
หมวดหมู่: ข่าวประชาสัมพันธ์

กรุงเทพ (ประเทศไทย) วันที่ 29 มกราคม 2567 – ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงานและระบบอัตโนมัติ เร่งผลักดันความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาปรับใช้มากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นเรื่องลุกลามจนไม่สามารถควบคุมได้
การเร่งแก้ไขเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่ผันผวน รวมถึงความกดดันจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อให้เร่งจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยผลักดันให้ความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการฟื้นฟูพลังงานกลายเป็นวาระสำคัญขององค์กร รวมถึงนโยบายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้กลายเป็นประเด็นหลักในการประชุมประจำปีของ World Economic Forum ที่จัดขึ้น ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 15-19 มกราคม โดยมีผู้บริหารระดับสูงของชไนเดอร์ อิเล็คทริคหลายคนที่ได้เข้าร่วมงานนี้เช่นกัน
“เนื่องจากการใช้พลังงานทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมากถึง 80% ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานจึงเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน” ปีเตอร์ เฮอร์เวค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “ศักยภาพของ AI กำลังดึงความสนใจของทุกคนอยู่ในขณะนี้ แต่ต้องไม่ลืมว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งการผลิตพลังงานทดแทน เครื่องมือดิจิทัลและการใช้พลังงานไฟฟ้า ช่วยลดความต้องการใช้พลังงานได้ ด้วยการทำให้ไซต์งานและการดำเนินงานมีประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้น โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว เพราะโลกไม่มีเวลารอวิธีการแก้ปัญหาของวันพรุ่งนี้ ในเมื่อสิ่งที่เรามีอยู่ในปัจจุบันสามารถทำอะไรได้มากมาย”
การดำเนินการจากภาคเอกชนที่เป็นบริษัทต่างๆ ในทั่วโลก คือหัวใจสำคัญที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงนับเป็นสิ่งที่น่าส่งเสริมให้โลกธุรกิจให้คำมั่นสัญญาต่อความยั่งยืนและการลดคาร์บอนมากขึ้น โดยในเดือนมกราคม 2024 มีบริษัทมากกว่า 4,200 แห่งทั่วโลกได้กำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งได้รับการตรวจสอบโดยโครงการริเริ่ม Science Based Targets (SBTi) เป็นต้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมเรื่องประสิทธิภาพด้านพลังงานกำลังได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ร่วมมือกับสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศในการนำพารัฐบาลและผู้นำจากหลายธุรกิจมารวมตัวกันเพื่อการประชุมใหญ่ในหัวข้อดังกล่าว
รายงานใหม่ที่เผยแพร่โดย World Economic Forum เมื่อวันที่ 8 มกราคม พบว่า การดำเนินการด้านการใช้พลังงานด้วยการประหยัดพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน รวมถึงความร่วมมือที่ช่วยสร้างคุณค่าในเรื่องดังกล่าว สามารถช่วยปลดล็อกต้นทุนด้วยการประหยัดเงินให้กับระบบเศรษฐกิจในวงกว้างได้มากถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังช่วยหลีกเลี่ยงให้ไม่ต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมได้อีก 3,000 แห่ง หากสามารถดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้ก่อนปี 2030
นอกจากนี้ การวิจัยที่ดำเนินการโดย ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นว่าการติดตั้งโซลูชันบริหารจัดการพลังงานและอาคารด้วยระบบดิจิทัลให้กับอาคารที่มีอยู่ สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในการปฏิบัติงานได้มาก อีกทั้งให้การคืนทุนได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่ถึงสามปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลจากแค่ส่วนนี้เพียงส่วนเดียว
โอกาสและความท้าทายในการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3
ส่วนอื่นๆ ที่ต้องมุ่งเน้น คือการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากบริษัทต่างๆ ที่เกิดจากการดำเนินกิจกรรมที่จัดอยู่ใน Scope 3 ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามกระบวนการต่างๆ ในห่วงโซ่คุณค่า หรือ value chain ขององค์กรตั้งแต่กระบวนการก่อนการผลิต เริ่มจากการจัดหาวัตถุดิบ (upstream) ไปจนถึงกระบวนการในการจัดส่งจนสินค้าถึงมือผู้บริโภค (downstream) และนับเป็นกระบวนการที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดขององค์กร มากกว่า 70% สอดคล้องตามข้อมูลจาก UN Global Compact
การปฏิรูปด้านซัพพลายเชนทั่วโลกในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ช่วยผลักดันให้หัวข้อนี้กลายเป็นวาระสำคัญขององค์กร กว่าสองในสามของผู้นำธุรกิจที่เข้าร่วมการสัมภาษณ์เพื่อจัดทำเป็นรายงาน โดยชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในปีที่ผ่านมา กล่าวว่าความกดดันด้านกฏระเบียบทำให้ผู้บริหารเหล่านี้ต้องเร่งคิดแผนงานในการลดคาร์บอนร่วมกับพันธมิตรด้านซัพพลายเชน บรรดาผู้ที่เข้าร่วมการสำรวจยังกล่าวว่า ตนกำลังเห็นว่าบรรดานักลงทุนและหน่วยงานด้านการเงินทั้งหลายมีความต้องการข้อมูลด้านการลดคาร์บอนในซัพพลายเชนเพิ่มขึ้น
“องค์กรธุรกิจต่างๆ ที่กำลังให้ความสนใจอย่างจริงจังเกี่ยวกับการลดคาร์บอน ต้องมองไปให้ไกลกว่าเรื่องการดำเนินงานในองค์กรของตัวเอง พร้อมกับต้องจัดการเรื่องนี้ใน value chain ทั้งหมด และต้องตระหนักว่า การผลักดันพร้อมให้การช่วยเหลือซัพพลายเชนและพันธมิตรทางธุรกิจอื่นๆ จะช่วยสร้างประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้น ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีระบบดิจิทัล รวมถึงการจัดซื้อพลังงานที่สะอาดขึ้น เหล่านี้คือประเด็นสำคัญที่ช่วยแก้โจทย์เรื่องนี้” โอลิเวียร์ บลูม รองประธานบริหาร ฝ่ายบริหารจัดการพลังงาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว
บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัทจดทะเบียนมหาชนด้านไอที
ทั้งนี้ได้สอดคล้องกั
สามารถป้องกันได้มากกว่า กู้คืนได้เร็วขึ้น พร้อมลดค่าใช้จ่าย เพราะ Metallic AI ทำงานผ่านแพลตฟอร์ม Commvault Cloud เพื่อขับเคลื่อนการเตือนล่วงหน้
Commvault มั่นใจในความร่วมมือที่แข็งแกร่
Sanjay Mirchandani, President & CEO, Commvault กล่าว “แม้ว่านวัตกรรมที่ต่อเนื่
“เรามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้
คุณไลโอเนล ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอยิกะ (ไทยแลนด์) จํากัด นำทัพทีมงานเปิดตัวก้าวสู่
โดยมีแนวคิด Platform as a Service เข้ามาแนะนำสู่ผู้บริโภคกลุ่
OPUS หรือสถานีสลับแบตเตอรี่ของโอยิ
สำหรับวิธีการใช้งานสามารถทำได้
นอกจากนี้ เรายังเปิดให้ผู้ใช้มอเตอร์ไซค์
ในปัจจุบันโอยิกะรุกขยายธุรกิ
คุณไลโอเนล ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอยิกะ (ไทยแลนด์) จํากัด กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็
นอกจากนี้ โอยิกะยังเปิดตัวพรีเซนเตอร์
การพัฒนานวัตกรรมด้านพลั
โอยิกะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถนั
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 25 มกราคม 2567 – ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จัดตั้งสมาคมดาต้าเซ็นเตอร์แห่งประเทศไทย (Thailand Data Centre Council หรือ TDCC) อย่างเป็นทางการ ซึ่ง TDCC จะเป็นเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กลุ่มแรกสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์มุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศให้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมดาต้าเซ็นเตอร์แห่งประเทศไทยเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ประกอบด้วย บริษัท เอมส์ ดาต้า เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท อีโวลูชั่น ดีซี (ไทยแลนด์) จำกัด, บริษัท เอ็นทีที โกลบอล ดาต้า เซ็นเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด, เอสที เทเลมีเดีย โกล บอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) และบริษัท เทเลเฮ้าส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ทั้งนี้สมาคมดาต้าเซ็นเตอร์แห่งประเทศไทยก่อตั้งขึ้น ภายใต้วัตถุประสงค์พื้นฐาน 6 ประการ ได้แก่:
- เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์: โดยร่วมมือในการผลักดันการแข่งขันในอุตสาหกรรมหรือภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- ให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านกฎระเบียบ: ให้คำแนะนำ ระบุความท้าทายและเสนอแนวทางต่าง ๆ ด้านกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกับหน่วยงานสาธารณะอย่างเหมาะสม
- ขยายธุรกิจระหว่างประเทศ: สนับสนุนและส่งเสริมสมาชิกในการขยายศักยภาพธุรกิจ พร้อมยกระดับการแข่งขันไปสู่เวทีระดับโลก
- พัฒนาด้านวิชาชีพ: ส่งเสริมการเติบโตทางวิชาชีพของผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์และบุคลากรในอุตสาหกรรมดิจิทัลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
- ให้คำปรึกษาและสนับสนุนหลักปฏิบัติด้านจริยธรรม: ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมสำหรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ของไทย โดยนำเสนอแนวปฏิบัติให้มีความสอดคล้องกับบรรทัดฐานระดับสากล
- พัฒนาอุตสาหกรรม: ดำเนินกิจกรรมเสริมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย หรือดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการจัดตั้งสมาคมดาต้าเซ็นเตอร์แห่งประเทศไทย เป้าหมายหลักคือการยกระดับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นอุตสาหกรรมหลักสำคัญของประเทศ และสร้างเครือข่ายผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขึ้นในประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ด้วยศักยภาพของทำเลที่ตั้งและนโยบายสนับสนุนด้านดิจิทัลของประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายสำคัญของการลงทุนจากผู้ให้บริการดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก สอดคล้องกับข้อมูลของ Statista เผยรายได้ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ปี 2566 คาดว่าสูงแตะ 2.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.83 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีก 5 ปี เป็นปัจจัยกระตุ้นตลาดนี้ให้กลายเป็น Critical Industry ของประเทศ
วิสัยทัศน์ TDCC กับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย
TDCC ตั้งเป้าสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยระยะยาว รวมถึงการสร้างและการขยายเครือข่ายการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนในวงกว้าง และยึดมั่นในมาตรฐานระดับโลก ซึ่ง TDCC พร้อมเปิดรับพันธมิตรจากหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ ผู้ให้บริการเชื่อมต่อ หรือในภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง สมาคมฯ มุ่งมั่นสนับสนุนและส่งเสริมสมาชิกในการเพิ่มศักยภาพธุรกิจเพื่อแข่งขันในระดับนานาชาติ
นอกจากนี้ TDCC จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาทักษะวิชาชีพให้แก่ผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมอย่างจริงจังเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมร่วมมือและประสานงานกับหน่วยงานของทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมตามหลักสากล
TDCC เปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถให้ข้อเสนอแนะ ระบุความท้าทาย และเสนอแนวทางแก้ปัญหาด้านกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ไปยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
24 มกราคม 2567 – บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) ประกาศพร้อมเข้าตลาดหุ้นต้อนรับปีมังกรทอง มั่นใจการเติบโตในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ เร่งรุกเดินหน้าขยายศักยภาพบริการให้ตอบโจทย์ ให้ความสำคัญลูกค้าทุกกลุ่มทั้งลูกค้าทั่วไป เอสเอ็มอี องค์กรธุรกิจ ภาครัฐ ภาคการศึกษาผ่านเครือข่ายสาขาที่เข้าถึงและเข้าใจตลาดท้องถิ่น ครอบคลุมทั่วประเทศไทยและ สปป. ลาว กว่า 338 สาขา เผยแผนขยายกลุ่มสินค้าแบรนด์ชั้นนำต่าง ๆ มากมาย พร้อมไฮไลท์เพิ่มผลิตภัณฑ์ Apple เข้าพอร์ทสินค้าพรีเมียม
ณัฏฐ์ ณัฐนิธิการัชต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การนำธุรกิจเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นเป้าหมายใหญ่ที่เราใช้เวลาศึกษา วางแผนกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง จนวันนี้เราพร้อมมากและเรามุ่งมั่นให้แอดไวซ์ได้ใช้ศักยภาพของการเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับความเชื่อถือจากผู้ถือหุ้นทุกคนมาสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในทุกมิติของระบบนิเวศธุรกิจของเราตั้งแต่ลูกค้า คู่ค้า พันธมิตร บุคลากร ผลิตภัณฑ์ บริการ และการนำเทคโนโลยีชั้นนำมาพัฒนาใช้งานเพื่อให้ทุกคนได้รับและใช้ประโยชน์จากโอกาสต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างสูงสุด”
“เราจะได้เห็นหุ้น ‘Advice’ อยู่บนกระดานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในไม่ช้า ในขณะเดียวกันกว่า 25 ปีของแอดไวซ์ เรามีเป้าหมายชัดเจนที่จะนำ ‘Advice’ ด้วยความร่วมมืออย่างแนบแน่นกับพันธมิตรผู้ผลิตผู้จัดจำหน่ายของเรา ให้เป็นแบรนด์ร้านค้าปลีกไอทีที่ไว้วางใจได้คู่กับผู้บริโภค ชุมชน สังคมและเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกับหลักแนวคิดในเรื่องธรรมาภิบาลที่เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความยั่งยืนและความโปร่งใส และพร้อมเติบโตไปด้วยกัน”
ปัจจุบันบริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จำหน่ายสินค้าไอทีที่มีสาขาครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ รวมทั้งสิ้น 338 สาขา* (*ข้อมูล ณ สิ้นเดือนกันยายน 2566) ประกอบด้วย สาขาที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของจำนวน 110 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ ๆ กับสาขาแฟรนไชส์อีก 228 แห่ง กระจายอยู่ในแหล่งชุมชนครอบคลุมอำเภอและจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย รวมถึงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
โดยบริษัทตั้งเป้าหมายภายในสามปีข้างหน้าจะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันยอดขายไปสู่ 20,000 ล้านบาท และเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี เปิดสาขาของบริษัทเพิ่มอีก 35-40 แห่ง และขยายสาขาแฟรนไชส์ 30-50 แห่งโดยคาดว่าจะมีร้าน Advice รวมทั้งสิ้น 420 แห่ง
เกี่ยวกับ Advice
บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) ผู้นำศูนย์รวมอุปกรณ์ไอทีครบวงจรที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมเป็นที่ปรึกษาทางด้านไอที “นึกถึงไอที นึกถึงแอดไวซ์ จำหน่ายและซ่อม | ครบ | จบในที่เดียว” สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Facebook, Youtube, Line, IG, Twitter และ Tiktok : AdviceClub, Call Center 02-908-8888 หรือคลิก www.advice.co.th
กรุงเทพฯ ประเทศไทย 24 มกราคม 2567 – การ์ทเนอร์ อิงค์ เผยยอดขายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซีทั่วโลกไตรมาส 4 ปี 2566 มียอดรวม 63.3 ล้านเครื่อง เติบโต 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2565 นับเป็นครั้งแรกที่ยอดขายพีซีรายไตรมาสกลับมาเติบโต หลังจากลดลงต่อเนื่องตลอดแปดไตรมาสที่ผ่านมา โดยในปีนี้มียอดแตะ 241.8 ล้านเครื่อง ลดลง 14.8% เมื่อเทียบกับปี 2565 และนับเป็นครั้งแรกที่ยอดขายต่ำกว่า 250 ล้านเครื่อง จาก 230 ล้านเครื่องในปี 2549
มิคาโกะ คิตากาวะ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ตลาดพีซีมาถึงจุดลดลงต่ำสุดแล้ว หลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในไตรมาส 4 ปี 2566 สินค้าคงคลังได้รับการปรับให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หลังเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเป็นเวลาสองปี ซึ่งการเติบโตนี้ยังแสดงให้เห็นว่าอุปสงค์และอุปทานกลับมาสมดุลในที่สุด อย่างไรก็ตามสถานการณ์นี้อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกเนื่องจากการขึ้นราคาของส่วนประกอบตามที่คาดการณ์ไว้ในปี 2567 รวมถึงความไม่แน่นอนทางด้านภูมิรัฐศาสตร์และภาวะเศรษฐกิจ”
“ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ผู้ขายพีซีชั้นนำทั้ง 6 รายยังคงรักษาตำแหน่งไว้โดยไม่มีส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนที่โดดเด่น ซึ่งจากข้อมูลนี้การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าตลาดพีซีจะกลับมาเติบโตอีกครั้งในปี 2567”
ผู้ขายพีซีหกอันดับแรกในไตรมาส 4 ปี 2566 ยังไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในด้านผลงาน โดย Lenovo, HP, Apple และ Acer มีการเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่ Dell และ ASUS มีอัตราการเติบโตลดลง (ดูตารางที่ 1)
ตารางที่ 1 การคาดการณ์ยอดขายต่อยูนิตเบื้องต้นของผู้ขายพีซีทั่วโลก ไตรมาสที่ 4 ปี 2566 (หน่วยพันยูนิต)
| Company | 4Q23 Shipments | 4Q23 Market Share (%) | 4Q22 Shipments | 4Q22 Market Share (%) | 4Q23-4Q22 Growth (%) | ||||||
| Lenovo | 16,213 | 25.6 | 15,713 | 24.9 | 3.2 | ||||||
| HP Inc. | 13,954 | 22.0 | 13,220 | 20.9 | 5.6 | ||||||
| Dell | 9,983 | 15.8 | 10,884 | 17.2 | -8.3 | ||||||
| Apple | 6,349 | 10.0 | 5,925 | 9.4 | 7.2 | ||||||
| ASUS | 4,405 | 7.0 | 4,864 | 7.7 | -9.4 | ||||||
| Acer | 3,987 | 6.3 | 3,589 | 5.7 | 11.1 | ||||||
| Others | 8,479 | 13.4 | 8,982 | 14.2 | -5.6 | ||||||
| Total | 63,371 | 100.0 | 63,179 | 100.0 | 0.3 |
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้รวมพีซีแบบตั้งโต๊ะ, แล็ปท็อปพีซีที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Windows, macOS และ ChromeOS ข้อมูลทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของการประมาณการเบื้องต้น การประมาณการขั้นสุดท้ายอาจมีการเปลี่ยนแปลง สถิติจะขึ้นอยู่กับการจัดส่งสินค้าเพื่อจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ ตัวเลขต้องไม่เกินจำนวนที่แสดงเนื่องจากการปัดเศษ
ที่มา: การ์ทเนอร์ (มกราคม 2567)
เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว Lenovo มีการเติบโตในการจัดส่งพีซีทั่วโลก นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 โดยตลาดพีซีในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (หรือ EMEA) และอเมริกาเติบโตในระดับเลขสองหลัก ซึ่งชดเชยตลาดเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นที่อ่อนแอ ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำในจีนส่งผลกระทบต่อความต้องการพีซีโดยทั่วไป และยังกระทบรุนแรงต่อ Lenovo เนื่องจากจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นการเติบโตของแล็ปท็อปในตลาด EMEA และลาตินอเมริกานั้นแข็งแกร่ง สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคมาก ผู้ขายรายอื่นมีผลลัพธ์ที่หลากหลาย อาทิ HP เติบโตเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกันเมื่อเทียบรายปี และมีการเติบโตตามลำดับในการจัดส่งพีซีทั่วโลก ขณะที่ Dell มีการเติบโตลดลงเป็นไตรมาสที่ 7 ติดต่อกันเมื่อเทียบรายปี
ภาพรวมในภูมิภาค
ตลาดพีซีในสหรัฐฯ เติบโตเป็นครั้งแรกแบบรายปี นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2564 โดยเพิ่มขึ้น 1.8% ในไตรมาส 4 ปี 2566 ซึ่งการเติบโตของแล็ปท็อปช่วยชดเชยการเติบโตที่ลดลงของเดสก์ท็อป
“การเติบโตของพีซีในสหรัฐฯ สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เนื่องจากตลาดมีเสถียรภาพในระหว่างไตรมาส เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งช่วยให้การใช้จ่ายของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางดีขึ้น ในขณะที่กลุ่มธุรกิจก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทขนาดใหญ่ยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย เลื่อนการเปลี่ยนคอมพ์ตั้งโต๊ะไปเป็นปีนี้” คิตากาวะกล่าวเพิ่ม
HP ยังครองตำแหน่งผู้นำตลาดพีซีในสหรัฐฯ โดยมีส่วนแบ่งตลาดที่ 27.7% ตามมาด้วย Dell ที่ 24.2% (ดูตารางที่ 2)
ตารางที่ 2 การคาดการณ์ยอดขายต่อยูนิตเบื้องต้นของผู้ขายพีซีในสหรัฐฯ ไตรมาสที่ 4 ปี 2566 (หน่วยพันยูนิต)
| Company | 4Q23 Shipments | 4Q23 Market Share (%) | 4Q22 Shipments | 4Q22 Market Share (%) | 4Q23-4Q22 Growth (%) | ||||||
| HP Inc. | 4,665 | 27.7 | 4,582 | 27.7 | 1.8 | ||||||
| Dell | 3,805 | 22.6 | 4,005 | 24.2 | -5.0 | ||||||
| Apple | 2,716 | 16.1 | 2,372 | 14.3 | 14.5 | ||||||
| Lenovo | 2,650 | 15.7 | 2,397 | 14.5 | 10.6 | ||||||
| Acer | 826 | 4.9 | 729 | 4.4 | 13.2 | ||||||
| ASUS | 733 | 4.4 | 954 | 5.8 | -23.1 | ||||||
| Others | 1,435 | 8.5 | 1,630 | 9.9 | -12.0 | ||||||
| Total | 16,831 | 100.0 | 16,540 | 100.0 | 1.8 |
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้รวมพีซีแบบตั้งโต๊ะ, แล็ปท็อปพีซีที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Windows, macOS และ ChromeOS ข้อมูลทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของการประมาณการเบื้องต้น การประมาณการขั้นสุดท้ายอาจมีการเปลี่ยนแปลง สถิติจะขึ้นอยู่กับการจัดส่งสินค้าเพื่อจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ ตัวเลขต้องไม่เกินจำนวนที่แสดงเนื่องจากการปัดเศษ
ที่มา: การ์ทเนอร์ (มกราคม 2567)
ตลาดพีซีในยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา และอเมริกาเหนือ มีการเติบโตสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบรายปี โดยเป็นผู้นำการเติบโตทั่วโลก แม้ว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะยังลดลงในไตรมาสที่ 4 ของปี 2566 โดยได้รับแรงกดดันจากยอดที่ตกต่ำในจีน ตลาดพีซีใน EMEA มีการเติบโตสูงสุดที่ 8.7% ซึ่งถือเป็นการกลับมาเติบโตครั้งแรกตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2564 เมื่อเทียบเป็นรายปี
“ตลาด EMEA สะท้อนภาพตลาดโดยรวม ในที่สุดระดับของสินค้าคงคลังก็อยู่ภายใต้การควบคุม อย่างไรก็ตาม อาจเปลี่ยนแปลงได้หากความต้องการลดลง และผู้จัดจำหน่ายจะต้องระมัดระวังในการเพิ่มสต็อกใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น นั่นหมายความว่าการกักเก็บสินค้าคงคลังในขณะนี้มีค่าใช้จ่ายมากขึ้นในช่องทางจัดจำหน่าย” คิตากาวะ กล่าว
ตลาดเอเชียแปซิฟิกลดลง 8% นับเป็นการลดลงติดต่อกัน 7 ไตรมาส โดยแล็ปท็อปและเดสก์ท็อปเป็นอุปกรณ์ไอทีสองชนิดที่เติบโตลดลงในภูมิภาคนี้ ซึ่งเดสก์ท็อปได้รับผลกระทบมากกว่าโดยลดลงอย่างมีนัยสำคัญในประเทศจีน ส่งผลกระทบต่อตลาดเอเชียแปซิฟิกโดยรวม ปรับตัวลดลงระดับเลขสองหลักเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่ตลาดหลักในเอเชียแปซิฟิกมีการลดลงเล็กน้อย ส่วนตลาดเกิดใหม่เติบโตขึ้นเพียงเลขหลักเดียว
ภาพรวมประจำปี: ตลาดพีซีล่มสลายหลังการแพร่ระบาดของโควิด
ปี 2566 ถือเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของพีซี โดยภาพรวมลดลง 14.8% และนับเป็นปีที่สองติดต่อกันที่ลดลงในระดับเลขสองหลัก ซึ่งยอดขายพีซีทั่วโลกมีทั้งหมด 241.8 ล้านเครื่อง ลดลงจาก 284 ล้านเครื่องในปี 2565 (ดูตารางที่ 3)
ตารางที่ 3 การคาดการณ์ยอดขายต่อยูนิตเบื้องต้นของผู้ขายพีซีทั่วโลก ในปี 2566 (หน่วยพันยูนิต)
| Company | 2023 Shipments | 2023 Market Share (%) | 2022 Shipments | 2022 Market Share (%) | 2023-2022 Growth (%) | ||||||
| Lenovo | 59,725 | 24.7 | 69,047 | 24.3 | -13.5 | ||||||
| HP Inc. | 52,896 | 21.9 | 55,366 | 19.5 | -4.5 | ||||||
| Dell | 40,238 | 16.6 | 50,008 | 17.6 | -19.5 | ||||||
| Apple | 21,877 | 9.0 | 26,825 | 9.4 | -18.4 | ||||||
| Asus | 17,061 | 7.1 | 20,651 | 7.3 | -17.4 | ||||||
| Acer | 15,887 | 6.6 | 18,708 | 6.6 | -15.1 | ||||||
| Others | 34,206 | 14.1 | 43,448 | 15.3 | -21.3 | ||||||
| Total | 241,891 | 100.0 | 284,052 | 100.0 | -14.8 |
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้รวมพีซีแบบตั้งโต๊ะ, แล็ปท็อปพีซีที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Windows, macOS และ ChromeOS ข้อมูลทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของการประมาณการเบื้องต้น การประมาณการขั้นสุดท้ายอาจมีการเปลี่ยนแปลง สถิติจะขึ้นอยู่กับการจัดส่งสินค้าเพื่อจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ ตัวเลขต้องไม่เกินจำนวนที่แสดงเนื่องจากการปัดเศษ
ที่มา: การ์ทเนอร์ (มกราคม 2567)
“ตลาดพีซีมีช่วงการปรับตัวที่สำคัญในช่วงสองปีที่ผ่านมาล่าสุด หลังจากเติบโตอย่างก้าวกระโดดระหว่างปี 2563-2564” คิตากาวะ กล่าวสรุป
เกี่ยวกับการ์ทเนอร์
บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่องค์กรสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริงและมีความเป็นกลาง ช่วยขับเคลื่อนการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดลำดับความสำคัญของภารกิจองค์กร สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ gartner.com
โรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย–เยอรมัน วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เปิดรับสมัครนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) เข้าศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หลักสูตรเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย–เยอรมัน (ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ประจำปีการศึกษา 2567 ประเภทสอบตรง ปีการศึกษา 2567 จำนวน 6 สาขา รับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 – 28 กุมภาพันธ์ 2567 รายละเอียดดังนี้ สาขาที่เปิดรับ 1) สาขาเตรียมวิศวกรรมเครื่องกล (M) โปรแกรมภาษาไทย 2) สาขาเตรียมวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E) โปรแกรมภาษาไทย 3) สาขาเตรียมวิศวกรรมโยธา (C) โปรแกรมภาษาไทย 4) สาขาเตรียมวิศวกรรมเครื่องกล (M-EP) โปรแกรมภาษาอังกฤษ (English Program) 5) สาขาเตรียมวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E-EP) โปรแกรมภาษาอังกฤษ (English Program) และ 6) สาขาเตรียมวิศวกรรมโยธา (C-EP) โปรแกรมภาษาอังกฤษ (English Program)
การสมัคร Download ใบสมัครและสมัครที่ http:/www.admission.kmutnb.ac.th/ เท่านั้น โดยการสมัครเลือกได้3 อันดับ รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ facebook:โรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย–เยอรมัน ,เว็บไซต์ www.cit. kmutnb.ac.th และ www.admission.kmutnb.ac.th โทรศัพท์ 02 555-2000 ต่อ 6200
กรุงเทพฯ 22 มกราคม 2567 : PRO-Thailand Network หรือเครือข่ายองค์กรความร่วมมื
โครงการ “คัดแยก ส่งคืน ฟื้นโลก” กับ PRO-Thailand Network เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2567 ประชาชนผู้สนใจสามารถเข้าร่
ขั้นตอนการเตรียมคัดแยกบรรจุภั
- ประเภทขวดพลาสติก PET เพียงดื่มน้ำให้หมด หรือเทน้ำ/ของเหลวที่อยู่
ในขวดออกให้หมด หากมีสิ่งสกปรกควรล้ างทำความสะอาดและตากให้แห้ง บีบขวดให้แบนมากที่สุดเพื่ อประหยัดพื้นที่ ขวดพลาสติก PET ใช้แล้ว สามารถนำมาผลิตเป็นขวดพลาสติกรี ไซเคิล หรือที่เรียกกันว่าขวด “rPET” เพื่อนำกลับมาใช้ได้อีกนับครั้ งไม่ถ้วน (Bottle-to-Bottle Recycling) ขวด rPET สะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐาน อย. ไทย ถือเป็นบรรจุภัณฑ์แห่งความยั่ งยืนอย่างแท้จริง - ประเภทกล่องเครื่องดื่ม UHT ประกอบด้วย 3 วัสดุหลัก คือ เยื่อกระดาษ 75 เปอร์เซ็นต์ และอีก 25 เปอร์เซ็นต์เป็นพลาสติกและอะลู
มิเนียมฟอยล์ (PolyAl) ผนึกกันเป็นชั้นๆ ทั้ง 3 วัสดุนี้เมื่อเข้าสู่ กระบวนการรีไซเคิ ลจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่ นได้อีก วิธีแยกกล่องเครื่องดื่ม UHT ใช้แล้ว เพื่อร่วมโครงการ เริ่มจากดื่มนม น้ำผลไม้ ให้หมดกล่องหรือใช้กะทิให้ หมดกล่อง แล้วแยกกล่องและหลอดออกจากกัน ฉีกหรือตัดออกให้เป็นแผ่น ล้างให้สะอาด ตากกล่องให้แห้ง หรือถ้าไม่สะดวกตัดก็พับให้แบนๆ ได้เช่นกัน - ประเภทถุงขนมกรุบกรอบ ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซองกาแฟ ซองอาหารสัตว์ หรือบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนหลายชั้น (Multilayer Plastic – MLP) ประกอบด้วยแผ่นฟิล์มพลาสติก แผ่นฟิล์มอะลูมิเนียมฟอยล์ แผ่นพลาสติกไนลอน และแผ่นพลาสติก PE โดยขั้นตอนการคัดแยก นำซองเปล่าหลังกินหรือใช้
หมดมาตรวจดูว่าไม่มีสิ่งใดในถุง หรือล้างด้วยน้ำสะอาดแล้วตากให้ แห้ง ก่อนทำการพับ แล้วพับถุงเป็นปม หรือม้วนพับให้เป็นระเบียบ ก่อนส่งเข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ โครงการยังพร้อมรับบรรจุภัณฑ์ พลาสติกอ่อนอื่นๆ ด้วย เช่น ถุงเติมผลิตภัณฑ์ต่างๆ ถุงพลาสติก ฟิล์มยืด ถุงแกง ที่ทำความสะอาดแล้วและทำตามขั้ นตอนด้านบน ก็สามารถส่งมาได้เช่นเดียวกัน
นางสาวมยุรี อรุณวรานนท์ ในฐานะผู้จัดการโครงการ PRO-Thailand Network กล่าวว่า ในยุคที่ปัญหาขยะ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่
ทั้งนี้ PRO-Thailand Network ดำเนินโครงการนำร่องจัดการบรรจุ
นอกจากนี้ นายเปรม พฤกษ์ทยานนท์ ผู้ก่อตั้งเพจลุงซาเล้งกับขยะที่
ทั้งนี้ วิธีการร่วมโครงการ “คัดแยก ส่งคืน ฟื้นโลก” กับ PRO-Thailand Network ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนผ่
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ได้รับการรับรองมาตรฐานในการเป็นสถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยม จาก Great Place to Work® อย่างต่อเนื่อง โดยการรับรองดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องในการที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ต้องการสร้างองค์กรที่ดีที่สุดเพื่อพนักงาน โดยมีเป้าหมายที่ให้คุณค่าในเรื่องการทำงาน ตลอดจนการสนับสนุนให้เกิดวัฒนธรรมการยอมรับความแตกต่าง และการเพิ่มขีดความสามารถ และเสรีภาพในการทำงานของพนักงาน
นายมงคล ตั้งศิริวิช ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่า “ผมรู้สึกภูมิใจที่เราได้รับการรับรองให้เป็นสถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยม หรือ Great Place to Work ความสำเร็จนี้นับเป็นภาพสะท้อนถึงความพยายามและความมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวก ที่ทุกคนสามารถสร้างแรงบันดาลใจที่ดีต่อกันและกัน เจริญเติบโตไปด้วยกัน แบ่งปันองค์ความรู้ซึ่งกันและกัน เรียกได้ว่าเป็นทีมเวิร์กที่ดีที่สุด ทำให้เราสามารถเป็นที่ไว้วางใจแก่ลูกค้า คู่ค้า ตลอดทั้ง Ecosystem ที่เราให้บริการ”
สิ่งที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยึดถือเสมอคือการต้องทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่าและปลอดภัย และสิ่งนี้คือกุญแจสำคัญในการสร้างนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ ประสิทธิภาพ และความคล่องตัวที่มากขึ้น และจะนำพวกเขาไปสู่ความสำเร็จ นอกจากนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังสนับสนุนให้พนักงานมอบสิ่งที่มีคุณค่าสู่สังคม ชุมชน และโลกอีกด้วย
Great Place to Work® เป็นองค์กรระดับโลกที่มุ่งเน้นการวิจัยไปที่วัฒนธรรมองค์กร ที่ผ่านมาได้สำรวจพนักงานมากกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก ตั้งแต่ปี 1992 และใช้ข้อมูลเชิงลึกนั้นเพื่อพิจารณาว่าอะไรที่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยมและได้รับความไว้วางใจ
