Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CAT จับมือ เอ็ม เอส ไอ จี ลุยประกันภัยไซเบอร์

CAT ผนึกกำลัง เอ็ม เอส ไอ จี ลุยตลาดประกันภัยไซเบอร์ คุ้มครองธุรกิจจากการคุกคามทางไซเบอร์ครอบคลุมทั่วโลก พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่วยเหลือตลอด 24 ชม. ชี้ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพื่อรับมือกับผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ทุกรูปแบบ โดยตั้งเป้ากวาดเบี้ย 100 ล้านบาท

พันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เปิดเผยว่า โครงการ “ประกันภัยความเสี่ยงภัยไซเบอร์” เป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากการมองเห็นแนวโน้มความเสี่ยงภัยทางไซเบอร์ ซึ่งในปัจจุบันมีความรุนแรงและมีมูลค่าความเสียหายเพิ่มสูงขึ้น สามารถส่งผลกระทบได้กับธุรกิจในทุกภาคส่วน ซึ่งการบริหารจัดการกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ประกอบธุรกิจอาจไม่สามารถประเมินและควบคุมได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้น ดังนั้น จึงเกิดความร่วมมือขึ้นระหว่าง 2 หน่วยงาน คือ CAT ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและให้บริการด้าน IT Security ที่มีประสบการณ์กว่า 13 ปี ผนวกกับ เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย มืออาชีพด้านประกันภัย ร่วมกันพัฒนากรมธรรม์ประกันภัย ที่พร้อมจะช่วยดูแลทางด้านความปลอดภัยและดูแลค่าใช้จ่ายให้กับธุรกิจหากเกิดภัยไซเบอร์ขึ้น
“ภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะตกเป็นเหยื่อเมื่อไหร่ และผลกระทบจะรุนแรงมากน้อยเพียงใด ประกันภัยไซเบอร์จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างอุ่นใจ CAT และ เอ็ม เอส ไอ จี จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการรับโอนความเสี่ยง ปกป้องธุรกิจจากภัยคุกคามไซเบอร์ และเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จสำหรับภาคธุรกิจ”

นายรัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เอ็ม เอส ไอ จี และกสท โทรคมนาคม ต่างเล็งเห็นความสำคัญของภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เช่น ระบบคอมพิวเตอร์โดนแฮ็กหรือเสียหายโดยโปรแกรมมัลแวร์/ไวรัส และการรั่วไหลหรือเปิดเผยข้อมูลซึ่งเป็นความลับ รวมถึงการโดนก่อกวนจากหลายอุปกรณ์พร้อมๆ กันจนระบบปฏิบัติการออนไลน์ล่ม เราจึงร่วมกันพัฒนากรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยไซเบอร์นี้ขึ้นมา กรมธรรม์ประกันภัยไซเบอร์จะเข้ามาบรรเทาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น หลังจากผู้เอาประกันภัยโดนคุกคามหรือโจมตี นอกจากนี้ เอ็ม เอส ไอ จียังมีบริการให้คำปรึกษาวิธีรับมือจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้กับผู้เอาประกันภัยตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก”

“กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยไซเบอร์ของเอ็ม เอส ไอ จี ถูกออกแบบมาเพื่อธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ธุรกิจ SME ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ โดยมีจุดเด่นคุ้มครองค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังจากการโดนคุกคามทางไซเบอร์ในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่อความเสียหายออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือความเสียหายต่อผู้เอาประกันภัย เช่น ค่าใช้จ่ายที่ต้องดำเนินการตรวจสอบหรือสอบสวนเหตุการณ์ ค่าใช้จ่ายในการกอบกู้ข้อมูล ค่าใช้จ่ายในการจัดจ้าง PR เพื่อแถลงความเสียหายหรือแจ้งแก่สาธารณะ ค่าใช้จ่ายในการไถ่ถอนระบบคอมพิวเตอร์จากการเรียกค่าไถ่ หรือแม้กระทั่งค่าปรับจากการถูกลงโทษโดยหน่วยงานที่กำกับดูแล และความเสียหายส่วนที่สองคือความเสียหายของผู้เอาประกันภัยต่อบุคคลภายนอก เช่น ค่าใช้จ่ายตามกฎหมายที่ผู้เอาประกันภัยต้องชดใช้ต่อบุคคลภายนอกและค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี” นายรัฐพลกล่าว

กรมธรรม์ประกันภัยเสี่ยงภัยไซเบอร์จะช่วยให้ผู้เอาประกันภัยสามารถกอบกู้และดำเนินธุรกิจต่อได้ ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถเลือกความคุ้มครองได้เองตามประเภทของธุรกิจ และจำนวนวงเงินจำกัดความรับผิดที่ต้องการ สำหรับเป้าหมายของโครงการประกันภัยความเสี่ยงภัยไซเบอร์ที่เอ็ม เอส ไอ จี ร่วมมือกับ CAT นี้ คาดว่าจะมีลูกค้าเข้าร่วมโครงการทำประกันภัยมากกว่า 2,000 ราย และเบี้ยมีประกันภัย 100 ล้านบาทภายในระยะเวลา 2 ปี

เกี่ยวกับ บมจ.เอ็ม เอส ไอ จี (ประเทศไทย)

บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำในประเทศไทย ที่ให้บริการรับประกันวินาศภัย เช่น รถยนต์ อุบัติเหตุส่วนบุคคล อัคคีภัยบ้านและทรัพย์สิน ความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก ประกันภัยขนส่งทางทะเลและอากาศและอื่น ๆ มากกว่า 120 ปี บริษัทฯ พร้อมให้บริการด้วยบุคคลากรกว่า 800 คน และมีสาขา 19 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นม 137 ดีกรี รับรางวัลผลิตภัณฑ์นวัตกรรม จากนิตยสาร Business+

นางสาวอริสา กุลปิยะวาจา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายนมอัลมอนด์ นมวอลนัท และนมพิสตาชิโอ แบรนด์ 137 ดีกรี รายแรกของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รับมอบรางวัล PRODUCT INNOVATION AWARDS 2020 จาก รศ. ดร. จักษ์ พันธ์ชูเพชร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

โดยได้รับคัดเลือกจากการสำรวจผลความนิยมของผู้บริโภคทางสื่อออนไลน์ ให้เป็นสินค้านวัตกรรมประเภทไลฟ์สไตล์ กลุ่มผลิตภัณฑ์นมทางเลือก โดยนิตยสาร Business+ ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิจากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ณ C ASEAN Ratchada กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

พบกับไทยเฮิร์บ ในงาน มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 17

บริษัท ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จำกัด บริษัทร่วมทุนขององค์การเภสัชกรรม (ไทยเฮิร์บ) เตรียมขนสินค้าสมุนไพรของบริษัท อาทิ ฟ้าทะลายโจร นฤมิต เครื่องดื่มสมุนไพรจากขิง เห็ดหูหนู พุทราจีน ไทยเฮิร์บเฟรซ ลูกอมสมุนไพรรสชาติต่าง ๆ พร้อมเปิดตัวสินค้าใหม่ เคอร์คูมินโปร และลินชี่โปร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรและโปรไบโอติก ภายในงาน กว่า 60 รายการ เข้าร่วมงาน มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ โดยเตรียมพบกับโปรโมชั่นสินค้าราคาสุดพิเศษ และกิจกรรมต่างๆภายในบูธของไทยเฮิร์บ โดยภายในงานยังพบกับบูธแสดงสินค้าสมุนไพรคุณภาพสุดพรีเมี่ยมจากทั่วฟ้าเมืองไทย จากสมาชิกผู้ประกอบการของกรมการแพทย์แผนไทยฯ อีกมากมาย ในระหว่างวันที่ 2-6 กันยายน 2563 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี บูท X49-X50 ฮอลล์ 10-12
สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiherbinfo.com/th Facebook : Herbalshopthailand
Line : @Herbalshopthailand


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สทน. เปิดอาคารและเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอนแห่งใหม่

รศ.นพ. สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร. ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ประธานกรรมการบริหาร สทน. และ รศ.ดร. ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ร่วมกันทำพิธีเปิดอาคารและเดินเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอน มูลค่า 605,300,000 บาท บนพื้นที่ 12,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นโรงงานฉายรังสีที่ผลิตรังสีจากพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งลำอิเล็กตรอน (Electron beam) และรังสีเอ็กซ์ (x-ray) สามารถให้บริการฉายรังสีได้ทั้งเครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลไม้สด ได้ในปริมาณที่มากในระยะเวลาที่รวดเร็ว

โดยศูนย์ฉายรังสีของ สทน. แห่งใหม่นี้ สามารถฉายรังสีได้ครบทุกประเภทรังสีที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย และคาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศปีละมากกว่า 5,000 ล้านบาท ณ ศูนย์ฉายรังสี เทคโนธานี จังหวัดปทุมธานี เมื่อเร็วๆนี้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สดช. ผนึก กสทช. CAT AIS TRUE ปั้น Smart Sign On สำเร็จ ลงทะเบียนครั้งเดียวใช้ไวไฟ @TH Wi-Fi ฟรี

สดช. ดึงความร่วมมือ กสทช. CAT AIS และ TRUE เปิดตัวบริการ Smart Sign Onเพิ่มความสะดวกประชาชน ลงทะเบียนครั้งเดียวกับ @TH Wi-Fi ใช้งาน Free Wi-Fi ได้จากผู้ให้บริการทุกรายที่เข้าร่วม

นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)เป็นประธานในงานเปิดตัวโครงการ Smart Sign On เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของประเทศที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการจากภาครัฐ ดังนั้นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจึงมุ่งส่งเสริการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเทอร์เน็ตมาเป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ช่วยกระจายโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจในระดับฐานรากให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น สอดรับกับวิสัยทัศน์ที่ต้องการผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศไทย 4.0
“โครงการที่จัดทำขึ้นนี้ นอกจากจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชนแล้ว ยังมีอีกมิติหนึ่งคือการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการผลักดันและสร้างสิ่งดี ๆ ซึ่งจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติไปสู่อนาคตได้อย่างเข้มแข็ง และก่อให้เกิดความภูมิใจในการสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวมร่วมกัน”

นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)ยังกล่าวถึงการริเริ่มจัดทำโครงการ Smart Sign On ว่าเกิดจกความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการให้สะดวกยิ่งขึ้น โดยจัดให้มีระบบตรวจสอบสิทธิ์การเข้าใช้บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะที่เชื่อมโยงกับข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครอง รวมทั้งบูรณาการร่วมกับโครงการบริการอินเทอร์เน็ตชายขอบ ซึ่งผู้ใช้บริการลงทะเบียนเพียงครั้งเดียว แต่จะสามารถใช้บริการ Free WiFI ได้จากผู้ให้บริการทุกรายที่เข้าร่วมโครงการ เช่น โครงการ Smart City จังหวัดภูเก็ต โครงการบริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะสู่ชุมชนรวมทั้งการให้บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะขอผู้ให้บริการภาคเอกชน โดยประชาชนทั่วประเทศ ทั้งที่เป็นผู้ใช้งานใหม่และผู้ใช้งานรายเดิมสามารถเข้าใช้งาน Fee WiFi นี้ได้ในชื่อบริการ @TH WiFi ด้วย Username และ Password เดียวกันทั้งในรูปแบบWeb Portal และ Mobile Application

“การจัดทำโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ และบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตชั้นนำ โดยเฉพาะ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวมทั้ง บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมบูรณาการในการพัฒนาการให้บริการระบบตรวจสอบสิทธิ์การเข้าใช้งาน (Smart Sign On) ได้เป็นผลสำเร็จ โดยในขณะนี้ประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวสามารถใช้งานได้แล้วที่จุดให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายฟรีในที่สาธารณะที่กระจายอยู่ตามสถานที่ชุมชน อาทิ สถานศึกษา สถานบริการภาครัฐ สถานีขนส่ง รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศ” นางวรรณพร กล่าว


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

พรีไซซ” คว้างานการไฟฟ้านครหลวง MEA จ่อรับ 220ลบ. มั่นใจส่งมอบ Smart Load Break Switch ได้ครบเร็วกว่าสัญญาภายในสิ้นปี 63

บริษัท พรีไซซ อีเลคโทร-แมคคานิเคิล เวอร์คส์ จำกัด หรือ PMW ภายใต้สายธุรกิจ Power Distribution & Energy Management ในเครือบริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRECISE ผู้นำด้านการพัฒนาไฟฟ้าและพลังงานอย่างครบวงจร ภายใต้ธรรมภิบาลและความเป็นมืออาชีพ โชว์ผลงานส่งมอบ Smart Load Break Switchให้กับการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA ได้ครบเร็วกว่าสัญญาภายในสิ้นปี 63 แน่นอน โดยได้รับสัญญาซื้อขาย 24 KV 600 A Pole-mounted Load Break Switch 3 phase without voltage transformer และ Telecontrol Device จำนวน 1,440 ชุด จากการเข้าร่วมประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding)

นายวิทูร เจียมจิตต์ตรง ประธานกรรมการ บริษัท พรีไซซ อีเลคโทร-แมคคานิเคิล เวอร์คส์ จำกัด (PMW) เปิดเผยว่า “พรีไซซเองมีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานมากว่า 37 ปี ทั้งนี้สินค้าและบริการของพรีไซซนั้นยังมีความหลากหลายและตอบโจทย์ตามความต้องการอีกหลายด้านที่ครอบคลุม ทั้งหม้อแปลงพรีไซซ ตู้MDB ฟิวส์ สวิตซ์ อุปกรณ์ตัดตอนไฟฟ้า ฯลฯ และรวมไปถึงกลุ่มพลังงาน ที่มีการนำระบบที่ช่วยการประหยัดพลังงาน เช่น ระบบ PEMS โซลาร์รูฟท็อป และระบบ Total Customer Solution ที่สามารถช่วยลดและประหยัดพลังงานได้จริงและครบจบในกระบวนการเดียวที่พรีไซซ เรายังเป็นบริษัทฯเอกชนรายแรกๆที่ภาครัฐให้ความไว้วางใจในการเลือกใช้สินค้าและความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานนี้เองทำให้มีผลงานกับทางภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศมากมาย โดยโครงการ Smart Load Break Switch จำนวน 1,440 ชุดนี้พรีไซซส่งมอบให้กับการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA โดยมีจุดประสงค์ติดตั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจ่ายไฟฟ้าในกรุงเทพและปริมณฑล ที่ได้มีการส่งมอบไปแล้วจำนวน 750 ชุด และเริ่มติดตั้งใช้งานแล้วในเขตกรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือน มิถุนายน ที่ผ่านมา ในรายละเอียดสัญญามีการแบ่งออกเป็น 10 งวดในการส่งมอบ ซึ่งตามสัญญากำหนดส่งมอบให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี2564 แต่ด้วยกำลังการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถผลิต LBS ได้ 300 ชุดต่อเดือน ทำให้ PMW จะสามารถส่งมอบ Smart Load Break Switch ได้ครบก่อนสัญญาภายในสิ้นปี 63 นี้ โดยปัจจุบันทางพรีไซซได้ส่งมอบผลงานไปแล้ว 5 งวด และกำลังทยอยส่งมอบต่อไปจนครบสัญญา เมื่อส่งมอบและติดตั้งครบแล้วจะได้รับรายได้ตามมูลค่าสัญญเป็นมูลค่ากว่า 220 ล้านบาท”

“Smart Load Break Switch ของพรีไซซในสัญญานี้ เป็นสวิตช์สำหรับตัดต่อระบบไฟฟ้าแรงสูง 24kV มีความสามารถเปิดวงจรในระบบจำหน่ายไฟฟ้าขณะที่มีกระแสโหลดได้สูงสุดถึง 630A และรองรับการสั่งงานผ่านระบบรีโมทระยะไกลจากศูนย์สั่งการ โดยผ่านตัวกลางเป็นสายไฟเบอร์ออฟติก ที่มีเสถียรภาพสูง โดยสินค้ารุ่นนี้ได้รับพัฒนา ให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นกว่าเดิม มีการใช้งานที่ง่ายขึ้น ออกแบบให้มีส่วนประกอบชุดกลไกขับเคลื่อนลดลงถึง 70% ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ยังมีน้ำหนักลดลงจากรุ่นเดิมถึง 40% มีขนาดที่เล็กลงกว่าเดิม 20% ทำให้การติดตั้งใช้งานสะดวกและรวดเร็ว โดยมีการออกแบบภายใต้มาตรฐานสากล IEC 62271-103 และผ่านการทดสอบ Type Test จากห้องทดสอบ Korea Electrotechnology Research Institute (KERI) จากประเทศเกาหลีใต้ ปีนี้เรายังมั่นใจว่า พรีไซซเดินหน้าเตรียมยื่นประมูลงานด้านไฟฟ้าและพลังงานอย่างต่อเนื่อง ที่เริ่มจะเปิดประมูลแข่งขันในช่วงหลังของปีนี้ หลังจากเจอพิษของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้มีการหยุดชะงักไปในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทฯมองว่า ภาพรวมธุรกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ จะกลับเข้าสู่ภาวะการแข่งขันของธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดที่มีสถานการณ์ดีขึ้นในประเทศไทย คาดว่างานประมูลในช่วงหลังจากนี้ ทั้งของ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน จะเริ่มทยอยประกาศออกมาเพิ่มมากขึ้น และการแข่งขันในตลาดส่งออกต่างประเทศก็ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทางพรีไซซก็ดำเนินงานอยู่ในการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศใกล้เคียง เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และฟิลิปปินส์ เนื่องจากกลุ่มประเทศดังกล่าวยังคงมีความต้องการสินค้าที่เกี่ยวเนื่องไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทิศทางของพรีไซซในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตได้ดี และในช่วงที่ผ่านมาบริษัทยังไม่ได้รับกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดมากนัก เนื่องจากมีการปรับแผนต่างๆตามสถานการณ์ตลอดช่วง ส่งผลให้พรีไซซในครึ่งปีหลังนี้มีผลงานเติบโตอย่างโดดเด่นอย่างมีนัยสำคัญ” นายวิทูรกล่าวปิดท้าย

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ พรีไซซ สามารถชมสินค้าและนวัตกรรมการลดพลังงานอัจฉริยะ หรือดูรายละเอียดได้ที่ https://preciseproducts.in.th/ และ Line Official ID : @preciseproducts หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร. (+66) 02-584-2367 และ (+66)63 -227-2871


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แอคเซสพอยต์อัจฉริยะตัว Top จากหัวเว่ย ผสานเทคโนโลยี 5G เชื่อมต่อไร้สายเต็มสปีด

สัมผัสความเร็วไร้สายในระดับ 10.75 Gbps เสมือนใช้สายไฟเบอร์ ด้วยผลิตภัณฑ์แอคเซสพอยต์รุ่นแฟล็กชิป Huawei AirEngine 8760-X1 Pro มาตรฐานล่าสุด IEEE 802.11ax รองรับงานทราฟฟิกหนักๆ ได้อย่างมั่นใจ โดดเด่นกว่าใครด้วยการผสานอัลกอริธึ่มการทำงานแบบอัจฉริยะจากนวัตกรรม 5G พร้อมให้บริการเครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างกว่าเคย ตอบโจทย์การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายได้อย่างราบรื่นเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นห้องประชุมขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล รวมถึงพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานหนาแน่น

คุณสมบัติเด่น:

  • 16 Spatial Streams: เสาอากาศอัจฉริยะ 16 Spatial Streams รับประกันการรับส่งข้อมูลพร้อมกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยเพิ่มอัตราขยายสัญญาณอย่างมีประสิทธิภาพ
  • IoT Slot แบบ Built-in: เชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ต่างๆ ได้ทันที เช่น BLE 5.0, ZigBee, RFID และ Thread
  • รองรับ GPON ได้อย่างสะดวกง่ายดายด้วยพอร์ต SPF+ ที่ติดตั้งมาในตัว แอคเซสพอยต์
  • ความเร็วสูง: มอบความเร็วที่เสถียรในระดับ 10.75 Gbps เปิดประสบการณ์ไร้สายสำหรับการใช้งานหนักๆ หลากหลายรูปแบบ ทั้ง AR, VR, Video Conference รวมถึง Application IoT

ข้อมูลเพิ่มเติม: e.huawei.com/th, ช่องทางติดต่อ: Facebook.com/HuaweiEnterpriseThailand


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส (OfficeMate Plus+) รุกหนักธุรกิจแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้ออุปกรณ์สำนักงานเพื่อธุรกิจ มั่นใจอีก 5 ปี จะขยายได้ถึง 150 สาขา

นางสาววิลาวรรณ ฤกษ์เกรียงไกร  กรรมการผู้จัดการใหญ่ ออฟฟิศเมท พลัส ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ SMEs ทั่วไทย ร่วมพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ปลดล็อคขีดความสามารถในการขายและการสร้างรายได้ ไปกับ “แฟรนไชส์ ออฟฟิศเมท พลัส (OfficeMate Plus+)” ร้านแฟรนไชส์อุปกรณ์สำนักงานเพื่อธุรกิจหนึ่งเดียวในไทย ที่ตอบโจทย์ทั้งลูกค้าภาคธุรกิจ (B2B) และลูกค้าทั่วไป (B2C) ด้วยโมเดลธุรกิจ Disruptive B2B OMNIchannel Franchise Model

เหตุผลที่ต้องเลือกแฟรนไชส์ “ออฟฟิศเมท พลัส”  เรามีคำตอบให้พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับ  แฟรนไชส์ซี ดังนี้
• ร้านออฟฟิศเมท พลัส เป็นร้านแฟรนไชส์ที่สามารถขายสินค้าและให้บริการแก่ลูกค้า B2B ได้ในมาตรฐานเดียวกันกับออฟฟิศเมท ซึ่งเรามีประสบการณ์จริงมากกว่า 25 ปี และยังเป็นบริษัทฯ ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล ค้าปลีกชั้นนำของประเทศ ที่มีความน่าเชื่อถือ
• แฟรนไชส์ซีสามารถจำหน่ายสินค้าครอบคลุมทุกความต้องการของธุรกิจ ครบครันกว่า 60,000 รายการ ทั้งเครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ สินค้าโรงงานและอุตสาหกรรม (Factory & Industrial), อุปกรณ์เครื่องใช้ในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร บริการจัดเลี้ยง (HORECA) และอุปกรณ์ทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ และดูแลสุขภาพ (Hygiene & Wellness)  โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดเก็บสต๊อกสินค้าเอง เพราะเรามีระบบการบริหารสต๊อกสินค้าภายในร้านและมีคลังสินค้าที่พร้อมรองรับคำสั่งซื้อที่นอกเหนือจากสินค้าที่วางขายในร้าน ให้แฟรนไชส์ซีขายได้ไม่จำกัดและได้รับความสะดวกในเรื่องการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าของท่าน ด้วยมาตรฐานการให้บริการจัดส่งฟรี* แก่ลูกค้าในพื้นที่

• ออฟฟิศเมท พลัส เป็นโมเดลธุรกิจเชิงรุก ที่เราได้พัฒนาระบบการจัดการร้านแฟรนไชส์ให้ได้มาตรฐานเหมือนกับออฟฟิศเมท โดยใช้โมเดล  Disruptive B2B OmniChannel Franchise Model  อันได้แก่ ความสามารถในการขายสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่สะดุดแม้จะเกิดสถานการณ์อันไม่คาดคิด อาทิ covid-19 เป็นต้น  ช่องทางการขายแบบ OmniChannel นี้คือ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการขายผ่านออนไลน์ Chat & Shop ผ่าน Facebook Page และ Line Official Account ของแฟรนไชส์ซีเอง  การมีพนักงานขายแบบ B2B Direct Sales  ซึ่งเราจะมีการให้คำแนะนำและฝึกอบรมพนักงานของแฟรนไชส์ซีอย่างต่อเนื่อง ให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการขายผ่านทุกช่องทาง  และแฟรนไชส์ซีสามารถมั่นใจกับระบบการขายผ่านทุกช่องทางแบบไม่สะดุด
• แฟรนไชส์ซีสามารถสร้างรายได้ปีแรกเฉลี่ย 500,000 – 1,000,000 บาท/เดือน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์การขาย ทั้งนี้หากมีทีมขาย (Direct Sales) ที่เชี่ยวชาญ จะสามารถสร้างรายได้ให้สูงขึ้นได้อีก โดย  แฟรนไชส์ซีจะได้รับผลตอบแทนกำไรจากการขายสูงสุด 30%
• หากคุณเป็นคนที่กำลังมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจ  แฟรนไชส์ ออฟฟิศเมท พลัส ถือเป็นหนึ่งในโอกาสการเพิ่มยอดขายในกลุ่มลูกค้า B2B ที่แฟรนไชส์ซีมีอยู่แล้ว ให้ต่อยอดได้มากยิ่งขึ้น
• แฟรนไชส์ซีที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติที่ครบถ้วนแล้ว สามารถเปิดร้านเริ่มกิจการได้ไวภายใน 3 เดือน  ด้วยระบบการบริหารจัดการสำเร็จรูป อาทิ การก่อสร้างร้านและการจัดร้านตามแบบมาตรฐาน  ระบบเนทเวิร์คการจัดการร้านและการรับออเดอร์หลังร้าน โปรโมชั่นพร้อมสื่อการตลาดช่วยผลักดันการขายประจำเดือน   ทั้งนี้จะได้รับการดูแลจากที่ปรึกษาทางธุรกิจที่คอยช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ติดต่อที่ปรึกษาแฟรนไชส์ โทร 1281 กด 6 หรือ 065-998-2988 หรือพูดคุยทาง Line: @OFM_Plus


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เมโทรซิสเต็มส์ฯ รับรางวัล Top DCG Partner for Services Lenovo Accelerate’20

คุณเมธา ดีมีชัย Indochina Business Lead Data Center Group จาก Lenovo (Thailand) มอบรางวัล “Top DCG Partner for Services” จากงาน Lenovo Accelerate’20 ซึ่งเป็นรางวัลที่แสดงถึงศักยภาพ และความสามารถในการเป็นผู้นำด้านการขายบริการที่ทำผลงานได้โดดเด่นตลอดปีที่ผ่านมา ให้กับ คุณชัยวัฒน์ วชิรโรจน์ไพศาล General Manager of Digital Solutions Group บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ณ บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2563


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

IAESTE Thailand รับสมัครนักศึกษาโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษานานาชาติ

IAESTE Thailand (ไอเอสเต้) รับสมัครนักศึกษาโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษานานาชาติไปฝึกงาน ณ ต่างประเทศ โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษานานาชาติเพื่อการฝึกงานด้านเทคนิค (The International Association for the Exchange of Students for Technical Experience A.s.b.l.: IAESTE Thailand) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกนักศึกษาระดับปริญญาตรีปีที่ 3 – 4 และปริญญาโท-เอก อายุไม่เกิน 30 ปี เพื่อรับทุนฝึกงานด้านเทคนิคในต่างประเทศของโครงการ IAESTE Thailand ประจำปี 2564 ดังนี้

– รับสมัครระหว่างวันอังคารที่ 1 กันยายน – 30 ตุลาคม 2563 วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.30 – 18.00 น. และวันเสาร์ เวลา 09.00 – 16.00 น.
– ประกาศสถานที่สอบข้อเขียนภาษาอังกฤษ วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน 2563 เวลา 18.00 น.
– สอบข้อเขียนภาษาอังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2563 เวลา 9.00 – 12.00 น.
– ประกาศผลสอบข้อเขียนภาษาอังกฤษ วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563 เวลา 18.00 น.
– สอบสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษและวิชาชีพเฉพาะทาง วันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ 12 – 13 ธันวาคม 2563 วันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ 19 – 20 ธันวาคม 2563 ณ หอประชุมเบญจรัตน์ อาคารนวมินทรราชินี
การเรียกนักศึกษาสอบสัมภาษณ์จะเรียกตามลำดับการรายงานตัว
– ประกาศรายชื่อผู้สอบผ่าน และมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับทุนฝึกงาน วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 (เรียงตามลำดับคะแนน ) เวลา 18.00 น.
– ประชุมผู้ปกครอง-นักศึกษาเพื่อรายงานตัว และการพิจารณาเลือกทุนฝึกงาน วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 9.00 – 16.00 น. ณ หอประชุมเบญจรัตน์ อาคารนวมินทรราชินี
– ชำระเงิน และรับทุนฝึกงาน วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ หอประชุม เบญจรัตน์ อาคารนวมินทรราชินี

นักศึกษาที่สนใจสมัครสอบคัดเลือกเพื่อขอรับทุน สามารถสอบถามรายละเอียดและสมัครได้ที่ สำนักงาน IAESTE Thailand ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โทรศัพท์ 02-555-2177, 02-555-2000 ต่อ 1025, 1193, 1194 หรือ Download ใบสมัครได้ที่ www.iaeste-thailand.org

ขวัญฤทัย ข่าว –ภาพ


 

Exit mobile version