Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

จีอีร่วมเพิ่มเสถียรภาพและความมั่นคงของพลังงานที่ใช้ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

• จีอีลงนามสัญญาบริการซ่อมบำรุงกับบริษัท ผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น จำกัด (DCAP) โรงไฟฟ้าประเภทผลิตไฟฟ้าร่วมกับความเย็นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นเวลา 5 ปี
• บริการซ่อมบำรุงของจีอี จะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของ DCAP เพื่อเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและระบบทำความเย็นของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำที่สุด

กรุงเทพ – 25 สิงหาคม 2563 – เจเนอรัล อิเลคทริค หรือ จีอี (NYSE: GE) ลงนามสัญญาครั้งใหม่กับ บริษัท ผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น จำกัด (DCAP) โรงไฟฟ้าประเภทผลิตไฟฟ้าร่วมกับความเย็นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในการบำรุงรักษากังหันก๊าซ aeroderivative รุ่น LM6000 PD จำนวน 2 เครื่อง ที่ใช้ผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็นให้แก่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ การร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยให้ DCAP เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของโรงไฟฟ้าขนาด 110 เมกะวัตต์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและระบบทำความเย็นของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมทั้งช่วยลดต้นทุนให้กับ DCAP ทั้งนี้ในฐานะผู้ผลิตกังหันก๊าซ จีอีมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของโรงไฟฟ้า ร่วมกับการซ่อมบำรุงตลอดระยะเวลา 5 ปีตามสัญญาความร่วมมือ

ผู้บริหารของ DCAP ที่ร่วมลงนามในครั้งนี้ได้แก่นายสุเทพ เรืองพรวิสุทธิ์ กรรมการ รักษาการผู้จัดการใหญ่ และนายสันติ วงศ์รุ่งโรจน์กิจ ผู้จัดการฝ่ายจัดการธุรกิจ และในส่วนของจีอี นายรชต ศังขวณิช ผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการพาณิชย์ ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และ นายภานุพงษ์ ปิยะวงศ์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่าย Multi-year Services Agreement เป็นผู้ลงนามสัญญา

นายสุเทพ เรืองพรวิสุทธิ์ กรรมการ รักษาการผู้จัดการใหญ่ DCAP กล่าวว่า “DCAP มุ่งมั่นที่จะผลิตไฟฟ้าให้แก่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง ท่าอากาศยานแห่งชาตินี้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่รองรับผู้โดยสารราว 64 ล้านคน และการขนส่งสินค้าทางอากาศถึง 1.3 ล้านตันต่อปี ในฐานะผู้ผลิตกระแสไฟฟ้า เราเลือกจีอีให้เป็นผู้บำรุงดูแลโรงไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จากผลงานซึ่งเป็นที่ประจักษ์ทั้งด้านบริการและเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า เราจึงมั่นใจในความเชี่ยวชาญและความสามารถของทีมงานในภูมิภาคของจีอีทั้งด้านเทคนิคและวิศวกรรม”

นายรชต ศังขวณิช ผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการพาณิชย์ ธุรกิจพลังงานก๊าซ ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก บริษัทจีอี กล่าวว่า “การลงนามในสัญญาวันนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการประสานความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนานของจีอี และ DCAP ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 เมื่อ DCAP เริ่มเดินเครื่องการผลิต โดยใช้กังหันก๊าซ รุ่น Frame 5 ของจีอี ปัจจุบัน DCAP ได้ใช้กังหันก๊าซ Aeroderivative รุ่น LM6000 PD ของจีอี จำนวน 2 เครื่อง ในการผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 และเดือนมีนาคม 2555 เรามั่นใจว่าด้วยเสถียรภาพที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งทีมงานผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค จะทำให้ความร่วมมือในครั้งนี้ เอื้อประโยชน์แก่ DCAP ได้อย่างน่าพอใจ”

ปัจจุบัน ในประเทศไทย มีการใช้กังหันก๊าซ aeroderivative ของจีอี อยู่ประมาณ 40 เครื่อง ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งนั้น ได้รับการบำรุงรักษาโดยจีอี จึงทำให้จีอีเป็นผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี aeroderivative อันดับหนึ่งในประเทศไทย

เกี่ยวกับ GE Gas Power
GE Gas Power เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยี บริการ และโซลูชั่นบริหารจัดการพลังงานก๊าซธรรมชาติ ด้วยนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่งและการทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เราผลิตพลังงานที่ล้ำหน้า สะอาดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน นอกจากนี้ เรายังสร้างสรรค์เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตด้วย ด้วยฐานผู้ใช้งานกังหันก๊าซที่ใหญ่ที่สุดของโลก และชั่วโมงทำงานว่า 200 ล้านชั่วโมงทั่วฐานกำลังของ GE เราส่งมอบเทคโนโลยีล้ำสมัยและประสบการณ์หาที่เปรียบไม่ได้ในอุตสาหกรรมในการสร้าง ดำเนินการ และบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซชั้นนำ
หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ge.com/power/gas หรือติดตามข่าวสารได้ทาง Twitter และ LinkedIn
* เครื่องหมายการค้าของ GE อาจมีการจดรับรองในหลายประเทศ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สทน. พร้อมเดินเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอนแห่งใหม่ คาดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากสินค้าฉายรังสีถึง 5,000 ล้านบาทต่อปี

เมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2563 สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้ทำ พิธีเปิดอาคารและเดินเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอน ณ ศูนย์ฉายรังสี เทคโนธานี จังหวัดปทุมธานี โดยมี รศ.นพ. สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมผู้บริหารจาก สทน. ประกอบด้วย ดร. ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ประธานกรรมการบริหาร สทน. และ รศ.ดร. ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

รศ.นพ. สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ประเทศไทยเองได้ออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาหารฉายรังสีมาตั้งแต่ปี 2515 จนกระทั่งไทยได้เริ่มมีการเดินเครื่องฉายรังสีแกมมา และมีการจำหน่ายอาหารฉายรังสีแก่ผู้บริโภคตั้งแต่ปี 2528 ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ที่ศูนย์ฉายรังสี ได้สร้างมาตรฐานของการฉายรังสีให้เป็นที่ยอมรับจากผู้ประกอบการในประเทศ และองค์กรต่างประเทศให้การ ยอมรับว่ามีมาตรฐานที่จะสามารถฉายรังสีให้กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อส่งออกไปยังประเทศปลายทางโดยไม่เกิด ปัญหาใด ๆ โดยในปี 2550 โรงงานฉายรังสีของ สทน. แห่งนี้ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรฯ สหรัฐ ให้เป็นโรงงานที่สามารถฉายรังสีผลไม้ไทย 6 ชนิด เพื่อส่งออกไปสหรัฐอเมริกาได้ ถือเป็นการช่วยเปิดตลาดผลไม้ไทยให้ส่งออกได้มากขึ้น และเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลออสเตรเลียก็ให้การรับรองศูนย์รังสีของ สทน. ให้สามารถฉายรังสีส่งออกไปจำหน่ายที่ออสเตรเลียได้ ทำให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลไม้ไทยไปทั้ง 2 ประเทศได้อีกมากกว่า 100 ตันต่อปี ประเทศไทยได้เล็งเห็นประโยชน์จากการฉายรังสีของ สทน. จึงได้อนุมัติงบประมาณให้ สทน. เพื่อสร้างอาคารและเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอนเพิ่มเติม เพื่อสามารถให้บริการแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ต้องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการฉายรังสีที่นับวันจะมีมากขึ้น ซึ่งแนวทางนี้ก็สอดคล้องกับนโยบายด้าน BCG คือการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร อีกทั้งเทคโนโลยีฉายรังสีด้วยอิเล็กตรอนและรังสีเอ็กซ์ ถือเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้การฉายรังสีผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รศ.ดร. ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผย ว่า ปัจจุบัน สทน. มีเครื่องฉายรังสีที่ให้บริการฉายรังสีแกมมาในเชิงพาณิชย์แก่ผลผลิตทางการเกษตร และ ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป โดยใช้โคบอลต์-60 เป็นต้นกำเนิดรังสี ซึ่งมีความจำเป็นต้องสั่งซื้อเพิ่มเติมทุก ๆ 5 ปี เพื่อ รักษาประสิทธิภาพการให้บริการฉายรังสี แต่ต้นกำเนิดรังสีโคบอลต์-60 จะมีราคาสูงขึ้นทุกปี อีกทั้งเครื่องฉายรังสีที่ใช้อยู่เป็นเครื่องเก่าที่มีอายุการใช้งานมากว่า 30 ปี จึงทำให้มีต้นทุนการให้บริการฉายรังสีที่สูงขึ้น และที่สำคัญ ประสิทธิภาพในการให้บริการฉายรังสีผลไม้ สามารถฉายรังสีได้เต็มที่วันละ 60 ตัน ในขณะที่ความต้องการฉายรังสี ผลไม้ของไทยเพื่อส่งออกไปยังตลาดในสหรัฐอเมริกามีความต้องการฉายรังสีเฉลี่ยวันละ 90 ตัน ดังนั้น ศูนย์ฉาย รังสี สทน. จำเป็นต้องจัดหาเครื่องฉายรังสีเพิ่มเติม เพื่อรองรับการให้บริการในอนาคต จึงได้ริเริ่ม “โครงการเพิ่ม ศักยภาพการฉายรังสีผลิตผลการเกษตรเพื่อการส่งออกด้วยเครื่องเร่งอนุภาค” โดย สทน. ได้รับงบประมาณ 605,300,000 บาท สำหรับจัดหาเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอนพร้อมอาคาร ขนาดของโรงงานฉายรังสีอิเล็กตรอนมี พื้นที่ 12,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นโรงงานฉายรังสีที่ผลิตรังสีจากพลังงานไฟฟ้าที่สามารถผลิตได้ทั้งลำอิเล็กตรอน (Electron beam) และรังสีเอ็กซ์ (x-ray) ซึ่งจะให้พลังงานอิเล็กตรอนไม่เกิน 10 ล้านอิเล็กตรอนโวลต์ ให้รังสี เอ็กซ์พลังงาน 5 ล้านอิเล็กตรอนโวลต์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการฉายรังสีสินค้าทางการเกษตร ให้ได้เพียงพอต่อความ ต้องการของตลาดต่างประเทศและในประเทศ และได้มาตรฐานเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศเรื่องการนำเข้าผลิตผลการเกษตรฉายรังสี สำหรับประสิทธิภาพของเครื่องฉายรังสี สามารถให้บริการฉายรังสีได้ทั้งเครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลไม้สด ได้ในปริมาณที่มากขึ้นในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น

สำหรับผลที่ได้จากโครงการ นอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการฉายรังสีสินค้าเกษตรเพื่อการ ส่งออกแล้ว ยังช่วยลดปริมาณการสั่งซื้อต้นกำเนิดรังสีโคบอลต์-60 ในโรงฉายรังสีแกมมาซึ่งมีราคาสูงขึ้นทุกปี ทั้ง ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายย่อยที่ดำเนินกิจการค้าขายอาหารและผลิตภัณฑ์ฉายรังสี รวมทั้ง สมุนไพรรักษาโรคพื้นบ้าน ผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ฉายรังสี โรงงานฉายรังสีแห่งใหม่นี้จะเป็นโรงงานต้นแบบ และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนทั้งในระดับอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการรายย่อย ขณะนี้อยู่ในช่วงทดลอง การเดินเครื่อง คาดว่าจะเริ่มให้บริการฉายรังสีในเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2564 นี้ เมื่อเดินเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอน อย่างเต็มกำลังแล้ว จะสามารถฉายรังสีผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในระดับพลังงานต่ำสุดได้สูงสุด 230 ตัน/ชั่วโมง และศูนย์ ฉายรังสีของ สทน. จะสามารถฉายรังสีได้ครบทุกประเภทรังสีที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย และคาดว่าจะสร้าง มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศปีละมากกว่า 5,000 ล้านบาท


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอเซอร์ประกาศเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการในศึก PUBG Continental Series 2 APAC

กรุงเทพฯ, 25 สิงหาคม 2563 – เอเซอร์เดินหน้าขับเคลื่อนวงการอีสปอร์ต สนับสนุนศึก PUBG Continental Series 2 (PCS2) APAC ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ สานต่อความสำเร็จจากทัวร์นาเมนต์การกุศล PCS Charity Showdown เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สร้างปรากฏการณ์การร่วมทำบุญออนไลน์ในวงการอีสปอร์ตไว้อย่างสวยงาม กลับมาคราวนี้ เอเซอร์ร่วมกับ PUBG เตรียมปลุกความมันส์ของสนามแข่งออนไลน์ รวมพลคนจริงสู่ทัวร์นาเมนต์ PUBG Continental Series 2 (PCS2) APAC เพื่อเฟ้นหาสุดยอดเซียนเกม PUBG ระดับเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2020

สำหรับทัวร์นาเมนต์ PUBG Continental Series 2 (PCS2) APAC นี้ เอเซอร์ในฐานะผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการจัดเต็มด้วยเกมมิ่งฮาร์ดแวร์เพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ในระหว่างการแข่งขันนี้ นำทัพด้วย Predator Triton 500 สุดยอดเกมมิ่งโน้ตบุ๊คที่การันตีความแรงด้วยขุมพลังจาก 10th Gen Intel® Core™ และกราฟิกการ์ด NVIDIA® GeForce RTX 2080 SUPER™ หรือ 2070 SUPER GPUs พร้อม Max-Q Design มาพร้อมแบตเตอรี่สุดอึดที่สามารถรองรับการใช้งานต่อเนื่องกว่า 7 ชั่วโมง หน้าจอระดับ Full HD IPS เกรดสูง อัตรารีเฟรชเรทสูงถึง 300Hz/1ms มอบประสบการณ์การรับชมภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวได้อย่างไหลลื่นและคมชัด นอกจากนี้ยังมีขบวนขุนพล Acer Nitro 5 เกมมิ่งโน้ตบุ๊คยอดนิยมที่อัพเดทดีไซน์และสเปคมาใหม่สำหรับคอเกม และสุดยอดนักล่าอย่างเกมมิ่งเดสก์ทอป Predator Orion มาพร้อมเกมมิ่งมอนิเตอร์ ที่ให้ทุกมุมมองในสนามรบคมชัด สมจริง ซึ่งนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในเกมมิ่งฮาร์ดแวร์จากเอเซอร์ที่จะพาผู้เล่นไต่ระดับความมันส์ในสมรภูมิรบออนไลน์นี้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

จำนวนทีมที่เข้าร่วมจากแต่ละประเทศ ประกอบด้วย

ตัวแทนจากประเทศเวียดนาม 5 ทีม ได้แก่
Cerberus Esports, GameHome Esports,Divine Esports, DivisionX Gaming, X-Stadium Thu Duc

ตัวแทนจากประเทศไทย 5 ทีม ได้แก่
MSC Theerathon, Buriram United Esports, Daytrade Gaming, Magic Esport, Kaiser Tuna

ตัวแทนจากประเทศอินโดนิเซีย 2 ทีม ได้แก่
Victim Rise, From The Future

ตัวแทนจากประเทศฟิลิปปินส์ 1 ทีม ได้แก่
ArkAngel Predator

ตัวแทนจากประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย 1 ทีม ได้แก่
Battle Arena Elites (Malaysia)

ตัวแทนจากประเทศในแถบโอเชียเนีย 2 ทีม ได้แก่
Fury, Astra

ตารางการแข่งขัน PCS2 APAC

  • สัปดาห์ที่ 1: วันที่ 29 – 30 สิงหาคม
  • สัปดาห์ที่ 2: วันที่ 5  – 6 กันยายน
  • สัปดาห์ที่ 3: วันที่ 12  – 13 กันยายน

สามารถรับชมได้ใน Official PUBG ทุกช่องทาง


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ACCESSTRADE จัดงาน “Performance Growth Summit” สุดยอดสัมมนาออนไลน์สาย Performance Marketing ปี 2020

แอ็กเซสเทรด (ACCESSTRADE) ผู้ให้บริการระบบการตลาดออนไลน์แอฟฟิลิเอตมาร์เก็ตติ้ง ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่แรกในประเทศไทย โดย บริษัท อินเตอร์สเปซ (ประเทศไทย) จำกัด ขอเชิญผู้สนใจร่วมงาน “Performance Growth Summit” สุดยอดสัมมนาออนไลน์สาย Performance Marketing ปี 2020

โดยในการสัมมนาครั้งนี้ ท่านจะได้พบกับวิทยากรชั้นนำด้าน Performance Marketing ของประเทศไทย นำโดย คุณภัทรวุฒิ กุลจันทร์ ผู้บริหารสูงสุด บริษัท อินเตอร์สเปซ (ประเทศไทย) จำกัด , คุณณัฐกรณ์ รัตนชัยสิทธิ์ CEO & Founder Predictive , คุณพีรพล เจนทรัพย์สิน Managing Director Promotions.co.th , คุณสุวิตา จรัญวงศ์ CEO & Co-Founder Tellscore ที่จะมาร่วมแชร์ประสบการณ์ พร้อมแนะแนวทางการทำการตลาดด้วยวิธีที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุด ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน รับชมพร้อมกันผ่านระบบออนไลน์ ในวันที่ 24 กันยายน 2563 เวลา 13.00 น. – 15.30 น.

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนสมัคร ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ https://accesstrade.in.th/performance-growth-summit/ พิเศษ! 60 ท่านแรกที่ลงทะเบียน จะได้รับของขวัญพิเศษจาก แอ็กเซสเทรด (ACCESSTRADE) ประเทศไทย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://accesstrade.in.th/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

5 ยูนิตใหญ่สุดท้าย! Sky Residence ที่ The Ritz-Carlton Residences Bangkok. 2-BR starting from 49 MB.

เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก (The Ritz-Carlton Residences Bangkok) ได้ชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของ “มหานคร” อีกแห่งในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยมูลค่ามากถึง 18,000 ล้านบาท บนพื้นที่รวม 135,000 ตารางเมตร และอาคารแห่งนี้ก็กลายเป็นแลนด์มาร์ก (Landmark) ด้วยเอกลักษณ์ของรูปทรงตึกที่มีความสูงโดดเด่นถึง 314 เมตร ตึกที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯนับตั้งแต่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดตัวในปี 2559

ด้วยศักยภาพโครงการตั้งอยู่ใจกลางธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ นั่นคือ ติดกับสถานีรถไฟฟ้า (BTS) ช่องนนทรี ซึ่งสามารถเชื่อมโยงระหว่างถนนสีลมและสาทรได้สะดวก และที่นี่ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก (The Ritz-Carlton Residences Bangkok) แห่งแรกและแห่งเดียวในกรุงเทพฯในตอนนี้ที่มาพร้อมกับที่พักอาศัยกรรมสิทธิ์ฟรีโฮลด์ จำนวน 209 เรสซิเดนซ์ บนอาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทย พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

พร้อมเข้าอยู่แล้ววันนี้ กับ 5 ยูนิตใหญ่สุดท้าย! ที่ The Ritz-Carlton Residences Bangkok. ขนาด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ (2-Bedrooms, 2-Bathrooms) ขนาดพื้นที่ใช้สอย 135 – 261 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 49 ล้านบาท ติดต่อตัวแทนการขาย Richmont’s Christie’s International Real Estate เพื่อรับรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ 098-883-6562 rcr@richmonts.com และ https://mahanakhon-residences.richmonts.com/ เพราะ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก (The Ritz-Carlton Residences Bangkok) ตั้งอยู่ ณ ส่วนบนของอาคารมหานคร ที่การันตีถึงความเอ็กซ์คลูซีฟในบรรยากาศการพักผ่อนสไตล์เพนท์เฮ้าส์ในกล่องกระจกใสขนาดใหญ่ หรือ สกายบ็อกซ์ พร้อมด้วยวิวที่สวยงามของสวนลุมพินี แม่น้ำเจ้าพระยา และอ่าวไทย ไม่ว่าจะท่านจะเข้าพักอาศัยเอง ซื้อเพื่อการลงทุน หรือเป็นบ้านหลังที่สองสำหรับใช้ชีวิตในช่วงวันหยุดเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มองหาความเป็นอยู่สไตล์ลักชัวรี่ในกรุงเทพฯ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CITE DPU ร่วมเอกชน พัฒนาระบบติดตามสถานะผู้ป่วยบนรถพยาบาลแบบเรียลไทม์

CITE DPU ร่วมเอกชน พัฒนาระบบติดตามสถานะผู้ป่วยบนรถพยาบาลแบบเรียลไทม์ ช่วยทีมแพทย์ประเมินคนไข้ก่อนถึง รพ. พร้อมรักษาได้ทันท่วงที อนาคตมีแนวคิดพัฒนาระบบเชื่อมต่ออุปกรณ์การแพทย์ภายในรถหลากหลายขึ้น หวังช่วยแพทย์รักษาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

การนำผู้ป่วยหรือคนไข้ฉุกเฉิน โดยรถพยาบาล (Ambulance)  ไปยังโรงพยาบาลเพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีนั้น บ่อยครั้งที่แพทย์ไม่อาจทราบถึงรายละเอียดสภาพปัญหา รวมไปถึงสัญญาณชีพของผู้ป่วยและระยะเวลาในการเดินทางมาถึงโรงพยาบาลได้ ในบางครั้งจึงไม่สามารถเตรียมการช่วยเหลือคนไข้ได้อย่างทันท่วงที เพื่อลดการเกิดปัญหาดังกล่าว จึงเกิดโครงการระบบติดตามสถานะของผู้ป่วยและตำแหน่งของรถพยาบาล โดยความร่วมมือของ  วิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) กับ บริษัท Tely 360 จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบทางการแพทย์แบบครบวงจร

ผศ.ดร.ณรงค์เดช กีรติพรานนท์ หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ วิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาระบบติดตามตำแหน่งรถพยาบาลพร้อมสัญญาณชีพของผู้ป่วย เพื่อให้แพทย์ได้ทราบรายละเอียดโดยรวมของผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินสถานการณ์และเตรียมการรักษาได้อย่างเหมาะสมและทันการณ์ โดยปัจจุบันระบบนี้ได้ติดตั้งบนรถพยาบาลไปแล้วกว่า 200 คัน ทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดขอนแก่น อยุธยา เชียงราย ภูเก็ต ยะลา กรุงเทพฯ เป็นต้น

ทั้งนี้ ระบบจะแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วนหลัก โดยส่วนแรกจะเป็นอุปกรณ์ติดกับตัวรถ ซึ่งจะเป็นส่วนที่ทำให้แพทย์ได้มองเห็นสภาพโดยรอบภายในรถรวมถึงสภาพของผู้ป่วยผ่านกล้อง ทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตของผู้ป่วย ฯลฯ   ส่วนที่ 2 จะเป็นส่วนคลาวด์เซิฟต์เวอร์สำหรับเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ป่วย และส่วนที่ 3  เป็นแอพพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ซึ่งจะปรากฏข้อมูลของคนไข้บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้แพทย์สามารถประเมินสถานการณ์ของคนไข้จากข้อมูลที่ปรากฏนี้ได้

“ระบบนี้เป็นแบบเรียลไทม์ จะทำให้ทราบระยะเวลาว่าอีกกี่นาทีที่รถจะถึงโรงพยาบาล มองเห็นสภาพโดยรวมของคนไข้ ความดัน อัตราการเต้นของหัวใจ อาการหนักมากน้อยแค่ไหน  แพทย์จะได้ประเมินและเตรียมการรักษาได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที” ผศ.ดร.ณรงค์เดชกล่าว

ผศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าวในตอนท้ายว่า การพัฒนาระบบขั้นต่อไปในอนาคตมีแนวคิดจะพัฒนาให้ระบบสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์หรือเครื่องมือเฉพาะทางการแพทย์ภายในรถพยาบาลให้ได้หลากหลายมากขึ้น อาทิ เครื่องปั๊มหัวใจ เครื่องวัดปริมาณเลือด/น้ำเกลือ ฯลฯ  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทีมแพทย์พยาบาลในการเตรียมการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Bed อยู่ใน Box” นวัตกรรมที่นอนสำเร็จรูปบรรจุกล่อง

เมื่อไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนไปแบบไม่หยุดนิ่ง อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จึงไม่หยุดพัฒนาสินค้าเพื่อให้ตอบรับทุกความต้องการ ล่าสุดได้คิดค้นนวัตกรรมสินค้าประเภทที่นอน แบรนด์ THERAFLEX กับ ซีรีย์ชุด “ERGOPEDIC” (เออโกพีดิค) “Bed In Box” (เบด อิน บ็อก) ที่นอนสำเร็จรูปในกล่องพร้อมนอน ที่ผสานนวัตกรรมการผลิตด้วยระบบโครงสร้างเพื่อการ Support สรีระ ด้วยวัสดุคุณสมบัติพิเศษถึง 5 ชั้น พร้อมเทคโนโลยีคูลเจลช่วยกระจายความเย็นทุกจุดสัมผัส อีกทั้งยังระบายอากาศ ปรับสมดุลอุณหภูมิร่างกาย ทำให้นอนหลับสบายอย่างต่อเนื่อง โดดเด่นด้วยดีไซน์บรรจุในกล่องช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นกว่าเดิม ขนย้ายง่าย สะดวก เข้าถึงได้ทุกพื้นที่ ตอบรับไลฟ์ไตล์ผู้บริโภคยุค NEW NORMAL

กฤษชนก (เจินนี่) ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจร้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน ของตกแต่งบ้านครบวงจร กล่าวว่า “ต้องยอมรับว่าไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตลอด ชีวิตที่เร่งรีบบวกกับกิจกรรมที่ต้องทำในแต่ละวันมีมากขึ้น หลายคนหันมาดูแลใส่ใจเรื่องของสุขภาพทั้งด้านอาหาร การออกกำลังกาย รวมถึงการนอน ทั้งนี้เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการนอนที่เต็มประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยคลายความเหนื่อยล้าควบคู่กับการฟื้นฟูร่างกายเพื่อพร้อมรับวันใหม่ที่สดชื่น ด้วยปัจจัยดังกล่าวนี้ทำให้ทุกคนต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง โดยเน้นคุณสมบัติและความคุ้มค่าเป็นหลัก ทั้งยังตอบโจทย์นวัตกรรมและคุณสมบัติพิเศษ เพื่อให้เหมาะกับวิถีชีวิตยุค New Normal ในปัจจุบัน

ล่าสุด บริษัทฯ เปิดตัวที่นอนสำเร็จรูปพร้อมนอน ซีรีย์ชุด ERGOPEDIC (เออโกพีดิค) “Bed In Box” (เบด อิน บ็อก) ที่นอนคุณภาพที่ช่วยชาร์จพลังฟื้นฟูร่างกายขณะหลับ ซึ่งหลายคนอาจสงสัย Bed อยู่ใน Box ได้ไง?… เป็นที่มาของการต่อยอดให้เกิดการพัฒนาและออกแบบภายใต้ แบรนด์ “THERAFLEX” (เธอร์ราเฟล็กซ์) ที่นอนนวัตกรรมคุณภาพ ที่รวบรวมคุณสมบัติพิเศษและที่สุดของศาสตร์แห่งการนอน เพื่อให้ตอบโจทย์กับทุกไลฟ์สไตล์สำหรับผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ที่จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น หมดปัญหาเรื่องการขนย้ายที่นอนในแบบเดิมๆ โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตในคอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่จำกัด ดีไซน์โมเดิร์น บรรจุในกล่องให้ง่ายต่อการขนย้าย ประหยัดเวลา สามารถเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ด้วยขนาด W36xD36xH162 ซ.ม. สำหรับที่นอน 5 ฟุต และ ขนาด W36xD36xH193 ซ.ม. สำหรับ ที่นอน 6 ฟุต ที่พร้อมใช้งานด้วย 3 ขั้นตอนง่ายๆ คือ เปิดกล่อง, ตัดออก และ (กางออก) พร้อมนอน

ERGOPEDIC (เออโกพีดิค) “Bed In Box” (เบด อิน บ็อก) เป็นที่นอนที่ผลิตมาให้มีโครงสร้าง Support เสมือนกล้ามเนื้อของร่างกาย กับ 2 รุ่นคือ LUMINOS (ลูมินอส) และ รุ่น LAMAINA (ลาไมนา) ที่ช่วยยกระดับการนอนให้มีประสิทธิภาพพร้อมกับการชาร์จพลัง ENERGY ENHANCE+ผสมผสานด้วยวัสดุพิเศษ 5 ชั้น ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้โอบรับสรีระฟื้นฟูร่างกายและสัมผัสถึงความผ่อนคลาย ของเทคโนโลยี ALL COOL! ด้วย Cooling fabric : ที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่นทุกเช้าตื่นนอน, Ever feel Cool pad : กระจายความเย็นสบายทุกจุดสัมผัส, memory foam : สามารถจดจำสรีระการนอน ทำให้รู้สึกโอบรับร่างกายได้เป็นอย่างดี, Natural Latex : ช่วยลดอาการปวดเมื่อยรองรับน้ำหนักได้ดีด้วยวัสดุยางพาราธรรมชาติ, Physical active foam : เพิ่มความยืดหยุ่นขณะพลิกตัว ช่วยลดแรงเสียดทานขณะลงน้ำหนักตัวและทำให้การไหลเวียนเลือดในร่างกายแบบไม่สะดุด ซึ่งเหมาะกับทุกวัย รวมถึงผู้สูงอายุ, Egg crate foam ชั้นโฟมพิเศษ ที่ออกแบบด้วยรูปทรงเหมือนแผงไข่เพิ่มความยืดหยุ่นในการลงน้ำหนักหรือขณะพลิกตัว และ Base Foam ฐานโฟมชั้น Support ที่ช่วยให้ที่นอนคงตัวนาน สามารถยืดอายุการใช้งานได้ยาวนานมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าคุณสมบัติของ ULTRA LAYER! ใน ERGOPEDIC ที่คิดและออกแบบมาการันตีว่า “Bed in Box” Best ที่สุดของที่นอนสำเร็จรูปที่อยากให้ทุกคนได้สัมผัส เพื่อให้ประสิทธิภาพการนอนของคุณสมบูรณ์แบบ โดยมีให้เลือก 2 ขนาด ทั้ง 5 ฟุต เริ่มต้นที่ราคา 28,900.- และขนาด 6 ฟุต เริ่มต้นราคา 29,900.-

พบกับที่นอนนวัตกรรม ERGOPEDIC (เออโกพีดิค) “Bed In Box” (เบด อิน บ็อก) ที่นอนสำเร็จรูปแค่ “เปิดกล่อง ตัดออก พร้อมนอน” มาทดลองนอนได้ที่ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือช้อปออนไลน์ที่ www.indexlivingmall.com/ergopedic สอบถามเพิ่มเติม โทร.1379


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ทรูมันนี่และแอสเซนด์ นาโน เปิดตัวนวัตกรรมการเงิน “Micro Credit บริการยืมก่อน คืนทีหลัง” ครั้งแรกในไทย!

ปรากฏการณ์ใหม่เพิ่มสุขลูกค้าทรู…ทรูมันนี่ และ แอสเซนด์ นาโน เปิดตัวนวัตกรรมการเงิน “Micro Credit บริการยืมก่อน คืนทีหลัง” ครั้งแรกในไทย! เพิ่มสภาพคล่องให้ลูกค้าทรูมูฟ เอชรายเดือน และผู้ถือบัตรทรูการ์ด ใช้จ่ายไม่สะดุด ผ่านอีวอลเล็ท

มีเพียงบัตรประชาชนใบเดียวสมัครได้เลยวันนี้ที่ทรู ช็อปทั่วประเทศ รู้ผลอนุมัติทันทีพร้อมรับวงเงินสูงสุดถึง 4 เท่า* ของยอดบิลรายเดือนและโปรโมชั่นพิเศษดอกเบี้ย 0% ในเดือนแรก*

กรุงเทพฯ, 24 สิงหาคม 2563 – ทรูมันนี่ และแอสเซนด์นาโน ผนึกกำลังกลุ่มทรู เผยโฉมนวัตกรรมการเงินล่าสุด “Micro Credit” บริการยืมก่อน คืนทีหลัง ร่วมสร้างปรากฏการณ์ใหม่เพิ่มสุขลูกค้าทรู กับข้อเสนอวงเงินเพิ่มสภาพคล่องเพื่อใช้จ่ายชีวิตประจำวันแบบ New Normal ให้แก่ผู้ถือบัตรทรูการ์ด ทั้ง 5 กลุ่ม ได้แก่ ทรูแบล็ค ทรูเรด ทรูบลู ทรูกรีน และทรูไวท์ ที่เป็นลูกค้าทรูมูฟเอชแบบรายเดือน และมีประวัติการชำระค่าบริการดี ไม่มียอดคงค้าง โดยลูกค้าจะได้สิทธิพิเศษเป็นวงเงินให้ยืมก่อน คืนทีหลัง โดยสามารถนำเงินที่ได้รับการอนุมัติไปใช้จ่ายผ่านแอปฯ ทรูมันนี่วอลเล็ท วงเงินสูงสุดถึง 4 เท่าของยอดบิลรายเดือน (ไม่เกิน 10,000 บาท) และเลือกผ่อนชำระได้นานสูงสุด 3 เดือน สมัครง่ายเพียงใช้บัตรประชาชนติดต่อที่ทรู ช็อป ทุกสาขาทั่วประเทศ รู้ผลอนุมัติทันที และพิเศษ! โปรโมชั่นดอกเบี้ย 0% ในเดือนแรก* ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2563

นายธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า “ด้วยพันธกิจของ ทรูมันนี่ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet และ แอสเซนด์ นาโน ที่มุ่งช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงนวัตกรรมทางการเงินที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัลให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยลดขั้นตอนและเงื่อนไขการให้บริการ ล่าสุด ได้ร่วมมือกับกลุ่มทรูนำเสนอนวัตกรรมการเงิน “Micro Credit บริการยืมก่อนคืนทีหลัง”

โดย บริษัท แอสเซนด์ นาโน จำกัด พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ด้านการเงินให้แก่ลูกค้าทรูมูฟ เอช แบบรายเดือน สามารถใช้วงเงินผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet ซึ่งจากการทดลองเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากจุดเด่นของขั้นตอนการสมัครที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องใช้เอกสาร ลูกค้าที่สนใจเพียงนำบัตรประชาชนติดต่อที่ทรู ช็อป และจะได้รับแจ้งผลการอนุมัติทันทีผ่านโทรศัพท์มือถือ แตกต่างกับการขอสินเชื่อส่วนบุคคลอื่นๆ ที่ลูกค้าต้องเดินทางไปยื่นเอกสารหลายรายการและรอผลอนุมัติข้ามวันถึงเป็นสัปดาห์ ซึ่งนับเป็นการปฎิวัติวงการสินเชื่อรูปแบบใหม่ครั้งแรกในไทย โดยพร้อมแล้ววันนี้ ที่จะอำนวยความสะดวกสบายในการใช้จ่ายให้กับลูกค้าทรูมูฟ เอช รายเดือนกว่า 8.6 ล้านรายที่ทรู ช็อปทุกสาขาทั่วประเทศ”

นายฐานพล มานะวุฒิเวช ผู้จัดการทั่วไป ด้านการผสานสิทธิประโยชน์ลูกค้า บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มทรูเดินหน้ามอบความสุขให้ลูกค้าคนสำคัญ มุ่งคัดสรรสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่าในหลากหลายรูปแบบเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของลูกค้ากลุ่มทรู และครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของกลุ่มทรูที่จะนำเสนอสิทธิพิเศษที่แตกต่าง สร้างปรากฎการณ์ความสุขรูปแบบใหม่ให้ลูกค้าทรูเป็นครั้งแรกในไทย โดยได้ร่วมกับทรูมันนี่ และ แอสเซนด์ นาโน นำเสนอนวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบ Micro Credit โดยลูกค้าจะได้สิทธิพิเศษเป็นวงเงินให้ยืมก่อน คืนทีหลัง เพิ่มสภาพคล่องในการใช้จ่ายให้ลูกค้ากลุ่มทรูทั้ง 5 กลุ่ม ได้แก่ ลูกค้าทรูแบล็ค ทรูเรด ทรูบลู ทรูกรีน และทรูไวท์ ที่เป็นลูกค้า ทรูมูฟเอชแบบรายเดือน มีประวัติการชำระค่าบริการดี ไม่มียอดคงค้าง เพียงแสดงบัตรประชาชนและแจ้งเบอร์ทรูมูฟ เอช แบบรายเดือนก็สามารถสมัครบริการได้ที่ทรู ช็อป เพื่อรับสิทธิพิเศษเป็นวงเงินไว้ใช้จ่ายได้ทันที ณ ร้านค้าที่รับชำระด้วย TrueMoney Wallet นอกเหนือจากสิทธิพิเศษในส่วนของวงเงินให้ยืมก่อน คืนทีหลังแล้ว ลูกค้าทรูยังสามารถเชื่อมบัญชี TrueMoney Wallet กับบัตรทรูการ์ด เพื่อรับสิทธิการได้รับทรูพอยท์คืน สูงสุดถึง 3 เท่า สำหรับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ผูกกับบัญชี TrueMoney Wallet ทุก 25 บาท ทั้งนี้ เพื่อไว้แลกเป็นความสุขพิเศษอื่นๆ อีกมากมายทั่วประเทศ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า บริการ Micro Credit และสิทธิพิเศษต่างๆ นี้ จะสามารถเติมเต็มไลฟ์สไตล์ในยุคดิจิทัล โดยทรูไว้วางใจมอบวงเงินให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การใช้จ่ายที่มีความสุขมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น”

Micro Credit บริการยืมก่อนคืนทีหลัง เป็นนวัตกรรมทางการเงินล่าสุดจากบริษัท แอสเซนด์ นาโน จำกัด โดยใช้ Alternative Data อาทิ ข้อมูลการชำระค่าบริการของลูกค้า มาประกอบกับข้อมูลด้านอื่นในการพิจารณาให้วงเงิน แทนการใช้เอกสารรายได้เหมือนสถาบันการเงินทั่วไป ในขั้นตอนการสมัครไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารใดๆ นอกจากบัตรประชาชนในการยืนยันตัวตน อีกทั้งกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นสมัคร การอนุมัติยอดเงิน จนถึงสามารถใช้เงินได้ เฉลี่ยอยู่เพียง 5 นาทีเท่านั้น โดยในช่วงแรกจะให้บริการแก่ลูกค้าทรูมูฟ เอชแบบรายเดือน จากนั้นจึงจะขยายไปยังลูกค้าทรูกลุ่มอื่นๆ รวมถึงลูกค้าทั่วไปในอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถคลิกอ่านขั้นตอนการสมัคร คุณสมบัติผู้สมัคร รวมถึงเงื่อนไขและรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ https://www.truemoney.com/loans-microcredit หรือโทรติดต่อที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าของบริษัท แอสเซนด์ นาโน จำกัด โทร.1240 กด 3 (จันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30 – 20.00 น. เสาร์ – อาทิตย์ เวลา 10.00 – 20.00 น.)

*หมายเหตุ
1. ให้บริการสินเชื่อ Micro Credit โดย บริษัท แอสเซนด์ นาโน จำกัด (“บริษัทฯ”)
2. บริการสินเชื่อสำหรับลูกค้าที่ตรงตามคุณสมบัติที่บริษัทฯ กำหนดเท่านั้น
3. วงเงินสูงสุดตามประเภททรูการ์ด สูงสุดคือ 4 เท่าของรอบบิลทรูรายเดือน แต่ไม่เกิน 10,000 บาท
4. ระยะเวลาแบ่งจ่าย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทฯ (สูงสุด 3 เดือน)
5. ดอกเบี้ยโปรโมชั่น 0% เฉพาะเดือนแรก ของทุกการเบิกใช้สินเชื่อภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2563
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยปกติของบริษัทฯ อยู่ที่ 24% ต่อปี
6. การเบิกใช้สินเชื่อ เงินจะโอนเข้าบัญชีทรูมันนี่ วอลเล็ทซึ่งผูกกับเบอร์โทรศัพท์ตามที่ลูกค้าระบุในคำขอ
7. เงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เมโทรซิสเต็มส์ฯ มอบเครื่องพริ้นพร้อมถ่ายเอกสารให้แก่โรงเรียนบ้านเขาพรุเสม็ด

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC ได้มอบเครื่องพิมพ์พร้อมถ่ายเอกสาร ให้แก่ โรงเรียนบ้านเขาพรุเสม็ด ตำบลวังคีรี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ตรัง เขต 2 ซึ่งเปิดทำการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวนนักเรียนทั้งหมด 68 คน เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษา และพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จัดกิจกรรมเอาใจคู่ค้า แจกจริง! “รักร้าน ลุ้นล้าน” ของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท

สิ้นสุดไปอย่างสวยงาม เมื่อเร็วๆ นี้กับ กิจกรรมสุดอลังฯ เอาใจร้านไฟฟ้า “รักร้าน ลุ้นล้าน” มอบความรัก 2 ต่อ จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) รวมมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท

ต่อแรกจัดหนักไม่ต้องลุ้น เพียงซื้อผลิตภัณฑ์กลุ่มสวิตช์-เต้ารับ ผลิตภัณฑ์กลุ่มสแควร์ดี ผลิตภัณฑ์กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไป และมียอดซื้อสะสมตรงตามเงื่อนไข รับทันที เครื่องฟอกอากาศ เสี่ยวหมี่ หรือ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซี-ไลค์  (ของสมนาคุณตามกติกายอดการสั่งซื้อ)

ต่อที่สองลุ้นรางวัลใหญ่ จัดทัพมาทั้งรถกระบะ โตโยต้า รีโว 1 รางวัล  รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ 10 รางวัล  ทองคำหนัก 1 บาท อีก 15 รางวัล มูลค่ากว่า 1,500,000 บาท

งานนี้นำทีมนำโชคโดย นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย ประธานบริษัท ดูแลกลุ่มคลัสเตอร์ ประเทศไทย ลาวและเมียนมาร์ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โดยได้มีการมอบของรางวัลและของสมนาคุณไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยแคมเปญนี้เป็นหนึ่งในเจตนารมณ์ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่จะเติบโตไปด้วยกันกับร้านไฟฟ้า ในการฟันฝ่าอุปสรรคไปด้วยกัน และเพื่อเป็นการขอบคุณร้านไฟฟ้าที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์มาตรฐานระดับโลกจากชไนเดอร์ อิเล็คทริค อีกด้วย


Exit mobile version