Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. ประกาศความสำเร็จปล่อยดาวเทียม “KNACKSAT-2” ขึ้นสู่วงโคจร พลิกโฉมการเข้าถึงอวกาศด้วยแพลตฟอร์มดาวเทียมขนาดเล็กแบบหลายเพย์โหลด (Multi-Payload CubeSat)

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โดยอุทยานเทคโนโลยี และสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ (INSTED) ประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียม KNACKSAT-2 เข้าสู่วงโคจรโลกผ่านสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 โดยการสนับสนุนจาก JAXA ประเทศญี่ปุ่น   โดยในโครงการนี้ทาง INSTED  ได้ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมกับ บริษัท NBSPACE ซึ่งเป็นบริษัท Spinoff ของ มจพ. และ Kyushu Institute of Technology (KYUTECH) ประเทศญี่ปุ่น  ในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจากผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  โดยมี ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน ผู้อำนวยการอุทยานเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นผู้กล่าวต้อนรับผู้มาร่วมงาน ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นผู้กล่าวเปิดงาน และศ.ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี เป็นผู้กล่าวปิดงาน บรรยากาศภายในงานแถลงข่าวเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและภาคภูมิใจกับก้าวสำคัญของวงการอวกาศไทย คลาคล่ำไปด้วยเหล่านักวิจัย วิศวกรอวกาศ ตัวแทนจากหน่วยงานภาคี และสื่อมวลชนที่มารวมตัวกันอย่างหนาตา ทุกสายตาจับจ้องไปที่หน้าจอมอนิเตอร์ยักษ์กลางเวที ซึ่งถ่ายทอดสดสัญญาณตรงจากสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ภาพประวัติศาสตร์ที่ดาวเทียมฝีมือคนไทยขนาด CubeSat กำลังเริ่มออกเดินทางปฏิบัติภารกิจในวงโคจรต่ำของโลก (LEO)

KNACKSAT-2 คือนวัตกรรมดาวเทียมขนาด 3U ที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Ride-Sharing” เพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าถึงอวกาศ (Pain Point) ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนสามารถส่งอุปกรณ์ทดสอบ (Payload) ขึ้นสู่สภาวะอวกาศได้พร้อมกันสูงสุดถึง 10 รายการ โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาดาวเทียมทั้งระบบเอง ช่วยลดต้นทุนและเวลาให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้าถึงอวกาศได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องสร้างดาวเทียมเองทั้งดวง!

5 ภารกิจหลักบนฟากฟ้า มุ่งสู่การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในอวกาศ ได้แก่ 1) เชื่อมต่อระบบ IoT ในพื้นที่ห่างไกล 2) ติดตามตำแหน่งรถไฟ (APRS) เพื่อความปลอดภัย 3) การตรวจวัดค่าความเข้มข้นของรังสี UV 4) ทดสอบอุปกรณ์ป้องกันรังสีแกมมา และ 5) การพิสูจน์ทราบการทำงานของชิ้นส่วนในอวกาศ (In-orbit Verification) เพื่อยกระดับอุปกรณ์สู่มาตรฐาน “Flight Heritage” ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นในการต่อยอดภารกิจถัดไปในอนาคต โดยดาวเทียม KNACKSAT-2 จะโคจรที่ระดับความสูงประมาณ 400 กิโลเมตร จากพื้นโลก มีอายุการปฏิบัติภารกิจประมาณ 18 เดือน และโคจรผ่านประเทศไทยวันละ 5 รอบเพื่อส่งข้อมูลวิจัยกลับมาต่อยอดเศรษฐกิจอวกาศ

ความสำเร็จของโครงการ KNACKSAT-2 ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาดาวเทียมเชิงพาณิชย์และเศรษฐกิจอวกาศอย่างยั่งยืนในอนาคต

ขวัญฤทัย  ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์คาดปี 69 ยอดใช้จ่าย AI ทั่วโลกพุ่งแตะ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 28 มกราคม 2569 – การ์ทเนอร์ อิงค์ บริษัทให้ข้อมูลเชิงลึกด้านธุรกิจและเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ยอดการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก ในปี 2569 จะมีมูลค่ารวมสูงถึง 2.52 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

จอห์น-เดวิด เลิฟล็อค (John-David Lovelock) รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “การนำ AI มาใช้ให้ประสบความสำเร็จนั้น หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความพร้อมของบุคลากรและกระบวนการทำงานภายในองค์กร โดยองค์กรที่มีประสบการณ์และมีความเข้าใจในเทคโนโลยีมากขึ้น จะเริ่มเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการลงทุนตามกระแส ไปสู่การให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริงมากกว่าแค่ศักยภาพที่คาดหวัง

“ในปี 2569 นี้ AI จะเข้าสู่ช่วง Trough of Disillusionment หรือ ช่วงที่ความน่าสนใจเริ่มถดถอยลง ส่งผลให้องค์กรส่วนใหญ่เลือกซื้อโซลูชัน AI จากผู้ให้บริการซอฟต์แวร์รายเดิมที่ใช้งานอยู่ แทนที่จะลงทุนในโครงการใหม่ที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ ความชัดเจนในการวัดผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) คือปัจจัยตัดสินสำคัญก่อนที่องค์กรจะขยายการใช้งาน AI ไปสู่วงกว้าง” นายเลิฟล็อค กล่าวเสริม

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เพียงอย่างเดียว สามารถผลักดันยอดการใช้จ่ายในกลุ่มเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่รองรับ AI (หรือ  AI-Optimized Servers)ในปี 2569 เติบโตขึ้นถึง 49% คิดเป็น 17% ของมูลค่าการใช้จ่ายด้าน AI ทั้งหมด นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐาน AI จะช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายอีกกว่า 401 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการที่เหล่าผู้ให้บริการเทคโนโลยีเร่งขยายรากฐาน AI อย่างต่อเนื่อง (ดูตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 มูลค่าการใช้จ่ายด้าน AI ทั่วโลก จำแนกตามตลาด ระหว่างปี 2568-2570 (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ)


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผลสำรวจ CIO playbook 2026 จากเลอโนโว เผย องค์กรในอาเซียนพลัส กว่า 96% เตรียมเพิ่มงบการลงทุนด้าน AI อีก 15% ในปีนี้

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 22 มกราคม พ.ศ. 2569 – องค์กรทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้งานอย่างเต็มตัว โดยเปลี่ยนผ่านจากการทดสอบสู่การปรับใช้ในเชิงกลยุทธ์ รายงาน CIO Playbook 2026 ฉบับที่ 4 ซึ่งจัดทำโดย Lenovo ร่วมกับ IDC ระบุว่า 96% ขององค์กรในภูมิภาคมีแผนเพิ่มงบประมาณลงทุนด้าน AI ภายใน 12 เดือนข้างหน้า  ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า โดยเฉลี่ยแล้วองค์กรต่าง ๆ คาดการณ์การเติบโตของการใช้จ่ายด้าน AI ไว้สูงถึง 15% โดยครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญ ทั้ง Generative AI (GenAI) และ Agentic AI, บริการ AI บนคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud AI Services), การวางโครงสร้างพื้นฐาน AI ภายในองค์กร (On-premise Infrastructure) ตลอดจนเครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI

ประเทศในภูมิภาคอาซียนพลัส สะท้อนให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนด้าน AI ในทิศทางเดียวกัน โดยมีองค์กรถึง 96% ที่วางแผนจะขยายการลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการตอกย้ำบทบาทของ AI ในฐานะกลไกหลักในการสร้างการเติบโตและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจทั่วทั้งภูมิภาค

สุเมียร์ บาเทีย, ประธานประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก, เลอโนโว อินฟราสตรักเจอร์ โซลูชัน กรุ๊ป กล่าวว่า “เมื่อ 96% ขององค์กรต่าง ๆ วางแผนเพิ่มการลงทุนด้าน AI มากขึ้นถึง 15% แสดงให้เห็นว่า การตัดสินใจโดยใช้ AI กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์องค์กร ปัจจัยที่จะสร้างความแตกต่างคือ องค์กรต่าง ๆ จะสามารถบูรณาการ AI เข้ากับโครงสร้างพื้นฐาน การดำเนินงาน และความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด เพื่อให้สามารถสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้ในระยะยาว”

เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กรเพิ่มมากขึ้น การขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้ การเพิ่มความสามารถในการทำกำไร และการยกระดับประสบการณ์ทางธุรกิจและลูกค้า ได้กลายเป็น 3 หัวใจหลักของการขับเคลื่อนธุรกิจสำหรับผู้นำองค์กรด้านไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

จากการพิสูจน์ผลตอบแทน (ROI Validation) สู่การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยผลลัพธ์จาก AI

ต่อยอดจากแนวคิด “AI-nomics” ในปีที่ผ่านมาซึ่งเน้นการตรวจสอบความคุ้มค่าและกรณีศึกษาทางธุรกิจ รายงาน CIO Playbook ฉบับนี้ได้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคการนำ AI มาใช้โดยยึดผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง แม้ผู้นำด้านไอทียังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของ AI แต่ได้เริ่มปรับเปลี่ยนมาใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนจะสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างยั่งยืน

ผลสำรวจระบุว่า 88% ขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่เป็นบวกภายในปี 2569 โดยคาดการณ์ผลตอบแทนเฉลี่ยไว้ที่ 2.8 เท่า (หรือทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐที่ลงทุนจะสร้างมูลค่ากลับมา 2.85 ดอลลาร์สหรัฐ) อย่างไรก็ตาม การขยายผล AI การขยายการใช้งาน AI ให้ก้าวข้ามโครงการนำร่อง (pilot) ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของระบบธรรมาภิบาล โมเดลการดำเนินงานที่ชัดเจน และการบริหารจัดการวงจรชีวิตของ AI ที่มีประสิทธิภาพ

การปรับใช้ AI มีมากกว่าขอบเขตของงานด้านไอที

การนำ AI มาใช้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้งานด้านไอทีอย่างเดียวอีกต่อไป โดยปัจจุบันมีองค์กรถึง 66% ที่เริ่มดำเนินโครงการนำร่องหรือมีการปรับใช้ AI อย่างเป็นระบบแล้ว ขณะที่ 15% ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการดำเนินงาน และอีก 19% อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อเตรียมความพร้อมในการนำมาใช้งาน 

ประเทศในกลุ่มอาเซียนพลัสก็มีแนวโน้มในการนำ AI มาใช้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีองค์กรถึง 67% ที่เริ่มดำเนินโครงการนำร่องหรือมีการปรับใช้ AI อย่างเป็นระบบแล้ว ขณะที่ 15% อยู่ในระยะเริ่มต้นของการดำเนินงาน และอีก 18% อยู่ในขั้นตอนของการประเมินเพื่อเตรียมความพร้อม 

ในปัจจุบัน AI ได้รับการขยายผลการใช้งานครอบคลุมทุกภาคส่วน ตั้งแต่ฝ่ายบริการลูกค้า การตลาด การเงิน ไปจนถึงสายงานเฉพาะทางในแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังพลิกโฉมทั้งในด้านรูปแบบการดำเนินงานและขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ที่น่าจับตามองคือครึ่งหนึ่งขององค์กรที่ทำการสำรวจระบุว่า แผนกที่ไม่ใช่ฝ่ายไอที ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณในการริเริ่มโครงการ AI ด้วยตนเอง ส่งผลให้บทบาทของ ผู้นำองค์กรด้านไอทีเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “ผู้ประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ทั่วทั้งองค์กร” (Enterprise-wide Orchestrator) อย่างเต็มรูปแบบ

Agentic AI กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ทางธุรกิจระดับองค์กร

โดยคาดการณ์ว่าความต้องการใช้งาน Agentic AI จะเติบโตขึ้นอย่างเท่าตัวภายใน 12 เดือนข้างหน้า ผลสำรวจล่าสุดพบว่า 21% ขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีการใช้งาน Agentic AI ในระดับนึงแล้ว ขณะที่อีกเกือบ 60%  อยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้และวางแผนนำร่องใช้งาน AI  โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านนี้ได้แก่ โทรคมนาคม การสาธารณสุข และหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความซับซ้อนของข้อมูลและเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่ แม้กระแสความสนใจใน Agentic AI จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ความพร้อมขององค์กรยังคงเป็นประเด็นสำคัญ

โดยมีเพียง 10% ขององค์กรที่มองว่าตนเองพร้อมสำหรับการนำ Agentic AI ไปใช้งานในองค์กรขนาดใหญ่ และอีก 41% ยอมรับว่าอาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 12  เดือน ในการปรับระบบให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ ความท้าทายหลักที่องค์กรส่วนใหญ่ยังคงเผชิญคือ ความกังวลด้านความมั่นคงปลอดภัย (Security), มาตรฐานการกำกับดูแล (Governance), คุณภาพของข้อมูล (Data Quality) รวมถึง ความซับซ้อนในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับระบบโครงสร้างพื้นฐานเดิม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อก้าวสู่ยุค Agentic AI ได้อย่างเต็มตัว 

คุณฟาน โฮ, ผู้อำนวยการบริหารและผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก, เลอโนโว เซอร์วิสเซสแอน์โซลูชัน กรุ๊ป กล่าวว่า “Agentic AI คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการผสานอัจฉริยะภาพทางเทคโนโลยีเข้าสู่หัวใจหลักขององค์กร โดยผลสำรวจเผยว่า 60% ขององค์กรเริ่มมีการสำรวจการใช้งาน Agentic AI แล้ว และส่วนใหญ่เลือกแนวทางการขยายผลอย่างเป็นระบบ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกองค์กรต่างต้องการ AI ที่สามารถปฏิบัติงานได้จริงในกระบวนการทำงานหลัก เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัย การกำกับดูแลตามมาตรฐาน และสามารถส่งมอบผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ” 

Hybrid AI: สถาปัตยกรรมใหม่สำหรับโครงสร้างพื้นฐานไอทีระดับองค์กร

เมื่อการใช้งาน AI เติบโตขึ้นในวงกว้าง กลยุทธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของเหล่าผู้นำองค์กรด้านไอที โดยรายงาน CIO Playbook พบว่าในปัจจุบัน 86% ขององค์กรทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้บูรณาการสภาพแวดล้อมแบบการวางระบบไอทีไว้ภายในองค์กรโดยตรง (On-premises) และ การประมวลผลข้อมูลใกล้แหล่งที่ม (Edge Computing) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม Hybrid AI ส่งผลให้ Hybrid AI กลายเป็นโมเดลมาตรฐาน สำหรับการปรับใช้ AI ในระดับองค์กรได้อย่างเต็มตัว

 รายงานพบว่า 81% ขององค์กรในภูมิภาคอาเซียนพลัส เลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบ Hybrid AI โดยผสานการทำงานระหว่าง On-premises และ Edge Computing เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการทำงาน ความมั่นคง และการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านข้อมูล ความต้องการระบบความปลอดภัยขั้นสูง รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านความหน่วง (latency) และต้นทุน ขณะที่องค์กรต้องบริหารจัดการงานประมวลผล AI ขนาดใหญ่ (Inferencing) และเวิร์กโหลดที่มีความสำคัญต่อภารกิจหลักของธุรกิจมากยิ่งขึ้น 

กลยุทธ์สำคัญสำหรับ CIO ประจำปี 2026

รายงาน Lenovo CIO Playbook 2026 สรุป 3 หัวใจหลักสำคัญที่จะกำหนดทิศทางกลยุทธ์ของผู้นำด้านไอทีในปีข้างหน้า:

1.การประมวลผล AI (AI Inferencing) คือกลไกหลักในการสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ

ตลอดวงจรชีวิตของโมเดล AI ต้นทุนการประมวลผล (Inferencing) อาจสูงกว่าขั้นตอนการฝึกฝน (Training) ถึง 15 เท่า โดยภายในปีพ.ศ. 2573 คาดว่าทรัพยากรการประมวลผล AI ถึง 75% จะถูกจัดสรรไปที่การทำ Inferencing เป็นหลัก ขณะเดียวกัน องค์กรกว่า 80% จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปสู่การใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบกระจายศูนย์ ณ จุดใช้งาน (Distributed Edge Infrastructure) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด

2. ยกระดับประสิทธิภาพพนักงานให้เป็นหัวใจหลักของธุรกิจ

การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานขยับขึ้นมาเป็นลำดับความสำคัญอันดับที่ 2 ของภาคธุรกิจ สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI PC อย่างเต็มตัว โดยคาดว่า 50% ของการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ในระดับองค์กร จะมุ่งเน้นไปที่รุ่นที่มาพร้อม AI Agent ในตัวเครื่อง เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพการทำงานในยุคใหม่

3.การเติบโตของ AI ยังคงเป็นความท้าทาย

แม้องค์กรกว่า 88% จะคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนที่เป็นบวก แต่ในความเป็นจริงมีโครงการต้นแบบ (Proof-of-Concepts) เพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถก้าวไปสู่การใช้งานจริงในระดับปฏิบัติการ สิ่งนี้สะท้อนชัดว่าช่องว่างที่เป็นอุปสรรคสำคัญไม่ใช่ ความมุ่งมั่นในการเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่คือขีดความสามารถในการ ขยายผลการใช้งานให้ประสบความสำเร็จทั่วทั้งองค์กร 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดาวน์โหลดรายงาน CIO Playbook 2026 ฉบับเต็มได้ที่นี่


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะอุตสาหกรรมเกษตรดิจิตอล มจพ. ปราจีนบุรี เปิดรับสมัครนักเรียน ศึกษาต่อหลักสูตรโรงเรียน-โรงงาน

คณะอุตสาหกรรมเกษตรดิจิตอล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  วิทยาเขตปราจีนบุรี รับสมัครนักเรียน ผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3  หรือเทียบเท่า  เข้าศึกษาต่อหลักสูตรโรงเรียนโรงงานระดับปริญญาตรีต่อเนื่อง (ต่อเนื่อง/เทียบโอน) 2-3 ปี ประจำปีการศึกษา 2569 รอบที่ 2  รายละเอียดดังนี้ 

      หลักสูตรอนุปริญญาเทคโนโลยีสาขาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมุนไพรและความงาม

       จุดเด่นเฉพาะหลักสูตร เป็นหลักสูตรที่ผลิตนวัตกรรมด้านสมุนไพรและความงามที่มีทักษะขั้นสูง เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็ว  และเน้นปฏิบัติจริง  นักศึกษาชั้นปี 1-ปีที่ 4  เรียนที่ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี        และ นักศึกษาชั้นปี 5 ฝึกประสบการณ์ที่โรงงาน      

        การรับสมัคร ตั้งแต่บัดนี้วันที่ 3 มีนาคม 2569  สมัครออนไลน์ได้ที่  www.admission.kmutnb.ac.th/

        ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์  วันที่ 10 มีนาคม  2569

        สอบสัมภาษณ์  วันที่ 14  มีนาคม  2569

       ประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านคัดเลือก วันที่ 19  มีนาคม  2568

      สอบถามรายละเอียดได้ที่ คณะอุตสาหกรรมเกษตรดิจิทัล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี โทร. 037-217-300 ต่อ 7900 (คุณธีราพร), 080-449-2050 (.ดร.สุกัญญา), 064-326-6307 (คุณชลันดา) หรือที่เว็บไซต์  www.agro.kmutnb.ac.th และ Facebook อุตสาหกรรมเกษตรดิจิตอล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี

ขวัญฤทัย ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สายหุ่นยนต์ห้ามพลาด! มจพ. เปิดแข่งขัน Robotics & Automation มัธยมฯ ชิงรางวัลรวมกว่า 3 หมื่นบาท

อุทยานเทคโนโลยี (KMUTNB Techno Park) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับมัธยมศึกษา ปีที่ 4-6 โครงการติวและแข่งขัน Robotics & Automation ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 30,000 บาทพร้อมใบประกาศนียบัตร เปิดรับสมัครวันนี้ – 30 มกราคม 2569 วันแข่งขัน 7,18 กุมภาพันธ์ 2569 สนใจการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับมัธยมศึกษาดังกล่าวสามารถสแกน QR Code ในภาพ

  ไฮไลท์ที่ต้องสมัคร: Workshop Online (7 .. 69): เรียนเทคนิคสร้างหุ่นยนต์และเขียนโค้ดจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง

Onsite Battle (18 .. 69): ประสบการณ์แข่งในสนามมาตรฐาน ณ อาคาร 99 มจพ.

สมัครก่อนเต็ม! ถึงวันที่ 30 มกราคม 2569

คลิกเลย  https://technopark.kmutnb.ac.th/ram/register-workshop.php

  สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานเทคโนโลยี มจพ. โทร. 02 555 2000 ต่อ 1173, 1775, 1776 หรือที่ เฟซบุ้ก : KMUTNB Techno Park

ขวัญฤทัย ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยผลสำรวจ Green Impact Gap ชี้องค์กรไทย 52% ใช้ AI เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ปลดล็อกต้นทุน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ในการจัดการพลังงานและระบบอัตโนมัติ เปิดผลสำรวจ “Green Impact Gap” ประจำปี 2568 ชี้องค์กร 52% ใช้ AI เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ขณะที่ 1 ใน 3 ขององค์กรในประเทศไทยมองความผันผวนทางเศรษฐกิจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุน

Schneider Electric Green Impact Gap Survey จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ร่วมกับพันธมิตร Milieu Insight โดยสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูงในภาคเอกชน 4,500 คน ใน 9 ประเทศทั่วเอเชีย ได้แก่ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทยและเวียดนาม เพื่อสะท้อนมุมมองของภาคเอกชนต่อการลงทุนและการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดยผลการสำรวจประจำปี 2568 ชี้ให้เห็นว่าผู้นำธุรกิจในประเทศไทยมอง ‘ความยั่งยืน’ เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจมากขึ้นอย่างชัดเจน แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความไม่มั่นคงทางภูมิศาสตร์ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนด้านความยั่งยืน

สำหรับปี 2568 ถือเป็นหนึ่งในปีที่โลกเผชิญกับผันผวนทางเศรษฐกิจมากที่สุด ซึ่งผลสำรวจ 59% ของซีอีโอในไทยขับเคลื่อนความยั่งยืนขององค์กรด้วยการสร้างนวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขัน และมองว่าความยั่งยืนนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจ ขณะที่ 43% ของซีอีโอในไทยให้เหตุผลว่า การดำเนินงานด้านความยั่งยืนช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงของแบรนด์ และ38% ของซีอีโอในไทยระบุว่า ความยั่งยืนช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจในภาวะวิกฤต โดยสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนมุมมองจากเดิม ที่มองความยั่งยืนเป็นเพียงส่วนเสริมทางธุรกิจเท่านั้น แต่ปัจจุบันมองเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำพาธุรกิจผ่านช่วงเวลาที่ท้าทาย

ในขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและข้อจำกัดด้านงบประมาณภายในองค์กรยังคงเป็นอุปสรรคอันดับต้นๆ ต่อการลงทุนด้านความยั่งยืน แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น แรงจูงใจที่ไม่ดีพอ 37% ความไม่แน่นอนของนโยบายและ 34% และความยุ่งยากทางราชการที่เกี่ยวข้อง 42% ซึ่งปัจจัยอุปสรรคการลงทุนดังกล่าวลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภูมิทัศน์สำหรับความยั่งยืนของภาคเอกชนในประเทศไทยได้กลายเป็นที่น่าสนับสนุนมากยิ่งขึ้น

AI ปลดล็อกการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

เครื่องมือดิจิทัลขั้นสูงอย่าง AI กำลังช่วยให้องค์กรต่างๆ จัดการกับความเสี่ยงทางการเงินและพลังงานได้ องค์กรมากกว่าครึ่งของไทยกำลังนำโซลูชั่น AI มาใช้สนับสนุนด้านความยั่งยืน โดย 43% ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตและการใช้ทรัพยากรซึ่งเป็นวิธีที่องค์กรในไทยใช้ดิจิทัลเพื่อความยั่งยืนสูงที่สุดตลอดทั้งปี 2567 และ 2568

โดย 52% ขององค์กรในไทยเชื่อว่าประโยชน์สูงสุดของ AI ในการขับเคลื่อนความยั่งยืน คือการเก็บรวบรวมข้อมูลและการรายงานอัตโนมัติ ขณะที่ 54% ขององค์กรในไทยมองว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และ 45% ขององค์กรในไทยใช้ในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วย AI ถือเป็นการตอบโจทย์ความเสี่ยงสำคัญขององค์กรเนื่องจาก 45% ขององค์กรในไทยระบุว่า ราคาพลังงานที่ผันผวนเป็นความเสี่ยงหลักที่ต้องบริหารจัดการ และยังคงเป็นปัญหาที่พบในทุกประเทศที่เข้าร่วมการสำรวจตั้งแต่ปี 2566

อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ผู้นำนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความยั่งยืน

ผู้ตอบแบบสอบถามในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มมากที่สุดถึง 46% จาก 40% ในปี 2566 ที่ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของโอกาสทางธุรกิจ คือปัจจัยขับเคลื่อนหลักด้านความยั่งยืน และยังเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มมากที่สุดเช่นกันถึง 58% ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน โดยแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการใช้โซลูชั่นที่รวดเร็วและยั่งยืน เนื่องจากความต้องการพลังการประมวลผลของประเทศไทยที่เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ผู้บริหารในประเทศไทย 41% กำลังดำเนินการตามแผนและนโยบาย Green IT เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลโดยทั่วไปขององค์กร ในขณะเดียวกันอุปสรรคในการดำเนินงานกำลังลดลง โดยองค์กรต่างๆ มีแนวโน้มที่จะรายงานปัญหาน้อยลง เช่น ปัญหาขาดแคลนทางเลือกพลังงานสะอาด มีการรายงานปัญหาจาก 32% ในปี 2566 ลดลงเหลือเพียง 27% ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรที่ไม่ใช่ฮาร์ดแวร์จาก 38% พบปัญหาเพียง 31% ปัญหาความไม่สมบูรณ์ของทางเลือกพลังงานสะอาดจาก 42% ลดลงเป็น 37% และปัญหาอุปสรรคด้านกฎระเบียบจาก 31% ลดลงเป็น 29% ซึ่งผลสำรวจสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

การลงทุนยังคงทรงตัวแม้จะมีภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

ในขณะที่ผู้บริหารเล็งเห็นถึงผลกำไรที่มาพร้อมกับความยั่งยืน การลงทุนที่ได้วางแผนไว้เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนจึงยังคงทรงตัว โดย 41% ของบริษัทที่วางแผนจะลงทุนอย่างน้อย 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 2 ปีต่อจากนี้ แม้ยังคงมีปัจจัยหลักที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ได้แก่ 48% อุปสรรคด้านความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ 47% ข้อจำกัดด้านงบประมาณภายใน และ37% แรงจูงใจจากภาครัฐที่ยังไม่เพียงพอ

มงคล ตั้งศิริวิช ประธาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลกลุ่มคลัสเตอร์ ประเทศไทย ลาว และเมียนมา กล่าวว่า องค์กรต่างๆ ในประเทศไทยไม่เพียงต้องรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังใช้ความยั่งยืนเป็นเข็มทิศในการนำทางด้วย ซึ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังคงผันผวนผู้ที่ปรับตัวได้เร็วนั้น กำลังใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI ในการปลดล็อกด้านต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดความเสี่ยงและสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ความไม่สอดคล้องกันระหว่างเป้าหมายกับการลงมือทำ

แม้ผลสำรวจสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นขององค์กรไทยในการดำเนินงานด้านความยั่งยืน แต่ยังคงมี ‘ช่องว่างระหว่างคำมั่นกับการปฏิบัติจริง’ หรือที่เรียกว่า Green Impact Gap โดยปีนี้ 98% ขององค์กรตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่มี ไม่ถึงครึ่งที่ลงมือทำอย่างจริงจัง ซึ่งช่องว่างดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับ 47% เช่นเดียวกับปี 2567 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2568นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายด้านสภาพอากาศปี 2573 โดย 91% ขององค์กรในประเทศไทย มั่นใจว่าจะบรรลุหรือทำได้เกินกว่าเป้าหมาย และ30% ระบุว่าสามารถทำได้เร็วกว่ากำหนดมากกว่า 3 ปี โดยเฉพาะองค์กรที่มีการรับรองเป้าหมายจากบุคคลที่สามอย่างเป็นทางการ ซึ่งมี 51% ที่ทำได้เร็วกว่ากำหนด ขณะที่องค์กรที่ตั้งเป้าหมายแต่ไม่เปิดเผยความคืบหน้าสู่สาธารณะจะมีแนวโน้มที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายอยู่ที่ 9% ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของความโปร่งใสและการตรวจสอบโดยบุคคลที่สามในการรายงานผลด้านความยั่งยืน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คินดริลและไมโครซอฟท์เผย 82% องค์กรไทย ผนึกพลังไอที-ความยั่งยืนได้อย่างแข็งแกร่ง ชี้ AI คือกลไกขับเคลื่อนเพื่อปลดล็อกการเติบโตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กรุงเทพฯ : วันที่ 15 ธันวาคม 2568 – คินดริล (Kyndryl) ผู้ให้บริการระดับแนวหน้าด้านเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจขององค์กร ร่วมมือกับไมโครซอฟท์ (Microsoft) เผยแพร่ผลการศึกษา Global Sustainability Barometer ประจำปีครั้งที่สาม ซึ่งจัดทำโดย Ecosystm ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าองค์กรในประเทศไทยมีความร่วมมือระหว่างทีมเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) และทีมงานด้านความยั่งยืนอยู่ในระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค โดยมากกว่าแปดในสิบองค์กร (82%) รายงานว่า ทั้งสองส่วนงานนี้มีการทำงานอย่างสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 73% ผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็นว่าองค์กรไทยมีความพร้อมอย่างมากในการเสริมสร้างความยั่งยืน และการนำ AI มาผสานใช้ในการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อม

องค์กรเหล่านี้จำนวนหนึ่งในสาม (32%) ยังคงรักษาหรือพัฒนาเป้าหมายด้านความยั่งยืนของตนให้ก้าวหน้ามากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภูมิทัศน์ทางธุรกิจของประเทศไทยกำลังเติบโตเต็มที่ทั้งในด้านความตระหนักรู้และการลงมือปฏิบัติเพื่อความยั่งยืน อันเนื่องมาจากการที่บริษัทต่าง ๆ ตอบสนองต่อความคาดหวังด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่กำลังพัฒนา ตอบสนองต่อการจัดลำดับความสำคัญของผู้ลงทุน และกรอบการรายงานที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ

นายกิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คินดริล ประเทศไทย กล่าวว่า “องค์กรธุรกิจไทยกำลังสร้างรากฐานที่จำเป็นต่อความสำเร็จในการสร้างผลกระทบด้านความยั่งยืนในระยะยาวให้แข็งแกร่ง โอกาสต่อไปอยู่ที่การเปลี่ยนจากการดำเนินงานด้านความยั่งยืนแบบตั้งรับ ไปสู่แนวทางที่ผนวกความยั่งยืนเข้าไว้เป็นแกนหลักของการดำเนินธุรกิจ การที่องค์กรต่าง ๆ เปลี่ยนจากรูปแบบดั้งเดิมที่ทำงานแยกส่วนกัน ไปสู่แนวทางการทำงานที่มีการบูรณาการมากขึ้น พร้อมทั้งเสริมศักยภาพด้านการจัดการข้อมูลและ AI จะทำให้องค์กรสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังได้มากขึ้น”

ประเทศไทยแสดงความพร้อมที่จะขับเคลื่อนและเป็นผู้นำการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย AI ในอนาคต

ผลการศึกษาชี้ว่า ปัจจุบันทีมงานด้านไอทีในองค์กรไทยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการด้านความยั่งยืนในทุกส่วนขององค์กร โดยคิดเป็นหนึ่งในห้า (20%) ของทีมไอทีทั้งหมดที่ทำการศึกษา ในขณะที่ผู้นำด้านความยั่งยืน 32% มีอิทธิพลต่อการกำกับดูแลด้านไอที สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรไทยมีความพร้อมในการจัดลำดับความสำคัญและผนวกรวมเป้าหมายทางธุรกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว นอกจากนี้จำนวนองค์กรที่ใช้ AI เพื่อยกระดับผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมก็มีมากขึ้น โดยหนึ่งในสองขององค์กรเหล่านี้ใช้เครื่องมือวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและสินทรัพย์ขององค์กร

อย่างไรก็ตามผลการศึกษาพบว่า การนำ AI มาใช้เชิงกลยุทธ์นั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยมีเพียง 28% ที่ใช้ AI เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนความยั่งยืน และ 57% กำลังอยู่ในขั้นตอนการนำไปใช้จริง อยู่ในขั้นทดลองและเริ่มดำเนินการ หรือกำลังพิจารณานำ Agentic AI ไปใช้ในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมแบบเรียลไทม์ องค์กรส่วนใหญ่ระบุว่า การเก็บรวบรวมข้อมูลและคุณภาพของข้อมูลเป็นส่วนที่ต้องปรับปรุงก่อนที่จะนำแอปพลิเคชัน AI ที่ล้ำหน้ามาประยุกต์ใช้ องค์กรจำนวนมากยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการผนวกความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงานหลักของธุรกิจ โดยมีเพียงหนึ่งในสิบองค์กรเท่านั้นที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการบูรณาการความยั่งยืนเข้ากับธุรกิจ ผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็นว่าแม้รูปแบบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กรไทยยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีโอกาสอีกมากที่จะสามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กว่าได้

นายริคาร์โด ดาวิลา ผู้จัดการทั่วไป ด้านโซลูชันพันธมิตรระดับองค์กรของไมโครซอฟท์ กล่าวว่า “ผลการศึกษา Global Sustainability Barometer ประจำปี 2025 ชี้ให้เห็นว่าองค์กรชั้นนำมากกว่าครึ่งใช้ AI เชิงคาดการณ์ (predictive AI) เพื่อคาดการณ์และรับมือความท้าทายด้านความยั่งยืน มากกว่าใช้เป็นเพียงแค่ติดตามและวิเคราะห์เท่านั้น ทำให้มีการนำข้อมูลเชิงคาดการณ์ไปเป็นแกนหลักของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน เราภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรกับทุกภาคส่วนในระบบนิเวศ เพื่อช่วยให้องค์กรทุกแห่งเปลี่ยนความยั่งยืนให้เป็นความสามารถในการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล”

ผลการศึกษาสำคัญขององค์กรไทย

  • องค์กรไทยกำลังเสริมแกร่งรากฐานให้กับความสามารถด้านความยั่งยืน: องค์กรไทยกำลังยกระดับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ โดย 57% ขององค์กรถือว่าความยั่งยืนมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์อันดับต้น ๆ นอกจากนี้องค์กรหนึ่งในสาม (32%) ขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านโครงการริเริ่มที่ทำอย่างสม่ำเสมอหรือดำเนินการในเชิงรุก ซึ่งบ่งชี้ว่า แม้เส้นทางเดินสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยจะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ก็กำลังมีพัฒนาการและคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
  • การตัดสินใจด้านความยั่งยืนขับเคลื่อนด้วยผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และความคุ้มค่าด้านต้นทุน: ความพยายามด้าน ESG ขององค์กรไทย มีความเชื่อมโยงอย่างยิ่งกับผลประกอบการหรือฐานะทางการเงิน โดย 65% ขององค์กรระบุว่า การลดต้นทุนการดำเนินงานเป็นประโยชน์สูงสุดที่ได้รับจากโครงการริเริ่มด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นอกจากนี้ 45% ยังคาดว่าความยั่งยืนจะนำสู่นวัตกรรมและโอกาสการสร้างรายได้ใหม่ ๆ และ 50% เร่งดำเนินโครงการริเริ่มด้านความยั่งยืนในปีที่ผ่านมา หลังจากที่เห็นถึงผลตอบแทนจากการลงทุนที่ชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ 48% ยังคงมองว่าการวัดผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างสม่ำเสมอเป็นความท้าทายที่ยังต้องแก้ไข
  • การตื่นตัวสู่ AI ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green AI) ในประเทศไทย บ่งชี้เรื่องความพร้อมที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ: ความตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ AI ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 7% เป็น 42% ภายในปีเดียว ประเทศไทยยังมีความก้าวหน้าในการใช้ความสามารถเชิงคาดการณ์ โดย 50% ขององค์กรที่ทำการศึกษา ใช้ AI เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม มีเพียง 28% เท่านั้นที่ใช้ AI เป็นแกนหลักในการตัดสินใจด้านความยั่งยืน และช่องว่างด้านความพร้อมของข้อมูลยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำ AI ไปใช้ในวงกว้าง   

นาย Sash Mukherjee, รองประธานฝ่าย Industry Insights, Ecosystm กล่าวว่า “มีแรงผลักดันที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยข้อมูลอัจฉริยะ และองค์กรต่างตระหนักถึงคุณค่าที่จะได้รับเมื่อสามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับกลยุทธ์ได้อย่างสอดคล้องกัน และเมื่อมีรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่งมากขึ้น องค์กรจะสามารถใช้ประโยชน์จาก predictive AI และ agentic AI เพื่อผนวกความสามารถในการตัดสินใจที่รวดเร็วขึ้น ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น และความสามารถในการปรับตัวที่แข็งแกร่งมากขึ้น เข้ากับแนวทางปฏิบัติงานด้านความยั่งยืนได้”

เกี่ยวกับ Global Sustainability Barometer Study

Global Sustainability Barometer Study ฉบับที่สาม จัดทำโดย Ecosystm โดยได้รับมอบหมายจากคินดริล และไมโครซอฟท์ โดยรวบรวมมุมมองจากผู้นำองค์กร 1,286 คน ครอบคลุม 20 ประเทศ รวมถึงประเทศสิงคโปร์ ในกลุ่มอุตสาหกรรม 9 กลุ่ม การศึกษานี้จัดทำระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มุมมองที่ชัดเจนว่าการบูรณาการกลยุทธ์และเทคโนโลยี กำลังพลิกโฉมเรื่องของความยั่งยืน จากการปฏิบัติตามกฎระเบียบไปสู่ความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างไร สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานนี้ได้ที่: From Planning to Progress: AI-Driven Sustainability in Practice


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี เผยโครงการบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยจุลสาหร่ายประสบผลสำเร็จ ล่าสุด เจโทร และ เจร่า ร่วมนำบริษัทชั้นนำจากญี่ปุ่น เยี่ยมชมโครงการฯ

นายยุทธนา เจริญวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) กล่าวถึงเป้าหมายการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า และ ความคืบหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมจุลสาหร่ายเพื่อบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศว่า โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีนอกจากจะมีภารกิจหลักในการผลิตไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ด้วย ซึ่งการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อย่างแท้จริงนั้น ไม่สามารถทำสำเร็จได้โดยวิธีใดวิธีหนึ่งต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ดังนั้นโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงได้ดำศึกษาการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) และแอมโมเนียคาร์บอนต่ำเป็นเชื้อเพลิงร่วม โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture) รวมถึงโครงการวิจัยนวัตกรรมจุลสาหร่ายเพื่อดักจับและบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า

โดยโครงการวิจัยจุลสาหร่ายเป็นความร่วมมือระหว่างโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี และ บริษัท อัลกัล ไบโอ จำกัด (Algal Bio) บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่มีความเชี่ยวชาญด้านจุลสาหร่ายระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น ด้วยการสนับสนุนจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO : เจโทร) และ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น (Ministry of Economy, Trade and Industry : METI) เพื่อศึกษาการนำจุลสาหร่ายที่เพาะเลี้ยงในระบบปิดมาดักจับและเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นชีวมวลที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ โดยข้อดีของการนำจุลสาหร่ายมาใช้ดักจับและบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น มีข้อได้เปรียบหลายประการ อาทิ ดูดซับก๊าซได้โดยตรงจากแหล่งกำเนิดไม่ต้องผ่านกระบวนการดักจับแบบซับซ้อน มีศักยภาพด้านต้นทุนที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่น เช่น DAC (Direct Air Capture) หรือการผลิตทางชีวเคมี สามารถนำชีวมวลที่ได้จากการเพาะเลี้ยงจุลสาหร่ายมาเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Product)  สามารถพัฒนาต่อยอดร่วมกับภาคธุรกิจและชุมชนเพื่อสร้างเป็นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนสีเขียวในการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุดทางเจโทร กรุงเทพฯ (JETRO, Bangkok) และ บริษัท เจร่า จำกัด (JERA) ได้นำคณะผู้บริหารจากหลายอุตสาหกรรมชั้นนำ อาทิ อาหาร อาหารเพื่อสุขภาพ ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง อาหารสัตว์ ยานยนต์ ฯลฯ เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าและโครงการทดลองเพาะเลี้ยงจุลสาหร่าย พร้อมรับทราบถึงข้อมูลรายละเอียดความสำเร็จของโครงการฯ แนวทางการพัฒนาและการนำจุลสาหร่ายไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

สำหรับผลตอบรับที่ได้รับจากผู้เข้าเยี่ยมชมนั้น มีแนวโน้มที่ดีหลายบริษัทเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของโครงการฯ พร้อมให้ความสนใจสอบถามข้อมูลและพูดคุยเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือพัฒนาต่อยอดไปสู่หลายอุตสาหกรรม ทั้งในแง่การใช้ประโยชน์จากจุลสาหร่ายในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต รวมถึงการพัฒนาขยายผลในการนำจุลสาหร่ายไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

นอกจากนั้น นายยุทธนา ยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการสร้างความร่วมมือในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนว่า แม้การเริ่มต้นของโครงการวิจัยนวัตกรรมจุลสาหร่ายเพื่อบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะยังช่วยลดปริมาณก๊าซได้ไม่มากนัก แต่ก็เป็นการเริ่มต้นของการลงมือทำ เพื่อสร้างนวัตกรรม โดยโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี พร้อมจะร่วมมือและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่พันธมิตร ภาครัฐ ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ชุมชน และภาคประชาชน ในการขยายความร่วมมือการลดและใช้ประโยชน์จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นต่อไป

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) “มุ่งพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผู้สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.blcp.co.th/web/index หรือ Facebook : โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี – BLCP Power Limited 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เดินหน้ายกระดับความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศด้วยการใช้งาน Elastic

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ สกมช. ได้สนับสนุนให้หน่วยงานในประเทศไทยเลือกใช้ Elastic Security เป็นแพลตฟอร์มหลักด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไชเบอร์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญและทีมปฏิบัติงานจากหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง กว่า 1,000 คน จะได้รับการฝึกอบรมทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และ AI ผ่านการใช้งาน Elastic Security

ประเทศไทย, 4 ธันวาคม 2568 — Elastic (NYSE: ESTC) บริษัทด้าน Search AI ประกาศความร่วมมือกับสํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เพื่อเสริมสร้างการป้องกันและความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ของประเทศไทย โดย สกมช. ได้สนับสนุนให้หน่วยงานในประเทศไทยเลือกใช้ Elastic Security ในฐานะโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ประเทศไทยประกาศว่าปี 2568 จะเป็นปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

ความร่วมมือระหว่าง สกมช. และ Elastic ในครั้งนี้จะช่วยยกระดับความสามารถด้านการป้องกันภัยไซเบอร์ของประเทศไทย รวมถึงเสริมทักษะของผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมศักยภาพของประเทศไทยในการปกป้องระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทางดิจิทัล

พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการ สกมช. กล่าวว่า “ความสามารถของ Elastic ในด้าน Search AI จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างจุดยืนด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของเรา อีกทั้งยังช่วยให้หน่วยงานสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ในขณะที่ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น”

โซลูชันความมั่นคงปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย Search AI ของ Elastic ช่วยให้ทีมเห็นภาพรวมของการโจมตีทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงนักวิเคราะห์ที่ศูนย์ปฏิบัติ Security Operations Centre (SOC) ต้องการเพื่อปรับปรุงวิธีการตรวจจับ การสืบสวน และการตอบสนองให้ทันสมัย โดยทาง สกมช. จะใช้ Elastic Security สำหรับการจัดการข้อมูลและเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย (SIEM) ภายในองค์กร และมีแผนที่จะขยายการใช้งานไปยังหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐบาลไทยในปีถัดไป

Ravi Rajendran รองประธานภูมิภาคอาเซียน ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีของ Elastic กล่าวว่า “นวัตกรรมภาครัฐจำเป็นต้องขยายขนาดไปพร้อมๆ กับการจัดการความเสี่ยง” องค์กรในภูมิภาคอาเซียนเผชิญกับภัยคุกคาม เนื่องจากช่องว่างทางทักษะที่เพิ่มขึ้นในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงภูมิทัศน์ของภัยคุกคามที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว และการขาดแคลนข้อมูลข่าวกรองภัยคุกคามที่มีคุณภาพ ซึ่งในประเทศไทย Elastic กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับ สกมช. โดยนำความสามารถของ Search AI และการวิเคราะห์ภัยคุกคามคุณภาพสูงจาก Elastic Security Labs มาเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทีมรักษาความมั่นคงปลอดภัยของภาครัฐ”

Elastic สนับสนุนการใช้งาน Elastic Security ในภาครัฐไทยด้วยการจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการวิเคราะห์ความมั่นคงปลอดภัยขั้นสูง ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 โดยมีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 1,000 คนจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรสำคัญ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง รวมถึงหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure) เข้าร่วมการฝึกอบรมครั้งนี้ด้วย ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ทักษะสำคัญในด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และ AI เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว

หลังจากการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว Elastic จะเข้าร่วมฝึกซ้อมระบบจำลองยุทธทางไซเบอร์ (Cyber Range) ของ สกมช. ในเดือนธันวาคม 2568 การฝึกซ้อมนี้ออกแบบมาเพื่อทดสอบทักษะของผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของภาครัฐต่อการโจมตีทางไซเบอร์อย่างสมจริง โดยใช้ Elastic Security เป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์ด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับผู้เข้าร่วม นอกจากนี้ทีม Solution Architect และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Elastic จะเข้าร่วมการฝึกซ้อมเพื่อสนับสนุนสถาปัตยกรรมในครั้งนี้ด้วย

เกี่ยวกับ Elastic

Elastic เป็นบริษัท Search AI ที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการค้นหาเข้ากับปัญญาประดิษฐ์ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับคำตอบที่แม่นยำและเกี่ยวข้องมากที่สุด รวมถึงเป็นแพลตฟอร์มพื้นฐานสำหรับโซลูชันการค้นหา การสังเกตการณ์ และความปลอดภัย

Elastic มีฐานลูกค้าองค์กรหลายพันแห่งทั่วโลกและมากกว่า 50% ของบริษัทใน Fortune 500 เป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้า

เรียนรู้สินค้าเพิ่มเติมที่ : elastic.co


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่จัดทัพนวัตกรรมพลังงานเพื่อโลกที่ยั่งยืน

ดร.วรวุฒิ วรุตตมพรสุ (ลำดับที่ จากซ้าย) Country Managing Director บริษัท ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมจัดแสดงเทคโนโลยีพลังงานอัจฉริยะและนวัตกรรมด้านโครงข่ายไฟฟ้าแห่งอนาคต ในงาน IEEE PES GTD Asia 2025 เพื่อชูพลังแห่งดิจิทัลและโซลูชันเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รองรับเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ของประเทศไทย พร้อมโชว์โซลูชัน Grid-enSure™, EconiQ™ และโซลูชันด้านบริการสำหรับระบบไฟฟ้าและพลังงานครบวงจร เพื่อยกระดับความยืดหยุ่นและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าสู่อนาคต โดยงานดังกล่าวมีขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


 

Exit mobile version