Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ก.แรงงาน จับมือหัวเว่ย สร้างแรงงานดิจิทัล สู่การขับเคลื่อนประเทศยุค 4.0

วันที่ 22 ตุลาคม 2563 ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาฝีมือแรงงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ระหว่าง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะฝีมือสูงขึ้น ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมทั้งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีความรู้ ความสามารถและทักษะในการปฏิบัติงานด้านดิจิทัล รองรับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจในอนาคต และประเทศไทย 4.0 โดยมีนายชาคริตย์ เดชา รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และนายไบรอัน หลิว รองกรรมการผู้จัดการบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ลงนาม มีนายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร ของหัวเว่ย ประเทศไทย และผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมพิธีฯ ณ อาคาร จีทาวเวอร์ ชั้น 39 กรุงเทพมหานคร

ศาสตราจารย์ นฤมล กล่าวว่า รัฐบาลโดยการนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตระหนักถึงความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สู่การเป็นประเทศไทย 4.0 เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และให้ความสำคัญการพัฒนากำลังคนให้มีความพร้อมรองรับการเข้าสู่ยุคดิจิทัล เพื่อให้เกิดการจ้างงานในธุรกิจใหม่ สอดคล้องกับภารกิจหลักของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน ในการพัฒนาและยกระดับฝีมือให้แก่กำลังแรงงานให้มีความรู้และทักษะฝีมือที่สูงขึ้น สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ การลงนามความร่วมมือของทั้ง 2 หน่วยงาน มีเป้าหมายในการบูรณาการภารกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรฝึกของ กพร. นำไปขยายผลให้ความรู้แก่แรงงานในแต่ละพื้นที่ต่อไป

นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร ของหัวเว่ย ประเทศไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาสามปีข้างหน้า จะร่วมกันสร้างโอกาสการเรียนรู้และจัดการฝึกอบรมที่เน้นการพัฒนาทักษะแรงงาน รวมไปถึงการสร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นในการทำงาน (ReSkill) และการยกระดับทักษะเดิมให้ดียิ่งขึ้น (UpSkill) เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะพร้อมตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน ช่วยลดอัตราการว่างงาน เพิ่มรายได้แรงงานไทย และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรให้ดีขึ้น พัฒนาด้านดิจิทัลให้แข็งแกร่ง เพิ่มจำนวนแรงงานที่มีทักษะสูงให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) ที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้นโยบายประเทศไทย 4.0

“เราเชื่อมั่นว่าแรงงานที่แข็งแกร่งและมีทักษะสูง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมไอซีที จะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ยุคดิจิทัลได้สำเร็จ หัวเว่ยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ และช่วยพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นดิจิทัลฮับของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายเติ้ง กล่าว

ในวันนี้ ยังได้จัดพิธีมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมอาชีพเสริม สาขาการติดตั้งระบบส่งสัญญาณโทรคมนาคมในระบบ 4G และ 5G รุ่นแรก ที่ได้ผ่านการฝึกอบรมเป็นเวลา 18 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 19-21 ตุลาคม ที่ผ่านมา การจัดฝึกอบรมดังกล่าว เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องภายใต้ความร่วมมือนี้ ตั้งเป้าที่จะฝึกอบรมให้แก่ผู้ที่สนใจ จำนวน 300 คน ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยครอบคลุมหัวข้อหลัก ๆ อาทิ เครือข่าย 4G และ 5G รวมไปถึงการลงพื้นที่จริง ณ สถานีฐาน (Base Station) อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าฝึกอบรมให้กับบุคลากรฝึกของกรม จำนวน 120 คน และฝึกอบรมออนไลน์ให้แก่บุคคลทั่วไปจำนวน 3,000 คน ซึ่งภายหลังการฝึกอบรมครบตามข้อกำหนด ผู้จบหลักสูตรจะได้รับวุฒิบัตรรับรองทักษะความรู้ที่สามารถนำไปเป็นหลักฐานในการ สมัครงานและยกระดับการประกอบอาชีพในอนาคต

“ขอขอบคุณหัวเว่ย ที่ได้มาผนึกกำลังกับภาครัฐในวันนี้ ทั้งสองฝ่าย นับว่ามีเป้าหมายร่วมกัน เพื่อพัฒนาบุคลากรของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นำไปขยายผลและจัดโครงการให้ความรู้แก่แรงงานในแต่ละพื้นที่ต่อไป เรามุ่งมั่นที่จะกระตุ้นทั้งเศรษฐกิจและสังคมให้มีการเติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน พร้อม ๆ ไปกับการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวสู่การเป็นประเทศไทย 4.0” รมช.แรงงาน กล่าวในท้ายสุด


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ขานรับ “ช้อปดีมีคืน” ชวนช้อปลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท ออกใบกำกับภาษีง่ายและเร็วทุกช่องทางช้อป

ออฟฟิศเมท ขานรับนโยบายรัฐบาลกับมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” ชวนผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นบุคคลธรรมดา ฟรีแลนซ์ พนักงานออฟฟิศ และลูกค้าทั่วไป ช้อปสินค้าที่ใช้ในการประกอบอาชีพและใช้ในบ้านหรือโฮมออฟฟิศ เพื่อรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด 30,000 บาท* ตามมาตรการของรัฐ 23 ต.ค. 63 – 31 ธ.ค. 63 นี้

•  ลดหย่อนภาษีได้ทุกชิ้น* เมื่อช้อปสินค้ากว่า 60,000 รายการที่ออฟฟิศเมทตามมาตรการรัฐ ทั้งอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เครื่องปรินท์ หมึกพิมพ์ แก็ดเจ็ท เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ทำงาน เก้าอี้ผู้บริหาร อุปกรณ์ทำความสะอาด และกระเช้าของขวัญปีใหม่
•  เซฟเงินสดในกระเป๋า กับสินค้าราคาประหยัดที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนให้คุณช้อปคุ้มทุกวัน พร้อมรับสิทธิพิเศษผ่อน 0%* นานสูงสุด 3 เดือน กับบัตรเครดิต KBank, SCB และ Central The1 (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)
•  ออกใบกำกับภาษีง่ายและเร็ว ให้คุณช้อปสะดวกทุกช่องทาง ทั้งที่ร้านออฟฟิศเมท และ ออฟฟิศเมท พลัส, OfficeMate Contact Center 1281 หรือช้อปออนไลน์ได้ง่ายๆ ที่ www.officemate.co.th, OfficeMate Mobile App และ Chat & Shop ที่ Line: @OfficeMate โดยมีบริการจัดส่งฟรีถึงบ้าน/ออฟฟิศ เพียงช้อปครบ 499 บาท* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มช. ผุดนวัตกรรมหุ่นยนต์ห่อมะม่วง หนุนเกษตรกรรมยุคดิจิทัล ขับเคลื่อนด้วย AI

หากพูดถึงผลไม้ที่ขึ้นแท่นเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย หนึ่งในนั้นคือ มะม่วง ซึ่งได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ในแต่ละปีสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้ที่มีขั้นตอนและวิธีการดูแลที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนสายพันธุ์อื่น นั่นคือการห่อผลมะม่วงให้ได้ผลเป็นสีเหลืองทองและสวยงาม แต่ปัญหาของเกษตรกรที่พบคือ การห่อที่มีความคลาดเคลื่อน ทำให้ผลมะม่วงเกิดเชื้อราและมีแมลงเข้าไปทำลายเปลือกและเนื้อ ทำให้เกิดความไม่สวยงามของตัวผลมะม่วง ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้ จึงได้ทำการพัฒนาหุ่นยนต์ระบบ AI ในการช่วยห่อมะม่วงขึ้นมา เพื่อความแม่นยำ ลดการสูญเสียและเพิ่มความสะดวกให้แก่เกษตรกร

หุ่นยนต์ห่อมะม่วงระบบ AI เป็นการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์โรโบติกส์เข้ามาใช้ในสวน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยากต่อการทำงาน เพราะฉะนั้นหุ่นยนต์ต้องมีเรื่องของระบบการเซนเซอร์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการรับรู้เรื่องสภาพแวดล้อมภายนอก รวมทั้งหุ่นยนต์ต้องหาผลมะม่วงได้ด้วยตัวเอง โดยหุ่นยนต์จะถูกควบคุมด้วยระบบ AI ผสานกับเทคโนโลยีการตรวจจับวัตถุเข้าด้วยกัน ซึ่งสามารถตรวจจับสีของมะม่วงได้ว่าตรงไหนเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง มีการติดกล้องขนาดเล็กไว้ที่ตัวหุ่นยนต์ จากนั้นจะส่งข้อมูลไปที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีการวัดระยะความห่างของมะม่วงได้อย่างแม่นยำ ทำให้การห่อมะม่วงแต่ละครั้งเป็นไปตามหลักเกณฑ์การห่อที่ถูกต้อง เพียงแค่นำถุงคาร์บอนไปติดตั้งที่ปลายแขนของหุ่นยนต์ เครื่องก็จะใช้การตรวจจับของระบบ AI สั่งการได้ทันที

ในอนาคตสามารถที่จะนำหุ่นยนต์ไปทดลองกับผลไม้ชนิดอื่นๆ ได้ รวมถึงการพัฒนาให้หุ่นยนต์มีความสามารถในการช่วยตัดแต่งกิ่งที่มีขนาดเล็ก ไปจนถึงเรื่องของการเก็บข้อมูลทางสถิติว่าจำนวนผลมะม่วงที่เก็บได้ในแต่ละต้นแต่ละปีเป็นเท่าไหร่ สำหรับนวัตกรรมชิ้นนี้ถือว่ามีความแม่นยำที่สูงมากในการห่อมะม่วง ช่วยลดปัญหาการห่อของชาวสวน ทั้งในเรื่องการจ้างแรงงาน ซึ่งลักษณะแรงงานโดยทั่วไปต้องอยู่กลางแดด เผชิญกับความเหนื่อยล้า ความเร่งรีบในการห่อ และเรื่องของการห่อผิดขนาด จากนวัตกรรมหุ่นยนต์ห่อมะม่วงนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่พัฒนาและต่อยอดมากจากการประกวดแข่งขันหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ สำหรับการเกษตรอัจฉริยะ โดยสมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทยและองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดครั้งนี้และนำไปสู่การพัฒนางานวิจัยให้สามารถใช้งานได้จริง รวมถึงเพิ่มมูลค่าทางการผลิตให้กับเกษตรกรได้ในอนาคต

ด้วยศักยภาพและความเชี่ยวชาญของอาจารย์ นักวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมที่จะสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร อันจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการกระตุ้นกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย และเพื่อสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทั้งในแง่ของการยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงส่งเสริมอุตสาหกรรมการเกษตรให้มีความทันสมัย และสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วีเอ็มแวร์นำเสนอระบบ Intrinsic Security ความปลอดภัยที่รวมอยู่ภายในสำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วีเอ็มแวร์ ผู้นำด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับซอฟต์แวร์ระดับองค์กร เปิดเผยถึงการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยที่แท้จริงที่รวมอยู่ภายใน (Intrinsic Security) ซึ่งจะช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถปกป้องธุรกิจให้ปลอดภัยในโลกวิถีใหม่ โดยครอบคลุมบุคลากรที่ทำงานจากที่บ้านและนอกสถานที่ รวมไปถึงระบบคลาวด์ภายในองค์กรและระบบคลาวด์สาธารณะ โซลูชั่นซีเคียวริตี้ดังกล่าวจะยกระดับการรักษาความปลอดภัยสำหรับระบบคลาวด์สาธารณะและระบบคลาวด์ภายในองค์กร รวมถึงส่วนปฏิบัติงานด้านการรักษาความปลอดภัย และบุคลากรที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ช่วยให้ผู้บริหารฝ่ายรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ (Chief Information Security Officer – CISO) สามารถจัดการและคุ้มครองดูแลการเข้าถึงแอพต่าง ๆ บนระบบคลาวด์ซึ่งส่งผ่านไปยังอุปกรณ์ทุกประเภทได้อย่างชาญฉลาด ควบคู่ไปกับการสร้างธุรกิจที่ยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนในอนาคต

รายงานเกี่ยวกับภัยคุกคามทั่วโลกของวีเอ็มแวร์ คาร์บอนแบล็ค (VMware Carbon Black’s Global Threat Report1) ชี้ว่า สถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ทั่วโลกมีความเคลื่อนไหวมากขึ้นสืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดย 91% ของบุคลากรฝ่ายรักษาความปลอดภัยทั่วโลกที่ตอบแบบสอบถามระบุว่าตนเองได้พบเห็นแนวโน้มการโจมตีทางไซเบอร์โดยรวมที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเป็นผลมาจากการที่พนักงานทำงานจากที่บ้านกันมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลก 32% พบว่ามีปัญหาช่องว่างที่สำคัญอย่างมากสำหรับความสามารถขององค์กรในการตรวจสอบภัยคุกคามด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ขณะที่กว่าหนึ่งในสี่ (28%) ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกว่ามีปัญหาช่องว่างที่สำคัญหรือร้ายแรงในแง่ของการรองรับการทำงานจากที่บ้าน ในสภาพแวดล้อมธุรกิจแบบใหม่ที่มีการกระจัดกระจายสูงมากเช่นนี้ องค์กรธุรกิจจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนแนวทางเรื่องการรักษาความปลอดภัย เพื่อปกป้ององค์กรจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการใช้เทคนิคและวิธีการที่หลากหลายกว่าที่เคยมีมา เพื่อขู่กรรโชกองค์กร ทำให้การดำเนินงานหยุดชะงัก และแทรกซึมเข้าสู่องค์กร

ซันเจย์ เค. เดชมุคห์ รองประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี วีเอ็มแวร์ กล่าวว่า “องค์กรธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พึ่งพานวัตกรรมดิจิทัลอย่างมาก เพื่อตอบสนอง ปรับตัว และเพิ่มความรวดเร็วฉับไวในการดำเนินธุรกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ และจำเป็นที่จะต้องเพิ่มความยืดหยุ่นและความปลอดภัยให้แก่องค์กร เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว วีเอ็มแวร์มุ่งมั่นที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจในภูมิภาคนี้ปรับใช้แนวทางของเราในเรื่องการรักษาความปลอดภัยที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรปรับเปลี่ยนการดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในสภาพแวดล้อมธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง”

ที่งาน VMworld 2020 วีเอ็มแวร์นำเสนอโซลูชั่นและบริการที่หลากหลายเพื่อช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถอยู่รอดและเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคตในตลาดที่มีความวุ่นวายมากที่สุด วีเอ็มแวร์นำเสนอแพลตฟอร์มคลาวด์ ดิจิทัลเวิร์กสเปซ เน็ตเวิร์ก ซีเคียวริตี้ และการปรับปรุงแอพให้ทันสมัย ซึ่งเป็นรากฐานดิจิทัลที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกันสำหรับการสร้าง ใช้งาน จัดการ เชื่อมต่อ และปกป้องแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในทุก ๆ ที่

การรักษาความปลอดภัยสำหรับระบบคลาวด์ภายในองค์กรและระบบคลาวด์สาธารณะ
องค์กรต่างๆ มุ่งพัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มคลาวด์และการปรับปรุงแอปพลิเคชันให้ทันสมัย และต้องการโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพและใช้งานง่าย ด้วยเหตุนี้ วีเอ็มแวร์จึงได้เปิดตัว VMware Carbon Black Cloud WorkloadTM ซึ่งให้การปกป้องที่เหนือกว่า ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับการคุ้มครองเวิร์กโหลดที่ทันสมัย เพื่อลดช่องทางการโจมตี และเสริมสร้างสถานะความปลอดภัยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นวัตกรรมโซลูชั่นดังกล่าวประกอบด้วยฟีเจอร์การรายงานความเสี่ยงตามลำดับความสำคัญและการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเวิร์กโหลดพื้นฐาน รวมไปถึงเทคโนโลยีชั้นนำด้านการป้องกัน ตรวจจับ และตอบสนองต่อภัยคุกคาม เพื่อปกป้องเวิร์กโหลดที่รันอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเวอร์ช่วลไลซ์ ระบบคลาวด์ภายในองค์กร และระบบคลาวด์แบบไฮบริด

โซลูชั่นดังกล่าวผสานรวมความเชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยของคาร์บอนแบล็ค เข้ากับความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ของวีเอ็มแวร์ เพื่อสร้างระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับเวิร์กโหลดที่ โซลูชั่น VMware Carbon Black Cloud Workload บูรณาการเข้ากับ vSphere อย่างกลมกลืน โดยทำหน้าที่เป็นระบบรักษาความปลอดภัยแบบไม่ใช้เอเจนต์ (Agentless) ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและจัดการระบบ และประกอบด้วย Telemetry ต่าง ๆ สำหรับการคุ้มครองเวิร์กโหลดในกรณีการใช้งานที่หลากหลาย โซลูชั่นแบบครบวงจรนี้จะช่วยให้ทีมงานฝ่ายรักษาความปลอดภัยและฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานสามารถปกป้องเวิร์กโหลดใหม่ๆ และเวิร์กโหลดที่มีอยู่ได้โดยอัตโนมัติในทุก ๆ จุด ตลอดทุกขั้นตอนของการรักษาความปลอดภัย ทั้งยังเพิ่มความสะดวกในการควบคุมดูแลและผนวกรวมสแต็คด้านไอทีและซีเคียวริตี้เข้าไว้ด้วยกัน สำหรับทีมงานฝ่ายรักษาความ

ปลอดภัย โซลูชั่น VMware Carbon Black Cloud Workload จะให้คุณประโยชน์ดังต่อไปนี้:

การตรวจสอบอย่างทั่วถึงเพื่อระบุความเสี่ยงและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเวิร์กโหลด: Carbon Black Cloud Workload ช่วยให้ทีมงานฝ่ายรักษาความปลอดภัยและฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานสามารถทุ่มเทความสนใจไปยังจุดอ่อนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด รวมถึงช่องโหว่ที่พบเห็นได้ทั่วไปในสภาพแวดล้อม เพราะโซลูชั่นนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการค้นหาจุดอ่อนให้ได้จำนวนมากที่สุด แต่เป็นการค้นหาจุดอ่อนที่มีโอกาสถูกโจมตีมากที่สุด

การป้องกัน ตรวจจับ และตอบสนองต่อการโจมตีขั้นสูง: ทีมงานฝ่ายรักษาความปลอดภัยมักจะขาดความสามารถในการตรวจสอบและควบคุมภายในสภาพแวดล้อมดาต้าเซ็นเตอร์แบบเวอร์ช่วลไลซ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โซลูชั่น Carbon Black Cloud Workload จะช่วยปกป้องเวิร์กโหลดที่รันอยู่ในสภาพแวดล้อมดังกล่าว ด้วยการประเมินจุดอ่อนและการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเวิร์กโหลด บวกกับเทคโนโลยีการป้องกันไวรัสแห่งอนาคต (Next-Generation Antivirus – NGAV) การตรวจสอบพฤติกรรมของเวิร์กโหลด และการตรวจจับและตอบสนองต่ออุปกรณ์ปลายทาง (Endpoint Detection and Response – EDR) สำหรับเวิร์กโหลดต่างๆ

การดำเนินงานที่ง่ายขึ้นสำหรับทีมงานฝ่ายไอทีและฝ่ายรักษาความปลอดภัย: แนวทางแบบ Intrinsic ของวีเอ็มแวร์เป็นการสร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่รวมอยู่ภายในระบบเวอร์ช่วล เพื่อปกป้องเวิร์กโหลดในทุก ๆ ที่ และทำให้ทีมงานไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างความปลอดภัยกับความสะดวกในการดำเนินงาน

Carbon Black Cloud Workload จะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมในภายหลังในช่วงปีนี้ รวมถึงโมดูล Carbon Black Cloud สำหรับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและคุ้มครองเวิร์กโหลด Kubernetes ความสามารถใหม่ๆ เหล่านี้จะช่วยให้ทีมงานฝ่ายรักษาความปลอดภัยสามารถกำกับดูแลและควบคุมสภาพแวดล้อม Kubernetes ได้อย่างเหมาะสม

อนาคตของการดำเนินงานด้านความปลอดภัย
การตรวจจับและตอบสนองต่อกรณีปัญหาด้านความปลอดภัยมีความสำคัญและความท้าทายเพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน องค์กรต่าง ๆ จึงต้องการ “มุมมอง” ที่หลากหลายมากขึ้นสำหรับการตรวจสอบอุปกรณ์ปลายทาง เวิร์กโหลด ผู้ใช้ และแอปพลิเคชันต่าง ๆ และต้องการแนวทางที่รอบด้านมากกว่าเดิมสำหรับการตอบสนองต่อภัยคุกคาม เนื่องจากเวิร์กโหลดและแอปพลิเคชันต่าง ๆ มีการเชื่อมต่อถึงกันเพิ่มมากขึ้น

Extended Detection and Response (XDR) จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ ด้วยการจัดหาแนวทางแบบครบวงจรสำหรับการตรวจจับและตอบสนองต่อกรณีปัญหาด้านความปลอดภัย ซึ่งอาจเกิดขึ้นในหลายๆ ส่วน ตั้งแต่อุปกรณ์ปลายทาง เวิร์กโหลด ไปจนถึงผู้ใช้และเครือข่าย

การรักษาความปลอดภัยสำหรับบุคลากรที่ทำงานนอกสถานที่
บุคลากรที่ทำงานจากที่บ้านหรือนอกสถานที่ก่อให้เกิดปัญหาท้าทายในหลายๆ เรื่อง เช่น การเพิ่มพนักงานเข้าสู่ระบบ การตรวจสอบและกำกับดูแล การรักษาความปลอดภัย การคุ้มครองพนักงาน และอื่น ๆ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาท้าทายเหล่านี้และรองรับการทำงานรูปแบบใหม่ในอนาคต องค์กรจำเป็นที่จะต้องพลิกโฉมแนวทางการรักษาความปลอดภัย การให้บริการ และความซับซ้อนในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมไอที และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว วีเอ็มแวร์จึงได้เปิดตัวส่วนขยายเพิ่มเติมสำหรับ VMware SASE Platform, Workspace Security VDI และ Workspace Security Remote

โซลูชั่นใหม่นี้จะรองรับการควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยอย่างครบวงจรตามแนวทาง Zero Trust ทั้งยังเพิ่มความสะดวกในการบริหารจัดการ โดยอาศัยเทคโนโลยีชั้นนำอย่างเช่น Secure Access Service Edge, Digital Workspace และ Endpoint Security ซึ่งทำงานอย่างสอดประสานกันบนแอปพลิเคชั่น ระบบคลาวด์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งหมด

บูรณาการระบบแบบคลิกเดียว (One-Click) ร่วมกับ Zscaler
พร้อมกันนี้ วีเอ็มแวร์และ Zscaler ได้เปิดตัวส่วนบูรณาการระบบใหม่ ซึ่งจะรองรับการตรวจสอบและปกป้องบุคลากรที่ทำงานนอกสถานที่ได้อย่างทั่วถึงและครบวงจร ส่วนบูรณาการระบบแบบ One-Click นี้จะช่วยให้ลูกค้าของทั้งสองบริษัทสามารถหยุดยั้งภัยคุกคามใหม่ๆ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ปลายทาง และรองรับการเข้าใช้งานแอปพลิเคชันภายในองค์กรแบบมีเงื่อนไขตามแนวทาง Zero Trust อย่างแท้จริง

เกี่ยวกับวีเอ็มแวร์
วีเอ็มแวร์เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความซับซ้อน บริการคลาวด์, เน็ตเวิร์กกิ้ง, ระบบซีเคียวริตี้และดิจิทัลเวิร์คเพลสของวีเอ็มแวร์พร้อมมอบรากฐานดิจิทัลแบบไดนามิกและมีประสิทธิภาพให้กับลูกค้าทั่วโลก ภายใต้ความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์มากมาย โดยสำนักงานใหญ่วีเอ็มแวร์ตั้งอยู่ที่เมืองพาโล อัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย วีเอ็มแวร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นพลังสนับสนุนที่ดี จากแนวโน้มและผลกระทบการจัดการนวัตกรรมเชิงพื้นที่ในระดับโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่ https://www.vmware.com/company.html


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ทรูมันนี่” จับมือ “ธนาคารเกียรตินาคินภัทร” ครั้งแรกในประเทศ กับบัญชีออมทรัพย์ “KKP Start Saving”* ผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet

ทรูมันนี่ ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จับมือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดอิสรภาพสำหรับการออมเงินยุค Virtual Banking ด้วยการผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเงินล้ำสมัย อำนวยความสะดวกผู้ใช้ให้สามารถเปิดบัญชีออมทรัพย์ “KKP Start Saving” กับธนาคารเกียรตินาคินภัทรผ่านแอปพลิเคชั่น TrueMoney Wallet ได้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมมอบดอกเบี้ยเงินฝากสูงถึง 1.55% ต่อปี** ตั้งแต่บาทแรก ชู 4 จุดเด่น 1. เปิดบัญชีง่ายได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ง้อเอกสาร 2. ถอน ฝาก หรือโอนเงินจากบัญชีธนาคารผ่าน TrueMoney Wallet ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งแบบฟรีค่าธรรมเนียม 3. เช็คยอดเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยสะสมแต่ละวัน หรือตรวจสอบประวัติการทำธุรกรรมได้แบบเรียลไทม์ 4. มีความปลอดภัยในการใช้งานระดับสถาบันการเงินชั้นนำตามมาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยระบบยืนยันตัวตน e-KYC ที่ตรวจสอบสองชั้นด้วยบัตรประชาชนและสแกนใบหน้า

นายธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือกับธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ครั้งนี้ ตอกย้ำว่า ทรูมันนี่ กำลังพัฒนาไปสู่การเป็นผู้นำการให้บริการทางการเงินดิจิทัลที่ตอบรับความต้องการในชีวิตประจำวันของผู้ใช้ และเปิดยุคการออมแบบ Cashless ซึ่งมอบโอกาสให้ผู้ใช้อีวอลเล็ตสามารถเปิดบัญชีเงินฝากพร้อมรับดอกเบี้ยที่คุ้มค่าได้ง่ายกว่าที่เคย และสามารถโยกเงินเข้าออกระหว่างบัญชีใช้จ่ายในแอปพลิเคชั่น TrueMoney Wallet และบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ “KKP Start Saving” ได้สะดวกและรวดเร็ว ผ่านการผสานเทคโนโลยีและศักยภาพของ e-Wallet กับ e-Banking ทั้งนี้ เรามั่นใจว่าจะกระตุ้นให้ผู้ใช้ทรูมันนี่ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่เกิดการรับรู้และสร้างวินัยการออมแบบ Micro-Saving เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินและสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองในอนาคต อีกทั้งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบ New Normal”

นายฟิลิป เชียง ชอง แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความพร้อมของอุตสาหกรรมและสถานการณ์โควิด-19 ได้กระตุ้นให้คนเปิดรับเทคโนโลยีทางการเงินใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว ดังนั้น ธนาคารเกียรตินาคินภัทรจึงได้จับมือกับทรูมันนี่ เปิดบริการบัญชี KKP Start Saving ที่ลดขั้นตอนการเปิดบัญชีแบบเดิมที่ยุ่งยากและเสียเวลา ยิ่งกว่านั้น ยังให้ดอกเบี้ยสูงถึง 1.55% ทำให้ผู้ใช้บริการไม่พลาดโอกาสรับผลตอบแทนของการฝากเงินธนาคาร แม้สำหรับเงินเพื่อการใช้จ่ายในวอลเล็ต โดยธนาคารยังคงไม่หยุดที่จะเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ บน TrueMoney Wallet ให้มากขึ้นเรื่อย ๆ ตรงกับเป้าหมายของธนาคารที่ส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภค”

ดร. อนุชิต อนุชิตานุกูล ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เกียรตินาคินภัทรเชื่อในแนวคิดของ Banking as a Service (BaaS) ที่บริการของธนาคารควรสามารถทำผ่านแพลตฟอร์มที่เหมาะสมใด ๆ ก็ได้ เพราะทำให้บริการของธนาคารไปสู่ผู้บริโภคได้มากขึ้นและหลากหลายขึ้นกว่าการจำกัดอยู่ที่สาขาหรือแอปฯ ของธนาคารแต่เพียงอย่างเดียว ข้อมูลในระยะที่ผ่านมาชี้ชัดว่าปัจจุบันมีจำนวนลูกค้าไปใช้บริการที่สาขาของธนาคารลดลงกว่าสองในสาม ดังนั้น ความร่วมมือเช่นที่เกียรตินาคินภัทรทำกับทรูมันนี่ในครั้งนี้ ย่อมจะนำไปสู่ยุคสมัยของ Virtual Banking ที่บริการธนาคารเกิดขึ้นได้ในทุกที่ สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่อัตราการเข้าถึงบริการทางการเงินที่ดีขึ้นสำหรับคนในประเทศ ซึ่งจะยกระดับศักยภาพให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวมต่อไป”

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถคลิกอ่านรายละเอียดและเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ที่ https://www.truemoney.com/startsaving/

นอกจากนี้ ทรูมันนี่ยังจัดแคมเปญพิเศษ! “กด START ลุ้นรับ 100,000 ทุกเดือน” เมื่อเปิดบัญชีออมทรัพย์ KKP Start Saving บนแอปพลิเคชั่น TrueMoney Wallet เรียบร้อย และมียอดฝากเงินอย่างน้อย 4 ครั้งต่อเดือน (ฝากผ่านธนาคารอื่น ๆ, วอลเล็ต, หรือ Direct Debit โดยไม่มีกำหนดเงินฝากขั้นต่ำ) ลุ้นเงินแสนโอนเข้าบัญชีได้ทุกเดือน เริ่มแล้ววันนี้จนถึง 31 ธันวาคม 2563 รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก https://www.truemoney.com/startsaving/promotion

*บัญชีเงินฝาก KKP Start Saving เป็นผลิตภัณฑ์ของธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และได้รับความคุ้มครองภายใต้ พ.ร.บ. สถาบันคุ้มครองเงินฝากตามจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎหมาย
**ข้อกำหนดและเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก https://bank.kkpfg.com/th/personal-banking/deposit/savings-account/kkp-start-saving


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เมโทรซิสเต็มส์ฯ รุกตลาดเอ็นเตอร์ไพรส์โซลูชั่นร่วมกับ HPE และ Cohesity เน้นการบริหารข้อมูลในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์

คุณชัยวัฒน์ วชิรโรจน์ไพศาล (ทางซ้าย) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยกลุ่มธุรกิจ “Digital Solutions Group” ร่วมกับ คุณวัชรสิทธิ์ สันติสุขนิรันดร์ (ที่สามจากซ้าย) ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท Cohesity และ คุณทรงพล แสงมาศ (ทางขวา) HPE Storage Lead บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกันจัดงาน “HPE Cohesity – Redefining Data Management” เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับจากแวดวงไอทีในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เน้นการบริหารข้อมูลในองค์กร โดยได้เรียนเชิญกลุ่มลูกค้าหลากหลายในแวดวงธุรกิจชั้นนำเข้าร่วมงาน ณ Hyatt Regency Bangkok Sukhumvit เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา

โดยวิทยากรในงาน คุณธวัลณัฐ แจ้งอรุณ (ที่สองจากซ้าย) Solution Specialist บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมบรรยาย และอัพเดตโซลูชั่นการดูแลบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ ที่ปัจจุบันมีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เน้นโซลูชั่น Scale – Out NAS, Backup & Restore, Long Time Retention, Object Storage, Development Testing และ Disaster Recovery

ภายในงานได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ท่ามกลางบรรยายกาศอย่างเป็นกันเอง พร้อมทั้งการสาธิตวิธีทำงานเพื่อให้เกิดความมั่นใจ และเข้าใจในผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ กลุ่ม Digital Solutions Group “DSG”, บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โทร.02-089-4994 อีเมล์ : dsgmkt@metrosystems.co.th Website : https://www.metrosystems.co.th/ Facebook : https://www.facebook.com/metrosystemscorp/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

HP PageWide Web Press สร้างสถิติพิมพ์งานสูงสุด 500 พันล้านแผ่น

เอชพี อิงค์ ประกาศ HP PageWide Web Press เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท สร้างสถิติงานพิมพ์งานได้สูงถึง 500 พันล้านแผ่น ผลจากปริมาณผู้ให้บริการด้านการพิมพ์ (Print Service Providers) ทั่วโลกมีการขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“ผู้ให้บริการด้านการพิมพ์ (PSPs) กลุ่มเครื่องพิมพ์ HP PageWide Web Press ต้องการขยายช่องทางสร้างความ สำเร็จและโอกาสใหม่ๆ เพิ่มความสามารถในแอปพลิเคชันการพิมพ์ดิจิทัลในงานที่มีความซับซ้อนและสร้างผลกำไรมากกว่าเดิม ขณะเดียวกันสามารถผลิตงานได้มากขึ้นจากการพิมพ์ระบบออฟเซ็ทมาเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลอิงค์เจ็ท” มร.คาร์ล ฟาเร่ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป HP PageWide Press กล่าว “คู่ค้าของเอชพี สามารถเพิ่มปริมาณงานพิมพ์จากการใช้เครื่อง HP PageWide Press ได้มากขึ้นสองเท่านับตั้งแต่การเข้าตลาดที่งาน drupa 2016 หรือเป็นอัตราการเติบโตสูงเกือบสองเท่าของตลาดโดยรวม และโรงพิมพ์มากกว่าครึ่งในกลุ่มนี้สามารถผลิตงานได้เกิน 1 พันล้านแผ่นจากเครื่องพิมพ์ที่ใช้งานอยู่อีกด้วย”

HP PageWide Web Press เป็นผู้นำด้านอิงค์เจ็ทที่สามารถทำส่วนแบ่งได้มากกว่า 30% จากจำนวน 8.8 พันล้านแผ่นของงานพิมพ์สีอิงค์เจ็ทคุณภาพสูง ในไตรมาสแรกของปี 2563 (สามารถรับชมการใช้งาน HP PageWide Web Press T250 HD ใหม่ ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=L0HpZ8-08U4)

จำนวนการพิมพ์มากขึ้น

ผู้ให้บริการด้านการพิมพ์ ใช้เทคโนโลยีในเครื่องพิมพ์ PageWide Web Press เพื่อรองรับงานการพิมพ์ดิจิทัล อิงค์เจ็ทจำนวนมากในเชิงพาณิชย์, สื่อสิงพิมพ์, ธุรกิจการค้า และไดเร็กเมล์ ซึ่งมีการขยายตัวทั่วโลก อย่างเช่น โรงพิมพ์ Hatteras Inc.ในรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา มีการขยายธุรกิจโดยการเพิ่มกำลังผลิต ด้วยเครื่อง HP PageWide Web Press T240 HD มาใช้พิมพ์พื้นผิววัสดุที่เบาไปจนถึงกระดาษหนา ในปริมาณจำนวนมากและมีคุณภาพสูง โดยจอห์น ออร์แลนโด รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของ Hatteras Printing Inc.ได้ย้ำว่า “ประสิทธิภาพการใช้งานที่หลากหลายของเครื่องพิมพ์เป็นส่วนสำคัญในการเติบโตทางธุรกิจอย่างมาก” ในปัจจุบันโรงพิมพ์ Hatteras ให้บริการงานผลิตเพื่อส่งทางไปรษณีย์และทางอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับงานสิ่งพิมพ์เฉพาะด้านรวมถึงงานดิจิทัลสำหรับภาคการเงิน สุขภาพ การตลาดและภาคสาธารณชน

GGP Media GmbH ในเยอรมนี เป็นส่วนหนึ่งของ Bertelsmann Printing Group ผู้นำด้านงานพิมพ์ของยุโรป โรงพิมพ์ GPP ได้ติดตั้ง HP PageWide Web Press T490 HD เป็นเครื่องที่สอง โดยในแต่ละปี สามารถผลิตสิ่งพิมพ์มากกว่า 250 ล้านรายการ รวมถึงนวนิยายยอดขายดี การ์ตูนและนิตยสารแฟชั่น

คริสตอฟ ลุควิก กรรมการผู้จัดการของ GGP Media GmbH กล่าวถึงความสำเร็จว่า บริษัทไม่เพียงแต่จะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีการพิมพ์ยุคใหม่นี้เท่านั้น ลูกค้ายังได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน ทำให้เกิดความยืดหยุ่นสูง สามารถผลิตงานพิมพ์ที่มีจำนวนน้อยและยังย่นเวลาการผลิต การเพิ่มจำนวนเครื่องพิมพ์ครั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับการเติบโตของตลาดการพิมพ์ระบบดิจิทัล ตอบสนองความต้องการปริมาณงานพิมพ์ต่อครั้งที่เล็กลง และการพิมพ์สต็อกหนังสือพิมพ์ซ้ำ เครื่องพิมพ์รุ่นใหม่มีเทคโนโลยีหัวพิมพ์ HP A55 Thermal Inkjet ที่ให้คุณภาพงานพิมพ์ข้อความคมชัดที่ 305 เมตรต่อนาที หรือ 1,000 ฟุตต่อนาที

ProCo ในสหราชอาณาจักร ได้ติดตั้ง HP PageWide Web Press T240HD เครื่องแรกเมื่อปีที่แล้ว เพื่อผลิตงานพิมพ์ไดเร็กเมล์คุณภาพสูงจำนวนมาก “สำหรับ Proco ธุรกิจคือการมอบสิ่งใหม่ๆ เปิดพลังของความเป็นตัวตนเฉพาะของลูกค้า ด้วยความหลากหลายที่ยืดหยุ่นและคุณภาพสีของเอชพี เราสามารถเสนอตัวเลือกใหม่ๆ ให้กับลูกค้าที่ไม่สามารถทำได้ก่อนหน้านี้ นี่คือการเพิ่มมูลค่ามหาศาลให้กับธุรกิจของลูกค้า และเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับธุรกิจของเราเช่นกัน ต่อไปนี้ ธุรกิจการพิมพ์ ไม่ต้องกังวลที่จะต้องเลือกระหว่างปริมาณการสั่งพิมพ์กับคุณภาพของงานพิมพ์อีกต่อไป เฉกเดียวกับไม่ต้องเป็นห่วงว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นไปได้และสิ่งที่เป็นไปไม่ได้”

สมรรถนะใหม่ของ HP PageWide Web Press

สามารถเพิ่มจำนวนการพิมพ์ให้มากขึ้นโดยกำหนดค่าจากแอปพลิเคชันของเครื่องพิมพ์ HP PageWide Web Press T250 HD รุ่นใหม่ที่มาพร้อม HP Brilliant Ink ที่พิมพ์บนกระดาษออฟเซ็ตแบบเคลือบและไม่เคลือบผิวหลากหลายมากขึ้น เพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์ที่ต้องการงานพิมพ์จำนวนมาก

นอกจากนี้ เอชพี ได้ร่วมมือกับ Solimar Systems สำหรับการบริหารจัดการระบบเอกสารที่มีจำนวนมาก ภายใต้ Solimar Chemistry™ Platform ประกอบด้วย ReadyPDF® Prepress Server™, Rubika® และ SOLitrack™ จะช่วยรองรับในขณะปฏิบัติงาน การเพิ่มประสิทธิภาพ และระบบการจัดการงานพิมพ์ พร้อมทั้งควบคุมการส่งสื่อสิ่งพิมพ์และดิจิทัล และการส่งเอกสารในแบบหลายช่องทาง

ฟาเร่ อธิบายเพิ่มเติมว่า “การร่วมมือที่สำคัญนี้ ลูกค้าของเอชพีจะได้รับประโยชน์จากความเชี่ยวชาญทางเทคนิคที่มีมายาวนานของ Solimar และระบบการจัดการงานชั้นนำของตลาด การผสมผสานโซลูชั่นของ Solimar เข้ามา จะทำให้ผู้ให้บริการสามารถเพิ่มศักยภาพของกระบวนการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด ตลอดจนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของเอชพีอย่างเต็มที่ สามารถสร้างผลกำไรให้ธุรกิจได้มากขึ้นในท้ายที่สุด”

ด้วยเครื่องพิมพ์ขนาด 20 นิ้วถึง 42 นิ้ว และโซลูชั่นการผลิตที่หลากหลายของเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท HP PageWide ช่วยผู้ให้บริการ สามารถตอบสนองลูกค้าที่ต้องการงานพิมพ์คุณภาพสูง และในปริมาณงานมากได้ ตลอดจนการสร้างซัพพลายเชนใหม่ เพื่อลดต้นทุนการจัดจำหน่ายและสินค้าคงคลัง นอกจากนี้ ความสามารถในการกำหนดจำนวนการสั่งพิมพ์ จะทำให้ลูกค้ามั่นใจว่า มีจำนวนหนังสือ นิตยสารและวารสารเพียงพอ อีกทั้งยังสะท้อนว่าเป็นการพิมพ์โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก

ในการพิมพ์ไดเร็กเมล์และสื่อสิ่งพิมพ์เชิงพาณิชย์ ลูกค้าของเอชพีได้รับประโยชน์จากระบบอัตโนมัติและเครื่องมือการจัดการข้อมูลขั้นสูงเพื่อสร้างสรรค์แคมเปญ ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มมูลค่า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในช่วงเวลานี้ที่มีการจำกัดงบประมาณการตลาด ในขณะที่ต้นทุนกระดาษและค่าใช้จ่ายการจัดส่งเพิ่มสูงขึ้น

HP Site Flow จะบริหารการดำเนินงานโดยอัตโนมัติและสร้างประสิทธิภาพสูงสุด เช่นเดียวกับโซลูชั่นซอฟต์แวร์ Designer และ Composer จะช่วยให้ลูกค้าสร้างสรรค์งานต่างๆ จากข้อมูล โดยลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนข้อความ รูปภาพ QR Codes ให้สมบูรณ์สุดท้ายก่อนการพิมพ์

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องพิมพ์ HP PageWide Web Press นวัตกรรมการพิมพ์อิงค์เจ็ท: www.hp.com/go/pagewidewebpress

ข้อมูลเกี่ยวกับ HP Inc.
เอชพี อิงค์มุ่งมั่นสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค ภาคธุรกิจ ภาครัฐและสังคมอย่างแท้จริง ด้วยพอร์ทโฟลิโอด้านเทคโนโลยี ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โซลูชั่นการพิมพ์ 3 มิติ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอชพี สามารถเข้าชมได้ที่ http://www.hp.com.


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค แต่งตั้ง สเตฟาน นูสส์ เป็นประธานกลุ่มคลัสเตอร์คนใหม่ ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชัน ประกาศแต่งตั้งนายสเตฟาน นูสส์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มคลัสเตอร์ คนใหม่ ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา โดยสเตฟาน พร้อมนำพาประสบการณ์กว่า 17 ปีในสายพลังงาน วิศวกรรมและเทคโนโลยี มาช่วยนำพากลุ่มคลัสเตอร์ ที่ประกอบไปด้วยพนักงานกว่า 1,600 คน ไปสู่การดำเนินงานที่เป็นเลิศ ด้วยความรู้ ความเชี่ยวชาญทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการ การวางกลยุทธ์ การขายและการตลาด

สเตฟาน เป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับในการดำเนินธุรกิจระดับนานาชาติที่มุ่งเน้นเรื่องนวัตกรรมและการคิดในเชิงกลยุทธ์ และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดียิ่งขึ้น โดยร่วมงานกับ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นเวลา 13 ปี ในบทบาทผู้นำที่หลากหลาย ทั้งบริหารจัดการ วางกลยุทธ์ ดูแลฝ่ายขายและการตลาดให้กับประเทศฝรั่งเศส ตะวันออกกลาง และเอเชีย

เขาเริ่มต้นสายอาชีพด้านพลังงาน วิศวกรรม และเทคโนโลยี ในปี พ.ศ. 2546 ด้วยการทำงานให้กับกลุ่มบริษัท Alten Group และ Airwell Group นับเป็นการสั่งสมประสบการณ์ครั้งสำคัญก่อนที่จะเข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่ บริษัท Gunsan Electric บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสวิตช์และอุปกรณ์ไฟฟ้าของประเทศตุรกี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเครือของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

โดยในปี พ.ศ. 2561 สเตฟาน ดำรงตำแหน่งรองประธาน ฝ่ายการตลาดและการพัฒนาธุรกิจ ดูแลธุรกิจของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริคในโซนเอเชียตะวันออกและญี่ปุ่น ก่อนขึ้นแท่นรับตำแหน่ง ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา

สเตฟาน จบการศึกษาปริญญาโทสาขาวิศวกรรมศาสตร์ จาก INSA Engineering School และปริญญาโทสาขา MSc Marketing จาก HEC School of Management ประเทศฝรั่งเศส


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เชิญสัมมนาฟรี SWID2021 เปิดตัว SOLIDWORKS เวอร์ชันล่าสุด พร้อมยลโฉมอากาศยานไร้คนขับเพื่อการตรวจการณ์ทางทะเล

บมจ. แอพพลิแคด หรือ APP ขอเชิญร่วมงานแสดงเทคโนโลยีด้านการออกแบบอุตสาหกรรมยิ่งใหญ่แห่งปี “AppliCAD’s SOLIDWORKS Innovation Day 2021 หรือ SWID2021” ครั้งแรกกับการนำเทคโนโลยีการผลิตเข้าสู่ Virtual World ภายใต้คอนเซปต์ “SOLIDWORKS is a Platform” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่จะช่วยให้คุณสร้างนวัตกรรมได้ในทุกที่ทุกเวลา ในวันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2563 ณ ห้องภิรัชฮอลล์ 1-3 ชั้น 2 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

พบกับสัมมนารูปแบบ Hybrid ผสมผสานกันระหว่างห้องสัมมนา และผ่านระบบออนไลน์รูปแบบใหม่ Virtual Conference เพื่อรักษาระยะห่างทางสังคมยุค New Normal เปิดตัว SOLIDWORKS2021 เวอร์ชันใหม่ล่าสุด ซอฟต์แวร์ 3D CAD ขวัญใจนักออกแบบวิศวกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน พร้อมรับความรู้กันเต็มๆ กับคอร์สเรียน 18+
พร้อมเปิดมุมมองทางรอดนวัตกรไทยยุคหลังโควิด กับแนวคิดดีๆ จาก พี่เอ้ ศ.ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบั
ยลโฉม MARCUS : Maritime Aerial Reconnaissance Craft Unmanned System – อากาศยานไร้คนขับเพื่อการตรวจการณ์ทางทะเล เป็นอากาศยานไร้คนขับปีกนิ่งขึ้นลงทางดิ่ง (VTOL) ที่ใหญ่ที่สุดแบบหนึ่งที่จะสามารถพบเห็นได้ในประเทศไทย โดยสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ (สวพ.ทร.) ที่สำคัญที่สุดยังเป็นฝีมือการออกแบบของคนไทยด้วย SOLIDWORKS & 3D Experience Platform รวมถึงการผลิตทุกขั้นตอนภายในประเทศ โดยคนไทยทั้งหมดอีกด้วย

งานประจำปีที่คุณไม่ควรพลาด ที่จะทำให้คุณสามารถเข้าร่วมงานได้ทุกที่อย่างไม่ตกเทรนด์ พร้อมก้าวเข้าสู่ยุค New Normal ผ่านมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ได้เสมือนอยู่ในงานจริง

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี!! ได้ที่
สัมมนาออนไลน์ Virtual Conference : https://bit.ly/33B3H7b
หรือสัมผัสเทคโนโลยีในบรรยากาศจริง : https://bit.ly/34MAwOb


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Smart SME Expo 2020 ยกทัพธุรกิจน่าลงทุน กว่า 300 บูธ

พีเอ็มจี พร้อมหน่วยงานพันธมิตร เตรียมพร้อมจัดงานใหญ่ “Smart SME Expo 2020 ” กับ 6 โซนธุรกิจเด่น ทั้งโซนแฟรนไชส์น่าลงทุน โซนความงามและสุขภาพ โซนอาหารและเครื่องดื่ม โซนการเงิน โซนนวัตกรรมและเทคโนโลยี โซนธุรกิจบริการและโลจิสติกส์ รวมกว่า 300 บูธ พร้อมโซลูชั่นเพื่อเอสเอ็มอีจากหน่วยงานภาครัฐ และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากหลากหลายสถาบันการเงิน กิจกรรมสัมมนาอบรมอาชีพฟรี จัดเต็มพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร หวังเป็นอีกหนึ่งงานที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี รวมทั้งสร้างงานสร้างอาชีพให้คนไทยก้าวข้ามผ่านวิกฤติโควิด-19 โดยงานจัดระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายนนี้ ณ ฮอลล์ 9-10 อิมแพ็คเมืองทองธานี

คุณณรินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “งาน Smart SME Expo 2020 ในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด รวมสุดยอดธุรกิจแห่งปี New Normal Together #ที่เดียวจบพบทางรวย รวบรวมบูธแฟรนไชส์ธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสถาบันการเงินต่าง ๆ นำแคมเปญพิเศษและโซลูชั่นเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี มอบให้แก่ผู้ที่สนใจเพื่อนำไปเริ่มต้นและต่อยอดธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้สอนอาชีพฟรีตลอดทั้ง 4 วัน ทั้งอบรมหลักสูตรกาแฟ สูตรเด็ดน้ำจิ้มซีฟู้ด สูตรลับน้ำสลัด สอนทำเครื่องประดับจากดิน วาดสติกเกอร์สร้างรายได้ พร้อมเคล็ดความรู้ต่างๆครบเครื่องจัดเต็ม ที่สำคัญยังมีกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะปีนี้คนไทยต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ภาคธุรกิจหยุดชะงัก มีคนตกงานว่างงานเป็นจำนวนมาก เรามุ่งหวังว่างานนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คนไทยได้เห็นโอกาสใหม่ ๆ เพื่อนำไปต่อยอดให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพให้ตนเองต่อไป”

Smart SME Expo 2020 ครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) , สถาบันอาหาร, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) , การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) รวมทั้งหน่วยงานพันธมิตรอีกมากมาย จัดเต็มโซลูชั่นดี ๆเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี และยังขนทัพผู้ประกอบการมาร่วมในงานนี้ด้วย

ภายในงานคัดสรรธุรกิจเด่นรวมไว้ถึง 6 โซน ได้แก่ โซนแฟรนไชส์น่าลงทุน โซนความงามและสุขภาพ โซนอาหารและเครื่องดื่ม โซนนวัตกรรมเทคโนโลยี โซนสถาบันการเงิน โซนธุรกิจบริการและโลจิสติกส์ ที่นำแคมเปญพิเศษมาลดแลกแจกแถม มีให้เลือกลงทุนหลากหลาย เริ่มตั้งแต่หลักพัน หลักหมื่น จนถึงหลักแสน อาทิ ทีไทม์ติ่มซำ, Vending Machineและธุรกิจกาแฟ จากซีพี รีเทลลิงค์, GFS พรีเมี่ยมเบเกอรี่นำเข้าจากฝรั่งเศส, ศูนย์ความร่วมมือสมุนไพรไทย (กัญชา), แฟรนไชส์ชานม AM Tea , แฟรนไชส์แม่ไก่กรุ๊ป , กาแฟชาวดอย, ลาล่ามูฟ, ตู้เติมน้ำมันอัตโนมัติ “ออสซี่ออยล์” ฯลฯ ภายในงานยังคับคั่งด้วย 40 แฟรนไชส์ ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า คัดสรรมาเติมทางเลือกการลงทุนในงาน ได้แก่ ชานมไข่มุก บาบูแบร์,ชาตันหยง, ZEROCO COFFEE, เป็ดน้อยโรตี ทิชชู่, บะหมี่ถาดกระทะเล้ง, โทโร่ฟรายส์, จั๊บญวนแม่พลอย, PaPa Pizza, ป๊อบอายส์ลูกชิ้นปลาระเบิด, สเต็กกูกริล, ผัดไทยชาววังตะวันดา, โจ๊กแต้จิ๋ว,ลูกชิ้นจัง, เฮียนพ หมูนุ่ม, ปังอั้ยยะ ปังปิ้งไส้เยิ้ม, หมาล่ากวนอู และแฟรนไชส์ที่น่าสนใจอีกมากมายรวมกว่า 300 บูธ
พร้อมด้วยสินเชื่อสำหรับเอสเอ็มอี ที่ทุกธนาคารและสถาบันการเงินพร้อมใจคัดสรรเพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปเริ่มต้น ต่อยอด และพัฒนาธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำช่วยเหลือผู้ประกอบการจากธนาคารออมสิน, สินเชื่อรายเล็ก Extra Cash วงเงินกู้สูง 3 ล้านบาท จากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, สินเชื่อบัวหลวงเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์จากธนาคารกรุงเทพ, สินเชื่อส่งออกเพิ่มสุขสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเริ่มต้นส่งออกแต่ไม่มีหลักประกันจาก Exim Bank, สินเชื่อธุรกิจ SME เลือกได้จากธนาคารกสิกรไทย, โครงการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. SMEs ไทยชนะ จากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม, โครงการสินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พร้อมสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นต้น

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาแฟรนไชส์ ต้องการต่อยอดธุรกิจ รวมทั้งคนทั่วไปที่สนใจ พลาดไม่ได้กับงาน Smart SME EXPO 2020 รวมสุดยอดธุรกิจแห่งปี New Normal Together #ที่เดียวจบพบทางรวย วันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายนนี้ ณ ฮอลล์ 9-10 อิมแพ็คเมืองทองธานี โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าพร้อมแสดงหลักฐานรับของที่ระลึกในงานฟรี ! สอบถามโทร. 08-6314-1482

ลงทะเบียนล่วงหน้าคลิก >> https://expo.smartsme.co.th/register/


 

Exit mobile version