Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. จัดงาน “62 ปี วิถีใหม่ นวัตกรรมนำไทย ประดิษฐกรรมล้ำสมัย รวมน้ำใจ มจพ.”

ผศ.ดร. กฤษชัย ศรีบุญมา รองธิการบดีฝ่ายพัฒนากิจการมหาวิทยาลัยเพื่อความยั่งยืน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และประธานดำเนินงาน เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยกำหนดจัด งานวันรวมน้ำใจชาว มจพ. ประจำปี 2564 ภายใต้ชื่องาน “62 ปี วิถีใหม่ นวัตกรรมนำไทย ประดิษฐกรรมล้ำสมัย รวมน้ำใจ มจพ.” (“62nd KMUTNB Anniversary: the phase embracing the new normal, innovation-driven national policies, advanced inventions and the community unity”) เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ครบ 62 ปี ในวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 07.15 – 10.30 น. ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อรำลึกถึงการก่อตั้งมหาวิทยาลัยและเพื่อส่งเสริมความสามัคคีระหว่างคณาจารย์ ศิษย์เก่าและบุคลากร ตลอดจนเผยแพร่ชื่อเสียง และเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัย พร้อมกับประกาศเกียรติคุณศิษย์เก่าดีเด่น ผู้ปฏิบัติงานดีเด่นของมหาวิทยาลัย รวมทั้งผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่มหาวิทยาลัยด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และเป็นประจำทุกปี

ทั้งนี้ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ (COVID-19) ในประเทศไทย ขณะนี้ก็ยังมีตัวเลขของโรคติดเชื้อเพิ่มขึ้นในแต่ละพื้นที่ ทำให้รูปแบบการจัดงานในปีนี้ต้องจองปรับตัวให้เข้ากับสังคมปัจจุบันและเข้มงวดในมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคที่คำนึงถึงความปลอดภัยและเพิ่มความมั่นใจให้ผู้เข้าร่วมงาน โดยจัดงานรูปแบบ New normal เพื่อสอดคล้องกับมาตรการการเว้นระยะห่าง (Social Distancing) ตามมาตรการควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุขด้วยการรักษาระยะห่าง และสวมหน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้าทุกท่าน ฉะนั้น ผู้เข้าร่วมงานต้องลงทะเบียน Check-in และ Check-out ซึ่งถือเป็นเข้าร่วมงานแบบ New Normal ที่มีมาตรการตามรัฐกำหนด เพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานโดยการลงทะเบียน QR Code ของแอปพลิเคชัน ไทยชนะ/หมอชนะ โดยนำ QR Code มาติดตั้งไว้ที่บริเวณด้านหน้าทางเข้างาน มีจุดคัดกรองระบบสแกน ตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้างาน และตั้งจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ไว้ในบริเวณงาน ทั้งก่อนเข้างาน หรือเลิกงาน เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ มจพ. มีมาตรการของการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานในปีนี้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการมาร่วมงานดังกล่าว

สำหรับกิจกรรมงาน “62 ปี วิถีใหม่ นวัตกรรมนำไทย ประดิษฐกรรมล้ำสมัย รวมน้ำใจ มจพ. ” ได้กำหนดจัดงานและลักษณะของกิจกรรมต่าง ๆ รายละเอียดดังนี้
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 09.00-10.45 น. พิธีมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2563 ณ หอประชุมเบญจรัตน์ อาคารนวมินทรราชินี จำนวน 13 ราย
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 07.15 – 10.30 น. ถวายภัตตาหารเช้า พิธีทำบุญเจริญพระพุทธมนต์ จำนวน 9 รูป / พิธีรำลึกถึงทวาปูชนียาจารย์ : ศาสตราจารย์ ดร. บุญญศักดิ์ ใจจงกิจ และ Dipl. Ing Karl Stützle ณ ลานทวาปูชนียาจารย์ หน้าอาคารบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย-เยอรมัน ซึ่งแต่ละกิจกรรมและลักษณะงานจะเป็นรูปแบบ New Normal สอดรับกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ (COVID-19) ได้เป็นอย่างดียิ่ง

อีกหนึ่งกิจกรรมในปีนี้ที่ทาง มจพ. ขอเชิญชวนรวมน้ำใจพี่น้องชาว มจพ. ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน รวมทั้งผู้มีจิตศรัทธา และประชาชนทั่วไปร่วมทำบุญง่าย ๆ ลดหย่อนภาษีได้ ด้วยมหาวิทยาลัยได้เล็งเห็นว่า การช่วยเหลือผู้ที่ติดเชื้อจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ (COVID-19) มีความสำคัญต่อชุมชน ต่อประเทศชาติ ทำอย่างไรมหาวิทยาลัยจึงจะสามารถช่วยเหลือประชาชน ผู้ประสบภัย และผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโรคโควิด-19 และร่วมแบ่งปันน้ำใจ จึงได้จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือขึ้น เป็นกองทุนช่วยเหลือที่ทุก ๆ คน สามารถร่วมบริจาคทรัพย์ตามกำลังศรัทธาที่ “กองทุนพัฒนามหาวิทยาลัยและต้านภัยโควิด มจพ.” การจัดตั้งกองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างนวัตกรรมและต่อยอดให้นักวิจัย สามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม ไปสู่สังคมเพื่อช่วยเหลือสังคมได้ อาทิ ตู้อบฆ่าเชื้อด้วย UV มจพ. มอบให้โรงเรียนช่างฝีมือทหาร โรงพยาบาลวชิร โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลภูมิพล โรงพยาบาลทหารผ่านศึก เตาเผาหน้ากากอนามัยใช้แล้วขนาดเล็กขยะติดเชื้อขนาดเล็ก ที่ใช้สำหรับเผาทำลายหน้ากากอนามัยและขยะติดเชื้ออื่น ๆ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตู้ตรวจโรคโควิด -19 ความดันบวก มอบให้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร และนวัตกรรม “หน้ากากอนามัย เสริมแผ่นเส้นใยนาโน” จากคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เป็นต้น ผศ.ดร. กฤษชัย กล่าวท้ายที่สุด

มหาวิทยาลัยขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินเพื่อพัฒนาและสร้างนวัตกรรมช่วยเหลือการแพทย์ในสถานการณ์โรคโควิด-19 การระบาดรอบใหม่ สามารถโอนเงินบริจาคได้ที่ ชื่อบัญชี “กองทุนพัฒนามหาวิทยาลัยและต้านภัยโควิด มจพ.” ธนาคารกรุงเทพ สาขา มจพ. เลขที่บัญชี 907-3-50043-2 ใบเสร็จรับเงินในการบริจาคสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ 200 % สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 02-555-2000 ต่อ 1604 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ โทรศัพท์ 02-555-2000 ต่อ 1121, 1166, 1175 หรือเว็บไซต์ มจพ. www.kmutnb.ac.th


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ชวน SME ทั่วไทยทำความสะอาดพื้นที่ทำงาน รับตรุษจีน ปลอดโควิดพร้อมยกชุด Cleaning ลดสูงสุด 40% ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2564

ออฟฟิศเมท และ ออฟฟิศเมท พลัส อยากให้ทุกธุรกิจสะอาดปลอดภัยต้อนรับเทศกาลตรุษจีนให้เฮงๆ ปังๆ ชวน SME ทั่วไทยทำความสะอาดพื้นที่ทำงาน ที่พัก สถานที่ขายของให้มีความสะอาดปลอดภัยจากโควิด เพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้าของคุณ และเสริมศิริมงคลให้ธุรกิจคุณ! ด้วยวิธีง่ายๆ จากออฟฟิศเมท บริการใหม่ ฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรคแบบมืออาชีพ (Professional Disinfection & Sanitization Service) ที่ใช้น้ำยาสูตรเฉพาะเพื่อยับยั้งและฆ่าเชื้อไวรัส ไม่มีสารตกค้าง ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้พื้นที่หรือผู้พักอาศัย ให้คุณมั่นใจได้กับบริการระดับมือโปรในราคาสุดพิเศษ เริ่มต้นที่ 3,199 บาท โทรทันที สอบถามรายละเอียดได้ที่ OfficeMate Contact Center 1281

พร้อมยกชุด Cleaning & Janitorial ออกแคมเปญลดราคาสูงสุดถึง 40% หมวดอุปกรณ์ทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อจากแบรนด์ชั้นนำ ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2564 อาทิ กระดาษชำระ น้ำยาถูพื้น น้ำยาขจัดคราบ น้ำยาทำความสะอาดฆ่าเชื้อ สบู่เหลว เจลล้างมือ และเครื่องจ่ายสบู่เหลวล้างมือ ผงซักฟอก ชุดไม้ถูพื้น เครื่องขัดพื้นอัตโนมัติ ถุงขยะ และถังขยะ พร้อมบริการจัดส่งฟรีถึงบ้าน/ออฟฟิศ เพียงช้อปครบ 499 บาท* พิเศษ..! 8 ก.พ. 64 – 18 ก.พ. 64 รับส่วนลด 188 บาท เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการผ่านช่องทางออนไลน์ครบ 1,888 บาท (ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด) เพียงกรอกรหัส “CNYPR188” ที่ www.officemate.co.th, OfficeMate Mobile App และ Chat & Shop ผ่าน Line: @OfficeMateรีบช้อปด่วน! จำนวนจำกัด 200 สิทธิเท่านั้น

ช้อปสะดวกปลอดภัย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ผ่านช่องทางการช้อปแบบออมนิชาแนล พร้อมบริการจัดส่งฟรีถึงบ้าน/ออฟฟิศ เพียงช้อปครบ 499 บาท* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)

• ช้อปออนไลน์ 24 ชั่วโมง ที่ OfficeMate Mobile App และ www.officemate.co.th คลิก
• Chat & Shop ผ่าน Line: @OfficeMate และ Facebook: OfficeMate.co.th ให้บริการทุกวัน 8:00 – 22:00 น.
• โทรสั่งซื้อง่ายๆ กับ OfficeMate Contact Center 1281 ให้บริการทุกวัน 8:00 – 22:00 น.
• ข้อปที่ร้าน ไลน์หรือโทรสั่งซื้อโดยตรงกับร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ทุกสาขาทั่วไทย เช็คเลย!


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Affiliate Marketing หนทางสร้างรายได้ออนไลน์ ใครก็ทำได้

หลายๆท่านอาจจะยังไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินคำว่า Affiliate Marketing มาก่อน ดังนั้นวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ Affiliate Marketing หนึ่งในการตลาดออนไลน์ที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ท่าน ไม่ว่าจะทำเป็นรายได้หลักหรือรายได้เสริม เพียงแค่ท่านทำความรู้จักกลไกลการทำงานของมัน ท่านก็สามารถเพิ่มช่องทางในการหารายได้ได้ง่ายๆ

Affiliate Marketing นับว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการตลาดออนไลน์(Online Marketing) ซึ่งนับได้ว่าเป็นวิธีที่เร็วที่สุดและใช้ต้นทุนต่ำที่สุดในการสร้างรายได้ออนไลน์ โดยการเป็นตัวแทน นำสินค้าของเจ้าของเว็บไซด์ต่าง ๆ มาขาย ถ้าเราแนะนำลูกค้าให้ไปซื้อสินค้าผ่านเว็บไซด์นั้นได้ เราก็จะได้ค่าคอมมิสชัน(Commission) จากการขายสินค้านั้น ๆ ข้อดีของการทำ affiliate คือเราไม่ต้องลงทุน สต๊อกสินค้า ไม่ต้องซื้อสินค้ามาเก็บไว้ ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องการจัดส่งสินค้า เราแค่นำลูกค้าที่กำลังสนใจในสินค้าตัวนั้นๆอยู่แล้ว ไปซื้อกับเว็บที่เราแนะนำแค่นั้นเราก็จะได้ค่าคอมมิสชันจากการขายสินค้านั้นแล้ว ซึ่งเมื่อก่อนการขายสินค้าและบริการจะจำกัดอยู่ที่การลงโฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ แผ่นพับ หรือ ใบปลิวต่าง ๆ เมื่อคนมีความต้องการขายสินค้าของตนเอง ก็จะทำการลงโฆษณาในสื่อต่าง ๆ พวกนี้เรียกว่าการตลาดแบบออฟไลน์(Offline Marketing)

ต่อมาเมื่อความนิยมของสื่ออินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้การโฆษณาผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตทำได้โดยง่าย โดยมีหลักการที่สำคัญคือการใช้ Link หรือ Banner ที่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นผู้ชักชวนลูกค้ารายนี้มาซึ่งเรียกว่า Affiliate Link โดย Link หรือ Banner นี้จะไม่ซ้ำกัน(Unique Link) ในแต่ละผู้เผยแพร่โฆษณา โดยจะเน้นการโฆษณาบนช่องทางในอินเตอร์เน็ตเท่านั้น มีหลากหลายรูปแบบ เป็นการตลาดแบบออนไลน์ (Online Marketing) มีช่องทางและวิธีการโปรโมตที่หลากหลายจนเกิดเป็นศาสตร์ที่เรียกกันว่า Internet Marketing แต่ปัจจุบันนิยมเรียกกันว่า Digital Marketing

หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ การเป็นตัวแทนนำสินค้าของเจ้าของสินค้าต่าง ๆ มาโปรโมทบนช่องทาง Social Media หรือพื้นที่ออนไลน์ของเรา เช่น Website, Blog, Facebook Page เป็นต้น โดยนำลิงค์มาวางไว้ เมื่อมีคนเข้ามาทำกิจกรรมต่าง ๆผ่านลิงค์ที่คุณทำการโปรโมต โดยกิจกรรมที่ทำนั้น อาจเป็นการคลิก(Click), การซื้อขาย(Purchase) หรือการสมัครสมาชิก(Sign Up) อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสามอย่างตามที่เจ้าของสินค้าได้กำหนดไว้ หากเกิดกิจกรรมเหล่านี้ขึ้น เราก็จะได้ค่าคอมมิสชัน(Commission)ตามยอดซื้อของลูกค้าที่เราหามาได้ เป็นค่าตอบแทนตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ โดยจะจ่ายค่าคอมมิสชันเป็นรายเดือนหรือรายสัปดาห์ก็ขึ้นอยู่กับระบบของแต่ละเจ้า

โดยกลไกลการตลาดแบบ Affiliate Marketing นี้จะมีผู้เกี่ยวข้องแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักด้วยกัน คือ Advertiser, Publisher และ Affiliate Provider

– Advertiser เจ้าของสินค้า/บริการออนไลน์ ที่ต้องการให้สินค้าได้รับการ โปรโมท โดยจ่ายค่าตอบแทนในรูปของคอมมิสชัน

– Publisher บุคคลหรือบริษัทที่มีช่องทาง Social Media หรือพื้นที่ออนไลน์ โดยมีหน้าที่คือโปรโมทหรือให้ข้อมูลสินค้า/บริการผ่านช่องทางสื่อออนไลน์นั้น ๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานเกิดกิจกรรมทางการตลาดขึ้น เช่น

เขียนบทความโปรโมท การแนะนำสินค้า หรือรีวิวสินค้าบนเว็บไซท์ เป็นต้น

– Affiliate Provider เปรียบเสมือนคนกลางที่เชื่อม Advertiser และ Publisher เข้าด้วยกัน ซึ่งจะคอยประสานการทำงาน และจัดการเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย

 

ข้อดีของการทำ Affiliate Marketing

1. ไม่จำเป็นต้องมีสินค้าเป็นของตัวเอง เพราะหน้าที่หลักของการทำ Affiliate Marketing นั่นก็คือการช่วยโปรโมทหรือช่วยขายสินค้านั่นเอง เนื่องจากการสร้างสินค้าเป็นของตนเองมีความซับซ้อนและยุ่งยากมากกว่า ต้องมีความรู้และความพร้อมในหลายๆด้าน แต่ในทางกลับกันหากท่านเป็นเจ้าของสินค้าก็สามารถส่งสินค้าไปให้ผู้อื่นทำ Affiliate Marketing ให้เราได้

2. ต้นทุนต่ำ ไม่มีความเสี่ยงในการลงทุน เนื่องจากหลักการทำเงินจาก Affiliate Marketing ก็คือ

การโปรโมทสินค้าผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ที่เราเป็นเจ้าของ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายน้อยมาก เช่น โดยปกติแล้วค่าใช้จ่ายในการสร้างเว็บไซต์จะมีด้วยกันอยู่ 2 ส่วน คือ

– ค่า Domain name – ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 300-500 บาท/ปี

– ค่า Hosting – ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 700 – 1500 บาท/ปี

3. ที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแค่ท่านมีคอมพิวเตอร์หรือแลปท้อปและอินเตอร์เน็ต ท่านก็สามารถทำ Affiliate Marketing ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ด้วยการทำงานผ่านอินเตอร์เน็ต เราสามารถจัดการและบริหารเวลาการทำงานของเราได้อย่างอิสระ

4. เป็นนายตัวเอง เพราะเป็นงานที่เราสามารถทำได้คนเดียว เราจึงสามารถเป็นเจ้านายตัวเองได้ ไม่ต้องอยู่ในกรอบของใคร ไม่มีข้อผูกมัด มีความเป็นอิสระสูง ทั้งอิสระในการทำงานและอิสระในทางความคิด

5. ใครๆ ก็ทำได้ แม้ท่านไม่มีความรู้พื้นฐานมาก่อน แต่การทำความเข้าใจและศึกษาระบบการทำงานของ Affiliate Platform นั้นไม่ยากเลย ทั้งจากผู้มีประสบการณ์, จากสื่อการเรียนรู้ต่างๆ หรือจากการค้นคว้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตด้วยตนเอง ทำให้ใครๆ ก็สามารถเรียนรู้และเริ่มทำได้เพียงแค่มีความสนใจและความพยายาม

6. สามารถสร้างรายได้แบบไร้ขีดจำกัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคล หากมีความสามารถ ประสบการณ์หรือทักษะที่สูงขึ้น ก็มักจะทำเงินได้มากขึ้นด้วย โดยที่ไม่มีขอบเขตในการจ่ายเงินเลย

7. รายได้แบบ Passive Income คือ รายได้ที่เข้ามา ในขณะที่เราอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร รายได้ก็จะหลั่งไหลเข้ามาเอง เราแค่เตรียมทุกอย่างเอาไว้ให้เรียบร้อย ที่เหลือก็ปล่อยให้ระบบของมันทำงาน โดยอาจจะมีการตรวจเช็คบ้างว่าระบบทำงานได้ดีหรือไม่ รายได้เป็นอย่างไรจากนั้นก็มาวิเคราะห์วางแผนเพิ่มเติม ดังเช่นรูปแบบการทำงานของ Affiliate Marketing ซึ่งเป็นการขายสินค้า ที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องผลิตสินค้า ไม่ต้องจัดส่งสินค้า สิ่งเดียวที่เราทำคือ ให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย สนใจซื้อสินค้าชนิดนั้นๆ คลิกซื้อสินค้า ผ่านจากลิ้งที่เราได้รับมา จากเจ้าของสินค้า เมื่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ทำการสั่งซื้อสินค้า เราก็จะได้รับเงินที่เป็นส่วนแบ่ง ส่วนการได้ส่วนแบ่ง มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสินค้าแต่ละชนิด แต่ละราคา ซึ่งในต่างประเทศ Affiliate Marketing นั้นเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้กับแม่บ้าน หรือ รายได้เสริมให้กับพนักงานเงินเดือนได้ถึง 90,000 – 150,000 บาทโดยเฉลี่ยต่อปีถ้าทำแบบพาร์ทไทม์

โดยในประเทศไทย ก็มีผู้ให้บริการระบบ Affiliate Marketing เจ้าแรกและเจ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งก็คือ ACCESSTRADE

มาทำความรู้จักกับผู้ให้บริการ Affiliate ในเมืองไทย

ACCESSTRADE Affiliate network คือ Affiliate Platform ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

รวมร้านค้าออนไลน์ชั้นนำของไทยที่ใช้ Affiliate Program และมีเครือข่ายเจ้าของเว็บไซต์มากมาย

เพื่อโปรโมทสินค้าผ่านระบบ CPA (Cost per action) จ่ายค่าตอบแทนเมื่อมีการซื้อสินค้าหรือบริการ

ระบบของ ACCESSTRADE จะช่วยให้เจ้าของสินค้า (Advertiser) สามารถโปรโมทสินค้าของตนเอง

ในขณะที่ผู้แทนโฆษณา (Publisher) ก็ได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของค่าคอมมิชชั่นที่เจ้าของสินค้าสามารถกำหนดได้เอง

ACCESSTRADE คือ Affiliate Network ที่ให้บริการโดยบริษัท Interspace Thailand จำกัด เป็น Affiliate Platform ระบบแรกและระบบเดียว ที่มีการ ให้บริการในประเทศไทยอยู่ในขณะนี้

ระบบของ ACCESSTRADE จะประกอบไปด้วยการทำงานของ 2 ฝั่ง คือ ฝั่งของเจ้าของสินค้าหรือบริการที่เรียกว่า ADVERTISER และ ฝั่งของ เจ้าของเว็บไซต์ที่ทำการโฆษณาโปรโมทสินค้าที่เรียกว่า Publisher โดย จะทำการโฆษณา ขายสินค้า ร่วมกัน ผ่านระบบ Affiliate Network ตัวกลางของ ACCESSTRADE นั่นเอง

 

ผู้สนใจที่จะเข้าร่วมทำการตลาดออนไลน์ Affiliate Marketing สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้หรือสมัครได้ที่ www.accesstrade.in.th


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

DPU จับมือ Easy PDPA เปิดคอร์สอบรม PDPA For DPO ป้องกันทำผิดกฎหมายไม่รู้ตัว

DPU จับมือ Easy PDPA เปิดคอร์สอบรม PDPA For DPO ติดอาวุธให้คีย์แมนผู้ถือคัมภีร์คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในองค์กรเพื่อบริหารความเสี่ยงในการละเมิดสิทธิผู้อื่น แนะองค์กรเตรียมความพร้อมบุคลากรก่อนพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศใช้ปี 64 ป้องกันการทำผิดกฎหมายไม่รู้ตัว

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA (Personal Data Protection Act) บริษัทหรือองค์กรที่ต้องใช้ข้อมูลของลูกค้าตามหน้าที่ มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจ เพื่อตั้งรับกฎหมายใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในช่วงกลางปี พ.ศ.2564 ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการกระทำผิดกฎหมาย การแต่งตั้ง DPO (Data Protection Officer) หรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองส่วนบุคคล จึงมีความสำคัญมาก เพราะเป็นการบริหารความเสี่ยงรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่นี้สามารถกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานขององค์กรได้ นอกจากนี้การมี DPO ประจำองค์กรจะเพิ่มความน่าเชื่อถือและเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้ามากขึ้น ปัจจุบันมีการให้ข้อมูลส่วนบุคคลออกไปมากมายหลายช่องทาง ทำให้เจ้าของข้อมูลเกิดความกังวลและรู้สึกไม่ปลอดภัย PDPA จึงออกมาเพื่อสร้างเกราะคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงกำหนดการวางแผนและขั้นตอนการใช้ข้อมูล เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิผู้ให้ข้อมูล ขณะเดียวกันทุกธุรกิจที่อยู่ภายใต้แพลตฟอร์มดิจิทัลมีความจำเป็นต้องขอข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ดังนั้นทุกองค์กรจำเป็นต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับ PDPA เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิหรือทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าวว่า เนื่องจาก พ.ร.บ.ดังกล่าวคุ้มครองเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนบุคคลธรรมดา แบ่งเป็นข้อมูล 2 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคลทางตรง เช่น ชื่อ-นามสกุล, LINE ID, Facebook Account,เบอร์โทรศัพท์ และข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว เป็นข้อมูลค่อนข้างละเอียด เช่น เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลทางการแพทย์ เป็นต้น โดยข้อมูลในส่วนที่สองมีการควบคุมเข้มข้นขึ้น ต้องได้รับความยินยอมในการใช้ข้อมูล ซึ่งในใจความของ พ.ร.บ.ยังให้สิทธิเจ้าของข้อมูล มีอำนาจ คัดค้าน แก้ไข ลบข้อมูล รวมถึงจำกัดสิทธิในการเข้าถึงได้ สำหรับโทษของการทำผิดกฎหมาย PDPA ได้แก่ โทษทางอาญา จำคุกไม่เกิน 1 ปี และ/หรือปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โทษทางแพ่ง ต้องจ่ายสินไหมไม่เกิน 2 เท่าของสินไหมที่แท้จริง ส่วนโทษทางปกครองปรับไม่เกิน 5 ล้านบาท

“DPO เป็นตำแหน่งใหม่ที่เกิดภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทหรือองค์กรที่ประกอบธุรกิจโดยใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหวเป็นหลัก อาทิ โรงพยาบาล บริษัทประกันภัย Health Tech เป็นต้น ตามหน้าที่ภายใต้พ.ร.บ.ดังกล่าวจำเป็นต้องมี DPO หากไม่มีเจ้าหน้าที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวประจำบริษัทหรือองค์กร ถือว่าทำผิดกฎหมายจะต้องโทษปกครองมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท ส่วนข้อดีของการมี DPO คือ มีผู้คอยดูแลติดตามงานเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลอย่างครบวงจร สำหรับบุคคลที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนี้ เป็นบุคคลภายในหรือภายนอกองค์กรก็ได้ แต่ต้องมีคุณสมบัติหลัก คือ ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ PDPA อย่างลึกซึ้ง” ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าว

คณบดี CIBA กล่าวด้วยว่า เพื่อสร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับผลกระทบ ความเสี่ยง และหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล รวมถึงการทำหน้าที่เป็น DPO สถาบันเพื่อพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการและบุคลากรแห่งอนาคต หรือ DPUX และ CIBA มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จึงร่วมมือกับ Easy PDPA ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษา PDPA อย่างครบวงจร เปิดคอร์สอบรมเตรียมความพร้อมสำหรับบริษัทและเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งในคอร์สนี้ผู้อบรมจะได้รับความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของ PDPA อย่างรอบด้าน พร้อมร่วมทำ Workshop จากวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน PDPA ได้แก่ คุณรับขวัญ ชลดำรงกุล ที่ปรึกษากฎหมายซึ่งได้รับประกาศทางด้านการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล CIPM (Certified Information Privacy Manager) ซึ่งถือเป็นใบประกาศที่ได้รับการยอมรับระดับโลกที่ออกให้โดยหน่วยงาน International Association of Privacy Professionals และคุณอมรเชษฐ์ จินดาอภิรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจและเทคโนโลยี โดยเนื้อหาสำคัญในการอบรม อาทิ พื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับ PDPA ,ความเสี่ยงของแต่ละองค์กรภายใต้ พ.ร.บ., DPO คือใคร, ทุกบริษัทจำเป็นต้องมี DPO หรือไม่ หน้าที่และ Checklist สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ตาม พ.ร.บ. เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมทุกคนจะได้รับ Certificate ที่ออกแบบเฉพาะ DPU นอกจากนี้ยังได้รับเครื่องมือที่สามารถนำไปปรับใช้ในบริษัทและองค์กรได้ทันที รายละเอียดเพิ่มเติมโทร.061-490-5858 หรือ e-mail:dpuxreskill@dpu.ac.th


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Adobe Digital Insights เผยการใช้ E-signature ที่เติบโตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน สนองกระแส Contactless และเปลี่ยนวิธีการทำงานในอนาคต

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเกือบทุกด้านของผู้บริโภค อะโดบีได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นอย่างดี เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดที่สุดประการหนึ่งคือการเร่งให้เกิดการใช้ e-signature ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Document Cloud

ปีที่ผ่านมา องค์กรจำเป็นต้องเดินหน้าเพื่อให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปได้ หนึ่งในวิธีการที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้คือการใช้ “เอกสารดิจิทัล และ e-signature” โดยปี 2563 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนการใช้กระดาษสู่เอกสารดิจิทัล โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เซ็นสัญญาแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นครั้งแรก และจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในปีนี้และปีต่อไป

รายงาน Adobe Digital Insights ได้รวบรวมความคิดเห็นของผู้บริโภค 4,000 คนทั่วโลกเกี่ยวกับการใช้งาน e-signature เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสช่วงการแพร่ระบาด ซึ่งอ้างอิงข้อมูลใช้งาน e-signature จาก Adobe Sign ของผู้บริโภคในปี 2563 โดยพบผลการศึกษาที่สำคัญดังนี้:

การปรับใช้ E-signature อย่างแพร่หลาย
การแพร่ระบาดทำให้เราเรียนรู้ว่า การหยิบจับ หรือรับส่งเอกสารเป็นสิ่งที่ยุ่งยาก ล้าสมัย และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ด้วยเหตุนี้ e-signature และเอกสารดิจิทัลจึงเป็นทางเลือก และเติบโตอย่างเท่าทวีคูณในปีที่แล้ว ผู้บริโภคราว 60% เซ็นชื่อในเอกสารดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง Adobe Sign พบการเติบโตเป็นตัวเลขสามหลักในเดือนมิถุนายนถึงกันยายนปี เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

การเปลี่ยนการใช้จากกระดาษสู่เอกสารดิจิทัลครั้งแรกเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ PDF เปิดตัวในหลายปีก่อน แต่ผู้บริโภคชาวอเมริกันจำนวนมากไม่เคยใช้ e-signature มาก่อนจนกระทั่งปีที่แล้ว ผลการสำรวจพบว่า ชาวอเมริกันมากกว่าหนึ่งในสี่ (27%) เซ็นชื่อแบบอิเล็กทรอนิกส์ในเอกสารเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว โดยเอกสารครอบคลุมถึงเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น สัญญาธุรกิจ แบบฟอร์มลงทะเบียนทางการแพทย์ สัญญาเงินกู้ สัญญาจ้างงาน และแบบฟอร์มการยินยอมต่างๆ

อย่างไรก็ดี ยังมีประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากการใช้ e-signature ที่เพิ่มขึ้น กล่าวคือ การแพร่ระบาดส่งผลให้ชาวอเมริกันมากกว่าหนึ่งในสาม (38%) จัดเก็บเอกสารไว้ในระบบคลาวด์ ทั้งนี้เพราะความสามารถในการจัดเก็บ จัดการ และดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารในระบบคลาวด์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และความสะดวกในโลกวิถีใหม่ เช่น การพบแพทย์ตามที่นัดหมายได้อย่างปลอดภัย การขอคืนภาษีในช่วงที่จำกัดการนัดหมาย หรือการลงทะเบียนเรียนในวิชาต่างๆ

ผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่นิยมใช้ e-signature มากที่สุด
ในปี 2563 ผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของเอกสารดิจิทัลและ e-signature โดยเกือบครึ่งหนึ่งของคนรุ่น Gen Z (53%) ระบุว่าตนเองเซ็นเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นครั้งแรกในปี 2563 เปรียบเทียบกับสัดส่วนเพียง 30% ของคนรุ่น Baby Boomer และคนรุ่น Gen Z ส่วนใหญ่ (79%) ระบุว่าก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยรู้จัก e-signature มาก่อน และไม่เคยมีโอกาสเซ็นเอกสารดิจิทัลมาก่อนจนเมื่อปีที่แล้ว มากกว่าครึ่งของคนรุ่น Gen Z และ Millennial ส่วนใหญ่ใช้เอกสารดิจิทัลมากขึ้นในปี 2563 เมื่อเทียบกับหนึ่งในสามของ Baby Boomer นอกจากนี้ 73% ของผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่ใช้สมาร์ทดีไวซ์ในการเซ็นเอกสาร เทียบกับหนึ่งในสี่ของ Baby Boomer และ Gen Z และ Baby Boomer ยังคงชอบที่จะใช้เดสก์ท็อปหรือแล็ปท็อปเซ็น  e-sign มากกว่า

ธุรกิจหลักมีการเติบโตในการใช้ e-signature เป็นตัวเลข 3 หลักเพื่อรองรับการทำงานในอนาคต
การแพร่ระบาดส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ เร่งดำเนินการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) อย่างแพร่หลาย ทั้งในส่วนของภาครัฐ บริการด้านการเงิน และการศึกษา ขณะที่ผู้บริโภคก็มองหาหนทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการทำงาน และทำกิจกรรมต่างๆ ในอดีตโรงเรียนจัดเป็นหน่วยงานที่มี “การใช้กระดาษ” สูงมาก แต่การแพร่ระบาดเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้มีการใช้เอกสารดิจิทัลและ e-signature สำหรับงานสำคัญๆ เช่น การดำเนินงานของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น การสอบเข้า ความช่วยเหลือด้านการเงิน การลงทะเบียนเรียน ทุน และเงินบริจาค หรือบริการสำหรับบุคลากร เช่น สวัสดิการ บัญชีเงินเดือน ด้วยเหตุนี้ การใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์จึงเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน (เพิ่มขึ้น 250% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) ในทำนองเดียวกัน มีการเติบโตเป็นตัวเลข 3 หลักสำหรับการใช้ e-signature ในธุรกิจบริการด้านการเงินในเดือนพฤษภาคม (เพิ่มขึ้นมากกว่า 200% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)

ในส่วนของบริการด้านการเงิน ผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นแรงขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังการเพิ่มขึ้นของ e-signature ในอุตสาหกรรมนี้ โดย 80% ของ Gen Z และ Millennial ทั่วโลกเซ็นชื่ออิเล็กทรอนิกส์ในเอกสารด้านการเงิน เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร สัญญาเงินกู้ การลงทุน การจัดการสินทรัพย์ สัญญาจำนอง ในปีที่แล้ว

มากกว่า 63% ของชาวอเมริกันต้องการให้หน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมการขนส่งและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ใช้ e-signature เพิ่มขึ้นเพื่อจัดการเอกสารสำคัญ แม้ว่าการใช้ Adobe Sign ในส่วนของภาครัฐยังไม่เป็นที่นิยมเหมือนกับภาคธุรกิจบริการด้านการเงิน แต่หน่วยงานต่างๆ ก็มีการใช้ e-signature เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และค่อยเป็นค่อยไปในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา

สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) E-signature ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ (มิลเลนเนียล) ขณะที่ทุกเจเนอเรชั่นยังให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยของเอกสาร และแนวโน้มการเติบโตนี้จะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในปีนี้

กว่าสามในสี่ของผู้ตอบแบบสอบถามใน APAC (76%) ระบุว่า ใช้ E-signature ในเอกสารมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 โดยมีสัดส่วนสูงสุดในกลุ่มมิลเลนเนียล (61%) นอกจากนั้น กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามใน APAC (53%) ระบุว่า พวกเขาใช้ E-signature เป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว โดยสาเหตุหลักเป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครเสนอให้ใช้ทางเลือกนี้มาก่อน โดยชาวอินเดียเป็นกลุ่มที่ใช้ E-signature เป็นครั้งแรกมากที่สุด (62%) โดยกรมธรรม์ประกันภัย (43%) และการลงทะเบียนที่เกี่ยวกับการแพทย์ (38%) เป็นเอกสารที่ถูกเซ็นชื่อแบบอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ราวสี่ในห้า (82%) ของผู้ตอบแบบสอบถามใน APAC ได้แจ้งความต้องการของตนเองให้แก่บริษัท เพื่อให้มีการเสนอทางเลือกในการเซ็นชื่อแบบดิจิทัลในเอกสารเพิ่มมากขึ้น และ78% ของผู้ตอบแบบสอบถามได้แจ้งกับหน่วยงานภาครัฐ ดังนั้นจึงนับเป็นโอกาสที่ดีที่องค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนที่จะปรับปรุงการให้บริการแก่ประชาชนและเพิ่มความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าด้วยการปรับใช้เวิร์กโฟลว์แบบดิจิทัล

ไซม่อน เดล กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของอะโดบี

ไซม่อน เดล กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของอะโดบี กล่าวว่า “การแพร่ระบาดทั่วโลกก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อรูปแบบการทำงานและการดำเนินธุรกิจ แม้ว่าแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงจากเอกสารที่เป็นกระดาษไปสู่รูปแบบดิจิทัลมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ที่ PDF ถูกใช้งานเป็นครั้งแรกเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว แต่ปี 2563 คือ ‘จุดเปลี่ยนที่สำคัญ’ เอกสารดิจิทัลได้กลายเป็นเครื่องมือหลักสำหรับการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และมีบทบาทสำคัญในติดต่อสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการทำธุรกรรมสำหรับองค์กรธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และผู้บริโภค และแน่นอนว่าจะเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต นอกจากนี้การแพร่ระบาดยังกระตุ้นให้องค์กรธุรกิจต้องดำเนินการปรับเปลี่ยนเป็นการเร่งด่วนเพื่อฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ อะโดบีมุ่งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือแก่องค์กรต่างๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในอนาคต”

ผู้ตอบแบบสอบถามใน APAC ราวหนึ่งในสาม (34%) จำเป็นต้องจัดเก็บข้อมูลของตนเองไว้บนระบบดิจิทัล นอกจากนั้น ผู้ตอบแบบสอบถามในสัดส่วนเดียวกัน (36%) ยังบันทึกเอกสารทั้งในรูปแบบดิจิทัลและที่เป็นกระดาษ และระบุว่าการทำสำเนาแบบดิจิทัลเพื่อแบ็คอัพข้อมูลจากเอกสารที่เป็นกระดาษช่วยให้ตนเองรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ทั้งนี้ เอกสารดิจิทัลส่วนใหญ่ถูกจัดเก็บไว้บนคอมพิวเตอร์หรือระบบคลาวด์ โดยบริการคลาวด์สตอเรจได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มคนเจน Z (65%)

การรักษาความปลอดภัยถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ตอบแบบสอบถามทุกเจเนอเรชั่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยกว่าสองในสาม (71%) คาดหวังว่าเอกสารควรจะมีการป้องกันด้วยรหัสผ่าน และกว่าครึ่งหนึ่ง (57%) คิดว่าเอกสารควรจะใช้การยืนยันตัวตนแบบ 2 ขั้นตอน (2-Factor Authorization)

อนาคตของ e-signature
การแพร่ระบาดอาจจะยุติลงในไม่ช้า แต่เราเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในหลายๆ ด้านที่เป็นผลมาจากการแพร่ระบาดจะยังคงอยู่ต่อไป อะโดบีคาดการณ์ว่าผู้บริโภคทั่วโลกส่วนใหญ่ (76%) จะยังคงใช้ e-signature ต่อไปภายหลังการแพร่ระบาด

อย่างไรก็ดี ยังคงมีโอกาสสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ และ e-signature สำหรับผู้บริโภค ชาวอเมริกันกว่า 63% เชื่อว่าบริษัทที่ไม่ได้เสนอทางเลือกสำหรับการใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์จะกลายเป็นบริษัทที่ล้าหลัง และผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกน้อยกว่า 47% เชื่อว่าเทคโนโลยี E-signature ในปัจจุบันมีความก้าวหน้า

แม้ว่าวิกฤตโควิดกำลังจะผ่านพ้นไป แต่ผู้บริโภคทั่วโลกจะไม่กลับไปใช้วิธีการแบบเดิมๆ ในการจัดการและเซ็นชื่อในเอกสารอีกต่อไป เพราะ e-signature กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ ผู้บริโภคเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะยังคงถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง และได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC โดย Metro SolidWorks เชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ สร้างเอกสาร First Article ด้วย SOLIDWORKS Inspection

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดย Metro SolidWorks ขอเชิญเหล่า Engineer ท่านผู้ใช้งาน SolidWorks และท่านที่สนใจ พบกับ Webinar ในหัวข้อ “สร้างเอกสาร First Article ได้อย่างแม่นยำ ถูกต้อง และรวดเร็วด้วย SOLIDWORKS Inspection” ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ (เวลา17.00-18.30 น.) อย่ารอช้า!!
ลงทะเบียนกันได้เลยที่ : https://metrosystems-des.com/solidworks/webinar-solidworks-inspection/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อพวกเราได้ที่ โทร: 02-089-4145 (จ-ศ 8.30 – 17.00 น.) เว็บไซต์ : http://metrosystems-des.com/ YouTube : https://www.youtube.com/user/MetroSolidWorks Facebook Fanpage : https://www.facebook.com/metrosolidworks/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เซสปรี ขับเคลื่อนสู่องค์กรดิจิทัลด้วยชุดโซลูชั่น SAP cloud

เซสปรี บริษัทการตลาดกีวีรายใหญ่ที่สุดในโลก เดินหน้าติดตั้งระบบ SAP S/4HANA private cloud เพื่อยกระดับกระบวนการทำงาน
ให้มีมาตรฐานและขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการเติบโตและการพัฒนาด้านนวัตกรรม

เอสเอพี เอสอี (NYSE: SAP) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ เซสปรี อินเตอร์เนชั่นแนล (Zespri International) บริษัทผู้ส่งออกและบริหารการตลาดกีวีที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดย เซสปรี จะเป็นหนึ่งในลูกค้าระดับโลกรายแรกของ เอสเอพี ที่เริ่มต้นใช้งานโซลูชั่น SAP S/4HANA private cloud edition โซลูชั่นดังกล่าวถือเป็นแก่นสำคัญของ RISE with SAP บริการใหม่ล่าสุดซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเหลือองค์กรธุรกิจปรับตัวสู่ระบบดิจิทัล ความร่วมมือครั้งนี้จะส่งผลให้ เซสปรี สามารถปรับกระบวนการทำงานของทั้งองค์กรให้ขับเคลื่อนด้วยมาตรฐานเดียวกันและระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการเติบโตทางธุรกิจและนวัตกรรมใหม่ ตอบโจทย์องค์กรที่โตเร็วอย่างแท้จริง

เซสปรี ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเม้าท์มองกานุย (Mount Maunganui) ประเทศนิวซีแลนด์ ได้ลงนามข้อตกลงการใช้งานโซลูชั่นในระยะยาว เพื่อมุ่งยกระดับศักยภาพด้านซัพพลายเชนของ เซสปรี ทั่วโลก โดยก้าวสู่การใช้ SAP S/4HANA private cloud edition และแอปพลิเคชัน SAP Digital Supply Chain หลายรายการ ได้แก่ SAP Global Trade Services, SAP Integrated Business Planning (IBP) และ SAP Logistics Business Network รวมถึง การปรับใช้ SAP Business Technology Platform ซึ่งประกอบด้วยโซลูชั่น SAP Analytics Cloud, SAP Integration Suite the SAP Extension Suit1 และ โซลูชั่นอื่นๆ ของ เอสเอพี ที่ได้รับการรับรองจากพันธมิตร อาทิ OpenText, Tricentis และ Celonis

การลงทุนในเทคโนโลยีครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำทิศทางของโปรแกรม Horizon แผนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจเชิงรุก 4 ปีของ เซสปรี ที่มุ่งพลิกโฉมองค์กรสู่ระบบดิจิทัล เพื่อเสริมประสิทธิภาพและเพิ่มยอดขายของธุรกิจเต็มกำลัง ประกอบกับความต้องการที่สูงขึ้นของผู้บริโภคสำหรับตลาดผลไม้พรีเมี่ยม ทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมียอดขายทั่วโลกอยู่ที่ 3.14 พันล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ในปี 2562/63 คาดว่าในระยะยาวจะส่งผลให้อุปทานการผลิตกีวีทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 164.4 ล้านถาดในปี 2562/63 เป็นประมาณ 280 ล้านถาดภายในปี 2573

นายเดฟ สคูลลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัล (CDO) ของ เซสปรี กล่าวว่า “ โปรแกรม Horizon ของ เซสปรี จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบวิธีการดำเนินงานของบริษัท ทดแทนระบบและกระบวนการที่ถูกออกแบบขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน เพื่อให้สอดรับกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริษัทในปัจจุบัน การใช้งานโซลูชั่นจาก เอสเอพี นับเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบ ตลอดจนกระบวนการทำงานทางธุรกิจของเรา ตั้งแต่ระบบการเงินและระบบซัพพลายเชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงการใช้งานและการติดต่อประสานงาน รวมถึงงานด้านการขายและการวางแผนธุรกิจ โดยการปรับเปลี่ยนระบบครั้งใหญ่นี้จะช่วยให้บริษัทของเราเติบโตและหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมสู่อนาคตได้อย่างแข็งแกร่งขึ้น”

ปัจจุบัน ความต้องการกีวีทั่วโลกมีมากกว่าอุปทาน โดยได้รับปัจจัยหนุนจากแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ซึ่งมองหาผลิตภัณฑ์ที่รสชาติดีและมีคุณค่าทางโภชนาการ

“เซสปรี เป็นธุรกิจขนาดใหญ่และมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เราจึงต้องการกระบวนการและระบบที่ตอบโจทย์ครบวงจร เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตไปอีกขั้นของเรา การเลือกใช้งานแพลตฟอร์มที่ได้มาตรฐานของ เอสเอพี ซึ่งมีการพัฒนาระบบอยู่ตลอดเวลา จะช่วยให้เราใช้ประโยชน์ในแง่ของการวางแผนใช้งานระบบคลาวด์ของ เอสเอพี เพื่อนำนวัตกรรมมาปรับใช้ได้อย่างรวดเร็ว” นายสคูลลิ่ง กล่าวเสริม

ขณะนี้ เซสปรี ใช้งานโซลูชั่น เอสเอพี บนคลาวด์สาธารณะของ Microsoft Azure ซึ่งจะย้ายฐานข้อมูลไปยัง SAP S/4HANA private cloud edition ที่เป็นระบบคลาวด์ส่วนตัว และ เซสปรี จะยังคงใช้บริการ Azure สำหรับโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร รองรับการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพของ Microsoft และ เอสเอพี

สำหรับการอัพเกรดระบบไปสู่ SAP S/4HANA private cloud edition ของ เซสปรี นั้น สืบเนื่องมาจากการประกาศเปิดตัว RISE with SAP ชุดโซลูชั่นล่าสุด ซึ่งช่วยพลิกโฉมองค์กรสู่อินเทลลิเจนท์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ ส่งมอบบริการซอฟต์แวร์, โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและการดำเนินการด้านเทคนิคอย่างรอบด้านภายใต้ชุดโซลูชั่นเดียว และ SAP S/4HANA private cloud edition จะเป็นโซลูชั่นหลักที่รวมอยู่ในบริการของ Rise with SAP

ด้วยการออกแบบโซลูชั่นที่มุ่งตอบสนองการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจเป็นสำคัญและปรับการใช้งานให้ตรงความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย Rise with SAP จะรวบรวมบริการมากมาย อาทิ การใช้งานด้านการออกแบบกระบวนการทางธุรกิจ, สนับสนุนการย้ายฐานข้อมูลทางเทคนิค, โซลูชั่น SAP Business Technology Platform, โซลูชั่น SAP Business Network, โซลูชั่น SAP S/4HANA Cloud และ Hyperscaler

“การก้าวไปสู่ระบบคลาวด์ เป็นการปรับรูปแบบการทำงานเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างยิ่ง เราเล็งเห็นถึงโอกาสในการเพิ่มความยืดหยุ่นของการทำงาน รองรับการเพิ่มขยายระบบในอนาคตและยกระดับนวัตกรรมอย่างรวดเร็ว ด้วยประสิทธิภาพของระบบ private cloud จาก เอสเอพี ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะรูปแบบของระบบที่ตอบสนองความยืดหยุ่นของลูกค้า มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของการให้บริการและระบบอัตโนมัติ ซึ่งทำให้โซลูชั่น SAP S/4HANA private cloud edition เหมาะสมสำหรับการใช้งานของธุรกิจเราในระยะยาว ช่วยให้เรามุ่งพัฒนากระบวนการดำเนินงานและระบบขององค์กรธุรกิจได้อย่างเต็มที่ โดยวางใจได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มของเรานั้นปลอดภัย มีเสถียรภาพและพร้อมใช้งานอยู่เสมอ”

“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงช่วยให้บริษัทลดความเสี่ยงทางธุรกิจ ด้วยการเลือกใช้งานระบบที่ได้มาตรฐานเท่านั้น แต่ยังช่วยในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งนำไปสู่ความแม่นยำในวางแผนงานบริหารจัดการซัพพลายเชน และประสิทธิภาพในการตัดสินใจด้านการจัดส่งและการจัดสรรตลาด” นายสคูลลิ่ง กล่าว

นายฟิล คาเมรอน กรรมการผู้จัดการของ เอสเอพี นิวซีแลนด์ กล่าวว่า “สำหรับธุรกิจของเราเอง เอสเอพี เชื่อมั่นมาตลอดว่า คลาวด์คืออนาคต เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ เซสปรี หนึ่งในลูกค้าสำคัญ ซึ่งใช้งานระบบ เอสเอพี มาอย่างยาวนาน ได้ตัดสินใจก้าวไปสู่อนาคตร่วมกันกับเรา เพื่อยกระดับองค์กรสู่การเป็น อินเทลลิเจนท์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ SAP S/4HANA private cloud edition รุ่นใหม่นี้ จะส่งมอบการใช้งานที่รวดเร็ว ทรงประสิทธภาพ ทำให้ เซสปรี สามารถคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วและความคล่องตัว นอกจากนี้ โซลูชั่นดังกล่าวยังจะช่วยเสริมศักยภาพของเซสปรีในการก้าวไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยประสิทธิภาพของเทคโนโลยีอัจฉริยะใหม่ล่าสุด นับตั้งแต่ Internet of Things (IoT) และระบบการวิเคราะห์ข้อมูลแบบพยากรณ์”

“สถานการณ์ในปีที่ผ่านมา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความสามารถในการขับเคลื่อนธุรกิจและการทำงานอย่างยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ระบบคลาวด์ตอบโจทย์ โซลูชั่น SAP S/4HANA PCE จะส่งผลให้ เซสปรี สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ผสานอยู่ในแพลตฟอร์มได้ทันท่วงที เพื่อขับเคลื่อนการทำงานบนระบบอัตโนมัติ เพิ่มผลกำไร และผลักดันการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพ” นายคาเมรอน กล่าวปิดท้าย

การติดตั้งระบบครั้งนี้ จะดำเนินการโดยกลุ่มพาร์ทเนอร์ของ เอสเอพี ได้แก่ บริษัท Deloitte NZ ซึ่งร่วมมือกับ ZAG บริษัทในเครือของ Accenture โครงการดังกล่าวจะแบ่งออกเป็นขั้นตอนต่างๆ เริ่มต้นจากขั้นตอนการสร้าง Digital Core ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เพื่อมุ่งเสริมกระบวนการด้านการเงินและซัพพลายเชน ตามด้วยขั้นตอนการวางระบบสำหรับงานด้านการวางแผนธุรกิจแบบบูรณาการและการส่งเสริมการขาย

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่SAP ANZ News Centre ติดตามเอสเอพี ออสเตรเลีย ทางทวิตเตอร์ได้ที่ @SAPANZ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ควบ 2 รางวัล ในการนำพาอุตสาหกรรมมุ่งหน้าไปสู่นวัตกรรมเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน

เมื่อเร็วๆ นี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชัน ได้รับรางวัลผู้จำหน่ายระบบโครงสร้างสำคัญด้านพลังงานในเอเชียแปซิฟิกแห่งปี 2020 (2020 Asia-Pacific Critical Power Infrastructure Vendor of the Year) ควบรางวัลบริษัท UPS ในเอเชียแปซิฟิกแห่งปี 2020 (2020 Asia Pacific UPS Company of the Year) ที่มอบโดย Frost & Sullivan ทั้งนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ชนะเลิศรางวัลในสาขาดังกล่าวมาโดยต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2012 และยังคงเสริมความแข็งแกร่งต่อไปอีกด้วยการเป็นผู้นำตลาดระดับโลกในเรื่องของโซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์

ในการชนะเลิศรางวัลจาก Frost & Sullivan เมื่อเร็วๆ นี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับเกียรติยศจากการพัฒนาสองสายผลิตภัณฑ์ นั่นคือ Galaxy ที่มุ่งเน้นที่ความน่าเชื่อถือของพลังงานกับเรื่องประสิทธิภาพด้านพลังงาน และ Easy UPS ที่พรั่งพร้อมไปด้วยคุณค่าและฟีเจอร์ที่มุ่งเน้นการใช้งานของลูกค้าเป็นหลัก ทั้งนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มีการออกนวัตกรรมสำคัญอีกหลายอย่างสำหรับทั้งสองสายผลิตภัณฑ์ในปี 2019 โดย Galazy V-Series (VX, VM, VS) UPS เป็นโหมดปฏิบัติการแบบ ECOnversion ซึ่งให้ประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ไม่มีใครเทียบได้ โดยหนึ่งในประโยชน์หลักคืออินเวอร์เตอร์ ที่สามารถรองรับโหลดได้อย่างไร้รอยต่อในกรณีที่ระบบ utility bypass ล้มเหลว นอกจากนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังช่วยเพิ่มอายุการใช้งานให้กับระบบ UPS ถึงสามเท่าของอายุการใช้งานที่คาดการณ์ในส่วนทางเลือกที่เป็นแบตเตอรี่ VRLA ดังนั้นจึงช่วยลดค่าใช้จ่ายสุทธิในการเป็นเจ้าของได้สูงถึง 30-50 เปอร์เซ็นต์

“ลูกค้าของเราเป็นแรงบันดาลใจให้เราในทุกวัน ในการสร้างนวัตกรรมและเพิ่มศักยภาพให้กับทุกคนในการทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกในความมุ่งมั่นพยายามของเราในเรื่องของประสิทธิภาพ ความยั่งยืน ความสามารถในการเชื่อมต่อ และความปลอดภัย โดยในการบรรลุการเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดในตลาด เรามุ่งเน้นที่คุณภาพ และการสร้างความมั่นใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการมองการณ์ไกลเพื่อสร้างความสำเร็จในยุคหลังการแพร่ระบาด” เบอนัวต์ ดูบาร์เลอ รองประธานอาวุโส ภาคพื้นเอเชียตะวันออกและญี่ปุ่น ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “ความยืดหยุ่นในการดำเนินงานและความพยายามในการเปลี่ยนระบบสู่ดิจิทัล ได้กลายเป็นแรงผลักให้เกิดวาระการประชุมขององค์กรเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ด้วยสถานภาพที่มั่นคงของเราในเรื่องเหล่านี้ เรามีความพร้อม รวมถึงกระตือรือร้นและมุ่งมั่นที่จะสร้างการเดินทางในเรื่องเหล่านี้ให้กับทั้งลูกค้าและคู่ค้าของเราในการก้าวสู่เน็กซ์นอร์มัล (Next Normal)” เบอร์นัวต์ กล่าวเสริม


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค ย้ำจุดยืนแบรนด์อันดับ 1 เปิดตัวเครื่องปรับอากาศใหม่ ECO EYE INVERTER XT Series

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค ย้ำจุดยืนแบรนด์อันดับ 1 ที่ผู้บริโภคไว้วางใจ เปิดตัวเครื่องปรับอากาศใหม่ ECO EYE INVERTER XT Series ครั้งแรกกับเทคโนโลยีอัจฉริยะ “ECO EYE Sensor” เซ็นเซอร์ใหม่ที่ช่วยสร้างช่วงเวลาที่ชาญฉลาด เหนือกว่าและประหยัดพลังงานมากกว่า

50 ปี มิตซูบิชิ อีเล็คทริค ยืนหยัดคู่ผู้บริโภคไทย ล่าสุดเปิดตัวเครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม ECO EYE INVERTER XT Series ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์อัจฉริยะ “ECO EYE Sensor” มอบความสะดวกสบายและประหยัดพลังงานมากกว่า พร้อมตู้เย็น 2 ประตู FC Series รุ่นใหม่ ระบบ Neuro Inverter ด้วยขนาดความจุที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งเดินหน้าเสริมแกร่งด้านบริการด้วยระบบไอทีเชื่อมโยงศูนย์บริการทั่วประเทศ เพื่อรองรับการบริการหลังการขายที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นายชินจิ คามิยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่ผ่านมา ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคม รวมทั้งส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ และภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ทำให้การขยายตัวในธุรกิจเครื่องปรับอากาศลดลง รวมถึงส่งผลต่อผลประกอบการรวมของบริษัทฯ ในปีงบประมาณ 2563 นี้ มีแนวโน้มลดลงประมาณ 4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามเรายังสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด อันดับ 1 และแบรนด์ยอดนิยมที่ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจในสินค้าประเภทเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน และปั๊มน้ำได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับปี 2564 การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงต่อเนื่อง ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้คนในรูปแบบชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้ทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปีนี้ มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุค New Normal โดยเราได้พัฒนาเครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม รุ่นใหม่ ECO EYE INVERTER XT Series ที่โดดเด่นด้วย “ECO EYE Sensor” เซ็นเซอร์อัจฉริยะ สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในห้อง ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายไปอีกขั้นและประหยัดพลังงานได้ยิ่งขึ้น พร้อมด้วยเทคโนโลยี Fast Cooling เย็นเร็วทันใจในปุ่มเดียว และ PM2.5 Filter เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญด้านบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐาน ยกระดับการบริการที่รวดเร็ว เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยตั้งเป้ายอดขายภายในปีงบประมาณ 2564 โตขึ้นกว่า 19% จากปีที่ผ่านมา”

“นอกจากนี้ ในปี 2564 ถือเป็นปีที่ดี ที่บริษัทฯ ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 แห่งการประกอบการ เราจึงมุ่งเดินหน้าสร้างการเติบโตและสร้างยอดขายในส่วนของเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโต ในอนาคต ทั้งนี้บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายศูนย์บริการสาขา “สำนักงานสนับสนุนลูกค้าโครงการระบบปรับอากาศซิตี้มัลติ” จากปัจจุบัน 6 สาขา เพิ่มเป็น 9 สาขา และเพิ่มสัดส่วนการขายธุรกิจ B2B จากปัจจุบัน 15% เป็น 30% ภายในปี 2568 อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ต่าง ๆ ยังไม่แน่นอน บริษัทฯ จะยังคงมุ่งมั่นพร้อมที่จะส่งมอบความสุข ความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคเพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการใช้ชีวิต ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพมิตซูบิชิ อีเล็คทริค ของเราอย่างต่อเนื่องตลอดไป”

นายประพนธ์ โพธิวรคุณ กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2563 ที่ผ่านมา เป็นอีกปีหนึ่งที่สร้างความท้าทายให้กับงานบริการหลังการขายของเราเป็นอย่างมาก สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงปัญหา รวมทั้งตระหนักถึงการสร้างความเชื่อมั่นในการเพิ่มระดับความปลอดภัยและความมั่นใจในการบริการลูกค้าทุกรายด้วยมาตรการตรวจคัดกรองทีมช่างก่อนให้บริการตามแนวปฏิบัติการป้องกันของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนเดินหน้าเพิ่มศักยภาพด้านงานบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง และในปี 2564 นี้ บริษัทฯ ได้เสริมความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขายให้กับลูกค้าทั่วประเทศ ด้วยการพัฒนาระบบไอที เชื่อมโยงศูนย์บริการทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ลูกค้าทั้งในกทม.และต่างจังหวัด ให้ได้รับความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันได้ยกระดับศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก ระดับ 1 ที่ได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุน และพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานช่างเทคนิคไทยให้ก้าวไกลต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ยังได้ยกระดับการอบรม และเปิดทดสอบช่างบริการ ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้ามั่นใจในการบริการของบริษัทฯ อีกด้วย”

นายทาคาชิ ฟูจิกิ กรรมการและผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาดและการขาย บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า “จากวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา หลายภาคส่วนได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ รวมถึงตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทย และด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในยุค New Normal ผู้คนใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้นเพื่อเว้นระยะห่างทางสังคม ช่องทางการขายทางอีคอมเมอร์สเติบโตขึ้นมากถึง 150% รวมถึงอัตราการใช้เครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ที่เพิ่มมากขึ้นในปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็น 73% และในปี 2564 นี้ คาดการณ์ว่าจะมากถึง 80% ซึ่งจากแนวโน้มต่าง ๆ เหล่านี้ บริษัทฯ จึงพัฒนากลยุทธ์การขาย ช่องทางการจัดจำหน่าย การสื่อสารทางการตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากยิ่งขึ้น โดยมุ่งผลักดันสินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และพัดลม พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ที่ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ของผู้บริโภคให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย และประหยัดพลังงานไปพร้อม ๆ กัน โดยล่าสุดในปี 2564 ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่

•เครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม ECO EYE INVERTER XT Series โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี ECO EYE Sensor เซ็นเซอร์อัจฉริยะที่สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในห้อง เมื่อตรวจพบว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานภายในระยะเวลา 20 นาที เครื่องปรับอากาศจะปรับเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน(Auto Save) และหากยังตรวจพบว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เครื่องปรับอากาศจะปิดโดยอัตโนมัติ (Auto Off) แต่เมื่อผู้ใช้งานกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง เครื่องปรับอากาศจะเปิดทำงานอัตโนมัติโดยไม่จำเป็นต้องใช้รีโมทคอนโทล (Auto On) นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นอื่น ๆ อาทิ เย็นเร็วทันใจในปุ่มเดียวด้วย Fast Cooling, เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ มอบอากาศสะอาดทุกลมหายใจด้วย PM 2.5 Filter และ Dual Barrier Coating ที่ช่วยลดการเกาะติดของฝุ่นและละอองน้ำมัน ลดภาระการล้างเครื่องปรับอากาศ และฟังก์ชั่น Error Code ที่จะช่วยให้ทุกท่านสามารถเข้าถึงเหตุปัญหาเมื่อเครื่องปรับอากาศขัดข้องได้ในทันที เป็นต้น

•ตู้เย็น 2 ประตู รุ่น MR-FC35ER ขนาด 314 ลิตร เพิ่มพื้นที่การจัดเก็บได้มากขึ้น มาพร้อมช่องเก็บของอเนกประสงค์ที่ฝาประตู (Capsule door pocket) ทำให้เก็บของได้เป็นสัดส่วน ทั้งยังประหยัดพลังงานด้วยระบบ Neuro Inverter

“นอกจากนี้บริษัทฯ ได้มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพ และสนับสนุนการขายให้กับร้านค้าตัวแทนจำหน่ายและโมเดิร์นเทรดให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ด้วยการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ ๆ ทั้งกลุ่มธุรกิจ B2C และ B2B มากยิ่งขึ้น สำหรับการสื่อสารทางการตลาดในปีนี้นั้น มุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น โดยสื่อสารผ่านช่องทาง Social Media ต่าง ๆ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์อย่างครบวงจร นอกจากนี้บริษัทฯ ได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เพื่อชีวิตวิถีใหม่” นำเสนอนวัตกรรมล้ำสมัย ECO EYE Sensor เซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในห้อง สร้างช่วงเวลาที่ชาญฉลาด เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ลดการสิ้นเปลืองไฟฟ้า เพิ่มความสะดวกสบาย ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค สะท้อนถึงความเป็นแบรนด์พรีเมี่ยมและทันสมัย ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน โป๊ป – ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ พาร์ทเนอร์ พรีเซ็นเตอร์ ปีที่ 7” โดยจะเริ่มออกอากาศปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้เตรียมกิจกรรมส่งเสริมการขาย พร้อมแคมเปญยิ่งใหญ่ในวาระครบรอบ 50 ปี เพื่อขอบคุณผู้บริโภคที่มอบความไว้วางใจเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามิตซูบิชิ อีเล็คทริค ทั้งนี้จากกลยุทธ์การตลาดต่าง ๆ นับว่าเป็นกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจและเพิ่มทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยสานต่อความสำเร็จในการทำตลาดของมิตซูบิชิ อีเล็คทริค และผลักดันยอดขายให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้” นายทาคาชิ ฟูจิกิ กล่าวทิ้งท้าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เรียลแอสเสท เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจ ชูวิสัยทัศน์ “BELIEVING A BETTER YOU IS POSSIBLE” สู่การทรานส์ฟอร์มแบรนด์ Active Wellness ตอบรับเป้ารายได้เติบโต 5 ปี แตะ 4 พันลบ.

เรียลแอสเสท เดินหน้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 64 เน้นเจาะกลุ่มเรียลดีมานด์ส่ง 4 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 4,660 ล้านบาท พร้อมทรานส์ฟอร์มเข้าสู่ธุรกิจในรูปแบบผสมผสานกับก้าวต่อไปของการเติบโต ชูวิสัยทัศน์ “BELIEVING A BETTER YOU IS POSSIBLE” เราเชื่อว่าทุกคน ดีขึ้น ได้จริงและจะส่งพลังบวกให้สังคม ดีขึ้น ได้เช่นกัน ตั้งเป้ารายได้เติบโต 5 ปี แตะ 4 พันล้านบาท สอดรับพันธกิจที่จะพลิกโฉมประสบการณ์ที่แสนธรรมดาให้เปี่ยมสุขด้วยสุขภาวะที่ดีและชีวิตที่มีพลัง “TO TRANSFORM THE LIFELESSNESS” สู่เป้ายอดขาย 2,350 ล้านบาท เติบโตขึ้น 15% เน้นใส่ใจในความยั่งยืนของชีวิต สู่ 5 แกนสำคัญที่จะถูกนำมาใช้ในโครงการ พร้อมเผยโฉมคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ The STAGE Mindscape Ratchada-Huai Khwang (เดอะ สเตจ มายด์สเคป รัชดา-ห้วยขวาง) ภายใต้นิยาม เพราะ “ที่นี่” คือที่ของคุณ
ในราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท เปิดจองรอบ Online Booking 18 กุมภาพันธ์ 2564

นายบดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในปี 2563 ทำให้การเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงจากเดิม (เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562) ซึ่งผู้ประกอบการมีการปรับแผนการดำเนินธุรกิจและเลื่อนการเปิดตัวโครงการใหม่ออกไป โดยเฉพาะโครงการแนวสูงหรือกลุ่มคอนโดมิเนียม ส่งผลให้สต๊อกคงค้างในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ลดลงในระดับหนึ่งตั้งแต่ไตรมาส 2 / 2563 รวมทั้งกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติลดลงจำนวนมากเนื่องจากไม่สามารถเดินทางเข้ามาประเทศไทย ณ เวลานี้ได้ และกลุ่มนักลงทุนที่เพิ่มหลักเกณฑ์ในการพิจารณาลงทุนมากขึ้นหรือชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ ส่งผลให้ตลาดอสังหาฯ ไม่เติบโต ผลกระทบดังกล่าวยังคงต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2564 ทำให้บริษัทฯพิจารณาถึงความรอบคอบในการดำเนินงาน เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทบทวนแผนงานรายเดือนและรักษากระแสเงินสดสร้างความมั่นคงของการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทฯพัฒนาโครงการมาแล้วทั้งสิ้นจำนวน 21 โครงการ มูลค่ารวม 30,500 ล้านบาท โดยมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและจะเปิดขายในปีนี้รวมจำนวน 12 โครงการ มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มในปี 2564 ทางบริษัทฯยังคงมั่นใจในทำเลและสินค้าของโครงการที่จะเปิดใหม่ในปีนี้ เน้นฐานลูกค้าเรียลดีมานด์เป็นหลัก มุ่งการทำวิจัยตลาดอสังหาฯศึกษาถึงข้อมูลและพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้า เพิ่อให้สินค้าออกมา ตรงตามความต้องการมากที่สุด เน้นกลยุทธ์การตลาดในด้านราคามากขึ้น ชูราคาเป็นจุดขาย เนื่องจากสภาวะความคิด และพฤติกรรมของลูกค้า ณ ปัจจุบันต้องการความคุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้ โดยบริษัทฯมีแผนพัฒนาโครงการใหม่ในปีนี้ จำนวน 4 โครงการ มูลค่ารวม 4,660 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวราบ จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,510 ล้านบาท ได้แก่ (1) สตอรี่ส์ บางนา – สุวรรณภูมิ (2) สตอรี่ส์ รังสิต – วงแหวน (3) วิรัณยา บางนา – วงแหวน และ โครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการ “เดอะ สเตจ มายด์สเคป รัชดา – ห้วยขวาง” (THE STAGE Mindscape Ratchada – Huai Khwang) มูลค่า 2,150 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีโครงการที่เทกโอเวอร์ มาจาก บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ภายใต้แบรนด์ “MEGA Space 1&2” เป็นคอนโดฯไฮไรส์ จำนวน 2 อาคาร รวม 2,329 ยูนิต มูลค่าโครงการ 4,300 ล้านบาท

ทั้งนี้ คาดว่า ในปี 2564 จะสามารถสร้างยอดขายจำนวน 2,350 ล้านบาท เติบโตขึ้น 15% จากปีก่อนที่มียอดขาย 2,050 ล้านบาท และจากการ takeover จะสามารถทำให้บริษัทโตได้อย่างก้าวกระโดด โดยตั้งเป้าว่าในปี 2567 จะสามารถสร้างรายได้แตะ 4,000 ล้านบาท และมี Backlog ทั้งหมด 5,660 ล้านบาทระหว่างปี 2564-2567

เทรนด์ใหม่ในเรื่องของสุขภาวะที่ดี(Wellness) , IOT, หรือ ไลฟ์สไตล์ที่มีความหลากหลายในกลุ่มลูกค้า กำลังกลายเป็นที่นิยมซึ่งองค์กรให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้นจนนำมาสู่การทำ Brand Transformation ภายใต้วิสัยทัศน์ “BELIEVING A BETTER YOU IS POSSIBLE” เราเชื่อว่าทุกคนดีขึ้นได้จริง และจะส่งต่อพลังบวกให้คนรอบข้างและสังคมดีขึ้นได้เช่นกัน ที่จะทำให้บริษัทฯทรานฟอร์มเข้าสู่ธุรกิจในแบบผสมผสานระหว่างผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กับธุรกิจประเภท Active Well-Being Life Experience หรือสามารถนิยามได้ว่าวันนี้ REAL ASSET อยู่ในธุรกิจ Active Well-Being Life Experience สะท้อนผ่านสัญลักษณ์โลโก้ของบริษัทฯ Active Real Icon ที่เริ่มต้นตั้งแต่ “ตนเอง” ขยายวงกว้างสู่ “ผู้อื่น” และยกระดับสู่ “สังคม” ด้วยพันธกิจการดำเนินงานที่จะพลิกโฉมประสบการณ์ที่ แสนธรรมดา ให้เปี่ยมด้วย สุขภาวะที่ดี และชีวิตที่มีพลัง “TO TRANSFORM THE LIFELESSNESS INTO THE ACTIVE WELL-BEING LIFE EXPERIENCE”

โดยวางกลยุทธ์ผ่าน 5 แกนสำคัญของการมีชีวิตยืนยาวที่จะถูกนำมาผนวกใช้ในการพัฒนาโครงการของบริษัทฯ “ภายใต้ชื่อโครงการ NEVERLAND” ซึ่งประกอบด้วย …

-Ever Active สนับสนุนให้ทุกคนออกกำลังกายหรือออกแรงทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ

-Ever Smile ลดความเครียดและความกังวลของลูกบ้าน โดยเราจะดูแลเรื่องความปลอดภัยและส่งเสริมให้ลูกบ้านมีสุขภาพจิตที่ดีมองโลกในแง่บวก

-Ever Green เพิ่มโอกาสให้ลูกบ้านรับประทานอาหารจากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี และใส่ใจในธรรมชาติมากขึ้น

-Ever Love สร้างโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้ใหญ่และเด็กเล่นในบ้าน รวมถึงเพื่อนบ้านรอบข้าง

-Ever Care เข้าถึงเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัยเพื่อดูแลสุขภาพของลูกบ้าน และตรวจเช็คร่างกายเพื่อลดโอกาสการเกิดโรคร้ายต่างๆ

“ถือเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เราไม่เพียงแต่มุ่งพัฒนาที่อยู่อาศัย แต่เราตั้งใจที่จะเสริมสร้างให้สังคมดีขึ้น ทั้งในแง่ของการใช้ชีวิตและสุขภาวะที่ดี ทั้งร่างกายและจิตใจ วันนี้เรื่องของ Well-Being กลายเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น เราจึงตั้งใจที่จะทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างธุรกิจ เพื่อการอยู่อาศัยที่ดีและการมีชีวิตที่ดีควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน” นายบดินทร์ธรกล่าว

นายณัฏฐพร กลั่นเรืองแสง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานกลยุทธ์ธุรกิจ บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมเพื่อให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย

โดยมีแบรนด์ภายใต้การพัฒนาของบริษัทมาแล้ว ได้แก่ แบรนด์ “THE STAGE” ในกลุ่มลูกค้าระดับ Main Class , แบรนด์ “LAVIQ” ในกลุ่มลูกค้าระดับ Super Luxury และ แบรนด์ “AESTIQ” ในกลุ่มลูกค้าระดับ Ultimate Luxury โดยยังคงต่อยอดความสำเร็จขยายการพัฒนาโครงการไปยังทำเลแห่งใหม่ ย่าน Community ที่สามารถเดินทางได้สะดวก รวมทั้งแหล่งชุมชนที่มีความพร้อมทั้งอุปโภคและบริโภค ตลอดจนการต่อยอดแบรนด์ THE STAGE สู่แบรนด์ใหม่ “THE STAGE Mindscape” กับโครงการใหม่บนทำเล รัชดา-ห้วยขวาง

นายณัฏฐพรกล่าวเสริมว่า “เราเลือกปักหมุดโครงการใหม่บนทำเลรัชดา-ห้วยขวาง ภายใต้ชื่อ THE STAGE Mindscape Ratchada – Huai Khwang ซึ่งถือเป็นทำเลใหม่ของการขยายการพัฒนาโครงการออกไป โดยย่านรัชดา-ห้วยขวาง มีความพร้อมทั้งการใช้ชีวิตและแหล่งไลฟ์สไตล์ ตลอดจนดีมานด์ในพื้นที่ยังคงมีความต้องการที่อยู่อาศัย ทำเลที่เดินทางสะดวกใกล้กับรถไฟฟ้า MRT สถานีห้วยขวางเพียง 250 เมตร รายล้อมด้วยแหล่งงานและย่าน New CBD ถือเป็นทำเลของการใช้ชีวิตที่หลากหลายตั้งแต่กลางวันถึงกลางคืน เราได้ใช้เวลาในการศึกษาเกี่ยวกับที่ดินผืนนี้และเก็บข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคค่อนข้างมาก เพื่อให้โครงการ THE STAGE Mindscape Ratchada – Huai Khwang เป็นโครงการที่ตอบรับความต้องการของผู้บริโภคด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง ผ่านการออกแบบและฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบสนองการพักผ่อนอย่างเต็มพลังก่อนออกไปใช้ชีวิตในโลกที่ต้องการ ซึ่ง THE STAGE Mindscape Ratchada – Huai Khwang จะเป็นคอนโดมิเนียมในแบบที่คุณไว้วางใจที่จะเป็นตัวเอง หลีกเร้นจากบทบาทอื่นที่ต้องรับภาระในชีวิตแต่ละวัน เพื่อกลับมารีชาร์ตพลังความสุขให้เต็มเปี่ยมในแบบฉบับของตัวคุณเอง”

โครงการ THE STAGE Mindscape Ratchada – Huai Khwang คอนโดมิเนียมจำนวน 1 อาคาร บนพื้นที่ 2-0-68 ไร่ จำนวน 477 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,150 ล้านบาท รองรับที่จอดรถ 46% พัฒนาภายใต้คอนเซปต์ ที่แม้จะดูเรียบง่าย แต่ซ่อนความหลากหลายอารมณ์ไว้ภายใน ด้วยการออกแบบที่รองรับรูปแบบการใช้ชีวิตในวิถีใหม่ สะท้อนความมั่นใจแต่ไม่โอ้อวดให้คุณสบายๆกับชีวิต และทิ้งตัวลงพักผ่อน ในที่ที่เป็นตัวคุณอย่างแท้จริง โดยไม่พยายาม หรือเปรียบเทียบความสุขกับใครให้วุ่นวาย เพราะ “ที่นี่” คือที่ของคุณ อยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า MRT ห้วยขวาง เพียง 250 เมตรเท่านั้น ประกอบด้วยห้องชุดแบบ 1 Bedroom ขนาด 26-35 ตารางเมตร , 1 Bedroom (T) ขนาด 31-41 ตารางเมตร และ 2 Bedroom ขนาด 45-60 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท เปิดรอบ Online Booking วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 สอบถามข้อมูลโครงการเพิ่มเติมโทร 1232

ด้านนายวีระชัย หาญจริยากูล ผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์ ธุรกิจบ้านจัดสรรและอาคารพาณิชย์ บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา บ้านในทำเลชานเมืองมีความต้องการเพิ่มขึ้นสูงมาก เนื่องจากปัจจัยการเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่ช่วงล๊อกดาวน์ การทำงานแบบ Work from Home ทำให้คนต้องการบ้านที่มีพื้นที่ส่วนตัว และพื้นที่ทำงาน โดยคาดการณ์ว่าในปี 2564 ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงเติบโตได้ดี โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม แต่ต้องระวังในเรื่องของกำลังซื้อที่อาจจะฟื้นตัวได้ไม่ดีมาก สะท้อนจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงต่อเนื่อง โครงการต้องทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับลูกค้า นอกจากนั้นการพัฒนาโครงการจำเป็นต้องมุ่งเน้นถึงความคุ้มค่า เอาใส่ใจถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป สร้างบรรยากาศในการใช้ชีวิตที่ส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีเพื่อสังคมที่ยั่งยืนต่อไป

โดยปีนี้บริษัทจะเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น จำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย

1 สตอรี่ส์ บางนา – สุวรรณภูมิ บนพื้นที่ 15-3-22 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของทาวน์โฮม 2 ชั้น จำนวน 187 ยูนิต ราคาเฉลี่ย
3.21 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 600 ล้านบาท

2.สตอรี่ส์ รังสิต – วงแหวน บนพื้นที่ 16-2-42ไร่ พัฒนาในรูปแบบของทาวน์โฮม 2 ชั้น จำนวน 233 ยูนิต ราคาเฉลี่ย
1.99 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 462.6 ล้านบาท

3.วิรัณยา บางนา – สุวรรณภูมิ บนพื้นที่ 42-1-73.5 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของบ้านแฝด 2 ชั้น และบ้านเดี่ยว 2 ชั้น
จำนวน 207 ยูนิต ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 7.34 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,497 ล้านบาท

“บริษัทฯเติบโตจากการพัฒนาโครงการแนวราบและยังคงมุ่งมั่นพัฒนาต่อไปเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกระดับราคา ไม่เพียงแต่การพัฒนาโครงการเท่านั้นแต่เรายังเอาความใส่ใจของการใช้ชีวิตมาเป็นส่วนหนึ่งที่จะยกระดับให้ชีวิตดียิ่งขึ้น ส่งเสริมให้สุขภาพและร่างกายแข็งแรง เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริงที่เราเชื่อมั่นว่า ทุกคนดีขึ้น จะส่งพลังงานบวกให้ สังคม ดีขึ้น ได้เช่นกัน” นายวีระชัยกล่าว


 

Exit mobile version