Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แชฟฟ์เลอร์โชว์โซลูชั่นอี-โมบิลิตี้ครบวงจร

บริษัท แชฟฟ์เลอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภาคธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมระดับโลกจากประเทศเยอรมนี จัดแสดงผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนยานยนต์ใหม่ล่าสุดและโซลูชั่นที่หลากหลายเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจยานยนต์แห่งอนาคต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การลดขนาดยานยนต์ การลดน้ำหนักของยานยนต์ และการใช้พลังงานไฟฟ้า ภายในบูธหมายเลข MG09 ในงานฟิวเจอร์ โมบิลิตี้ เอเชีย 2022  

นายซานโตส ปูจารี ประธานฝ่ายเทคโนโลยียานยนต์ บริษัท แชฟฟ์เลอร์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า “การเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ในภูมิภาคแห่งนี้ นับเป็นการเปิดโอกาสอย่างมากในการขับเคลื่อนภาคส่วนยานยนต์อย่างยั่งยืนเพื่อก้าวสู่อนาคตของพลังงาน  คาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวสู่โลกแห่งยานยนต์ที่ยั่งยืนยังครอบคลุมถึงความต้องการมอเตอร์ขับประสิทธิภาพสูงที่เกี่ยวข้องกับ CO2 โดยตรงด้วย ด้วยโซลูชั่นที่ครอบคลุมสำหรับมอเตอร์ขับแบบทั่วไปที่มีประสิทธิภาพสูงในด้าน CO2 และมอเตอร์ขับแบบไฟฟ้าทั้งระบบของแชฟฟ์เลอร์แล้ว เรายังมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น และเป็นนวัตกรรมล่าสุด เพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง รวมทั้งสามารถกำหนดรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ด้วย

ผลิตภัณฑ์ที่แชฟฟ์เลอร์นำมาจัดแสดงในครั้งนี้จะเป็นการนำเสนอโซลูชั่นที่ครอบคลุมสมบูรณ์แบบ ซึ่งรวมถึงอี-โมบิลิตี้ (E-Mobility) รถยนต์ไฟฟ้าระบบไฮบริด เครื่องยนต์สันดาป การติดตามตรวจสอบสภาพ และผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดอะไหล่ทดแทน

โซลูชั่นอีโมบิลิตี้

บริษัท แชฟฟ์เลอร์ ได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ จำนวน 18 รายการ ซึ่งประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ล่าสุดในส่วนของโซลูชั่นอีโมบิลิตี้ แบริ่ง ระบบส่งกำลังและเครื่องยนต์ รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์แชสซีทั้งหมด โดยครอบคลุมถึงระบบการจัดการความร้อนแบบครบวงจรที่จะช่วยควบคุมอุณหภูมิของแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังสามารถปรับการทำงานให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสภาพการทำงานในสถานการณ์จริงด้วย

นอกจากนี้ยังมีเพลาไฟฟ้า 3-in-1 แบบบูรณาการขั้นสูง  ซึ่งได้ผสานรวมมอเตอร์ไฟฟ้า ระบบส่งกำลัง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังไว้ภายในระบบเดียว เพื่อแสดงให้เห็นว่าวิธีการผสานรวมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมรรถนะสูงเข้ากับระบบโดยรวมได้อย่างราบรื่น และนวัตกรรมล่าสุดจากแชฟฟ์เลอร์ ตลับลูกปืนล้อ TriFinity รุ่นล่าสุด ซึ่งเป็นลูกปืนล้อสามแถวที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับระบบส่งกำลังที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และสามารถรับน้ำหนักเพลาได้มากขึ้น อีกทั้งยังให้อายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นอย่างมากและมีความทนทานสูง

การปรับเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานสำหรับเครื่องยนต์ไฮบริดและเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE)

ภายในงาน แชฟฟ์เลอร์ยังจัดแสดงกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าระบบไฮบริด ซึ่งรวมถึงระบบสั่งงาน    ไฮดรอลิกส์อัจฉริยะ (smart hydraulics actuation system) แบบออลอินวันที่มีขนาดกะทัดรัดสำหรับเพลาไฟฟ้าแบบสปีดเดียว และชุดเฟืองแพลเน็ตทารี่สำหรับระบบส่งกำลังทั้งแบบไฟฟ้าและแบบไฮบริด รวมทั้งยังจัดให้มีการสาธิตระบบ Smart OverRun System ซึ่งเป็นระบบกลไกวาล์วไฟฟ้าที่ช่วยลดภาระงานสำหรับเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยา อันจะส่งผลให้เกิดแรงบิดลากน้อยลงและระบบสตาร์ทสต็อปที่ปรับให้เหมาะสมเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสามารถลดการปล่อย CO2 สำหรับเครื่องยนต์ทั้งแบบสันดาปภายใน และแบบไฮบริดได้อย่างเห็นได้ชัด

นายชัชวาล ส้มจีน กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย บริษัท แชฟฟ์เลอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทยจำกัด  กล่าวว่า “งานฟิวเจอร์ โมบิลิตี้ เอเชีย (Future Mobility Asia) เป็นศูนย์กลางข้อมูลและเทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับผู้ผลิตสินค้าโออีเอ็ม ผู้สร้างนวัตกรรมด้านยานยนต์ ผู้แทนจำหน่าย และผู้ให้บริการ   โซลูชั่นเทคโนโลยีต่างๆ ในการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงและการพลิกโฉมด้านยานยนต์พลังงานสะอาดสำหรับภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะ เนื่องจากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของรถยนต์ไฟฟ้าผ่านนโยบายต่าง ๆ เช่น แผน 30/30 และสิ่งจูงใจสำหรับผู้ผลิตและผู้บริโภค ดังนั้นการเปิดเวทีต่างๆ อย่างเช่น การจัดงานฟิวเจอร์ โมบิลิตี้ เอเชีย 2022 จะช่วยให้แชฟฟ์เลอร์สามารถเชื่อมต่อกับลูกค้าและกลุ่มพันธมิตรธุรกิจที่มีความคิดเหมือนกันในการผลักดันนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ก้าวหน้าไปไกลยิ่งกว่าเดิมได้

สำหรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเข้าร่วมงานฟิวเจอร์ โมบิลิตี้ เอเชีย ของบริษัทแชฟฟ์เลอร์ สามารถคลิ๊กได้ที่ https://www.facebook.com/SchaefflerThailand/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ จัดทัพนวัตกรรมบุกงาน Future Energy Asia และ Future Mobility Asia 2022

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัลทราส์ฟอร์เมชั่น ด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น เดินหน้าชูนวัตกรรมที่ช่วยให้โลกยั่งยืนในงาน Future Energy Asia และ Future Moblity Asia 2022 ซึ่งเป็นงานที่รวมนวัตกรรมในการจัดการพลังงาน งานนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค นำด้วยนวัตกรรมไฮไลท์อาทิ สวิตช์เกียร์ GM AirSeT และ SM AirSeT นวัตกรรมใหม่ที่ใช้อากาศบริสุทธิ์แทนก๊าซ SF6 ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยให้ระบบไฟฟ้า อุตสาหกรรมและอาคารลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงรักษาและการดำเนินงาน พร้อมด้วย EcoStruxure Building แพลตฟอร์มสำหรับอาคารที่เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการพลังงานในอาคารให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน  และสร้างความยั่งยืน สามารถเชื่อมต่อกับระบบ EV Charger เพื่อทำการมอนิเตอร์และควบคุมได้จากที่เดียว

นายมงคล ตั้งศิริวิช รองประธานกลุ่ม Strategic Accounts ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่า “องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2020-2030 เป็นทศวรรษแห่งการดำเนินการ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่รุนแรงที่สุดของมนุษย์ โลก และเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ซึ่งเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราจึงทุ่มเทวิจัยผลิตภัณฑ์ในเชิงกลยุทธ์และยุทธวิธีที่ครอบคลุมเพื่อต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน วันนี้เราจึงมีการเปิดตัวตู้สวิตช์เกียร์รุ่นใหม่ GM AirSeT และ SM AirSeT ซึ่งไม่ใช้ก๊าซ SF6 ในตู้และอุปกรณ์ย่อยภายในเพื่อเป็นฉนวนอีกต่อไป แต่ใช้อากาศบริสุทธิ์แทน นับว่าเป็นความท้าทายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในการคิดค้นการใช้อากาศบริสุทธิ์แทนก๊าซ SF6 แต่ยังคงประสิทธิภาพการใช้งานโดยรวมและขนาดของตู้ขนาดเท่าเดิม”

ตู้สวิตช์เกียร์ GM AirSeT เทคโนโลยี GIS (Gas Insulated Substation) ชนิดแบบ Primary และตู้สวิตช์เกียร์ SM AirSeT เทคโนโลยี AIS (Air Insulated Substation) ชนิดแบบ Secondary มาพร้อมเซ็นเซอร์อัจฉริยะแบบฝังตัว ยังคงเปี่ยมขุมพลังแห่งดิจิทัลด้วย แพลตฟอร์ม EcoStruxure ช่วยให้สามารถมอนิเตอร์ข้อมูลและมีประสทธิภาพในการควบคุม รวมถึงการตรวจสอบประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน การจ่ายไฟฟ้าและจะช่วยให้สามารถบำรุงรักษาเชิงป้องกันและพยากรณ์การซ่อมบำรุงได้ ผู้ดูแลสามารถตรวจสอบการทำงานทั้งหมดได้จากระยะไกล ข้อมูลเชิงลึกจะถูกป้อนเข้าสู่เครื่องมือวิเคราะห์บนคลาวด์ที่มีประสิทธิภาพเพื่อดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ โดย GM AirSeT เหมาะสำหรับโรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ดาต้าเซ็นเตอร์ และกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ขณะที่ SM AirSeT เหมาะสำหรับ คอนโดมิเนียม อาคารขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ฯลฯ

นอกจากนี้ในงาน Future Energy Asia 2022 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังจัดแสดงแพลตฟอร์มดิจิทัล EcoStruxure Building นวัตกรรมล้ำสมัยสำหรับอาคาร ช่วยในการบริหารจัดการและควบคุมการใช้พลังงาน ทั้งเรื่องของ HVAC หรือ Heating (การทำความร้อน) V-Ventilation (การระบายอากาศ) และ AC-Air Conditioning (การปรับอากาศ) นวัตกรรมดังกล่าวช่วยลดการใช้พลังงานที่สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น ด้วยโซลูชันอัจฉริยะที่ช่วยทั้งเรื่องการควบคุม มอนิเตอร์ และการวิเคราะห์ข้อมูล ที่ใช้งานง่ายและคุ้มค่าใช้จ่าย โดยไม่จำเป็นต้องแบกรับความซับซ้อนด้านไอที ทั้งในการติดตั้งและบำรุงรักษาที่คาดการณ์ไม่ได้ โดย EcoStruxure Building สามารถใช้ผ่านเว็บไซต์และมือถือช่วยให้เจ้าของอาคาร ผู้ดูแล และผู้ปฏิบัติการอาคารได้เห็นภาพสถานะของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตน ช่วยให้สามารถติดตามการใช้พลังงาน รวมทั้งควบคุมประสิทธิภาพได้อย่างง่ายดาย

พร้อมกันนี้ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังไปเปิดตัว โซลูชั่นสำหรับ EV Charger ช่วยในเรื่องการบริหารจัดการพลังงานได้อย่างดี สำหรับอาคาร และสำหรับสถานีชาร์จไฟฟ้า อาทิ EcoStruxure EV Advisor, EcoStruxure EV Changing Expert รวมไปถึงการเปิดตัว EV Charger รุ่นใหม่สำหรับอาคารและที่พักอาศัย ซึ่งนับเป็นไฮไลท์สำคัญสำหรับอาคารในอนาคตอีกด้วย โดยผลิตภัณฑ์ EV Changer ที่เปิดตัวล่าสุดได้แก่ EVlink Pro AC ซึ่งมาพร้อมกับระบบป้องกันแบบ Built – in ภายใน สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้และรองรับ NFC ทำให้มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน และสร้างความยั่งยืนสำหรับอาคาร เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพิ่มเวลาทำงานและประสิทธิภาพสูงสุด และรับประกันประสบการณ์ผู้ใช้ที่ราบรื่นสำหรับผู้ติดตั้ง EV ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ขับขี่

ภายในงาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังได้นำเทคโนโลยี Wiser Home Control ระบบควบคุมบ้านอัจฉริยะสำหรับอัพเกรดบ้านให้ทันสมัยมากขึ้น ครบเครื่องตัวช่วยยุคใหม่ในการจัดการบ้าน ยุค 4.0 ผู้ใช้สามารถสั่งเปิด-ปิด ตั้งค่าอัตโนมัติต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ต เช่น ระบบแสงสว่าง เครื่องปรับอากาศ เครื่องเสียง สมาร์ททีวี ชุดโฮมเธียร์เตอร์ ระบบม่าน กล้อง CCTV และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ พร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อและทำงานผสานร่วมกับระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่มีขนาดจิ๋ว ติดตั้งง่าย ได้อีกด้วย เช่นนำไปติดตั้งที่ประตู หน้าต่าง ใต้อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ เพื่อตรวจสอบน้ำรั่วได้อีกด้วย

ภายในบูธ ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ สำหรับธุรกิจในยุค 4.0 เพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อยอดความยั่งยืนขององค์กร อาทิ ระบบแรงดันไฟฟ้าต่ำ โซลูชันไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ โซลูชันบริการดูแลรักษาระบบไฟฟ้าด้วย IoT: EcoStruxure Service Plan รวมไปถึง โซลูชันซอฟต์แวร์จาก AVEVA เทคโนโลยีซอฟต์แวร์ระดับโลก สำหรับอุตสาหกรรมและอาคารในแบบ End-to-End

สำหรับผู้ที่สนใจเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค พบกันได้ในงาน Future Energy Asia และ Future Mobility 2022 สามารถเยี่ยมชม ได้ที่ ฮอลล์ 98 บูธ MK01  ณ ไบเทค บางนา ในวันที่ 20-22 กรกฎาคม 2565 นี้ พลาดไม่ได้ กับสิทธิพิเศษสำหรับท่านที่ลงทะเบียนเข้าชมบูธล่วงหน้าที่ https://bit.ly/3c6uqzw  และเพียงโชว์อีเมลยืนยันการลงทะเบียนที่หน้างาน รับฟรีของที่ระลึกสุดพิเศษจากชไนเดอร์ อิเล็คทริค


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สแกนเนีย สยามจัดงาน “SCANIA Total Solution Activity”

บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด จัดงาน SCANIA Total Solution Activity” เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าผู้มีอุปการะคุณ และให้ลูกค้าได้ชมโฉมใหม่ของรถ SCANIA Truck Model 2022  พร้อมบอกเล่าเรื่องราวและจุดยืนของสแกนเนียที่จะสร้างความยั่งยืนในธุกิจขนส่ง และพร้อมเคียงคู่กับลูกค้าเพื่อขับเคลื่อนผลกำไรอย่างยั่งยืน ภายในงานลูกค้ายังได้ร่วมแบ่งปันความประทับใจในการใช้รถสแกนเนี นอกจากนี้ลูกค้ายังได้รับความสนุกสนานและลุ้นไปกับการแข่งขันโกคาร์ท โดยมีนายโจฮัน  คลาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดและหัวหน้างานด้านความยั่งยืน (ที่ 1 จากซ้าย) นางสาวดวงใจ พงศ์ประเทืองสุข ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการงานขาย (ที่ จากซ้าย) และนายทรงพล ตั้งตรงรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายขายรถบรรทุก (ที่ จากขวา) บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด ร่วมกันมอบถ้วยรางวัลให้กับผู้ชนะ พร้อมกันนั้นลูกค้ายังได้ชิมอาหารอร่อย ๆ ฟังดนตรีเพราะ  และได้รับของรางวัลต่าง ๆ กลับบ้านไปอีกมากมาย  ณ สนาม EasyKart.net แหลมบาลีฮาย พัทยา


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ต้นทุนพลังงานไฟฟ้า (Utilities of Digital World) โอกาสหรือความท้าทาย? พาไทยสู่ “ดิจิทัลฮับ” ในอาเซียน” โดย STT GDC Thailand

จังหวะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังฟื้นตัวจากโควิดและการเร่งระดมปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรอบด้านของภาครัฐและเอกชนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจทุกรูปแบบ สองปัจจัยนี้กำลังผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้าเข้าใกล้สู่การเป็น Digital Hub ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากยิ่งขึ้นได้จริงหรือ? จากรายงาน e-Conomy SEA Report 2021 ฉบับล่าสุด จัดทำโดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่าภายในปี 2568 ประเทศไทยจะมีมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลสูงถึง 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีขนาดเศรษฐกิจดิจิทัลใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคอาเซียน ประกอบกับเทรนด์การดำเนินธุรกิจที่เน้นความยั่งยืน หรือ ESG (Environment, Social,  Governance) ได้กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับขับเคลื่อนระบบนิเวศดิจิทัลพร้อมดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ

ประเทศไทยกับการเป็น Digital Hub คือสิ่งที่เป็นจริงได้

ข้อมูลจากรายงาน Thailand Internet User Behavior 2021 ของ ETDA ตอกย้ำให้เห็นว่าคนไทยอยู่กับโลกออนไลน์อย่างจริงจัง ตามสถิติล่าสุดเฉลี่ยถึงวันละ 10 ชั่วโมง 36 นาที ในขณะที่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการต่างหันมาทำ Digital Transformation รับมือต่อการเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบของโควิดหลากหลายมิติ ตลาดที่เห็นได้ชัดเจน คือ e-Commerce ที่มีการแข่งขันดุเดือดและภาคการเงินที่เร่งพัฒนาบริการดิจิทัลมากมาย สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังเดินไปอยู่ยุค Digital First อย่างแท้จริง ประกอบกับการบังคับใช้ของกฎหมาย PDPA ที่แม้ในช่วงแรกจะต้องให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ใช้กฎหมายด้วย แต่มั่นใจว่าในอนาคตจะเป็นกลไกสำคัญที่นำพาธุรกิจและผู้ประกอบการไทยไปแข่งขันในระดับสากลได้

อีกทั้งจุดเด่นทางด้านภูมิศาสตร์และทำเลที่ตั้งที่ประเทศไทยอยู่ในจุดศูนย์กลางของภูมิภาคฯ บวกกับนโยบายการสนับสนุนจากภาครัฐและการมุ่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศจากหลายภาคส่วน อาทิ เครือข่าย 5G เทคโนโลยีคลาวด์ หรือการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทำให้ Digital Hub ระดับภูมิภาคไม่ไกลเกินจริง

“ต้นทุนพลังงานไฟฟ้า” คือ ความท้าทายที่เปลี่ยนเป็นโอกาสได้ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน

การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ “เศรษฐกิจดิจิทัล” ล้วนมีต้นทุนแฝงอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนแรงงานที่ยังต้องเร่งพัฒนาทักษะดิจิทัล ต้นทุนของการวางโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเครือข่ายและอื่น ๆ อีกมากมาย

ไม่ต่างจากการก้าวเข้าไปริเริ่มหรือทำธุรกิจด้วยไอเดียใหม่ ๆ ซึ่งต้องคำนึงถึงต้นทุนเป็นสำคัญเสมอ  สำหรับ “ต้นทุนพลังงานไฟฟ้า” ถือเป็น Utilities of Digital World (สาธารณูปโภคแห่งโลกดิจิทัล) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้ขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อใช้ดำเนินธุรกิจ

แท้จริงแล้ว “พลังงานไฟฟ้า” เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายในการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศที่ส่งผลกระทบชิ่งต่อ ๆ กันเป็นลูกโซ่ นอกจากพลังงานไฟฟ้าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางทางเศรษฐกิจใหม่แล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ อย่าง Data Center ที่ใช้พลังงานอย่างมหาศาลเพื่อรัน Facilities ให้กับธุรกิจต่าง ๆ ข้อมูลจาก Statista พบว่า Hyperscale Data Center มีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นในช่วงสองปีหลัง (2563-2564) อยู่ที่ 76.23 TWh และ 86.58 TWh (TeraWatt-hour, ล้านล้านหน่วยชั่วโมง) ตามลำดับ

ที่มา: Statista 

ยิ่งธุรกิจขยายขนาดมากขึ้นรวดเร็วเท่าใด ยิ่งต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานอย่าง ดาต้า เซ็นเตอร์ ในการเก็บข้อมูล ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีการร่วมลงทุนในธุรกิจพลังงานมากขึ้นเพื่อขยายขีดความสามารถและเสาะหาแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่ ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโลกดิจิทัลที่หมุนตลอด 24×7

ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกระดูกสันหลังหลักของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบกับธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการสนับสนุนจากภาครัฐจึงจำเป็นในระยะยาว เพื่อสร้างช่องทางให้ประเทศเติบโต คำตอบอยู่ที่การลงทุน Digital Infrastructure ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับประเทศในระดับหมื่นล้านบาทขึ้นไป และยังสร้างงานใหม่ ๆ สำหรับอนาคต” ดย ศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

STT GDC Thailand ในฐานะผู้นำไฮเปอร์สเกล ด้าต้า เซ็นเตอร์ เข้าใจและตระหนักดีถึงความท้าทายในด้านพลังงานไฟฟ้า เสนอแนวคิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืนด้วยแนวทางการเปลี่ยนผ่าน “ต้นทุนพลังงานไฟฟ้า“ ให้เป็น “โอกาส” ทางเศรษฐกิจใหม่แก่ประเทศไทยที่ทุกฝ่ายควรร่วมมือกัน ดังนี้

1. นโยบายการสนับสนุนด้านพลังงานไฟฟ้าจากภาครัฐต้องชัดเจนและเป็นรูปธรรม

เนื่องจากกำลังไฟฟ้ามีผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจดิจิทัลที่พึ่งพา ดาต้า เซ็นเตอร์  ซึ่งการสนับสนุนการลงทุนจาก BOI ยังโฟกัสไปที่กลุ่มผู้ให้บริการและนักลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเป็นการลดภาษีเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการลดค่าไฟฟ้า จัดหาแรงจูงใจหรือ Incentive อย่างเหมาะสมให้กับธุรกิจที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่าง “ดาต้า เซ็นเตอร์” จะส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยได้อย่างตรงจุด ดังนั้นภาครัฐควรพิจารณาเพื่อวางกรอบปฎิบัติและจัดทำนโยบายสนับสนุนด้านพลังงานอย่างชัดเจนและเหมาะสม โดยเฉพาะธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ที่จัดเก็บข้อมูลไว้ในประเทศไทย

2. มีจุดยืนร่วมกันในการ “จัดสรรพลังงานไฟฟ้า” อย่างเหมาะสม 

การทำธุรกิจด้าต้า เซ็นเตอร์ในยุคใหม่คือการจำหน่ายเป็นกำลังไฟฟ้า (Power Per Rack)  ไม่ได้จำหน่ายเป็น Rack (ชั้นวางเซิร์ฟเวอร์) อย่างที่เคยมีมา ดังนั้นการสร้างจุดยืนร่วมกันเพื่อรับฟังความเห็นและตั้งคณะกรรมการหรือวางกรอบนโยบายเพื่อจัดสรรพลังงานไฟฟ้าอย่างเหมาะสมให้กับธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ โดยเฉพาะ จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนควรขับเคลื่อนร่วมกันเป็นภาคี รวมถึงประเด็นในการนำพลังงานทางเลือก/หมุนเวียนมาใช้มากขึ้น

3. สร้างเครือข่าย/ศูนย์กลาง รับ-ส่ง พลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ 

นิยามการให้บริการของดาต้า เซ็นเตอร์ในยุคนี้คือ “ห้ามล่ม” โดยการจ่ายไฟฟ้าจะไม่เพียงพอหรือดับไม่ได้เด็ดขาดเพราะนั่นหมายถึงความสูญเสียทางธุรกิจที่ประเมินค่าไม่ได้  เสมือนไฟดับระหว่างการผ่าตัดใหญ่หรือระหว่างการทำธุรกรรมสำคัญ ดังนั้นกำลังไฟฟ้าที่หล่อเลี้ยงโครงสร้างพื้นฐานอย่างดาต้า เซ็นเตอร์ ควรมีเครือข่ายหรือสร้างเป็นศูนย์กลาง รับ-ส่ง เฉพาะ (Electronic Power for DATA CENTER) เพื่อส่งมอบพลังงานไฟฟ้าแบบ Direct

4. แบ่งปัน Knowledge และ Knowhow เพื่อ “พัฒนาเทคโนโลยีไฟฟ้า” อย่างยั่งยืน 

ความยั่งยืน (Sustainability) คือ อนาคตของโลกธุรกิจในวันนี้และวันหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย นอกจากมาตรฐานต่าง ๆ ที่ดาต้า เซ็นเตอร์ควรมีเพื่อความยั่งยืนแล้ว “ความรู้ + ทักษะ” ทางเทคโนโลยีสำหรับการบริหารและจัดการกำลังไฟฟ้าในดาต้า เซ็นเตอร์ ควรมีการต่อยอด พัฒนา หรือสร้างเป็นหลักสูตรอบรมเฉพาะทาง เพื่อบ่มเพาะ Data Center Technician รุ่นใหม่ ๆ ที่จะเป็นกำลังสำคัญดูแลโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและพาไทยไปสู่Digital Hub ในระดับภูมิภาคฯ ได้

เกี่ยวกับ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย)

เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) เป็นบริษัทร่วมทุนภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” ผู้นำการให้บริการสมาร์ทแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร และเอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “เอสทีที จีดีซี” (STT GDC) ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก จากสิงคโปร์

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู https://www.sttelemediagdc.com/th-en/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CADT DPU เปิดอบรม Upskill 2 หลักสูตร พร้อมรับใบประกาศฯ จาก IATA ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรในอุตฯการบิน ตอบโจทย์การปฏิบัติงานยุคปัจจุบัน

นต.ดร.วัฒนา มานนท์ คณบดีวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT) และผู้อำนวยการสถาบันการบิน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DAA) เปิดเผยว่า สถาบันการบิน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หรือ DPU Aviation Academy (DAA) ศูนย์ฝึกอบรมด้านการบิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT DPU) มหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้การรับรองให้เป็น Authorized Training Center จากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือ International Air Transport Association (IATA) เปิดอบรมหลักสูตร Human Factors and Safety Management Fundamentals รุ่นที่ แบบ Classroom ที่สถาบันฯ วันที่ 22-25 สิงหาคม 2565 และ หลักสูตร Airline Customer Service Fundamentals (e-Learning) รุ่นที่ 2 แบบ Virtual Classroom ผ่าน Zoom วันที่ 29-31 สิงหาคม 2565 พร้อมรับประกาศนียบัตรจาก IATA เมื่อสอบผ่าน

ทั้งนี้ การจัดอบรมใน 2 หลักสูตรดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจในปัจจัยมนุษย์ที่มีผลต่อการจัดการด้านความปลอดภัยให้กับบุคลากรด้านการบิน และบุคคลทั่วไป ที่มีความสนใจเกี่ยวกับมนุษยปัจจัยในนิรภัยการบิน รวมไปถึงการบริการลูกค้าในงานสายการบินและความรู้พื้นฐาน ประกอบด้วย คำจำกัดความ จิตวิทยาด้านการบิน โดยติวเข้มความรู้ด้านการบริการ การสร้างความประทับใจ และดึงดูดลูกค้าให้กลับมาใช้บริการและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามเนื้อหาหลักสูตรที่เลือกอบรมตามมาตรฐานของ IATA เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม  สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั้งสองหลักสูตรเหมาะสำหรับบุคลากรในหน่วยงานในอุตสาหกรรมการบิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งเน้นพัฒนาความรู้ ทักษะ และตอบโจทย์ในการปฏิบัติงานในโลกยุคปัจจุบัน

ทั้ง 2 หลักสูตรดังกล่าว เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ผู้ที่สนใจสามารถ      สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถาบันการบิน มธบ. (DAA) โทร. 061-863-7991  Line: @daa_dpu  เว็บไซต์ daa.dpu.ac.th


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อีริคสันและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จับมือกันเตรียมความพร้อมบุคลากรรับ 5G ในประเทศไทย

อีริคสัน (NASDAQ : ERIC) และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ผนึกกำลังร่วมกันมอบความรู้เทคโนโลยี 5G ให้แก่นักศึกษาไทย โดยนักศึกษาของ มจธ. จะสามารถเข้าถึง ‘Ericsson Educate’ ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มด้านการศึกษาออนไลน์ของอีริคสัน เพื่อเตรียมความพร้อมพัฒนาบุคลากรรองรับการขับเคลื่อนไปสู่ Industry 4.0 และส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ซึ่งแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ‘Ericsson Educate’ จะช่วยส่งเสริมการเรียนทางเทคนิคของนักศึกษาอย่างต่อเนื่องด้วยหลักสูตรต่าง ๆ ที่เพิ่มพูลทักษะด้านไอซีที และเตรียมพร้อมนักศึกษาสำหรับการไปทำงานในภาคโทรคมนาคม

‘Ericsson Educate’ เป็นพอร์ทัลทักษะดิจิทัลที่ให้บริการสื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีหลัก ๆ รวมถึง 5G และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อาทิ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิง (ML) ระบบอัตโนมัติ (Automation), บล็อกเชน (Blockchain), คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing), วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science), อินเทอร์เน็ตออฟติงส์ (IoT) และ โทรคมนาคม (Telecommunication) ซึ่งเนื้อหาการเรียนรู้จากพอร์ทัล ‘Ericsson Educate’ จะช่วยให้นักศึกษาและคณาจารย์เข้าถึงแหล่งข้อมูลการเรียนรู้ดิจิทัลที่มีคุณภาพผ่านประสบการณ์ 145 ปีด้านโทรคมนาคมและไอซีทีของอีริคสัน

อีริคสันจะเปิดให้บริการแก่นักศึกษาของ มจธ. ในคณะวิศวกรรมศาสตร์และนวัตกรรม โดย มจธ.จะผนวกหลักสูตรต่าง ๆ ที่มีอยู่ในพอร์ทัลของ Ericsson Educate เข้ากับหลักสูตรที่เปิดสอนอยู่ให้นักศึกษาสามารถใช้เป็นรายวิชาเรียนรู้เก็บหน่วยกิต เพื่อรับวุฒิการศึกษาและใบรับรองหลักสูตร นอกจากนี้อีริคสันจะจัดวิทยากรรับเชิญที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาบรรยายในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง โดยผ่านการคัดเลือกจาก มจธ. ล่วงหน้า และคาดว่าในปีแรกเพียงปีเดียวจะมีนักศึกษาประมาณ 2,000 คนจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

มร. อิกอร์ มอเรล ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “การร่วมมือกับ มจธ. ถือเป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมของความร่วมมือทางวิชาการในอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาบุคลากรรองรับ 5G ในประเทศไทย ซึ่งการเสริมเนื้อหาการศึกษาของ Ericsson Educate อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญของอีริคสัน จะเสริมสร้างทักษะและความรู้ด้านไอซีทีแก่นักศึกษาได้อย่างแข็งแกร่ง”

“ด้วยความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นการเร่งผลักดันประเทศเดินหน้าไปสู่ยุค Industry 4.0 ผ่านการเพิ่มพูลทักษะและเตรียมความพร้อม 5G ให้แก่บุคลากรที่มีความสามารถ” มร.อิกอร์ กล่าวเสริม

รศ. ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า “การเติมเต็มช่องว่างระหว่างทักษะของพนักงานด้านไอซีทีกับทักษะที่บริษัทไอซีทีต้องการมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อตอบสนองความต้องการทักษะแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับอีริคสันเพื่อจัดการกับช่องว่างของทักษะที่ยังขาดอยู่ และเตรียมพร้อมนักศึกษาในเรื่อง 5G เพื่อให้พวกเขาสามารถมีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล”

มจธ. จะมอบหมายคณาจารย์และทีมงานผู้สอนเพื่อสนับสนุนโครงการนี้ และส่งเสริมการมอบปริญญาออนไลน์ให้กับนักศึกษาของเรา รวมถึงนักศึกษาที่เป็นบุคคลทั่วไปในประเทศไทย อีริคสันจะร่วมมือกับ มจธ. บูรณาการหลักสูตรและสื่อการสอนที่มีอยู่แล้วใน Ericsson Educate เข้าเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรของมหาวิทยาลัยฯ สำหรับหลักสูตรออนไลน์ที่ไม่ใช่ปริญญา หลักสูตร Micro Credential และหลักสูตรปริญญา โดยอีริคสันจะอบรมคณาจารย์ของ มจธ. ผ่านเว็บบินาร์ต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนและเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาที่สอน

อีริคสัน ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทยมายาวนานถึง 116 ปี สนับสนุนความก้าวหน้าของประเทศผ่านโมบายล์เจนเนอเรชั่นหลากหลาย ตั้งแต่ 2G ,3G ,4G และ 5G ในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในทุก ๆ ด้านของวงการสื่อสารโทรคมนาคมในประเทศ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดแล้ว! วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มข. ลุยผลิตบัณฑิต ตอบโจทย์เทรนด์โลกอนาคต เตรียมเปิดหลักสูตร “ปัญญาประดิษฐ์-ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์”ในปี 66

เมื่อเร็วๆนี้  มหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดงาน Grand Opening College of Computing โดยมี รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงานการจัดงาน ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น ประธานในพิธีกล่าวเปิดงาน ผ่านระบบ Zoom  รองศาสตราจารย์สิรภัทร เชี่ยวชาญวัฒนา รักษาการแทนคณบดีวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ในการนี้มีผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหารคณะ/หน่วยงาน คณาจารย์ และนักศึกษา ร่วมกิจกรรมกว่า 250 คน ณ ห้องประชุมวิทยวิภาส 1 อาคารวิทยวิภาส มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รองศาสตราจารย์สิรภัทร เชี่ยวชาญวัฒนา รักษาการแทนคณบดีวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า   “วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (College of Computing, Khon Kaen University) เป็นส่วนงานเทียบเท่าคณะวิชา  โดยพื้นฐานเดิมมาจากสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งก่อตั้งเป็นภาควิชาเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2537  โดยได้ผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีมาแล้ว 25 รุ่น และปริญญาโท ปริญญาเอกมามากกว่า 10 รุ่น”

“วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มีวิสัยทัศน์ พันธกิจ และนโยบายเพื่อเป็นส่วนงานใหม่ที่มีความเฉพาะด้าน Computing ขั้นสูง  โดยเปิดสอนหลักสูตรทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก รวมทั้งสิ้น 8 หลักสูตร และมีแผนการจะเปิดหลักสูตรใหม่ 2 หลักสูตร ในปีพ.ศ. 2566  คือ หลักสูตรปัญญาประดิษฐ์ และหลักสูตรความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มีความต้องการสูงสำหรับตลาดงานด้าน Computing วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์  พิธีเปิดวิทยาลัยคอมพิวเตอร์ขึ้นในครั้งนี้  หวังให้เป็นที่รู้จักต่อสาธารณชน  เป็นการสร้างโอกาส และมิติที่ท้าทายในการเผยแพร่ชื่อเสียง กิจกรรมที่นักศึกษา บุคลากรได้มีส่วนร่วม ตลอดจนกิจกรรมความร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นจะให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในด้านศาสตร์ทางด้านคอมพิวเตอร์ และการเผยแพร่องค์ความรู้ของวิทยาลัยให้เป็นที่รู้จัก ทั้งด้านวิจัย นวัตกรรม และผลงานของคณาจารย์และนักศึกษาด้าน Computing”

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า  “พิธีเปิดตัววิทยากลัยการคอมพิวเตอร์ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ ออกสู่สาธารณชน ในฐานะเป็นส่วนงานใหม่เทียบเท่าคณะวิชา โดยยกฐานะจากสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์  และได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา  ณ วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2565 โดยกำหนดวิสัยทัศน์ “วิทยาลัยชั้นนำเพื่อผลิตบัณฑิต วิจัย และบริการวิซาการ ด้านการคำนวณคอมพิวเตอร์ขึ้นสูง (Advanced Computing) ระดับสากล”  มีพันธกิจและนโยบายเพื่อเป็นส่วนงานใหม่ที่มีความเฉพาะด้าน Computing ขั้นสูง”

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า  “ปัจจุบันการคำนวณคอมพิวเตอร์ หรือ Computing เป็นสิ่งที่เป็นความท้าทายและเป็นแนวโน้มที่สำคัญของโลก ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้คำนึงถึง 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นที่หนึ่ง Computing แนวโน้มของมหาวิทยาลัยนานาชาติในการให้ความสำคัญในการจัดตั้งส่วนงานที่มีความเฉพาะด้าน Computing ที่มีเพิ่มมากขึ้น เพื่อผลิตบัณฑิตที่เป็นความต้องการของโลก และให้การสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ จากภาคเอกชนหรือภาคอุตสาหกรรม ประเด็นที่สองคือ แนวโน้มใหม่ในการคำนวณคอมพิวเตอร์ (Emerging Trend in Computine) ที่จะเป็นกระแสคลื่นด้านเทคโนโลยีที่สำคัญในสองทศวรรษถัดไป เช่น ปัญญาประดิษฐ์ และความมั่นคงและความปลอดภัยไซเบอร์ และอื่น ๆ และประเด็นที่สาม คือ บริบททางด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ (Politics & Social & Economics) ซึ่งการคำนวณคอมพิวเตอร์จะมีผลกระทบต่อการปรับเปลี่ยนทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ และประเด็นสุดท้าย คือการดำเนินตาม วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการเป็น มหาวิทยาลัยวิจัยและพัฒนาชั้นนำระดับโลก”  มีหน้าที่ในการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ เพื่อการพัฒนาประเทศ การสร้างองค์ความรู้ในระดับโลก และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชมและสังคมนั้น  ซึ่งศาสตร์ด้านการคำนวณคอมพิวเตอร์ หรือ Computing จึงถือว่าเป็นแนวโน้มของโลก (Global Mega Trend) และสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็น ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ด้านปัญญาประดิษฐ์ ด้านเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตและประมวลผล Cloud Computing, Blockchain, Def, NFT, โลกเสมือน Metaverse นอกจากนั้น ยังมี การบูรณาการศาสตร์ Computing เพื่อประยุกต์ในการสร้างความเป็น Intelligence ให้กับศาสตร์อื่นๆ อาทิเช่น ด้านการแพทย์ การเกษตร สถาปัตยกรรม สังคม ศิลปะ และต่างๆ ได้อีกมาก  นับเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญในการดำเนินการเชิงรุก ในการนำไปสู่การกำหนดทิศทางของศาสตร์ด้านการคำนวณคอมพิวเตอร์”

“ฉะนั้นการสนับสนุนให้เยาวชนในประเทศมีพื้นฐานที่สำคัญด้านการออกแบบ การแก้ปัญหาด้วยการคำนวณคอมพิวเตอร์ การสร้างความรู้ความเข้าใจในดิจิทัล การคำนวณคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์สำหรับบุคคลทั่วไป รวมไปถึง การผลิตบัณฑิต และพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถสูงด้านการคำนวณคอมพิวเตอร์ที่สามารถตอบสนองภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมได้  การวิจัยด้านการคำนวณขั้นสูงในระดับแนวหน้า (Frontier Research) การสร้างนวัตกรรมด้านการคำนวณคอมพิวเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์ (Computing & AI Innovation) ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่สำคัญอื่นๆ  จะสามารถยกระดับและช่วยเหลือสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ก่อให้เกิดทักษะอาชีพใหม่ ที่สามารถรองรับกับสังคมในยุคเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่  สอดคล้องและตอบรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคอุตสาหกรรม 5.0  เกิดการสร้างและมีเทคโนโลยีของตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติได้ต่อไป”

ข่าว : วัชรา น้อยชมภู รวิพร สายแสนทอง ภาพ : อรรถพงษ์ ฮามพงษ์


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วว. จัดอบรมมาตรฐานการทดสอบ วิจัยพัฒนาระบบรางให้แก่หน่วยงานสถาบันวิจัยการก่อสร้างแห่งชาติมาเลเซีย

ดร.อาณัติ  หาทรัพย์  ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง (ศทร.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  พร้อมคณะนักวิชาการ ศทร. ได้เดินทางไปจัดโปรแกรมอบรมด้านมาตรฐานการทดสอบและการวิจัยพัฒนาระบบรางให้แก่หน่วยงานสถาบันวิจัยการก่อสร้างแห่งชาติมาเลเซีย – Construction Research  Institute  of  Malaysia  (CREAM)  เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565    กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย  โดยการจัดโปรแกรมอบรมในครั้งนี้  ศทร. วว. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีในหัวข้อ ด้านมาตรฐานและการทดสอบชิ้นส่วนงานทางรถไฟ  เช่น หมอนคอนกรีตอัดแรง เครื่องยึดเหนี่ยวราง ฯลฯ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง วว. และ CREAM  ซึ่ง CREAM ต้องการหน่วยงานเชี่ยวชาญจากต่างประเทศให้การอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรภายในสังกัดและขยายงานทดสอบให้มากขึ้น รวมทั้งปฏิบัติงานทดสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานห้องปฏิบัติการสากล เช่น   ISO 17025  เป็นต้น

โปรแกรมการอบรมดังกล่าวประกอบด้วยภาคบรรยายและภาคปฏิบัติการในห้องปฏิบัติการทดสอบงานโครงสร้างของ CREAM โดย ดร.อาณัติ บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการทสอบหมอนคอนกรีตต่างๆ ทั้งการทดสอบภาคสถิตและพลวัตร อาทิเช่น ISO 22480 , BS EN 13230 , AREMA  2010, Australian Standard เป็นต้น รวมทั้งทฤษฎีของการออกแบบหมอนคอนกรีตเบื้องต้น ซึ่งหัวข้อการบรรยายได้รับความสนใจจากคณะวิศวกรและช่างเทคนิคจาก CREAM เป็นอย่างมาก รวมทั้งมีคำถามและมีการแลกเปลี่ยนความรู้ตลอดช่วงการบรรยาย  ในส่วนภาคปฏิบัติการคณะนักวิชาการ ศทร.วว. ได้ถ่ายทอดเทคนิคการติดตั้ง การจัดวาง การตรวจสอบ และขั้นตอนการทำงานทดสอบต่างๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของ CREAM สามารถจัดทำขั้นตอนการทำงาน หรือ Work instruction สำหรับการทดสอบได้ต่อไป

อนึ่ง  ศทร.วว. และ CREAM ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือเมื่อวันที่  20  สิงหาคม  2565  โดยมีขอบเขตความร่วมมือ  5 ด้าน  ดังนี้  1) การพัฒนามาตรฐานการรถไฟ เช่น ร่วมแบ่งปัน พัฒนาและร่างมาตรฐานการรถไฟในระดับชาติหรือระดับภูมิภาค  2) การส่งเสริมอุตสาหกรรมรถไฟ เช่น การก่อสร้างหรือการดำเนินงานและการบำรุงรักษา 3) การสร้างขีดความสามารถในการทดสอบและรับรองวัสดุ ผลิตภัณฑ์ และบุคลากรทางรถไฟ  4) การวิจัยและพัฒนาระบบการขนส่งทางราง เช่น เทคโนโลยีการตรวจสอบและติดตาม การบำรุงรักษาสมัยใหม่ วัสดุที่เป็นนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถไฟ เป็นต้น และ 5) การพัฒนาบุคลากรทางด้านระบบขนส่งทางราง เช่น co-degree/non-degree/ up-skill/re-skill หรือฝึกอบรมวิชาชีพ หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีในระบบราง เป็นต้น ดังนั้นการจัดโปรแกรมอบรมครั้งนี้ ของ ศทร.วว. นับเป็นอึกหนึ่งความก้าวหน้าของความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบราง ระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย เพื่อร่วมกันผลักดันระบบสนับสนุนอุตสาหกรรมรางให้มีความยั่งยืนต่อไป    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการจาก ศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง  วว. ได้ที่  โทร.0 2577 9000, 02577 9143 ต่อ 201 และ 304  E-mail : patcharee_a@tistr.or.th  https://www.tistr.or.th/rttc/  Facebook Page : https://www.facebook.com/RTTC.TISTR


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ จะประเมินแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้นได้อย่างไร

โดยปานกาจ ชาร์มา รองประธานบริหาร ธุรกิจ Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

การเปลี่ยนกระบวนการในเกือบทุกฟังก์ชั่นของสังคมเป็นระบบดิจิทัล นำไปสู่การเกิดข้อมูลจำนวนมหาศาล และมีอัตราเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ คาดกันว่าการสร้างและสำรองข้อมูลทั่วโลกจะนำไปสู่การเติบโตที่อัตรา 23 เปอร์เซ็นต์ต่อปีภายในปี 2025  โดยมีแนวโน้มว่าอัตราการเติบโตในระดับนี้ จะเกินศักยภาพความจุของดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะรับไหวในช่วงเวลาเดียวกัน เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหลายในโลก มีการใช้พลังงานคิดเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดอยู่แล้ว และแม้ว่าอุตสาหกรรมจะมีการพัฒนาประสิทธิภาพที่ดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อจากทศวรรษที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าประสิทธิภาพเหล่านั้น จะสามารถชดเชยความต้องการด้านพลังงงานของดาต้าเซ็นเตอร์ได้ในปีต่อๆ ไปได้หรือไม่

ในขณะที่อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์กำลังเร่งดำเนินการให้เท่าทันต่อความต้องการ อีกทั้งยังทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอันสูงส่งด้านความยั่งยืน ในการดำเนินการทั้งสองเรื่องนี้ นอกจากอุตสาหกรรมต้องจัดการเรื่องประสิทธิภาพด้านพลังงานแล้ว ยังต้องดูแลผลกระทบด้านสภาพแวดล้อมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับอาคารและการจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ การที่ทุกบริษัทตัดสินใจเองว่าผลกระทบเหล่านี้คืออะไรบ้างและจะวัดผลกระทบอย่างไร แต่ก็เป็นเรื่องยากในการที่ลูกค้า นักลงทุนและกระทั่งผู้ประกอบการก็ตามที่จะรู้ว่าบริษัทปฏิบัติงานเป็นอย่างไรบ้าง

สำหรับอุตสาหกรรมที่จะมุ่งหน้าไปสู่ความยั่งยืนในแนวทางที่มีความหมาย ต้องผสานรวมแนวคิดเรื่องของการวัด ว่าต้องวัดอะไรบ้าง วัดอย่างไร และกำหนดความสำเร็จได้อย่างไร

สร้างมาตรฐานประสิทธิภาพด้านพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์

มาตรฐานอุตสาหกรรมด้านประสิทธิภาพความยั่งยืนและพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์นั้นมีอยู่แล้ว ตัวชี้วัดตัวแรกสำหรับมาตรฐานการวัดประสิทธิภาพพลังงานดาต้าเซ็นเตอร์ถูกสร้างขึ้นในปี 2007  ปัจจุบันเป็นหนึ่งในศัพท์สามัญที่อุตสาหกรรมใช้กันทั่วไป โดย Green Grid ได้พัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือ PUE (Power Usage Effectiveness) เพื่อวัดสัดส่วนของพลังงานทั้งหมดที่ถูกใช้ไปกับไอที ประโยชน์ของการวัดมาตรฐานนั้นชัดเจน ตั้งแต่ที่มีนำเรื่องนี้มาใช้ ค่า PUE โดยเฉลี่ยในแต่ละปีของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มีการปรับปรุงดีขึ้นอย่างมาก เนื่องจากผู้ประกอบการต่างหาทางเพิ่มประสิทธิภาพของทุกสิ่งในดาต้าเซ็นเตอร์ ตั้งแต่ระบบทำความเย็น จนถึงระบบแสงสว่าง  ตัวชี้วัด PUE ช่วยนำอุตสาหกรรมไปสู่แง่มุมที่สำคัญด้านประสิทธิภาพพลังงาน พร้อมขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้น และเมื่ออุตสาหกรรมต้องเผชิญกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ขยายตัวในวงกว้าง ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องก้าวต่อไปข้างหน้า

การสร้างแนวทางด้านความยั่งยืนในองค์รวม

อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องมีกรอบการทำงานด้านความยั่งยืนในภาพรวม พร้อมตัวชี้วัดมาตรฐานเพี่อชี้แนะเรื่องการวางแผนสำหรับทั้งเจ้าของกิจการและผู้ดำเนินงาน ศูนย์วิจัยด้านการบริหารจัดการพลังงานของชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Energy Management Research Center) ได้พัฒนากรอบการทำงานแรกของอุตสาหกรรม ด้วยการใช้ความเชี่ยวชาญของผู้เชี่ยวชาญด้าน ESG ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนและสถาปนิกด้านโซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์ มาช่วยในการคาดเดาถึงความยั่งยืนของดาต้าเซ็นเตอร์  กรอบการทำงานนี้ จัดทำขึ้นโดยใช้ตัววัดเฉพาะทางถึง 23 ประเภทด้วยกัน ซึ่งได้มีการอธิบายไว้ในเอกสาร white paper “Guide to Environmental Sustainability Metrics for Data Centers”  ซึ่งเป็นชุดมาตรฐานของตัวชี้วัด ที่จะช่วยให้บริษัทต่างๆ มุ่งเน้นที่ผลกระทบสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม และช่วยประเมินประสิทธิภาพที่เกี่ยวข้องกับส่วนต่างๆ อีกทั้งช่วยสร้างแผนงานเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพ

การชี้แนะแนวทางดังกล่าว ยังช่วยให้ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ ระบุจุดยืน ณ ปัจจุบันบนเส้นทางสู่ความยั่งยืนตามตัวชี้วัดที่ใช้ในการติดตามความคืบหน้า โดยเมื่อองค์กรกำหนดได้ว่าองค์กรตนอยู่จุดไหนของการมุ่งมั่นเพื่อสร้างความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้น จุดที่ก้าวหน้า หรือนำหน้าไปแล้วก็ตาม องค์กรสามารถเลือกตัวชี้วัดเพิ่มเพื่อเริ่มติดตามผลลัพธ์ในขณะที่ก้าวไปตามเส้นทางที่วางไว้ ตัวชี้วัดเหล่านี้จะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท โดยแต่ละประเภทจะแสดงให้เห็นถึงบริเวณหลักในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

  • พลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ ใช้พลังงานในปริมาณมหาศาล การปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงานจึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมลพิษทางอากาศ กระทั่งลดปริมาณน้ำที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดาต้าเซ็นเตอร์ สร้างก๊าซเรือนกระจกจากพลังงานที่ซื้อมา รวมถึงกิจกรรมที่ไซต์งาน และจากส่วนประกอบของคาร์บอนในอุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ทุกรายต้องสามารถบอกปริมาณและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ให้ได้ เพื่อหาโอกาสในการลดการปล่อยก๊าซดังกล่าว
  • น้ำ ดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิมต้องใช้น้ำในการทำความเย็นในระบบ ซึ่งประเมินการใช้น้ำแต่ละปีอยู่ที่ 25 ล้านลิตรสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก 1MW  ระบบทำความเย็นเป็นแค่หนึ่งในฟังก์ชั่นของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้น้ำ โดยตัวชี้วัดแบบใหม่จะช่วยให้ผู้ดำเนินงานสามารถวัดการใช้น้ำและระบุหาเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยลดการใช้น้ำให้ได้มาก
  • ของเสีย ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องวัดและบริหารจัดการเรื่องของเสียที่ส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตของดาต้าเซ็นเตอร์ อีกทั้งนำแนวทางปฏิบัติด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ เพื่อลดของเสียทั่วซัพพลายเชน
  • พื้นที่และความหลากหลายทางชีวภาพ การสร้างและดำเนินการดาต้าเซ็นเตอร์ สามารถส่งผลกระทบต่อดิน น้ำ และอากาศ อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์จึงควรวัดผลกระทบเหล่านี้ เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศที่อยู่รอบๆ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพที่มีการพึ่งพากันอยู่

ติดตามความคืบหน้าด้วยระบบให้คะแนนที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

นอกจากความกดดันจากลูกค้าและนักลงทุนแล้ว อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ยังต้องตอบสนองต่อกฎระเบียบข้อบังคับที่ต้องปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพด้านความยั่งยืน โดย Title 24 ของแคลิฟอร์เนีย ได้กำหนดมาตรฐานต่างๆ เพื่อประสิทธิภาพด้านพลังงานทั้งอาคารใหม่และอาคารปัจจุบัน ในขณะที่ Green Building Masterplan ของสิงคโปร์ ได้กำหนดเป้าหมายว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของการพัฒนาใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นภายในปี 2030 จะต้องเป็น Super Low Energy (SLE)  ในสหภาพยุโรป ‘Fit for 55‘ รวมเรื่องกฏระเบียบใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นการลดคาร์บอนในภาคอาคาร  บริษัทต่างๆ ที่นำนวัตกรรมใหม่มาใช้ รวมถึงผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องมีตัวชี้วัดเพิ่มเพื่อวัดว่าอาคารของตนดำเนินการได้สอดคล้องตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเหล่านี้อย่างไรบ้าง

ยังมีกรอบการทำงานอีกหลายอย่าง นอกจากกรอบการทำงานที่ชไนเดอร์ได้เผยแพร่ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ให้ความสามารถในการมองเห็น ตั้งแต่โค้ด LEED และ BREEAM ตลอดจน Greenhouse Gas Protocol  และเมื่ออุตสาหกรรมมุ่งไปสู่มาตรฐานต่างๆ สำหรับตัวชี้วัดเหล่านี้ รวมถึงวิธีการวัดผล เราจะพัฒนาภาษากลาง (common language) เพื่อใช้งานร่วมกัน โดยผู้ประกอบการรายใดก็ตาม สามารถประเมินความคืบหน้าพร้อมทั้งเปรียบเทียบกับรายอื่นๆ ในอุตสาหกรรมได้

ปูทางสู่อนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น

ทุกประเทศในโลกต่างกำลังมุ่งเน้นเรื่องความยั่งยืน และกำหนดเป้าหมายอันสูงส่ง พร้อมกับนำกฎระเบียบและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้ นอกจากนี้ หลายบริษัทกำลังเดินหน้าไปตามเส้นทางดังกล่าว และลูกค้าต่างเรียกร้องให้ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์สาธิตถึงความยั่งยืน นอกจากเพื่อดึงดูดลูกค้าแล้ว การปรับปรุงประสิทธิภาพความยั่งยืนจะให้ผลลัพธ์เรื่องการลดค่าใช้จ่ายและให้ประโยชน์ในการดำเนินงานด้านอื่นๆ สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์  โดยอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ มีโอกาสที่จะดำเนินการได้รวดเร็วเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ซึ่งจะให้ประโยชน์เรื่องของกำไร และประโยชน์ต่อชุมชนทั่วโลก รวมถึงความปลอดภัยของโลก ฉะนั้นการรู้ว่าจะวัดผลเรื่องอะไรคือขั้นตอนแรก


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท จัดแคมเปญ 27th Anniversary Sale ลดแรงทุกแผนก แจกของแถมทั้งหน้าร้านและออนไลน์

ออฟฟิศเมท และ ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดแคมเปญ 27th Anniversary Sale มอบความสุขขอบคุณลูกค้า ลดแรงทุกแผนก แจกของแถมทุกช่องทางช้อปทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ตลอดเดือนกรกฎาคม  2565

ผู้ประกอบการ SME และจัดซื้อองค์กร พลาดไม่ได้กับสินค้าดีราคาเด็ด!อุปกรณ์สำนักงานและไอเทมจำเป็นสำหรับ Back to Office ซื้อครบแถมเพิ่ม ราคาต่อชิ้นสุดคุ้ม, เฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังรับประกันคุณภาพ จัดเต็มส่วนลดให้ประหยัดสูงสุด 70%, อุปกรณ์โรงงานและคลังสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำมาตรฐานสากล ลดสะท้านคลัง

คุ้มจัดหนัก! ออฟฟิศเมทแจกของพรีเมียมฟรี เมื่อช้อปครบตามยอดซื้อที่กำหนด อาทิ กระเป๋า ร่ม เตาปิ้งย่างอเนกประสงค์ หม้อไฟฟ้า และเครื่องดูดฝุ่น ติดตามโปรโมชั่นดีๆ ได้ทุกช่องทางช้อป ทั้งที่ร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ทุกสาขา, ออนไลน์ที่ OfficeMate Mobile App หรือเว็บไซต์  https://bit.ly/3OTUYC9 และ Chat & Shop ที่ Line: @OfficeMate หรือ OfficeMate Contact Center 1281 ออฟฟิศเมทบริการส่งฟรีเมื่อช้อป 499.- ตามกำหนด


Exit mobile version