Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รวมพลังเร่งสร้างสื่อความรู้ในการฟื้นฟูการทำงานของปอด และระบบหายใจ แก่ผู้ป่วย Post – Covid -19 (ฟื้นฟูปอดรอดโควิด)

สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค สถาบันบำราศนราดูร สถาบันโรคทรวงอก สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และชมรมกายภาพบำบัดระบบหายใจ หัวใจและหลอดเลือดแห่งประเทศไทยจัดโครงการกิจกรรมสร้างสื่อความรู้ในการฟื้นฟูการทำงานของปอดและระบบหายใจแก่ผู้ป่วย Post-Covid-19

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยโดยรวมดีขึ้น หลังจากจำนวนผู้หายป่วยกลับบ้านเพิ่มขึ้น และเริ่มมีจำนวนมากกว่าผู้ติดเชื้อต่อวัน ส่วนการบริหารจัดการเตียงในขณะนี้ พบว่าจำนวนเตียงในพื้นที่ กทม. เริ่มเพียงพอต่อการรองรับผู้ป่วย เนื่องจากการทำ Home Isolation (HI) และ Community Isolation (SI) เป็นไปอย่างมีระบบส่งผลให้การบริหารจัดสรรเตียงเป็นไปอย่างราบรื่น โดยจากข้อมูลการรอคอยเตียงในระบบ Call Center พบว่าจำนวนผู้รอเตียงสีแดงมีจำนวนลดลงและมีผู้ป่วยที่ต้องรอเตียงเกิน 24 ชม. ลดลงเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตามเนื่องจากยังมีผู้ติดเชื้อสะสมต่อเนื่องเป็นจำนวนมากและผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วดังกล่าว  บางส่วนจะเป็นผู้ป่วยที่การฟื้นฟูสมรรถภาพปอดทำได้ช้าเพราะปัจจัยด้านอายุหรือการมีโรคร่วม ดังนั้นการออกกำลังเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพปอดจึงเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือผู้ป่วย เพื่อเพิ่มความสามารถในการหายใจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งเพื่อช่วยในการขับเสมหะ (ถ้ามีและเพื่อป้องกันการเกิดภาวะปอดแฟบ อันจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของปอดให้ดีและเร็วยิ่งขึ้น ตามคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก (WHO : Support for Rehabilitation: Self-Management after COVID-19 Related Illness / Exercise after leaving hospital)

ด้าน ศ.ดร.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล  นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการจัดกิจกรรมสร้างสื่อความรู้ในการฟื้นฟูการทำงานของปอดและระบบหายใจแก่ผู้ป่วย Post-Covid-19 (Education support for rehabilitation self-Management after COVID-19 related illness) ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้จะมีสื่อการสอนให้ความรู้แก่ประชาชนในด้านการป้องกันไวรัสโควิดและการให้ความรู้เรื่องวัคซีนโควิดค่อนข้างมาก แต่พบว่าสื่อที่ให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้ป่วย Post-Covid นการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย ซึ่งมีความมุ่งหมายที่จะเสริมสร้างและประสานองค์กรที่เป็นตัวแทนกลุ่มการแพทย์ กลุ่มผู้ป่วยและหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนภารกิจต่าง ๆ ด้านการดูแลผู้ป่วย จึงได้มีแนวคิดในการจัดทำโครงการสร้างสื่อความรู้ในการฟื้นฟูการทำงานของปอดและระบบหายใจแก่ ผู้ป่วย Post-Covid-19 (Education support for rehabilitation self-Management after COVID-19 related illness) เพื่อเผยแพร่เป็นความรู้ให้กับประชาชนและผู้ป่วย Post-Covid รวมถึงสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ใช้สำหรับการเป็นสื่อการสอนแก่ผู้ป่วย

ด้าน รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ชื้อไวรัสโคโรนา-2019 มีความชื่นชอบระบบการหายใจของมนุษย์เป็นพิเศษ โดยมีคุณสมบัติการทะลุทะลวงลงไปถึงแขนงหลอดลมฝอยและถุงลมปอดได้ง่าย ทำให้ผู้ติดเชื้อเกือบทั้งหมดเกิดปอดอักเสบมากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่จะตรวจพบด้วยวิธีการใด แต่จะมีผู้ป่วยราว 50% เกิดปอดอักเสบที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยมี 5% ที่ปอดอักเสบรุนแรงจนถึงวิกฤต ทั้งนี้มีผู้ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 2% ซึ่งนำไปสู่อัตราการเสียชีวิตที่1% เชื้อไวรัสนอกจากจะทำให้เกิดปอดอักเสบเช่นเดียวกับเชื้อโรคอื่นแล้ว ยังมีลักษณะพิเศษที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราให้ทำงานอย่างรุนแรง เพื่อต่อต้านการเพิ่มจำนวนของไวรัส แม้เมื่อเทียบกันแล้วอาจจะไม่รุนแรงเท่ากับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุปอดอักเสบบางชนิด แต่เนื่องจากเชื้อนี้ถูกกำจัดไปจากร่างกายมนุษย์ได้ยาก จึงทำให้ภาวะภูมิคุ้มกันมากเกินไปของร่างกายเรานี้แสดงออกอยู่เป็นเวลานานกว่าเชื้ออื่น ส่งผลให้มีการสูญเสียหน้าที่การทำงานของระบบการหายใจเป็นหลัก และตามมาด้วยการทำงานบกพร่องของระบบร่างกายอื่นตามมาได้ นอกจากนั้นเชื้อนี้ยังมีความสามารถในการรุกล้ำเส้นเลือดทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ทำให้เกิดปัญหาการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ และเกิดการขาดเลือดของอวัยวะสำคัญ ๆ ตามมา

               ด้าน นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ รองผู้อำนวยการสถาบันกลุ่มแผนปฏิบัติการชาติฯ สถาบันบำราศนราดูรกล่าวว่าระยะเวลาการเกิดปอดอักเสบนั้น ในช่วงสัปดาห์แรกของการติดเชื้อจะเกิดปอดอักเสบได้ตั้งแต่ 3-วันเป็นต้นไป ลักษณะจะคล้ายปอดอักเสบจากการติดเชื้ออื่น เมื่อเข้าสัปดาห์ที่สองจะเกิดปอดอักเสบได้อีกระลอกจากภาวะภูมิคุ้มกันมากเกินไป ซึ่งมักจะมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและมีการเสียชีวิตตามมา และถ้าผ่านไปถึงสัปดาห์ที่สาม อาจเกิดปอดอักเสบอีกแบบหนึ่งจากการที่ร่างกายพยายามฟื้นฟูปอด ในผู้ป่วยแต่ละรายอาจ เกิดปอดอักเสบหลายชนิดคาบเกี่ยวกันได้ โดยที่เชื้อสายพันธุ์เดลตาจะทำให้เกิดปอดอักเสบทุกระยะเร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์แอลฟา หลักการรักษาคือ การให้ยาต้านไวรัสในช่วงแรก โดยพิจารณาให้ยารักษาสมดุลภูมิต้านทานของร่างกายร่วมด้วยในรายที่มีอาการรุนแรง และเมื่อเข้าระยะสุดท้าย จึงเป็นการให้ยาต้านการอักเสบร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพปอด ทั้งนี้ในระหว่างการรักษาทั้ง 3 ระยะ สิ่งที่สำคัญคือการดูแลผู้ป่วย คือทำให้ปริมาณออกซิเจนในเลือดสูงพอที่จะรักษาปริมาณออกซิเจนในเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้                   

               ด้านพญ.เปี่ยมลาภ  แสงสายัณฑ์ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรศาสตร์ปอด สถาบันโรคทรวงอก ร่วมกับ กภ.นภาพร แววทอง นักกายภาพบำบัดชานาญการ สังกัดงานกายภาพบำบัดกลุ่มงานเวชศาสตร์ฟื้นฟูสถาบันโรคทรวงอกและตัวแทนจากชมรมกายภาพบำบัดระบบหายใจ หัวใจและหลอดเลือดแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลว่า ปอดถือเป็นอวัยวะหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกาย ทำหน้าที่เกี่ยวกับการหายใจในการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย และนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากระบบเลือดออกไปยังภายนอกร่างกาย ไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคโควิด-19 หรือไม่ ไม่ว่าป่วยแล้วจะเกิดปอดอักเสบหรือไม่ และไม่ว่าจะหายป่วยจากปอดอักเสบโควิดไปแล้วก็ตาม การมีสุขภาพปอดที่แข็งแรงเป็นต้นทุนสุขภาพที่ดี จะเห็นได้ว่านักกีฬาอาชีพที่ป่วยด้วยโรคนี้มีน้อยมากที่เกิดอาการปอดอักเสบรุนแรง การส่งเสริมสุขภาพปอดทำได้โดย 1.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะท่าการออกกำลังกายที่บริหารปอดให้กลับมาดีขึ้น ซึ่งขณะออกกำลังกายจะทำให้ปริมาตรอากาศไหลเข้าออกปอดในหนึ่งนาทีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจมีความแข็งแรงและถุงลมในส่วนต่าง ๆ ของปอดถูกนำมาใช้ในการแลกเปลี่ยนก๊าซเต็มที่  เมื่อเกิดปอดอักเสบขึ้นปอดจะทนทานต่อการแลกเปลี่ยนก๊าซที่ผิดปกติได้นานขึ้น  2.พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้ครบหมวดหมู่ ไม่เครียด จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมระบบการป้องกันสิ่งแปลกปลอม  โดยเฉพาะเชื้อโรคที่ผ่านลงไปในหลอดลมและถุงลมปอด 3. หลีกเลี่ยงมลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะควันบุหรี่ธรรมดาและบุหรี่ไฟฟ้า ฝุ่นพีเอ็ม และก๊าซที่มีฤทธิ์ระคายเคือง เนื่องจากจะทำให้เยื่อบุผิวในของหลอดลมและปอดถูกทำลายและเชื้อโรคทะลุทะลวงรุกล้ำเข้าไปในเนื้อเยื่อชั้นลึกได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการข้อมูลคลิปวิดีโอการ์ตูนแอนิเมชั่นชุด “ก้าวสู่สุขภาพดีด้วยกายภาพบำบัดหลัง  COVID-19” และแผ่นพับ จากโครงการจัดกิจกรรมสร้างสื่อความรู้ในการฟื้นฟูการทำงานของปอดและระบบหายใจแก่ผู้ป่วย Post-Covid-19 (Education support for rehabilitation self-Management after COVID-19 related illness) สามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1Yulos4d6YSoAMgqJoXyj0sFk13iABpd0/view?usp=sharing  และดาวน์โหลดแผ่นพับได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1uRyCGgucyTFealCnR6wDQEoDkwFFdGJj/view


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มุ่งเสริมศักยภาพ เร่งทรานส์ฟอร์มช่างไฟสู่ดิจิทัล

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ในการบริหารจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชัน เดินหน้าสนับสนุนช่างไฟก้าวสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ออกเครื่องมือครบทั้งแอปพลิเคชันช่างไฟชไนเดอร์ อีกทั้งจับมือภาครัฐยกระดับความรู้สู่ยุค 4.0 และเปิดคลาสเรียนต่อยอดอาชีพ พร้อมเป็นสื่อกลางระหว่างช่างไฟกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มุ่งมั่นสร้างศักยภาพให้ช่างไฟอย่างต่อเนื่อง

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค(Schneider Electric) ในฐานะแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ และโซลูชันครอบคลุมตั้งแต่ โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม ดาต้าเซ็นเตอร์ อาคาร และบ้าน โดยนำเสนอนวัตกรรมทั้งด้านเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์รองรับการใช้งานตั้งแต่ ‘องค์กรขนาดใหญ่ระดับโลก จนถึงการใช้งานระดับบ้าน’ โดยผลิตภัณฑ์สำหรับบ้านของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ ตู้ไฟหรือตู้คอนซูมเมอร์ยูนิต อุปกรณ์สวิตช์ ปลั๊ก เบรกเกอร์ กันไฟดูด ชุดโฮมออโตเมชัน หรือโซลูชันสำหรับบ้านอัจฉริยะ และอื่นๆ

นายกุศล กุศลส่ง รองประธานกลุ่มธุรกิจ Home and Distributions ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เผยว่า “การทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล หรือการปฏิรูปสู่ดิจิทัลนั้น มีความจำเป็นอย่างมากทั้งสำหรับการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตทุกวันนี้ ซึ่ง ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เองในทั่วโลก มีการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัลได้เป็นผลสำเร็จ และมีโซลูชันมากมายที่ช่วยตอบโจทย์ทุกธุรกิจในภาคส่วนต่างๆอีกด้วย สำหรับในส่วนธุรกิจ Home and Distributions เราให้ความสำคัญกับผู้คนที่แวดล้อมในอีโคซิสเต็มของเรา เช่น พันธมิตรคู่ค้า ช่างไฟฟ้า และลูกค้าผู้ใช้งานอุปกรณ์ของเรา  โดยในตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มุ่งมั่นอย่างจริงจังในการช่วยให้ช่างไฟ ก้าวสู่การเป็นช่างไฟ 4.0 ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่เรามอบให้ จะช่วยเสริมให้ช่างไฟทำงานได้ราบรื่นและมีความสะดวกสบายมากขึ้น พร้อมทั้งยังปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย ที่ผ่านมา เราดำเนินการกิจกรรมหลากหลายในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้ช่างไฟได้รับความสะดวกสบายในชีวิตมากขึ้น ปรับให้ง่ายเหมาะสมกับพฤติกรรมช่างไฟให้ได้มากที่สุด และนั่นเป็นเสน่ห์ของเทคโนโลยี 4.0 ที่เราเชื่อว่าช่วยเปลี่ยนความยุ่งยากให้เป็นเรื่องง่าย ”

ยกระดับแคมเปญ..จากอัตโนมือ สู่อัตโนมัติ

ในอดีตเมื่อช่างไฟต้องร่วมแคมเปญต่างๆ กับทางชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อรับแต้มรางวัล จะต้องมีการตัดฉลากและส่งผ่านระบบตู้ปณ. แต่นับจาก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้พัฒนาแอปพลิเคชันช่างไฟชไนเดอร์ (mySchneider Electrician Mobile Application) จึงได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้ช่างไฟในการรับข่าวสารหรือเรียนรู้และวิธีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าให้ปลอดภัยผ่านทางแอปพลิเคชันนี้ และยังพร้อมสามารถดูร้านค้าในพื้นที่ที่ใกล้กับไซต์งานได้ เพื่อไม่ให้ช่างไฟเสียเวลาในการหาร้านขายอุปกรณ์ และด้วยแอปพลิเคชันนี้เอง ทำให้ช่างไฟได้รับความสะดวกในการส่งฉลากเพื่อรับรางวัลจากทางชไนเดอร์ อีกด้วย ซึ่งจากเมื่อก่อน ช่างไฟต้องตัดฉลาก และส่งไปรษณีย์ไปยังตู้ปณ. ที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ระบุ และใช้เวลาหลายวันสำหรับกระบวนการทั้งหมด เพราะมีกระบวนแฝงอยู่ในนั้นมากมาย ปัจจุบันนี้ ช่างไฟสามารถถ่ายภาพแนบไฟล์และส่งผ่านแอปฯ ได้ทันที โดยรางวัลจะเข้าไปยัง “ทรูมันนี่ วอลเล็ท” ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ใช้แพร่หลายในประเทศไทย และยังสามารถซื้อสินค้าในร้านสะดวกซื้อชั้นนำ โดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือใช้ในการชำระค่าสาธารณูปโภคต่างๆ โดยช่างไฟสามารถโหลดและเชื่อมต่อเข้ากับแอปฯช่างไฟ ได้ง่ายๆ นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มฟังก์ชั่นการแลกแต้มในแอปฯ ช่างไฟ และช่างไฟสามารถดูข้อมูลที่น่าสนใจต่างๆ ทั้งคอร์สการอบรมแบบออนไลน์ในหัวข้อที่น่าสนใจต่างๆ เรียกได้ว่าเราพยายามนำเทคโนโลยีมาให้ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับช่างไฟให้ครอบคลุมมากที่สุด

ล่าสุด ชไนเดอร์ อิเล็คทริค นำร่องผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่สามารถสแกน QR Code ข้างกล่องปุ๊บ ได้แต้มปั๊บ ทำให้สามารถสะสมแต้มเพื่อแลกเป็นเงินเพื่อใช้ในการจับจ่ายได้ทันที นับเป็นก้าวสำคัญที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค พยายามนำพาช่างไฟไปสู่การใช้ประโยชน์ของดิจิทัล และลดขั้นตอนต่างๆ ให้สั้นที่สุด เพื่อการใช้งานที่ง่ายที่สุด

นายกุศล เผยต่อว่า “การพัฒนาแอปฯ ช่างไฟชไนเดอร์ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน คือ การช่วยสร้างความเป็นมืออาชีพให้ช่างไฟสู่ยุคดิจิทัล แอปฯ ช่างไฟชไนเดอร์ ยังเป็นเหมือนที่ปรึกษาให้ความรู้เคล็ดลับการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าให้รวดเร็วและปลอดภัย ช่างไฟสามารถค้นหาร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าใกล้ไซต์งานที่สุด เพื่อลดเวลาในการเดินทาง และสามารถโทรคุยเรื่องราคาได้ในทันที เรียกได้ว่าครบ จบที่เดียว

ระยะห่าง…แค่ทางสังคม สานมิตรภาพอย่างใกล้ชิด ด้วยระบบดิจิทัล

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เชื่อว่าความรู้ไม่มีวันจบสิ้น โดยเฉพาะความรู้ที่จะช่วยสนับสนุนในอาชีพให้ช่างไฟ โดย ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มีการจัดการอบรมวิชาชีพโดยการยกห้องสัมมนาขึ้นไปไว้ในระบบออนไลน์ โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคด้านไฟฟ้า และด้านที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มาร่วมนำเสนอในหัวข้อที่แตกต่างกันไปในแต่ละเดือน โดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น ยูทูบ เป็นต้น โดยได้รับการตอบรับจากช่างไฟ ในการเข้าร่วมบนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทาง ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จัดไว้ให้ในแต่ละครั้งเป็นจำนวนมาก

จับมือภาครัฐ ยกระดับองค์ความรู้ให้ช่างไฟ เรียนรู้เทคโนโลยีผ่านระบบดิจิทัล

เพื่อให้ช่างไฟได้พัฒนาองค์ความรู้มากขึ้น ควบคู่ไปกับที่ช่างไฟต้องมีเอกสารรับรองมาตรฐานการประกอบวิชาชีพตามที่กระทรวงแรงงานกำหนด ดังนั้นที่ผ่านมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงได้จัดกิจกรรมอบรมความรู้และเสริมทักษะให้ช่างไฟ เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับระบบไฟฟ้ามากขึ้น พัฒนาความรู้ให้เข้าเกณฑ์มาตรฐานและได้รับใบอนุญาตจากภาครัฐ ทำให้ช่างไฟสามารถประกอบวิชาชีพได้อย่างมั่นใจ ได้มาตรฐานและปลอดภัย

นอกจากนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานในการถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีไฟฟ้า และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ โดยมอบอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้กับกรมฯ อาทิ ชุดอุปกรณ์สาธิต เซอร์กิตเบรกเกอร์ ตู้ไฟ และชุดอุปกรณ์โฮมออโตเมชัน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในยุคปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนให้ช่างไฟสามารถมีองค์ความรู้ทัดเทียมกับช่างไฟทั่วโลก เพื่อรองรับสังคมเมืองที่มีการเติบโตขึ้นในปัจจุบัน

“เราเชื่อว่าการทำธุรกิจที่ยั่งยืน นอกจากการมีผลิตภัณฑ์ที่ดีและแตกต่างแล้ว ยังต้องมอบมิตรภาพที่ดีให้กับอีโคซิสเต็มของเรา เมื่อเรามีกิจกรรมช่วยเหลือสังคมที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า อาทิ การร่วมกันวางระบบไฟฟ้าให้โรงเรียน วัดและชุมชนต่างๆ ท ก็ได้รับความช่วยเหลือจากช่างไฟในพื้นที่นั้นๆ เสมอมา

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังคงทุ่มเท มุ่งมั่น ในการมอบความเชี่ยวชาญ และองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี เพื่อต่อยอดอาชีพให้ช่างไฟในประเทศไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นใจ เพื่อที่พวกเขาจะได้ใช้วิชาชีพในการช่วยเหลือสังคมและลูกค้าของพวกเขาให้มีระบบไฟฟ้าในบ้าน อาคาร ที่ปลอดภัย อย่างยั่งยืนมากขึ้น” นายกุศลกล่าวทิ้งท้าย

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เผยวิสัยทัศน์ “นึก ชลเดช” นายกสมาคมฟินเทค ตั้งเป้าดันประเทศไทย สู่ Top 5 ฟินเทคฮับในเอเชีย ภายใน 2 ปี

กรุงเทพมหานคร (13 กันยายน 64) – ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว สำหรับนายกสมาคมฟินเทค ประเทศไทย ไม่ผิดโผทุกคนต่างเทคะแนนให้กับ คุณนึกชลเดช เขมะรัตนา และ ทีมบอร์ดบริหารสุดแข็งแกร่ง ที่แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญในด้าน Fintech ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น คุณท๊อปจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ที่มีความถนัดเรื่อง Digital Asset คุณมิล-อมฤต ฟรานเซน ที่ทำงานด้าน Insurtech มาหลายปี คุณโย่-ภคมน ตุลยาพิศิษฐ์ชัย ที่ปัจจุบันได้คลุกคลีอยู่ในวงการ Lending และสุดท้าย คุณเอก-เอกสิทธิ์ เดี่ยววณิชย์ ที่มีความเชี่ยวชาญในด้าน Crowdfunding โดยทางคุณชลเดช ผู้สวมหมวกนายกสมาคมคนใหม่ล่าสุดนั้น ปัจจุบันเป็นผู้บริหารในบริษัท Wealth Tech ชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกยอมรับจากทั้งวงการฟินเทค และแวดวงตลาดทุนในบ้านเรามากที่สุดคนนึง

คุณชลเดช เขมะรัตนา เผยแผนปั้นสมาคมฟินเทคประเทศไทย ให้เป็นศูนย์รวมของผู้มีส่วนได้เสียทุกหน่วยงานเพื่อร่วมกันใช้ฟินเทคพัฒนาอุตสาหกรรมการเงินอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับประเทศและในระดับนานาชาติ โดยผู้ที่มีส่วนได้เสียไม่ได้มีแค่เฉพาะสตาร์ทอัพอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงธนาคาร บล. บลจ. บริษัทประกัน หรือผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีทั้งในและต่างประเทศ หน่วยงานกำกับดูแล และประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นผู้ใช้บริการ

ตั้งต้นด้วยการปรับโฉม สร้างความเข้าใจใหม่สู่การเป็น “สมาคมของทุกคน”

เราต้องปรับภาพลักษณ์ให้สมาคมเข้าถึงได้ง่าย เป็นสมาคมของทุกคน ทั้งคนไทยและต่างประเทศที่เข้ามาตั้งธุรกิจในประเทศไทย โดยสมาคมฟินเทคประเทศไทยได้เริ่มติดต่อกับสมาคมฟินเทคในต่างประเทศแล้ว ซึ่งเริ่มจากการหาความร่วมมือกับประเทศที่เป็น Global Fintech Hub ก่อน เช่น อังกฤษ จีน สิงคโปร์ เป็นต้น นอกจากนี้ สมาคมฟินเทคยังได้ Rebranding โดยการเปลี่ยนโลโก้ให้มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเรียกสมาคมภาษาอังกฤษเป็น TFA ย่อมาจาก Thai Fintech Association

ความท้าทาย 52 สัปดาห์แรก แห่งการสร้าง Networking และ Infrastructure

ความท้าทายแรก คือ ต้องปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ทั้งหมดให้สำเร็จโดยไว โดย TFA แบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วน คือ 52 สัปดาห์แรก และ 52 สัปดาห์หลัง ในส่วนแรกจะเน้นขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งวางโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแรง การมี Networking ที่ดีจะช่วยให้ผู้ประกอบการด้านฟินเทคเข้ามาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้ในหลายแง่มุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวกับระเบียบและกฎเกณฑ์ทางการ เพราะประเทศไทยมีหน่วยงานกำกับดูแลหลายหน่วยงาน ดังนั้น TFA จึงมีความตั้งใจที่จะช่วยประสานงานกับผู้ประกอบการฟินเทคและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง โดยเริ่มการประชุมเป็นประจำทุกเดือนกับธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน กลต. และสำนักงาน คปภ. เพื่อวางแผนและทำงานร่วมกันในการพัฒนาวงการฟินเทคในประเทศไทย โครงสร้างพื้นฐานที่ TFA อยากผลักดันให้เกิดขึ้นคือ API Exchange  โดยการอาสาเป็นเจ้าภาพในการพัฒนา Market Place สำหรับเผยแพร่และแลกเปลี่ยน API เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาบริการด้านฟินเทคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องทำงานซ้ำซ้อนกัน ใครทำเรื่องอะไรได้ดีก็ให้ทำออกมาในรูปแบบ API ให้หน่วยงานอื่นสามารถนำไปใช้ต่อได้แล้วค่อยมาแบ่งรายได้หรือจ่ายค่าบริการตามการใช้งานจริง ซึ่งในปัจจุบันมีหน่วยงานที่ทำเรื่อง Open API ได้ดีอยู่แล้ว TFA จึงสามารถร่วมงานกับหน่วยงานดังกล่าวเพื่อกำหนดรูปแบบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และวาง API Roadmap สำหรับการขยายฐานผู้ใช้งาน API Exchange ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งเชื่อมต่อกับ API Exchange อื่นที่มีอยู่ในต่างประเทศ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเปิดตลาดไปยังต่างประเทศได้ และให้ผู้ประกอบการต่างประเทศมาลงทุนทำธุรกิจด้านฟินเทคในประเทศไทยได้เช่นกัน

52 สัปดาห์หลัง ต่อยอดฟินเทคสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการเสริมช่องทางความรู้ด้านฟินเทค และดึงความสนใจจาก VC ต่างชาติ

ใน 52 สัปดาห์หลังจะเป็นการต่อยอดจากในส่วนแรก ด้วยการสร้างความร่วมมือกับสตาร์ทอัพ และสถาบันการเงิน ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมใช้ Networking ทั้งหมดที่หามาสร้างให้อุตสาหกรรมฟินเทคในประเทศไทยสามารถอยู่ได้แบบยั่งยืน  ซึ่งการทำให้ยั่งยืนนั้นเราต้องเริ่มตั้งแต่รากฐานก็คือการสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ Fintech ให้แก่คนในประเทศ แต่ในไทยเรายังขาดช่องทางที่หาความรู้เกี่ยวกับเรื่องฟินเทคและการเงินการลงทุนทั่วไป หรือหากมีข้อมูลดังกล่าวก็อาจจะไม่ครบถ้วน หรือดูยากเกิน ดังนั้น TFA จึงอยากจะช่วยเหลือในส่วนนี้ โดยการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจฟินเทคมากขึ้น และรู้ว่าตนเองกำลังจะใช้บริการทางการเงินอะไร มีวิธีการและขั้นตอนรวมไปถึงความเสี่ยงและผลประโยชน์จากการใช้บริการทางการเงินนั้นๆ อย่างไรบ้าง TFA จึงได้มีการวางแผนจัดทำคอร์สด้านการเงินและฟินเทค โดยวิทยากรจะมาจากผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ Fintech ทั้งในและต่างประเทศ โดยกรรมการบริหาร TFA ก็จะเป็นวิทยากรเองด้วยเช่นกัน ซึ่งเราจะมีโควตาสำหรับสมาชิกให้สามารถร่วมเรียนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้เรายังวางแผนจัดทำหลักสูตรและให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินทั่วไปและฟินเทค ให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าเราไปสอนเด็กที่เรียนบริหารฝั่งการเงิน และฝั่งเทคโนโลยีให้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการเงิน และ ฟินเทค เราก็จะได้คนรุ่นใหม่ที่เข้าใจสินค้าทางการเงิน มีภูมิคุ้มกันตัวเองมากขึ้น โดนหลอกได้ยาก รู้จักลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ และสามารถกลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพในวงการฟินเทค ประเทศไทยในอนาคตได้

ส่วนการสร้างแรงดึงดูดความสนใจจาก VC ต่างชาตินั้น ที่ผ่านมานักลงทุนต่างประเทศยังไม่รู้จักฟินเทค ในประเทศไทยมากนัก TFA จึงอยากทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมฟินเทค ประเทศไทยให้กับนักลงทุนต่างประเทศ ด้วยการจัดงาน Roadshow กับทางต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้ก็ต้องเป็นในรูปแบบออนไลน์ไปก่อน  โดยงานดังกล่าวจะเป็นการแบ่งปันองค์ความรู้ของแต่ละประเทศ และเป็นการทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามารู้จักกับสตาร์ทอัพที่เป็นฟินเทคในไทยมากขึ้น นอกจากนี้เราจะมีการจัดทำ Database บริษัทฟินเทค ในประเทศไทยโดยแบ่งตามกลุ่มธุรกิจและรอบการระดมทุน เพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลเบื้องต้นในการเลือกลงทุนกับสตาร์ทอัพในไทยก่อนด้วย

ตั้งเป้าผลักดันประเทศไทย สู่ Top 5 ฟินเทคฮับ ในเอเชีย ภายใน 2 ปี

TFA ต้องการสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทุกคนด้วยการเป็นศูนย์กลางด้านฟินเทค เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงและเข้าใจบริการด้านฟินเทคอย่างถ่องแท้มากขึ้น พร้อมมุ่งให้ผู้ประกอบการมีช่องทางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเพื่อนๆ ที่อยู่ในวงการฟินเทคได้มีระบบ API ที่มีมาตรฐานให้สามารถนำไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องทำใหม่ขึ้นมาเอง และยังสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่เป็น Talent ด้านการเงิน และฟินเทคโดยเฉพาะ รวมไปถึงการได้เข้าถึงนักลงทุนในระดับต่างประเทศ ผ่านตัวกลางอย่าง TFA  โดยเราตั้งเป้าให้ประเทศไทยติดอันดับ Top 5 ฟินเทคฮับในเอเชียภายใน 2 ปี ผ่านแผนกลยุทธ์ทั้งหมดที่กล่าวมาโดยมีผู้ส่วนได้เสียในอุตสาหกรรมการเงินและฟินเทคเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาฟินเทค ประเทศไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

————-

เกี่ยวกับ “สมาคมฟินเทคประเทศไทย”

Thai Fintech Association (TFA) หรือ สมาคมฟินเทคประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งเมื่อปี 2016 โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม Fintech ของประเทศไทย ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระดับนานาชาติ

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/ThaiFintechAssociation


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท เปิดสาขาใหม่ อิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง ร้านเดียวครบ มีทุกอย่างที่ธุรกิจต้องการ

ออฟฟิศเมท  ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โรงงาน และเครื่องใช้เพื่อการดำเนินธุรกิจชั้นนำของไทย เปิดร้านออฟฟิศเมท สาขาใหม่ สาขา อิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง ชั้น 3 กลางเมืองสมุทรปราการ ร้านเดียวมีครบ ตอบโจทย์ทุกธุรกิจ มีสินค้าทุกอย่างที่ธุรกิจต้องใช้ สามารถเลือกสรรได้มากกว่า 60,000 รายการ ช้อปสะดวกได้ที่ร้าน ซึ่งเปิดให้บริการทุกวัน 11.00 – 19.00 น., สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ในร้าน หรือ โทร 090-899-0332 และ Chat & Shop ที่ Line: https://lin.ee/xFcDGmq พร้อมบริการจัดส่งฟรีถึงบ้าน/ธุรกิจคุณ เมื่อช้อปครบ 499.-* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)

พิเศษ…ฉลองเปิดสาขาใหม่! 10 ก.ย. 64 – 21 ก.ย. 64 ลดจัดเต็มสูงสุด 70% พบกับอุปกรณ์สำนักงาน และไอทีแบรนด์ดัง อาทิ เมาส์ไร้สาย หูฟัง ชุดคีย์บอร์ด เครื่องคิดเลข เครื่องฟอกอากาศ มัลติฟังก์ชันปริ้นเตอร์ และปากกา, สินค้าซื้อ 1 แถม 1 สุดคุ้ม อาทิ เทปใส เทปโฟม ซองใส่เอกสาร และ เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน Furradec ลดสูงสุดถึง 65% อาทิ โต๊ะทำงาน เก้าอี้ผู้บริหาร และเก้าอี้สำนักงาน เป็นต้น ช้อปครบรับฟรีทันทีของสมนาคุณ* และรับสิทธิ์ผ่อน 0%* นานสูงสุด 3 เดือนกับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผู้บริหารไอทีจะปิดช่องโหว่พร้อมนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลที่ลื่นไหลกว่าแก่ลูกค้าได้อย่างไร?

โดย มาร์ค วีเซอร์ รองประธานประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของเอาท์ซิสเต็มส์

ในปี 2563 ที่ผ่านมา โลกของเราได้ก้าวเข้าสู่ออนไลน์อย่างแท้จริง และการเปลี่ยนแปลงนี้จะดำเนินไปอย่างไม่มีวันถอยกลับ ดังนั้นองค์กรธุรกิจจึงจำเป็นต้องนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลที่เหนือกว่าให้แก่ลูกค้าเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและประสบความสำเร็จทั้งในปีนี้และในอนาคต  แบรนด์ต่าง ๆ อาจคิดว่าตนเองนำเสนอประสบการณ์ได้ดีพอแล้ว แต่ลูกค้ากลับไม่คิดเช่นนั้น และด้วยเหตุนี้ผู้บริหารไอทีจึงต้องเข้ามามีบทบาทช่วยองค์กรปิดช่องโหว่ดังกล่าว

มาตรการล็อคดาวน์ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร ตัวอย่างเช่นปีที่แล้วมีลูกค้า 35 เปอร์เซ็นต์ใช้ออนไลน์แบงค์กิ้งเพิ่มมากขึ้น และส่วนใหญ่จะยังคงใช้ต่อไปหลังจากที่ธุรกิจเริ่มกลับเข้าสู่ ‘ภาวะปกติ’ ดังนั้นการนำเสนอประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้แก่ลูกค้าบนระบบดิจิทัลจึงนับว่ามีความสำคัญอย่างมาก

ที่จริงแล้ว องค์กรต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนในเรื่องประสบการณ์สำหรับลูกค้า (Customer Experience – CX) และสร้างแอปพลิเคชันที่จำเป็นสำหรับการรองรับ CX โดยผลการสำรวจความคิดเห็นจาก Harvey Nash – KPMG CIO Survey ชี้ว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีเรื่องใหญ่ ๆ สองเรื่องที่องค์กรธุรกิจให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ ประสบการณ์ของลูกค้า แม้กระทั่งหลังช่วงการแพร่ระบาดไปแล้ว องค์กรก็ยังคงมุ่งเน้นสองเรื่องนี้มากที่สุด  รายงานจากการ์ทเนอร์ยังระบุว่า 91% ขององค์กรที่ตอบแบบสอบถามกำหนดให้ CX เป็นเป้าหมายหลักสำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ดิจิทัล  การใช้มาตรการล็อคดาวน์และการโยกย้ายสู่ระบบออนไลน์ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องตามมา นับเป็นปัจจัยเร่งที่กระตุ้นการลงทุนในส่วนนี้ โดยบริษัทที่เคยมองว่าการนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลให้แก่ลูกค้าเป็นเพียง ‘ทางเลือกหนึ่ง’ เพราะตอนนั้นธุรกรรมที่ทำกับลูกค้าส่วนใหญ่เป็นการติดต่อแบบพบปะเห็นหน้ากันโดยตรง แต่ทุกวันนี้ช่องทางดิจิทัลได้กลายเป็น ‘สิ่งที่ธุรกิจต้องมี’ สำหรับการรองรับธุรกรรมออนไลน์จำนวนมาก

สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ดีพอแล้วหรือยัง?

ข้อเท็จจริงก็คือ การนำเสนอบริการดิจิทัลเพียงแค่ในระดับพื้นฐานไม่ใช่สิ่งที่เพียงพออีกต่อไป องค์กรจำเป็นต้องจัดหาบริการระดับชั้นนำที่ดีที่สุด ข้อมูลจากการ์ทเนอร์ชี้ว่า บริษัทกว่าสองในสาม แข่งขันกันนำเสนอ CX ระดับพื้นฐานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าหากบริษัทนำเสนอประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดี ลูกค้าก็จะหันไปซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทคู่แข่งในทันทีได้อย่างง่ายดายด้วยการคลิกหน้าจอเพียงไม่กี่ครั้ง แม้ว่าแบรนด์ต่าง ๆ จะเข้าใจความจริงดังกล่าว แต่ 80% ก็ยังเชื่อว่าตนเองนำเสนอประสบการณ์ที่เหนือกว่าคู่แข่ง

อย่างไรก็ตาม การมองโลกในแง่ดีนี้กลับสวนทางกับความเป็นจริง เพราะข้อมูลจากการ์ทเนอร์ยังระบุว่า ราว 65% ของบริษัทที่ทำธุรกิจแบบ B2C และ 75% ของบริษัทที่ทำธุรกิจแบบ B2B ยังล้าหลังในแง่ของการปรับเปลี่ยน CX ซึ่งนั่นก่อให้เกิดปัญหา “ช่องว่างในการให้บริการ” โดยมีลูกค้าเพียงแค่ 8% เท่านั้นที่ยอมรับว่าตนเองได้รับประสบการณ์ที่เหนือกว่า  เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่ให้ความสำคัญอย่างมากต่อประสบการณ์ลูกค้า ดังนั้นผู้บริหารไอทีจึงมองว่าการแก้ไขปัญหาช่องว่างดังกล่าวถือเป็นภารกิจสำคัญอย่างหนึ่ง แต่การดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ว่านี้นับเป็นเรื่องยาก ดังนั้นผู้บริหารไอทีจึงตกอยู่ในภาวะกดดันเพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

แน่นอนว่าฝ่ายไอทีต้องเผชิญกับแรงกดดันมาโดยตลอดทั้งในเรื่องของการดูแลรักษาระบบไอทีที่มีอยู่ และการพัฒนาแอปพลิเคชัน ระบบ และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลให้แก่ลูกค้าเพื่อรองรับอนาคต และทุกวันนี้แรงกดดันดังกล่าวไปถึงจุดแตกหักที่ฝ่ายไอทีไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไป  ก่อนหน้านี้ที่พนักงานยังทำงานอยู่ในองค์กรที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ‘การดูแลระบบให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง’ ก็ถือเป็นงานที่ยากพอแล้ว แต่ปัจจุบันยังต้องเจอโจทย์ใหม่ เมื่อพนักงานหลายร้อยหรือหลายพันคนทำงานจากที่บ้าน ส่งผลให้ฝ่ายไอทีทำงานหนักขึ้น จนไม่มีเวลาตอบสนองต่อความต้องการหรือความจำเป็นในอนาคตของธุรกิจ

ยกระดับจากแนวทางแบบ Agile ไปสู่แนวทางใหม่

แนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบเก่าที่เป็นขั้นตอนแบบไล่ระดับลงมาหรือที่เรียกว่าแนวทางแบบ ‘Waterfall’ กลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว และแม้กระทั่งแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ ‘Agile’ ก็ยังไม่สามารถตอบสนองต่อตารางเวลาที่เร่งรีบในการติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันเพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจในปัจจุบั  ทางที่ดีผู้บริหารไอทีควรพัฒนาต่อยอดไปให้ไกลกว่าแนวทางแบบ Agile โดยปรับใช้แนวทางใหม่ในการพัฒนาแอปพลิเคชันที่มีการใช้ระบบอัตโนมัติขั้นสูง ระบบอัจฉริยะ และความสามารถในการนำมาใช้ซ้ำได้  ฝ่ายไอที และองค์กรธุรกิจโดยรวม จะต้องเลิกมองว่าช่องทางติดต่อและแอปพลิเคชันต่าง ๆ สำหรับขั้นตอนการดำเนินการของลูกค้าเป็นระบบที่แยกออกจากกัน ซึ่งแต่ละระบบจะถูกพัฒนาและจัดการโดยทีมงานที่กำหนดไว้เฉพาะเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านธุรกิจโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ผู้บริหารไอทีจำเป็นต้องปรับใช้แพลตฟอร์มที่ทันสมัยซึ่งขับเคลื่อนด้วยระบบ AI เพื่อเร่งการทำงานที่มีอยู่ และก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่แพลตฟอร์มนี้จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วให้กับกระบวนการพัฒนาแอปพลิเคชันทุกประเภทสำหรับลูกค้า โดยครอบคลุมทุกช่องทางการติดต่อ พร้อมทั้งให้ความยืดหยุ่นอย่างเต็มที่ และแพลตฟอร์มดังกล่าวยังรองรับการสร้าง “ระบบประสบการณ์” (Experience System) ซึ่งหมายถึงชุดคอมโพเนนต์หรือโมดูลที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้อย่างง่ายดายสำหรับพัฒนาช่องทางและแอปพลิเคชันต่าง ๆ  ช่วยให้บุคลากรไอทีไม่ต้องทำงานพัฒนาที่ซ้ำซ้อนกัน ทั้งยังช่วยลดความยุ่งยากซับซ้อน และเพิ่มความรวดเร็วในการนำแอปพลิเคชันและบริการออกสู่ตลาด โดยทั้งหมดนี้มีความสอดคล้องกันสำหรับทุกขั้นตอนการดำเนินการของลูกค้าบนระบบดิจิทัล  คอมโพเนนต์ของแอปพลิเคชันที่ประกอบด้วย Experience System ที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มดังกล่าว นอกจากจะมี UI และองค์ประกอบด้านภาพแล้ว ยังประกอบด้วยตรรกะทางธุรกิจ (Business Logic), กระบวนการข้อมูล และการบูรณาการโดยสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น (เข้ากับบริการของบริษัทอื่น, API หรือระบบหลักที่มีอยู่ เป็นต้น)  และเนื่องจากคอมโพเนนต์ที่ว่านี้ถูกนำกลับมาใช้สำหรับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ทั้งหมด ดังนั้นเมื่อต้องการปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป กฎระเบียบ หรือพลวัตด้านการแข่งขัน ก็สามารถปรับเพียงครั้งเดียว แล้วคัดลอกไปยังส่วนอื่น ๆ ที่มีการใช้งานคอมโพเนนต์นั้น ๆ ได้ทันที

สรุปก็คือ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจ ฝ่ายไอทีจะต้องเปลี่ยนย้ายจากแนวทางการพัฒนาแบบ Agile ไปสู่แนวทางใหม่สำหรับการนำเสนอซอฟต์แวร์ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาช่องว่างระหว่างสิ่งที่องค์กรธุรกิจเชื่อว่าตนเองกำลังนำเสนอ กับประสบการณ์จริงที่ลูกค้าได้รับ รวมไปถึงการตอบสนองที่รวดเร็วอย่างที่ลูกค้าต้องการ

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านซอฟต์แวร์  แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน OutSystems ประกอบด้วยเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมต่อกันและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนภายในองค์กร  ด้วย Community member กว่า 435,000 ราย พนักงานมากกว่า 1,500 คน พันธมิตรกว่า 350 ราย และลูกค้าหลายพันรายใน 87 ประเทศ ใน 22 กลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจของเอาท์ซิสเต็มส์ครอบคลุมทั่วโลก และช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.outsystems.com หรือติดตามเราบน Twitter @OutSystems หรือ LinkedIn ที่ https://www.linkedin.com/company/outsystems.


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

GROWTH ai สตาร์ทอัพไทยรายเดียวได้รับเลือก จาก Facebook สำนักงานใหญ่เข้าร่วม Facebook Accelerator : Business Solutions Program ในปี 64 นี้

9 กันยายน 2564 – Facebook สำนักงานใหญ่ประกาศรายชื่อ 61 สตาร์ทอัพที่ได้รับคัดเลือกอย่างเข้มข้นจากใบสมัครกว่า 15,000 ใบจากทั่วโลก เพื่อให้เข้าร่วม Facebook Accelerator : Business Solutions Program โดยคัดเลือกจากสตาร์ทอัพที่มีเทคโนโลยี CDP, System Integrators, Service Apps, Creative Apps และที่สำคัญคือเทคโนโลยีนั้นต้องซัพพอร์ทธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี

สตาร์ทอัพไทยรายเดียวจากทั่วโลก

สตาร์ทอัพที่ได้รับการเลือกมาจากหลากหลายประเทศทั่วโลก อาทิเช่น United Kingdom, Sweden, Denmark, Germany, Italy, South Korea, China, Australia, New Zealand, Taiwan, Japan, Vietnam มีบ.แอนะลิติสต์ เพียงบริษัทเดียวที่มาจากประเทศไทยได้รับเลือกให้เข้าร่วมทดลองเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ต่างๆของ Facebook

GROWTHai หนึ่งใน 22 CDP จากทั่วโลก

โดยในปีนี้ทาง Facebook มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับ CDP ( Customer Data Platform ) เพื่อให้ธุรกิจและแบรนด์ต่างๆสามารถนำข้อมูลทั้งหมดที่มีทั้งออนไลน์และออฟไลน์มาใช้ร่วมกันได้อย่างมีประโยชน์สูงสุด  ซึ่ง GROWTHai เป็น CDP จากประเทศไทยที่ได้รับการเลือกให้เข้าร่วมพร้อมกับ CDP จากนานาชาติ

ชลธิชา แสงพันธุ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและCEO บริษัท แอนะลิติสต์ จำกัด ผู้สร้างแพลตฟอร์ม GROWTHai เผยถึงความภูมิใจในการได้รับเกียรติครั้งนี้และกล่าวว่า อยากให้แพลตฟอร์ม GROWTHai ซึ่งเกิดจากบริษัทคนไทย 100% นี้เป็นตัวแทนของคนไทยที่จะไปเรียนรู้ แบ่งปัน และในทางกลับกันก็เป็นโอกาสไปรับความรู้จากสตาร์ทอัพ CDP จากทั่วโลก และมุ่งเน้นสร้างความสัมพันธ์เพื่อขยายธุรกิจร่วมกันในอนาคตอีกด้วย

ธุรกิจไทยต้องมีเครื่องมือทางการตลาดที่ชาญฉลาด และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยอย่างแท้จริง สังเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันเวลา และที่สำคัญอยู่ในงบประมาณที่คุ้มการลงทุนได้ในระยะเวลาอันสั้น “GROWTH ai” จึงเป็นการลงทุนทางการตลาดที่คุ้มค่าที่สุดในยุคนี้

GROWTHai คือ CDP ( Customer Data Platform) หรือ Martech เทคโนโลยีเพื่อการตลาดที่ทรงพลังและชาญฉลาด ยกระดับความสามารถการตลาดไทยนำทุกธุรกิจมุ่งสู่ Growth Marketing อย่างแท้จริง หรือ ในเชิงเทคนิค GROWTHai คือ เครื่องมือการตลาดแบบอัตโนมัติ ขับเคลื่อนด้วยผลดาต้าที่มาจากการวิเคราะห์เชิงลึกในแบบเรียลไทม์ (https://www.youtube.com/watch?v=K4bS0vnaNMA)

GROWTHai Predict ด้วยพลังของ Deep Data Science

สร้างภาพ 3 มิติ จากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ครบจบในจอเดียว เจาะ consumer insights ค้นพบพฤติกรรมเชิงลึก ความต้องการใหม่ๆ หรือแม้แต่ความ “ไม่ต้องการ” ใหม่ๆ ไปจนถึงการคาดการณ์เทรนด์พฤติกรรมในอนาคต  Visualize Performance ได้แบบ Real-time เพื่อทุกการตัดสินใจของธุรกิจจะลดความผิดพลาด และรวดเร็วกว่าที่เคย  ให้แคมเปญการตลาดมีประสิทธิภาพสูงสุด อุดรูรั่ว ลงทุนได้ถูกที่ ถูกช่องทาง

GROWTHai Customer 360 รวมทุกข้อมูลจากทุกช่องทางเข้าด้วยกัน

เป็นภาพลูกค้าที่เต็มใบครบ 360 องศา ค้นพบแพทเทรินการซื้อที่เฉพาะบุคคลผ่านช่องทางและสินค้าที่หลากหลาย คาดเดาพฤติกรรมในอนาคตได้แม่นยำ เพื่อให้เข้าใจลูกค้าได้อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

GROWTHai Segment เพราะลูกค้าทุกคนไม่เหมือนกัน จึงมีความต้องการที่แตกต่างกัน

เพื่อให้คุณนำเสนอสินค้าได้ตรงใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น ระบบเราจะจัด Segment มาให้อัตโนมัติ แต่คุณก็สามารถสร้าง segment ได้ตามใจที่ต้องการเลย เลือกจากพฤติกรรม ความชอบ ทั้งในอดีตและอนาคต ยิ่งเข้าใจลูกค้า ยิ่งหาวิธีเอาชนะใจเค้าได้ง่าย

GROWTHai Automation สร้าง Customer Experience และ Customer Journey ที่ดีที่สุด

เพื่อดูแลลูกค้าในแต่ละ segment, แต่ละความต้องการ, แต่ละ stage ใน lifecycle ได้ผ่านระบบอัตโนมัติเลย  ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มยอด, กู้ยอด หรือ ขยายฐานลูกค้า ทุกข้อความที่ส่งออกจาก GROWTHai  เป็นระบบ Hyper-personalized การส่งแบบหนึ่งต่อหนึ่งผ่าน  Line, SMS, Email, Website, App Notification สร้างความประทับใจให้ลูกค้าของคุณได้แนบเนียนจนเกิดยอดขายได้ง่ายๆ ไม่ต้องเปลืองเวลา ให้ AI ทำงานแทน

GROWTHai Protection

ใช้ดาต้าไร้กังวลด้วยระบบขอ consent, เก็บ และบริหาร consent อัตโนมัติที่มีมาให้ด้วยในตัว ครบจบในระบบเดียว

แหล่งที่มาของข้อมูลจาก Facebook Global

https://developers.facebook.com/blog/post/2021/09/08/meet-innovative-startups-facebook-accelerator-business-solutions-program/

เกี่ยวกับบริษัท แอนะลิติสต์ จำกัด

บริษัท แอนะลิติสต์ จำกัด คือ ผู้เชี่ยวชาญการแก้ปัญหาธุรกิจด้วยดาต้า มุ่งเน้นให้บริการและคำปรึกษาด้านการทำโครงการดาต้า และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกผ่านเทคโนโลยีและดาต้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างการเติบโตให้แก่ธุรกิจ  ปัจจุบันได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าแบรนด์ดังมากมาย  อาทิเช่น ไทยสมุทรประกันชีวิต, เอไอจีประกันภัย, The Pizza Company, Dumex และ โฮมโปร เป็นต้น

บริษัท แอนะลิติสต์ จำกัด คือ บริษัทคนไทย 100% ก่อตั้งโดยชลธิชา แสงพันธุ์ นักการตลาดสายวิเคราะห์ประสบการ์ณยาวนานกว่า 16 ปี สร้างแบรนด์มากมายให้ประสบความสำเร็จผ่านการวิเคราะห์และใช้ข้อมูลให้คุ้มค่า ทำยอดขายให้ธุรกิจหลักร้อยล้านไปจนถึงหมื่นล้าน ทั้งระดับ Global และ Local รวมถึงการเปิด SME ออนไลน์

เกี่ยวกับ GROWTHai

อ่านว่า โกรท-เอไอ เพราะเป็นเทคโนโลยีการตลาดเพื่อสร้างการเติบโตอย่างแท้จริง

อ่านว่า โกรว์-ไทย  เพราะเกิดมาโดยคนไทยเพื่อตอบโจทย์การตลาดชาวไทยให้แอดวานซ์ไปอีกขั้น

GROWTHai คือ CDP ( Customer Data Platform) หรือ Martech เทคโนโลยีเพื่อการตลาดที่ทรงพลังและชาญฉลาด ยกระดับความสามารถการตลาดไทยนำทุกธุรกิจมุ่งสู่ Growth Marketing อย่างแท้จริง ในเชิงเทคนิค GROWTHai คือ เครื่องมือการตลาดแบบอัตโนมัติ ขับเคลื่อนด้วยผลดาต้าที่มาจากการวิเคราะห์เชิงลึกในแบบเรียลไทม์  (https://www.youtube.com/watch?v=K4bS0vnaNMA)


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กรมการท่องเที่ยวจัดอบรมเตรียมความพร้อมเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวแบบออนไลน์ ฟรี ผ่าน ‎ZOOM Cloud Meetings

กรมการท่องเที่ยว โดยกองทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ขอเชิญผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้สนใจ เข้าร่วมการอบรมเสริมศักยภาพเพื่อยกระดับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวเข้าสู่มาตรฐาน ผ่านระบบออนไลน์ (ZOOM Cloud Meetings) ไม่มีค่าใช้จ่าย ในหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพธุรกิจนำเที่ยว สร้างโอกาสฝ่าวิกฤติ COVID-19”

-️ มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย
-️ สร้างมูลค่าเพิ่มด้วย Content Marketing
-️ การให้บริการอย่างมีมาตรฐาน

ในวันพุธที่ 15 กันยายน 2564 เวลา 08.30-16.00 น.

อบรมโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมร่วมกิจกรรมเพื่อรับของที่ระลึกจากกรมการท่องเที่ยว ลงทะเบียนได้โดยสแกน QR Code หรือ 

#กรมการท่องเที่ยว #กองทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ #ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว #บริษัททัวร์ #โควิด19 #COVID19

ลงทะเบียน https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSc3n5aic_2dTQ4lhb9xKf-HX8aSxJwzP-LGAPEby-eptn4_4w/viewform


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: บนเส้นทางด่วน

องค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังสุกงอมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางอิเล็กทรอนิกส์ประกอบกับโควิด-19 ที่เป็นตัวเร่งสำคัญ มีโอกาสในการสร้างการเติบโตระยะยาวที่โดดเด่นแก่นักลงทุนถึง 3 ตัวด้วยกันตามมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในทีมตลาดทุนเกิดใหม่ของ แฟรงคลิน เทมเพิลตัน นายเคลาส์ บอร์น และ นางสาว อี้ ผิง เลี่ยว: ได้แก่ อีคอมเมิร์ซ ฟินเทค และอุตสาหกรรมเกม

โควิด-19 เร่งความเร็วการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คล้ายคลึงกับกรณีการระบาดของโรคซาร์ส1 ที่กระตุ้นการเกิดยุคดิจิทัลในประเทศจีนเมื่อ 10 ปีที่แล้วให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งยังมีปัจจัยเกื้อหนุนมากมายที่มาตรงจังหวะกับการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางอิเล็กทรอนิกส์กับองค์กรธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประชากรรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับมือถือ  (Mobile First)  การปรับปรุงเครือข่ายด้านการสื่อสารและราคาสมาร์ทโฟนที่จับต้องได้ ล้วนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนบริการอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ ในภูมิภาคฯ

เราเห็นศักยภาพมหาศาลในเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางนวัตกรรมที่พัฒนารุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีโอกาสการลงทุนที่โดดเด่นอยู่ 3 กลุ่มที่จะสร้างการเติบโตระยะยาวให้กับนักลงทุน ได้แก่

  • อีคอมเมิร์ซ: อุตสาหกรรมนี้ไม่มีการเข้าไปเจาะลึกมากเท่าที่ควรแม้จะมียอดขายพุ่งทยาน ซึ่งการขยายของโมเดลธุรกิจที่แตกต่างกันนั้นสร้างโอกาสกับธุรกิจขนาดเล็กแบบเดิมให้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในระบบดิจิทัล
  • เทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค): ประชากรกลุ่มที่ไม่มีบัญชีธนาคารและใช้เงินสดเป็นหลักได้หลั่งไหลเข้าสู่บริการจากบริษัทฟินเทคหลายแห่ง โดยบริษัทฯ ส่วนใหญ่นำเสนอบริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallets) เป็นประตูด่านแรกเพื่อเปิดไปสู่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายขึ้น
  • อุตสาหกรรมเกม: เกมต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จได้นั้นเป็นเพราะการขยายฐานผู้เล่นไปทั่วโลก โดยหลาย ๆ เกมยังเดินหน้าพัฒนาไปสู่ความเป็นโซเชียลที่รวมฟังก์ชั่นการแชทและโหมดความบันเทิงเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้เล่นและเสริมศักยภาพในการสร้างรายได้

รายชื่อบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมเหล่านี้มีแนวโน้มว่าจะช่วยฟื้นคืนตลาดหุ้นต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่โฟกัสมุมมองเศรษฐกิจแบบเก่าได้ถูกเงาเศรษฐกิจใหม่จากเอเชียเหนือมาทาบทับ บริษัทเหล่านี้ยังสามารถเสนอความหลากหลายด้านการลงทุนผ่านธุรกิจอินเทอร์เน็ตของจีนที่เข้ามาถือหุ้นกันอย่างกว้างขวาง เราเชื่อว่านักลงทุนประเภทมุ่งหวังผล (Active Investors) แบบเราจะสามารถผสมผสานข้อมูลเชิงลึกจากการขยายตัวทางอินเทอร์เน็ตของภูมิภาคเอเชียเหนือและมุมมองจากทีมวิจัยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรามาใช้เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มในตลาดท้องถิ่นที่แตกต่างกัน และสร้างความได้เปรียบพร้อมรับโอกาสที่ดีที่สุดในการลงทุน

ENDNOTES

  1. โรคทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน

ความเสี่ยงมีอะไรบ้าง?

ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงรวมถึงเป็นไปได้ที่จะสูญเสียเงินต้น มูลค่าของการลงทุนสามารถขึ้นและลงได้เสมอ และนักลงทุนอาจไม่ได้ทุนคืนเต็มจำนวน บางครั้งราคาหุ้นผันผวนอย่างรวดเร็วและรุนแรง เนื่องจากมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัท อุตสาหกรรมหรือภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะ หรือจากปัจจัยภายนอกทั่วไป ความเสี่ยงเฉพาะมีความเกี่ยวข้องกับการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ ซึ่งรวมไปถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านการเมืองและเศรษฐกิจ แนวทางการซื้อขาย ความพร้อมของข้อมูล ข้อจำกัดของตลาด ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศและนโยบายด้านการเงิน ซึ่งการลงทุนในตลาดเกิดใหม่มีความเสี่ยงสูงจากปัจจัยลักษณะเดียวกัน ดังนั้นขอบเขตการลงทุนที่มุ่งเน้นกลยุทธ์ไปยังประเทศ อุตสาหกรรม ภูมิภาค ภาคส่วน หรือประเภทของการลงทุนแบบครั้งคราว อาจมีความเสี่ยงมากขึ้นจากการพัฒนาที่ไม่พึงประสงค์ในพื้นที่ที่มุ่งเน้นมากกว่ากลยุทธ์การลงทุนในประเทศ ภูมิภาค อุตสาหกรรม ภาคส่วน หรือการลงทุนที่หลากหลายมากกว่า การลงทุนในอุตสาหกรรมที่เติบโตไวอย่างภาคเทคโนโลยีและการดูแลสุขภาพ (ซึ่งได้ชื่อว่ามีการเปลี่ยนแปลงเร็วระดับหนึ่ง) อาจส่งผลให้ราคาผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในระยะสั้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างรวดเร็ว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของภาครัฐฯ ที่ส่งผลต่อบริษัทฯ เหล่านั้น อาทิ การส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี หรือกฎระเบียบในการอนุมัติยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ใหม่ ๆ บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางจะมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อการเปลี่ยนแปลงต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจ และมีโอกาสเติบโตน้อยกว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงกว่า เช่น จีนอาจต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมอย่างมาก ซึ่งการลงทุนในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ของจีนมีความเสี่ยงเฉพาะทางกฎหมาย กฎระเบียบ การเมือง และเศรษฐกิจ เป็นต้น

เกี่ยวกับแฟรงคลิน เทมเพิลตัน
แฟรงคลิน รีซอร์ส อิงค์ (Franklin Resource) [NYSE: BEN] เป็นองค์กรการจัดการการลงทุนระดับโลกซึ่งดำเนินกิจการร่วมกับบริษัทในเครือ แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (Franklin Templeton) และให้บริการลูกค้ามากกว่า 165 ประเทศทั่วโลก ภารกิจของแฟรงคลินเทมเพิลตันคือช่วยให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการการลงทุน การบริหารความมั่งคั่ง และ โซลูชั่นทางเทคโนโลยี โดยผู้จัดการการลงทุนผู้เชี่ยวชาญโดยบริษัทมีความชำนาญในสินทรัพย์ที่ครอบคลุม ทั้งตราสารทุน ตราสารหนี้ การลงทุนทางเลือกและโซลูชันการลงทุนในสินทรัพย์ผสม บริษัทฯ มีพนักงานอยู่ในประเทศต่าง ๆ มากกว่า 30 ประเทศรวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจำนวน 1,300 คน มีประสบการณ์การลงทุนมากกว่า 70 ปีและมีมูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ภายในการดูแล 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม franklintempleton.com และติดตามเราได้ที่ LinkedIn, Twitter และ Facebook.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน พร้อมให้เข้าชม งานรับสร้างบ้าน Online 2021 จองปลูกสร้างบ้าน เลือกแบบบ้าน ผ่านออนไลน์ได้ครั้งแรกในประเทศไทย 10 – 20 ก.ย. นี้

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน พร้อมจัดงานรับสร้างบ้าน Online 2021 ผู้บริโภคสามารถจองปลูกสร้างบ้าน เลือกแบบบ้าน ผ่านออนไลน์ได้ครั้งแรกในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 10-20 กันยายน 2564 โดยสามารถเข้าชมได้ที่ www.รับสร้างบ้านออนไลน์.com

นายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่า สมาคมฯ พร้อมที่จะจัดงานรับสร้างบ้าน Online 2021 ระหว่างวันที่ 10-20 กันยายน 2564 โดยสามารถเข้าชมได้ที่

www.รับสร้างบ้านออนไลน์.com ซึ่งสมาคมฯ เชื่อมั่นว่าจะตอบโจทย์ธุรกิจในยุคดิจิทัลและช่วยแก้ปัญหาที่ปัจจุบันมีข้อจำกัดในการเดินทาง เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ทั้งนี้ แม้รูปแบบการจัดงานจะเป็นแบบ Online แต่ความครบครันและความสมบูรณ์ต่างๆ จะยังคงครบถ้วนเหมือนกับการจัดงานกิจกรรมการตลาดและการขายผ่านการจัดอีเว้นต์ออกบูธหรือแบบออฟไลน์ กล่าวคือ ในฝั่งของบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ที่มาร่วมออกบูธ ยังมีการแข่งขันกันนำแบบบ้านทั้งเป็นแบบมาตรฐาน และ แบบบ้านใหม่ในหลากหลายราคามานำเสนอต่อผู้บริโภค อีกทั้งยังได้มีการจัดโปรโมชั่นพิเศษ! อื่นๆ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจสร้างบ้านของลูกค้า นอกจากนี้ยังมีธนาคารพาณิชย์ชั้นนำต่างๆ ร่วมออกบูธและปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ! เพื่อเพิ่มความความสะดวกสบายให้กับลูกค้าผู้บริโภคที่ต้องการขอสินเชื่อปลูกสร้างบ้านในงานรับสร้างบ้าน Online 2021 ระหว่างวันที่ 10 – 20 กันยายน นี้ ด้วยเช่นกัน

นายวรวุฒิ ยังกล่าวอย่างเชื่อมั่นด้วยว่า ระบบที่สมาคมฯ ได้พัฒนาขึ้นนี้มีความเสถียรและพร้อมใช้งานได้ในระยะยาว แต่อย่างไรก็ดี สมาคมฯ ก็จะไม่หยุดพัฒนาระบบเพื่อให้มีความทันตามยุคสมัยเทคโนโลยี โดยจะถือเป็นนโยบายหลักในการพัฒนาระบบการทำการตลาดแบบ Online เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ทั้งที่อยู่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดได้อย่างสะดวก รวดเร็วแบบ “เรียลไทม์”  ในขณะเดียวกันทางสมาคมฯ เองก็พร้อมที่จะจัดกิจกรรมการตลาดผ่านการจัดงานอีเว้นต์ออกบูธแบบเดิม (ออฟไลน์) ควบคู่กันเมื่อสถานการณ์ต่างๆ เข้าสู่สภาวะปกติ

“การก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปถือเป็นภารกิจหนึ่งที่สมาคมฯ ให้ความสำคัญ ในการนำมาเป็นเครื่องมือช่วยเหลือสมาชิกของสมาคมฯ เน้นสร้าง Data Base ผู้ที่ต้องการปลูกสร้างบ้านกลุ่มใหม่ ๆ ได้มากขึ้น ขณะที่ในฝั่งผู้บริโภคเองก็เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและสะดวกด้วย” นายวรวุฒิ กล่าว

พร้อมกันนี้ นายวรวุฒิ กล่าวในตอนท้ายว่า แม้ปัจจุบันภาคธุรกิจรับสร้างบ้านจะยังคงเผชิญกับการตกต่ำของเศรษฐกิจโดยรวม โดยมีสาเหตุหลักมาจากการกระบาดของโควิด-19 แต่สมาคมฯ เองก็ยังคงเน้นนโยบายด้านคุณภาพ และมาตรฐานในการก่อสร้างบ้าน ที่ผ่านมาก็ได้จัดกิจกรรมอบรมต่างๆ ให้กับสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพยายามที่จะแก้ไขสถานการณ์หรือหาทางออกช่วยเหลือสมาชิกของสมาคมฯ ซึ่งการจัดกิจกรรมการตลาดและการขายผ่านการจัดงานรับสร้างบ้าน Online 2021 ระหว่างวันที่ 10 – 20 กันยายน 2564 เชื่อว่าจะช่วยพยุงตลาดรับสร้างบ้านในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานรับสร้างบ้าน Online 2021 มากกว่า 5,000 คน และมียอดจองปลูกสร้างบ้านต่อเนื่องจากงานไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้บริโภคและผู้ที่สนใจทั่วไปสามารถเข้าชมงานงานรับสร้างบ้าน Online 2021 ผ่านทาง www.รับสร้างบ้านออนไลน์.com และเว็บไซต์ของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน www.hba-th.org ที่เป็นเว็บไซต์ศูนย์กลางให้กับผู้ที่สนใจปลูกสร้างบ้านได้เข้ามาหาข้อมูล และเข้าถึงแบบบ้านต่างๆ พร้อมโปรโมชั่นของสมาชิกของสมาคมฯ ได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกและผู้บริโภค


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รถบรรทุกมือสองสแกนเนียเติบโตต่อเนื่อง

สแกนเนียเผย ธุรกิจรถบรรทุกมือสองเป็นอีกทางเลือกในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่เติบโตต่อเนื่องถึง 10 มีมูลค่ายอดขายประมาณ 50 ล้านบาท พร้อมการันตีลูกค้าจะได้รับรถที่มีคุณภาพ และราคาย่อมเยา เสมือนเป็นรถมือหนึ่งของสแกนเนี

นายยุทธนา มหาวงษ์ ผู้จัดการฝ่ายขายรถบรรทุกมือสอง บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด เปิดเผยถึง การเข้ามาทำตลาดรถบรรทุกมือสองว่า การทำตลาดรถมือสองนับเป็นหนึ่งในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งสแกนเนียได้พยายามที่จะเข้าถึงในทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งทางด้านผลิตภัณฑ์ และงานบริการเพื่อความเหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจ และการใช้งานของลูกค้า ให้ลูกค้าสะดวกในการรับบริการครบวงจรในที่เดียว โดยการเข้ามาในตลาดรถบรรทุกมือสองถือได้ว่าเป็นตลาดกลุ่มที่กำลังเติบโตในประเทศไทย สำหรับการเปิดตลาดรถบรรทุกมือสองในประเทศไทยได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2015 โดยบริษัทแม่ที่สวีเดนได้มองเห็นถึงศักยภาพของตลาดรถบรรทุกในประเทศไทยที่มีความแข็งแกร่ง และยังมีแนวโน้มในการขยายตัวที่ดี โดยในปีนี้มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 20 ถึง 30 คัน แต่ถือว่ามีการเติบโตต่อเนื่อง คิดเป็น 10%  มีมูลค่ายอดขายประมาณ 50 ล้านบาท จากราคารถมือสองของสแกนเนียโดยเฉลี่ย 2 -2.5 ล้านบาทต่อคัน

โดยแนวทางการทำตลาดรถบรรทุกมือสองในประเทศไทยนั้น นายยุทธนา กล่าวว่า จะมีความแตกต่างจากประเทศในแถบยุโรป เพราะกฎหมายในยุโรปมีการกำหนดการใช้งานของรถบรรทุกเอาไว้ไม่เกิน 5-6 ปี แต่สำหรับประเทศไทยการใช้งานรถแต่ละคันจะใช้กันเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี ซึ่งทางสแกนเนียต้องนำมาคำนวณหาความเหมาะสมของราคาต่อสภาพรถที่แท้จริงก่อนที่จะนำเสนอแก่ลูกค้า โดยสต็อกรถบรรทุกมือสองได้มาจาก แหล่งด้วยกัน คือ 1. เป็นรถจากไฟแนนซ์สแกนเนีย สยามลิสซิ่ง 2. เป็นรถบรรทุกที่เกิดจากการเทิร์นของลูกค้า อายุของรถอยู่ประมาณ 6  ปี และ 3. ลูกค้านำรถมือสองมาขายให้กับแผนกรถมือสอง

ทั้งนี้ หากเทียบกับรถมือสองของแบรนด์ฝั่งยุโรป ทางสแกนเนียมีจุดเด่นอยู่ที่เป็นเจ้าเดียวในประเทศไทยที่มีไฟแนนซ์เป็นของตัวเองจึงสามารถดูแลลูกค้าได้ดีกว่า ยืดหยุ่นกว่า นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถรับบริการอื่นๆ จากสแกนเนียเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจได้อีกหลากหลายบริการ

จุดเด่นของแผนกรถมือสองสแกนเนียที่แตกต่างจากตลาดรถมือสองทั่วไป คือการตรวจสอบเช็คในทุกส่วนของรถด้วยอุปกรณ์และโปรแกรมเฉพาะของสแกนเนีย โดยช่างของสแกนเนียที่ผ่านการอบรมมาเป็นอย่างดีตามมาตรฐาน ซึ่งในการตรวจนี้เรามีเช็คลิสต์ตามมาตรฐานของเราอยู่ที่ 111 รายการ ที่จะต้องเช็คให้อยู่ในสภาพใช้การได้ตามมาตรฐาน และเมื่อมีอะไหล่ที่ต้องเปลี่ยนก็จะเป็นอะไหล่สแกนเนียแท้ 100%  ดังนั้นลูกค้าจึงมั่นใจในตัวของช่างว่าเป็นช่างสแกนเนียที่ซ่อมรถสแกนเนียอยู่แล้ว มีประสบการณ์ตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ทำธุรกิจในประเทศไทย และในปีนี้ทางสแกนเนียจะมีการเช็คเปลี่ยนถ่ายโปรแกรมชุดใหญ่ (L)  เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเกียร์เฟืองท้ายทั้งหมด และทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่ทุกครั้งที่เราส่งมอบรถมือสองให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าพร้อมนำรถไปใช้งานอย่างเต็มที่ได้ทันทีหลังรับรถ ไม่ต้องกังวลเรื่องการเอาไปซ่อมเพิ่ม” นายยุทธนากล่าว

นายยุทธนากล่าวทิ้งท้ายว่า จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้ธุรกิจรถมือสองสแกนเนียเป็นอีกทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ และได้รับความสนใจมากขึ้น ซึ่งในปีหน้าจะมีการนำเสนอให้นำเรื่อง “สัญญาการให้บริการ” เข้ามาเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ช่วยลูกค้ารถมือสองให้ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

สำหรับลูกค้าที่สนใจรถสแกนเนียมือสอง สามารถโทรศัพท์สอบถามสแกนเนียมือสองของแท้ได้ที่ คุณยุทธนา 092 223 7544 โดยสแกนเนีย ยังคงมุ่งมั่นเพื่อให้รถของลูกค้าพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเพิ่มผลกำไรในธุรกิจขนส่งอย่างสูงสุด เพื่อขับเคลื่อนสู่ระบบขนส่งที่ยั่งยืน “เพราะธุรกิจคุณ สำคัญที่สุด”


 

Exit mobile version