Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นิ่ม เอ็กซ์เพรส บริษัท Logistic สัญชาติไทย พร้อมลุยตลาด “Cold Chain” เน้นส่งด่วนราคาดี ภายใต้แนวคิด “Trust NiM Express”

นิ่ม เอ็กซ์เพรส เผยผลการดำเนินธุรกิจในปี 2563 ปิดยอดขายอยู่ที่ 1,160 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนปี 2564 นี้ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,500 ล้านบาท เตรียมรุกตลาดขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการให้บริการแบบ Door to Door และการการันตีขนส่งแบบ Next Day มั่นใจด้วยคุณภาพบริการและโครงสร้างราคาที่เป็นมิตรจะทำให้การเติบโตเป็นไปได้ตามเป้าหมาย พร้อมเร่งสร้างแบรนด์ ภายใต้แนวคิด Trust NiM Express เผยลูกค้าสามารถใช้บริการได้ง่ายผ่านไลน์ @nimexpress และแอปพลิเคชั่น NiMExpress เล็งเพิ่มบริการขนส่งสินค้าที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษในเร็วๆ นี้

นายชาติชาย สุวิทย์ศักดานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิ่ม เอ็กซ์เพรส จำกัด กล่าวว่า “นิ่มเอ็กซ์เพรส มีอัตราการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยผลการดำเนินธุรกิจในปี 2563 ที่ผ่านมามียอดขายอยู่ที่ 1,160 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า”

การเติบโตดังกล่าวฯ ส่วนหนึ่งมาจากการขยายธุรกิจให้ครอบคลุมการขนส่งที่หลากหลาย และครอบคลุมพื้นที่การขนส่งทั่วประเทศ สำหรับในปี 2564 นี้ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,500 ล้านบาท โดยมีบริการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) เป็นบริการสำคัญที่จะรุกตลาดมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาได้ทำการวางระบบ ทดสอบระบบ ลงทุนเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงรถควบคุมอุณหภูมิ จนในขณะนี้มีความพร้อมในการให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว โดยมีการทำโครงสร้างราคาและเงื่อนไขการให้บริการสินค้าควมคุมอุณหภูมิให้เป็นมิตรกับลูกค้า ราคาไม่แพงและเงื่อนไขไม่ซับซ้อน สามารถเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ www.nimexpress.com หรือเพิ่มเพื่อนทาง LINE Official @nimexpress จะมีรายละเอียดสำหรับการส่งพัสดุทั้งหมด

“Cold Chain มีผู้ประกอบการให้บริการอยู่บ้าง แต่ยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ในปัจจุบันนิ่มเอ็กซ์เพรสเองสามารถให้บริการจัดส่งได้ทั่วประเทศแล้ว เราจึงมุ่งมั่นที่จะให้บริการ Cold Chain อย่างจริงจัง และตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำให้บริการขนส่งควบคุมอุณหภูมิ Cold Chain”

ในตอนนี้นิ่มเอ็กซ์เพรสมีรถควบคุมอุณหภูมิที่พร้อมให้บริการจัดส่งได้ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการจัดส่งแบบ Next Day และยังสามารถเรียกเข้ารับพัสดุถึงบ้านได้ด้วยบริการ Door To Door โดยเลือกส่งได้ทั้งแบบแช่เย็น (Chill) และแบบแช่แข็ง (Freeze) มีการวางกลยุทธ์ในการทำการตลาดเน้นไปที่ด้านราคาเป็นการคิดค่าบริการในรูปแบบเดียวกัน คิดราคาแบบเหมาจ่ายคือ “คิดราคารวมต่อบิล” เมื่อส่งไปยังจุดหมายเดียวกัน ไม่ว่าจะส่งกี่กล่องก็ได้ ซึ่งมีค่าบริการเริ่มต้นเพียง 100 บาท

นายชาติชาย กล่าวว่า ปัจจุบันนิ่มเอ็กซ์เพรสมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ มีศักยภาพในการส่งพัสดุไม่ต่ำกว่า 200,000 ชิ้นต่อวัน และเรายังคงขยายเครือข่ายไปทั่วประเทศ เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้ามากขึ้น

เนื่องจากการเป็นบริษัทคนไทย เราจึงเน้นการเติบโตด้วยผลกำไรของเราเองด้วยเงินทุนที่มีอยู่ และด้วยธุรกิจนี้มีการเปรียบเทียบราคาของผู้บริโภคตลอดเวลา โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เราจึงพยายามขายในสิ่งที่เราทำได้ แต่ก็พร้อมที่จะปรับให้ตรงกับความต้องการ อย่างไรก็ตามเพื่อให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์มากที่สุด สามารถเปรียบเทียบราคาและค่าบริการได้อย่างตรงไปตรงมา ในปีนี้เราจึงได้ปรับโครงสร้างราคาค่าขนส่งใหม่ โดยมุ่งเน้นการคิดราคาตามน้ำหนักทุก 1 กิโลกรัม และยังคงให้บริการจัดส่งแบบ Next Day เช่นเดิม

“หลายคนอาจจะมองว่าธุรกิจขนส่งสินค้าด่วนที่มียอดขายขนาดนี้ถือว่าไม่มาก แต่สำหรับเราแล้วค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ ถึงแม้ธุรกิจอีคอมเมิร์ชจะเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่บริษัทที่มีเจ้าของเป็นคนไทยซึ่งไม่ได้มีเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ ทำให้เราไม่สามารถลงไปแข่งขันได้เต็มที่ในสงครามราคาที่เกิดขึ้น สงครามราคาในธุรกิจขนส่งสินค้าด่วนมีการตัดราคากันอย่างรุนแรง ผู้เล่นหน้าใหม่ ยังคงต้องการส่วนแบ่งทางการตลาด โดยไม่ได้คำนึงถึงกลไกด้านต้นทุนเหมือนแข่งกันขาดทุน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายบริษัทที่ขาดทุนระดับหลายร้อยล้านบาท แต่มีเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศจึงอยู่รอดได้ แล้วเมื่อคู่แข่งล้มตายไปก็ต้องกลับมาขึ้นราคาในที่สุด”

นายชาติชาย กล่าวว่า นิ่มเอ็กซ์เพรสตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้มาโดยตลอด และเราหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปสู่สงครามราคา เพราะราคามาตรฐานของเราถือได้ว่าเป็นราคาที่เป็นธรรมและค่อนข้างถูกที่สุดในตลาดอยู่แล้ว เพียงแต่คู่แข่งหั่นราคาจนต่ำกว่าต้นทุนจริง แต่อย่าลืมว่าราคาโดยส่วนใหญ่ที่คู่แข่งรายใหม่ๆ ใช้ในการโปรโมทเป็นราคาที่ใช้เวลาในการจัดส่ง 2-3 วัน แต่ของเราเป็นราคา Next Day จึงเป็นที่มาของวิสัยทัศน์ของบริษัทเรา “ไว้ใจนิ่มเอ็กซ์เพรส” หรือ “Trust NiM Express”

โดยได้เตรียมเริ่มนโยบายรับประกันการจัดส่งพัสดุแบบ SLA Guarantee เราจะเป็นผู้ให้บริการขนส่งด่วนรายแรก ที่รับประกันการจัดส่งพัสดุโดยคืนเงินค่าขนส่งหากไม่สามารถจัดส่งได้ตามกำหนดที่แจ้งไว้ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ส่งไม่ทัน คืนเงิน”

และในอนาคตอันใกล้ เราจะให้บริการขนส่งสินค้าที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เช่น เครื่องดนตรี งานศิลปะ ไปจนถึงสิ่งมีชีวิต และหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่านอกจากเราให้บริการจัดส่งสินค้าพัสดุทั่วไปแล้ว เรายังมีบริการขนส่งสินค้าที่ต้องการการติดตั้ง เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องออกกำลังกาย เป็นต้น

ในส่วนของช่องทางการใช้บริการ นอกจากจุดบริการที่มีทั้ง DC, Shop และ Drop Point ลูกค้ายังสามารถเรียกใช้บริการผ่านทาง LINE Official @nimexpress ในราคาที่แทบจะไม่ต่างจากการยกสินค้ามาส่งเองที่จุดบริการเลย นอกจากนั้นยังสามารถสะสมคะแนนเพื่อใช้แลกของรางวัล ใช้ในการติดตามสถานะสินค้า ฯลฯ ได้อีกด้วย ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกอยู่กว่า 60,000 ราย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีแอปพลิเคชั่น NiM Express เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีบริการทั้งหมดของเราแล้ว ยังเป็นตัวช่วยในการบันทึกประวัติการจัดส่งต่างๆ ได้อีกด้วย

นายชาติชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า เร็ว ๆ นี้ นิ่มเอ็กซ์เพรส กำลังจะมีโครงการ CSR ที่นอกเหนือไปจากการส่งพัสดุที่ต้องการบริจาคให้กับมูลนิธิกระจกเงาฟรีแล้ว เราจะทำโครงการส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าของคนไทยที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand) เพราะเราเห็นว่าทุกวันนี้ถึงแม้ตลาดอีคอมเมิร์ชจะเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่สินค้าส่วนใหญ่ล้วนมาจากต่างประเทศ ส่วนของดีที่ผลิตในประเทศไทยยังไม่เติบโตเท่าที่ควร เราเลยอยากทำโครงการในลักษณะนี้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการบริโภคสินค้าในประเทศและเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มากขึ้น

“นิ่ม เอ็กซ์เพรส มุ่งมั่นที่จะพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บริการของเราเป็นที่ถูกใจของตลาด ตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย และเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วให้ได้มากที่สุด เราเป็นบริษัทเล็กๆ ของคนไทย เราจำเป็นต้องไม่อยู่นิ่ง เพราะเราไม่ได้มีเงินทุนที่จะไปสู้กับคู่แข่งในการตัดราคาได้ ถ้าทำแบบนั้นต่อไปคงไม่เหลือบริษัทขนส่งเอกชนสัญชาติไทยแท้ ทางเลือกเดียวของเรา คือ การพัฒนาบริการให้ดีที่สุด Trust NiM Express”


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“พรีไซซ” ได้การรับรองเครื่องหมายฉลากเขียว ตอกย้ำ “สินค้านวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

บริษัท พรีไซซ อีเลคตริค แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (PEM) ได้รับการรับรองสินค้า “ฉลากเขียว” (Green Label) เพิ่มอีก 1 รุ่น ขนาด 160 kVA 3 เฟส 50 Hz แรงดันระบบ 33 kV จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย โดยมีผลิตภัณฑ์หม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายแบบน้ำมัน ที่เป็นความภาคภูมิใจ ภายใต้เครื่องหมายการค้า แบรนด์ “พรีไซซ” สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการควบคุมมาตรฐานการผลิตสินค้าให้ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายณัฐพงศ์ กอร่ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีไซซ อีเลคตริค แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (PEM) กล่าวว่า “ฉลากเขียวดังกล่าว เป็นเครื่องหมายที่มอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันที่ไม่ได้รับการรับรอง สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของพรีไซซที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนใส่ใจในสิ่งแวดล้อมและสังคมตลอดมา เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับและจะขยายมาตรฐานการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าให้เป็นมิตรต่อโลกเพิ่มมากขึ้นต่อไป สำหรับผลิตภัณฑ์ของพรีไซซได้รับฉลากเขียวแล้ว คือ ผลิตภัณฑ์หม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายแบบน้ำมันขนาด 50, 100, 160kVA ระบบแรงดันไฟฟ้า 22kV และ 33kV รวมทั้งสินจำนวน 6 รุ่นซึ่งทั้ง 6 รุ่นนี้มีจำหน่ายและใช้แพร่หลายใน ภาครัฐ, รัฐวิสาหกิจ และเอกชน จากนี้เราจะพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการเพื่อเข้ารับการรองฉลากเขียวในหมวดอื่น ๆ เพิ่มเติมตามความมุ่งมั่นที่บริษัทฯตั้งไว้ว่า จะเป็น GREEN & INNOVATIVE ด้วยการคิดค้นสร้างสรรค์สินค้าและบริการ จากแนวคิด มุ่งสู่การเป็นวิสาหกิจที่เติบโต ยั่งยืน มีคุณภาพ ผสานประโยชน์สุขของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและพัฒนาร่วมกัน”

“สินค้าหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าของพรีไซซทุกรุ่นได้รับการออกแบบตามมาตรฐานของไทยและสากล เช่น TIS, IEC, ANSI รวมถึงมีการพัฒนาด้วยการส่งเสริมแนวคิดการออกแบบสินค้าให้มีขนาดกะทัดรัดและสะดวกต่อพื้นที่การติดตั้งที่มีจำกัด เพื่อลดข้อจำกัดในการติดตั้งและยืดหยุ่นให้แก่การใช้งาน พัฒนาการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง มีกระบวนการผลิตที่ทันสมัยโดยอาศัยแนวคิดของการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการใช้วัตถุดิบที่ไม่จำเป็นและลดปริมาณสิ่งตกค้างในระบบนิเวศ ทำให้พรีไซซคือแบรนด์อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มุ่งเน้นการรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณภาพและมีการบริการที่ดีอย่างต่อเนื่องมาตลอด 30 กว่าปี การได้รับฉลากเขียว สามารถการันตีได้ว่าสินค้าของพรีไซซเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เมื่อนำมาเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกันตลอดทั้งวัฏจักรชีวิต ทั้งยังมีผลงานติดตั้งในภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ รวมไปถึงต่างประเทศ ตั้งแต่ กัมพูชา ลาว พม่า และฟิลิปปินส์ ซึ่งสร้างความมั่นใจได้ว่าสินค้าและบริการของพรีไซซนั้นจะยืนหนึ่งในวงการพลังงานไฟฟ้าต่อไปแน่นอน ”

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ พรีไซซ สามารถชมสินค้าและนวัตกรรมการจัดการพลังงานอัจฉริยะ ดูรายละเอียด หรือสั่งซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ https://preciseproducts.in.th/ LINE: https://lin.ee/1T37XR1 สอบถามเพิ่มเติม โทร. (+66) 02-584-2367 ต่อ 621 , 065-528-5860


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อีริคสันเปิดตัวเทคโนโลยีจัดสรรเครือข่าย 5G RAN Slicing กระตุ้นการเติบโตธุรกิจ 5G

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 27 มกราคม 2564 – อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) เปิดตัวโซลูชั่นการจัดสรรเครือข่าย 5G สำหรับโครงสร้างเครือข่ายวิทยุ (Radio Access Network – RAN) ซึ่งจะช่วยผู้ให้บริการด้านการสื่อสารสามารถนำเสนอบริการ 5G ตามความต้องการของผู้ใช้พร้อมรับประกันประสิทธิภาพการใช้งานเครือข่าย

อีริคสัน 5G RAN Slicing ที่เปิดบริการเชิงพาณิชย์แล้วจะจัดสรรทรัพยากรของคลื่นวิทยุที่กำหนดไว้ทุก 1 มิลลิวินาที (0.001 วินาที) และรองรับการจัดการความแตกต่างของบริการได้ในหลากหลายมิติ ซึ่งเพิ่มความแข็งแกร่งด้านความสามารถในการจัดสรรเครือข่ายแบบต้นน้ำถึงปลายน้ำ สำหรับการจัดการและการจัดระเบียบทรัพยากรแบบพลวัตหรือมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่มีคุณภาพสูงตามความต้องการของการใช้งานที่หลากหลาย

เทคโนโลยีการจัดสรรเครือข่ายของอีริคสันสนับสนุนการใช้งานเครือข่ายเชิงตรรกะซับซ้อนจำนวนมากเพื่อการบริการรูปแบบต่าง ๆ บนโครงสร้างพื้นฐานโดยทั่วไป การจัดสรรเครือข่ายนี้เป็นตัวหลักในการปลดล็อกโอกาสในการสร้างรายได้จากเครือข่าย 5G เช่น คุณภาพวิดีโอที่ดีขึ้น การเชื่อมต่อเครือข่ายในรถยนต์ และเทคโนโลยี Extended Reality (ER) จากรายงานของอีริคสันคาดการณ์ว่าภายในปี 2573 ตลาดผู้ใช้ของผู้ให้บริการจะมีมูลค่าสูงถึง 712 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดการจัดสรรเครือข่ายในกลุ่มองค์กรคาดมีมูลค่าสูงถึง 300 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 (ข้อมูลจาก GSMA) และเมื่อ 5G ขยายตัวมากขึ้นผู้ให้บริการทุกรายต่างต้องการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนโดยกำหนดเป้าหมายจากนวัตกรรมและการสร้างรายได้จากการใช้งาน เช่น เกมบนคลาวด์, โรงงานอัจฉริยะ และการดูแลสุขภาพอัจฉริยะ

เพอร์ นาร์วิงเออร์ หัวหน้าฝ่าย Product Area Networks ของอีริคสันกล่าวว่า “การจัดสรรเครือข่าย 5G ของอีริคสันปรับประสิทธิภาพทรัพยากรคลื่นวิทยุแบบไดนามิกเพื่อส่งมอบคลื่นความถี่วิทยุที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเพื่อเข้าไปจัดสรรเครือข่าย สิ่งที่ทำให้โซลูชั่นของเราโดดเด่นและแตกต่างคือการเพิ่มการจัดการแบบต้นน้ำถึงปลายน้ำ (End-to-End) และการสนับสนุนการจัดเตรียมเพื่อการส่งมอบบริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ให้บริการมีความแตกต่างและรับประกันประสิทธิภาพที่จำเป็นในการสร้างรายได้จากการลงทุนในเครือข่าย 5G ด้วยการใช้งานที่หลากหลาย เรายังคงขับเคลื่อนคุณค่าให้กับลูกค้าของเราด้วยแพลตฟอร์มนวัตกรรม 5G”

การจัดสรรเครือข่ายเป็นโมเดลหลักอย่างหนึ่งของการพัฒนาการใช้เครือข่าย 5G อีริคสันดำเนินงานการจัดสรรเครือข่ายบน 5G อย่างต่อเนื่องสำหรับ RAN, การขนส่ง, เครือข่ายหลักและการประสานงานกับทุกฝ่ายทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานของผู้ใช้ องค์กร และอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ เช่น การปฏิบัติงานทางไกลผ่านกล้องวิดีโอ, AR/VR, โทรทัศน์/สื่อสำหรับการสตรีมการแข่งขันกีฬา เกมบนคลาวด์, เมืองอัจฉริยะและแอปพลิเคชันสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 และความปลอดภัยสาธารณะ

โทชิคาซึ โยไค ผู้บริหารและหัวหน้าผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีมือถือ KDDI กล่าวว่า“ การจัดสรรเครือข่ายแบบต้นน้ำถึงปลายน้ำ (End-to-End) เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างรายได้จากการลงทุน 5G และการจัดสรรเครือข่าย RAN จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้ การจัดสรรทรัพยากรจากส่วนต่าง ๆ ในเครือข่ายมือถือของเรา RAN slicing จะประกันทั้งด้านคุณภาพและลดความหน่วงหรือเวลาแฝงตามที่ลูกค้าต้องการ”

มาร์ค ดูซเนอร์ หัวหน้าฝ่าย Mobile และ Mass Market Communication ของสวิสคอม กล่าวว่า “เรากำลังเตรียมพร้อมสำหรับก้าวต่อไปของ 5G ซึ่งเราคาดว่าจะใช้การจัดสรรเครือข่ายแบบครบวงจร และ RAN slicing เป็นกุญแจสำคัญในการรับประกันประสิทธิภาพ ด้วยการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในเครือข่ายต่าง ๆ ทำให้เราสามารถให้บริการการสื่อสาร 5G บนแอปพลิเคชั่นที่หลากหลาย เช่น บริการด้านความปลอดภัยสาธารณะหรือเครือข่ายมือถือแบบไพรเวท”

ซู รัดด์ ผู้อำนวยการเครือข่ายและแพลตฟอร์มบริการบริษัท Strategy Analytics กล่าวว่า “อีริคสันเป็นผู้จำหน่ายรายแรกที่นำเสนอโซลูชันแบบ End-to-End พร้อมด้วย RAN slicing โดยอาศัยการจัดสรรทรัพยากรคลื่นวิทยุแบบไดนามิกในเวลาไม่เกิน 1 มิลลิวินาทีโดยใช้กลไกการควบคุมคลื่นวิทยุในตัวเพื่อรับประกันคุณภาพการบริการ, ทางอากาศและตามเวลาจริง แท้จริงแล้ววิธีการแบบ End-to-End นี้ผสานรวมการเพิ่มประสิทธิภาพของคลื่นวิทยุเข้ากับการจัดระเบียบเครือข่ายที่ควบคุมด้วยนโยบายเพื่อส่งมอบ RAN slicing แบบส่วนตัวเสมือนจริงที่ปลอดภัยโดยไม่สูญเสียความสเปกตรัมถึง 30 – 40 เปอร์เซ็นต์จากกระบวนการ ‘จัดสรรคลื่นแบบ Hard Slicing’ หลักการ RAN slicing แบบไดนามิกเรียลไทม์ของอีริคสันเชื่อมช่องว่างของ ‘RAN Gap’ เพื่อให้การแบ่งส่วนแบบ e2e ทำกำไรได้”

เกี่ยวกับอีริคสัน 5G RAN Slicing

โซลูชั่นอีริคสัน 5G RAN Slicing นำเสนอการจัดการความแตกต่างของบริการหลายมิติที่ไม่เหมือนใครซึ่งช่วยให้สามารถใช้การแบ่งทรัพยากรวิทยุแบบไดนามิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบังคับใช้คุณภาพของบริการ (QoS) แบบแบ่งส่วนและฟังก์ชันการจัดเรียงชิ้นส่วนสำหรับการเติมเต็มข้อตกลงระดับบริการ (SLA) อีริคสัน 5G RAN Slicing สร้างขึ้นจากความเชี่ยวชาญด้านวิทยุของอีริคสันและสถาปัตยกรรมการแบ่งส่วนที่ยืดหยุ่นและปรับขนาดได้ โซลูชันจะแบ่งปันทรัพยากรวิทยุแบบไดนามิกที่กำหนดเวลา 1 มิลลิวินาทีเพื่อประสิทธิภาพของคลื่นความถี่ที่ดีที่สุด สิ่งนี้ทำให้ผู้ให้บริการสามารถนำเสนอการใช้งานที่หลากหลายพร้อมความยืดหยุ่นและความคล่องตัวที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้มั่นใจได้ถึงการจัดการ การจัดสรรเครือข่ายแบบ End-to-End และการสนับสนุนการจัดเตรียมสำหรับการส่งมอบบริการที่รวดเร็วและรองรับรูปแบบธุรกิจสำหรับเครือข่ายเสมือนไฮบริดและเครือข่ายส่วนตัวโดยเฉพาะ โซลูชันนี้ยังสามารถใช้พลังงานการใช้งานสำหรับบริการสื่อสารที่มีความสำคัญต่อภารกิจและเวลา


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ร่วมเป็น Media Partner สื่อไทยหนึ่งเดียว งานแฟรนไชส์วอร์ซอ ประเทศโปแลนด์

ThaiFranchiseCenter.com เว็บไซต์ที่รวบรวมธุรกิจแฟรนไชส์ใหญ่ที่สุดในไทย เดินหน้าหาพันธมิตรต่างประเทศ ล่าสุด ได้รับเชิญเข้าร่วมเป็นสื่อสนับสนุนหลัก หรือ Media Partner อย่างเป็นทางการกับงาน Polish Franchise Expo 2021 งานแฟรนไชส์ วอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม 2564 (พฤหัสฯ ศุกร์ และเสาร์) ณ Palace of Culture and Science กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์

สำหรับไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ถือเป็นสื่อจากไทยหนึ่งเดียว ที่ได้รับเชิญให้ร่วมเป็น Media Partner จากผู้จัดงานยักษ์ใหญ่อย่าง PROFIT system และที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้มีการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในต่างประเทศ หรือ Franchise Partnership มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น จีน ฮ่องกง โอมาน สิงคโปร์ เมียนมาร์ เกาหลีใต้ กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย โปแลนด์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฝรั่งเศส ฯลฯ

ทั้งนี้ งาน Polish Franchise Expo 2021 กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ถือเป็นงานแฟรนไชส์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกิจ ภายในงานแฟรนไชส์ประกอบด้วยกิจกรรมทางธุรกิจภายในงานมากมาย โดยเฉพาะการจัดสัมมนาวิชาการ ประชุมเจรจาทางธุรกิจ รวมถึงการออกบูทแสดงสินค้าแฟรนไชส์ต่างๆ โดยคาดว่าจะมีธุรกิจแฟรนไชส์มากกว่า 200 แบรนด์ร่วมออกบูทแสดงสินค้า และมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 7,000 คน ภายในงานแสดงแฟรนไชส์โปแลนด์ทั้ง 3 วัน

โดยธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมออกบูธ แบ่งออกเป็นกลุ่มธุรกิจบริการ (อาหารและเครื่องดื่ม การเงินและธนาคาร การศึกษา ความงามและฟิตเนส อสังหาริมทรัพย์ ที่ปรึกษา การท่องเที่ยว เชื้อเพลิงและยานยนต์) ธุรกิจค้าปลีก (แฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องประดับ บ้านและสวน เครื่องใช้ภายในบ้านและโทรคมนาคม ร้านขายและสุขภาพ สินค้าเด็ก พร้อมกันนี้ผู้เข้าชมงานยังได้ความรู้เรื่องเทคนิคการเลือกซื้อแฟรนไชส์จากเวทีสัมมนาและการประชุมต่างๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ประกอบการแฟรนไชส์ และนักลงทุน ที่สนใจเข้าร่วมงาน งาน Polish Franchise Expo 2021 สามารถดูรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ https://franchisewarsaw.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เจาะลึกกลุ่มมิลเลนเนียล กำลังซื้อยังแข็งแรงพอขับเคลื่อนตลาดอสังหาฯ ไทยหรือไม่

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้เผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคล่าสุด พบเทรนด์การใช้จ่ายมาแรง – วางแผนมีบ้านในอนาคต

ผู้บริโภคกลุ่ม Millennials (มิลเลนเนียล) หรือ Gen Y (ผู้ที่เกิดช่วงปี พ.ศ. 2527 – 2539) ได้กลายมาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในศตวรรษที่ 21 ด้วยพื้นฐานการเติบโตมากับโลกดิจิทัลจึงเรียนรู้และรับเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว และนำมาพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ตลอดเวลา นอกจากนั้นยังตัดสินใจรวดเร็ว จึงทำให้คน Gen นี้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคม เศรษฐกิจ หรือการดำเนินชีวิต อีกทั้งยังเป็นวัยที่เต็มไปด้วยไฟในการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในชีวิตและอยู่ในช่วงสร้างฐานะให้มั่นคง จึงทำให้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูงและคาดว่าจะเป็นกำลังซื้อสำคัญในอนาคตไปอีกหลายปี ข้อมูลจากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ.2553-2583 (ฉบับปรับปรุง) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าในปีนี้ประชากรไทยในช่วงอายุ 25-39 ปี จะมีจำนวนถึง 13.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 31.53% ของประชากรวัยแรงงานทั้งหมด (ช่วงอายุ 15-59 ปี) กว่า 43 ล้านคน จึงทำให้หลายธุรกิจจับตามองและช่วงชิงกำลังซื้อจากคนกลุ่มนี้มากขึ้น

แน่นอนว่าเมื่อชาวมิลเลนเนียลเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในสายตาของหลากหลายธุรกิจ ย่อมถูกดึงดูดให้ใช้จ่ายสนองความต้องการด้านต่าง ๆ เสมอ และกลายเป็นอีกช่วงวัยที่เริ่มมีภาระหนี้เพื่อซื้อทรัพย์สินที่มีราคาสูงโดยเฉพาะที่อยู่อาศัย

เมื่อเกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในไทย ภาคธุรกิจและผู้บริโภคต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งกลุ่มมิลเลนเนียลด้วยเช่นกัน บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ได้เปิดเผยข้อมูลอัปเดต ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในไทย พบว่า กลุ่มผู้บริโภคที่มีการสร้างหนี้มากที่สุด คือ กลุ่มมิลเลนเนียล หรือ Gen Y โดยมีหนี้สินรวมกันถึง 4 ล้านล้านบาท คิดเป็นหนี้เสีย (NPL) คงค้าง 2.7 แสนล้านบาท เมื่อพิจารณาเรื่องสินเชื่อบ้านที่อนุมัติใหม่ในช่วงเวลานั้นจำนวน 80,494 สัญญา พบว่าเป็นของกลุ่มมิลเลนเนียลหรือ Gen Y มากที่สุดถึง 64% และเป็นที่น่ากังวลในเรื่องปัญหาค้างชำระในอนาคต สะท้อนให้เห็นถึงสภาพคล่องในการใช้จ่ายของผู้บริโภคกลุ่มนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดฯ และเริ่มส่งสัญญาณเตือนให้เห็นปัญหาการวางแผนด้านการเงิน แม้จะมีกำลังซื้อสูงก็ตาม

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัย DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study ฉบับล่าสุด เจาะลึกมุมมองด้านการวางแผนการใช้จ่ายของกลุ่มมิลเลนเนียลและความต้องการด้านที่อยู่อาศัยท่ามกลางความท้าทายทั้งด้านการเงินและการงานจากสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบางและสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย ว่าส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของชาวมิลเลนเนียลในตลาดอสังหาฯ มากน้อยเพียงใด

• อยากใช้จ่ายหลากหลาย แต่ครอบครัวต้องมาก่อน เมื่อพูดถึงการวางแผนการใช้จ่ายใน 1 ปีข้างหน้าของผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลนั้น ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญไปที่การใช้จ่ายภายในครอบครัวถึง 74% สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นกำลังสำคัญในการสร้างรายได้และดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในครอบครัวของคนวัยนี้ อย่างไรก็ตาม ชาวมิลเลนเนียลยังคงมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองอยู่ไม่น้อยแม้จะยังไม่มีความพร้อมด้านการเงินในตอนนี้ โดย 59% เผยว่ามีความตั้งใจออมเงินเพื่อวางแผนซื้อบ้านในอนาคต ในขณะที่ 46% ระบุว่าอยากออกไปท่องเที่ยวในวันหยุด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ปัจจุบันทำให้ทุกคนจำเป็นต้องเก็บตัวอยู่บ้าน และชะลอแผนท่องเที่ยวออกไป เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และหยุดการแพร่ระบาดฯ ในประเทศ

• เตรียมความพร้อม หวังซื้อบ้านหลังแรกตอน 31 ปี เมื่อพิจารณาในด้านการครอบครองอสังหาฯ ในปัจจุบัน พบว่ายังมีสัดส่วนที่ไล่เลี่ยกัน โดยผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่มมิลเลนเนียลมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองแล้วถึง 57% ในขณะที่อีก 43% ยังไม่ได้เป็นเจ้าของอสังหาฯ ใด ๆ ซึ่ง 2 ใน 3 ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ (66%) เผยว่า พวกเขาได้วางแผนที่จะซื้อบ้านหลังแรกเมื่ออายุ 31 ปีขึ้นไป ซึ่งน่าจะเป็นช่วงวัยที่มีความพร้อมมากพอทั้งด้านหน้าที่การงานที่มั่นคงและสถานะทางการเงินที่เหมาะสมเมื่อต้องเป็นหนี้ก้อนใหญ่มากกว่าตอนนี้

• สถานะทางการเงินสั่นคลอน อุปสรรคหลักของการมีบ้าน กลุ่มมิลเลนเนียลยอมรับว่าปัญหาทางการเงินจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในตอนนี้ถือเป็นอุปสรรคหลัก ๆ ที่ทำให้พวกเขายังไม่มีแผนย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ โดย 1 ใน 2 ของกลุ่มนี้ (50%) เผยว่า ยังไม่มีเงินออมมากพอที่จะไปเช่าหรือซื้อบ้านเป็นของตนเอง ในขณะที่ 41% ต้องการที่จะอยู่บ้านเดิมเพื่อดูแลพ่อแม่อย่างใกล้ชิด ตามมาด้วยกลุ่มที่ไม่คิดจะย้ายออกเพราะยังไม่ได้แต่งงาน 33% และตั้งใจจะรับช่วงต่อบ้านเดิมจากพ่อแม่อยู่แล้ว 33% จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้ออสังหาฯ เป็นของตัวเองในตอนนี้

• การเช่าโดนใจ ตอบโจทย์ที่อยู่อาศัยแบบไร้ข้อผูกมัดระยะยาว ด้วยข้อจำกัดทางการเงินจากปัจจัยต่าง ๆ ส่งผลให้ชาวมิลเลนเนียล 94% ตัดสินใจเช่าแทนการซื้อที่อยู่อาศัยในตอนนี้ เนื่องจากมองว่าการเช่าบ้าน/คอนโดฯ จะมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการซื้ออสังหาฯ ซึ่งต้องมีความพร้อมทางการเงินในระดับหนึ่งจึงจะได้รับการอนุมัติสินเชื่อ ผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงเลือกเก็บเงินก้อนที่มีสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินและหันไปเลือกเช่าอสังหาฯ ในรูปแบบที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยแทน นอกจากนี้การมีสถานภาพโสดอยู่ตัวคนเดียวก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้การเช่าที่อยู่อาศัยได้รับความนิยมมากกว่าการซื้อเช่นกัน

แม้ผลกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจากหลายปัจจัยในตอนนี้จะทำให้แผนบริหารจัดการเงินของชาวมิลเลนเนียล ต้องสะดุดลงหรือชะลอการใช้จ่ายในเรื่องที่ยังไม่จำเป็นเร่งด่วนออกไปก่อน อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังคงเป็นกำลังซื้อที่สำคัญในหลายอุตสาหกรรมในระยะยาว เพียงแต่รอดูสัญญาณบวกของสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อหาเวลาที่เหมาะสมในการออกมาใช้จ่ายแทน ดังจะเห็นได้จากการวางแผนใช้จ่ายในอนาคตที่ผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล ยังคงให้ความสำคัญไปยังสิ่งที่จำเป็นมาก่อนความต้องการส่วนตัว ด้วยการวางแผนบริหารจัดการการเงินที่รอบคอบนี้เชื่อว่าจะช่วยให้กลุ่มมิลเลนเนียลสามารถปรับพฤติกรรมและปรับเปลี่ยนแผนการใช้จ่ายที่มีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที และกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ในอนาคตแน่นอน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

OfficeMate CATALOG 2021สุดยอดแคตตาล็อกสินค้าเพื่อธุรกิจแห่งปี 2021 ไม่มีถือว่าพลาดมาก!!

OfficeMate CATALOG 2021สุดยอดแคตตาล็อกสินค้าเพื่อธุรกิจแห่งปี 2021 ไม่มีถือว่าพลาดมาก!!เพิ่มหมวดสินค้าใหม่ให้ตอบโจทย์ธุรกิจมากขึ้น รวมกว่า 60,000 รายการขอรับฟรีได้แล้ววันนี้ โทร 1281 #แคตตาล็อกที่จัดซื้อทุกธุรกิจต้องมี แล้วการจัดซื้อจะเป็นเรื่องง่ายๆ

ออฟฟิศเมทแคตตาล็อกเล่มใหม่ล่าสุด ออกแล้ววันนี้! สุดยอดแคตตาล็อกสินค้าเพื่อธุรกิจ ตัวช่วยสำคัญที่ทำให้งานจัดซื้อจัดหาง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น สะดวกขึ้น เพราะเราได้รวบรวมสินค้าเพื่อธุรกิจจากแบรนด์ชั้นนำกว่า 60,000 รายการไว้ในเล่มเดียว รวมกว่า 900 หน้าที่แสดงราคามาตรฐานของสินค้าทุกชิ้น  แคตตาล็อกที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากจัดซื้อและผู้ประกอบการรุ่นใหม่กว่า 500,000 บริษัท/องค์กรทั่วไทย  พร้อมแจกจ่ายออกสู่ผู้ประกอบการและจัดซื้อทั่วประเทศแล้ว ความพิเศษสำหรับปี 2021 แคตตาล็อกได้เพิ่มหมวดสินค้าใหม่ที่น่าสนใจ อาทิ อุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล PPE สำหรับโรงงาน อุปกรณ์เครื่องใช้เครื่องมือในการประกอบธุรกิจร้านอาหารและคาเฟ่   สินค้าสุขอนามัยเพื่อธุรกิจคลินิกและความงาม  เครื่องมือการเรียนการสอนสำหรับสถานศึกษา และ อุปกรณ์ตัวช่วยเพื่อธุรกิจออนไลน์ เป็นต้น  ทั้งนี้ สินค้าทุกชิ้นในแคตตาล็อก  สามารถจัดส่งถึงมือคุณได้ภายในวันทำการถัดไป* ขอรับฟรีได้แล้ววันนี้ เพียงโทรมาที่เบอร์ 1281  หรือลงทะเบียนออนไลน์ที่ http://bit.ly/3syjxdt

สำหรับลูกค้าองค์กร ออฟฟิศเมทยินดีให้บริการออกใบเสนอราคา และมอบเครดิตเทอมให้แก่ท่าน เราพร้อมทำให้การจัดซื้อจัดหาสินค้าเป็นเรื่องง่ายดาย  รวดเร็ว สะดวก และประหยัดเวลาด้วยช่องทางสั่งซื้อสุดสะดวกแบบ #NewNormal เลือกช้อปได้ง่ายดั่งใจทั้งออนไลน์และออฟไลน์    บริการจัดส่งฟรีถึงธุรกิจคุณในวันทำการถัดไป* พร้อมจัดเต็มสิทธิประโยชน์ตลอดปี  ขอรับแคตตาล็อกฟรี! โทร 1281 / Line: @OfficeMate หรือดาวน์โหลด Online Version ได้ที่ https://bit.ly/3iKdz4H 
• มีครบจบไว…มีทุกอย่างที่ธุรกิจต้องใช้ในเล่มเดียว! หาสินค้าและบริการเพื่อธุรกิจกว่า 60,000 รายการได้ง่ายในที่เดียว ไม่ต้องเสียเวลาดีลหลายเจ้า วุ่นวายหาของหลายที่ ออฟฟิศเมทรวบรวมให้ครบทุกความต้องการธุรกิจ และมีสต็อกสินค้าพร้อมจัดส่ง  ทั้งอุปกรณ์ออฟฟิศเฟอร์นิเจอร์ธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดฆ่าเชื้อ/สุขอนามัย ไอเทมไลฟ์ขายของออนไลน์ อุปกรณ์ไอที/เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร/เครื่องดื่ม อุปกรณ์โรงงานและคลังสินค้า และบริการเพื่อธุรกิจครบครัน อาทิ บริการรับผลิตสินค้าพรีเมียม บริการงานพิมพ์ บริการให้เช่าปริ้นเตอร์ ติดตั้งกล้องวงจรปิด และบริการล้างแอร์ เป็นต้น          • มั่นใจได้…กับราคามาตรฐาน!
ออฟฟิศเมทจำหน่ายสินค้าราคามาตรฐาน งบไม่บานปลาย พร้อมให้คุณเลือกประหยัดเพิ่มได้อีกกับสินค้า Best Seller กว่า 300 รายการที่เราปรับราคาถูกลงและยืนราคาตลอดปี 2021 ให้ธุรกิจคุณประหยัดสู้เศรษฐกิจ เพียงสังเกตสัญลักษณ์ #ออฟฟิศเมทการันตี
• คุ้มค่า…รับสิทธิประโยชน์จัดเต็ม พร้อมบริการสุดประทับใจ!
ลูกค้าทุกท่านสามารถสะสมคะแนน T1 ได้ทุกการสั่งซื้อเพื่อแลกรับส่วนลดแทนเงินสด พร้อมรับสิทธิพิเศษจากพันธมิตรบัตรเครดิตชั้นนำได้ตลอดปี
พิเศษสำหรับลูกค้านิติบุคคล…ออฟฟิศเมทยินดีมอบเครดิตเทอมนาน 30 วัน และมีทีมผู้ช่วยส่วนตัวดูแลเคียงข้างธุรกิจคุณ ยินดีมอบสินค้าตัวอย่างก่อนการจัดซื้อ* สามารถนำเสนอราคาจำนวนสำหรับงานโครงการ และมีส่วนลดตามสัญญาการจัดซื้อให้อีกด้วย
• ช้อปสะดวก…สั่งง่าย ได้ของเร็ว!

ให้คุณเลือกช้อปได้หลากหลายช่องทาง ตอบโจทย์การจัดซื้อแบบ #NewNormal ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมบริการจัดส่งฟรีถึงธุรกิจคุณในวันทำการถัดไป เพียงช้อปครบ 499.- (ตามกำหนด)
– ช้อปออนไลน์ได้ 24 ชั่วโมง ที่ officemate.co.th และ OfficeMate Mobile App
– Chat & Shop ผ่าน Line: @OfficeMate และ Facebook: OfficeMate.co.th ให้บริการทุกวัน 8:00 – 22:00 น.
– โทรสั่งซื้อง่ายๆ กับ OfficeMate Contact Center 1281 ให้บริการทุกวัน 8:00 – 22:00 น.
– ไลน์หรือโทรสั่งซื้อโดยตรงกับร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส เช็คเลย! https://bit.ly/2N45BaH


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านประกาศนโยบายปี 64 ลุยจัด 2 งานใหญ่เดินหน้าสร้างมาตรฐานกลางการก่อสร้าง- ออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน เบอร์ 5

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน รับพิษเศรษฐกิจ และ Covid-19 ทำตลาดรวมรับสร้างบ้านปี 2563 ลดลง 5% จากประมาณการมูลค่าตลาดรวมทั้งปีอยู่ที่ราว 12,500 ล้านบาท ล่าสุด นายกสมาคมฯ “วรวุฒิ กาญจนกูล” ประกาศนโยบายปี 2564 สร้างมาตรฐานกลางการก่อสร้าง และออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน พร้อมนำสมาชิกสมาคมฯ ลุยจัดกิจกรรม 2 งานใหญ่ “งานรับสร้างบ้าน Focus 2021” ในช่วงเดือนมีนาคม และ “งานรับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2021” ในช่วงเดือนตุลาคม หวังกระตุ้นตลาดตลอดทั้งปี ควบคู่ขนานไปกับการทำการตลาดแบบออนไลน์เสมือนจริง (Virtual Online) ในรูปแบบ 3 มิติ เตรียมเข้าหารือ รมว. คลัง รวมกับสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ออกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจ

นายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดธุรกิจรับสร้างบ้านปี 2563 ที่ผ่านมาโดยรวมตลาดลดลง 5% มาอยู่ที่ 12,000 ล้านบาท (เท่ากับปี 2561) จากเดิมที่ประมาณการทั้งปีมีมูลค่าตลาดรวมน่าจะอยู่ราว 12,500 ล้านบาท สาเหตุที่ตลาดรวมลดลงนั้นมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Covid-19) ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 ต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2563 ทำให้หยุดการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทางเศรษฐกิจ และสมาคมฯ เองก็ได้ลดการจัดกิจกรรมการตลาดเหลือเพียงครั้งเดียวเดือนตุลาคม จากปกติในแต่ละปีจะจัด 2 ครั้ง คือในช่วงเดือนมีนาคมและตุลาคม ภายใต้ชื่อ “งานรับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2020” แต่เนื่องจากมาตรการปิดเมือง (Lockdown) ตามการบังคับใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน การรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ทำให้ต้องหยุดการจัดงานในช่วงเดือนมีนาคมไป

สำหรับในปี 2564 สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านได้สานต่อนโยบายต่อเนื่องจากปีก่อนใน 3 เรื่องหลักๆ ดังนี้ คือ 1. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและงานขาย เพื่อช่วยเหลือสมาชิกของสมาคมฯ และเพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสในการเข้าถึงการบริการของบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ได้มากขึ้นผ่านการจัดงานใหญ่ประจำปี 2 ครั้งเหมือนเดิมภายใต้ชื่อ “งานรับสร้างบ้าน Focus 2021” ในช่วงเดือนมีนาคม และ “งานรับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2021” ในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งปีนี้จัดที่ศูนย์การแสดงสินค้าเมืองทองธานี

พร้อมกันนี้ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านยอมรับว่า จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Covid-19) รอบ 2 ในปัจจุบันนี้ ก็เชื่อว่ารัฐบาลน่าจะควบคุมได้และหวังว่าจะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ ประกอบกับการที่รัฐบาลได้มีความชัดเจนเรื่องวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ที่ตามข่าวออกมาว่าได้ขึ้นทะเบียนอย.ไทยแล้ว หากมีการเริ่มฉีดให้กับประชาชนแล้วได้ผลดีจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ และเชื่อว่ากลางปี 2564 ทุกอย่างน่าจะดีขึ้นแน่นอน แต่อย่างไรก็ดี เพื่อรองรับกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ทางสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านและสมาชิกได้เตรียมความพร้อมแบบคู่ขนานไปกับการจัดงานแบบออฟไลน์ “งานรับสร้างบ้าน Focus 2021” นั่นก็คือ ทำการตลาดแบบออนไลน์เสมือนจริง (Virtual Online) ในรูปแบบ 3 มิติเข้ามาเสริม บนเว็บไซต์ ของสมาคมฯ www.hba-th.org ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้ามาดูรายละเอียดต่างๆได้สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การทำการตลาดแบบ Virtual Online ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปแน่ชัดว่าจะทำไปพร้อมๆ กับช่วงการจัดงาน หรือ จะทำหลังการจัดงานรับสร้างบ้านและวัสดุฯ เรื่องนี้คงพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง

2. โครงการจัดทำ “มาตรฐานกลางการก่อสร้าง” โดยสมาคมฯได้ร่วมกับภาควิชาวิศวกรรมโยธาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำมาตรฐานกลางการก่อสร้างขึ้นมาในทุกๆระบบงานก่อสร้างที่เกี่ยวกับการก่อสร้างบ้าน การจัดทำโครงการนี้ขึ้นมาจะเกิดประโยชน์ใน 3 ด้านคือ

2.1) เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานงานบริการในธุรกิจรับสร้างบ้านของสมาชิกสมาคมฯ
2.2) เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ผู้บริโภค
2.3) เพื่อช่วยลดข้อขัดแย้งหรือข้อพิพาทระหว่างลูกค้ากับบริษัทรับสร้างบ้าน

3. โครงการ “แบบบ้านประหยัดพลังงาน” หรือ “บ้านเบอร์ 5” โดยคาดว่าในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นี้สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านจะได้ลงนามหนังสือบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างสมาคมฯกับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ตามนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาประเทศและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนที่ผ่านมา พพ. ให้ความสำคัญกับแนวคิดบ้านประหยัดพลังงาน และส่งเสริมความรู้ความเข้าใจสู่ประชาชนภาคครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสมาชิกของสมาคมฯ ได้เข้าร่วมกับ พพ.มาตลอดเช่นกัน

ทั้งนี้ การลงนามหนังสือบันทึกข้อตกลง (MOU) ในครั้งนี้ระหว่างสมาคมฯ กับ พพ. เกี่ยวกับแบบบ้านประหยัดพลังงานนี้ จะนำไปสู่การลงลึกในรายละเอียดอื่นๆในหลายด้าน โดยแบบบ้านที่ได้การรับรองให้ติด “ฉลากเบอร์ 5” นั้นจะต้องมีรายละเอียดระดับประสิทธิภาพที่ตรวจสอบหรือวัดได้ชัดเจนว่าได้ว่าประหยัดพลังงานได้จริงๆกี่หน่วยหรือกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี เป็นต้น รวมถึงการนำเอามาตรการด้านการลดหย่อน “ภาษี” มาใช้เป็นแรงจูงใจ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนปลูกสร้างบ้านประหยัดพลังงานหรือนำเอาแบบบ้านที่ได้รับการรับรองจาก พพ.ที่ติด “ฉลากเบอร์ 5” มาเป็นแบบในการปลูกสร้าง

นอกจากนี้ ในอนาคตสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านยังมีแนวคิดที่จะเข้าไปปรึกษาหารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ด้วยเช่นกันถึงแนวนโยบายต่างๆ ของกฟผ. เกี่ยวกับ “ค่าไฟ” ว่าจะสามารถมีแนวทางใดบ้างที่จะสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชนผู้บริโภคในกรณีที่นำเอาแบบบ้านที่ได้รับการรับรองจาก พพ.ที่ติด “ฉลากเบอร์ 5” มาปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัย

นายวรวุฒิ ยังกล่าวด้วยว่า ในเร็วๆ นี้ สมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านก็เป็นสมาชิกด้วยนั้นจะเข้าพบ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อหารือถึงข้อสรุปมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และประชาชนที่ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง ซึ่งหากรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้ข้อสรุปหรือมีการออกมาตรการมาสนับสนุนเชื่อว่าจะเป็นอีกแรงกระตุ้นการตัดสินใจของประชาชนผู้บริโภค โดยในส่วนของตลาดรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในปีนี้คาดว่าน่าจะมีมูลค่า 12,000 – 12,500 ล้านบาท


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จับมือ วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี เดินหน้าต่อยอดด้านการศึกษาสำหรับอุตสาหกรรมในอนาคต

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ลงนามความร่วมมือกับวิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี (IRPC Technological College) หรือ IRPCT โดยเป็นความร่วมมือทางวิชาการ โดยความร่วมมือในครั้งนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันสำหรับการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชัน ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า พลังงาน และเมคคาทรอนิกส์ เพื่อช่วยเสริมความเข้มข้นด้านวิชาการให้วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซีสามารถพัฒนาทักษะด้านอุตสาหกรรม 4.0 ให้กับนักศึกษา ด้วยความเชี่ยวชาญระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชัน ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก นอกจากนี้ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังมอบเทคโนโลยีแห่งอนาคต นวัตกรรมต่างๆ ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้คิดค้นให้กับอาจารย์และนักศึกษาได้เรียนรู้ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นผลลัพธ์ด้านนวัตกรรมอันหลากหลายที่เป็นประโยชน์ในแวดวงอุตสาหกรรมและพลังงานในอนาคต

นายสเตฟาน นูสส์ ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่า “ความต้องการทักษะด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยเทคโนโลยีในอุตสาหกรรม 4.0 กำลังเร่งการเปลี่ยนแปลงนี้ให้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทักษะทางเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การเขียนโปรแกรม นับเป็นที่ต้องการในตลาดอย่างมาก รวมไปถึงทักษะต่างๆ เช่น การคิดเชิงวิเคราะห์ การประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อนซึ่งจะได้รับความต้องการเพิ่มขึ้นในยุค 4.0 นี้เช่นกัน”

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรม มีความจำเป็นต้องมีบทบาทเชิงรุกในการยกระดับบุคลากรในอนาคต ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงมองเห็นว่าการสนับสนุนด้านการศึกษาจะช่วยพัฒนาทักษะของนักศึกษาในวันนี้ จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศในวันหน้าให้ตอบโจทย์ความต้องการในตลาดได้

แม้ทุกวันนี้จะมีความกังวลว่าระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม 4.0 จะเข้ามาแทนที่งานแบบเดิม แต่จากที่ผ่านมาแสดงให้เห็นได้ว่า เทคโนโลยีเหล่านี้กลับช่วยเสริมความสามารถให้กับมนุษย์ และเพิ่มขีดความสามารถให้กับพนักงาน ซึ่งโรงงานอัจฉริยะจะใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ช่วยในการทำงานอัตโนมัติที่ซ้ำซากจำเจ ในขณะที่ช่วยให้พนักงานสามารถมุ่งเน้นงานที่ต้องใช้เหตุผลและทักษะมากขึ้น

“นอกจากนี้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ยังช่วยให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย อย่างวิกฤติโควิด 19 ที่ทุกประเทศได้เผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้สามารถรีโมทเข้าไปมอนิเตอร์ ควบคุมกระบวนการผลิต ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถวิเคราะห์แนวโน้มการผลิต หรือสั่งให้กระบวนการเป็นไปโดยอัตโนมัติ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ช่วยเว้นช่องว่าง ระยะห่างในการพบปะกันระหว่างพนักงานได้อย่างดี และปลอดภัยได้ในทุกๆ กระบวนการในโรงงาน ถ้ามีการวางแผน และออกแบบการใช้งานเทคโนโลยีที่ถูกต้องและเหมาะสม”

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายหลัก ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยง ความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเรา คือ การเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัล เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัลด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เชื่อมต่อจากปลายทางไปยังคลาวด์ เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพสูงสุดในการบริหารจัดการองค์กร สำหรับที่อยู่อาศัย อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและสนับสนุนกลยุทธ์การสร้างระบบนิเวศของคู่ค้าซึ่งมีความมุ่งมั่นในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CIBA DPU เผย จีนมีแนวโน้มขึ้นเป็นผู้นำโลก หลังเปิดตัวเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์ ประมวลผลเร็วขั้นเทพ

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนถูกจับตามองจากทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากประกาศเปิดตัวต้นแบบควอนตัมคอมพิวเตอร์ เมื่อปลายปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ อาจทำให้จีนก้าวนำสหรัฐอเมริกาในด้านเทคโนโลยีและทยานขึ้นสู่ผู้นำโลกในอนาคต ทั้งนี้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ทีมวิจัยของจีนสร้างขึ้น ต้องใช้ความพยายามในการศึกษาและพัฒนากว่า 20 ปี เพื่อสร้างต้นแบบควอนตัมคอมพิวเตอร์ ที่มีความเร็วกว่าซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก ณ ปัจจุบันถึง 100 ล้านล้านเท่า อีกทั้งยังสามารถประมวลผลเร็วกว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาด 53 คิวบิทที่พัฒนาโดย Google ถึง 10,000 ล้านเท่าและยังมีระบบความปลอดภัยสูงด้วย

ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าวอีกว่า จากการทำสงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกามาอย่างยาวนาน ทำให้จีนรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของคู่แข่ง จีนจะแซงหน้าประเทศมหาอำนาจตะวันตกได้ต้องมีเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำกว่า ดังนั้นเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่จีนคิดค้นจนประสบความสำเร็จ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้จีนบรรลุไปสู่เป้าหมาย ทั้งนี้เมื่อผู้นำทางเทคโนโลยีเปลี่ยน ขั้วผู้นำประเทศมหาอำนาจก็ต้องเปลี่ยนตาม ในส่วนของการเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของผู้นำโลกนั้น จำเป็นต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจสังคม วัฒนธรรม มุมมอง และแนวคิดในการทำธุรกิจ รวมถึงการสร้างความเข้าใจเทคโนโลยีของประเทศดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม การเป็นผู้ประกอบการในอนาคต ต้องเข้าใจ เข้าถึงลูกค้า เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ และนำมาปรับใช้กับธุรกิจในแบบของไทย ธุรกิจจึงจะไปต่อได้ในยุคที่ขั้วอำนาจเปลี่ยน

“ฝากถึงนักเรียนที่กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี การเตรียมตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราอยู่รอดได้ในทุกยุค นอกจากนี้การเรียนรู้วัฒนธรรมและสังคมของประเทศที่กำลังจะเป็นผู้นำของโลก จะทำให้เราได้เปรียบ ทั้งทางด้านความคิดและมุมมองในการทำการค้า จะทำให้เราเข้าใจคู่ค้าได้มากขึ้น ดังนั้นการเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เอื้อต่อการเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมของทั้ง 2 ฝั่ง คือ ทั้งของประเทศตะวันตกและตะวันออก จะเป็นประโยชน์มากในอนาคต อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าสาขาการเรียนที่กำลังเป็นที่ต้องการในตลาดในอนาคตหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจของโลก ได้แก่ วิทยาการคอมพิวเตอร์ และสาขาที่เกี่ยวข้องกับไอที ส่วนศาสตร์ของการบริหารธุรกิจ ก็สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะเป็นศาสตร์ที่อยู่คู่กับทุกยุคทุกสมัยและทุกการเปลี่ยนแปลงเพราะทุกอย่างต้องอาศัยการบริหารจัดการ” ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าวในตอนท้าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ฟื้นตัวหรือสะดุด จับชีพจรตลาดอสังหาฯ 3 จังหวัดท่องเที่ยวท่ามกลางโควิด-19 ระลอกใหม่

หลังจากหลายฝ่ายตั้งความหวังไว้ว่าปี 2564 น่าจะเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ที่เศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัวและขับเคลื่อนธุรกิจทุกภาคส่วนให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง เมื่อมีสัญญาณบวกจากการพัฒนาวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 และแผนการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทยและสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจทุกภาคส่วน แต่การแพร่ระบาดระลอกใหม่เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้ทำให้ทั้งประเทศต้องปรับแผนใหม่อีกรอบแบบไม่ทันตั้งตัว

ในขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์นั้นเมื่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มกลับมาในช่วงแรก ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาฯ ต่างขนโปรโมชั่นลด แลก แจก แถมออกมาเพื่อกระตุ้นกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง พร้อมวางแผนเปิดตัวโครงการต่าง ๆ มาเจาะกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นผู้อยู่อาศัยจริง (Real Demand) เพิ่มขึ้นในปี 2564 แม้การแพร่ระบาดระลอกใหม่นี้จะทำให้แผนธุรกิจต้องสะดุดไปบ้าง แต่คาดว่าสถานการณ์จะไม่หยุดชะงักกินระยะเวลายาวนานเหมือนรอบที่ผ่านมา

นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทยของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า “การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในไทย ถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของตลาดอสังหาฯ ปีนี้ ผู้ประกอบการหลายรายจำเป็นต้องปรับแผนเพื่อรับมือ จากที่เคยคาดการณ์ว่าปี 2564 จะเป็นปีปรับสมดุลของตลาดอสังหาฯ ทั้งในแง่ของราคาและอุปทานและจะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี แต่การแพร่ระบาดระลอกใหม่อาจส่งผลให้ต้องใช้ระยะเวลาปรับตัวนานขึ้น

แม้ตอนนี้จะยังไม่สามารถประเมินผลกระทบที่มีต่อการเติบโตในตลาดได้ชัดเจนเนื่องจากมีระยะเวลาที่สั้นเกินไป แต่เชื่อว่าจากประสบการณ์ตรงที่ผู้พัฒนาอสังหาฯ นักลงทุน และผู้บริโภครับมือการแพร่ระบาดในปีที่ผ่านมาจะทำให้สามารถปรับตัวและจัดการกับสถานการณ์ครั้งนี้ได้ดีขึ้น ผนวกกับการที่วัคซีนต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังจะเข้าไทยเร็ว ๆ นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถข้ามผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้”

เมืองท่องเที่ยวกระทบหนัก หลังเจอโควิดระลอกใหม่
แม้ว่าทิศทางการขับเคลื่อนตลาดอสังหาฯ ของผู้ประกอบการจะยังโฟกัสกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงหรือกลุ่ม Real Demand มากขึ้น โดยภาพรวมตลาดอสังหาฯ มีสัญญาณดีขึ้นหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2563 ที่ผ่านมา จากรายงาน DDproperty Thailand Property Market Index ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยข้อมูลน่าสนใจว่า ดัชนีราคาอสังหาฯ ในช่วงดังกล่าวเพิ่มขึ้น 2% ถือเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส (นับจากช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2562) ถือเป็นสัญญาณชีพของภาคอสังหาฯ ที่เริ่มกระเตื้องขึ้น

โดยภาพรวมเกือบทุกจังหวัดมีการกระเตื้องขึ้นของดัชนีราคาและจำนวนอุปทาน ซึ่งการรุกหัวเมืองต่างจังหวัดยังมีความน่าสนใจ เนื่องจากยังมีกลุ่ม Real Demand ที่มีกำลังซื้อในพื้นที่อยู่ และที่ดินต่างจังหวัดก็มีราคาต่ำกว่าในกรุงเทพฯ จึงเป็นอีกตลาดที่น่าจับตามองและลงทุนเพื่อสร้างแต้มต่อทางธุรกิจในอนาคตได้ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดที่ยังเป็น “Blue Ocean” ผนวกกับปัจจัยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบคมนาคมและระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ แหล่งงานในนิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนการมีห้างสรรพสินค้าเพื่อดึงดูดกำลังซื้อผู้บริโภคในพื้นที่ ล้วนช่วยอำนวยความสะดวกให้การดำรงชีวิตในต่างจังหวัดสะดวกสบายยิ่งขึ้น นอกจากความต้องการที่อยู่อาศัยจากกลุ่ม Real Demand ในพื้นที่แล้ว ยังมีกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการซื้ออสังหาฯ ในจังหวัดท่องเที่ยวไว้เป็นบ้านพักตากอากาศกับครอบครัว หลีกหนีความวุ่นวายจากการทำงาน หรือซื้อเพื่อลงทุนเก็บไว้ปล่อยเช่าสร้างผลตอบแทนในอนาคตอีกด้วย

แต่ก็เหมือนเป็นภาพฝันค้าง หลังจากมีการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้ตลาดอสังหาฯ ที่เคยมีแนวโน้มไปได้ดีกลับชะงักลงอีกรอบ โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบก่อนเป็นอันดับแรก ๆ ทั้งที่ช่วงปลายปีควรจะเป็นช่วงที่ตลาดท่องเที่ยวกลับมาบูมอีกครั้งหลังจากอั้นมาจากช่วงล็อกดาวน์ โดยพบว่า ใน 3 จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญได้รับผลกระทบในช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา ทั้งในแง่ของการท่องเที่ยว และตลาดอสังหาฯ

ภูเก็ต
• หลังจากได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบแรกในไทย ตลาดอสังหาฯ ในภูเก็ตเริ่มกลับมาส่งสัญญาณฟื้นตัวอีกครั้งหลังคลายล็อกดาวน์ พร้อมทั้งได้แรงหนุนที่ดีจากการท่องเที่ยวของคนไทยที่เลือกเดินทางมาภูเก็ตมากขึ้นในช่วงที่ปิดประเทศ รวมถึงสัญญาณของภาครัฐที่เปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาในภูเก็ตได้อีกครั้ง แม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่ก็ยังเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่งล้วนส่งผลให้มีการเติบโตในตลาดอสังหาฯ อีกครั้ง

โดยภูเก็ตได้รับผลกระทบไม่มากนักจากการระบาดระลอกใหม่ เนื่องจากยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อไม่มากนัก (3 ราย ณ วันที่ 15 มกราคม 2564) ดัชนีราคาอสังหาฯ ในภาพรวมยังคงเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อน ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากบ้านเดี่ยวที่มีดัชนีราคาเพิ่มขึ้นถึง 3% และคอนโดฯ เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อน สะท้อนให้เห็นความต้องการที่อยู่อาศัยที่มีทิศทางเติบโต
● ในขณะที่ดัชนีอุปทานเพิ่มขึ้นถึง 18% จากไตรมาสก่อนเช่นกัน โดยอยู่ในอำเภอกะทู้ อำเภอเมืองภูเก็ต และอำเภอถลางในสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน รูปแบบที่อยู่อาศัยที่มีจำนวนมากที่สุดในภูเก็ตคือ คอนโดมิเนียม คิดเป็นสัดส่วน 56% ของอุปทานทั้งหมดในจังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอกะทู้
● เมื่อพิจารณาจำนวนอุปทานตามระดับราคา พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับราคา 5-10 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดฯ และบ้านเดี่ยวส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 5-10 ล้านบาท และทาวน์เฮ้าส์อยู่ในระดับราคา 3-5 ล้านบาท

ชลบุรี
● ชลบุรีเป็นอีกหนึ่งจังหวัดท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งหลังจากคลายล็อกดาวน์ ซึ่งได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมาดีขึ้น ทั้งยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการพัฒนาโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่กลับมาเดินหน้าอีกครั้ง รวมไปถึงการพัฒนาระบบคมนาคมและนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ

แต่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ดัชนีอุปทานและราคาอสังหาฯ กลับปรับลดลงอย่างมากจากไตรมาสก่อน คาดว่าเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้ชลบุรีกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยพบว่า ดัชนีราคาอสังหาฯ ในภาพรวมลดลง 10% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2563 จากที่เคยเพิ่มขึ้น 5% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยเกือบทุกทำเลมีดัชนีราคาลดลง ยกเว้นอำเภอเมืองชลบุรี ดัชนีราคาเพิ่มขึ้น 6% และอำเภอศรีราชาเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน
● ดัชนีอุปทานลดลงอย่างมากถึง 70% จากไตรมาสก่อน โดยอุปทานส่วนใหญ่ถึง 70% อยู่ในอำเภอบางละมุง รูปแบบที่อยู่อาศัยที่มีจำนวนมากที่สุด ได้แก่ คอนโดฯ มีจำนวนถึง 64% ของอุปทานทั้งหมดในจังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอบางละมุงเช่นกัน
● หากแบ่งจำนวนอุปทานตามระดับราคา พบว่า ที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับราคา 1-3 ล้านบาท แบ่งเป็น คอนโดฯ และทาวน์เฮ้าส์ส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับราคา 1-3 ล้านบาท และบ้านเดี่ยวอยู่ที่ระดับราคา 5-10 ล้านบาท

เชียงใหม่
● เชียงใหม่ เป็นจังหวัดท่องเที่ยวทางภาคเหนือที่แม้จะมีสัญญาณดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 ซึ่งตลาดอสังหาฯ ได้อานิสงส์จากภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมาดีขึ้น รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคมต่าง ๆ แต่ในช่วงปลายปีที่มีผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 พบว่า ดัชนีราคาอสังหาฯ ในภาพรวมลดลง 7% จากไตรมาสก่อน ถือเป็นดัชนีราคาที่ต่ำที่สุดในรอบ 4 ไตรมาส (ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2562) โดยดัชนีราคาลดลงทุกรูปแบบที่อยู่อาศัยในเกือบทุกทำเล เช่น อำเภอเมืองเชียงใหม่ลดลง 3% และลดลงมากที่สุดในอำเภอพร้าว ลดลงถึง 35% ยกเว้นในอำเภอแม่แตง และอำเภอแม่วัง เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 23% และ 22% ตามลำดับ
● ในขณะที่ดัชนีอุปทานมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสก่อน โดยส่วนใหญ่ถึง 43% อยู่ในอำเภอเมืองเชียงใหม่ รูปแบบที่อยู่อาศัยที่มีจำนวนมากที่สุดในเชียงใหม่คือ บ้านเดี่ยว มีจำนวนถึง 66% ของอุปทานทั้งหมดในจังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอเมืองเชียงใหม่ และอำเภอสันทราย
● หากแบ่งจำนวนอุปทานตามระดับราคา พบว่า ที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับราคา 1-3 ล้านบาท โดยคอนโดฯ บ้านเดี่ยว และทาวน์เฮ้าส์ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ระดับราคา 1-3 ล้านบาททั้งหมด


 

Exit mobile version