Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แชฟฟ์เลอร์จับมือโรเบิร์ต บ๊อช ออโตโมทีฟ สเทียริ่ง ร่วมพัฒนาและขยายตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์ระบบขับเคลื่อนล้อหลังอัจฉริยะ (iRWS)

กลุ่มบริษัท แชฟฟ์เลอร์ ผู้จำหน่ายสินค้าด้านยานยนต์และอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลกประกาศความร่วมมือกับบริษัท โรเบิร์ต บ๊อช ออโตโมทีฟ สเทียริ่ง ร่วมกันพัฒนาระบบบังคับเลี้ยวล้อหลังอัจฉริยะแบบเมคคาทรอนิกส์ iRWS ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่และความปลอดภัย รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เหนือกว่า

นายแมททิอัส ซิงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายออโตโมทีฟ OEM บริษัท แชฟฟ์เลอร์ กล่าวว่า “เป้าหมายของความร่วมมือกันในครั้งนี้ของทั้งสองบริษัท เพื่อขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ระบบขับเคลื่อนล้อหลังอัจฉริยะ (iRWS) และขยายตลาดด้วยการนำเสนอโซลูชั่นแบบบูรณาการสำหรับระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวแชฟฟ์เลอร์พร้อมนำเสนอระบบขับเคลื่อนล้อหลังอัจฉริยะแบบเมคคาทรอนิกส์ iRWS และบ๊อช ออโตโมทีฟ สเทียริ่งจะให้บริการด้านซอฟต์แวร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบของชุดควบคุมพวงมาลัย การรวมจุดแข็งของทั้งสองบริษัทนี้ จะทำให้เราสามารถสร้างระบบเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบที่มีประสิทธิภาพและความคุ้มค่า ให้กับกลุ่มลูกค้าของเราเพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีอัจฉริยะของระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง ถือเป็นก้าวสำคัญในการเดินทางของแชฟฟ์เลอร์ ในการเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยี ที่เลือกใช้สำหรับระบบแชสซี”

เทคโนโลยีระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง : วิวัฒนาการด้านเมคคาทรอนิกส์

นายเควาน คาชิ ประธานหน่วยธุรกิจระบบเมคคาทรอนิกส์ บริษัท แชฟฟ์เลอร์ กล่าวว่า “แชฟฟ์เลอร์ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวระบบเมคคาทรอนิกส์อัจฉริยะ หรือ Active Roll Control (iARC) ในปี พ.ศ. 2558 และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้แชฟฟ์เลอร์เรียนรู้จากกระบวนการดังกล่าว ส่งตรงไปยังการพัฒนาระบบขับเคลื่อนล้อหลังอัจฉริยะแบบเมคคาทรอนิกส์ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด จากการผสมผสานความเชี่ยวชาญทางด้านเมคคาทรอนิกส์เข้ากับความสามารถหลักของเราในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเครื่องจักรกลและเมคคาทรอนิกส์ ทำให้แชฟฟ์เลอร์สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงและปรับให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี กลุ่มผลิตภัณฑ์ระบบขับเคลื่อนล้อหลังอัจฉริยะแบบเมคคาทรอนิกส์ iRWS จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่และความปลอดภัย มอบประโยชน์หลักหลายประการในโลกที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

ด้วยเทคโนโลยีนี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่รถมากยิ่งขึ้น เมื่อต้องการหมุนล้อหลังไปในทิศทางตรงกันข้ามกับล้อหน้า โดยจะช่วยลดรัศมีวงเลี้ยว และเพิ่มความคล่องแคล่วในพื้นที่แคบ เช่น การจอดรถในที่ที่มีคนพลุกพล่าน ยิ่งไปกว่านั้นระบบช่วยบังคับเลี้ยวของเพลาล้อหลัง ยังช่วยเพิ่มการบังคับการทรงตัว ความสะดวกสบาย และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ อีกทั้ง ระบบพวงมาลัยล้อหลังของแชฟฟ์เลอร์ใช้เทคโนโลยีที่มีน้ำหนักเบา ทำให้มีน้ำหนักรวมสูงสุดเพียงแปดกิโลกรัม หัวใจสำคัญของระบบ คือ เฟืองหลักที่ทำหน้าที่ล็อคตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าล้อหลังจะไม่เปลี่ยนทิศทางโดยที่ไม่มีแรงกระทำจากผู้ขับขี่ สกรูไดรฟ์หลักยังให้ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ยิ่งไปกว่านั้น การออกแบบของระบบได้รับการปรับให้เหมาะสมที่สุด ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีเสียงรบกวนต่ำ

ชุดควบคุมระบบบังคับเลี้ยวของบ๊อซ (Bosch) รองรับการขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ดร. สเตฟาน วาสชูล หัวหน้าชุดควบคุมระบบบังคับเลี้ยวรถยนต์ บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช ออโตโมทีฟ สเทียริ่ง กล่าวถึงความร่วมมือกับแชฟฟ์เลอร์ในครั้งนี้ว่า “ บ๊อซพร้อมนำเสนอชุดควบคุมระบบบังคับเลี้ยว ซึ่งเป็นโมดูลในตัวที่ประกอบด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้าและซอฟต์แวร์ การออกแบบที่ปรับขนาดได้และเป็นโมดูลพื้นฐานของฟังก์ชั่นช่วยเหลือผู้ขับขี่หลายอย่าง ในระบบบังคับเลี้ยวด้านหลังแบบใหม่ของแชฟฟ์เลอร์ ชุดควบคุมนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จในรถยนต์หลายล้านคันที่ขับเคลื่อนด้วยเพลาหน้า พร้อมการรักษาความปลอดภัยของบ๊อซ เพื่อการป้องกันที่แข็งแกร่งจากการโจมตีทางไซเบอร์ ฟังก์ชั่นและการอัปเดตรองรับโดยเทคโนโลยี over-the-air (OTA) ชุดควบคุมระบบบังคับเลี้ยวรุ่นที่ 3 ของเราเปิดตัวเมื่อปีที่แล้วและประสบความสำเร็จมากในตลาดระบบควบคุมพวงมาลัยเพลาหน้า และภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ เราจะใช้ความเชี่ยวชาญของเราในด้านนี้กับระบบบังคับเลี้ยวด้านหลัง ร่วมกับประสบการณ์และความรู้ทางเทคนิคในซอฟต์แวร์และสถาปัตยกรรม E / E มากมาย ซึ่งทำให้เราเป็นผู้นำในตลาดระบบควบคุมนี้ได้”
ด้วยประสบการณ์หลายทศวรรษในการพัฒนาซอฟต์แวร์และการควบคุมระบบ บ๊อซประสบความสำเร็จในการเป็นพันธมิตรกับเทคโนโลยีนี้ในการใช้งานของลูกค้าเป็นจำนวนมาก รวมไปถึง ระบบสัญญาณจากเซ็นเซอร์แรงบิดที่พวงมาลัยคอนโทรลเลอร์อิเล็กทรอนิกส์ในตัวของชุดควบคุม จะคำนวณระบบช่วยบังคับเลี้ยวที่เหมาะสมที่สุด ส่งมอบคำสั่งโดยมอเตอร์ไฟฟ้าในตัว นอกเหนือจากแรงบิดที่ใช้กับพวงมาลัยโดยคนขับแล้ว การคำนวณดังกล่าวยังคำนึงถึงพารามิเตอร์อื่น ๆ ของรถอีกมากมาย

เกี่ยวกับแชฟฟ์เลอร์

กลุ่มแชฟฟ์เลอร์เป็นผู้จำหน่ายสินค้าด้านยานยนต์และอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลก ด้วยการนำเสนอส่วนประกอบและระบบที่มีความแม่นยำสูงในเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และตัวถัง รวมถึงโซลูชั่นตลับลูกปืนแบบเม็ดกลมและแบบธรรมดา สำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมจำนวนมาก กลุ่มแชฟฟ์เลอร์ได้สร้างแนวคิด “การขับเคลื่อนเพื่ออนาคต” โดยมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบยั่งยืนสำหรับการเคลื่อนที่ด้วยระบบไฟฟ้า ระบบดิจิตอล และอุตสาหกรรม 4.0 เทคโนโลยีของแชฟฟ์เลอร์สร้างยอดขายได้ประมาณ 14.4 พันล้านยูโรในปี 2562 แชฟฟ์เลอร์เป็นหนึ่งในบริษัทครอบครัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีจำนวนพนักงานประมาณ 89,000 คน และมีสำนักงานสาขากว่า 170 แห่งในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ทั้งที่เป็นโรงงาน ศูนย์วิจัยและพัฒนา และสำนักงานขาย ด้วยการลงทะเบียนสิทธิบัตรมากกว่า 2,400 รายการในปี พ.ศ. 2562 แชฟฟ์เลอร์เป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมมากที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศเยอรมนีจากข้อมูลของสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าเยอรมัน (DPMA)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ยส่งทีมนักศึกษาจาก ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) แข่ง Huawei ICT Competition 2020 รอบเอเชียแปซิฟิก

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ชวนคนไทยร่วมส่งกำลังใจให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีทั้ง 3 คนในนามทีม “KMUTT” เป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมแข่งขันในเวที Huawei ICT Competition 2020 รอบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2563 นี้ โดยตัวแทนทีมนักศึกษาผู้ชนะจากรอบคัดเลือกระดับประเทศ เตรียมประลองความรู้ความเชี่ยวชาญด้านไอซีที กับทีมผู้แทนจากอีก 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย และอินโดนีเซีย

แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะทำให้บริษัทต้องเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันเป็น
อีเว้นท์ทางออนไลน์ผ่านระบบ Video Conference สำหรับทั้งรอบภูมิภาคและรอบแกรนด์ไฟนอล แต่หัวเว่ยประกาศว่าการแข่งขันต้องดำเนินต่อไป พร้อมเดินหน้าเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีพื้นที่ให้แสดงความสามารถบนเวทีการแข่งขันด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระดับโลกที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

ทีม KMUTT ผู้ชนะในรอบคัดเลือกของ Huawei ICT Competition 2020 ซึ่งเป็นตัวแทนประเทศไทยประจำปีนี้ประกอบด้วยนักศึกษาทั้งหมด 3 คน จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้แก่ นายพิทวัส ทวีกิจวรชัย (พีท) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 นายวิชาญ เรืองขจร (ปลื้ม) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และนายบุญญฤทธิ์ ปึงทมวัฒนากูล (อ๊อฟ) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ

ในรอบคัดเลือก หัวเว่ยใช้ Huawei Certification ระดับ HCIA (Huawei Certified ICT Associate) ซึ่งเป็นหลักสูตรประกาศนียบัตรรับรองความรู้ด้านไอซีทีที่ได้การยอมรับในการทำงานระดับสากล ในสาขา Routing & Switching เพื่อคัดเลือกหาทีมอันดับหนึ่งของประเทศ โดยทีม KMUTT ของนักศึกษาทั้งสามได้รับคัดเลือกจากการแข่งขันรอบระดับประเทศที่จัดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้พวกเขาได้เป็นตัวแทนเยาวชนไทยเพื่อเตรียมตัวชิงชัยในระดับภูมิภาค ในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ และเนื่องด้วยสถานการณ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ การแข่งขันรอบ Regional – APAC นี้ หัวเว่ยจะแจกโจทย์การทดสอบพร้อมกันทั้ง 6 ประเทศผ่านระบบ Video Conference และ 9 ทีมที่ได้คะแนนรวมสูงสุดจะเป็นตัวแทนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไปชิงแชมป์โลกในรอบแกรนด์ไฟนอล ร่วมกับผู้ชนะจากแต่ละภูมิภาค

เพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันในเวทีนานาชาติ ทีมเยาวชนไทยเผยว่าพวกเขาต่างทบทวนความรู้ในทางทฤษฎีและเชิงปฏิบัติด้วยตนเองมาอย่างต่อเนื่องจากหลักสูตรและแหล่งข้อมูลที่หัวเว่ยจัดเตรียมให้มาโดยตลอด การแข่งขันในรอบภูมิภาคนี้ ต้องอาศัยความรู้ด้านไอซีทีใน 3 สาขา ได้แก่ Routing & Switching, WLAN และ Security ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากหัวเว่ย ประเทศไทย ได้ให้การสนับสนุนน้องๆ อย่างเต็มที่ด้วยการจัดฝึกอบรมทบทวนความรู้อย่างเข้มข้นเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อให้ทีมผู้เข้าแข่งขันมีพื้นฐานทฤษฎีที่แม่นยำ พร้อมจัดเทรนนิ่งเชิงปฏิบัติที่สำนักงานใหญ่ของหัวเว่ย เพื่อจำลองสถานการณ์การเชื่อมต่อระบบผ่านอุปกรณ์จริง เตรียมความพร้อมน้องๆ ให้มีความมั่นใจทั้งในเชิงทฤษฎีและการทำงานกับเครือข่ายจริงอีกด้วย

ดร. อนุชาติ ทัศนวิบูลย์ อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในฐานะผู้ดูแลโครงการ ให้สัมภาษณ์ระหว่างการเตรียมความพร้อมของทีมว่า “ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยฯ ได้มีโอกาสแสดงความสามารถด้านไอซีทีในเวทีระดับสากล ประสบการณ์เช่นนี้ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ นอกจากจะได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาโดยตรงแล้ว ผมมั่นใจว่าทีมของเราจะได้พัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมและการขวนขวายหาความรู้นอกห้องเรียนหรือ Self- Learning ซึ่งเป็นสองทักษะที่สำคัญมาก ๆ ในโลกเทคโนโลยียุคใหม่”

นายบุญญฤทธิ์ ปึงทมวัฒนากูล (อ๊อฟ) ตัวแทนเยาวชนจากทีม KMUTT ทิ้งท้ายว่า “พวกเราจะตั้งใจทำให้ดีที่สุด ประสบการณ์การแข่งขันระดับโลกแบบนี้ถือเป็นความท้าทายอันน่าตื่นเต้นในชีวิต และเราก็มั่นใจว่าสิ่งที่ได้รับจากโครงการ Huawei ICT Competition คือการได้ต่อยอดองค์ความรู้ด้านไอทีจากห้องเรียนสู่การเปิดโลกกว้าง พร้อมนำความรู้ที่ได้จากหลักสูตรของหัวเว่ยไปใช้ในการทำงานในอนาคตต่อไป”

หัวเว่ยขอชวนทุกคนร่วมส่งกำลังใจให้ทีม “KMUTT” ในการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ บริษัทพร้อมยืนหยัดส่งเสริมการพัฒนาทักษะความรู้ด้านไอซีที ผ่านหลักสูตรไอซีทีทางออนไลน์มากมายภายใต้โครงการ Huawei Certification เพื่อมอบโอกาสการเรียนรู้ด้านไอซีทีที่ทุกคนเข้าถึงได้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เมโทรซิสเต็มส์ฯ ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาด้านไอทีสุดยิ่งใหญ่แห่งปี The Power of Data

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยกลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์โซลูชั่น ขอเรียนเชิญท่านผู้บริหาร CTO, CIO, IT Manager, Systems Engineer, Cloud Engineer, DevOps Engineer, Software Developer,IT Security Manager, Business Manager, Security Engineer, ผู้ดูแลระบบ IT และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมงานสัมมนาไอทีสุดยิ่งใหญ่ประจำปี 2020 “The Power of Data” ท่ามกลางวิกฤต COVID-19 ส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกในวงกว้าง ทำให้องค์กรต้องเสาะแสวงหาเทคโนโลยีที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ ร่วมรับฟังแนวความคิดจากผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำ และพบกับโซลูชั่นหลากหลายที่ช่วยนำพาองค์กรของคุณ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุค New Normal ในวันพฤหัสที่ 22 ตุลาคม 2020 นี้ เวลา 8.00-16.00 น. ณ อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
: Agenda :
08.00 – 09.20 : Registration at MSC (Convention Hall G1)
09.20 – 09.40 : Wecome Address by Mr.Aroon Tor-ek-bundit, President, Metro Systems Corporation Public Co., Ltd.
09.40 – 10.00 : Adapting Cybersecurity For The NEW NORMAL
10.00 – 10.20 : 4 Ways IT Prepare for PDPA Actions
10.20 – 11.00 : New End-to-End Automation Processes for Profitability & Customer Experiences
11.00 – 11.40 : Cognitive Business Platform Journey : Data Preparation/Data Management/Data Analytics
11.40 – 13.40 : Lunch and Visit Booth
13.40 – 14.00 : New Innovative Digital Organization
14.00 – 14.20 : IoT and Design for Product Excellent
14.20 – 14.40 : The Organization’s Central Intelligence
14.40 – 15.40 : Panel Discussion with Guest Speakers
15.40 – 16.00 : Wrap up and Lucky Draw

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ : คุณสุภาพรรณ ถ้วนกำจร โทร. 02-089-4938 อีเมล supapthu@metrosystems.co.th

กรุณาลงทะเบียนเข้าร่วมงานที่ Link นี้ค่ะ : https://forms.office.com/Pages/ResponsePage.aspx?id=nIQHzS3vvkWtKzBH1IP40MxTO3QVq4VFmNG14rK9FhZUQjJJTjRZVVRFMVFOM00yNE1TNjRHQk1NTS4u


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ออฟฟิศเมท พลัส” แฟรนไชส์ไทยดาวรุ่งมาแรงแห่งปี 2020 เปิดประตูอ้าแขนรับสมัครแฟรนไชส์ซี ในงาน TFBO ไบเทค บางนา

นางสาววิลาวรรณ ฤกษ์เกรียงไกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ออฟฟิศเมท พลัส กล่าวว่า ออฟฟิศเมท พลัส (OfficeMate Plus+) ร้านแฟรนไชส์อุปกรณ์สำนักงานเพื่อธุรกิจ เปิดรับสมัคร แฟรนไชส์ซีให้ร่วมเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน กับโมเดลธุรกิจเชิงรุก Disruptive B2B OMNI Channel Franchise ที่ช่วยให้ผู้ลงทุนฉีกทุกกรอบการขายสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงและเติบโตได้อย่าง  ไร้ขีดจำกัด ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 2.9 ล้านบาท ให้คุณขายสินค้าเพื่อภาคธุรกิจกว่า 60,000 รายการ ผ่านช่องทางการขายทั้งหน้าร้าน, พนักงานขาย Direct Sale, ช่องทางออนไลน์ผ่าน Line และ Facebook ด้วยระบบจัดการสำเร็จรูปมาตรฐานสากลที่ช่วยให้คุณเริ่มต้นธุรกิจได้เร็วใน 3 เดือน*

พบกับ ออฟฟิศเมท พลัส (OfficeMate Plus+) แฟรนไชส์ไทยดาวรุ่งมาแรงแห่งปีการันตีด้วยรางวัล “Franchise Shining Star” จากงาน Thailand Franchise Award 2020 ที่บูธออฟฟิศเมท พลัส R18 ในงาน Thailand Franchise & Business Opportunities 2020 (TFBO) ไบเทค บางนา 14–17 ต.ค. 63 นี้ พร้อมพูดคุยกับที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจแฟรนไชส์ค้าปลีกได้ฟรี! และรับข้อเสนอสุดพิเศษกับส่วนลดเข้าร่วมลงทุน มูลค่ารวม 100,000 บาท* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะครุศาสตร์ฯ มจพ. ต้อนรับคณะอนุกรรมการประเมิน เพื่อการรับรองปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 5 ปี)

รศ.ดร.เสาวณิต สุขภารังษี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และ รศ.ดร.สันชัย อินทพิชัย รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนากิจการมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) พร้อมด้วย รศ.ดร.ไพโรจน์ สถิรยากร คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและผู้บริหารคณะ ให้การต้อนรับคณะอนุกรรมการประเมินเพื่อการรับรองปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 5 ปี) เข้าประเมินมาตรฐานการผลิตและมาตรฐานบัณฑิตตามสภาพจริงของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มจพ. จำนวน 2 หลักสูตร ซึ่งประกอบด้วยหลักสูตรปริญญาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและการศึกษา (หลักสูตร 5 ปี) (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2561) และหลักสูตรปริญญาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธาและการศึกษา (หลักสูตร 5 ปี) (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2563) ณ ห้องประชุม 208 คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มจพ. เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา อนุกรรมการในการตรวจประเมิน ดังนี้รายชื่อ 1. รศ.ดร.สมบัติ คชสิทธิ์ ประธานอนุกรรมการ 2. รศ.กณิดา มาประเสริฐ อนุกรรมการ 3. รศ.ดร.สิทธิชัย แก้วเกื้อกูล อนุกรรมการ 4. รศ.ดร.ไพโรจน์ กลิ่นกุหลาบ อนุกรรมการ 5. นางสาวอรนุช หงวนไธสง ผู้อำนวยการกลุ่มรับรองปริญญาและประกาศนียบัตร และ 6. นายปิยะ ประเสริฐสังข์
นักวิชาการ

ในการประเมินมาตรฐานการผลิตและมาตรฐานบัณฑิตตามสภาพจริงในครั้งนี้ นอกจากการพิจารณามาตรฐานหลักสูตรบัณฑิต มาตรฐานการผลิต มาตรฐานบัณฑิตจากข้อมูลของสถาบันตามแบบประเมินมาตรฐานการผลิตฯ การซักถามข้อมูลเพิ่มเติมประกอบพิจารณาพร้อมข้อเสนอแนะแล้ว คณะอนุกรรมการฯ ได้ขอสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง โดยแบ่งกลุ่มสัมภาษณ์ แบ่ง 3 กลุ่ม เพื่อประกอบการพิจารณา ดังนี้ 1. ผู้แทนนักศึกษา คละชั้นปี รวมจำนวน 20 คน 2. ครูพี่เลี้ยง และผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นเครือข่ายปฏิบัติการสอน รวมจำนวน 6-10 คน และ 3. อาจารย์ประจำหลักสูตร อาจารย์ผู้สอนรายวิชาชีพครูและอาจารย์นิเทศก์ รวมจำนวน 10 คน

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มจพ. ขอขอบพระคุณคณะอนุกรรมการประเมินเพื่อการรับรองปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 5 ปี) จากคุรุสภา ที่ให้คำแนะนำที่มีประโยชน์อย่างยิ่งแก่คณะและมหาวิทยาลัย

ประจักษ์เวช ข่าว-ภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วิทยาลัยนานาชาติ มจพ. จัดสัมมนาทางวิชาการและศึกษาดูงานนักศึกษา ป.ตรี ณ ต่างประเทศ ปี’63

วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้จัดการศึกษาในหลักสูตรบริหารธุรกิจสาขาวิชาการค้าระหว่างประเทศและธุรกิจโลจิสติกส์ (หลักสูตรนานาชาติ) ด้วยปรัชญาการศึกษาของวิทยาลัยคือ “ปัญญาสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัด วิสัยทัศน์สู่สากล” ในการผลิตบุคลากรคุณภาพที่จะเป็นกำลังสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมในระดับชาติและนานาชาติ

รศ.ดร.พิเชษฐ์ ศรียรรยงค์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มจพ. เปิดเผยว่า วิทยาลัยนานาชาติเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเปิดโลกทัศน์ ของนักศึกษาในสาขาวิชาการค้าระหว่างประเทศและธุรกิจโลจิสติกส์ให้กว้างไกล รวมถึงได้สัมผัสสถานการณ์และวัฒนธรรมแปลกใหม่และมีประสบการณ์การเรียนรู้ในต่างประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานักศึกษาสู่การเป็นมืออาชีพในด้านธุรกิจระหว่างประเทศ และการจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยในทุกๆ ปีการศึกษา ภาคการศึกษาที่ 2 ของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 เป็นภาคการศึกษามีการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มวิชาชีพ ซึ่งมิอาจจำกัดเพียงการเรียนรู้ในห้องเรียนและในประเทศ ได้แก่ รายวิชาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ต่างวัฒนธรรม (Managing People Across Cultures) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ข้ามวัฒนธรรม และการบริหารจัดการองค์กรในระดับนานาชาติ ประกอบด้วยบุคลากรจากหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม นักศึกษาจะต้องเรียนรู้ทั้งหลักการทำความเข้าใจ ปรับตัว ทัศนคติ และเจตคติอันเหมาะสม พร้อมต่อการทำงานในระดับสากลอย่างมีประสิทธิภาพ รายวิชาการตลาดระดับโลก (Global Marketing) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการตลาดระหว่างประเทศและระดับโลก ตลอดจนรายวิชาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบและธุรกิจรับจัดการขนส่งระหว่างประเทศ (Multimodal Transportation and Freight Forward Business) ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการขนส่งต่อเนื่อง บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของธุรกิจ รับจัดการขนส่งที่มีต่อการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ ขั้นตอนการดำเนินงานเกี่ยวกับสินค้า การจัดการรับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เงื่อนไขทางการค้าและเอกสารที่เกี่ยวกับการขนส่ง

รศ.ดร.พิเชษฐ์ เสริมว่า การเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ในต่างประเทศนั้น เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์นอกห้องเรียนจากการจัดทัศนศึกษาภายนอกราชอาณาจักร ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศญี่ปุ่นจึงเป็นที่มาในการจัดโครงการสัมมนาทางวิชาการและศึกษาดูงานนักศึกษาระดับปริญญาตรี ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศญี่ปุ่น ประจำปี พ.ศ. 2563 ในระหว่างวันที่ 5 – 11 มกราคม พ.ศ. 2563 ซึ่งมีนักศึกษาของวิทยาลัยนานาชาติจำนวน 61 คน เข้าร่วมโครงการและมีคณาจารย์ของวิทยาลัยนานาชาติจำนวน 4 คน ดำเนินการจัดทำโครงการ ประสานงาน ตลอดจนควบคุมดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิด โดยประกอบด้วย (1) รศ.ดร. พิเชษฐ์ ศรียรรยงค์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ (2) ผศ.ดร อัจฉรียา รอบกิจ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและกิจการนักศึกษา (3) อาจารย์ณัฐธิดา พลซื่อ อาจารย์ประจำ และ (4) ผศ.ดร. อังกูร ลาภธเนศ อาจารย์พิเศษและผู้เชี่ยวชาญในสาขาโลจิสติกส์ โดยนักศึกษาจะได้ประสบการณ์จากการทัศนศึกษา ศึกษาดูงาน และการเข้าร่วมการสัมมนาพิเศษทางวิชาการ อีกทั้งผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนจะได้รับประกาศนียบัตรในการเข้าร่วมโครงการ (Certificate of Attendance) รายละเอียดดังนี้

1) การสัมมนาพิเศษทางวิชาการที่มหาวิทยาลัยมาเก๊า (University of Macau) ในหัวข้อ “International Management: Rising to the Challenge” โดย Asst. Prof. Dr. Javier Calero Cuervo, Department of Management and Marketing, Faculty of Business Administration, University of Macau

2) การสัมมนาพิเศษทางวิชาการที่มหาวิทยาลัยโตเกียว (University of Tokyo) ในหัวข้อ “Global Business for Competitive Advantage” โดย Prof. Dr. Shigeru Matsumoto, Cross Border Mergers & Acquisitions Endowed Professor, Graduate School of Management, Kyoto University

3) ศึกษาดูงานที่โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์โทมาริ (Tomari Nuclear Power Plant) Tomari Nuclear Power Plant, Hokkaido Electric Power Co. Inc., Shiribeshi, Hokkaido, Japan

4) ศึกษาดูงานที่ท่าเรือโทมาโคไม (Port of Tomakomai) Tomakomai Port Authority, Iburi, Hokkaido, Japan
สอบถามรายละเอียดได้ที่ วิทยาลัยนานาชาติ มจพ. (International College) โทร. 094-0567931, 02- 5552000 ต่อ 2811, 2812 หรือ Line ID: ickmutnb และที่ Facebook: International College KMUTNB

ขวัญฤทัย ข่าว –ภาพ


 

Categories
บทความ สิ่งประดิษฐ์ สิ่งประดิษฐ์ต่างแดน เทคโนโลยี

3 นวัตกรรมหน้ากากเพื่อมนุษยชาติ

เริ่มจากวันที่เราตื่นตัวเรื่องฝุ่นจิ๋ว PM2.5 จนมาสู่การจู่โจมของ COVID-19 ทำให้ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับการสวมใส่หน้ากากอนามัยและเริ่มดูชินตา ไม่เหมือนกับการสวมใส่ในช่วงแรกที่ทำเอาคนที่สวมใส่ดูกลายเป็นคนประหลาดไปเลย

ในบทความนี้เราลองมาดูนวัตกรรมการออกแบบหน้ากากอนามัยในยุคสมัยที่ต่อจากนี้เราจะเริ่มคุ้นชินและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่เราแทบทุกคนจะต้องพกติดตัวในที่สุด

Xiaomi mijia Purely

เริ่มจากแบรนด์ที่คุ้นเคย กับนวัตกรรมหน้ากากจากเสี่ยวมี่ Xiaomi mijia Purely ที่มีพัดลมติดตั้งอยู่ด้านหน้าของหน้ากาก เปรียบเหมือนมีเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กติดตั้งอยู่ที่หน้ากากเลยทีเดียว

โดยความแรงของพัดลมจะมี 3 ระดับ พัดลมสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง 4 ถึง 8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับระดับความแรงของพัดลมที่เปิด เมื่อพลังงานหมดก็สามารถชาร์จโดยการเชื่อมต่อสาย microUSB

โดยในชุดผู้ผลิตจะแถมแผ่นกรองที่มีความหนาแตกต่างกันสำหรับติดตั้งในช่องพัดลม และมีแผ่นหน้ากากสำหรับรองด้านในอีกหนึ่งแผ่น

อันนี้มีจำหน่ายจริงแล้วนะครับและราคาก็ไม่แรงมาก สนใจก็ลองเข้าไปซื้อหากันได้ตามลิงก์นี้เลย


Atmōs

หน้ากากสุดแนวที่ได้รับรางวัลในงาน CES2019 เห็นแล้วให้คิดถึงภาพยนตร์ไซไฟเป็นยิ่งนัก ด้วยรูปทรงล้ำสมัยที่ยากจะบรรยาย

หน้ากากทั่วไปจะใช้เพียงแผ่นกรองประเภท HEPA ซึ่งเป็นกรองที่มีความละเอียดสูง แต่หน้ากากตัวนี้มันปกป้องฝุ่นด้วยหลักการไหลเวียนของอากาศ ลองนึกถึงเมื่อคุณเดินเข้าห้างแล้วมีลมแรงๆ พัดลงมาที่ศรีษะของคุณ นั่นแหละครับวัตถุประสงค์ค่อนข้างใกล้เคียงกัน แต่หลักการจะต่างออกไป

โดยหน้ากาก Atmōs จะมีพัดลมทั้งหมด 2 ชุด ตัวแรกทำหน้าที่เป่าลมให้ไหลเข้าไปในหน้ากากที่ออกแบบให้ลมสามารถไหลผ่านบริเวณปากและจมูกของผู้สวมใส่โดยไม่ฟุ้งกระจายออกไปด้านนอก ทำให้ผู้สวมใส่ได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ไหลเวียผ่านจมูกตลอดเวลา โดยอีกฝั่งของหน้ากากจะมีพัดลมอีกหนึ่งชุดที่ทำหน้าที่ดูดอากาศออกเพื่อสร้างการไหลเวียนของอากาศในหน้ากากนั่นเอง

ดูเหมือนง่ายๆ แต่ก็ต้องใช้หลักการออกแบบทางวิศวกรรมและผ่านการทดสอบมาหลายปีกว่าจะสามารถผลิตออกมาจำหน่ายได้สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าไปสั่งจองหน้ากากสุดแนวนี้ได้ที่ https://www.ao-air.com/


FIRE MASK

สำหรับนวัตกรรมหน้ากากชิ้นนี้ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการห่างไกลจากฝุ่น pm2.5 และโควิด แต่นวัตกรรมหน้ากากตัวนี้ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในไซต์งานก่อสร้าง หรือนักดับเพลิงเป็นหลัก

เนื่องจากควันไฟที่มักจะเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน นักออกแบบแดนกิมจิอย่าง Inyong Bang จึงได้มีแนวคิดออกแบบหน้ากากกันไฟนี้เพื่อป้องกันการสูดดมควันจนอาจทำให้หมดสติได้

ลักษณะของหน้ากากนักดับเพลิงนี้ก็จะมีรูปทรงคล้ายกับหน้ากากสำหรับกันสารพิษ เมื่อกดปุ่มที่ด้านหน้าของหน้ากากจะทำให้น้ำถูกฉีดกระจายไปยังเยื่อกระดาษอัดทันที โดยเยื่อกระดาษที่อิ่มตัวด้วยน้ำ จะช่วยปกป้องผู้สวมใส่จากก๊าซและควันที่เป็นอันตราย เพื่อช่วยซื้อเวลาอันมีค่าในการหลบหนีหรือช่วยดับไฟในที่เกิดเหตุ

ทั้ง 3 รูปแบบนี้ก็คือตัวอย่างของนวัตกรรมหน้ากากที่มีการออกแบบทั้งที่จำหน่ายจริงและกำลังอยู่ในแผนการผลิต แน่นอนว่าในอนาคตเราคงมีโอกาสได้เห็นหน้ากากอนามัยหน้าตาแปลกๆ อีกมากมายทีเดียว แต่สิ่งที่อยากเห็นก็คือการผลิตออกมาจำหน่ายจริงในปรืมาณมากและราคาที่บริโภคอย่างเราจับต้องได้ เอาใจช่วยนักนวัตกรรมกันนะครับ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เมโทรซิสเต็มส์ฯ รับรางวัล SHINING STAR AWARD 2020 จากหัวเว่ย ในงาน Huawei Thailand Partner Summit 2020

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้นำเสนอสินค้าโซลูชั่นระดับเอ็นเตอร์ไพรส์ รับรางวัล “SHINING STAR AWARD 2020” ประจำปี 2563 ในงาน Huawei Thailand Partner Summit 2020 โดยมี คุณจิระศักดิ์ ตรังคิณีนาถ (ทางขวา) รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจดิจิตอลโซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รับมอบรางวัลจาก คุณเจสัน เผิง (ทางซ้าย) Vice President Thailand Enterprise Channel Business Department บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ วันที่ 11 กันยายน 2563

นับเป็นความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งกับความสำเร็จในปีนี้ของทางเมโทรซิสเต็มส์ฯ ซึ่งได้ดำเนินธุรกิจทางด้านเอ็นเตอร์ไพรส์โซลูชั่นมายาวนาน มีความเข้าใจและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี พร้อมให้บริการหลังการขายแบบครบวงจร

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ กลุ่มธุรกิจดิจิตอลโซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โทร.02-089-4994 อีเมล์ : dsgmkt@metrosystems.co.th Website : https://www.metrosystems.co.th/ Facebook : https://www.facebook.com/metrosystemscorp/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CIBA DPU จับมือม.ดังอังกฤษเปิด Double Degree เรียนรู้ธุรกิจทั่วโลก

CIBA DPU จับมือ The University of Northampton ประเทศอังกฤษ เปิดหลักสูตร Double Degree สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ และ MBA หวังเพิ่มโอกาสแก่นักศึกษาไทย เรียนรู้ธุรกิจฝั่งตะวันตกและตะวันออก เพิ่มช่องทาง เครือข่ายในการทำธุรกิจ พร้อมลดความเสี่ยงจากโรคโควิด-19

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี(CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่า ด้วยการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้แต่ละมหาวิทยาลัยต้องมีการปรับตัวทั้งในเรื่องของการเรียนการสอน หลักสูตร เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าถึงองค์ความรู้ และโอกาสทางการศึกษาให้มากที่สุด วิทยาลัยCIBA ซึ่งมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ จึงได้ร่วมมือกับ The University of Northampton ประเทศอังกฤษ ในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตร 2 ปริญญา หรือDouble Degree ในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ใน 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรบริหารธุรกิจ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ และหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) ซึ่งทั้ง 2 หลักสูตรนี้ นักศึกษาสามารถไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ หรือจะเรียนในประเทศไทยซึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญา 2 ใบจาก DPU และ The University of Northampton ประเทศอังกฤษ

“ความร่วมมือดังกล่าว เป็นการขยายโอกาสใหันักศึกษาไทยที่ไม่สะดวกจะเดินทางไปต่างประเทศ สามารถเรียนในเมืองไทยได้ ซึ่งทาง The University of Northampton เป็นมหาวิทยาลัยดังในประเทศอังกฤษ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างผู้ประกอบการ หรือธุรกิจ CIBA DPU ก็มีนโยบายที่สอดคล้องกันในเรื่องการสนับสนุนความสามารถของนักศึกษาในการสร้างธุรกิจ ยิ่งไปกว่านั้น ทางมหาวิทยาลัยมีที่ปรึกษาเฉพาะทางที่พร้อมช่วยผลักดันให้ธุรกิจเกิดประสิทธิภาพสูงสุด จากความลงตัวดังกล่าวทำให้นักศึกษาที่จะเรียนในหลักสูตรได้เห็นมุมมองทางด้านธุรกิจในประเทศตะวันตก และตะวันออก ขณะเดียวกันจะเป็นการเปิดเครือข่ายในการทำธุรกิจ เพราะรูปแบบการเรียนการสอนจะเน้นจากสถานการณ์จริง กรณีศึกษาจริงที่เกิดขึ้นจากในประเทศฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก นักศึกษาจะมีโอกาสในการทำธุรกิจและเรียนรู้ธุรกิจในโลกสมัยใหม่ได้มากขึ้น” คณบดีวิทยาลัย CIBA กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบัน วิทยาลัย CIBA มีการเปิดรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนกว่า 20 ประเทศ ดังนั้น ในหลักสูตร 2 ปริญญาดังกล่าว จะมีนักศึกษาที่เข้าเรียนจากหลากหลายประเทศ ซึ่งจะได้แนวทางด้านธุรกิจที่มาจากบุคลากร คณาจารย์ วิทยาลัย CIBA และ The University of Northampton รวมถึงผู้เชี่ยวชาญมากมาย โดยทั้ง 2 หลักสูตรจะเปิดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2564 ซึ่งจะรับคลาสละ 30 คน สำหรับผู้สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ https://ciba.dpu.ac.th/ หรือเพจ CIBAวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สัมภาษณ์ exclusive อ.ดร.พนิดา เรณูมาลย์ บทบาทและการทำงานศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมเกษตร มจพ.ปราจีนบุรี

ศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี บทบาทและการทำงานจะเน้นให้บริการด้านการวิจัย และบริการวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกษตร และการบริการวิชาการเชิงบูรณาการกับการเรียนการสอนด้านอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อตอบสนองต่อพันธกิจของคณะและมหาวิทยาลัย ฉบับนี้พามาเจาะลึกสัมภาษณ์แบบ exclusive กับอาจารย์ ดร.พนิดา เรณูมาลย์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมเกษตร มจพ. ปราจีนบุรี เกี่ยวกับทิศทางของศูนย์วิจัยฯ ทั้งเรื่องการจัดหลักสูตรอบรม การให้บริการวิชาการความรู้ด้านอุตสาหกรรมเกษตรแก่วิสาหกิจชุมชน รวมถึงงานวิจัยแบบมีส่วนร่วมให้กับชุมชนในการแก้ปัญหาด้านอุตสาหกรรมเกษตร ว่าในปีนี้จะเป็นอย่างไรเพื่อตอบสนองต่อพันธกิจของคณะและมหาวิทยาลัย

อาจารย์ ดร.พนิดา เล่าถึงการจัดตั้งศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมเกษตรว่า คณะอุตสาหกรรมเกษตร มียุทธศาสตร์การวิจัยที่สอดคล้องกับมหาวิทยาลัยในการมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย จึงได้มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมเกษตรขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 เพื่อเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยและบริการวิชาการด้านอุตสาหกรรมเกษตรที่มีคุณภาพให้แก่สังคม โดยหน้าที่ของศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมเกษตรด้านงานวิจัยที่มีบทบาทต่อบุคลากรและนักวิจัยภายในคณะเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างผลงานวิชาการทางด้านอุตสาหกรรมเกษตร และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในรูปแบบงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ รวมถึงการนำเสนอผลงานวิจัยทั้งในเวทีระดับชาติและระดับนานาชาติ ส่วนกิจกรรมด้านงานบริการวิชาการมีนโยบายการให้บริการวิชาการความรู้ด้านอุตสาหกรรมเกษตรแก่วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ และสังคม อย่างน้อยปีละ 2 เรื่อง เพื่อเป็นการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานของคณะฯ ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะงานด้านบริการวิชาการ “จะมุ่งเน้นการจัดบริการวิชาการที่บูรณาการกับการจัดการเรียนการสอน การวิจัยด้านอุตสาหกรรมเกษตร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการบริหารจัดการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านอุตสาหกรรมเกษตร”

กลุ่มเป้าหมายศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมเกษตร เน้นการให้บริการวิชาการให้แก่ชุมชน วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ ผู้สนใจทั่วไป และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง อีกทั้งศูนย์วิจัยฯ ยังเป็นสื่อกลางในการจัดหลักสูตรอบรมระยะสั้นทางด้านอุตสาหกรรมเกษตร นอกจากนี้ อาจารย์ ดร.พนิดา ยังให้ความสำคัญใน “การดำเนินงานทั้งเชิงรับและเชิงรุกในการเข้าถึงปัญหาและความต้องการของผู้ขอรับบริการ โดยเน้นงานวิจัยแบบมีส่วนร่วมให้กับชุมชนในการแก้ปัญหาด้านอุตสาหกรรมเกษตร และการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบภายในท้องถิ่น” อาศัยกระบวนการพัฒนาทักษะด้านงานวิจัยและเพิ่มพูนความรู้ของนักวิจัยได้เต็มศักยภาพ จึงทำให้ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาได้ตรงกับความต้องการของผู้ขอรับบริการได้อย่างแท้จริง

ทิศทางในการบริหารจัดการศูนย์ฯ เน้นหนักไปที่กลยุทธ์ที่เป็นเชิงรุกคือ การไปรับโจทย์วิจัยจากหน่วยงานรัฐบาล อาทิ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานสหกรณ์จังหวัด เป็นต้น ยิ่งในปัจจุบันการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ เป็นอีกหนึ่งที่ใช้เป็นการประชาสัมพันธ์ข่าวสาร กิจกรรมให้เป็นที่รู้จัก เช่น เว็บไซต์ศูนย์วิจัยฯ Facebook ,YouTube และการจัดทำข้อมูลใน QR code เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่สนใจเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างกว้างขวางและให้เป็นรู้จักได้ ศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมเกษตร มจพ.ปราจีนบุรี สามารถตอบโจทย์ให้กับชุมชน ทั้งหลักสูตรการฝึกอบรม ให้บริการวิจัย และบริการวิชาการ ด้านอุตสาหกรรมเกษตรที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดพัฒนาได้ตรงกับความต้องการของผู้ขอรับบริการซึ่งในปีที่แล้วศูนย์วิจัยฯ ถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อาจารย์ ดร.พนิดา กล่าวท้ายที่สุด บุคคลทั่วไปสนใจในหลักสูตรสามารถสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ 037-217300 ต่อ 7938, 7932, 7933, 7934

ขวัญฤทัย ข่าว -ภาพ


 

Exit mobile version