Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Binance แต่งตั้ง ยี่ เหอ ผู้ร่วมก่อตั้ง Binance เป็นซีอีโอร่วม (Co-CEO) ในช่วงเดียวกับจำนวนผู้ใช้งานใกล้แตะ 300 ล้านราย

ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ – 3 ธันวาคม 2568 — Binance ผู้นำระบบนิเวศบล็อกเชนระดับโลกที่อยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกทั้งในแง่ปริมาณการซื้อขายและจำนวนผู้ใช้งาน ประกาศบนเวที Binance Blockchain Week 2025  ว่า ได้แต่งตั้ง นางสาวยี่ เหอ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ดำรงตำแหน่งซีอีโอร่วม (Co-CEO)

“คุณยี่เป็นส่วนสำคัญของทีมผู้บริหารระดับสูงตั้งแต่วันแรกที่ Binance ก่อตั้ง ด้วยแนวคิดและการทำงานที่สร้างสรรค์และมุ่งเน้นผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลางของเธอมีบทบาทสำคัญในการกำหนดวิสัยทัศน์ วัฒนธรรม และกลยุทธ์ทางธุรกิจแบบ Bottom-up ของบริษัท” นายริชาร์ด เท็ง ซีอีโอร่วมของ Binance กล่าวและเสริมว่า “การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนพัฒนาการตามลำดับขั้นอย่างเป็นธรรมชาติของแพลตฟอร์ม และเธอจะยังพาองค์กรไปสู่ความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อไป”

“เรายังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายที่ได้รับความไว้วางใจและอยู่ภายใต้กฎระเบียบมากที่สุดในโลก โดยให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานของเราเป็นอันดับแรกเสมอ คุณยี่มีบทบาทสำคัญในการขยายชุมชนของเราและขับเคลื่อนนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ในขณะที่เราทำงานเพื่อเข้าถึงผู้ใช้งานหนึ่งพันล้านราย เราทั้งคู่มุ่งเน้นไปที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Web3 และส่งเสริมเสรีภาพทางการเงิน เสริมแกร่งให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วมในระบบการเงินที่เปิดกว้างและเป็นธรรม” นายริชาร์ดกล่าวเสริม

“ฉันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับริชาร์ด ผู้มีประสบการณ์หลายสิบปีในตลาดการเงินที่มีการกำกับดูแล และเป็นหนึ่งในบุคคลแรกๆ ที่กำกับดูแลตลาดคริปโตในช่วงเริ่มต้น” นางสาวยี่ เหอ กล่าว “เรานำมุมมองที่หลากหลายมารวมกัน และมั่นใจในการเป็นผู้นำอนาคตของอุตสาหกรรมในช่วงเวลาสำคัญนี้ ในขณะที่เราขยายการดำเนินงานทั่วโลกอย่างมีความรับผิดชอบ และขับเคลื่อนนวัตกรรมที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานของเราเสมอ”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ZEEKR 7X คว้ารางวัล Best Performing and Innovation Premium Mid-Size Electric SUV

กรุงเทพฯ, 27 กันยายน 2568 – ZEEKR แบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี รับรางวัล Best Performing and Innovation Premium Mid-Size Electric SUV หรือรถยนต์ไฟฟ้าเอสยูวีพรีเมียมขนาดกลางยอดเยี่ยมด้านสมรรถนะและนวัตกรรม ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (TAJA) ตอกย้ำความ      ก้าวล้ำในด้านประสิทธิภาพ และการนำเสนอนวัตกรรมระดับมาสเตอร์คลาส

รางวัล Best Performing and Innovation Premium Mid-Size Electric SUV นับเป็นเครื่องหมายการันตีความสำเร็จและการยอมรับของ ZEEKR 7X จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (TAJA) ซึ่งจัดขึ้นภายในงานประกาศรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2568 เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้มีการพัฒนาก้าวหน้าไปในระดับสากลมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังเป็นข้อมูลสำหรับผู้บริโภคที่จะนำไปใช้เป็นข้อมูลต่อการตัดสินใจซื้อตั้งแต่การเลือกสมรรถนะ ความสะดวกสบาย การออกแบบ ความปลอดภัย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และที่สำคัญที่สุดคือความคุ้มค่าของรถ และความคุ้มค่าของราคา

ทั้งนี้ความล้ำของยนตรกรรม ZEEKR 7X มีความโดดเด่นและครบเครื่องทั้งความงามแบบไทม์เลส และสมรรถนะดุดันแบบเร้าใจ พร้อมเปลี่ยนอารมณ์ทุกการเดินทางให้เต็มไปด้วยความมั่นใจ และความปลอดภัยขั้นสูงโดยเฉพาะการก้าวข้ามทุกข้อจำกัดทั้งเส้นทางบนถนนและเส้นทางออฟโรดภายใต้แนวคิด “Indulge Every Journey” มากไปกว่านั้น ZEEKR 7X สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม SEA (Sustainable Experience Architecture)      ที่ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดและได้รับการรับรองด้วยมาตรฐาน Euro NCAP 5 ดาว โดยได้คะแนน 91% สำหรับการปกป้องผู้โดยสารผู้ใหญ่ และ 90% สำหรับการปกป้องผู้โดยสารเด็ก ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจในความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัวอย่างแท้จริง

ทุกการเติบโตของ ZEEKR คือการมุ่งมั่นค้นคว้าวิจัย และการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตยานยนต์อัจฉริยะให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ และความเป็นไปแห่งโลกอนาคต รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ภายใต้แผนงานขยายโครงข่ายสถานีชาร์จคุณภาพในพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของแบรนด์ที่ภูมิใจนำเสนอยนตรกรรมอีวีที่มีความชาญฉลาดแก่ลูกค้าชาวไทย สำหรับรางวัล Best Performing and Innovation Premium Mid-Size Electric SUV หรือรถยนต์ไฟฟ้าเอสยูวีพรีเมียมขนาดกลางยอดเยี่ยมด้านสมรรถนะและนวัตกรรม ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติ และแสดงถึงความสำเร็จในการทำการตลาดเชิงรุกที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการหลังการขาย นับเป็นความภาคภูมิใจที่จะทำให้ ZEEKR รักษามาตรฐานให้ดียิ่งขึ้น และพร้อมเดินหน้ามุ่งมั่นพัฒนายานยนต์ที่จะเข้ามายกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวไปสู่สังคมยานยนต์พลังงานทางเลือกที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคคนไทยได้เป็นอย่างดี


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รวมพลังคน มจพ. ส่งต่อความช่วยเหลือ! เปิดรับบริจาคสิ่งของเพื่อผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ร่วมกับสภานักศึกษา และองค์การนักศึกษา จัดโครงการมจพ. ปันน้ำใจ เพื่อผู้ประสบอุทกภัยระยะเวลารับบริจาค วันที่ 1–12 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00–15.00 . (หยุดวันหยุดราชการ) สถานที่รับบริจาค สวนปาล์ม อาคาร 40 ปี มจพ. (กรุงเทพฯ)

โครงการมจพ. ปันน้ำใจ เพื่อผู้ประสบอุทกภัยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดทางภาคใต้ และขอเชิญชวนบุคลากร นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ร่วมบริจาคสิ่งของจำเป็นเพื่อส่งต่อการสนับสนุนไปยังพื้นที่ประสบภัย  ทั้งนี้ สิ่งของที่ต้องการรับบริจาค  ได้แก่ 1) ข้าวสาร  2) อาหารแห้ง อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง  3) อาหารกระป๋องพร้อมทาน / เครื่องปรุงรส / น้ำมันพืช 4) น้ำดื่ม / นมกล่อง 5) อุปกรณ์ยังชีพสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ชุดยาสามัญ 6) ผ้าอนามัย แปรงสีฟัน แชมพู สบู่ 7) เสื้อผ้า / ผ้าห่ม / ผ้าอ้อมสำเร็จรูป (เด็ก/ผู้ใหญ่) 8) กระดาษชำระ / ผ้าอนามัยและอื่น ๆ ที่จำเป็น

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมบริจาคผ่านบัญชีของมหาวิทยาลัยได้ที่ ชื่อบัญชี: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี: 565-3000-221   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองกิจการนักศึกษา มจพ.

โทรศัพท์ 0 2555 2000 ต่อ 1151, LINE : @sa.kmutnb, เว็บไซต์ https://sa.op.kmutnb.ac.th

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือขอเชิญชวนทุกท่านร่วมแบ่งปันน้ำใจเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

ขวัญฤทัย ข่าว/ภาพ กองกิจฯ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สมดุลพลังงานยุคเปลี่ยนผ่าน มองบทบาทโรงไฟฟ้าฐาน ด้านเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานไทย ก่อนเดินหน้าสู่พลังงานหมุนเวียนเต็มตัว

ทิศทางพลังงานหลักของโลกมีเป้าหมายในการเดินหน้าสู่การใช้ พลังงานหมุนเวียน” (Renewable Energy: RE) อย่างเต็มตัว แต่คำถามที่ต้องเผชิญ คือ เมื่อความต้องการและปริมาณการใช้พลังงานเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง พลังงานหมุนเวียนจะรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้หรือไม่ เพราะพลังงานจากธรรมชาติอย่างแสงแดดและลมมีความไม่แน่นอน ขณะที่พลังงานทางเลือกอื่นยังมีต้นทุนสูง หรือมีความกังวลด้านความปลอดภัย หลายประเทศจึงมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า พลังงานหมุนเวียน คืออนาคต แต่โรงไฟฟ้าฐาน (Base-load Power Plant) ยังคงเป็นรากฐานของระบบไฟฟ้าที่โลกยังต้องพึ่งพา

สำหรับประเทศไทยก็เช่นกัน คำถามนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงแดด ลม และพลังงานทางเลือกอื่น กำลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตามเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และ Net Zero จะสามารถทดแทน รักษาเสถียรภาพ ความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศได้หรือไม่ รวมถึงโรงไฟฟ้าฐานโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีเสถียรภาพสูงยังมีความหมายต่อระบบมากน้อยแค่ไหน เหตุการณ์ไฟฟ้าดับบางพื้นที่จากกรณีโรงไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว หลุดจากระบบเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างสะท้อนว่า ระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ต้องการทั้งความสะอาด ความมั่นคง และความต่อเนื่องไปพร้อมๆ กัน

ด้วยเหตุนี้ การรักษาสมดุลของเสถียรภาพพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน จึงต้องดำเนินการควบคู่กันอย่างเหมาะสม โดยโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง มีกำลังการผลิตรวม 1,434 เมกะวัตต์ สามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่องมากกว่า 90% ต่อปี เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของ “โรงไฟฟ้าฐานหลักที่ทันสมัย” และเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าฐานขนาดใหญ่ที่มีความเสถียรสูงของไทย มีการใช้เทคโนโลยี HELE (High Efficiency, Low Emission) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงและการควบคุมมลสาร (สารหรือองค์ประกอบที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพอากาศ) ที่เข้มงวดและสูงกว่ามาตรฐานสากล นอกจากจะใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิตไฟฟ้าแล้ว โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ยังมีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) อย่างจริงจังอีกหลายโครงการเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน อาทิ  การศึกษาการเผาไหม้ร่วม (Co-firing) โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเชื้อเพลิงสะอาดแห่งอนาคตอย่าง แอมโมเนีย (Ammonia) และ ชีวมวล (Biomass) มาใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วม เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรง หรือ โครงการนวัตกรรมดักจับคาร์บอน (CCUS) ซึ่งริเริ่มโครงการวิจัย “Microalgae CCUS” โดยร่วมมือกับพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่นในการใช้จุลสาหร่าย (Microalgae) ดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และนำจุลสาหร่ายที่ได้ไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และ ระบบตรวจวัดคุณภาพการปล่อยอากาศแบบต่อเนื่อง (CEMs) ที่เปิดเผยค่าการปล่อยมลพิษสู่สาธารณะ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบได้แบบโปร่งใส

ดังนั้น แม้เป้าหมายด้านพลังงานของประเทศไทย จะมุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น แต่การผสมผสานอย่างชาญฉลาด (Smart Energy Mix) ในการใช้งานโรงไฟฟ้าฐานที่ทันสมัย และพลังงานหมุนเวียน น่าจะเป็นคำตอบของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่สมดุลระหว่างความสะอาดและความมั่นคง ที่ไม่ใช่เพียงเรื่องไฟไม่ดับเท่านั้น แต่คือการสร้างความมั่นใจ มั่นคง ส่งเสริมให้กับทุกย่างก้าวในการพัฒนาของทั้งภาครัฐ ภาคเศรษฐกิจ ธุรกิจ โรงงาน โรงพยาบาล การสื่อสาร การคมนาคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนในประเทศอีกด้วย

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี มุ่งพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.blcp.co.th/web/index หรือ Facebook : โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี – BLCP Power Limited


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผลสำรวจการ์ทเนอร์ชี้องค์กรที่ประเมินระบบ AI สม่ำเสมอมีแนวโน้มจะได้รับคุณค่าจากการใช้ GenAI สูงถึง 3 เท่า

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 20 พฤศจิกายน 2568 – การ์ทเนอร์ อิงค์ บริษัทชั้นนำด้านข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจและเทคโนโลยี เผยผลสำรวจพบว่า องค์กรที่ตรวจสอบและประเมินประสิทธิภาพของระบบ AI รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้รับมูลค่าจากการใช้ GenAI มากกว่าองค์กรที่ไม่ได้ดำเนินการถึง 3 เท่า

การสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2568 จากผู้ตอบแบบสอบถาม 360 ราย เป็นองค์กรที่มีพนักงานประจำตั้งแต่ 250 คนขึ้นไป ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม (ยกเว้นซอฟต์แวร์ไอที) ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก

Kjell Carlsson รองประธานนักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ธรรมาภิบาล AI เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทำดีเพื่อผลลัพธ์ที่ดี แต่ขึ้นอยู่กับแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลที่เลือกใช้ บางแนวปฏิบัติช่วยลดความเสี่ยงและสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น ขณะที่บางแนวปฏิบัติยังช่วยเพิ่มมูลค่าที่องค์กรได้รับจากโครงการ GenAI อีกด้วย” 

องค์กรที่มีการประเมินอย่างสม่ำเสมอ ให้คำแนะนำที่ปรับให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละกลุ่ม กำหนดนโยบายการใช้งาน AI ที่ชัดเจน นำฟีเจอร์ธรรมาภิบาลมาใช้ และขยายการใช้งาน GenAI อย่างปลอดภัย มีแนวโน้มที่จะได้รับมูลค่าทางธุรกิจสูงสุดจาก GenAI มากกว่าองค์กรที่ไม่ได้ดำเนินการหลายเท่า (ดูรูปที่ 1)

รูปที่ 1. โอกาสการบรรลุมูลค่าในระดับสูงจากการใช้ GenAI จำแนกตามแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาล (อัตราส่วนความน่าจะเป็น)


ที่มา:
 การ์ทเนอร์ (พฤศจิกายน 2568)

การ์ทเนอร์แนะนำองค์กรควรให้ความสำคัญกับ 5 แนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาล เพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจจาก GenAI ดังนี้

  • ประเมินระบบ AI อย่างสม่ำเสมอ: ผู้บริหารควรนำกระบวนการประเมินและติดตามผลมาใช้ รวมถึงใช้แพลตฟอร์มธรรมาภิบาล AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประเมิน การตรวจสอบ และการแก้ไขปัญหา
  • ให้คำแนะนำและฝึกอบรม AI โดยปรับให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละกลุ่ม: ผู้บริหารต้องจัดการฝึกอบรมที่ตรงจุดเพื่อเพิ่มความสำเร็จของโครงการ GenAI โดยองค์กรที่ให้คำแนะนำตามบุคลิกและบทบาทงานของผู้ใช้ มีแนวโน้มได้รับมูลค่าที่สูงขึ้นถึง 2 เท่า ส่วนองค์กรที่จัดอบรมด้านจริยธรรม GenAI มีแนวโน้มได้รับมูลค่าสูงขึ้น 1.7 เท่า
  • กำหนดนโยบายการใช้งาน AI ที่ชัดเจน: ผู้บริหารควรกำหนดนโยบาย AI ที่ทั้งส่งเสริมการใช้งานอย่างรับผิดชอบและลดความเสี่ยงที่สำคัญ ๆ
  • ลงทุนในฟีเจอร์และผลิตภัณฑ์ธรรมาภิบาล: ผู้บริหารต้องสนับสนุนการลงทุนเพิ่มเติมกับความสามารถด้านธรรมาภิบาลในเครื่องมือและระบบ AI โดยองค์กรที่ลงทุนในผลิตภัณฑ์ธรรมาภิบาล AI จากผู้ให้บริการภายนอกมีโอกาสได้รับมูลค่าสูงขึ้นถึง 1.9 เท่า
  • ขยายการใช้งาน GenAI อย่างปลอดภัย: แม้ว่าการจำกัดการใช้ GenAI ให้กับผู้ใช้ที่มีความเสี่ยงต่ำและเชื่อถือได้จะเป็นแนวปฏิบัติที่จำเป็น แต่องค์กรที่สามารถขยายการใช้งานไปยังผู้ใช้กลุ่มอื่น ๆ ได้อย่างปลอดภัย มีโอกาสได้รับมูลค่าสูงสุดจาก GenAI มากกว่า 3.3 เท่า

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. ร่วมกับสมาคมเทคโนโลยีสุขภาพไทย จัดงาน HTCON 2025 ผลักดัน “AI และนวัตกรรมการแพทย์” สู่เวทีสากล

สมาคมเทคโนโลยีสุขภาพไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดงานประชุมวิชาการเทคโนโลยีสุขภาพแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5 หรือ HTCON 2025 ภายใต้หัวข้อ “AI and Medical Innovation” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีเผยแพร่องค์ความรู้ แลกเปลี่ยนนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสุขภาพ และสร้างความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ โดยมี ดร.ภาฝัน จิตต์มิตรภาพ นายกสมาคมเทคโนโลยีสุขภาพไทย และ ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน ที่ปรึกษาอธิการบดีด้านส่งเสริมงานวิจัยอุตสาหกรรมและกิจการต่างประเทศ และผู้อำนวยการอุทยานเทคโนโลยี มจพ. ร่วมเป็นปรธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ศ.ดร. ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยฯ และคณะผู้บริหาร เข้าร่วมในพิธีเปิดงานครั้งนี้ ณ อาคาร 99 อุทยานเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน  2568

การประชุม HTCON เป็นพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การพัฒนานวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในระดับนานาชาติ ภายในงานประกอบด้วยการบรรยายพิเศษด้านการประยุกต์ใช้ AI ในระบบการแพทย์ เช่น การใช้ AI ในการคัดกรองผู้ป่วยเบาหวาน และการบรรยายหัวข้อ “AI & Longevity Innovation” พร้อมกิจกรรม Workshop และนิทรรศการเทคโนโลยีสุขภาพ อาทิ เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการอัตโนมัติ การทดสอบอุปกรณ์การแพทย์ และการแสดงผลงานจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา นอกจากนี้ยังมีการประกาศรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นประจำปี ได้แก่

รางวัล Best Paper Award จากผลงาน “Biosensor for Detection of Nosocomial Infections Caused by E.coli by MIPs Method”

รางวัล Best Presentation Award จากผลงานด้านนวัตกรรมเครื่องปั่นจักรยานวิดีโอเกมเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพด้วยสัญญาณอินฟราเรด

การจัดงาน HTCON 2025 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมทุกภาคส่วนรวมทั้งนักศึกษาเยาวชนคนรุ่นใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพของไทย และความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างเครือข่ายพันธมิตร ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพไทยให้ก้าวหน้าและแข่งขันได้ในระดับสากล ทั้งนี้ สมาคมฯ มีแผนจัดประชุม HTCON อย่างต่อเนื่องในปีถัดไป เพื่อส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืน #SDGs3 #SDGs4 #SDGs9 #SDGs17


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัวพอร์ตโฟลิโอกลุ่มระบายความร้อนด้วยของเหลว จาก Motivair ด้วยโซลูชั่นและบริการที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับ HPC และเวิร์กโหลด AI

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ในการจัดการพลังงานและระบบอัตโนมัติ เปิดตัวพอร์ตโฟลิโอโซลูชั่นการระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบครบวงจรชั้นนำระดับโลก สำหรับไฮเปอร์สเกล (Hyperscale), โคโลเคชั่น (Colocation) และดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีสภาพแวดล้อมความหนาแน่นสูง (High-density Data Center) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อน AI Factories ในอนาคต

โซลูชั่นการระบายความร้อนจาก Motivair by Schneider Electric พร้อมวางจำหน่ายทั่วโลก มาพร้อมกับขุมพลังและการประมวลผลระดับสูงที่ต้องใช้ GPU ของดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความหนาแน่นสูงได้อย่างน่าเชื่อถือและสามารถปรับขนาดได้พอร์ตโฟลิโอนี้ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพของดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งแบบ Liquid Cooling และ Air Cooling รวมถึง CDUs, RDHx, HDUs, Dynamic Cold Plates, Chillers ตลอดจนซอฟต์แวร์และบริการ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ออกแบบเพื่อรองรับการจัดการความร้อนของการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (HPC) ในเจนเนอร์เรชั่นใหม่ รวมถึง AI และเวิร์กโหลดการประมวลผลแบบเร่งความเร็ว โดยการประกาศเปิดตัวพอร์ตโฟลิโอครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค นำเสนอขีดความสามารถด้านการระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบครบวงจร นับตั้งแต่เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ใน Motivair เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568

เนื่องจากอุตสาหกรรมกำลังขับเคลื่อนผ่านความหนาแน่นพลังงานที่สูงเกิน 140kW ต่อแร็ค และต้องเตรียมพร้อมสำหรับความหนาแน่นพลังงานในอนาคตที่ระดับ 1MW และสูงกว่านั้น ทำให้ชิป AI ยิ่งมีความร้อนสูงขึ้นและมีความหนาแน่นมากขึ้น ดาต้าเซ็นเตอร์จึงจำเป็นต้องใช้การระบายความร้อนด้วยของเหลว เพื่อทำความเย็นให้กับเวิร์กโหลดที่มีอุณหภูมิสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีช่วงเวลาทำงานสูงสุด (peak uptime) 

ระบบทำความเย็น อาจใช้พลังงานสูงถึง 40% ของงบประมาณด้านพลังงานในดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่การระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรง (Direct Liquid Cooling) มีประสิทธิภาพมากกว่าในการดึงความร้อนออกจากระบบถึง 3,000 เท่า เมื่อเทียบกับการใช้ระบบอากาศ เนื่องจากสามารถดักจับความร้อนที่ระดับชิปได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม การติดตั้งเทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลวเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และต้องใช้วิธีการแบบองค์รวมตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งครอบคลุมทั้งการจัดหา ติดตั้งและการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ชไนเดอร์ อิเล็คทริค และ Motivair ได้นำเสนอพอร์ตโฟลิโอสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์และระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวที่ครอบคลุมที่สุดในตลาดให้กับลูกค้า ซึ่งครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานในการทำความเย็นหลักทั้งหมด ควบคู่ไปกับความสามารถของซัพพลายเชนที่พร้อมรองรับความต้องการในระดับโลก

“เนื่องจากระบบทำความเย็นในดาต้าเซ็นเตอร์มีความซับซ้อนมากขึ้นในยุค AI พอร์ตโฟลิโอของเราจึงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถรองรับความต้องการโครงสร้างพื้นฐานของทั้งปัจจุบันและอนาคต” ริชาร์ด วิทมอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Motivair by Schneider Electric กล่าว “ปัจจุบันเราเป็นผู้ให้บริการระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวเพียงรายเดียวที่แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในระดับซิลิคอน โดยการพัฒนาร่วมกับ NVIDIA และผู้ผลิต GPU ชั้นนำอื่นๆ และเมื่อร่วมมือกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราได้สร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เหนือชั้น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดระยะเวลาในการนำสินค้าออกสู่ตลาด แต่ยังเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนให้กับลูกค้าทั่วโลก”

พอร์ตโฟลิโอระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบครบวงจรสำหรับ ดาต้าเซ็นเตอร์ AI

โซลูชั่นระบายความร้อนด้วยของเหลวและอากาศของ Motivair by Schneider Electric ได้แก่ Coolant Distribution Units (CDUs) ระดับ Megawatt-class, ChilledDoor® Rear Door Heat Exchangers และ Dynamic® Cold Plates ซึ่งให้การควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำสำหรับตู้แร็ค AI ที่มีกำลังไฟ 100 kW+ โซลูชั่นเหล่านี้ยังช่วยรักษาประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมเพิ่มศักยภาพการใช้พลังงานและเพิ่มเวลาทำงานให้กับผู้ปฏิบัติการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งประกอบด้วย

· Coolant Distribution Units (CDUs) : CDUs ของ Motivair ได้รับการออกแบบโดยความร่วมมือกับผู้ผลิตซิลิคอนชั้นนำเพื่อการผสานรวมที่ราบรื่นกับโปรเซสเซอร์และตัวเร่งความเร็วรุ่นใหม่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ CDU สามารถขยายขนาดตั้งแต่ 105 กิโลวัตต์ ถึง 2.5 เมกะวัตต์ ซึ่งล้ำหน้าความต้องการของตลาดไปหลายปี ปัจจุบันเทคโนโลยี CDU ของ Motivair ยังช่วยให้เกิดประสิทธิภาพด้านความร้อนในซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ใน 10 อันดับแรกของโลก และได้รับการรับรองสำหรับฮาร์ดแวร์ล่าสุดของ NVIDIA ในขณะที่ยังมีความพร้อมสำหรับความหนาแน่นของตู้แร็คที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

· ChilledDoor® Rear Door Heat Exchanger: เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (Rear-door heat exchanger) นี้ สามารถระบายความร้อนให้กับตู้แร็คที่มีความหนาแน่นสูงสุด 75 kW ทำให้เหมาะสำหรับ GPU ที่ใช้พลังงานสูง การออกแบบที่ยืดหยุ่นไม่จำกัดรุ่นตู้แร็ค ทำให้เป็นโซลูชั่นที่ใช้งานได้หลากหลายในทุกสภาพแวดล้อมสำหรับ HPC

· Liquid-to-Air Heat Dissipation Unit (HDU™): เหมาะสำหรับตัวเร่งความเร็ว AI สภาพแวดล้อมของ Colocation หรือห้องปฏิบัติการที่มีน้ำไม่เพียงพอในการใช้งาน โดย Motivair HDU เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในตลาด สามารถระบายความร้อนได้ 100 กิโลวัตต์ ในพื้นที่ติดตั้งเพียง 600 มิลลิเมตร นอกจากนี้ยังสามารถสร้างระบบหมุนเวียนน้ำ (Water Loop) เพื่อระบายความร้อนได้สูงสุดถึง 132 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นอัตราส่วน 1:1 กับสถาปัตยกรรมการประมวลผล NVL144 ของ NVIDIA

· Chillers and Technology Cooling System (TCS) Loops: เครื่องทำความเย็นแบบอากาศปิด (Closed loop air cooled chillers) ของ Motivair และ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดการใช้น้ำได้หลายล้านแกลลอนต่อปีต่อในทุกเมกะวัตต์ของความต้องการทำความเย็น ในขณะเดียวกันก็ให้ประสิทธิภาพที่สูงกว่าโซลูชั่นอื่นๆ ในตลาดถึง 20%

· ซอฟต์แวร์ : กว่า 50 ปี ซอฟต์แวร์ EcoStruxure ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากหลายๆโดเมน โดยสร้างขึ้นเพื่อจัดการกับความท้าทายด้านการระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลวของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งให้การจัดการความร้อน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีความสำคัญต่อภารกิจ (Mission-critical Environments)

· บริการ: Motivair มีประสบการณ์ในการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบระบายความร้อนที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในภาคสนามกว่าทศวรรษ เป็นบริษัทดูแลฐานการติดตั้งโซลูชั่นระบายความร้อนด้วยของเหลวความหนาแน่นสูงใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรมพร้อมให้บริการในทุกพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญ ปัจจุบันเราฝึกอบรมช่างเทคนิคเพื่อบริการภาคสนามในด้านระบบทำความเย็นกว่า 600 ราย และร่วมมือกับพันธมิตร EcoXpert ด้านระบบทำความเย็นทั่วโลก

การผลิตระดับโลก ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และการทดสอบที่เข้มงวด

พอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุมของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการสนับสนุนโดยความสามารถด้านการผลิตและซัพพลายเชนทั่วโลก พร้อมด้วยความเชี่ยวชาญทางเทคนิค ตลอดจนการทดสอบและตรวจสอบครอบคลุมโซลูชั่นทั้งหมด

· ซัพพลายเชนทั่วโลก : Motivair เพิ่งเปิดโรงงานผลิตแห่งที่ 4 ในเมืองบัฟฟาโล รัฐนิวยอร์ก และบริษัทยังขยายขีดความสามารถในการผลิตในอิตาลีและอินเดีย ซึ่งเพิ่มผลผลิตเป็น 3 เท่า และลดระยะเวลารอสินค้าสำหรับลูกค้าทั่วโลก

· การทดสอบที่เข้มงวด:ผลิตภัณฑ์ระบายความร้อนด้วยของเหลวทุกรุ่นผ่านการทดสอบประสิทธิภาพเพื่อจำลองโหลดความร้อนที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นการตรวจสอบยืนยันทั้งประสิทธิภาพทางความร้อนและทางกลก่อนที่จะจัดส่งสินค้า ขณะที่ในระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์จะได้รับการตรวจสอบความถูกต้องภายในบริษัทและอุปกรณ์ทุกชิ้นจะผ่านการทำความสะอาดก่อนการติดตั้งใช้งานเพื่อช่วยป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น ณ สถานที่ติดตั้ง

AI คือการปฏิวัติเทคโนโลยีในยุคถัดไป และแน่นอนว่ามันทำให้การระบายความร้อนด้วยของเหลวเป็นสิ่งจำเป็นเชิงกลยุทธ์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์และ AI Factories” แอนดรูว์ แบรดเนอร์ รองประธานอาวุโสฝ่ายธุรกิจทําความเย็น ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “ด้วยการรวมความเชี่ยวชาญหลากหลายโดเมนของเราเข้ากับ Motivair เรากำลังบุกเบิกพื้นที่โอกาสใหม่ๆ ในการทำตลาดสำหรับการประมวลผลแบบเร่งความเร็ว ด้วยพอร์ตโฟลิโอระบายความร้อนด้วยของเหลวที่ไม่มีใครเทียบได้ ซึ่งมาพร้อมกับขนาดการผลิตและการเข้าถึงในระดับโลกและความมุ่งมั่นที่จะทดสอบและตรวจสอบทุกโซลูชั่นที่เราส่งมอบอย่างเข้มงวด เพื่อลดความเสี่ยงและมอบความมั่นใจสูงสุดให้กับลูกค้าของเรา”

“การระบายความร้อนด้วยของเหลวได้เปลี่ยนจากการเป็นตัวเสริมประสิทธิภาพ ไปสู่การเป็นองค์ประกอบพื้นฐานหลักของสภาพแวดล้อมการประมวลผลความหนาแน่นสูงสมัยใหม่” โอลก้า ยาชโควา ผู้จัดการวิจัยด้านเวิร์กโหลดองค์กร และ โครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ ไอดีซี กล่าว “การเข้าซื้อกิจการ Motivair โดยชไนเดอร์ อิเล็คทริค ช่วยยกระดับความแข็งแกร่งในด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไฟฟ้า และระบบทำความเย็นของดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างครบวงจร ในฐานะเวนเดอร์รายเดียวที่สามารถออกแบบและจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบทำความเย็นที่สำคัญทั้งหมดของดาต้าเซ็นเตอร์ แนวทางของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังช่วยลดความซับซ้อนในการปฏิบัติงานของ ดาต้าเซ็นเตอร์ AI”


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซิสโก้จับมือ NVIDIA เปิดตัวนวัตกรรม AI ครอบคลุมทั้งลูกค้ากลุ่ม Neocloud, กลุ่มเอ็นเตอร์ไพรซ์ และผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม

กรุงเทพฯ,  31 ตุลาคม 2025 — ซิสโก้ (NASDAQ: CSCO) ได้ประกาศความก้าวหน้าครั้งสำคัญ เพื่อเร่งการพัฒนา AI ที่ปลอดภัยและรองรับการขยายตัวได้ในทุกกลุ่มตลาด โดยมีไฮไลท์สำคัญคือ Cisco N9100 ซึ่งเป็น data center switch แรกที่พัฒนาร่วมกับ NVIDIA โดยใช้ NVIDIA Spectrum-X Ethernet switch silicon ด้วยสวิตช์ใหม่นี้ Cisco จึงสามารถนำเสนอ Reference Architecture ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน NVIDIA Cloud Partner สำหรับการใช้งานบน neocloud และ sovereign cloud สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร โซลูชัน Cisco Secure AI Factory with NVIDIA จะช่วยเสริมการป้องกันและการมองเห็นตลอดการใช้งาน AI ด้วยการผสานรวมฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยและการสังเกตการณ์ใหม่ และเพื่อปูทางในการเชื่อมต่อยุคใหม่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซิสโก้, NVIDIA และพาร์ทเนอร์รายอื่นๆ ได้ร่วมกันเปิดตัว AI-native wireless stack for 6G เป็น ‘ครั้งแรกของอุตสาหกรรม’ นวัตกรรมทั้งหมดนี้ มอบความยืดหยุ่นและการทำงานร่วมกันให้แก่ลูกค้ากลุ่ม neocloud กลุ่มลูกค้าองค์กร และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพื่อช่วยให้สามารถสร้าง จัดการ และรักษาความปลอดภัยให้กับโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จีตู ปาเทล, ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของซิสโก้ กล่าวว่า “เรากำลังยืนอยู่บนจุดเริ่มต้นของการสร้างดาต้าเซนเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่จะมาเป็นพลังขับเคลื่อนแอปพลิเคชัน agentic AI และนวัตกรรมแห่งอนาคต จำเป็นต้องอาศัยสถาปัตยกรรมใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดในปัจจุบัน ทั้งด้านพลังงาน การประมวลผล และประสิทธิภาพของเครือข่าย ซิสโก้และ NVIDIAได้จับมือกันเป็นผู้นำในการกำหนดนิยามของเทคโนโลยีที่จะมาขับเคลื่อนดาต้าเซนเตอร์ที่พร้อมสำหรับ AI (AI-ready data center) ในทุก ๆ องค์กร ตั้งแต่กลุ่ม neocloud ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ กลุ่มผู้ให้บริการระดับโลก (global SP) ไปจนถึงองค์กรระดับเอนเตอร์ไพรซ์ และอื่น ๆ อีกมากมาย”

“NVIDIA Spectrum-X Ethernet ส่งมอบประสิทธิภาพของ accelerated networking สำหรับ Ethernet” Gilad Shainer, SVP of Networking ที่ NVIDIA กล่าว “การทำงานร่วมกับ Cisco’s Cloud Reference Architectures และหลักการออกแบบ NVIDIA Cloud Partner ลูกค้าสามารถเลือกปรับใช้ Spectrum-X Ethernet โดยใช้ Cisco N9100 series ใหม่ล่าสุดหรือ Cisco Silicon One based switches เพื่อสร้างเครือข่าย AI แบบเปิดที่มีประสิทธิภาพสูง”

จีลาด เชนเนอร์, รองประธานอาวุโสฝ่ายเครือข่ายของ NVIDIA กล่าวว่า “NVIDIA Spectrum-X Ethernet มอบประสิทธิภาพของ accelerated networking ให้กับ Ethernet ด้วยการทำงานร่วมกับ Cloud Reference Architectures ของซิสโก้และหลักการออกแบบ NVIDIA Cloud Partner ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกปรับใช้ Spectrum-X Ethernet โดยใช้ Cisco N9100 series ใหม่ล่าสุด หรือสวิตช์ที่ขับเคลื่อนด้วย Cisco Silicon One เพื่อสร้างเครือข่าย AI แบบเปิดที่มีประสิทธิภาพสูง”

Portfolio สำหรับ AI Workload ทุกประเภท

เครือข่าย Ethernet ทั้งแบบ back-end และ front-end จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะก้าวทันนวัตกรรม AI ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว, สามารถผสานรวมกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมได้อย่างไร้รอยต่อ, ทั้งยังต้องง่ายต่อการปรับใช้และจัดการ โดย Cisco N9100 series switches (ซึ่งจะเปิดให้สั่งซื้อได้ก่อนสิ้นปีนี้) มาพร้อมตัวเลือกระบบปฏิบัติการ Cisco NX-OS หรือ SONiC ซึ่งช่วยยกระดับ Ethernet สำหรับเครือข่าย AI และมอบความยืดหยุ่นที่มากขึ้นให้แก่ลูกค้า neocloud และ sovereign cloud ในการสร้าง AI infrastructure ของตนเอง ด้วย N9100 เป็นพื้นฐานสำคัญ ซิสโก้จะนำเสนอ Reference Architecture ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน NVIDIA Cloud Partner นอกจากนี้ พอร์ตโฟลิโอโซลูชัน Nexus data center switching ของซิสโก้ ยังมอบโมเดลการทำงานแบบ unified operating model ผ่าน Cisco Nexus Dashboard ครอบคลุมตั้งแต่ Silicon One, Cloud-scale ASICs และล่าสุดคือสวิตช์ที่สร้างบน Spectrum-X Ethernet switch silicon

นอกจากนี้ สำหรับลูกค้า neocloud และ sovereign cloud ตัว Cisco Cloud Reference Architecture ยังอ้างอิงตามหลักการออกแบบของ NVIDIA Cloud Partner reference architecture และใช้โซลูชัน Cisco Silicon One รวมถึง Cloud-scale ASIC ของซิสโก้อีกด้วย โดย Reference architecture นี้ จะประกอบด้วย Cisco 8223 ที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุด ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Silicon One P200 รองรับการปรับใช้ได้กับทุกเครือข่าย NVIDIA BlueField-4 DPUs และ NVIDIA ConnectX-9 SuperNICs

Cisco Secure AI Factory ร่วมกับ NVIDIA: สร้างขึ้นเพื่อประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ความยืดหยุ่น

ตั้งแต่การเปิดตัวที่ GTC ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 โซลูชัน Cisco Secure AI Factory ร่วมกับ NVIDIA ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในการนำเสนอสถาปัตยกรรมที่ครอบคลุมสำหรับโครงสร้างด้าน AI สำหรับองค์กร ชูจุดเด่นด้านความปลอดภัย และการสังเกตการณ์เป็นสำคัญ โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพ โดยมี Cisco AI PODs และ Cisco Silicon One-powered Nexus switching เป็นรากฐานสำคัญ ในวันนี้ซิสโก้ได้นำเสนอความสามารถและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ครอบคลุมด้านต่าง ๆ ดังนี้:

  • Security และ Observability: ตอนนี้ Cisco AI Defense ได้ผสานรวมกับ NVIDIA NeMo Guardrails แล้ว เพื่อส่งมอบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่งสำหรับแอปพลิเคชัน AI โดยCisco AI Defense พร้อมให้บริการแล้ว สำหรับการปรับใช้ data-plane แบบ on-premises ซึ่งช่วยให้ทีม security และ AI สามารถปกป้องโมเดลและแอปพลิเคชัน AI พร้อมทั้งจำกัดข้อมูลที่ละเอียดอ่อนไม่ให้หลุดรอดออกไปจากดาต้าเซนเตอร์ขององค์กร นอกจากนี้ Splunk Observability Cloud ยังช่วยให้ทีมสามารถติดตามประสิทธิภาพ คุณภาพ ความปลอดภัย และต้นทุนของ AI application stack ได้ รวมถึงให้ข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ (real-time insights) เกี่ยวกับสถานะความสมบูรณ์ของโครงสร้างพื้นฐาน AI เมื่อทำงานร่วมกับ Cisco AI PODs ในขณะที่ Splunk Enterprise Security ช่วยต่อยอดการมองเห็นนี้ เพื่อปกป้อง AI workloads
  • Core AI Infrastructure: Cisco Isovalent ผ่านการตรวจสอบแล้วว่ารองรับ inference workloads บน AI PODs ซึ่งช่วยยกระดับ Kubernetes networking ให้มีประสิทธิภาพสูงระดับ enterprise โดย Cisco Nexus Hyperfabric AI ที่มาพร้อม cloud-managed Cisco G200 Silicon One ใหม่ ซึ่งมาพร้อมกับ high-density 800G Ethernet พร้อมให้บริการ เพื่อเป็นตัวเลือกการปรับใช้ใน AI PODs เช่นเดียวกัน Cisco UCS 880A M8 rack servers ที่ใช้ NVIDIA HGX B300 และ Cisco UCS X-Series modular servers ที่มาพร้อม NVIDIA RTX PRO 6000 Blackwell Server Edition GPUs เองก็พร้อมให้บริการแล้วในฐานะส่วนหนึ่งของ AI PODs ทั้งหมดนี้จะช่วยสนับสนุนการใช้งาน GPU ประสิทธิภาพสูงสำหรับ workloads ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น generative AI fine-tuning inference และอื่น ๆ อีกมากมาย
  • การขยายอีโคซิสเต็ม: ซอฟต์แวร์ NVIDIA Run:ai เปิดให้บริการแล้วผ่านซิสโก้และพาร์ทเนอร์ ซึ่งนำเสนอความสามารถด้าน intelligent AI workload และ GPU orchestration โดยโซลูชัน Nutanix Kubernetes Platform (NKP) ได้กลายเป็น Kubernetes platform ที่รองรับการใช้งานอย่างเป็นทางการ และโซลูชัน Nutanix Unified Storage (NUS) ก็เป็นตัวเลือก storage ที่รองรับการใช้งานเช่นกัน โดยมีโซลูชัน Nutanix Enterprise AI (NAI) ทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบซอฟต์แวร์ที่ทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยให้การสร้างและการดำเนินงาน containerized inference services ง่ายยิ่งขึ้น
  • ความพร้อมภาครัฐ: ซิสโก้กำลังร่วมมือกับ NVIDIA พร้อมทั้งปรับแนวทางให้สอดคล้องกับ NVIDIA AI Factory for Government ที่เปิดตัวใหม่ ซึ่งเป็น reference design แบบ full-stack end-to-end สำหรับ AI workloads ที่ต้องปรับใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด

AI-native Wireless Stack แรก ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีหลักจาก Cisco

ในขณะที่การพัฒนาการใช้งาน AI ขยายตัวจากสมาร์ทโฟนไปสู่อุปกรณ์อัจฉริยะอื่น ๆ มากขึ้น เช่น แว่นตา AR รถยนต์รุ่นใหม่ ๆ และหุ่นยนต์ แน่นอนว่าเครือข่ายไร้สายต้องเผชิญกับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นในการรองรับการเชื่อมต่อหลายพันล้านจุด ซึ่งต้องใช้ทั้งขนาดและประสิทธิภาพในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อตอบรับความท้าทายนี้ ซิสโก้, NVIDIA และพาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมรายอื่น ๆ ได้พัฒนา American AI-RAN stack เป็น ‘ครั้งแรก’ สำหรับเครือข่ายมือถือ ที่ผสานรวมความสามารถด้าน sensing และการสื่อสารเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีการจัดโชว์เคสพรีวิวแอปพลิเคชัน pre-6G หลายรายการ ภายในงาน NVIDIA GTC DC โซลูชันนี้ช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามารถผสาน AI เข้ากับเครือข่ายมือถือของตนได้ โดยเริ่มจากบริการ 5G advanced และเป็นการวางรากฐานสำหรับ 6G ต่อไป Stack นี้เป็นการรวม user plane function และ 5G core software ของซิสโก้ เข้ากับ NVIDIA AI Aerial platform เพื่อสร้างรากฐานที่รองรับการทำงานของ physical AI และ integrated sensing ด้วยประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่เหนือชั้น

ซิสโก้และ NVIDIA ร่วมขับเคลื่อน AI ไปข้างหน้า

ความร่วมมือระหว่างซิสโก้และ NVIDIA ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงผลักดันจากวิสัยทัศน์ร่วมกันต่ออนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ต้องรองรับการขยายตัว มีความสามารถในการสังเกตการณ์ และมีความปลอดภัย ความก้าวหน้าที่ประกาศในวันนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของซิสโก้ในการพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งจะช่วยเร่งการนำ AI ไปปรับใช้ ในกลุ่มองค์กร ลูกค้ากลุ่ม neoclouds และผู้ให้บริการโทรคมนาคม

มุมมองจากอุตสาหกรรม

เซียวเฮ ฮู, ซีอีโอของ Infrawaves กล่าวว่า “ความท้าทายที่แท้จริงของโครงสร้างพื้นฐาน AIไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพ แต่คือการรักษาการดำเนินงานให้ราบรื่น ในขณะที่สามารถขยาย GPU จากหลักสิบไปสู่หลักพัน แนวทางของซิสโก้ที่ใช้ NX-OS และ Nexus Dashboard ได้สร้าง ‘single pane of glass’ หรืออินเทอร์เฟซแบบรวมศูนย์ ที่แสดงข้อมูลและเครื่องมือจากหลายแหล่งเข้าไว้ใน มุมมองเดียว ที่ครอบคลุม AI fabric ทั้งหมดของเรา ไม่ว่าเราจะกำลังเพิ่มประสิทธิภาพ inference latency ในส่วน front-end หรือเพิ่ม training throughput ให้สูงสุดในส่วน back-end ซึ่งความเรียบง่ายในการบริหารจัดการนี้ ส่งผลโดยตรงต่อการปรับใช้ระบบที่รวดเร็วขึ้น ขณะที่ TCO ที่ต่ำลง”

ยี เลือง ซัน, หัวหน้าฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานของ GMI Cloud กล่าวว่า ” Cisco N9100 series ที่ขับเคลื่อนด้วย NVIDIA Spectrum-X Ethernet switch silicon มอบโซลูชันสำหรับโครงสร้างพื้นฐานแบบเปิด (open infrastructure) ที่มีประสิทธิภาพสูงตอบโจทย์ความต้องการด้าน AI cloud ของเรา ความสามารถในการรัน NX-OS หรือ SONiC ภายใต้โมเดลการทำงานแบบ unified operating บน Nexus Dashboard นั้น มอบความยืดหยุ่นที่มากขึ้นให้แก่ลูกค้า พร้อมความเรียบง่ายในการบริหารจัดการ นี่คือระบบเครือข่ายระดับ enterprise-grade ที่มีทั้งความสามารถในการปรับขยายและความคล่องตัวของคลาวด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI workloads ยุคใหม่ต้องการอย่างแท้จริง”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. จัดแถลงข่าว เปิดตัว “หลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน” มจพ. ปราจีนบุรี

.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) .ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี  พร้อมด้วย ผศ.พีระศักดิ์ เสรีกุล รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตปราจีนบุรี อาจารย์ประจำภาควิชากล่าวความเป็นมาของหลักสูตร  โรงเรียนโรงงานรูปแบบเยอรมัน หลักสูตรอนุปริญญา 4 สาขา ได้แก่ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (TIEE), เครื่องกลสมัยใหม่ (TIMM), โลจิสติกส์และดิจิทัล (TILM) และสมุนไพรและความงาม (TIHB) วางรากบนแนวคิดแบบทวิภาคี (Dual System) ของเยอรมนี ผสานการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (Work-Based Learning) โครงงาน และสหกิจศึกษา ตลอดเส้นทาง 5 ปี (3+2) โดยรับสมัครนักเรียนที่กำลังสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (.3) เพื่อพัฒนาสู่กำลังคนทักษะสูงในกลุ่ม First S-Curve และ New S-Curve ของประเทศ  อย่างเป็นระบบตั้งแต่ปีต้นของการศึกษา ในวันที่ 30 ตุลาคม 2568  ณ ห้องประชุม โรงแรมวิลลาวิชาลัย  มจพ. ปราจีนบุรี     

โดยก่อนเริ่มพิธีแถลงข่าว คณะผู้บริหาร/บุคลากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ยืนถวายความอาลัย  สมเด็จพระพันปีหลวงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต  ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้  พิธีการ ยืนสงบนิ่ง 93 วินาที

สำหรับการดำเนินการเชิงสาขา ผศ. ดร.กฤษฎากร บุดดาจันทร์ คณบดีคณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม อธิบายว่า TIMM และ TIEE ออกแบบให้ผู้เรียนได้จับงานจริงตั้งแต่ปีต้นทั้งงานเครื่องกลสมัยใหม่ อัตโนมัติ หุ่นยนต์ ไฟฟ้าอุตสาหกรรม และอิเล็กทรอนิกส์ เน้นมาตรฐานความปลอดภัย วินัยการทำงาน และการบูรณาการทฤษฎีกับภาคปฏิบัติ เพื่อให้พร้อมเข้าสายงานโรงงานทันทีเมื่อสำเร็จการศึกษา

ด้าน รศ.ดร.รัชนี เจริญ คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตรดิจิทัล ชี้แจงว่า TIHB มุ่งสร้างนักปฏิบัติที่เข้าใจห่วงโซ่การผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพความงามครบวงจร ตั้งแต่การผลิต ควบคุมคุณภาพ มาตรฐาน และงานวิจัยพัฒนา ควบคู่ทักษะดิจิทัลและการกำกับคุณภาพ โดยผู้เรียนฝึกในสถานประกอบการจริงเพื่อให้ทันต่อความต้องการแรงงานทักษะสูงของอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็ว

ขณะที่ ผศ.ดร.รณินทร์ กิจกล้า คณบดีคณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ ระบุว่า TILM เน้นสมรรถนะโลจิสติกส์ยุคดิจิทัล ครอบคลุมคลังสินค้า ขนส่ง และซัพพลายเชน ผ่านระบบ WMS/TMS/ERP และโจทย์งานจริงในสถานประกอบการ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจการไหลของข้อมูลสินค้าต้นทุนและสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการได้ทันทีในหน้างาน

หลักสูตรทั้ง 4 บูรณาการทักษะปฏิบัติและความรู้เชิงทฤษฎีอย่างเข้มข้น ผู้เรียนจะสร้างพอร์ตผลงานจริง ควบคู่การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม วินัย และ กรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เพื่อให้วิเคราะห์และแก้ปัญหาจริงในโลกการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเติบโตในสายอาชีพเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน

สามารถเข้าไปดูรายละเอียดหลักสูตรได้ที่ คณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี  โทรศัพท์ สายด่วน  FITM  06-5934-9469 และ เว็บไซต์ https://sites.google.com/fitm.kmutnb.ac.th/fitmopenhouse/A-Tech

รายละเอียดหลักสูตรที่ www.fitm.kmutnb.th/openhouse  สมัครออนไลน์ได้ที่  https://www.admission.kmutnb.ac.th 

ขวัญฤทัย ข่าว/สมเกษ ถ่ายภาพ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

จุฬาฯ ผนึก ม.อ. ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เปิดหลักสูตร None-Degree พัฒนาคุณภาพการศึกษา

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ที่ 4 จากซ้าย) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) โดย ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ที่ 4 จากขวา) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสองสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิชาการ เพิ่มศักยภาพของทั้งสองมหาวิทยาลัยในการให้บริการวิชาการแก่สังคมทั้งในระดับประเทศจนถึงระดับนานาชาติ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองสถาบันการศึกษาร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเร็วๆ นี้

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการ การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างคุณูปการต่อประชาสังคม ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาหลักสูตร การดำเนินงานวิจัย ตลอดจนการสร้างเครือข่ายทางวิชาการและวิชาชีพในระดับประเทศและนานาชาติ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและนักศึกษาในทุกมิติ นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังสอดคล้องกับพันธกิจของทั้งสองมหาวิทยาลัยในการเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่ประเทศชาติ โดยเฉพาะในด้านการศึกษา การสาธารณสุข และการพัฒนาชุมชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำที่มุ่งมั่นต่อการพัฒนาประเทศผ่านการสร้าง        องค์ความรู้ ตลอดจนส่งเสริมการให้บริการวิชาการเพื่อเผยแพร่ความรู้สู่สังคมและประเทศชาติต่อไป


Exit mobile version