหนดการจัด งานรับสร้างบ้าน Focus 2020 ระหว่างวันที่ 12-15 มีนาคม นี้ ณ ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพค ฮอลล์ 7 เมืองทองธานี แต่เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ต้องเฝ้าระวังและสังเกตการณ์กันแบบรายวัน ถึงแม้การจัดงานในครั้งนี้สมาคมฯ ได้เตรียมมาตรการด้านความปลอดภัยและสุขภาพ รวมถึงการมอบประกันชีวิต COVID-19 ให้กับผู้จองปลูกสร้างบ้านในงานแล้วก็ตาม แต่ด้วยสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นอย่างมากและผู้บริโภคยังคงมีความกังวลในการเดินทางไปยังสถานที่สาธารณะต่างๆ คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ จึงได้มีการลงความเห็นแล้วว่า เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพของผู้เข้าชมงานที่สมาคมฯ ได้กำหนดความสำคัญมาไว้เป็นอันดับหนึ่ง จึงมีมติให้เลื่อนวันจัดงานออกไปก่อน และยังไม่มีกำหนดวันที่จะจัดงานใหม่แต่อย่างใด ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์เช่นเดียวกัน และในส่วนของผู้ร่วมแสดง งานที่เป็นบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำกว่า 30 บริษัท ทางสมาคมฯ ได้มีการแจ้งและนำส่งจดหมายชี้แจงถึงรายละเอียดต่างๆ ไว้อย่างดี เพื่อความเชื่อมั่นในสมาคมฯ ต่อไป” นายวรวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ยังคงเป็นตัวกลางระหว่างผู้บริโภค และบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำ ที่อยู่ภายใต้สมาคมฯ เช่นเดิม หากผู้บริโภคที่มีความประสงค์ต้องการปลูกสร้างบ้านหรือรับคำปรึกษา สามารถติดต่อขอรับบริการที่สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านได้เช่นเดิม โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.hba-th.org


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์พลิกโฉมแบรนด์ครั้งยิ่งใหญ่ ชูแนวคิด ‘จุดเริ่มต้น คนมีเครดิต’

กรุงเทพฯ – 3 มีนาคม 2563 : ‘เฟิร์สช้อยส์ จุดเริ่มต้นคนมีเครดิต’ : นางสาวณญาณี เผือกขำ (ขวา) กรรมการผู้จัดการ และนายอธิป ศิลป์พจีการ (ซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารธุรกิจกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตภายใต้แบรนด์กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ประกาศพลิกโฉมแบรนด์ครั้งใหญ่ ชูแนวคิด ‘จุดเริ่มต้นคนมีเครดิต’ พร้อมเป็นผู้ช่วยสร้างเครดิตเพื่ออนาคตทางการเงินที่ดีของผู้บริโภคทุกคน พร้อมพัฒนาบริการทางการเงินรูปแบบใหม่เป็นรายแรกในประเทศไทย ที่ช่วยดูแลรักษาเครดิตทางการเงิน ผ่านแอปพลิเคชัน UCHOOSE หวังจุดประกายคนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการมีสุขภาพทางการเงินที่ดี ลดปัญหาหนี้ครัวเรือน พร้อมสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืน ตั้งเป้ายอดบัตรใหม่ 355,000 บัญชี ยอดสินเชื่อใหม่และยอดใช้จ่ายผ่านบัตร 102,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2563


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ยิปซัมตราช้างส่งนวัตกรรมใหม่ ซอฟฟิทบล็อค แผ่นฝ้าชายคา ลงตลาด ชูคุณสมบัติเด่นกันน้ำ งานไว ไร้รอยต่อ มั่นใจยอดขายฉลุย

ยิปซัมตราช้าง ส่งนวัตกรรมใหม่ “ซอฟฟิทบล็อค” (SoffitBlocTM) แผ่นฝ้าชายคารุ่นใหม่ลงตลาด ให้เป็นอีกทางเลือกสำหรับเจ้าของบ้าน เจ้าของโครงการ ตลอดจนช่างและผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยชูความโดดเด่นด้วยคุณสมบัติกันน้ำ ช่วยให้งานเสร็จไว และสวยเรียบเนียนไร้ร้อยต่อ

นายจรุง กาญจนภูมิ ผู้จัดการทั่วไปบริษัท สยามอุตสาหกรรม ยิปซัม (สระบุรี) จำกัด หรือยิปซัมตราช้าง เปิดเผยว่า “ จากปัจจุบันที่วงการก่อสร้างได้หันมาให้ความสำคัญ กับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ทั้งในบ้านและอาคารต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการพิจารณาเลือกวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการก่อสร้างอย่างละเอียดพิถีพิถัน โดยหันมาเน้นวัสดุภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้พักอาศัย ทางบริษัทฯ ตระหนักถึงเรื่องดังกล่าว จึงคิดค้นผลิตภัณฑ์แผ่นฝ้าชายรุ่นใหม่ “ซอฟฟิทบล็อค ตราช้าง” (SoffitBlocTM) ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องของ การกันน้ำและคราบน้ำซึม อีกทั้งเน้นความสวยงามที่เกิดจากความเรียบเนียน ของตัวผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลาการติดตั้ง ให้งานเสร็จไว และที่สำคัญเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและผู้พักอาศัย เนื่องจากไม่มีส่วนประกอบของแร่ใยหิน

จากปัญหาที่พบเห็นอยู่เสมอ ทั้งก่อนและหลังการก่อสร้าง หากเลือกวัสดุผิดประเภทการใช้งาน หรือเลือกใช้ฝ้าเพดานที่ไม่ได้มาตรฐาน จะทำให้มีการแก้งาน รื้องาน และติดตั้งใหม่ เนื่องจากความไม่เรียบเนียนของฝ้าเพดาน มีผลให้งานไม่เสร็จตามกำหนด และงบประมาณฯบานปลาย นอกจากนี้เรามักจะพบว่าการเลือกใช้ฝ้าชายคาแบบเดิมๆ ที่ไม่กันน้ำ มักจะทำให้เกิดปัญหากับเจ้าของบ้านหลังจากอยู่อาศัยไปสักพักอีกด้วย” นายจรุงกล่าว

ซอฟฟิทบล็อค หรือแผ่นฝ้าชายคารุ่นใหม่จากยิปซัมตราช้าง จึงเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยคุณสมบัติกันน้ำ ที่ใช้วัสดุปิดผิวชนิดพิเศษด้านหลังแผ่น สามารถป้องกันการซึมผ่านของน้ำหลังแผ่น อีกทั้งเนื้อแผ่นยังช่วยลดการดูดซึมน้ำ ทำให้ไม่เกิดคราบน้ำ นอกจากนี้ด้วยการติดตั้งแบบเดียวกับระบบฝ้าเพดานยิปซัมฉาบเรียบ ทำให้การติดตั้งเป็นเรื่องง่าย ทำได้รวดเร็ว และออกมาสวยเรียบเนียนไร้รอยต่อ ช่างไม่ต้องเสียเวลาเก็บงาน เมื่อการทำงานสามารถทำไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องเสียเวลากลับมาแก้ไข ทำให้งานเสร็จได้ไวตามเวลาที่กำหนด และยังควบคุมงบประมาณฯได้อีกด้วย

ซอฟฟิทบล็อค ตราช้าง นวัตกรรมใหม่ของแผ่นฝ้าชายคาที่มีความแตกต่างไปจากแผ่นฝ้าชายคาแบบเดิมๆ เหมาะกับพื้นที่ใช้สอยหลายประเภท ได้แก่ ฝ้าชายคาของบ้านและอาคารทั่วไป ฝ้าโรงจอดรถ และฝ้าทางเดินระหว่างอาคาร โดยมีให้เลือกหลายรูปแบบทั้ง รุ่นแบบเรียบ และรุ่นรูระบายอากาศ ขนาด 1200x2400x9 มม. เพื่อความสวยงามในการออกแบบและตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย มาพร้อมกับมาตรฐาน มอก. 219-2552 และ ASTM C1396 ที่สามารถติดตั้งร่วมกับโครงคร่าวโลหะฝ้าเพดานฉาบเรียบ โปร-ลายน์ ตราช้าง

“ทางบริษัทฯ คาดว่า ซอฟฟิทบล็อค ตราช้าง จะได้รับความนิยมจากเจ้าของบ้านและโครงการก่อสร้างต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในตลาดฝ้าชายคาในราคาที่จับต้องได้ ทั้งนี้บริษัทฯ ได้คาดการว่า ภายในสิ้นปี 2563 นี้ จะมีส่วนแบ่งการตลา ของฝ้าชายคา คิดเป็นร้อยละ 50” นายจรุง กล่าวปิดท้าย

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปชมรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ทาง www.siamgypsum.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ยรั้งอันดับ 5 บริษัททุ่มงบด้านวิจัยและพัฒนาสูงที่สุดของโลก

กรุงเทพฯ/ 2 มีนาคม 2563 – บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ส์ จำกัด ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของโลก ครองอันดับ 5 ของบริษัทที่ทุ่มงบประมาณในด้านการวิจัยและพัฒนามากที่สุดของโลก ตามข้อมูลของ 2019 EU Industrial R&D Investment Scoreboard ต่อเนื่องกันเป็นปีที่สอง ซึ่งการศึกษานี้จัดทำโดยคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เพื่อจัดลำดับ 2,500 บริษัทที่มีการลงทุนในด้าน R&D มากที่สุดในโลก โดยหัวเว่ยและอาลีบาบา กรุ๊ป (ติดลำดับที่ 28) เป็นบริษัทสัญชาติจีนเพียง 2 รายที่มีชื่อติดอยู่ใน 50 อันดับแรก

หัวเว่ยมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะบริษัทที่ทุ่มเทเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ในแต่ละปีบริษัทจะทุ่มรายได้จากยอดขายราวร้อยละ 10 – 15 ไปกับงานด้าน R&D โดยเฉพาะ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทได้ใช้งบราว 70,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 2.2 ล้านล้านบาท) ไปในด้านวิจัยและพัฒนา และได้เริ่มดำเนินการวิจัยเทคโนโลยี 5G ตั้งแต่ปี 2552 ด้วยการลงทุนงบกว่า 4,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ราว 12.7 หมื่นล้านบาท) ไปกับการศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ 5G ทำให้ปัจจุบันหัวเว่ยได้เป็นเจ้าของสิทธิบัตร 5G มากที่สุดในโลกถึง 3,325 ฉบับ นอกจากนี้ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หัวเว่ยยังเป็นบริษัทที่เข้าไปมีส่วนร่วมมากที่สุดในการกำหนดมาตรฐานสากลของการใช้งาน 5G ทั่วโลกอีกด้วย ตามข้อมูลจากบริษัท Iplytics ผู้วิจัยข้อมูลทางการตลาด

ในขณะที่ทั่วโลกเริ่มเปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์ มร. เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหัวเว่ย ได้เปิดเผยเมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า บริษัทได้เริ่มศึกษาพัฒนาเทคโนโลยี 6G แล้ว ซึ่งจะมอบความเร็วที่สูงกว่า 5G ถึง 100 เท่า “ความจริงแล้วเราพัฒนา 5G และ 6G ไปพร้อม ๆ กัน โดยเราเริ่มงานวิจัย ด้าน 6G มานานแล้ว” มร. เหริน กล่าว “แต่ตอนนี้ยังเป็นแค่เฟสแรก ๆ และเราก็คิดว่าการใช้งาน 6G เชิงพาณิชย์ยังต้องรอไปอีกประมาณ 10 ปี” เขาอธิบาย

ปัจจุบันหัวเว่ยเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี 5G ร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายทั่วโลกเพื่อมอบบริการที่ครอบคลุมและครบวงจรมากขึ้น บริษัทเปิดเผยเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าได้ลงนามในสัญญา 5G เชิงพาณิชย์ไปแล้วกว่า 90 ฉบับทั่วโลก


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ก้าวสู่เกษตรอัจฉริยะกับ CAT เพาะพันธุ์ดี นำ IoT ส่งเสริมเยาวชน ณ โรงเรียนมัธยมหลวงพ่อคูณปริสุทฺโธ

ความยั่งยืนในวิถีเกษตรเป็นสิ่งที่หลายคนโดยเฉพาะเกษตรกรมุ่งหวังว่าจะช่วยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น โอกาสจึงไม่เกินเอื้อม
‘CAT เพาะพันธุ์ดี’ เป็นโครงการของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เลือกนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาสร้าง Smart Farm หรือ‘พื้นที่เกษตรอัจฉริยะ’ เพื่อช่วยลดต้นทุน ลดระยะเวลา เพิ่มความสะดวก และเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรกลุ่มต่าง ๆ โดยช่วงเริ่มต้นเน้นไปที่โรงเรียนเพราะสามารถต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน โดยอาจารย์และนักเรียนจะได้รับประสบการณ์จริงจากการทดลองทดสอบร่วมกัน

หนึ่งในโรงเรียนต้นแบบที่ CAT พิจารณาเลือกจัดทำโครงการคือ ‘โรงเรียนมัธยมหลวงพ่อคูณปริสุทฺโธ’ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลาง ที่มุ่งให้ความรู้ทางด้านวิชาการควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อให้นักเรียนสามารถพัฒนาตนเองได้ตามความสนใจ โดยโครงการด้านเกษตรกรรมได้รับการจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งของโรงเรียนไว้สำหรับส่งเสริมการเรียนรู้และฝึกให้ทำงานร่วมกัน
เมื่อโครงการ ‘CAT เพาะพันธุ์ดี’ ก้าวเข้ามาเยี่ยมเยือน อาจารย์และนักเรียนที่นี่จึงพากันเปิดใจเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง IoT หรือ Internet of Things ว่าจะมาช่วยเติมความหวังและเปิดโอกาสให้กับพวกเขาได้อย่างไรบ้าง
การดำเนินงานเริ่มต้นขึ้นเมื่อทีมงาน CAT ลงสำรวจสภาพพื้นที่เพื่อพิจารณาการนำเทคโนโลยี IoT เข้ามาปรับใช้ในการพัฒนา Smart Farm จากสิ่งที่โรงเรียนมีอยู่เดิม จากนั้นร่วมกันพัฒนาและติดตั้งอุปกรณ์พร้อมทั้งเชื่อมโยงระบบต่าง ๆ ได้แก่ ระบบรดน้ำอัตโนมัติ ระบบควบคุมอุณหภูมิ/ความชื้นในดินและอากาศ ให้กับแปลงเกษตรที่ใช้ปลูกผักสำหรับนำมาทำอาหารกลางวันให้นักเรียน แล้วจึงจัดทำแอปพลิเคชันสำหรับควบคุมและสั่งการระบบต่าง ๆ ที่ได้ติดตั้งไว้ รวมถึงทดลองใช้งานโดยมีการจัดเก็บข้อมูลเพื่อนำผลมาวิเคราะห์ความเหมาะสมในการปลูกพืชแต่ละชนิด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงและควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มทั้งคุณภาพและปริมาณของผลผลิต

“อาจารย์และนักเรียนตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยและสนใจอยากเรียนรู้ โดยเฉพาะระบบรดน้ำอัตโนมัติที่มาช่วยควบคุมทำให้ไม่เปลืองน้ำและรดได้ตรงจุดที่ต้องการเพราะเป็นพื้นที่แห้งแล้ง เด็ก ๆ จึงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากขึ้น ซึ่งนอกเหนือจากความภูมิใจที่ได้รับประทานผลผลิตจากฝีมือตัวเองแล้ว ยังสามารถนำไปขายและมีรายได้เพิ่ม ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีมอีกด้วย โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมากนักสำหรับโรงเรียน เพราะอาจารย์เองก็ไม่มีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีในด้านนี้ แต่เราอยากให้นักเรียนของเราได้เรียนรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้คืออนาคตที่จะเข้ามาช่วยพวกเขาได้” นางสาววาสนา พรศิวกุลวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เล่าถึงความรู้สึกและผลที่ได้รับต่อการเข้าร่วมโครงการ CAT เพาะพันธุ์ดี

ขณะที่ ด.ช.ณัฐวัตร เทินสะเกช น้องโอม นักเรียนชั้น ม.2/2 และ น.ส.สุนิสา ทิขุนทด น้องเนย นักเรียนชั้น ม.4/1 ช่วยกันเล่าถึงการเข้าร่วมโครงการ CAT เพาะพันธุ์ดีว่า “ได้ลองใช้งานอุปกรณ์ IoT แล้วคิดว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มาก ใช้งานได้ง่ายมาก เมื่อใช้ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ ช่วยให้กำหนดการทำงานได้เป็นระบบตามที่ต้องการ ไม่ต้องเดินรดน้ำหลายรอบเหมือนการดูแลแปลงผักแบบเดิม ผลผลิตมีคุณภาพดีกว่า ดีใจมากที่ได้เรียนรู้ อยากให้เกษตรกรทุก ๆ คน ได้เข้ามาเรียนรู้กันเยอะๆ เพราะมีประโยชน์จริง ๆ หากมีโอกาสก็อยากร่วมถ่ายทอดและแบ่งปันความรู้ด้านเกษตรอัจฉริยะ ให้ขยายออกไปอีก”

ในการส่งมอบเทคโนโลยี ‘เกษตรอัจฉริยะ’ ในโครงการ CAT เพาะพันธุ์ดี ให้กับโรงเรียนแห่งนี้ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ผศ. อภิเนตร อูนากูล ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสังคมและ พันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ CAT นำคณะผู้บริหารในสังกัดของทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วม แสดงถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจในการนำเทคโนโลยี IoT และองค์ความรู้สู่โรงเรียนในโครงการฯ
ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ฯ กล่าวขอบคุณ CAT ที่เลือกโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในพื้นที่
“นครราชสีมาเป็นจังหวัดใหญ่ มีประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรจำนวนมาก การมีต้นแบบให้ได้เรียนรู้ภายในพื้นที่จะสะดวกต่อการขยายผลให้ทั้งในชุมชนเอง บริเวณพื้นที่ใกล้เคียง เด็กนักเรียนก็จะนำไปบอกผู้ปกครองให้ทราบด้วย อยากให้ CAT ขยายเพิ่มเติมไปยังโรงเรียนอีก 8-10 โรงเรียนตามที่เราแบ่งไว้เป็น 6 กลุ่ม เพื่อเป็นตัวอย่างให้โรงเรียนทั้ง 58 แห่งได้ศึกษาเรียนรู้ เพราะได้เห็นแล้วว่าการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างเหมาะสมนั้นช่วยให้ประชาชนสะดวกขึ้น ลดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องจ้างแรงงาน เราสามารถควบคุมการรดน้ำ การให้ปุ๋ย พืชผลที่ออกมามีคุณภาพดีขึ้นชัดเจน ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มรายได้และจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้”

ส่วนพันเอก สรรพชัยฯ กล่าวถึงเจตนารมณ์ในการจัดทำ Smart Farm โดยใช้โครงข่าย LoRaWAN ในโครงการ CAT เพาะพันธุ์ดี ว่า CAT ดำเนินโครงการดังกล่าวในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ดูแลและให้บริการด้านสื่อสารโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศ
“วัตถุประสงค์หลักของ CAT คือให้นักเรียนได้ใกล้ชิดและเข้าใจเทคโนโลยีในการนำมาใช้กับ Smart Farm เพราะบทบาทสำคัญของ CAT ประการหนึ่งก็คือการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและช่วยให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีมากขึ้น การนำความรู้เข้าสู่โรงเรียนจะช่วยขยายผลถ่ายทอดต่อไปยังชุมชนได้อีกทางหนึ่ง โดยโครงการนี้ได้ดำเนินการให้แก่โรงเรียนต้นแบบในทุกภาครวมจำนวน 7 แห่งตั้งแต่ปี 2562 และ CAT จะขยายต่อไปอีก เรื่อย ๆ รวมทั้งวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ขณะเดียวกันเราก็ยังคอยกลับมาดูแลโรงเรียนที่ดำเนินการไปแล้วให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ในอนาคต CAT ตั้งใจว่าจะพัฒนาให้เป็นระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบที่ไม่ต้องใช้คนดูแล เพียงเราระบุชนิดของพืชที่ปลูก ระบบก็สามารถควบคุมและสั่งการในการดูแลอย่างเหมาะสมได้เองเลย และหวังว่าโครงการ CAT เพาะพันธุ์ดี จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคการเกษตรของประเทศมีความก้าวหน้าและยั่งยืนด้วยเทคโนโลยี IoT”
การดำเนินโครงการ ‘CAT เพาะพันธุ์ดี’ จึงไม่เพียงก่อให้เกิดประโยชน์ในการเรียนรู้ แต่ยังสัมผัสได้ถึงการนำมาซึ่งความหวังทั้งของอาจารย์และนักเรียนในโรงเรียนต้นแบบที่เข้าโครงการ โดยขอเอาใจช่วยให้โครงการดี ๆ เช่นนี้เดินหน้าและกระจายโอกาสสู่พื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึงตามที่ CAT ตั้งเป้าหมายไว้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ยเปิดตัวโซลูชัน HiCampus ยกระดับเครือข่ายองค์กร

ลอนดอน สหราชอาณาจักร/ 28 กุมภาพันธ์ 2563 – หัวเว่ย เปิดตัวโซลูชัน HiCampus ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีแถวหน้าอย่าง 5G, Optical Transmission และ AI ของหัวเว่ย ช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงระบบเครือข่ายแบบไร้สาย เชื่อมโยงผ่านใยแก้วนำแสง และให้บริการเชิงอัจฉริยะครอบคลุมทุกเครือข่ายได้เต็มรูปแบบ ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรสร้างเครือข่ายสำหรับอนาคต พร้อมมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น ใช้พลังงานน้อยลง และรองรับนวัตกรรมที่ทำให้บริการต่าง ๆ รวดเร็วกว่าที่เคย

มร. ชิว เหิง ประธานฝ่ายการตลาด กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ของหัวเว่ย กล่าวว่า “หัวเว่ยได้เปิดตัวโซลูชัน HiCampus เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายองค์กรให้ดียิ่งขึ้น ผ่านนวัตกรรมที่หลากหลาย รวมถึง AirEngine Wi-Fi 6 ที่เสริมสมรรถนะด้วยเทคโนโลยี 5G ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเครือข่ายขององค์กรได้แบบไร้สายอย่างเต็มรูปแบบ และโซลูชัน Campus OptiX ที่มอบการเชื่อมโยงเครือข่ายผ่านใยแก้วนำแสงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตลอดจนเทคโนโลยี AI และ Horizon Digital Platform ที่ทำให้บริการต่าง ๆ รวมไปถึงการดำเนินการและดูแลรักษา (O&M) เครือข่ายได้แบบอัจฉริยะครบวงจร โซลูชัน HiCampus ตอกย้ำถึงเห็นข้อได้เปรียบอันยอดเยี่ยมของหัวเว่ยในด้านเทคโนโลยี 5G, Optical Transmission และ AI โซลูชันนี้ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้เครือข่ายไร้สายด้วยความเร็วระดับ 100 Mbps ที่เชื่อมต่อได้เต็มประสิทธิภาพทั่วทุกพื้นที่ในองค์กร (Always-on) ทั้งยังลดการใช้พลังงานของเครือข่ายโดยรวมลงได้ราวร้อยละ 30 ในขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันได้ถึงร้อยละ 30 ซึ่งจะเร่งการทรานสฟอร์มเครือข่ายองค์กรสู่ระบบดิจิทัลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

เข้าถึงเครือข่ายแบบไร้สายเต็มรูปแบบ: ผลิตภัณฑ์ซีรีส์ AirEngine Wi-Fi 6 ที่เสริมสมรรถนะด้วยเทคโนโลยี 5G ของหัวเว่ย มอบอัตราการส่งข้อมูลด้วยความเร็วระดับ 10 กิกะบิต/วินาที ค่าความหน่วงต่ำเพียง 10 ms และให้รัศมีครอบคลุมที่กว้างขึ้นกว่ามาตรฐานในอุตสาหกรรมถึงร้อยละ 20 ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงเครือข่ายไร้สายคุณภาพสูงได้อย่างเต็มรูปแบบทั่วทั้งองค์กร

พร้อมกันนี้ หัวเว่ยยังได้เปิดตัว Access Point Wi-Fi 6 ใหม่อีก 10 รุ่น แบ่งเป็น 3 ซีรีส์ คือ AirEngine 8700, AirEngine 6700 และ AirEngine 5700 ครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลายทั้งภายในและภายนอกอาคาร โดยผลิตภัณฑ์รุ่นเรือธง AirEngine 8760 ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเสาส่งสัญญาณ 5G แบบ 16T16R และความกว้างช่องสัญญาณแบนด์วิดท์ 160 MHz เพื่อเพิ่มอัตราการส่งข้อมูลสูงสุดถึง 10.75 กิกะบิต/วินาที สูงกว่ามาตรฐานประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมถึง 2 เท่า นอกจากนี้ เสาอากาศอัจฉริยะ (Smart Antenna) ที่เสริมทัพด้วยเทคโนโลยี 5G ยังทำให้ AirEngine Wi-Fi 6 ของหัวเว่ย มีรัศมีการครอบคลุมของสัญญาณกว้างขึ้นถึงร้อยละ 20 และให้สัญญาณที่แรงขึ้นเท่าตัว (ในพื้นที่เดียวกัน) เมื่อเทียบกับมาตรฐานที่มีอยู่ในอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่สำคัญที่สุดขององค์กรจะเข้าถึงเครือข่าย Wi-Fi ได้ ผลิตภัณฑ์ AirEngine Wi-Fi 6 ของหัวเว่ย ใช้เทคโนโลยี SmartRadio ช่วยเพิ่มความเร็วและความแรงของสัญญาณ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบสำคัญที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ 5G ของหัวเว่ย และเป็นเทคโนโลยีที่มีความหน่วงเวลาต่ำระดับ Ultra-Low ซึ่งต่ำกว่า 10 มิลลิวินาที และน้อยกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมถึงร้อยละ 50 ช่วยรับประกันประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายที่ดีที่สุดสำหรับภารกิจที่สำคัญมากที่สุดขององค์กร ยิ่งไปกว่านั้น การใช้เทคโนโลยี Lossless Roaming ที่มีอยู่ใน SmartRadio ทำให้รับประกันได้ว่าจะไม่มีการสูญหายของข้อมูล (Zero Packet Loss) ในระหว่างการโรมมิ่งจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง พร้อมอัตราความสำเร็จของการโรมมิ่งที่ร้อยละ 100 เพื่อป้องกันการหยุดชะงักของการส่งข้อมูล

การผสานเทคโนโลยี 5G เข้ามาทำให้ผลิตภัณฑ์ AirEngine Wi-Fi 6 ของหัวเว่ย ไม่ได้เป็นแค่อุปกรณ์กระจายสัญญาณ (Access Point) เพราะสามารถรับประกันความต่อเนื่องในการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 ในระดับการใช้งานที่ใหญ่ขึ้น ทำให้ผู้ใช้งานได้รับประโยชน์จากเครือข่ายไร้สายความเร็วระดับ 100 Mbps ได้ตลอดเวลาแบบ Always-on จากทุกพื้นที่ภายในองค์กร

เครือข่ายออปติคัลเต็มรูปแบบ: โซลูชัน Campus OptiX ช่วยลดความซับซ้อนของสถาปัตยกรรมเครือข่าย เพื่อประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งอุปกรณ์และลดการใช้พลังงาน ช่วยให้ลูกค้าสร้างเครือข่ายองค์กรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้วยประสบการณ์และการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี Optical Transmission ในอุตสาหกรรมมานานกว่าทศวรรษ หัวเว่ยมีเป้าหมายที่จะช่วยจัดหาเครือข่ายองค์กรที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านบริการของลูกค้า ด้วยเหตุนี้ หัวเว่ยจึงได้รับรางวัล Gartner Peer Insights Customers’ Choice ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระบบเครือข่ายทั้งแบบมีสายและแบบไร้สาย ประจำเดือนมกราคม ปี 2563 โซลูชันเครือข่าย Campus OptiX ช่วยให้เครือข่ายองค์กรกลายเป็นเครือข่ายออปติกอย่างเต็มรูปแบบ ติดตั้งใช้งานง่าย พัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง และมีระบบบริหารจัดการที่ชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ สถาบันการศึกษา โรงแรม สนามบิน และอื่น ๆ โซลูชันนี้ยังช่วยให้ลูกค้าสามารถนำเทคโนโลยีการเข้าถึงแบบออปติกชั้นนำระดับโลกของหัวเว่ยไปใช้งานในสถาปัตยกรรมเครือข่ายองค์กรได้ หรืออาจรวมไปถึงบริการคลาวด์และอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ได้ด้วย

โซลูชันเครือข่าย Campus OptiX ของหัวเว่ย ผนวกรวมข้อดีของสถาปัตยกรรมออปติคัลแบบเต็มรูปแบบและเครือข่าย IP เข้าไว้ด้วยกัน อาทิ IP Switch ที่มีประสิทธิภาพระดับ Ultra-Large และผลิตภัณฑ์ AirEngine Wi-Fi 6 (ที่ใช้พอร์ตออปติคัล) เพื่อรองรับช่องสัญญาณ (Bearer) ระดับ Ultra-Broadband Capability และตอบโจทย์ความต้องการใช้งานขององค์กรในช่วง 3 ทศวรรษข้างหน้าซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในอุตสาหกรรม สถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบออปติคัลเต็มรูปแบบนี้จะช่วยลดพื้นที่การวางอุปกรณ์ อีกทั้งยังลดการใช้พลังงานของเครือข่ายโดยรวมลงได้อีกราวร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับเครือข่ายองค์กรแบบเก่าที่ต้องมี Aggregation Layer ขณะที่ Switching Capacity ของผลิตภัณฑ์ Core Switch รุ่นเรือธงของหัวเว่ยนั้น มีประสิทธิภาพสูงกว่าอุปกรณ์ประเภทเดียวกันในอุตสาหกรรมถึง 6 เท่า อีกทั้งยังสามารถขยายเพิ่มได้ตามต้องการ ตอบรับกับความต้องการขององค์กรในอนาคตอันใกล้ และปกป้องผลตอบแทนจากการลงทุนด้วย

นอกจากนี้ โซลูชันนี้ยังใช้ใยแก้วนำแสง หรือ Optical Fiber เป็นตัวกลางของเครือข่าย โดยไฟเบอร์ซึ่งทำจากซิลิคอนไดออกไซด์ จะมีอายุการใช้งานได้นานกว่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าสายเคเบิลทองแดง

บริการอัจฉริยะเต็มรูปแบบ: การบริหารจัดการเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพิ่มประสิทธิภาพงานด้าน O&M โดยใช้เจ้าหน้าที่เพียงหนึ่งคนในการดูแลเครือข่ายทั้งหมดขององค์กร โดย Horizon Digital Platform จะช่วยให้การอัปเกรดการใช้งานเครือข่ายอัจฉริยะทำได้จากจุดเดียว (Single-scenario Campus Intelligence) ไปยังเครือข่ายรวม (Overall Campus Intelligence) ที่ให้การออกแอปพลิเคชันใหม่ ๆ และปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินการโดยรวมทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โซลูชัน HiCampus ใช้ eSight ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อดำเนินงานและบำรุงรักษาอุปกรณ์ดีไวซ์ต่าง ๆ ในเครือข่าย และปรับปรุงประสิทธิภาพ Wireless Radio Frequencies (RFs) ให้ดีขึ้นโดยอัตโนมัติตามการวิเคราะห์พฤติกรรมเครือข่ายในอดีตและโมเดลการเรียนรู้ ด้วยการใช้ eSight ลูกค้าจึงสามารถตรวจหาตำแหน่งความผิดพลาดได้มากกว่าร้อยละ 85 ภายใน 10 นาที ซึ่งช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพด้าน O&M ได้ถึงร้อยละ 80

เพื่อลดการหยุดชะงักของเครือข่าย ผลิตภัณฑ์ AirEngine Wi-Fi 6 ของหัวเว่ย ยังได้ใช้เสาสัญญาณสำหรับตรวจสอบแยกอิสระ ที่สามารถตรวจจับสัญญาณข้อมูลสภาพแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ และระบบ iMaster NCE เพื่อยกระดับงานด้าน O&M ให้ขับเคลื่อนด้วย AI และกลายเป็นระบบอัจฉริยะทั่วทั้งเครือข่าย ซึ่งจะทำให้ตรวจสอบคุณภาพเครือข่ายได้แบบเรียลไทม์และปรับปรุงการทำงานของเครือข่ายได้โดยอัตโนมัติ เพื่อลดอัตราการผิดพลาดของเครือข่าย ด้วยวิธีนี้ เจ้าหน้าที่เพียงคนเดียวจึงสามารถดูแลจัดการเครือข่ายทั้งหมดขององค์กรได้

นอกจากนี้ เพื่อรองรับรูปแบบการใช้งานอื่น ๆ ของเครือข่ายในอนาคต เทคโนโลยีอย่างเช่น การจดจำเสียง การจดจำใบหน้า การจดจำภาพ การขับขี่อัตโนมัติ ตลอดจน Big Data Mining และ Knowledge Graph จะถูกนำมารวมเข้ากับระบบการดำเนินการและการจัดการเครือข่ายองค์กร ซึ่งจำเป็นต้องมีการผนวกรวมข้อมูล (Data Convergence), การผนวกรวมระบบ IT-OT (IT-OT System Convergence), การผนวกรวมบริการ และการสร้างบริการใหม่ ๆ ตามต้องการ (On-demand Service Innovation Enablement) ด้วยเหตุนี้ Horizon Digital Platform สำหรับองค์กร จึงได้รวม 10 เทคโนโลยีใหม่เข้าด้วยกัน ซึ่งรวมทั้ง AI, Big Data, และ IoT พร้อมให้บริการนับร้อยรายการ ครอบคลุมถึงสินทรัพย์ทางธุรกิจและสินทรัพย์ที่เป็นข้อมูลซึ่งรวบรวมจากแนวทางการให้บริการลูกค้าที่ประสบความสำเร็จ สิ่งนี้จะช่วยปรับปรุงความเร็วในการสร้างสรรค์บริการและประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรได้เป็นอย่างมาก Horizon Digital Platform ซึ่งเป็นโซลูชันที่ผ่านการทดสอบการใช้งานมาเป็นอย่างดี จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันได้ถึงร้อยละ 30 เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการได้อีกร้อยละ 30 และลดการใช้พลังงานโดยรวมได้ถึงร้อยละ 10

จากข้อมูลวิจัยตลาดโดยกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ของหัวเว่ย พบว่า กว่าร้อยละ 80 ของ GDP ทั่วโลก และกว่าร้อยละ 90 ของนวัตกรรมเกิดขึ้นบนเครือข่ายองค์กร ทำให้เครือข่ายกลายเป็นหลักสำคัญของโลกดิจิทัล โดยหัวเว่ยจะทำงานร่วมกับพันธมิตรในอีโคซิสเต็ม เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด มีการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, O&M ที่มีประสิทธิภาพ และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง ผ่านการใช้โซลูชัน HiCampus


 

Exit mobile version