Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ขนทัพเฟอร์นิเจอร์รุ่นท็อปฮิตและเก้าอี้…เยอะมว๊าก!!!! จัดโปรส่วนลดสูงสุด 70% ในงานบ้านและสวนแฟร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นางสาววรพรรณ ชุณหศรีวงศ์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด ออฟฟิศเมท ยกขบวนกองทัพเก้าอี้    และเฟอร์นิเจอร์รุ่นท็อปฮิตชวนคุณสร้างสรรค์มุมทำงานส่วนตัว เนรมิตโฮมออฟฟิศ หรือแต่งร้านใหม่ในสไตล์คุณด้วยเฟอร์นิเจอร์คุณภาพจากแบรนด์ FURRADEC ที่มีให้เลือกสรรทั้งโต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวาง กับราคาสุดพิเศษลดสูงสุด 70% และสิทธิพิเศษสุดคุ้ม…!! ในงานบ้านและสวนแฟร์ ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ 3 เมืองทองธานี วันนี้– 8 พ.ย. 63

พร้อมมอบความแฮปปี้จัดเต็มและสิทธิพิเศษให้คุณช้อปคุ้มกว่าใคร…พบกับ Happy Hour ลดสุดขีดในช่วงเวลาสุดพิเศษ! ทุกวัน เวลา 11.00-12.00 / 13:00-14.00 / 15.00-16.00 / 18.00-19.00 น. กับสินค้าเฟอร์นิเจอร์ อาทิ เก้าอี้ผู้บริหาร, เก้าอี้ Ergonomic, เก้าอี้พักผ่อน, เก้าอี้เกมส์, เก้าอี้อเนกประสงค์, เก้าอี้จักรยานพร้อมที่วางโน๊ตบุ๊ค, โต๊ะทำงาน, โต๊ะประชุมปรับระดับ และ ตู้ลิ้นชัก,

ส่วนลด On Top! สำหรับลูกค้า TRUE รับส่วนลด 100 บาท เมื่อซื้อสินค้า 4,000 บาท ขึ้นไป/ใบเสร็จ* หรือเป็นเพื่อนกับ Line: @OfficeMate รับส่วนลด 200 บาท เมื่อซื้อสินค้า 5,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด),

สิทธิพิเศษผ่อน 0% นานสูงสุด 3 เดือน กับบัตรเครดิต KBank, SCB และ เซ็นทรัลเดอะวัน เมื่อช้อปครบ 1,500 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ*  หรือแลกคะแนน The1 จำนวน 2 เท่าของยอดซื้อ รับส่วนลด 30% เมื่อชำระผ่านบัตรเซ็นทรัลเดอะวันตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ พร้อมให้คุณรับของแถมของสมนาคุณอีกมากมาย

ลูกค้าทุกท่านสามารถช้อปสินค้าเฟอร์นิเจอร์ในราคาเดียวกับงานบ้านและสวนแฟร์ ได้ที่ร้านออฟฟิศเมท, ออฟฟิศเมท พลัส ทุกสาขา, Contact Center 1281 และช่องทางออนไลน์ที่ officemate.co.th, Mobile App และ Line: @OfficeMate ตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค. 63 – 8 พ.ย. 63 โดยมีบริการจัดส่งและประกอบฟรีถึงบ้าน/ออฟฟิศ เพียงช้อปครบ 499 บาท* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) ลูกค้าบุคคลธรรมดา สามารถขอรับใบกำกับภาษีได้ง่ายและเร็วทุกช่องทางการสั่งซื้อ เพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท* ตามมาตรการช้อปดีมีคืนของรัฐ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณบดี CITE DPU เตือนภัยคุกคาม Ransomware ตัวใหม่ยังถอดรหัสไม่ได้ แนะผู้ใช้งาน IT ตั้งรับด้วยความตระหนักรู้

ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการโจมตีทางไซเบอร์จำนวนมากทั่วทั้งโลกและในประเทศไทย ซึ่งไม่นานมานี้ได้เกิดการโจมตีทางไซเบอร์ที่สำคัญขึ้นกับระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง โดยแฮกเกอร์โจมตีด้วย Ransomware จนระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลไม่สามารถทำงานได้ทำให้การให้บริการกับผู้ป่วยได้รับผลกระทบอย่างหนัก รวมทั้งมีการเรียกค่าไถ่ด้วยมูลค่าที่สูงมาก เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทุกคนต้องหันมาสนใจเรื่องภัยคุกคามจากไซเบอร์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบเจาะระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เป็น Security Engineer ให้กับผลิตภัณฑ์ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของโลกในประเทศไทย ได้วิเคราะห์เหตุการณ์ดังกล่าวโดยระบุว่า Ransomware ของโรงพยาบาลที่ถูกโจมตีมีชื่อว่า “VoidCrypt” ที่ปรับปรุงใหม่ โดยปัจจุบันยังไม่สามารถทำการถอดรหัสเพื่อแก้ไขไฟล์ที่ติด Ransomware ตัวนี้ได้ และหากดูจากลักษณะการโจมตี รูปแบบและผลกระทบที่เกิดขึ้นคาดว่าไม่น่าจะเป็นฝีมือของคนไทยแต่มีความเป็นไปได้ที่เกิดจากการโจมตีจากชาวต่างชาติแถบทวีปยุโรปตะวันออกหรือตะวันออกกลางมากกว่า

ดร.ชัยพร กล่าวว่า Ransomware ดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายเพื่อการเรียกค่าไถ่ หากยอมจ่ายค่าไถ่ดังกล่าวแล้วก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าแฮกเกอร์จะยอมถอดรหัสไฟล์ทั้งหลายที่ติด Ransomware ดังกล่าวหรือไม่ แต่ผลกระทบเกิดขึ้นกับข้อมูลที่ได้เก็บบันทึกไว้และไม่สามารถนำมาใช้งานได้เกิดขึ้นแล้ว การกู้คืนระบบทำได้ยากหากไม่มีการบริหารจัดการสำรองข้อมูลที่ดี หรือมีการใช้งานเครื่องมือป้องกันจำพวก Endpoint Security รองรับหรือไม่ รวมถึงระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ล้าสมัยหรือไม่มีการอัพเดต การกำหนดสิทธิในการทำงานหรือการใช้งานของ User รัดกุมเพียงพอมากน้อยเพียงใด รวมทั้งความตระหนักของหน่วยงานและผู้ใช้งาน โดยในระยะสั้นอาจต้องแก้ปัญหาด้วยการทำงานด้วยกระดาษเป็นหลักก่อน ส่วนในระยะกลางถึงยาวอาจต้องแก้ปัญหาด้วยการคีย์ข้อมูลที่ต้องใช้งานเข้าไปใหม่ พร้อมทั้งการเพิ่มเติมและอัพเดตระบบคอมพิวเตอร์และระบบป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งต้องเสียทั้งเวลา งบประมาณ การให้บริการ และชื่อเสียง

คณบดีวิทยาลัย CITE DPU กล่าวว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์มีอยู่รอบตัวเรา และยังมีรูปแบบอื่น ๆ อีกยกตัวอย่างเช่น มีข้อมูลส่วนตัวของบุคคลที่สำคัญไปโผล่ที่ตลาดมืด เป็นไปได้ว่าแฮกเกอร์เป็นผู้นำไปขาย โดยเจาะระบบผ่านอีเมลล์ฟิชชิ่งทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งานในองค์กรติด Malware ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ หรือกรณีการติด Malware จนทำให้เกิดการแก้ไขข้อมูลการสั่งซื้อสินค้าต่างประเทศของบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง จนทำให้เกิดการโอนเงินไปยังบัญชีปลายทางที่เป็นของแฮกเกอร์ในต่างประเทศ เป็นต้น ปัญหาทั้งหลายดังกล่าวมักเกิดจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีระบบป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์หรือมีแต่ขาดการอัพเดต ดังนั้น วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ทุกคนต้องมีสติระมัดระวังในการใช้งาน มีการตระหนักรู้ (Awareness) ของการใช้งานที่ดี ไม่เข้าใช้โปรแกรมที่ไม่มีแหล่งที่มา ไม่เปิดอีเมลที่ไม่มีแหล่งที่มาหรือน่าสงสัย รู้จักใช้ระบบป้องกัน เก็บบันทึกข้อมูลการใช้งานให้ครบถ้วน มีการสำรองข้อมูล อัพเดตซอฟต์แวร์และเครื่องมือต่างๆ สม่ำเสมอ นอกจากนี้การป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์จำเป็นต้องได้รับการทบทวนและตรวจสอบเป็นประจำ ห้ามการ์ดตก เปรียบเหมือนเกมแมวไล่จับหนู เพราะแฮกเกอร์มักจะปรับเปลี่ยนวิธีการโจมตีใหม่ไปเรื่อย ๆ ทำให้เราต้องปรับวิธีตั้งรับและป้องกันตลอดเวลาเช่นเดียวกั

ดร.ชัยพร กล่าวทิ้งท้ายว่า ภัยคุกคามไซเบอร์ไม่มีทางหมดไปจากโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต และการโจมตีมาจากส่วนไหนของโลกก็ได้ เพราะภัยคุกคามต่าง ๆ มาจากการใช้งานอินเตอร์เน็ต แม้ภาครัฐได้ออกกฎหมายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่กฎหมายดังกล่าวบังคับและครอบคลุมหน่วยงานหรือบริษัทที่สำคัญเท่านั้นให้มีกระบวนการและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ดีพอ ยังไม่ครอบคลุม Home User หรือหน่วยงานหรือบริษัททั่วไป ดังนั้นผู้ใช้งานควรจะตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ใช้งานอินเตอร์เน็ตด้วยความระมัดระวัง รู้จักใช้เครื่องมือที่ช่วยป้องกันภัยคุกคามต่างๆ มีการสำรองข้อมูลสำคัญ เสริมสร้างความรู้ด้านไซเบอร์ เป็นต้น


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซันไลต์ ส่งสุดยอดสูตรใหม่ที่ดีที่สุด “ซันไลต์ แพลทินัม” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ ให้ชีวิตง่ายขึ้น

ซันไลต์ ผลิตภัณฑ์ล้างจานในเครือบริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ กับ “ซันไลต์ แพลทินัม” สูตรขจัดคราบหนักที่ดีที่สุดของซันไลต์ ที่ช่วยสลายคราบมันที่ล้างเท่าไรก็ไม่หมดสักที คราบไหม้ และคราบอาหารติดแน่นล้างออกยาก ให้สามารถล้างสะอาดได้อย่างง่ายดาย ไม่เปลืองแรงขัด ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ให้ใช้ชีวิตง่ายกว่าเดิมและมีเวลาไปทำอย่างอื่นมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ “ซันไลต์ แพลทินัม” ยังได้ถือโอกาสเปิดตัวพรีเซนเตอร์คนใหม่ โดยได้รับเกียรติจาก คุณเมย์ “กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ” เจ้าของธุรกิจร้านขนมหวานสุดฮิต “After You Dessert Cafe” ได้มาแชร์ประสบการณ์ตรงกับปัญหาคราบหนัก หลังจากการใช้อุปกรณ์ในการทำเบเกอรี่ และเครื่องดื่มต่างๆ ทำให้ต้องเสียเวลาเป็นอย่างมากในการทำความสะอาด การทำขนมดูเป็นเรื่องที่ง่ายกว่ามาก แต่เมื่อคุณเมย์ได้ลองเปลี่ยนมาใช้ “ซันไลต์ แพลทินัม” ทำให้การล้างทำความสะอาดอุปกรณ์เบเกอรี่ต่างๆ ง่ายขึ้น คุณเมย์การันตีเลยว่า “ใช้แล้วชอบ” กล้าบอกต่อ และอยากจะแนะนำคนยุคใหม่ที่ชื่นชอบการทำเบเกอรี่ หรือการทำอาหารเหมือนกัน แต่ยังรู้สึกเบื่อหน่ายกับการล้างทำความสะอาดภาชนะที่เปลืองทั้งแรงและเวลา ได้ลองใช้ “ซันไลต์ แพลทินัม” รับรองว่าจะทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น และสนุกกับการทำครัวมากยิ่งขึ้นแน่นอน
https://youtu.be/ljSAA8nGCoo

ปรับสูตรใหม่ครั้งนี้ “ซันไลต์ แพลทินัม” เหนือกว่าผลิตภัณฑ์ล้างจานสูตรอื่นของยูนิลีเวอร์อย่างไร?
ซันไลต์เข้าใจถึงปัญหาคราบหนักจากการทิ้งจานไว้แล้วไม่ได้ล้างในทันที การทำอาหารหรือเบเกอรี่ เช่น คราบอาหารที่ทิ้งไว้จนแห้งแข็ง, คราบไหม้ หรือแม้แต่คราบมัน ที่ทำให้คุณเสียเวลาและเปลืองแรงในการล้างทำความสะอาด จึงได้ปรับปรุงและพัฒนาสูตร จนได้ “ซันไลต์ แพลทินัม” สูตรที่ดีที่สุดของซันไลต์ ที่ช่วยขจัดคราบมัน และสลายคราบหนักได้ดีที่สุด โดยมีผลการทดลองจากห้องแลปพิสูจน์แล้วว่า เป็นผลิตภัณฑ์ล้างจานที่ดีที่สุดของซันไลต์ ด้วย 4 ข้อพิสูจน์ความเหนือกว่า

1. ซันไลต์ แพลทินัม มีส่วนผสมของสารทำความสะอาดมากถึง 3 ชนิด ซึ่งมากกว่าผลิตภัณฑ์ล้างจานสูตรอื่นของยูนิลีเวอร์ที่มีเพียง 2 ชนิดเท่านั้น
2. ซันไลต์ แพลทินัม มีความเข้มข้นของสารทำความสะอาดสูงที่สุดในบรรดาผลิตภัณฑ์ล้างจานสูตรอื่นของยูนิลีเวอร์
3. ซันไลต์ แพลทินัม มีคุณสมบัติที่โดดเด่นในเรื่องของการเพิ่มฟอง และล้างออกง่าย
4. ซันไลต์ แพลทินัม ทำจากสารทำความสะอาดจากพืช 100%
5. ขวดทำจากพลาสติกรีไซเคิล 100% สะอาดและรักษ์โลก
ซันไลต์ แพลทินัม มีให้เลือกถึง 2 กลิ่น คือ กลิ่นออเร้นจ์ยูซุ และ กลิ่นไอริส เลมอนกราส ช่วยขจัดคราบหนักเหนือกว่า พร้อมมาในราคาสุดคุ้ม
• แบบถุงเติม ขนาด 450 มล. ราคาเพียง 45 บาท เท่านั้น!
• แบบถุงเติม ขนาด 700 มล. ราคาเพียง 59 บาท เท่านั้น!
• แบบขวดปั๊ม ขนาด 750 มล. ราคาเพียง 79 บาท เท่านั้น!

ไม่อยากพลาดสูตรที่ดีที่สุดของซันไลต์ที่ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นกว่าเดิมแบบนี้ สามารถหาซื้อ “ซันไลต์ แพลทินัม” ได้แล้ววันนี้ที่ ร้านซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วไป หรือสามารถสั่งซื้อออนไลน์ง่ายๆ ได้ที่ shopee กับ Lazada ลองเลย! คลิก https://bit.ly/3dL8iqX


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“หัวเว่ย เทคโนโลยี่” ลุยอบรมการค้ายุคดิจิทัล ให้ SMEs และเด็กไทย GenZ เป็น CEO

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) และ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ (MOU) ในการร่วมมือพัฒนาหลักสูตรด้านดิจิทัล ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคธุรกิจ โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยานพุธที่ 28 ตุลาคม 2563 ณ อาคาร จี ทาวเวอร์ ชั้น 39 กรุงเทพมหานคร

นายจุรินทร์ กล่าวขอบคุณบริษัทหัวเว่ย ที่ได้ให้เกียรติกับกระทรวงพาณิชย์ในการลงนามทำ MOU ร่วมกันในการจัดให้มีหลักสูตรให้ความรู้ด้านดิจิทัลเทคโนโลยีแก่ SMEs และผู้ที่สนใจขึ้นในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยสามารถที่จะมีตัวเลขทางการค้าเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบอีคอมเมิร์ซ ความสำคัญของการลงนาม MOU สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป และประเทศไทยก็มีความจำเป็นที่จะต้องก้าวให้ทันโลก และต้องพร้อมที่จะก้าวไปกับโลกที่เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว เพราะโลกยุคปัจจุบันกับสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้มีความจำเป็นที่จะต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและทวีความสำคัญยิ่งขึ้น ใครตามเทคโนโลยีไม่ทันก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และใครสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความก้าวหน้าและใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะเป็นผู้ได้เปรียบในเวที ไม่เฉพาะเศรษฐกิจ แม้แต่วิถีการเมืองและวิถีสังคมโลกก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน

นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เผย“หัวเว่ยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ผนึกกำลังร่วมกับสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรด้านเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบธุรกิจและกลุ่มสตาร์ทอัพ ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้สอดคล้องกับพันธกิจระยะยาวของเราในการช่วยประเทศไทยขับเคลื่อนไปสู่การเป็น “ประเทศไทย 4.0” ผ่านการทรานสฟอร์มด้านดิจิทัล ด้วยความเชี่ยวชาญของเราในการพัฒนาหลักสูตรด้านเทคโนโลยีชั้นนำของอุตสาหกรรม ที่ครอบคลุมเทคโนโลยีด้านไอซีทีแบบครบวงจร เราเชื่อมั่นว่า ความรู้และทักษะที่เรานำมาแบ่งปันให้กับทุกคน จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้แก่ธุรกิจ SME สตาร์ทอัพ และบุคคลทั่วไปที่เข้าร่วมอบรมกับเรา ผู้ที่จบหลักสูตรนี้จะได้เรียนรู้ทักษะดิจิทัลที่สำคัญและช่วยให้พวกเขาสามารถคว้าโอกาสใหม่ ๆ ในยุคดิจิทัลได้”

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะเข้ามาเป็นกุญแจสำคัญ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จในการทำการค้าทั้งในและต่างประเทศ จึงได้เสาะหาพันธมิตรที่มีศักยภาพและมีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งภายใต้บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ประเทศไทย จำกัด มีสถานฝึกวิชาชีพ หัวเว่ย อาเซียน อะคาเดมี่ (Huawei ASEAN Academy) ที่มีหลักสูตรฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมากกว่า 3,000 หลักสูตร โดยจะนําหลักสูตรที่มุ่งเน้นความรู้ในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) มาใช้ร่วมกับการฝึกอบรมของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA นำร่องด้วยหลักสูตร “SMEs ตามทันเทคโนโลยีดิจิทัล” (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) ให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) บุคลากรรุ่นใหม่ (Gen-Z) ธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ (Start Up) รวมถึงผู้สนใจทั่วไปและผู้บริหารของทั้งภาครัฐและเอกชน

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์มีความเห็นว่าอย่างน้อยเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างสูงในการพัฒนาธุรกิจภาคเอกชนของประเทศ อย่างน้อยควรจะประกอบด้วยเทคโนโลยี 5G ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในอาเซียนที่เริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น IoT (Internet of Things) ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง มีบทบาทมาระยะหนึ่งแล้ว และจะต้องมีการพัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง ขอให้พวกเราตามทัน เพราะหัวเว่ยไปเร็วมาก รวมทั้งระบบคลาวด์ก็จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเก็บข้อมูลและบริหารจัดการข้อมูล เพื่อนำมาใช้ได้อย่างรวดเร็วแม่นยำทุกที่ทุกเวลา อย่างน้อย 3 ตัวนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับภาคธุรกิจในประเทศไทย SMEs มีความสำคัญอย่างยิ่ง ปัจจุบันนี้ SMEs ถือว่าเป็นธุรกิจฐานรากที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต และจะทวีความสำคัญยิ่งขึ้นไปเช่นเดียวกับหลายประเทศในโลก

ประเทศไทยมี SMEs กว่า 2-3 ล้านราย นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่แค่มุ่งพัฒนา SMEs ให้สามารถนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้เพื่อประกอบธุรกิจให้ทันโลกเท่านั้น แต่เรายังมีความเห็นเพิ่มเติมว่าเด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือกำลังจะเรียนจบในระดับมหาวิทยาลัยที่จะก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจต่อไปในอนาคต จะเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสำคัญที่จะต้องได้รับการพัฒนาหรือเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีเพื่อเตรียมตัวเป็น CEO ต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นนอกจากนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนา SMEs ให้สามารถใช้เทคโนโลยีด้านดิจิทัลได้อย่างคล่องตัว เด็กรุ่นใหม่ก็จะต้องได้รับการเตรียมการเช่นเดียวกัน ตามโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ได้ริเริ่มขึ้นโดย NEA หรือสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เช่น การปั้น Gen Z ให้เป็น CEO หรือโครงการ CEO Gen Z ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าภายในหนึ่งปีจะปั้นให้เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 12,000 ราย ได้ริเริ่มไปแล้วระยะหนึ่งโดยได้รวบรวมนักศึกษาที่ให้ความสนใจในมหาวิทยาลัยภาคเหนือ 7 แห่งมารวมกัน แล้วจัดอบรมให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซทำการค้าออนไลน์ ให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล ถัดจากนี้ไปก็จะไปทำในภาคใต้มหาวิทยาลัยทุกแห่งที่สนใจ และไปทำกับภาคอีสาน ภาคกลาง ในกรุงเทพมหานครและจะเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยทำ MOU กับกระทรวงพาณิชย์ในการจัดให้มีการโอนหน่วยกิต ถ้ามาอบรม CEO Gen Z หลักสูตรนี้ของกระทรวงพาณิชย์จะได้รับหน่วยกิตสำหรับการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยไปด้วย ถือว่าเป็นความก้าวหน้า และเชื่อว่าภายในหนึ่งปี 12,000 คนนี้จะเป็นทัพคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศในการเพิ่มมูลค่าการค้า

ส่วนการฝึกอบรม SMEs ที่เราทำในวันนี้ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะอบรม SMEs ให้ได้ถึง 1,000 ราย โดยการอบรม 3 วันที่ผ่านมาทำได้ 250 ราย ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนา SMEs ซึ่งจะเป็นฐานกำลังในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศต่อไปในยุค New Normal ที่สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเราจับมือกันพลิกโควิดให้เป็นโอกาสได้ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า

นอกจากนี้ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) และ Huawei ASEAN Academy ได้เตรียมจัดการอบรมให้ความรู้ในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) ขึ้นอีกในอนาคต สำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะจัดขึ้นได้ทาง https://www.facebook.com/familyditp, https://www.facebook.com/nea.ditp/, https://www.facebook.com/HuaweiTechTH/ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 092-259-0953 หรือ https://nea.ditp.go.th/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวใจสำคัญ 3 ประการ ในการสร้างไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางการค้าและอุตสาหกรรมสู่ดิจิทัล

โดย วินเซนโซ ซาลเมอรี รองประธานฝ่าย คอมเมอร์เชียลและอุตสาหกรรม ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ในภาคอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ การแข่งขันสู่การปฏิรูปดิจิทัลยังคงดำเนินต่อไป มีหลายบริษัทนำเทคโนโลยี อุตสาหกรรม 4.0 มาช่วยเพิ่มคุณภาพและผลิตผล และเพื่อให้ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยในการแข่งขัน บริษัททั้งหลายต้องสร้างศักยภาพด้านเอดจ์คอมพิวติ้งที่ปลอดภัย ให้ความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องอาศัยระบบโครงสร้างของไมโครดาต้าเซ็นเตอร์มาช่วยตอบสนองเรื่องดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม

อุตสาหกรรม 4.0 เกิดจากการผลักดันด้วยเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ซึ่งมาจากการประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ เพื่อรวบรวมข้อมูลจากเครื่องจักรและอุปกรณ์ทุกรูปแบบมาช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ และปรับปรุงกระบวนการทำงาน เหล่านี้คือประโยชน์บางส่วน การประยุกต์ใช้ IIoT หรือเทคโนโลยี IoT สำหรับภาคอุตสาหกรรม ยังช่วยในเรื่องการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (preventive maintenance) ที่ช่วยเพิ่มเรื่องอัพไทม์ และลดค่าใช้จ่าย

ข้อมูล และข้อมูลในทุกแห่งหน
บริษัท วิจัย ไอดีซี คาดการณ์ว่าภายในปี 2025 จะมี “อุปกรณ์” ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้จำนวน 40,000 ล้านชิ้น ซึ่งจะสร้างปริมาณข้อมูลมากถึงเกือบ 80 เซตตะไบต์ (หรือหนึ่งพันล้านล้านล้านไบต์) ในปี ซึ่งปริมาณข้อมูลที่เกิดจากอุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่อกัน จะทำให้เราได้เห็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี ที่ 28.7 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเวลาที่ไอดีซีได้คาดการณ์ไว้สำหรับปี 2018 ถึง 2025 แต่สำหรับภาคอุตสาหกรรมและยานยนต์จะเติบโตมากกว่า 2 เท่า คือ 60 เปอร์เซ็นต์ ตามที่ไอดีซีกล่าว

เรากำลังพูดถึงข้อมูลจำนวนมหาศาล บล็อกโพสต์ของซิสโก้ในปี 2016 (ช่วงที่ทราฟฟิกบนอินเทอร์เน็ตมีปริมาณเกินระดับของ ZB) ได้ให้ภาพรวมไว้อย่างดี ให้ลองคิดว่าข้อมูลหนึ่ง ZB หรือเซตตะไบต์ มีจำนวนเทียบเท่า 1,000 เทระไบต์ และถ้าแต่ละเทระไบต์ที่อยู่ในหนึ่งเซตตะไบต์ มีความยาวเท่ากับ 1 กิโลเมตร ก็จะมีความยาวเท่ากับการเดินทางไปกลับดวงจันทร์ 1,300 รอบ แต่ละรอบคิดเป็นระยะทาง 768,800 กิโลเมตร
และเมื่อคุณมีปริมาณข้อมูลขนาดมหาศาลระดับนั้น มีอยู่ 2-3 เหตุผลที่คุณต้องมีขุมพลังในการประมวลผลอยู่ในพื้นที่ อย่างแรกคือการส่งข้อมูลที่มีปริมาณขนาดใหญ่ไปประมวลผลที่คลาวด์ดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งอยู่ไกลไม่น่าจะเป็นวิธีที่เหมาะ และสองคือ ความล่าช้าที่เกี่ยวข้องอาจจะแปรผันตามแอปพลิเคชัน IIoT จำนวนมากที่โดยธรรมชาติแล้วจะทำงานแบบเรียลไทม์

คุณสมบัติหลักของเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์
องค์กรภาคการค้าและอุตสาหกรรม ต้องอาศัยเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เพื่อรองรับความตั้งมั่นในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล และอุตสาหกรรม 4.0 คำถามคือ แล้วจะสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แบบนั้นได้อย่างไร สิ่งที่ต้องพิจารณามีอยู่ 3 ประเด็นต่อไปนี้

1. เอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ มักจะอยู่ในขอบเขตของพื้นที่อุตสาหกรรมหรือการค้าอยู่แล้ว อาจจะเป็นในร้านค้าปลีก โรงงานผลิต หรือกระทั่งสถานที่กลางแจ้ง เช่นสาธาณูปโภค ทำให้ต้องเป็นโซลูชันแบบออล-อิน-วัน ทั้งประมวลผล จัดเก็บและมีอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายที่ต้องติดตั้งอยู่ในพื้นที่ปิดประเภท self-contained enclosure ซึ่งระบบโครงสร้างแบบไฮเปอร์คอนเวิร์จเป็นระบบที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ใน enclosure แบบไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ ที่รวมเรื่องของระบบพลังงานทั้งหมด และหากจำเป็นก็ต้องรวมองค์ประกอบในเรื่องระบบทำความเย็นด้วยเช่นกัน

2. ระบบรักษาความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด แม้ธรรมชาติของเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์จะมีขนาดเล็ก แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนวัตถุประสงค์สำคัญทางธุรกิจ เช่นการปฏิรูปสู่ดิจิทัล จากมุมมองด้านการรักษาความปลอดภัย จะต้องได้รับการดูแลเสมือนเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนกลาง นั่นหมายความว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบผ่านระบบวิดีโออย่างต่อเนื่องเพื่อตรวจหาและป้องกันการเข้าถึงระบบโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงการตรวจสอบสภาพแวดล้อมเพื่อแจ้งเตือนเรื่องความร้อน ความเย็น และความชื้นที่มากเกินไป

3. การบริหารจัดการได้จากระยะไกล มีความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากในหลายๆ กรณี หรือในกรณีส่วนใหญ่จะไม่มีพนักงานอยู่ประจำที่ไซต์เพื่อคอยตรวจสอบและบริหารจัดการเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ดังนั้น พนักงานฝ่ายไอทีต้องสามารถตรวจสอบการทำงานของเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ได้จากส่วนกลาง คุณจะได้แต้มต่อ หากโซลูชันของคุณรวมบริการบำรุงรักษาเชิงป้องกันผ่านคลาวด์ เพื่อช่วยคาดการณ์และป้องกันความล้มเหลวก่อนที่จะเกิด

ไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อประยุกต์กับทุกการใช้งาน
Enclosures ของไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ ตอบโจทย์ความต้องการในเรื่องการติดตั้งใช้งานได้อย่างเรียบง่ายและเร็ว ผู้สนใจสามารถตรวจสอบเพจหรือเว็บไซต์ไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อพิจารณาทางเลือกและหาโมเดลที่เหมาะกับคุณมากที่สุด สำหรับท่านที่สนใจโซลูชัน APC By Schneider Electric สามารถติดต่อผ่านคู่ค้าของเรา เพื่อประเมินว่าโมเดลไหนที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรคุณ โดยดูจากองค์ประกอบที่จำเป็น หรือเรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มิว สเปซ เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีอวกาศ คาดมูลค่าหลังระดมทุนมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์

มิว สเปซ บริษัทผู้ให้บริการด้านดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศ นำโดย คุณเจมส์ วรายุทธ เย็นบำรุง วิศวกรด้านการบินและอวกาศ อยู่ในช่วงของการระดมทุนในซีรีส์ B ประมาณตัวเลขอยู่ที่ 25 ล้านดอลลาร์ โดยมูลค่าของบริษัทก่อนการระดมทุนอยู่ที่ 75 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.3 พันล้านบาท) จากการอ้างอิงของกลุ่มนักลงทุนคาดการณ์ว่าการระดมทุนครั้งใหม่นี้จะเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัท มิว สเปซ ถึง 100 ล้านดอลลาร์

เงินระดมทุนในซีรีย์ B จำนวน 25 ล้านดอลลาร์ จะถูกนำมาใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมที่สามารถรองรับปริมาณการรับส่งข้อมูลที่มากขึ้น รวมถึงการขยายพื้นที่จุดรับส่งสัญญาณตามความต้องการของผู้ใช้งาน (High Throughput Satellite: HTS) โดยวิศวกร จาก มิว สเปซ จะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนของดาวเทียม และดาวเทียมดังกล่าวจะนำมาใช้ประโยชน์ด้านการให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ในไทย รวมถึงภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นอกจากนี้ทาง มิว สเปซ ยังมีแผนในการเร่งสร้างโรงงานอัจฉริยะขนาดกลาง เพื่อเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีที่สำคัญเพื่อการให้บริการในอนาคต ทั้งเทคโนโลยีดาวเทียม ระบบอัติโนมัติ และระบบหุ่นยนต์ โดยในการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวนั้น ทาง มิว สเปซ คาดว่าจะสามารถเพิ่มโอกาสในการลงทุน รวมถึงเพิ่มอัตราการจ้างงานแรงงานชั้นสูง อีกทั้งยังสามารถตอบสนองความต้องการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอวกาศที่เติบโตอย่างรวดเร็วได้ในอนาคตและ คาดว่าทาง มิว สเปซ จะสามารถสรุปจำนวนตัวเลขของการระดมทุนครั้งใหม่นี้ได้ในไตรมาสที่สี่นี้

มิว สเปซ ได้ร่วมมือกับ บริษัท ทีโอที ในการพัฒนาและ ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดิน (Infrastructure) โดยระดมทุนในการสร้างระบบเกตเวย์ (Gateway System) และการให้บริการภาคพื้นดินในส่วนของพื้นที่ที่สำคัญในประเทศไทย นอกจากนี้ทาง มิว สเปซ ยังมีแผนที่จะสาธิตการใช้เทคโนโลยี 5G ในโรงงานที่อยู่ภายในพื้นที่ของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ตลอดจนโอกาสในการสร้างอาชีพและรายได้ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ รวมทั้งอุตสาหกรรมการบินและ อวกาศกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยกล่าวในงานแถลงข่าว “การทำข้อตกลงความร่วมมือ MoU ระหว่างบริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมพัฒนาและลงทุนในธุรกิจดาวเทียม” ว่าบริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์และ การเชื่อมต่อไร้สายโดยตรงผ่านระบบ Mobile Backhaul ของตลาดดาวเทียมท้องถิ่นในประเทศไทยนั้น มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องถึง 1.3 พันล้านดอลลาร์ต่อปี อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงที่บริษัท มิว สเปซ จะกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำรายใหม่ในอุตสาหกรรมดาวเทียมและ จะเป็นผู้บุกเบิกด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของไทย มีรายงานเพิ่มเติมจากสถาบันการเงินรายใหญ่ของสหรัฐอย่าง Morgan Stanley ว่ามูลค่าของเศรษฐกิจอวกาศจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลกภายในปี 2583 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาค
นักลงทุนรายเดิมของมิว สเปซ ได้แก่ คุณประสพ จิรวัฒน์วงศ์ เจ้าของบริษัท Nice Group Holding Corp Ltd. ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิตเครื่องแต่งกายกีฬารายใหญ่ให้แก่แบรนด์ Nike และ Adidas กลุ่มบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ รวมถึงบริษัทกองทุนด้านเทคโนโลยี Majuven Venture Capital ตลอดจนพันธมิตรอื่นๆมีความเชื่อมั่นและ ให้ความไว้วางใจ ยืนยันการเข้าร่วมในการระดมทุนในรอบนี้ พร้อมกับนักลงทุนรายใหม่ที่ตกลงเข้ามาเพิ่มเติมเช่นกัน

บริษัท มิว สเปซ เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านดาวเทียมและอวกาศ ก่อตั้ง ในปี พ. ศ. 2561 บริษัท ได้สร้างประวัติศาสตร์โดยการส่ง payload ครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียไปยังอวกาศ ด้วยจรวด New Shepard ของบริษัท Blue Origin นอกจากนี้ทาง มิว สเปซ ยังมีแผนจะสร้างดาวเทียมเป็นของตนเอง รวมถึงการเป็นผู้นำการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในเอเชียแปซิฟิก เป้าหมายสูงสุดของทาง มิว สเปซ คือการแก้ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรและปัญหาอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกอย่างรวดเร็วโดยการค้นหาทรัพยากรใหม่ๆ นอกโลก เพื่อสร้างอาณานิคมของมนุษย์ อีกทั้งแหล่งอุตสาหกรรมบนดวงจันทร์ และมิว สเปซ ยังมุ่งมั่นที่จะทำให้การท่องเที่ยวทางอวกาศเชิงพาณิชย์เป็นไปได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้
*สามารถรับชมคลิป Unveil technology ได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=BTNg7qTpOBM


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

SUSCO เดินหน้าสร้างพันธมิตรธุรกิจ มอบสิทธิ์ LALAMOVE DRIVER เติมน้ำมัน 600 บาท รับน้ำดื่มขวดใหญ่ 1.5 ลิตร จำนวน 2 ขวด

SUSCO มุ่งขยายฐานลูกค้าใหม่ เดินหน้าสร้างพันธมิตรธุรกิจ เพื่อต่อยอดธุรกิจแบบก้าวเดินไปด้วยกัน มอบสิทธิประโยชน์ให้ LALAMOE DRIVER เติมน้ำมันเพียง 600 บาท รับทันที น้ำดื่มขวดใหญ่ 1.5 ลิตร จำนวน 2 ขวด เริ่มตั้งแต่ พฤศจิกายน – ธันวาคม 2563

นายพงศธร ฉัตรนะรัชต์ รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ซัสโก้ มุ่งสร้างพันธมิตรธุรกิจ เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิด “ต่อยอดธุรกิจแบบก้าวเดินด้วยกัน” โดยเชื่อว่าในช่วงที่ทุกคน และทุกธุรกิจ ต้องต่อสู้กับวิกฤตรอบด้าน จะช่วยเสริมกำลังใจ เกื้อกูลกันและกันให้ก้าวเดินต่อไปได้ด้วยดี ในการจับมือกับ LALAMOVE ผู้นำด้านออนดีมานด์ลอจิสติกส์ ซึ่งมีคนขับรถขับร่วม (LALAMOVE DRIVER) ทั่วประเทศ ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ เติมน้ำมันเพียง 600 บาท รับน้ำดื่มขวดใหญ่ 1.5 ลิตร จำนวน 2 ขวด ทันที เป็นการมอบสิทธิประโยชน์ และความคุ้มค่าให้กับ LALAMOVE DRIVER เป็นพิเศษ ในขณะเดียวกัน เชื่อว่าจะขยายฐานลูกค้า SUSCO ให้เพิ่มมากขี้น โดยสิทธิประโยชน์ครั้งนี้ เริ่ม ตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2563 ณ สถานีบริการน้ำมัน ซัสโก้ ทุกสาขา ทั่วประเทศ

นางสาวภาพตะวัน ขจรไชยวุฒิ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัทฯ ลาลามูฟ อีซีแวน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ การได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจ กับ ซัสโก้ ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวแรก ในการมอบสิทธิประโยชน์ และความคุ้มค่าให้แก่กันและกัน โดย LALAMOVE DRIVER จะได้เติมน้ำมันคุณภาพดี และยังได้รับน้ำดื่มขวดใหญ่ 1.5 ลิตร จำนวน 2 ขวด ซึ่งได้เพิ่มมากขึ้นจากการเติมน้ำมันปกติ สำหรับ LALAMOVE DRIVER รถ 5 ประตู, รถกระบะตู้ทึบ และรถกระบะโครงเหล็กสูงที่ลงทะเบียนในขณะนี้ มีจำนวนมากกว่า 130,000 ราย ทั่วประเทศ เพื่อขนส่ง ขนย้ายสินค้าเล็ก-ใหญ่ให้กับลูกค้าอย่างรวดเร็วทันใจ เมื่อได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการเติมน้ำมันของซัสโก้ ก็เป็นการช่วยประหยัดค่าน้ำดื่ม อีกทั้ง เป็นก้าวแรกในการเริ่มต้นที่ดี เชื่อว่าน่าจะมีกิจกรรมพิเศษให้แก่กันและกันเช่นนี้อีกต่อไปในอนาคต ซึ่งที่่ลาล่ามูฟเราให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสิทธิประโยชน์ที่คนขับจะได้รับตลอดระยะเวลาการเป็นคนขับร่วมกับเรา ทั้งนี้ มีความเห็นว่า การเกื้อกูลกันเริ่มต้นได้ตั้งแต่จุดเล็กๆ หากทุกภาคส่วนในสังคม เกื้อกูลกันและกัน จะเป็นพลังให้ทุกภาคส่วนในสังคมก้าวเดินไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ยกทัพเก้าอี้และเฟอร์นิเจอร์รุ่นท็อปฮิต มามอบส่วนลดสูงสุด 70% ที่บูธออฟฟิศเมท ในงานบ้านและสวนแฟร์

ออฟฟิศเมท ยกทัพเก้าอี้และเฟอร์นิเจอร์รุ่นท็อปฮิตมาที่บูธในงานบ้านและสวนแฟร์ ชวนคุณจัดบ้านหรือแต่งร้านใหม่ในสไตล์ที่เป็นคุณ! เลือกช้อปเก้าอี้และเฟอร์นิเจอร์คุณภาพและดีไซน์โดนใจ #ราคาคบได้ไม่เกินงบ ลดสูงสุดถึง 70% ออฟฟิศเมทคัดสรรมาให้ครบฟังก์ชัน ไม่ว่าจะเป็น Executive & Ergonomic, Office Use, Casual Work & Play ให้คุณเลือก Mix & Match ได้เอง ไม่ว่าจะเป็นมุมทำงานที่ออฟฟิศ โฮมออฟฟิศ มุมขายของ มุมผู้บริหาร Co-Working Space หรือ มุมพักผ่อน งานนี้สามารถช้อปเฟอร์นิเจอร์สุดฟินแบบเดินตัวปลิวไม่ต้องหิ้วกลับ เพราะเรามีบริการจัดส่งและประกอบเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นให้ฟรีถึงบ้าน/ออฟฟิศคุณ (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) พร้อมสิทธิพิเศษผ่อน 0%* นาน 3 เดือน กับบัตรเครดิตชั้นนำ เชิญชวนแวะมาที่บูธออฟฟิศเมท (B104-108) ในงานบ้านและสวนแฟร์ ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ 3 เมืองทองธานี วันที่ 30 ต.ค. 63 – 8 พ.ย. 63

ความฟิน แบบพลาดไม่ได้!!! ในวันที่ 31 ต.ค. 63 เวลา 14.00-16.00 น.
• ฟินกับ “ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ” แบรนด์พรีเซนเตอร์คนล่าสุด ที่จะมาช่วยเลือกเก้าอี้และเฟอร์นิเจอร์ในงาน ผ่าน Facebook Live OfficeMate Shopping เวลา 14.00-15.00 น. ให้คุณเพลิดเพลินกับการรีวิวเฟอร์นิเจอร์และอัพเดทเทรนด์การสร้างสรรค์มุมทำงานใหม่ๆ เสมือนมาเดินช้อปปิ้งเองที่บูธออฟฟิศเมท ในงานบ้านและสวนแฟร์ โดยมีแบรนด์แอมบาสเดอร์หนุ่มหล่อ ฟิล์ม-ธนภัทร พาทัวร์ทุกซอกทุกมุม ตัวไหนดี..! ตัวไหนเด็ด..! ตัวไหนโดน..! ติดตามชม Live ถูกใจตัวไหนทักแชทมาช้อปได้ทันทีที่ Facebook Inbox และ Line: @OfficeMate #แฟนฟิล์มต้องดู !!!

• เอ็กซ์คลูซีฟขั้นสุด ช้อปเฟอร์ฯ สุดฟินกับ “ฟิล์ม” เวลา 15.00-16.00 น. ที่บูธออฟฟิศเมท งานบ้านและสวนแฟร์ ที่ให้คุณได้กระทบไหล่ดารา “ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ” ที่จะมาช่วยคุณเลือกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นโปรด งานนี้ออฟฟิศเมทรับประกันความสุข ความฟินจิกโต๊ะจิกเก้าอี้! บอกเลย #แฟนฟิล์มต้องมา!!


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผศ.ประหัสชัย ชี้บทบาทศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี ตอบโจทย์สถานประกอบการ

คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี มีความพร้อมในการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพราะคณะเองก็มีภาควิชาบริหารธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม มีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และความพร้อมในเรื่องสถานที่อยู่แล้ว จึงได้เล็งเห็นความสำคัญและความพร้อมในการพัฒนาแรงงานภายในจังหวัดปราจีนบุรี และเขตภูมิภาค ให้มีมาตรฐานฝีมือแรงงานในการประกอบอาชีพ การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ถือได้ว่าเป็นการทดสอบความรู้ ความสามารถ และทัศนคติในการทำงานของผู้ประกอบอาชีพตามเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ผู้ทดสอบผ่านจะได้รับหนังสือรับรองว่าเป็นผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติระบุ ชื่อ นามสกุล สาขาและระดับที่ผ่านการทดสอบเป็นหลักฐานยืนยันในทักษะ ฝีมือของตน เพราะในปัจจุบันศักยภาพในการแข่งขันสูงในเวทีโลก ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในอาชีพ มีทักษะ ประสบการณ์ และมีใจรักในการให้บริการ (Service Mind)

ผศ.ประหัสชัย ระมาศ รักษาการแทนรองคณบดีฝ่ายแผนและประกันคุณภาพการศึกษา เปิดเผยถึงศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ณ คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี ว่า ความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาตินั้น สืบเนื่องจากสำนักมาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มีนโยบายส่งเสริมให้สถานประกอบการที่มีแรงงานในสายการผลิตและการบริการ พัฒนากําลังคนให้มีมาตรฐานฝีมือแรงงานในการประกอบอาชีพ โดยมีการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เป็นการทดสอบความรู้ ทักษะ ความสามารถ และทัศนคติในการทํางานของผู้ประกอบอาชีพตามเกณฑ์กําหนดของมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ผู้ผ่านการทดสอบจะได้รับหนังสือรับรองว่าเป็นผู้ที่มีฝีมืออยู่ในระดับประกันคุณภาพ และส่งเสริมให้สถานประกอบการใช้ผู้ผ่านการทดสอบ ประกอบกับ คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี มีการจัดการเรียนการสอน บริการวิชาการ และการวิจัย อย่างต่อเนื่องตามภารกิจของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยทางคณะฯ มีภาควิชาบริหารธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งมีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และความพร้อมในเรื่องสถานที่ คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ จึงเล็งเห็นความสำคัญและความพร้อมในการพัฒนาแรงงานภายในจังหวัดปราจีนบุรี และเขตภูมิภาค “จึงยื่นขออนุญาตเป็นผู้ดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานกลุ่มสาขาอาชีพบริการ สาขาพนักงานต้อนรับส่วนหน้า ระดับ 1” ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 โดยสถานที่ทดสอบ ณ อาคารปฏิบัติการท่องเที่ยวและโรงแรม (Villa Vichalai Hotel) และผ่านการประเมินแล้วจากสำนักงานมาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สามารถจัดทดสอบได้ ตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพภาคบริการ สาขาอาชีพพนักงานต้อนรับส่วนหน้า ระดับ 1 (Front Desk Clerk/Receptionist)

อย่างไรก็ตามกลุ่มเป้าหมายศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ จะเน้นที่กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท สถานที่พักรับรอง และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง ภายในจังหวัดปราจีนบุรี และเขตภูมิภาค ที่ต้องการพัฒนาบุคลากรและการวางแผนการฝึกอบรม เพื่อลดอัตราความเสียหายอันเนื่องจากการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้สินค้าและบริการที่ได้มีคุณภาพดีขึ้น รวมถึงเป็นแนวทางในการคัดเลือกบุคลากรเข้าปฏิบัติงาน โดยทางศูนย์มีข้อกำหนดทางวิชาการสาขาพนักงานต้อนรับส่วนหน้า ที่ใช้เป็นเกณฑ์วัด ความรู้ ความสามารถและทัศนคติในการทำงานของผู้ประกอบอาชีพในเรื่องต่างๆ อาทิเช่น หน้าที่ความรับผิดชอบ กระบวนการลงทะเบียนเข้าพัก (Check in) คืนห้องพัก (Check Out) การให้บริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกระหว่างเข้าพัก การสื่อสารของพนักงาน การใช้ภาษาอังกฤษในอาชีพ ความปลอดภัย รวมถึงบุคลิกภาพ มรรยาท และจริยธรรมของพนักงานต้อนรับส่วนหน้า

ส่วนการสร้างจุดเด่น-จุดขาย ของศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ จะพิจารณาจากสถานประกอบการธุรกิจที่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้องมีการดำเนินมาตรฐานที่สอดคล้องกับภาครัฐ และต้องมีแรงงานที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานแรงงานแห่งชาติ อยู่ในสายการผลิตและการบริการตามจํานวนที่กําหนดจะได้รับจึงจะได้รับ “เครื่องหมายมาตรฐานฝีมือแรงงาน” สำหรับสถานประกอบการ ที่แสดงว่าบุคลากรของสถานประกอบการมีการให้บริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและมีความปลอดภัย รวมถึงจะได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนด้านต่างๆ จากภาครัฐ อีกด้วย ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ จะคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความรู้พื้นฐานในการปฏิบัติงาน ความปลอดภัยในการทำงาน และขั้นตอนวิธีการทำงานที่เหมาะสม เป็นต้น

ผศ.ประหัสชัย ระมาศ เสริมว่าหลักสูตรและทิศทางในการบริหารจัดการศูนย์ฯ จัดการเรียนการสอนในหลักสูตร บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการท่องเที่ยวและโรงแรม โดยเน้นผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ มีคุณธรรมและจริยธรรมทางวิชาชีพ ที่มีความสามารถในการปฏิบัติงานได้จริง เพื่อนำไปพัฒนาองค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ โดยมีอาคารปฏิบัติการท่องเที่ยวและโรงแรม (Villa Vichalai Hotel) เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติงานจริง มีห้องพักรับรอง ห้องประชุมสัมมนา ห้องจัดเลี้ยง ซึ่งเปิดให้บริการสำหรับผู้เข้าพักที่สนใจมาใช้บริการ ภายใน มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี ไปพร้อมกับการฝึกปฏิบัติในหลักสูตร การให้บริการวิชาการควบคู่กัน เพื่อใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด และที่สำคัญมีบุคลากรที่ความเชี่ยวชาญด้านนี้สำหรับดำเนินงานศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ส่วนทิศทางในการบริหารจัดการศูนย์ฯ “เราบริหารจัดการภายใต้นโยบายของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยการประสานงานผ่านสำนักงานฝีมือแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี” ทางเราให้การสนับสนุนด้านสถานที่ อุปกรณ์ และบุคลากรของหน่วยงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกันอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ในอนาคตทางคณะมีแผนขอยื่นรับรองเป็นผู้ทดสอบในกลุ่มสาขาอาชีพภาคบริการ สาขาอาชีพอื่นที่มีศักยภาพในการทดสอบต่อไป

ศูนย์ฯ ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถานประกอบการ เป็นการประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยให้เป็นที่รู้จักในเขตพื้นที่ และพัฒนาศักยภาพของอาจารย์ผู้สอนที่เป็นผู้ทดสอบให้ทราบปัญหาและแนวทางการแก้ไขรวมกันกับสถานประกอบการที่ส่งบุคคลากรมาฝึกอบรม ทำให้ทราบถึงความต้องการที่แท้จริงในปัจจุบัน รวมถึงในอนาคตนักศึกษาของภาควิชาบริหารธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม และนักศึกษาที่สนใจ สามารถเข้ารับฝึกอบรมและการทดสอบ เพื่อรับรองว่าเป็นผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพพนักงานต้อนรับส่วนหน้า ระดับ 1 ส่วนบทบาทพัฒนากําลังคนต่อศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ณ คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี มีบทบาทต่อการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานของสถานประกอบการ และสนับสุนนจัดการเรียนการสอน สาขาวิชาการจัดการท่องเที่ยวและโรงแรมที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง ทั้งในด้าน ความรู้ (Knowledge) ซึ่งจำเป็นที่จะใช้ทำงานนั้นๆ ได้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทักษะ (Skilled) เป็นการสะสมประสบการณ์จนเกิดเป็นความชำนาญ สามารถที่จะทำงานได้อย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ตลอดจนทีทัศนคติ (Attitude) มีจิตสำนึกในการทำงานที่ดี

หลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสร้ายโควิด-19 อาจารย์เล่าให้ฟังอีกว่า ทางศูนย์ฯ มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี พึ่งได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเป็นปีแรก ประกอบกับเป็นช่วงสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 พอดี ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมทั่วประเทศโดยตรง ทำให้ทางเรา “ต้องมีการปรับตัวในการให้บริการของอาคารปฏิบัติการท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดการเรียนการสอน ฝึกปฏิบัติ รองรับผู้ใช้บริการ และเป็นสถานที่ตั้งศูนย์ฯ จะต้องปรับให้สอดรับกับ New normal” โดยเฉพาะให้สอดคล้องกับผู้มาใช้บริการที่สนใจในการดูแลสุขภาพ และความปลอดภัย สอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็น 1 ใน 4 จังหวัดนำร่องสู่การเป็นต้นแบบเมืองสมุนไพรสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการอบรมและทดสอบของศูนย์ฯ ในอนาคต หากสนใจอยากจะไปเรียนที่ศูนย์ฯ นี้สามารถเข้าดูรายละเอียดสาขาอาชีพ กำหนดการอบรม และเวลาการรับสมัคร โดยสมัครได้ที่สำนักงานฝีมือแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี (www.dsd.go.th/prachinburi) หรือคณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี

ศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ณ คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ.วิทยาเขตปราจีนบุรี จะช่วยยกระดับฝีมือแรงงาน รับรองความรู้ความสามารถ (License) เพื่อพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน และส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานที่สามารถนำไปต่อยอด หรือสร้างองค์ความรู้สู่สถานประกอบการ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลได้อย่างสมประโยชน์ ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน จากแรงงานผู้มีทักษะฝีมือ มีคุณภาพดีต่อผลผลิตของสินค้า การบริการ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

ขวัญฤทัย ข่าว-ภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ทรูมันนี่ ออกแคมเปญ “รวยทองเป็นล้าน กับทรูมันนี่ วอลเล็ท” มอบโชค ลุ้นสร้อยคอทองคำมูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านบาท

ทรูมันนี่ ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มอบแคมเปญพิเศษ “รวยทองเป็นล้าน กับทรูมันนี่ วอลเล็ท” เอาใจลูกค้าแม็คโคร และกระตุ้นการใช้จ่ายแบบแทนเงินสดลดสัมผัสอย่างต่อเนื่อง เพียงจับจ่ายซื้อของและชำระเงินผ่านแอปพลิเคชั่น TrueMoney Wallet ที่แม็คโครทุกสาขาหรือช็อปออนไลน์กับแม็คโครคลิก (https://www.makroclick.com/th ) ทุก 500 บาท รับ 1 สิทธิ์ ลุ้นรับสร้อยคอทองคำน้ำหนักรวม 50 บาท หรือมูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านบาท พิเศษ! เมื่อใช้จ่ายเกิน 1 หมื่นบาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับสิทธิ์ลุ้นทองคูณสอง เช่น ชำระค่าสินค้าด้วยทรูมันนี่ วอลเล็ท ที่แม็คโครเป็นเงิน 10,500 บาท จะได้รับสิทธิ์ลุ้นทองจำนวน 42 สิทธิ์ ทันที (เศษของยอดการใช้จ่ายไม่นำมานับรวม) คุ้มยาว ๆ ช็อปกันเพลิน ๆ พร้อมลุ้นได้โชค ตั้งแต่วันนี้จนถึง 10 มกราคม 2564

ติดตามการประกาศรายชื่อผู้โชคดีรอบแรกในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 ผ่านทางเว็บไซต์ https://www.truemoney.com/makro-retail/lucky-draw/ และป้ายประกาศได้ที่แม็คโคร ทุกสาขา พร้อมติดตามข่าวสารและกิจกรรมพิเศษของแม็คโครได้ที่หน้าแอป TrueMoney Wallet โดยคลิกไอคอน Makro ในหัวข้อ ’โปรโมชั่นจากร้านค้า’

ขั้นตอนการซื้อสินค้าที่แม็คโครเพื่อร่วมแคมเปญลุ้นสร้อยคอทองคำกับแอปฯ TrueMoney Wallet

ซื้อสินค้าที่แม็คโครทุกสาขาทั่วไทย

  • ดาวน์โหลดและสมัครใช้แอปฯ TrueMoney Wallet
  • เติมเงินเข้าแอปฯ ผ่านช่องทางต่าง ๆ
  • เลือกเปิดบัตรสมาชิก Makro ผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet หากต้องการ
  • จับจ่ายซื้อของและจ่ายเงินผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet
  • รับสิทธิ์ลุ้นทองอัตโนมัติตามเงื่อนไขแคมเปญฯ
  • ติดตามการประกาศผลผู้โชคดีผ่าน https://www.truemoney.com/makro-retail/lucky-draw/

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สั่งซื้อ “ออนไลน์” ที่แม็คโครคลิก

  • ดาวน์โหลดและสมัครใช้แอปฯ TrueMoney Wallet
  • เติมเงินเข้าแอปฯ ผ่านช่องทางต่าง ๆ
  • จับจ่ายซื้อของและเลือกจ่ายเงินผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet
  • รับสิทธิ์ลุ้นทองอัตโนมัติตามเงื่อนไขแคมเปญฯ
  • ติดตามการประกาศผลผู้โชคดีผ่าน https://www.truemoney.com/makro-retail/lucky-draw/

ผู้สนใจคลิกดูรายละเอียดและเงื่อนไขแคมเปญ “รวยทองเป็นล้าน กับทรูมันนี่ วอลเล็ท” เพิ่มเติมได้ทาง https://www.truemoney.com/makro-retail/lucky-draw/ หรือโทรสอบถาม Call Center เบอร์ 1240


 

Exit mobile version