Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม ระบบอินเวอร์เตอร์ ในรุ่น XY Series

นายชินจิ คามิยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด (ที่ จากขวา) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม ระบบอินเวอร์เตอร์ ในรุ่น XY Series ที่สุดของเทคโนโลยี Fast Cooling Plus” ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทย ที่เย็นเร็ว รู้ใจ ประหยัดไฟยิ่งขึ้น ตู้เย็นกลุ่ม “Premium Series” คุณภาพสูง  โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีถนอมอาหาร และผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอีกหลาย Line Up พร้อมเปิดตัวแคมเปญโฆษณาชุดใหม่ โดยมี นนท์ – ธนนท์ จำเริญ (กลาง) พรีเซนเตอร์ ร่วมตอกย้ำจุดแข็งแบรนด์คุณภาพ และผู้นำตลาดเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อเร็ว ๆ
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผลักดันให้เร่งลดคาร์บอน โดยมุ่งเน้นที่พลังงานไฟฟ้าและการเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลในการประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส

กรุงเทพ (ประเทศไทย) วันที่ 29 มกราคม 2567 – ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงานและระบบอัตโนมัติ เร่งผลักดันความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาปรับใช้มากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นเรื่องลุกลามจนไม่สามารถควบคุมได้

การเร่งแก้ไขเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่ผันผวน รวมถึงความกดดันจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อให้เร่งจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยผลักดันให้ความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการฟื้นฟูพลังงานกลายเป็นวาระสำคัญขององค์กร รวมถึงนโยบายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้กลายเป็นประเด็นหลักในการประชุมประจำปีของ World Economic Forum ที่จัดขึ้น ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 15-19 มกราคม โดยมีผู้บริหารระดับสูงของชไนเดอร์ อิเล็คทริคหลายคนที่ได้เข้าร่วมงานนี้เช่นกัน

“เนื่องจากการใช้พลังงานทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมากถึง 80% ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานจึงเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน” ปีเตอร์ เฮอร์เวค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “ศักยภาพของ AI กำลังดึงความสนใจของทุกคนอยู่ในขณะนี้ แต่ต้องไม่ลืมว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งการผลิตพลังงานทดแทน เครื่องมือดิจิทัลและการใช้พลังงานไฟฟ้า ช่วยลดความต้องการใช้พลังงานได้ ด้วยการทำให้ไซต์งานและการดำเนินงานมีประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้น โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว  เพราะโลกไม่มีเวลารอวิธีการแก้ปัญหาของวันพรุ่งนี้ ในเมื่อสิ่งที่เรามีอยู่ในปัจจุบันสามารถทำอะไรได้มากมาย”

การดำเนินการจากภาคเอกชนที่เป็นบริษัทต่างๆ ในทั่วโลก คือหัวใจสำคัญที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงนับเป็นสิ่งที่น่าส่งเสริมให้โลกธุรกิจให้คำมั่นสัญญาต่อความยั่งยืนและการลดคาร์บอนมากขึ้น โดยในเดือนมกราคม 2024 มีบริษัทมากกว่า 4,200 แห่งทั่วโลกได้กำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งได้รับการตรวจสอบโดยโครงการริเริ่ม Science Based Targets (SBTi) เป็นต้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมเรื่องประสิทธิภาพด้านพลังงานกำลังได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ร่วมมือกับสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศในการนำพารัฐบาลและผู้นำจากหลายธุรกิจมารวมตัวกันเพื่อการประชุมใหญ่ในหัวข้อดังกล่าว

รายงานใหม่ที่เผยแพร่โดย World Economic Forum เมื่อวันที่ 8 มกราคม พบว่า การดำเนินการด้านการใช้พลังงานด้วยการประหยัดพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน รวมถึงความร่วมมือที่ช่วยสร้างคุณค่าในเรื่องดังกล่าว สามารถช่วยปลดล็อกต้นทุนด้วยการประหยัดเงินให้กับระบบเศรษฐกิจในวงกว้างได้มากถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังช่วยหลีกเลี่ยงให้ไม่ต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมได้อีก 3,000 แห่ง หากสามารถดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้ก่อนปี 2030

นอกจากนี้ การวิจัยที่ดำเนินการโดย ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นว่าการติดตั้งโซลูชันบริหารจัดการพลังงานและอาคารด้วยระบบดิจิทัลให้กับอาคารที่มีอยู่ สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในการปฏิบัติงานได้มาก อีกทั้งให้การคืนทุนได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่ถึงสามปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลจากแค่ส่วนนี้เพียงส่วนเดียว

โอกาสและความท้าทายในการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3

ส่วนอื่นๆ ที่ต้องมุ่งเน้น คือการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากบริษัทต่างๆ ที่เกิดจากการดำเนินกิจกรรมที่จัดอยู่ใน Scope 3 ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามกระบวนการต่างๆ ในห่วงโซ่คุณค่า หรือ value chain ขององค์กรตั้งแต่กระบวนการก่อนการผลิต เริ่มจากการจัดหาวัตถุดิบ (upstream) ไปจนถึงกระบวนการในการจัดส่งจนสินค้าถึงมือผู้บริโภค (downstream) และนับเป็นกระบวนการที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดขององค์กร มากกว่า 70% สอดคล้องตามข้อมูลจาก UN Global Compact

การปฏิรูปด้านซัพพลายเชนทั่วโลกในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ช่วยผลักดันให้หัวข้อนี้กลายเป็นวาระสำคัญขององค์กร กว่าสองในสามของผู้นำธุรกิจที่เข้าร่วมการสัมภาษณ์เพื่อจัดทำเป็นรายงาน โดยชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในปีที่ผ่านมา กล่าวว่าความกดดันด้านกฏระเบียบทำให้ผู้บริหารเหล่านี้ต้องเร่งคิดแผนงานในการลดคาร์บอนร่วมกับพันธมิตรด้านซัพพลายเชน บรรดาผู้ที่เข้าร่วมการสำรวจยังกล่าวว่า ตนกำลังเห็นว่าบรรดานักลงทุนและหน่วยงานด้านการเงินทั้งหลายมีความต้องการข้อมูลด้านการลดคาร์บอนในซัพพลายเชนเพิ่มขึ้น

“องค์กรธุรกิจต่างๆ ที่กำลังให้ความสนใจอย่างจริงจังเกี่ยวกับการลดคาร์บอน ต้องมองไปให้ไกลกว่าเรื่องการดำเนินงานในองค์กรของตัวเอง พร้อมกับต้องจัดการเรื่องนี้ใน value chain ทั้งหมด และต้องตระหนักว่า การผลักดันพร้อมให้การช่วยเหลือซัพพลายเชนและพันธมิตรทางธุรกิจอื่นๆ จะช่วยสร้างประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้น ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีระบบดิจิทัล รวมถึงการจัดซื้อพลังงานที่สะอาดขึ้น เหล่านี้คือประเด็นสำคัญที่ช่วยแก้โจทย์เรื่องนี้” โอลิเวียร์ บลูม รองประธานบริหาร ฝ่ายบริหารจัดการพลังงาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Metro Systems Corporation ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Commvault Premier Solution Provider

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)บริษัทจดทะเบียนมหาชนด้านไอทีในประเทศไทยที่โดดเด่นมากว่าสามทศวรรษ ได้รับเลือกให้เป็นหุ้นส่วนทางการค้าระดับ Premier และนี่ถือเป็นจุดสำคัญของการเติบโตของธุรกิจในตลาดประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ได้สอดคล้องกับการประกาศล่าสุดของ Commvault Global บนแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด Commvault Cloud ที่ขับเคลื่อนโดย Metallic AI ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ที่สร้างขึ้นสำหรับองค์กรไฮบริด Commvault Cloud มีความยืดหยุ่นทางไซเบอร์บนคลาวด์อย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันก็รับประกันการกู้คืนที่เร็วที่สุด ทั้งเป็นอาวุธขั้นสูงสุดในการต่อต้านแรนซัมแวร์ เมื่อใช้ระบบคลาวด์ของ Commvault ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างงบประมาณที่มีค่าใช้จ่ายสูง และการรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่มีช่องโหว่อีกต่อไป 

สามารถป้องกันได้มากกว่า กู้คืนได้เร็วขึ้น พร้อมลดค่าใช้จ่าย เพราะ Metallic AI ทำงานผ่านแพลตฟอร์ม Commvault Cloud เพื่อขับเคลื่อนการเตือนล่วงหน้า การตรวจจับภัยคุกคาม ความพร้อมของเหตุการณ์ การตอบสนองที่รวดเร็ว และการกู้คืนทางไซเบอร์ โดยนำเสนอข้อมูลเชิงลึกด้านความเร็วและความมั่นใจที่คุณต้องการในกรณีที่มีการโจมตี ไม่ว่าคุณจะทำอะไรหรือทำอย่างไร Commvault Cloud มอบการป้องกันที่คุณต้องการ ในแพลตฟอร์มเดียวเพื่อขจัดช่องว่างด้านความปลอดภัย

Commvault มั่นใจในความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับ Metro Systems Corporation เพิ่มการเติบโตของตลาดและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้ามากขึ้

Sanjay MirchandaniPresident & CEO, Commvault กล่าว  แม้ว่านวัตกรรมที่ต่อเนื่องของเราจะทำให้เราเป็นผู้นำอุตสาหกรรมแข็งแกร่งขึ้น แต่ระบบนิเวศของพันธมิตรที่แข็งแกร่งของเราก็ช่วยให้เราสามารถตอบสนองลูกค้าบนคลาวด์ได้อย่างรวดเร็ว

เรามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นที่สุดกับพันธมิตร เรามีส่วนร่วมกับลูกค้าและช่องทางของพันธมิตร ซึ่งง่ายในการติดต่อ และแก้ไขปัญหาร่วมกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โอยิกะ เปิดตัว OPUS (Oyika Power Up Station) ผู้ให้บริการระบบสลับเเบตเตอรี่ใช้สมาร์ทโฟนแค่เครื่องเดียว!

คุณไลโอเนล ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอยิกะ (ไทยแลนด์) จํากัด นำทัพทีมงานเปิดตัวก้าวสู่การเป็นผู้นำในวงการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าด้วยการนำแบตเตอรี่ 60v และ 72v ผ่านโปรเจ็ค OPUS (Oyika Power Up Station) ที่มุ่งให้บริการสถานีตู้สลับแบตเตอรี่มากกว่า 300 จุดทั่วประเทศไทย ซึ่งก้าวแรกของโครงการได้เปิดตัวโดยการนำร่องติดตั้งตู้สลับเเบตเตอรี่พื้นที่ 7-Eleven แต่ละสาขาในกรุงเทพมหานคร รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ บริเวณใจกลางเมืองมากถึง 80 สถานี และกำลังขยายสถานีเพิ่มเติมเพื่อรองรับการใช้งานในกลุ่ม “ไรเดอร์” ที่ให้บริการเดลิเวอรี่เเละกลุ่มลูกค้าทั่วไปในอนาคต พร้อมทั้งพัฒนาแบตเตอรี่ร่วมกับแบรนด์จักรยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายแบรนด์มากถึง 95% ในตลาด ทั้งระบบสลับแบตเตอรี่และระบบชาร์จไฟฟ้า

โดยมีแนวคิด Platform as a Service เข้ามาแนะนำสู่ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายด้วยระบบ Eco System ครบวงจร ที่ทำให้การใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถทำได้ และการเปลี่ยนแบตเตอรี่เป็นเรื่องง่ายเพียงแค่ปลายนิ้ว

OPUS หรือสถานีสลับแบตเตอรี่ของโอยิกะ เป็นทางเลือกการใช้งานมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ประหยัดเวลาและให้ความสะดวกสบายสูงสุด โดยผู้ใช้งานสามารถสลับแบตเตอรี่ได้โดยไม่ต้องชาร์จในเวลานาน ซึ่งตรงกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มเดลิเวอรี่ที่ต้องให้บริการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

สำหรับวิธีการใช้งานสามารถทำได้ผ่านขั้นตอนง่าย ๆ เพียงแค่ใช้สมาร์ทโฟนด้วยการเปิดเข้าแอปพลิเคชันของโอยิกะเพื่อสแกน QR Code บนตู้สลับเเบตเตอรี่และทำการเปลี่ยนเเบตเตอรี่ เพียงเท่านี้ก็สามารถเดินทางต่อได้โดยใช้เวลาเพียงเเค่ 2 – 3 นาทีเท่านั้น

นอกจากนี้ เรายังเปิดให้ผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารับบริการสลับแบตเตอรี่แบบให้เช่า (Battery-as-a-Service : BaaS) และระบบชาร์จไฟฟ้า เพื่อรับบริการสลับแบตเตอรี่และสัมผัสเทคโนโลยีที่พัฒนาผ่านระบบที่บริษัทคิดค้น  ทําให้แบตเตอรี่ของโอยิกะสามารถรองรับการใช้งานมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าได้หลากหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น TAILG, OKLA, Yadea และ NIU ซึ่งขณะนี้มีให้เลือกมากถึง รุ่นด้วยกัน ได้แก่Warrior, Es-1 เเละ MX Plus

ในปัจจุบันโอยิกะรุกขยายธุรกิจในประเทศไทย เพื่อรองรับการขยายบริการ และเจาะกลุ่มตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ยังเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจโดยจับมือกับ บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานสะอาดชั้นนําในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งได้เข้ามาร่วมลงทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของโอยิกะในการขยายบริการในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อยกระดับตลาดยานยนต์ไฟฟ้า และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด  มุ่งสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน และร่วมขับเคลื่อนสังคมไร้คาร์บอนให้เกิดขึ้นจริง

คุณไลโอเนล ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอยิกะ (ไทยแลนด์) จํากัด กล่าวว่า เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบ้านปูและได้ร่วมมือกับบ้านปู เน็กซ์ ในการขยายตลาดในประเทศไทยและก้าวสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงแรกเริ่มเราจะให้บริการกลุ่มธุรกิจขนส่งเป็นหลัก โดยหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการใช้โซลูชันพลังงานสะอาดในภาคการเดินทางและขนส่งให้แพร่หลายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ทุกองค์กรบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมลดค่าใช้จ่ายไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ โอยิกะยังเปิดตัวพรีเซนเตอร์คนเเรกของประเทศไทย คือ คุณเเป้ง – อรจิรา เเหลมวิไล” เพื่อรองรับกลุ่มตลาดต่าง ๆ ที่จะเติบโตในอนาคต โดยเน้นกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่ใช้งานมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน ทำให้การใช้งานมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ากลายเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

การพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานในรูปแบบดังกล่าว ถือเป็นการกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของวงการขนส่งและการใช้พลังงานครั้งสำคัญของประเทศไทย ทำให้ผู้คนสามารถทดลองใช้งานมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าได้สะดวกสบาย และส่งเสริมให้คนใช้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในธุรกิจการเดินทางและขนส่ง รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่ใช้โดยสารทั่วไป อีกทั้งสนับสนุนให้ผู้ใช้ได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมไร้คาร์บอน     โอยิกะจึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานและมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของการใช้พลังงานในประเทศไทย

โอยิกะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีโซลูชัน มุ่งเน้นการพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั่วทั้งภูมิภาคที่ถูกก่อตั้งจากประเทศสิงคโปร์มาตั้งแต่ปี 2018 ซึ่ง ณ ปัจจุบันทาง Oyika ได้รับการยอมรับและขยายไปในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ไทย กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และในอนาคตอันใกล้คือ เวียดนามและฟิลิปปินส์ โดยมุ่งเน้นเป้าหมายเดียวกันเพื่อให้โลกเป็นโลกที่น่าอยู่ขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถนัดหมายเพื่อเข้าทดลองเทคโนโลยีสลับแบตเตอรี่สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าได้ที่ Oyika Experience Center ตั้งอยู่ที่ห้างสรรพสินค้า Bravo เลขที่ 99/6-9 ถนน จตุรทิศ แขวง บางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310. หรือ Official Account: @oyikathailand / Tel: 093-918-7805


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำในประเทศไทย ผนึกกำลังร่วมกันจัดตั้ง ‘สมาคมดาต้าเซ็นเตอร์แห่งประเทศไทย’

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 25 มกราคม 2567 – ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จัดตั้งสมาคมดาต้าเซ็นเตอร์แห่งประเทศไทย (Thailand Data Centre Council หรือ TDCC) อย่างเป็นทางการ ซึ่ง TDCC จะเป็นเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กลุ่มแรกสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์มุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศให้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมดาต้าเซ็นเตอร์แห่งประเทศไทยเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ประกอบด้วย บริษัท เอมส์ ดาต้า เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท อีโวลูชั่น ดีซี (ไทยแลนด์) จำกัด, บริษัท เอ็นทีที โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด, เอสที เทเลมีเดีย โกล บอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) และบริษัท เทเลเฮ้าส์ (ประเทศไทย) จำกัด

ทั้งนี้สมาคมดาต้าเซ็นเตอร์แห่งประเทศไทยก่อตั้งขึ้น ภายใต้วัตถุประสงค์พื้นฐาน 6 ประการ ได้แก่:

  1. เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์: โดยร่วมมือในการผลักดันการแข่งขันในอุตสาหกรรมหรือภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  2. ให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านกฎระเบียบ: ให้คำแนะนำ ระบุความท้าทายและเสนอแนวทางต่าง ๆ ด้านกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกับหน่วยงานสาธารณะอย่างเหมาะสม
  3. ขยายธุรกิจระหว่างประเทศ: สนับสนุนและส่งเสริมสมาชิกในการขยายศักยภาพธุรกิจ พร้อมยกระดับการแข่งขันไปสู่เวทีระดับโลก
  4. พัฒนาด้านวิชาชีพ: ส่งเสริมการเติบโตทางวิชาชีพของผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์และบุคลากรในอุตสาหกรรมดิจิทัลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
  5. ให้คำปรึกษาและสนับสนุนหลักปฏิบัติด้านจริยธรรม: ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมสำหรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ของไทย โดยนำเสนอแนวปฏิบัติให้มีความสอดคล้องกับบรรทัดฐานระดับสากล
  6. พัฒนาอุตสาหกรรม: ดำเนินกิจกรรมเสริมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย หรือดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการจัดตั้งสมาคมดาต้าเซ็นเตอร์แห่งประเทศไทย เป้าหมายหลักคือการยกระดับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นอุตสาหกรรมหลักสำคัญของประเทศ และสร้างเครือข่ายผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขึ้นในประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้วยศักยภาพของทำเลที่ตั้งและนโยบายสนับสนุนด้านดิจิทัลของประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายสำคัญของการลงทุนจากผู้ให้บริการดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก สอดคล้องกับข้อมูลของ Statista เผยรายได้ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ปี 2566 คาดว่าสูงแตะ 2.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.83 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีก 5 ปี เป็นปัจจัยกระตุ้นตลาดนี้ให้กลายเป็น Critical Industry ของประเทศ

วิสัยทัศน์ TDCC กับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

TDCC ตั้งเป้าสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยระยะยาว รวมถึงการสร้างและการขยายเครือข่ายการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนในวงกว้าง และยึดมั่นในมาตรฐานระดับโลก ซึ่ง TDCC พร้อมเปิดรับพันธมิตรจากหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ ผู้ให้บริการเชื่อมต่อ หรือในภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง สมาคมฯ มุ่งมั่นสนับสนุนและส่งเสริมสมาชิกในการเพิ่มศักยภาพธุรกิจเพื่อแข่งขันในระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ TDCC จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาทักษะวิชาชีพให้แก่ผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมอย่างจริงจังเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมร่วมมือและประสานงานกับหน่วยงานของทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมตามหลักสากล

TDCC เปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถให้ข้อเสนอแนะ ระบุความท้าทาย และเสนอแนวทางแก้ปัญหาด้านกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ไปยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แอดไวซ์มั่นใจอนาคตตลาดไอทีเติบโต นำธุรกิจค้าปลีกไอทีเข้าตลาดหลักทรัพย์ เตรียมเคาะระฆังเทรดปลายเดือนมกราคมนี้

24 มกราคม 2567 – บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) ประกาศพร้อมเข้าตลาดหุ้นต้อนรับปีมังกรทอง มั่นใจการเติบโตในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ เร่งรุกเดินหน้าขยายศักยภาพบริการให้ตอบโจทย์ ให้ความสำคัญลูกค้าทุกกลุ่มทั้งลูกค้าทั่วไป เอสเอ็มอี องค์กรธุรกิจ ภาครัฐ ภาคการศึกษาผ่านเครือข่ายสาขาที่เข้าถึงและเข้าใจตลาดท้องถิ่น ครอบคลุมทั่วประเทศไทยและ สปป. ลาว กว่า 338 สาขา เผยแผนขยายกลุ่มสินค้าแบรนด์ชั้นนำต่าง ๆ มากมาย พร้อมไฮไลท์เพิ่มผลิตภัณฑ์ Apple เข้าพอร์ทสินค้าพรีเมียม

ณัฏฐ์ ณัฐนิธิการัชต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การนำธุรกิจเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นเป้าหมายใหญ่ที่เราใช้เวลาศึกษา วางแผนกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง จนวันนี้เราพร้อมมากและเรามุ่งมั่นให้แอดไวซ์ได้ใช้ศักยภาพของการเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับความเชื่อถือจากผู้ถือหุ้นทุกคนมาสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในทุกมิติของระบบนิเวศธุรกิจของเราตั้งแต่ลูกค้า คู่ค้า พันธมิตร บุคลากร ผลิตภัณฑ์ บริการ และการนำเทคโนโลยีชั้นนำมาพัฒนาใช้งานเพื่อให้ทุกคนได้รับและใช้ประโยชน์จากโอกาสต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างสูงสุด”

“เราจะได้เห็นหุ้น ‘Advice’ อยู่บนกระดานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในไม่ช้า ในขณะเดียวกันกว่า 25 ปีของแอดไวซ์ เรามีเป้าหมายชัดเจนที่จะนำ ‘Advice’ ด้วยความร่วมมืออย่างแนบแน่นกับพันธมิตรผู้ผลิตผู้จัดจำหน่ายของเรา ให้เป็นแบรนด์ร้านค้าปลีกไอทีที่ไว้วางใจได้คู่กับผู้บริโภค ชุมชน สังคมและเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกับหลักแนวคิดในเรื่องธรรมาภิบาลที่เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความยั่งยืนและความโปร่งใส และพร้อมเติบโตไปด้วยกัน”

ปัจจุบันบริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จำหน่ายสินค้าไอทีที่มีสาขาครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ รวมทั้งสิ้น 338 สาขา* (*ข้อมูล ณ สิ้นเดือนกันยายน 2566) ประกอบด้วย สาขาที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของจำนวน 110 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ ๆ กับสาขาแฟรนไชส์อีก 228 แห่ง กระจายอยู่ในแหล่งชุมชนครอบคลุมอำเภอและจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย รวมถึงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 

โดยบริษัทตั้งเป้าหมายภายในสามปีข้างหน้าจะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันยอดขายไปสู่ 20,000 ล้านบาท และเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี เปิดสาขาของบริษัทเพิ่มอีก 35-40 แห่ง และขยายสาขาแฟรนไชส์ 30-50 แห่งโดยคาดว่าจะมีร้าน Advice รวมทั้งสิ้น 420 แห่ง

เกี่ยวกับ Advice 

บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) ผู้นำศูนย์รวมอุปกรณ์ไอทีครบวงจรที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมเป็นที่ปรึกษาทางด้านไอที “นึกถึงไอที นึกถึงแอดไวซ์ จำหน่ายและซ่อม | ครบ | จบในที่เดียว” สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Facebook, Youtube, Line, IG, Twitter และ Tiktok : AdviceClub, Call Center 02-908-8888 หรือคลิก www.advice.co.th


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์ชี้ยอดขายพีซีทั่วโลกไตรมาสสุดท้าย ปี 2566 พลิกกลับมาโตขึ้นเล็กน้อย 0.3% แต่ทั้งปียังลดลง 14.8%

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 24 มกราคม 2567 – การ์ทเนอร์ อิงค์ เผยยอดขายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซีทั่วโลกไตรมาส 4 ปี 2566 มียอดรวม 63.3 ล้านเครื่อง เติบโต 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2565 นับเป็นครั้งแรกที่ยอดขายพีซีรายไตรมาสกลับมาเติบโต หลังจากลดลงต่อเนื่องตลอดแปดไตรมาสที่ผ่านมา โดยในปีนี้มียอดแตะ 241.8 ล้านเครื่อง ลดลง 14.8% เมื่อเทียบกับปี 2565 และนับเป็นครั้งแรกที่ยอดขายต่ำกว่า 250 ล้านเครื่อง จาก 230 ล้านเครื่องในปี 2549

มิคาโกะ คิตากาวะ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ตลาดพีซีมาถึงจุดลดลงต่ำสุดแล้ว หลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในไตรมาส 4 ปี 2566 สินค้าคงคลังได้รับการปรับให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หลังเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเป็นเวลาสองปี ซึ่งการเติบโตนี้ยังแสดงให้เห็นว่าอุปสงค์และอุปทานกลับมาสมดุลในที่สุด อย่างไรก็ตามสถานการณ์นี้อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกเนื่องจากการขึ้นราคาของส่วนประกอบตามที่คาดการณ์ไว้ในปี 2567 รวมถึงความไม่แน่นอนทางด้านภูมิรัฐศาสตร์และภาวะเศรษฐกิจ”

“ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ผู้ขายพีซีชั้นนำทั้ง 6 รายยังคงรักษาตำแหน่งไว้โดยไม่มีส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนที่โดดเด่น ซึ่งจากข้อมูลนี้การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าตลาดพีซีจะกลับมาเติบโตอีกครั้งในปี 2567”

ผู้ขายพีซีหกอันดับแรกในไตรมาส 4 ปี 2566 ยังไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในด้านผลงาน โดย Lenovo, HP, Apple และ Acer มีการเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่ Dell และ ASUS มีอัตราการเติบโตลดลง (ดูตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 การคาดการณ์ยอดขายต่อยูนิตเบื้องต้นของผู้ขายพีซีทั่วโลก ไตรมาสที่ 4 ปี 2566 (หน่วยพันยูนิต) 

Company 4Q23 Shipments 4Q23 Market Share (%) 4Q22 Shipments 4Q22 Market Share (%) 4Q23-4Q22 Growth (%)
Lenovo 16,213 25.6 15,713 24.9 3.2
HP Inc. 13,954 22.0 13,220 20.9 5.6
Dell 9,983 15.8 10,884 17.2 -8.3
Apple 6,349 10.0 5,925 9.4 7.2
ASUS 4,405 7.0 4,864 7.7 -9.4
Acer 3,987 6.3 3,589 5.7 11.1
Others 8,479 13.4 8,982 14.2 -5.6
Total 63,371 100.0 63,179 100.0 0.3

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้รวมพีซีแบบตั้งโต๊ะ, แล็ปท็อปพีซีที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Windows, macOS และ ChromeOS ข้อมูลทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของการประมาณการเบื้องต้น การประมาณการขั้นสุดท้ายอาจมีการเปลี่ยนแปลง สถิติจะขึ้นอยู่กับการจัดส่งสินค้าเพื่อจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ ตัวเลขต้องไม่เกินจำนวนที่แสดงเนื่องจากการปัดเศษ 

ที่มา: การ์ทเนอร์ (มกราคม 2567)

เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว Lenovo มีการเติบโตในการจัดส่งพีซีทั่วโลก นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 โดยตลาดพีซีในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (หรือ EMEA) และอเมริกาเติบโตในระดับเลขสองหลัก ซึ่งชดเชยตลาดเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นที่อ่อนแอ ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำในจีนส่งผลกระทบต่อความต้องการพีซีโดยทั่วไป และยังกระทบรุนแรงต่อ Lenovo เนื่องจากจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นการเติบโตของแล็ปท็อปในตลาด EMEA และลาตินอเมริกานั้นแข็งแกร่ง สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคมาก ผู้ขายรายอื่นมีผลลัพธ์ที่หลากหลาย อาทิ HP เติบโตเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกันเมื่อเทียบรายปี และมีการเติบโตตามลำดับในการจัดส่งพีซีทั่วโลก ขณะที่ Dell มีการเติบโตลดลงเป็นไตรมาสที่ 7 ติดต่อกันเมื่อเทียบรายปี

ภาพรวมในภูมิภาค

ตลาดพีซีในสหรัฐฯ เติบโตเป็นครั้งแรกแบบรายปี นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2564 โดยเพิ่มขึ้น 1.8% ในไตรมาส 4 ปี 2566 ซึ่งการเติบโตของแล็ปท็อปช่วยชดเชยการเติบโตที่ลดลงของเดสก์ท็อป

“การเติบโตของพีซีในสหรัฐฯ สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เนื่องจากตลาดมีเสถียรภาพในระหว่างไตรมาส เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งช่วยให้การใช้จ่ายของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางดีขึ้น ในขณะที่กลุ่มธุรกิจก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทขนาดใหญ่ยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย เลื่อนการเปลี่ยนคอมพ์ตั้งโต๊ะไปเป็นปีนี้” คิตากาวะกล่าวเพิ่ม

HP ยังครองตำแหน่งผู้นำตลาดพีซีในสหรัฐฯ โดยมีส่วนแบ่งตลาดที่ 27.7% ตามมาด้วย Dell ที่ 24.2% (ดูตารางที่ 2)

ตารางที่ 2 การคาดการณ์ยอดขายต่อยูนิตเบื้องต้นของผู้ขายพีซีในสหรัฐฯ ไตรมาสที่ 4 ปี 2566 (หน่วยพันยูนิต) 

Company 4Q23 Shipments 4Q23 Market Share (%) 4Q22 Shipments 4Q22 Market Share (%) 4Q23-4Q22 Growth (%)
HP Inc. 4,665 27.7 4,582 27.7 1.8
Dell 3,805 22.6 4,005 24.2 -5.0
Apple 2,716 16.1 2,372 14.3 14.5
Lenovo 2,650 15.7 2,397 14.5 10.6
Acer 826 4.9 729 4.4 13.2
ASUS 733 4.4 954 5.8 -23.1
Others 1,435 8.5 1,630 9.9 -12.0
Total 16,831 100.0 16,540 100.0 1.8

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้รวมพีซีแบบตั้งโต๊ะ, แล็ปท็อปพีซีที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Windows, macOS และ ChromeOS ข้อมูลทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของการประมาณการเบื้องต้น การประมาณการขั้นสุดท้ายอาจมีการเปลี่ยนแปลง สถิติจะขึ้นอยู่กับการจัดส่งสินค้าเพื่อจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ ตัวเลขต้องไม่เกินจำนวนที่แสดงเนื่องจากการปัดเศษ 

ที่มา: การ์ทเนอร์ (มกราคม 2567)

ตลาดพีซีในยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา และอเมริกาเหนือ มีการเติบโตสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบรายปี โดยเป็นผู้นำการเติบโตทั่วโลก แม้ว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะยังลดลงในไตรมาสที่ 4 ของปี 2566 โดยได้รับแรงกดดันจากยอดที่ตกต่ำในจีน ตลาดพีซีใน EMEA มีการเติบโตสูงสุดที่ 8.7% ซึ่งถือเป็นการกลับมาเติบโตครั้งแรกตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2564 เมื่อเทียบเป็นรายปี

“ตลาด EMEA สะท้อนภาพตลาดโดยรวม ในที่สุดระดับของสินค้าคงคลังก็อยู่ภายใต้การควบคุม อย่างไรก็ตาม อาจเปลี่ยนแปลงได้หากความต้องการลดลง และผู้จัดจำหน่ายจะต้องระมัดระวังในการเพิ่มสต็อกใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น นั่นหมายความว่าการกักเก็บสินค้าคงคลังในขณะนี้มีค่าใช้จ่ายมากขึ้นในช่องทางจัดจำหน่าย” คิตากาวะ กล่าว

ตลาดเอเชียแปซิฟิกลดลง 8% นับเป็นการลดลงติดต่อกัน 7 ไตรมาส โดยแล็ปท็อปและเดสก์ท็อปเป็นอุปกรณ์ไอทีสองชนิดที่เติบโตลดลงในภูมิภาคนี้ ซึ่งเดสก์ท็อปได้รับผลกระทบมากกว่าโดยลดลงอย่างมีนัยสำคัญในประเทศจีน ส่งผลกระทบต่อตลาดเอเชียแปซิฟิกโดยรวม ปรับตัวลดลงระดับเลขสองหลักเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่ตลาดหลักในเอเชียแปซิฟิกมีการลดลงเล็กน้อย ส่วนตลาดเกิดใหม่เติบโตขึ้นเพียงเลขหลักเดียว

ภาพรวมประจำปี: ตลาดพีซีล่มสลายหลังการแพร่ระบาดของโควิด

ปี 2566 ถือเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของพีซี โดยภาพรวมลดลง 14.8% และนับเป็นปีที่สองติดต่อกันที่ลดลงในระดับเลขสองหลัก ซึ่งยอดขายพีซีทั่วโลกมีทั้งหมด 241.8 ล้านเครื่อง ลดลงจาก 284 ล้านเครื่องในปี 2565 (ดูตารางที่ 3)

ตารางที่ 3 การคาดการณ์ยอดขายต่อยูนิตเบื้องต้นของผู้ขายพีซีทั่วโลก ในปี 2566 (หน่วยพันยูนิต) 

Company 2023 Shipments 2023 Market Share (%) 2022 Shipments 2022 Market Share (%) 2023-2022 Growth (%)
Lenovo 59,725 24.7 69,047 24.3 -13.5
HP Inc. 52,896 21.9 55,366 19.5 -4.5
Dell 40,238 16.6 50,008 17.6 -19.5
Apple 21,877 9.0 26,825 9.4 -18.4
Asus 17,061 7.1 20,651 7.3 -17.4
Acer 15,887 6.6 18,708 6.6 -15.1
Others 34,206 14.1 43,448 15.3 -21.3
Total 241,891 100.0 284,052 100.0 -14.8

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้รวมพีซีแบบตั้งโต๊ะ, แล็ปท็อปพีซีที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Windows, macOS และ ChromeOS ข้อมูลทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของการประมาณการเบื้องต้น การประมาณการขั้นสุดท้ายอาจมีการเปลี่ยนแปลง สถิติจะขึ้นอยู่กับการจัดส่งสินค้าเพื่อจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ ตัวเลขต้องไม่เกินจำนวนที่แสดงเนื่องจากการปัดเศษ 

ที่มา: การ์ทเนอร์ (มกราคม 2567)

“ตลาดพีซีมีช่วงการปรับตัวที่สำคัญในช่วงสองปีที่ผ่านมาล่าสุด หลังจากเติบโตอย่างก้าวกระโดดระหว่างปี 2563-2564” คิตากาวะ กล่าวสรุป

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่องค์กรสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริงและมีความเป็นกลาง ช่วยขับเคลื่อนการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดลำดับความสำคัญของภารกิจองค์กร สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โรงเรียนเตรียมวิศวะ มจพ.รับสมัคร ปวช. สอบตรง ปี ‘ 2567

โรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทยเยอรมัน วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เปิดรับสมัครนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (.3) เข้าศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หลักสูตรเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทยเยอรมัน (ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ประจำปีการศึกษา 2567 ประเภทสอบตรง ปีการศึกษา 2567 จำนวน 6 สาขา รับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 – 28 กุมภาพันธ์ 2567 รายละเอียดดังนี้ สาขาที่เปิดรับ 1) สาขาเตรียมวิศวกรรมเครื่องกล (M) โปรแกรมภาษาไทย 2) สาขาเตรียมวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E) โปรแกรมภาษาไทย 3) สาขาเตรียมวิศวกรรมโยธา (C) โปรแกรมภาษาไทย 4) สาขาเตรียมวิศวกรรมเครื่องกล (M-EP) โปรแกรมภาษาอังกฤษ (English Program) 5) สาขาเตรียมวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E-EP) โปรแกรมภาษาอังกฤษ (English Program) และ 6) สาขาเตรียมวิศวกรรมโยธา (C-EP) โปรแกรมภาษาอังกฤษ (English Program)

การสมัคร Download ใบสมัครและสมัครที่ http:/www.admission.kmutnb.ac.th/ เท่านั้น โดยการสมัครเลือกได้3 อันดับ รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ facebook:โรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทยเยอรมัน ,เว็บไซต์ www.cit. kmutnb.ac.th และ www.admission.kmutnb.ac.th โทรศัพท์ 02 555-2000 ต่อ 6200


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

PRO-Thailand Network จับมือลุงซาเล้ง ชวนคนไทยสายกรีนใส่ใจคัดแยกขยะ ในโครงการ “คัดแยก ส่งคืน ฟื้นโลก”

กรุงเทพฯ 22 มกราคม 2567 : PRO-Thailand Network หรือเครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน จับมือกับ เพจลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป จัดโครงการ “คัดแยก ส่งคืน ฟื้นโลก” ชวนคนไทยร่วมใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อม เริ่มต้นง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เพียงคัดแยก และส่งคืนบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว 3 ประเภท คือ ขวดพลาสติก PET กล่องเครื่องดื่มยูเอชที และถุงบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (MLP) เพื่อช่วยลดปัญหาขยะ และส่งเสริมการรีไซเคิลในวงกว้าง  

โครงการ “คัดแยก ส่งคืน ฟื้นโลก” กับ PRO-Thailand Network เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2567 ประชาชนผู้สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการโดยคัดแยกบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว 3 ประเภท ตามวิธีการแยกบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วจากทางโครงการ และลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน Green2Get เลือกกิจกรรม “คัดแยก ส่งคืน ฟื้นโลก” กับ PRO-Thailand Network เพิ่มวัสดุเข้าร่วมโครงการ พร้อมลุ้นรับรางวัล ทั้งนี้ บรรจุภัณฑ์ใช้แล้วที่ส่งมายังโครงการ จะถูกนำไปรีไซเคิลหรือใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ถือเป็นเป้าหมายหลักของโครงการเพื่อร่วมขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนของประเทศไทย  

ขั้นตอนการเตรียมคัดแยกบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว ก่อนส่งเข้าร่วมโครงการ สามารถทำได้ดังนี้

  • ประเภทขวดพลาสติก PET เพียงดื่มน้ำให้หมด หรือเทน้ำ/ของเหลวที่อยู่ในขวดออกให้หมด หากมีสิ่งสกปรกควรล้างทำความสะอาดและตากให้แห้ง  บีบขวดให้แบนมากที่สุดเพื่อประหยัดพื้นที่ ขวดพลาสติก PET ใช้แล้ว สามารถนำมาผลิตเป็นขวดพลาสติกรีไซเคิล หรือที่เรียกกันว่าขวด “rPET” เพื่อนำกลับมาใช้ได้อีกนับครั้งไม่ถ้วน (Bottle-to-Bottle Recycling) ขวด rPET สะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐาน อย. ไทย ถือเป็นบรรจุภัณฑ์แห่งความยั่งยืนอย่างแท้จริง
  • ประเภทกล่องเครื่องดื่ม UHT ประกอบด้วย 3 วัสดุหลัก คือ เยื่อกระดาษ 75 เปอร์เซ็นต์ และอีก 25 เปอร์เซ็นต์เป็นพลาสติกและอะลูมิเนียมฟอยล์ (PolyAl) ผนึกกันเป็นชั้นๆ ทั้ง 3 วัสดุนี้เมื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นได้อีก วิธีแยกกล่องเครื่องดื่ม UHT ใช้แล้ว เพื่อร่วมโครงการ เริ่มจากดื่มนม น้ำผลไม้ ให้หมดกล่องหรือใช้กะทิให้หมดกล่อง แล้วแยกกล่องและหลอดออกจากกัน  ฉีกหรือตัดออกให้เป็นแผ่น ล้างให้สะอาด ตากกล่องให้แห้ง หรือถ้าไม่สะดวกตัดก็พับให้แบนๆ ได้เช่นกัน
  • ประเภทถุงขนมกรุบกรอบ ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซองกาแฟ ซองอาหารสัตว์ หรือบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนหลายชั้น (Multilayer Plastic – MLP) ประกอบด้วยแผ่นฟิล์มพลาสติก แผ่นฟิล์มอะลูมิเนียมฟอยล์ แผ่นพลาสติกไนลอน และแผ่นพลาสติก PE โดยขั้นตอนการคัดแยก นำซองเปล่าหลังกินหรือใช้หมดมาตรวจดูว่าไม่มีสิ่งใดในถุง หรือล้างด้วยน้ำสะอาดแล้วตากให้แห้ง ก่อนทำการพับ แล้วพับถุงเป็นปม หรือม้วนพับให้เป็นระเบียบ ก่อนส่งเข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ โครงการยังพร้อมรับบรรจุภัณฑ์พลาสติกอ่อนอื่นๆ ด้วย เช่น ถุงเติมผลิตภัณฑ์ต่างๆ ถุงพลาสติก ฟิล์มยืด ถุงแกง ที่ทำความสะอาดแล้วและทำตามขั้นตอนด้านบน ก็สามารถส่งมาได้เช่นเดียวกัน  

นางสาวมยุรี อรุณวรานนท์ ในฐานะผู้จัดการโครงการ PRO-Thailand Network กล่าวว่า ในยุคที่ปัญหาขยะ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดเป็นเรื่องท้าทาย การสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมถือได้ว่าสำคัญมาก จึงเป็นที่มาของการจัดโครงการ “คัดแยก ส่งคืน ฟื้นโลก” ขึ้น ซึ่ง PRO-Thailand Network ร่วมมือกับเพจลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อเพิ่มปริมาณการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้มากขึ้น พร้อมกับรณรงค์ให้ประชาชนคนไทยร่วมคัดแยกบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งการรีไซเคิลไม่เพียงแต่จะช่วยลดปริมาณขยะที่เล็ดลอดออกสู่สิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังช่วยประหยัดการใช้ทรัพยากรใหม่ ลดการใช้พลังงาน และช่วยให้ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การคัดแยก เก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเพื่อรีไซเคิลจึงไม่เพียงแต่เป็นกลยุทธ์ในการจัดการขยะเท่านั้น แต่ยังถือเป็นหัวใจของการดูแลสิ่งแวดล้อม และพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
 
ทั้งนี้ PRO-Thailand Network ดำเนินโครงการนำร่องจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว 3 ประเภท ได้แก่ ขวดพลาสติก PET กล่องเครื่องดื่มยูเอชที (เช่น กล่องนม น้ำผลไม้ กล่องกะทิ) และถุงบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (เช่น ถุงขนม ถุงเติม ซองกาแฟ) ในระหว่างปี 2563 – 2565 สามารถเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วประเภทขวดพลาสติก PET จำนวน 25,134.15 ตัน ประเภทกล่องเครื่องดื่มยูเอชที จำนวน 180.49 ตัน และประเภทถุงบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนใช้แล้วได้ 78.56 ตัน  

นอกจากนี้ นายเปรม พฤกษ์ทยานนท์ ผู้ก่อตั้งเพจลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป และเจ้าของแอปพลิเคชัน Green2Get ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่นำมาใช้กับกิจกรรมในครั้งนี้ กล่าวว่า การร่วมมือกับ PRO-Thailand Network ในโครงการ “คัดแยก ส่งคืน ฟื้นโลก” ถือเป็นการริเริ่มส่งเสริมการจัดการขยะที่สามารถรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนในประเทศไทย การแยกขยะอาจดูเป็นเรื่องไกลตัวและยุ่งยากสำหรับหลายๆ คน ดังนั้น การจัดโครงการ “คัดแยก ส่งคืน ฟื้นโลก” ขึ้นมา ผ่านแอปพลิเคชัน Green2Get จะกระตุ้นทำให้การส่งคืนขยะเป็นเรื่องง่ายขึ้น เหมาะกับผู้บริโภคสายกรีนในปัจจุบัน เพราะทำให้กระบวนการนี้เป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น เน้นการให้ความรู้ และจัดการขยะรีไซเคิล นอกจากนี้การร่วมมือกับ PRO-Thailand Network ยังถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มปริมาณบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเข้าสู่ระบบรีไซเคิล ส่งผลให้การจัดการขยะในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ วิธีการร่วมโครงการ “คัดแยก ส่งคืน ฟื้นโลก” กับ PRO-Thailand Network ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันGreen2Get โดยดาวน์โหลดได้ที่ iOS: https://apple.co/3NHUQr0 หรือ Android: https://bit.ly/android_G2G แล้วเลือกหมวด “กิจกรรม” เพื่อเข้าไปสู่กิจกรรมรักษ์โลกตามระบบ โดยสามารถสะสมน้ำหนักให้มากที่สุดเพื่อนำไปสู่กระบวนการรีไซเคิล และตรวจสอบจำนวนการส่ง ผ่านแอปพลิเคชัน Green2Get เพื่อลุ้นรับรับรางวัล จากทาง PRO-Thailand Network หรือสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Facebook: PRO-Thailand Network https://web.facebook.com/prothailandnetwork


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย คว้า “สถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยม ปี 2567” จาก Great Place to Work®

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ได้รับการรับรองมาตรฐานในการเป็นสถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยม จาก Great Place to Work® อย่างต่อเนื่อง โดยการรับรองดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องในการที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ต้องการสร้างองค์กรที่ดีที่สุดเพื่อพนักงาน โดยมีเป้าหมายที่ให้คุณค่าในเรื่องการทำงาน ตลอดจนการสนับสนุนให้เกิดวัฒนธรรมการยอมรับความแตกต่าง และการเพิ่มขีดความสามารถ และเสรีภาพในการทำงานของพนักงาน

นายมงคล ตั้งศิริวิช ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่า “ผมรู้สึกภูมิใจที่เราได้รับการรับรองให้เป็นสถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยม หรือ Great Place to Work ความสำเร็จนี้นับเป็นภาพสะท้อนถึงความพยายามและความมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวก ที่ทุกคนสามารถสร้างแรงบันดาลใจที่ดีต่อกันและกัน เจริญเติบโตไปด้วยกัน แบ่งปันองค์ความรู้ซึ่งกันและกัน เรียกได้ว่าเป็นทีมเวิร์กที่ดีที่สุด ทำให้เราสามารถเป็นที่ไว้วางใจแก่ลูกค้า คู่ค้า ตลอดทั้ง Ecosystem ที่เราให้บริการ”

สิ่งที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยึดถือเสมอคือการต้องทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่าและปลอดภัย และสิ่งนี้คือกุญแจสำคัญในการสร้างนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ ประสิทธิภาพ และความคล่องตัวที่มากขึ้น และจะนำพวกเขาไปสู่ความสำเร็จ นอกจากนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังสนับสนุนให้พนักงานมอบสิ่งที่มีคุณค่าสู่สังคม ชุมชน และโลกอีกด้วย

Great Place to Work® เป็นองค์กรระดับโลกที่มุ่งเน้นการวิจัยไปที่วัฒนธรรมองค์กร ที่ผ่านมาได้สำรวจพนักงานมากกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก ตั้งแต่ปี 1992 และใช้ข้อมูลเชิงลึกนั้นเพื่อพิจารณาว่าอะไรที่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยมและได้รับความไว้วางใจ


Exit mobile version