Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“การจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ” ช่วยสร้างความยั่งยืนแก่ธุรกิจและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


โดย นางสุวรรณี สิงห์ฤาเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและซีอีโอ ซีเมนส์ ประเทศไทย

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงวันนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงไปยังทุกภาคส่วน ภาครัฐและเอกชนต่างมุ่งจัดการปัญหาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ล้วนเป็นเรื่องเร่งด่วนในทุก ๆ ด้าน อย่างไรก็ตามเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและสิ่งแวดล้อม” เป็นอีกปัญหาใหญ่ที่ต้องได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วนเช่นกัน จากเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยและมีความรุนแรงมากขึ้น อันเป็นผลจากสภาวะโลกร้อนในหลายประเทศทุกภูมิภาคทั่วโลก

แท้จริงแล้วภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญต่อประเด็นนี้ เนื่องจากกระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานมากถึงหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมดในโลก ซึ่งเทคโนโลยีการจัดการพลังงานไฟฟ้าที่ก้าวหน้าไปมากในปัจจุบันช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมมีส่วนสำคัญช่วยลดสภาวะโลกร้อนโดยอาศัยการจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาดด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว

การจัดการพลังงานไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมมีส่วนช่วยลดสภาวะโลกร้อนได้อย่างไร

เรามาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญซึ่งทุกภาคส่วนเห็นร่วมกันชัดเจนถึงความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในขณะที่ภาคส่วนอื่น ๆ อาทิ การผลิตพลังงานไฟฟ้า การเกษตร และการบริโภคในครัวเรือน ได้เริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ภาคอุตสาหกรรมนั้นแทบจะไม่มีการปรับเปลี่ยนเลย แม้แต่ในประเทศเยอรมนีที่เป็นผู้นำในโลกอุตสาหกรรมยุคใหม่เองก็ตาม

เพื่อจัดการปัญหานี้ ซีเมนส์เห็นแนวทางขับเคลื่อนสำคัญ 3 ประการที่จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

  • 1. การสร้างความยืดหยุ่นในการนำพลังงานมาใช้ เช่น การใช้โซลูชั่นการกักเก็บพลังงานและการใช้ระบบโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plants : VPP)
  • 2. การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัล เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้พลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถทำได้โดยการติดตั้งอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) เซ็นเซอร์ และซอฟต์แวร์ควบคุม
  • 3. การนำการจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Electrification) มาใช้ ในการดำเนินงานให้ครอบคลุมทุกกระบวนการทำงาน

จากสามแนวทางข้างต้น “การจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ” เป็นหนทางที่ดีที่สุดในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งยังสามารถสร้างประโยชน์สูงสุดจากปัจจัยการขับเคลื่อนที่เหลือ

ในการจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะนั้น มี 2 ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ หนึ่ง – ความเป็นไปได้ที่จะนำพลังงานสะอาด ซึ่งไม่มีการปล่อยคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อมมาป้อนเข้าสู่สถานประกอบการอุตสาหกรรม อาทิ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และ สอง – การจัดการพลังงานของสถานประกอบการอุตสาหกรรม เช่น การจัดการความต้องการใช้พลังงานด้วยซอฟต์แวร์ เป็นต้น

เหตุผลที่การจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะมีผลอย่างมากต่อการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็คือ เมื่อจัดการการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้สามารถเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้โดยไม่ก่อมลภาวะ แทนที่การผลิตไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีแบบเดิม เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานดีเซลที่มีการก่อมลภาวะสูง

การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพคือ “หัวใจสำคัญ” ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคอุตสาหกรรม

กรณีศึกษาจากบริษัท Gestamp ผู้ผลิตชิ้นส่วนโลหะยานยนต์ในสเปนซึ่งมีหลายกระบวนการผลิตที่ต้องใช้พลังงานเป็นจำนวนมากแต่ขาดข้อมูลการใช้พลังงานที่ชัดเจนทำให้โรงงานต้องเผชิญกับค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

แต่ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์มาตรวัดพลังงานและการใช้โซลูชันการสื่อสารรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่จากโรงงาน 15 แห่งใน 6 ประเทศแล้วนำมาวิเคราะห์ Gestamp สามารถระบุจุดที่เป็นปัญหาและปรับปรุงการดำเนินงาน ทำให้สามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงถึง 15 เปอร์เซ็นต์และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ถึง 14,000 ตันต่อปี

การจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะช่วยให้การผลิตมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยในบริหารรอบการทำงานให้ได้ประโยชน์สูงสุดและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นอกเหนือจากนั้นยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของภาคอุตสาหกรรม พร้อมเพิ่มโอกาสใหม่ ๆ ในการนำพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันการจัดการพลังงานไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงทำได้ง่ายขึ้น ด้วยการปรับกระบวนการจัดการให้เป็นระบบดิจิทัล (Digitalization) และนำการจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Electrification) มาใช้ ผลที่ตามมาไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แต่ยังเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงานและทำให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุด

ยิ่งไปกว่านั้น การปรับกระบวนการทำงานเป็นระบบดิจิทัล (Digitalization) ทำให้เราสามารถพัฒนาระบบดิจิทัลทวิน (Digital Twin) สำหรับระบบไฟฟ้าของโรงงานได้ และเมื่อควบรวมกับระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม ผู้วางระบบงานสามารถทดสอบการจำลองสถานการณ์การทำงานต่าง ๆ เพื่อหาจุดที่เหมาะสมที่สุดในการวางระบบงาน เพื่อลดความผิดพลาดและลดต้นทุนในการวางแผนงาน การก่อสร้าง และการบำรุงรักษา

วิกฤติการณ์การแพร่ระบาดทำให้เราต้องพิจารณาอีกครั้งเกี่ยวกับวิธีการดำเนินงานทางธุรกิจของเรา สำหรับอุตสาหกรรม ถึงเวลาแล้วที่จะสร้างรากฐานธุรกิจในอนาคตด้วยการผสมผสานการจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะเข้ากับแผนงานของกิจการ ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่แค่ตัวเลขทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน ครอบคลุม ตั้งแต่ลูกค้า ชุมชน ประเทศ ไปจนถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมในโลกของเราด้วย

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:

เกี่ยวกับซีเมนส์

ซีเมนส์ เอจี (เบอร์ลินและมิวนิค) เป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่มีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 170 ปีในด้านวิศวกรรม นวัตกรรม คุณภาพและความน่าเชื่อถือ บริษัทมีความเชี่ยวชาญในการจัดการพลังงานหลากหลายรูปแบบ ระบบออโตเมชั่นและดิจิทัลไลเซชั่นสำหรับภาคอุตสาหกรรม และ ระบบโครงสร้างอัจฉริยะสำหรับอาคาร โดยเน้นการผสานเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่องค์กรธุรกิจและสังคมโดยรวม นอกจากนี้ยังมีซีเมนส์ โมบิลิตี้ ผู้นำโซลูชั่นคมนาคมทางรางและทางบก

ที่มีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมตลาดด้านบริการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า และด้วยซีเมนส์เป็นผู้ถือหุ้นหลักในซีเมนส์ เฮลทิเนียร์ส เราจึงเป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการแพทย์และบริการดูแลสุขภาพดิจิทัล นอกเหนือจากนั้น ซีเมนส์ยังเป็นผู้ถือหุ้นใน ซีเมนส์ เอนเนอร์ยี่ ผู้นำด้านการผลิตและนำส่งพลังงานไฟฟ้าระดับโลกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ 28 กันยายน ปี 2563

ในปีงบประมาณ 2563 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อ 30 กันยายน 2563 ซีเมนส์มีพนักงาน 293,000 คนทั่วโลก กลุ่มธุรกิจของซีเมนส์สร้างรายได้ 57.1 พันล้านยูโร และมีผลกำไร 4.2 พันล้านยูโร

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.siemens.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คาลเท็กซ์ ฮาโวลีน® โปรดีเอส™ ฟูลลี่ ซินเธติก อีโค่”

บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น คาลเท็กซ์ ฮาโวลีน® แนะนำผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องใหม่ สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ฮาโวลีน® โปรดีเอส ฟูลลี่ ซินเธติก อีโค่ (Havoline® ProDS Fully Synthetic Eco) SAE 0W-20 / 5W-30 น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 100% ได้มาตรฐาน API SP / ILSAC GF-6A มีวางจำหน่ายในขนาด 4 ลิตร และ 1 ลิตร สูตรพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อรถอีโค่ คาร์ เครื่องยนต์ขนาดเล็กกว่า 1,300 ซีซี เครื่องยนต์ไฮบริด และระบบฉีดตรง (GDI) ช่วยปกป้องการสึกหรอของทุกชิ้นส่วนในเครื่องยนต์อย่างสมบูรณ์แบบ ลดแรงเสียดทาน จึงช่วยประหยัดเชื้อเพลิง ทำให้เครื่องยนต์รวมไปถึงระบบฉีดตรงแบบเทอร์โบชาร์จ สามารถทำงานได้อย่างเต็มสมรรถนะ ตอบโจทย์การใช้งานและเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ภายใต้แนวคิด Smart Product เติมเต็มประสบการณ์แห่งความสุขในการขับรถอย่างลื่นไหลเต็มพลัง

ปกป้องเครื่องยนต์เบนซิน อย่างเหนือชั้น พร้อมเพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่กับ ฮาโวลีน® โปรดีเอส ฟูลลี่ ซินเธติก อีโค่ SAE 0W-20 / 5W-30 ตั้งแต่วันนี้ ที่สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ และตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องคาลเท็กซ์ทั่วประเทศ พร้อมจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ Lazada และ Shopee สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์ได้ที่ โทร.02 081 4492 ติดตามข้อมูลข่าวสารพร้อมกิจกรรมดี ๆ จากคาลเท็กซ์ได้ที่ www.caltex.co.th และ www.facebook.com/CaltexThailand  แอดไลน์ @iLoveCaltex หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการลูกค้า โทร. 02 081 4123


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ ส่งรถปันสุข มอบผลิตภัณฑ์มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท

นางสาวอริสา อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการผู้จัดการและนายธนภูมิ อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการผู้อํานวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายนมอัลมอนด์ นมวอลนัท นมพิชตาชิโอและนมข้าวโพด แบรนด์ 137 ดีกรี และโฮลี่ นัทส์ จัดส่งรถปันสุข มอบผลิตภัณฑ์นมทางเลือกมูลค่ากว่า ล้านบาท ให้มูลนิธิดวงประทีปเพื่อร่วมช่วยเหลือชุมชนชาวคลองเตยและพื้นที่ใกล้เคียง  เมื่อเร็ว ๆ นี้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

‘ไออาร์พีซี’ จับมือ ‘ไอบีเอ็ม’ ดึงออโตเมชัน พลิกโฉมการเพิ่มประสิทธิภาพ ติดสปีดงานปฏิบัติการเร็วขึ้นเกือบเท่าตัว

วันนี้ ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) ประกาศว่าบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) หนึ่งในบริษัทปิโตรเคมีครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ประสบความสำเร็จในการนำ IBM Robotic Process Automation (RPA) with Automation Anywhere ไปใช้ในกระบวนการทำงานด้านการเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ ความรวดเร็ว และประหยัดต้นทุนอีกทั้ง ยังช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในการทำงานให้กับพนักงาน ท่ามกลางความท้าทายในยุคปัจจุบั
การผนึกพลังของเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ IRPC 4.0 เพื่อยกระดับการดำเนินงาน และนำพาองค์กรก้าวสู่การเป็นบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและดิจิทัลชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว IRPC จำเป็นต้องได้รับข้อมูลเชิงลึกในเวลาที่เหมาะสมทันท่วงที ด้วยการนำร่องใช้เทคโนโลยีออโตเมชัน โดยเริ่มจากสายงานบัญชีและการเงิน
ระบบ RPA ที่ติดตั้งโดย บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ช่วยให้ IRPCสามารถดึงและจัดเตรียมข้อมูลรายงานต้นทุนการผลิตจากหลายระบบได้เร็วขึ้นถึง 86% โดยระบบยังสามารถติดตามงาน จัดระเบียบรายงานเป็นแฟ้มเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงส่งการแจ้งเตือนไปยังผู้ปฏิบัติการ เมื่อทำรายงานเสร็จ เทคโนโลยีของไอบีเอ็มช่วยให้ IRPCสามารถดำเนินกระบวนการทางการเงินแบบอัตโนมัติในระดับองค์กรขนาดใหญ่ได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว โดยซอฟต์แวร์โรบ็อทหรือบ็อท หรือ IBOT (ชื่อที่ IRPC  ใช้) สามารถใช้ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์เชิงลึกเพื่อทำงานให้เสร็จสิ้นได้เร็วขึ้น และช่วยสนับสนุน IRPC ในการเดินหน้าก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลได้สำเร็จ
นอกจากจะช่วยเพิ่มความแม่นยำแล้ว RPA ยังช่วยให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้นแม้ว่าจะต้องทำงานจากระยะไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ต้องทำงานจากที่บ้าน (work from home) ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยพนักงานสามารถทำงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น และเรียนรู้ทักษะแห่งอนาคตใหม่รองรับงานด้านการวิเคราะห์ขั้นสูงที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญมากขึ้น
“เห็นได้ชัดว่าองค์กรที่มีนวัตกรรมและมีบุคลากรที่พร้อมรับนวัตกรรมใหม่ๆ อย่าง IRPC มีความพร้อมที่จะตอบสนองต่อภูมิทัศน์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป และคว้าโอกาสทางธุรกิจที่ดีที่สุดที่มีอยู่ได้” ปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย กล่าว “ในฐานะผู้นำตลาดที่ได้รับการจัดอันดับโดยทั้งฟอร์เรสเตอร์แอนด์เอเวอร์เรสต์กรุ๊ป ไอบีเอ็ม และพันธมิตรอย่างเมโทรซิสเต็มส์ มีความยินดีที่ได้นำเทคโนโลยีออโตเมชันชั้นนำและความเชี่ยวชาญเชิงอุตสาหกรรมของเรามาช่วย IRPC เร่งเครื่องสู่เส้นทางการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัล                     และการเติบโตด้านธุรกิจ”
ความสามารถในการทำงานแบบควบรวมหลายระบบเข้าด้วยกัน ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร ทำให้วันนี้เทคโนโลยีออโตเมชันของไอบีเอ็มถูกนำมาใช้ในด้านอื่นด้วย การที่ออโตเมชันช่วยลดเวลาการทำงานลง 40 ชั่วโมง และช่วยให้การดำเนินการของสายงานบัญชีและการเงินเร็วขึ้น 86 % ต่อเดือน ถือเป็นการพลิกโฉมรูปแบบการจัดการงานต่างๆ ให้กับIRPC ได้อย่างมีนัยสำคัญ
“การปรับกระบวนการและการดำเนินงานให้เป็นรูปแบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ช่วยให้เราได้รับข้อมูลเชิงลึกที่ถูกต้องแม่นยำและทันท่วงทีไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ทำให้สามารถเข้าใจสาเหตุของปัญหาต่างๆ อย่างแท้จริง และตัดสินใจได้อย่างถูกต้องบนพื้นฐานของข้อมูล ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งความท้าทายนี้” นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)กล่าว “การนำเทคโนโลยีออโตเมชันจากไอบีเอ็มมาใช้ และขยายการใช้งานทั่วทั้งบริษัทฯ ในวันนี้จะช่วยให้ธุรกิจพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น และช่วยเพิ่มความสามารถในการจัดการข้อมูลปริมาณมหาศาล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งขั้นของการเดินหน้าบนเส้นทาง IRPC 4.0 ตามแผนกลยุทธ์ของเรา เทคโนโลยีนี้จะทำให้ IRPC เป็นผู้นำในทุกตลาดที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน”
“หลังจากประสบความสำเร็จกับการเริ่มใช้ RPA ในสายงานบัญชีและการเงิน IRPC จึงมองถึงการขยายการใช้ระบบออโตเมชันไปยังโครงการอื่นๆ อีก 60 โครงการ ครอบคลุมการทำงานของหลายหน่วยงาน อีกทั้งยังวางแผนที่จะนำเทคโนโลยีออโตเมชันอย่างปัญญาประดิษฐ์มาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ (business process automation: BPA) เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย” นายชวลิต กล่าวเพิ่มเติม
ข้อมูลอื่นเพิ่มเติม 
การศึกษาโดยสถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม (IBV) ร่วมกับอ็อกซ์ฟอร์ดอีโคโนมิกส์ ชี้ให้ เห็นว่าลักษณะของงานที่ใช้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2567 โดยเปอร์เซ็นต์ของงานทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นงานธุรการ งานของแผนก งานขององค์กร และงานที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ จะยังคงมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยงานขององค์กรและงานที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญมีสัดส่วนมากที่สุด เมื่อพิจารณาลงรายละเอียด หนึ่งในห้าของผู้ที่ตอบแบบสำรวจระบุว่าเทคโนโลยีจะถูกใช้ในการทำธุรกรรมข้ามแผนกทั่วทั้งองค์กร ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนห้าเปอร์เซ็นต์มองว่าเทคโนโลยีจะถูกนำมาใช้ในงานที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญอย่างการแก้ปัญหา โดยอาศัยข้อมูลแบบเรียลไทม์หรืออาศัยข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์หลายประเภท
ไอบีเอ็มได้เข้าซื้อกิจการ WDG Automation เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของระบบออโตเมชันสำหรับองค์กรที่ผสานความสามารถของเอไอ วันนี้บริการออโตเมชันของไอบีเอ็มได้เข้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มผลิตภาพในงานปฏิบัติการให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เภสัชกรรม ยานยนต์ ประกันภัย การธนาคาร ฯลฯ
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มหกรรมลดครั้งยิ่งใหญ่ “ออคีย์” จัดแคมเปญ “AUKEY x 9.9 Super Shopping Day” มอบดีลสุดคุ้มช้อปปิ้งสินค้าไอทีคุณภาพแบบจัดเต็มบน Shopee Mall

เตรียมเงินให้พร้อมช้อปให้สุดอีกครั้งกับโปรโมชั่นลดจัดหนักจัดเต็มจาก ออคีย์ (AUKEY)  ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยีคุณภาพจากประเทศเยอรมนี ที่ยกขบวนสินค้าไอทีราคาสุดคุ้ม พร้อมเสิร์ฟในแคมเปญ “AUKEY x 9.9 Super Shopping Day” บนแพลตฟอร์ม shopee มากับส่วนลดสูงสุดถึง 90% เอาใจสาวกไอทีนักช้อป มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้ม ผ่านทางร้านค้า AUKEY Thailand Official Store ทาง Shopee Mall วันที่ 9 กันยายน 2564 วันเดียวเท่านั้น!

โดยทาง ออคีย์ (AUKEY)  จัดโปรโมชั่นโค้ดส่วนลดมากมายมอบให้เหล่านักช้อปได้รับความคุ้มค่าที่มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

– โค้ดส่วนลด SSPBZJDYVY” เมื่อซื้อสินค้าขั้นต่ำ 2,000 บาท ลดทันที 500 บาท

– โค้ดจัดหนักช่วงเวลา 00.00 – 02.00 น. ทั้งโค้ดส่วนลด 50% เมื่อซื้อสินค้าขั้นต่ำ 100 บาท ,โค้ดส่วนลด 20% เมื่อซื้อสินค้าขั้นต่ำ 200 บาท

– โค้ดจาก Shopee Mall ลดเพิ่มไปอีก 12% สูงสุด 1500 บาท เมื่อช้อปสินค้าขั้นต่ำ 1,000 บาท

คุ้มค่าแบบทวีคูณเมื่อใช้พร้อมกัน 2 โค้ดส่วนลด มหกรรมลดครั้งยิ่งใหญ่ ออคีย์ (AUKEY) ขนทัพมาอย่างจัดเต็ม พร้อมด้วยโปรโมชั่นอื่นๆ อีกมากมาย โดยแคมเปญจะเริ่มตั้งแต่เวลา 02.01 – 23.59 น. วันเดียวเท่านั้น ซึ่งมี กิจกรรม Flash Sale ลดทั้งร้านพิเศษตลอดทั้งวัน ให้ช้อปได้อย่างจุใจ อาทิเช่น

– หูฟังบลูทูธ Hybrid Active Noise-Cancellation มี Transparency Mode คุยชัดด้วย 6 ไมค์ เบสแน่น มีมิติ ในราคาพิเศษมากๆ 1,990 บาท จากราคาปกติ 4,990 บาทเท่านั้น

– หูฟังเกมส์มิ่ง รุ่นฮิต กันดีเลย์ aptX ตัดเสียงรบกวนด้วย cVc 8.0  พิเศษมากๆ เพียง 1,055 บาท เท่านั้น จากราคาปกติ 2,835 บาท

– หัวชาร์จด่วน PD 100W GaNTech 4 ช่อง สามารถชาร์ตด่วน ไอแพด, แท็บเล็ต, Mac, Laptop, พิเศษสุด ๆ เพียง 1,790 บาทเท่านั้น

และไม่เพียงแค่นั้น อุปกรณ์อื่น ๆ ออคีย์ (AUKEY)  ก็ยังมีส่วนลดที่คุ้มค่าด้วยเช่นกันไม่ว่าจะเป็น สายชาร์จ, หัวชาร์จ ด่วน ไอโฟน, ไอแพด, ซัมซุง, แอนดรอยด์, Mac, และ Laptop เป็นต้น เหล่าเกมเมอร์หรือสายไอทีต้องห้ามพลาด

นอกจากโค้ดส่วนลดและกิจกรรม Flash Sale ทาง ออคีย์ (AUKEY) ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ให้เหล่านักช้อปได้เล่นสนุกกันเพื่อแลกรับส่วนลดและของรางวัลต่าง ๆ มากมาย เช่น กิจกรรมเกมส์ Spin&Win เกมส์หน้าร้านเล่นลุ้นรับรางวัลโค้ดส่วนลดสูงสุดเพิ่มได้อีก

จัดหนัก จัดเต็ม กับโปรบุฟเฟ่ต์เพิ่มความคุ้มค่า ซื้อแค่ 3 ชิ้น จ่ายเพียง 999 บาท, ซื้อ 2 จ่ายเพียง 1 ชิ้น หรือจะเป็น ซื้อชิ้นที่ 2 ลดเพิ่มอีก 9% ก็คุ้มค่า อีกทั้งกิจกรรมโปรโมชั่นลดกระหน่ำต้อนรับเดือนกันยายนกับสินค้าเริ่มต้นแค่ 9 บาท และสินค้าราคาพิเศษเพียง 999 บาท จากราคาปกติ 2,XXX บาท เรียกได้ว่ายกความคุ้มค่ามารอเสิร์ฟสาวกไอที ให้ช้อปกระหน่ำแบบถล่มถลาย ด้วยโปรโมชั่นราคาสุดช๊อค วันเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้เราก็ยังมีกิจกรรม Give away สำหรับ 100 ออเดอร์แรก รับสินค้าฟรีไปเลย เมื่อซื้อของในร้านครบ 3,500 บาท ช่วงเวลา 00.00 – 12.00 น. เท่านั้น หากใครไม่อยากพลาดข่าวสารและดีลโปรโมชั่นสุดคุ้มในแคมเปญ “AUKEY x 9.9 Super Shopping Day” 

สามารถติดตามข่าวสารร้านค้าได้ที่ AUKEY Thailand Official Store บน Shopee Mall รับรองว่าคุ้มแน่นอนห้ามพลาดเด็ดขาดแล้วเจอกันในวันที่ 9.9.2021 วันนี้วันเดียวเท่านั้น!!


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ส.การตลาดฯ ร่วมกับ บริษัท บิ๊กสตาร์ จำกัด จัดพิธีเปิดโครงการประกวดแผนการตลาด J-MAT Award ครั้งที่ 30 พร้อมชี้แจงโจทย์

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย โดยชมรมยุวสมาชิกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย หรือ J-MAT ร่วมกับ บริษัท บิ๊กสตาร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรองเท้าแบรนด์แกมโบล (GAMBOL) จัดงานเปิดโครงการประกวดแผนการตลาด J-MAT Award ครั้งที่ 30  เพื่อชิงโล่พระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษามูลค่ารวมทั้งสิ้น กว่า 500,000 บาท พร้อมชี้แจงโจทย์และรายละเอียดการทำแผนการตลาด ภายใต้หัวข้อ “เดิน..เฟี้ยว ไอเดีย..ฟ้าว” ในรูปแบบอีเว้นต์เสมือนจริง (Virtual Event) ในวันพุธที่ 1 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา

มีนิสิต นักศึกษา และคณาจารย์ เข้าร่วมงานรวมกว่า 800 คน จาก 55 สถาบันทั่วประเทศ โดยมี คุณอนุวัตร เฉลิมไชย นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และ คุณนิติ กิจกำจาย ผู้บริหาร บริษัท บิ๊กสตาร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรองเท้าแบรนด์แกมโบล (GAMBOL) เป็นประธานกล่าวเปิดงานและกล่าวต้อนรับ

โครงการประกวดแผนการตลาด J-MAT Award เป็นโครงการที่สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้ริเริ่มขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นิสิต นักศึกษาได้นำความรู้ที่ได้ศึกษาในห้องเรียนมาลองปรับใช้กับโจทย์และสถานการณ์ทางการตลาดจริง เป็นการฝึกคิด วิเคราะห์และประมวลผลเพื่อนำเสนออย่างสร้างสรรค์ พร้อมฝึกการทำงานร่วมกันเป็นทีมก่อนที่จะออกสู่สนามการทำงานจริง

โครงการประกวดแผนการตลาด J-MAT Award  ครั้งที่ 30 นี้ มีช่วงเวลาดำเนินการ ดังนี้
– เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม – 12 กันยายน 2564
– ปิดรับส่งผลงาน ภายในวันจันทร์ที่ 27 กันยายน 2564
– ประกาศผล 50 ทีม ในวันศุกร์ ที่ 15 ตุลาคม 2564
– ประกาศผล 24 ทีม ในวันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม 2564
– ประกาศผู้เข้ารอบ 7 ทีมในวันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน 2564
– นำเสนอผลงานผู้เข้ารอบ 7 ทีมสุดท้าย ในวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน 2564
– พิธีประกาศผล/มอบรางวัล ในวันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2564

ติดตามรายละเอียดและข่าวสารโครงการได้ทาง
– www.marketingthai.or.th/j-mat-events/j-mat-award-30/
– Facebook Fanpage ได้ที่ www.facebook.com/smartjmat
– Instagram : @jmat_official
– สมาคมการตลาดฯ : โทร 02-679-7360-3, 095-952-4453


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มข. จับมือ สสว.เปิดร้านค้ำคูณ ช่วยผู้ประกอบการ

มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดกิจกรรมทดสอบตลาด ค้ำคูณ Marketplace เพื่อเป็นศูนย์รวมในการทดสอบ จำหน่าย และสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ SME ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2564 ณ ร้านค้ำคูณ Marketplace บริเวณสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาอู้ฟู่ ถนนมิตรภาพ จังหวัดขอนแก่น ได้มีการจัดงานเปิดตัวกิจกรรมทดสอบตลาด “ค้ำคูณ Marketplace” อย่างเป็นทางการ โดยมี ผศ.ประเสริฐ วิจิตรนพรัตน์ หัวหน้าโครงการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (SME-Early Stage: All Stars) ปีงบประมาณ 2564  เป็นผู้กล่าวต้อนรับ และกล่าววัตถุประสงค์ของโครงการ และได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.วีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ เข้าร่วมแสดงความยินดีในงานวันนี้

รศ.ดร.วีระพงศ์ มาลัย กล่าวว่าจากสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบอย่างหนักในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต การค้า และบริการ โดยเฉพาะภาคธุรกิจ SME ที่มีข้อจำกัดหลายด้าน ซึ่งทาง สสว.  ได้เล็งเห็นถึงปัญหามาโดยตลอดและมีการทำงานเพื่อช่วยเหลือ SME อย่างต่อเนื่อง โดยโครงการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการใหม่นี้ก็เป็นอีกหนึ่งในกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุน SME ให้รอดพ้นวิกฤต ด้วยการยกระดับความรู้ ความสามารถ และการเพิ่มทักษะในการประกอบธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ SME และผู้ว่างงาน ในโครงการนี้มีธุรกิจ SME ที่อยู่ในระยะเริ่มต้นเข้าโครงการรวมมากกว่า 2,800 ธุรกิจทั่วประเทศ โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 6 พื้นที่ ซึ่งเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ได้ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งสามารถยกระดับผู้ประกอบการในพื้นที่อีสานได้มากถึง 500 กิจการ และมี 100 กิจการที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตการณ์โควิด-19 โดยกิจกรรมในครั้งนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมมากกว่า 100 กิจการ และมีสินค้าเข้าร่วมมากกว่า 200 รายการให้ได้เลือกซื้อกันด้วย

จากสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ในปัจจุบัน และมาตรการเพื่อลดผู้ติดเชื้อ ทำให้มีการปรับแผนของกิจกรรมโครงการให้มีความเหมาะสม ดังนั้นการทดสอบตลาด “ค้ำคูณ Market place” จึงอยู่ในรูปแบบร้านค้าที่มีมาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด อาทิ สถานที่ตั้งร้านอยู่นอกพื้นที่ที่มีความแออัด มีการประยุกต์ใช้ Live streaming เพื่อเพิ่มยอดจำหน่าย รวมไปถึงปฏิบัติตามข้อกำหนดในการควบคุมโรคของพื้นที่ หากท่านสนใจสามารถแวะไปซื้อ ไปชม และอุดหนุนสินค้า SME ภาคอีสานกันได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นปี 2564

สอบถามรายละเอียดและติดตามเพจ ค้ำคูณ Marketplace เพื่อรับข้อมูลข่าวสาร หมายเลขโทรศัพท์ 082 – 585-1854  หรือ    Line : @kumkoonmarketplace , Facebook Page : ค้ำคูณ Marketplace


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ “Beaverman” แก้ทุกปัญหางานก่อสร้างไทยในยุคก่อสร้างดิจิทัล

Seacon ผู้นำธุรกิจรับสร้างบ้านมากว่า 60 ปี บุกแตกไลน์ธุรกิจสร้างแพลตฟอร์มใหม่ Beaverman แพลตฟอร์มค้นหาผู้รับเหมาก่อสร้าง” ด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการยกระดับวงการก่อสร้างไทย เน้นกลยุทธ์ใช้เทคโนโลยีมาแก้ช่วยปัญหาการจ้างงานก่อสร้าง

เชื่อหรือไม่? มากกว่า 80 % เกิดปัญหาการจ้างงานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นงานตกแต่ง ต่อเติม หรือรีโนเวท มีปัญหาเกิดขึ้นมากมายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก..ทั้งกับโครงการจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชนผู้ใช้บริการ โดยปัญหาหลักๆอย่างผู้รับเหมารับเงินแล้วทิ้งงาน โดนเรียกราคาสูง ทำงานล่าช้าเสร็จไม่ทันกำหนด หรือเสร็จทันแต่กลับได้งานที่ไม่มีคุณภาพ ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจากผู้รับเหมามีการบริหารจัดการด้านการเงิน บุคลากร เวลา และต้นทุนที่ไม่ดีพอ ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้ปวดหัวเฉพาะผู้ว่าจ้าง ที่ต้องมาแบกรับความเสี่ยงเท่านั้น แต่ผู้รับเหมาดีๆ ที่ทำงานคุณภาพ ก็มีปัญหาจากผู้ว่าจ้างเช่นกัน อย่างเช่นผู้ว่าจ้างขอแถมบ่อยๆ ขอให้ทำงานเพิ่มแต่ไม่เพิ่มเงินและเวลา จ่ายเงินไม่ตรงตามที่ตกลง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นวังวนวงจรอุบาทว์ของวงการก่อสร้างเลยก็ว่าได้ เพราะฉะนั้น จะเป็นเรื่องดีแค่ไหน ถ้ามีแพลตฟอร์มที่สามารถจับความต้องการจ้างงานก่อสร้าง มาเจอกับผู้รับเหมาคุณภาพดี ที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว…

นี่จึงเป็นจุดกำเนิดของ Idea “Solution Provider แห่งวงการก่อสร้างไทย”  ของคุณพงศธร จันทวิมล Founder and CEO บริษัท บีเวอร์แมน จำกัด จากตระกูลผู้บุกเบิกธุรกิจรับสร้างบ้าน โดยจากสถิติผู้ใช้บริการในแพลตฟอร์ม Beaverman ปัญหาการทิ้งงานเหลือเพียงไม่ถึง 1 ใน 10 แต่เราก็สามารถสรรหาผู้รับเหมามาจบงานให้ผู้ว่าจ้างได้ 100% ยังมีข้อดี..อีกมากในส่วนผู้ว่าจ้างที่ใช้งานแพลตฟอร์ม Beaverman คือสามารถเลือกหาผู้รับเหมา ผู้ออกแบบ ได้ครบทุกงานก่อสร้างนับร้อยราย เปรียบเทียบราคาได้ ใช้งานง่ายสะดวก รวดเร็ว แชทกับทีมงานได้ทันใจ แค่คุยผ่าน LINE Official พร้อมระบบติดตามสถานะงานแบบเรียลไทม์ สามารถส่งข้อความอัพเดทงานให้ผู้ว่าจ้างเห็นความคืบหน้า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในส่วนของผู้รับงาน จะได้รับโอกาสได้งานดีๆต่อเนื่อง ด้วยระบบประกวดราคาให้ผู้รับงานสามารถเลือกงานได้ตามใจ เสนอราคาที่พอใจและมีกำไร พร้อมทั้งสามารถปรึกษาด้านการวางแผนงานทั้งด้านเวลา ต้นทุน และคุณภาพ

นอกจากนี้คุณพงศธร ยังเผยอีกว่าจากที่ได้เปิดให้บริการใช้งานแพตลฟอร์มBeavermanมาประมาณ 8 เดือนมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผู้รับเหมาที่มีอยู่ในระบบได้รับงานกันต่อเนื่อง และขณะนี้จำนวนผู้รับเหมาในระบบไม่เพียงพอต่อปริมาณงานของผู้ใช้บริการที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องการ “เฟ้นหา! ผู้รับเหมาก่อสร้าง…ฝีมือดีจำนวนมาก”  ทุกกลุ่มงานก่อสร้าง  ไม่ว่าคุณจะเป็น

– ผู้ออกแบบ

– ผู้รับเหมาก่อสร้าง

– ตกแต่งภายใน (Built in)

– ช่างไฟฟ้า ประปา

– ช่างซ่อมรายย่อย

โอกาสดีมาถึงแล้ววว หากคุณกำลังมองหา “แหล่งมีงานต่อเนื่อง เลือกงานเอง ได้รับเงินเร็ว”  เรามีแนวทางการบริการงานด้วยความตั้งใจที่จะรักษาความมั่นคงทางอาชีพ (Job Security) สร้างโอกาส และสร้างมาตราฐาน ให้กับช่าง ผู้รับเหมา หรือเถ้าแก่น้อยรายย่อย  นำไปสู่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่ผู้รับเหมารายย่อยที่มีกว่า 80,000 รายในไทย ทั้งยังเป็นช่องทางที่จะช่วยให้ผู้รับเหมามีทางไปต่อในภาวะพิษเศรษฐกิจปัจจุบัน หากคุณคิดว่าคุณมีศักยภาพ ฝีมือดี พร้อมเติบโตไปกับเรา สนใจสมัคร หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  โทร Call Center 1391 ต่อ 333  หรือ แอด Line : @beaverman

ทั้งนี้คุณพงศธร จันทวิมล ยังเผยอีกว่า นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแพลตฟอร์ม Beaverman ที่มีภาพใหญ่กว่านั้น โดยในปี 2021 มีแผนขยายสาขาเพิ่มอีกในต่างจังหวัด และมุ่งหวังจะเปิดให้ครบทุกภูมิภาคทั่วไทย

ติดตามข้อมูลของ แพลตฟอร์ม Beaverman เพิ่มเติมได้ทาง www.beaverman.com และ Fanpage : https://m.me/Beaverman.Ltd หรือ LINE: https://lin.ee/WqZNzr1 ,โทร. 1391 ต่อ 333


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท จัดแคมเปญ 9.9 BIG BRAND GRAND SALE ลดสูงสุด 70% ของแถมจัดเต็ม

ออฟฟิศเมท และ ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ชวนผู้ประกอบการ SME ช้อปของใช้ในธุรกิจรับมาตรการคลายล็อกดาวน์ จัดแคมเปญโปรโมชั่นตลอดเดือนกันยายนกับ  “9.9  BIG BRAND GRAND SALE” รวมสินค้าแบรนด์ดังไอเท็มเด็ด มาลดจัดใหญ่สูงสุด 70% พร้อมของแถมจัดหนัก ให้ประหยัดสุดว้าว! ช้อปสะดวกและปลอดภัยได้ทั้งที่ร้านออฟฟิศเมทและช่องทางออนไลน์ พร้อมบริการส่งฟรีถึงบ้านหรือธุรกิจเมื่อช้อป 499.-
“Back to Office” อุปกรณ์สำนักงาน ไอที แบรนด์ดังลดสูงสุด70% อาทิ คีย์บอร์ด เมาส์ไร้สาย ปริ้นเตอร์ ปลั๊กไฟ แฟ้มใส่เอกสาร กระดาษถ่ายเอกสาร และเครื่องเขียน เฟอร์นิเจอร์ครบเซ็ตลดสูงสุด 68% อาทิ เก้าอี้เพื่อสุขภาพ เก้าอี้ผู้บริหาร เก้าอี้สำนักงาน โต๊ะทำงาน ชั้นวางของ พร้อมของแถม อาทิ หม้อสุกี้ พัดลม หรือไมโครเวฟระบบสัมผัส เมื่อช้อปครบตามกำหนด*
“Back to Business” ร้านค้า ร้านอาหาร สะอาดปลอดภัยทุกตารางเมตร อัพความมั่นใจให้ลูกค้าพร้อมใช้บริการ กับอุปกรณ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อลดสูงสุด 49% อาทิ ถังบีบผ้าม็อปถูพื้น น้ำยาถูพื้น น้ำยาฆ่าเชื้อ แอลกอฮอล์ สบู่ล้างมือ ถุงขยะแยกประเภท กระดาษชำระ น้ำยาล้างจาน และสเปรย์ปรับอากาศ พร้อมอุปกรณ์ขายของราคาประหยัดสำหรับคาเฟ่ร้านอาหาร เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ถุงกระดาษ กล่องใส่อาหาร และชุดคว่ำจาน

พิเศษสุด!… ออฟฟิศเมท แจกโค้ดส่วนลดแบรนด์ดังสุดคุ้ม! เมื่อช้อปสินค้าที่ร่วมรายการครบตามกำหนด* อาทิ ชุดเฟอร์นิเจอร์ Serta, Furradec, หมึกและโทนเนอร์ แบรนด์ brother, Canon, EPSON, hp, FUJIFILM, RICOH, อุปกรณ์สำนักงานและเครื่องเขียนแบรนด์ one & me.style, Elephant, QuanTum, Horse, MAX, 3M และส่วนลดไอทีแบรนด์ดัง ลดหนักจัดเต็ม อาทิ  mi, TOSHINO, Kingston, CASIO และ Panasonic เป็นต้น

ช้อปสะดวกและปลอดภัยทุกคำสั่งซื้อ ด้วยมาตรการป้องกันโควิด-19 ทั้งที่ร้านและบริการจัดส่ง ตั้งแต่กระบวนการจัดเตรียมสินค้า จนถึงมือลูกค้าโดยทีมงานจัดส่งของออฟฟิศเมท ลูกค้ากรุงเทพและปริมณฑล สั่งซื้อจ.-ศ. ก่อน 18:00 น. รับสินค้ารวดเร็วในวันทำการถัดไป ลูกค้า 99% ยืนยันรับสินค้าตรงเวลา และลูกค้าต่างจังหวัดรับสินค้าใน 3 วันทำการ ช้อปสะดวกและง่ายทุกช่องทาง! จัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.-* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)

•  ช้อปออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม. ที่ OfficeMate Mobile App และเว็บไซต์    https://bit.ly/3Du2L4M
•  Chat & Shop ผ่าน Line: @OfficeMate พร้อมรับคูปองส่วนลดสุดพิเศษมากมาย แอดไลน์เลย! http://bit.ly/LineOfficeMate
•  โทรสั่งซื้อง่ายๆ กับ OfficeMate Contact Center 1281 ให้บริการทุกวัน 8:00 – 22:00 น.
•  สัมผัสสินค้าและช้อปทันทีได้ที่ร้านทุกสาขา หรือ Line / โทรสั่งซื้อโดยตรงกับร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส เช็คเลย! https://bit.ly/37Xfqix


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

How to ขับเคลื่อน SME สู่โรงงานแห่งอนาคต

ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี (SME) นับเป็นธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในเอเชียแปซิฟิก อาทิ เพิ่มอัตราการจ้างงานจำนวนมาก เร่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ กระตุ้นให้เกิดการบริโภคสูงขึ้น และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรม

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ประจำปี พ.ศ. 2562 ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2561 มีเอสเอ็มอีประมาณ 3 ล้านบริษัท ซึ่งคิดเป็น 86% ของการจ้างงานในประเทศไทย และคิดเป็น 45% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี (GDP) อย่างไรก็ตามพบว่า ตัวเลขการเติบโตของจีดีพีจากภาคเอสเอ็มอีปรับลดลงเหลือ 35% ในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2564 จากข้อมูลของ สสว. ซึ่งรายงานภาพรวมของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19

อุตสาหกรรมการผลิตในกลุ่มเอสเอ็มอีทั่วประเทศไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามการทำธุรกิจรูปแบบเดิม ๆ และต้องเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในปัจจุบัน โดยดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันจะเปิดโอกาสใหม่ ๆ ทำให้พวกเขามีส่วนร่วมในนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ล้ำหน้าและยกระดับบริการเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น สร้างแหล่งมูลค่าใหม่ ๆ และท้ายที่สุดคือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันพร้อมความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจทั้งตลาดในระดับประเทศและในระดับโลก

โดย Dassault Systèmes ขอเสนอมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายในการรับมือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นของผู้ประกอบการโรงงานเอสเอ็มอี และข้อเสนอแนะในการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ความคล่องตัว และความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น

เอสเอ็มอีจะรับมือความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงเร็วโดยเฉพาะด้านการขอปรับงานดีไซน์ได้อย่างไร?

เมื่อความต้องการลูกค้าเปลี่ยนแปลงตลอด และคาดหวังการตอบสนองที่รวดเร็ว นั่นคือเหตุผลที่การทำงานเป็นทีมจึงมีความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน และระบบงานวิศวกรรมช่วยให้ทีมสามารถทำงานร่วมกันได้ผ่านแพลตฟอร์มหนึ่งเดียวกันซึ่งช่วยขจัดปัญหาการทำงานแบบไซโลได้อย่างสิ้นเชิง เมื่อคำนึงถึงความท้าทายดังกล่าว เอสเอ็มอีจำเป็นต้องมองหาแพลตฟอร์มเพื่อให้พนักงานทำงานร่วมกันผ่านฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ โดยใช้แพลตฟอร์มเดียวที่เปิดโอกาสให้ทีมงานทุกคนสามารถเข้าถึงและทำงานร่วมกันได้ ยกระดับธุรกิจและทีมงานให้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ รวมทั้งคิดค้นผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ได้อย่างเต็มที่ ตัวอย่างเช่น ผู้ออกแบบแม่พิมพ์จะสามารถใช้ฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น การจำลองการฉีดพลาสติกในสภาพแวดล้อมเดียว และทำงานในแบบจำลองเดียว เอสเอ็มอียังสามารถใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติขั้นสูงเพิ่มเติม เช่น การออกแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้ประหยัดเวลามากขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความมั่นใจในการปกป้องข้อมูล โดยกำหนดผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลได้ ไม่ว่าจะเป็นแบบกลุ่มหรือรายบุคคล

ฝ่ายผลิตสามารถจัดการกับแบบที่มีการแก้ไขและรับมือกับตัวแปรอื่น ๆ ได้อย่างไร?

การถอดองค์ความรู้แบบเฉพาะเจาะจง (Capturing knowledge) เป็นสิ่งสำคัญหากต้องการเพิ่มความเร็วในการทำโปรเจกต์หรือเตรียมการปรับแต่ง โดยสามารถนำเข้าข้อมูลจากโครงการที่ผ่านมา เช่น ชนิดของอุปกรณ์เสริม การกำหนดค่า หรือรหัสเครื่อง NC ที่ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกัน สำหรับการเปลี่ยนแปลงการออกแบบ เนื่องจากทีมงานทั้งหมดทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัลตัวเดียวกัน ข้อมูลจะถูกส่งต่อจากทีมงานออกแบบไปสู่ทีมงานการผลิตอย่างราบรื่น ซึ่งฝ่ายผลิตจะได้รับการแจ้งเตือน และสามารถอัปเดตตามโมเดลที่ได้รับการอัปเดตได้อย่างง่ายดาย ด้วยชุดแอปพลิเคชันที่ทำงานสอดประสานกันเพื่อกำหนดรูปแบบการใช้งานของเครื่องมือ จำลองการนำวัสดุออก และการเคลื่อนไหวของเครื่องจักร โดยเอสเอ็มอีไม่ต้องจัดการกับความซับซ้อนของการใช้เครื่องมือและรูปแบบข้อมูลที่หลากหลายเพื่อตรวจสอบความถูกต้องในการปฏิบัติงาน

ฝ่ายผลิตควรดำเนินการอย่างไรเพื่อลดความซับซ้อนในการใช้งานหุ่นยนต์ในกระบวนการผลิต?

ด้วยแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกัน เอสเอ็มอีสามารถเขียนโปรแกรมและจำลองหุ่นยนต์เพื่อใช้งานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยสามารถเข้าถึงแคตตาล็อกหุ่นยนต์จำนวนมากหรือสามารถสร้างหุ่นยนต์ที่กำหนดค่าต่าง ๆ เองได้ โซลูชันการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์จะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถจำลองและตรวจสอบการทำงานของหุ่นยนต์ รวมทั้งดำเนินการตั้งโปรแกรมออฟไลน์ได้ ซึ่งความสามารถเหล่านี้ช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหุ่นยนต์ได้

เอสเอ็มอีจะรับมือความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงเร็วโดยเฉพาะด้านการขอปรับงานดีไซน์ได้อย่างไร?

เมื่อความต้องการลูกค้าเปลี่ยนแปลงตลอด และคาดหวังการตอบสนองที่รวดเร็ว นั่นคือเหตุผลที่การทำงานเป็นทีมจึงมีความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน และระบบงานวิศวกรรมช่วยให้ทีมสามารถทำงานร่วมกันได้ผ่านแพลตฟอร์มหนึ่งเดียวกันซึ่งช่วยขจัดปัญหาการทำงานแบบไซโลได้อย่างสิ้นเชิง เมื่อคำนึงถึงความท้าทายดังกล่าว เอสเอ็มอีจำเป็นต้องมองหาแพลตฟอร์มเพื่อให้พนักงานทำงานร่วมกันผ่านฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ โดยใช้แพลตฟอร์มเดียวที่เปิดโอกาสให้ทีมงานทุกคนสามารถเข้าถึงและทำงานร่วมกันได้ ยกระดับธุรกิจและทีมงานให้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ รวมทั้งคิดค้นผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ได้อย่างเต็มที่ ตัวอย่างเช่น ผู้ออกแบบแม่พิมพ์จะสามารถใช้ฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น การจำลองการฉีดพลาสติกในสภาพแวดล้อมเดียว และทำงานในแบบจำลองเดียว เอสเอ็มอียังสามารถใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติขั้นสูงเพิ่มเติม เช่น การออกแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้ประหยัดเวลามากขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความมั่นใจในการปกป้องข้อมูล โดยกำหนดผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลได้ ไม่ว่าจะเป็นแบบกลุ่มหรือรายบุคคล

ฝ่ายผลิตสามารถจัดการกับแบบที่มีการแก้ไขและรับมือกับตัวแปรอื่น ๆ ได้อย่างไร?

การถอดองค์ความรู้แบบเฉพาะเจาะจง (Capturing knowledge) เป็นสิ่งสำคัญหากต้องการเพิ่มความเร็วในการทำโปรเจกต์หรือเตรียมการปรับแต่ง โดยสามารถนำเข้าข้อมูลจากโครงการที่ผ่านมา เช่น ชนิดของอุปกรณ์เสริม การกำหนดค่า หรือรหัสเครื่อง NC ที่ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกัน สำหรับการเปลี่ยนแปลงการออกแบบ เนื่องจากทีมงานทั้งหมดทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัลตัวเดียวกัน ข้อมูลจะถูกส่งต่อจากทีมงานออกแบบไปสู่ทีมงานการผลิตอย่างราบรื่น ซึ่งฝ่ายผลิตจะได้รับการแจ้งเตือน และสามารถอัปเดตตามโมเดลที่ได้รับการอัปเดตได้อย่างง่ายดาย ด้วยชุดแอปพลิเคชันที่ทำงานสอดประสานกันเพื่อกำหนดรูปแบบการใช้งานของเครื่องมือ จำลองการนำวัสดุออก และการเคลื่อนไหวของเครื่องจักร โดยเอสเอ็มอีไม่ต้องจัดการกับความซับซ้อนของการใช้เครื่องมือและรูปแบบข้อมูลที่หลากหลายเพื่อตรวจสอบความถูกต้องในการปฏิบัติงาน

ฝ่ายผลิตควรดำเนินการอย่างไรเพื่อลดความซับซ้อนในการใช้งานหุ่นยนต์ในกระบวนการผลิต?

ด้วยแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกัน เอสเอ็มอีสามารถเขียนโปรแกรมและจำลองหุ่นยนต์เพื่อใช้งานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยสามารถเข้าถึงแคตตาล็อกหุ่นยนต์จำนวนมากหรือสามารถสร้างหุ่นยนต์ที่กำหนดค่าต่าง ๆ เองได้ โซลูชันการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์จะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถจำลองและตรวจสอบการทำงานของหุ่นยนต์ รวมทั้งดำเนินการตั้งโปรแกรมออฟไลน์ได้ ซึ่งความสามารถเหล่านี้ช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหุ่นยนต์ได้

หากต้องการซื้อหุ่นยนต์และเครื่องจักรเพิ่มเติม จะสามารถประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนล่วงหน้าได้อย่างไร?

เอสเอ็มอีสามารถใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมเสมือนจริงเพื่อจัดวางและจำลองสภาพแวดล้อมการผลิต แบบ 3 มิติ รวมทั้งเลือกแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับใช้ในการผลิตได้ ซึ่งหมายความว่าไม่ต้องลงทุนอุปกรณ์ล่วงหน้าเพื่อให้ได้ผลลัพธ์อีกต่อไป สามารถสร้างแบบจำลองของพื้นที่โรงงาน รวมถึง Automated Guided Vehicles (AGV) ให้เหมาะสมกับขนาดการผลิต ทั้งแบบเดี่ยวหรือทั้งโรงงานได้ โดยการจำลองโลกเสมือนจริง (virtual twin simulation) จะช่วยให้ เอสเอ็มอีตั้งค่าได้เหมาะสมที่สุดจนถึงพิจารณารายละเอียดที่ซับซ้อนได้ นอกจากนี้ยังสามารถวางแผนได้ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ลดรอบเวลา ระบุปัญหาคอขวด หรือเข้าใจการใช้ทรัพยากรได้ดีขึ้น พร้อม ๆ กับการปรับปรุงการทำงานของระบบหุ่นยนต์

จะปรับปรุงและจัดการกับการผลิตหน้างานให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร?

เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในปัจจุบัน เอสเอ็มอีต้องปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานใหม่ โดยโซลูชัน Manufacturing Operations Management (MOM) จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดลงในแท็บเล็ต ทำให้เอสเอ็มอีมองเห็นและบริหารจัดการหน้างานได้แบบเรียลไทม์ ด้วยระบบดังกล่าว เอสเอ็มอีจะทราบถึงข้อมูลสำคัญ ๆ อาทิ สถานะเครื่องจักร ความคืบหน้าใบสั่งงาน การใช้ทรัพยากร ตัวชี้วัด เช่น ประสิทธิภาพอุปกรณ์โดยรวม (OEE) และข้อมูลอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับการตรวจสอบและการตัดสินใจ ด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์นี้ เอสเอ็มอีจะสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัวและรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดและความต้องการลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ปัญหาด้านคุณภาพหน้างานมักเกิดขึ้นเป็นประจำ จะสามารถปรับปรุงคุณภาพผลผลิตได้อย่างไร?

ความสามารถในการจัดการคุณภาพถูกรวมเข้ากับโซลูชัน MOM โดยเอสเอ็มอีสามารถตรวจสอบแดชบอร์ดสรุปข้อมูลโดยรวมของผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบการใช้งาน เช่น ระบุว่าผลิตภัณฑ์ใดผ่านเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ผ่าน ผู้ตรวจสอบคุณภาพสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และทำการวัดผลบนระบบนี้โดยไม่ต้องใช้กระดาษ หากมีปัญหา ผู้จัดการฝ่ายประกันคุณภาพ (QA) สามารถสร้างรายงานสำหรับปัญหานั้นๆ เพื่อติดตามผล รวมทั้งศึกษารูปแบบ วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาได้จากรายงานดังกล่าว นอกจากนี้ยังสามารถจัดเรียงการแจ้งเตือนที่มีรหัสข้อบกพร่องตามระดับความสำคัญได้ เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ในเวลาที่เหมาะสมและเป็นระบบ

สำหรับการตรวจสอบด้วยสายตา รูปแบบการจำลองโลกเสมือนจริงสามารถช่วยให้การตรวจสอบข้อบกพร่องที่พบได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและใช้บทวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อพัฒนาและปรับปรุงต่อไป การควบคุมกระบวนการผลิตด้วยหลักสถิติ (SPC) ยังสามารถนำมาใช้เพื่อติดตามผลิตภัณฑ์และตรวจสอบคุณภาพในกระบวนการ ช่วยให้เอสเอ็มอีตรวจเช็คกระบวนการย้อนหลัง พร้อมตรวจสอบว่ากระบวนการเหล่านี้มีความเสถียรหรือไม่ และยังสามารถช่วยระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการผลิต

หลักสำคัญอย่างนึงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย “Thailand 4.0” คือความพยายามส่งเสริมการนำนวัตกรรมดิจิทัล ออโตเมชัน และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ไปใช้ในภาคเอสเอ็มอี ประกอบกับรายงาน “ASEAN SME Transformation Study 2020” จัดทำโดย UOB, Accenture และ Dun & Bradstreet พบว่า เกือบสามในสี่ (71%) ของเอสเอ็มอีในประเทศไทยจัดอันดับให้การลงทุนด้านเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้วยโซลูชั่นเหล่านี้ เอสเอ็มอีสามารถแปลงกระบวนการผลิตทั้งหมดของพวกเขาให้เป็นดิจิทัลตั้งแต่การออกแบบจนเข้าสู่ขั้นตอนการผลิต นำความเป็นเลิศด้านการผลิตไปสู่อีกระดับ ก้าวสู่การเป็นโรงงานแห่งอนาคต

เกี่ยวกับ Dassault Systèmes

Dassault Systèmes คือบริษัท 3DEXPERIENCE ที่นำเสนอโลกเสมือนจริงให้แก่ผู้คนและองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับ การสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างยั่งยืน ด้วยโซลูชั่นระดับชั้นนำของโลกที่ปรับปรุงแนวทางการออกแบบ ผลิต และ สนับสนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ โซลูชั่นการประสานงานร่วมกันของDassault Systèmes ช่วยส่งเสริมนวัตกรรมทางสังคม ขยายความเป็นไปได้สำหรับโลกเสมือนจริงเพื่อปรับปรุงโลกแห่งความเป็นจริง บริษัทฯ มอบคุณประโยชน์ให้แก่ ลูกค้าองค์กรทุกขนาดกว่า 220,000 รายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในกว่า 140 ประเทศ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.3ds.com

3DEXPERIENCE, Compass, 3DS, CATIA, SOLIDWORKS, ENOVIA, DELMIA, SIMULIA, GEOVIA, EXALEAD, 3D VIA, BIOVIA, NETVIBES และ 3DEXCITE เป็นเครื่องหมายการค้า จดทะเบียนของ Dassault Systèmes หรือเป็นของบริษัทในเครือ ทั้งที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา และ/หรือ ประเทศอื่นๆ


บทความประชาสัมพันธ์
โดย
นาย เหลียง ยิง ชุน
 หัวหน้าฝ่าย Manufacturing Technical, Asia Pacific South, Dassault Systèmes


 

Exit mobile version