Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค ย้ำจุดยืนแบรนด์อันดับ 1 เปิดตัวเครื่องปรับอากาศใหม่ ECO EYE INVERTER XT Series

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค ย้ำจุดยืนแบรนด์อันดับ 1 ที่ผู้บริโภคไว้วางใจ เปิดตัวเครื่องปรับอากาศใหม่ ECO EYE INVERTER XT Series ครั้งแรกกับเทคโนโลยีอัจฉริยะ “ECO EYE Sensor” เซ็นเซอร์ใหม่ที่ช่วยสร้างช่วงเวลาที่ชาญฉลาด เหนือกว่าและประหยัดพลังงานมากกว่า

50 ปี มิตซูบิชิ อีเล็คทริค ยืนหยัดคู่ผู้บริโภคไทย ล่าสุดเปิดตัวเครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม ECO EYE INVERTER XT Series ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์อัจฉริยะ “ECO EYE Sensor” มอบความสะดวกสบายและประหยัดพลังงานมากกว่า พร้อมตู้เย็น 2 ประตู FC Series รุ่นใหม่ ระบบ Neuro Inverter ด้วยขนาดความจุที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งเดินหน้าเสริมแกร่งด้านบริการด้วยระบบไอทีเชื่อมโยงศูนย์บริการทั่วประเทศ เพื่อรองรับการบริการหลังการขายที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นายชินจิ คามิยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่ผ่านมา ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคม รวมทั้งส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ และภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ทำให้การขยายตัวในธุรกิจเครื่องปรับอากาศลดลง รวมถึงส่งผลต่อผลประกอบการรวมของบริษัทฯ ในปีงบประมาณ 2563 นี้ มีแนวโน้มลดลงประมาณ 4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามเรายังสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด อันดับ 1 และแบรนด์ยอดนิยมที่ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจในสินค้าประเภทเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน และปั๊มน้ำได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับปี 2564 การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงต่อเนื่อง ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้คนในรูปแบบชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้ทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปีนี้ มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุค New Normal โดยเราได้พัฒนาเครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม รุ่นใหม่ ECO EYE INVERTER XT Series ที่โดดเด่นด้วย “ECO EYE Sensor” เซ็นเซอร์อัจฉริยะ สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในห้อง ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายไปอีกขั้นและประหยัดพลังงานได้ยิ่งขึ้น พร้อมด้วยเทคโนโลยี Fast Cooling เย็นเร็วทันใจในปุ่มเดียว และ PM2.5 Filter เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญด้านบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐาน ยกระดับการบริการที่รวดเร็ว เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยตั้งเป้ายอดขายภายในปีงบประมาณ 2564 โตขึ้นกว่า 19% จากปีที่ผ่านมา”

“นอกจากนี้ ในปี 2564 ถือเป็นปีที่ดี ที่บริษัทฯ ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 แห่งการประกอบการ เราจึงมุ่งเดินหน้าสร้างการเติบโตและสร้างยอดขายในส่วนของเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโต ในอนาคต ทั้งนี้บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายศูนย์บริการสาขา “สำนักงานสนับสนุนลูกค้าโครงการระบบปรับอากาศซิตี้มัลติ” จากปัจจุบัน 6 สาขา เพิ่มเป็น 9 สาขา และเพิ่มสัดส่วนการขายธุรกิจ B2B จากปัจจุบัน 15% เป็น 30% ภายในปี 2568 อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ต่าง ๆ ยังไม่แน่นอน บริษัทฯ จะยังคงมุ่งมั่นพร้อมที่จะส่งมอบความสุข ความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคเพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการใช้ชีวิต ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพมิตซูบิชิ อีเล็คทริค ของเราอย่างต่อเนื่องตลอดไป”

นายประพนธ์ โพธิวรคุณ กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2563 ที่ผ่านมา เป็นอีกปีหนึ่งที่สร้างความท้าทายให้กับงานบริการหลังการขายของเราเป็นอย่างมาก สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงปัญหา รวมทั้งตระหนักถึงการสร้างความเชื่อมั่นในการเพิ่มระดับความปลอดภัยและความมั่นใจในการบริการลูกค้าทุกรายด้วยมาตรการตรวจคัดกรองทีมช่างก่อนให้บริการตามแนวปฏิบัติการป้องกันของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนเดินหน้าเพิ่มศักยภาพด้านงานบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง และในปี 2564 นี้ บริษัทฯ ได้เสริมความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขายให้กับลูกค้าทั่วประเทศ ด้วยการพัฒนาระบบไอที เชื่อมโยงศูนย์บริการทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ลูกค้าทั้งในกทม.และต่างจังหวัด ให้ได้รับความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันได้ยกระดับศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก ระดับ 1 ที่ได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุน และพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานช่างเทคนิคไทยให้ก้าวไกลต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ยังได้ยกระดับการอบรม และเปิดทดสอบช่างบริการ ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้ามั่นใจในการบริการของบริษัทฯ อีกด้วย”

นายทาคาชิ ฟูจิกิ กรรมการและผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาดและการขาย บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า “จากวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา หลายภาคส่วนได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ รวมถึงตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทย และด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในยุค New Normal ผู้คนใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้นเพื่อเว้นระยะห่างทางสังคม ช่องทางการขายทางอีคอมเมอร์สเติบโตขึ้นมากถึง 150% รวมถึงอัตราการใช้เครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ที่เพิ่มมากขึ้นในปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็น 73% และในปี 2564 นี้ คาดการณ์ว่าจะมากถึง 80% ซึ่งจากแนวโน้มต่าง ๆ เหล่านี้ บริษัทฯ จึงพัฒนากลยุทธ์การขาย ช่องทางการจัดจำหน่าย การสื่อสารทางการตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากยิ่งขึ้น โดยมุ่งผลักดันสินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และพัดลม พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ที่ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ของผู้บริโภคให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย และประหยัดพลังงานไปพร้อม ๆ กัน โดยล่าสุดในปี 2564 ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่

•เครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม ECO EYE INVERTER XT Series โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี ECO EYE Sensor เซ็นเซอร์อัจฉริยะที่สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในห้อง เมื่อตรวจพบว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานภายในระยะเวลา 20 นาที เครื่องปรับอากาศจะปรับเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน(Auto Save) และหากยังตรวจพบว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เครื่องปรับอากาศจะปิดโดยอัตโนมัติ (Auto Off) แต่เมื่อผู้ใช้งานกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง เครื่องปรับอากาศจะเปิดทำงานอัตโนมัติโดยไม่จำเป็นต้องใช้รีโมทคอนโทล (Auto On) นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นอื่น ๆ อาทิ เย็นเร็วทันใจในปุ่มเดียวด้วย Fast Cooling, เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ มอบอากาศสะอาดทุกลมหายใจด้วย PM 2.5 Filter และ Dual Barrier Coating ที่ช่วยลดการเกาะติดของฝุ่นและละอองน้ำมัน ลดภาระการล้างเครื่องปรับอากาศ และฟังก์ชั่น Error Code ที่จะช่วยให้ทุกท่านสามารถเข้าถึงเหตุปัญหาเมื่อเครื่องปรับอากาศขัดข้องได้ในทันที เป็นต้น

•ตู้เย็น 2 ประตู รุ่น MR-FC35ER ขนาด 314 ลิตร เพิ่มพื้นที่การจัดเก็บได้มากขึ้น มาพร้อมช่องเก็บของอเนกประสงค์ที่ฝาประตู (Capsule door pocket) ทำให้เก็บของได้เป็นสัดส่วน ทั้งยังประหยัดพลังงานด้วยระบบ Neuro Inverter

“นอกจากนี้บริษัทฯ ได้มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพ และสนับสนุนการขายให้กับร้านค้าตัวแทนจำหน่ายและโมเดิร์นเทรดให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ด้วยการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ ๆ ทั้งกลุ่มธุรกิจ B2C และ B2B มากยิ่งขึ้น สำหรับการสื่อสารทางการตลาดในปีนี้นั้น มุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น โดยสื่อสารผ่านช่องทาง Social Media ต่าง ๆ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์อย่างครบวงจร นอกจากนี้บริษัทฯ ได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เพื่อชีวิตวิถีใหม่” นำเสนอนวัตกรรมล้ำสมัย ECO EYE Sensor เซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในห้อง สร้างช่วงเวลาที่ชาญฉลาด เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ลดการสิ้นเปลืองไฟฟ้า เพิ่มความสะดวกสบาย ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค สะท้อนถึงความเป็นแบรนด์พรีเมี่ยมและทันสมัย ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน โป๊ป – ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ พาร์ทเนอร์ พรีเซ็นเตอร์ ปีที่ 7” โดยจะเริ่มออกอากาศปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้เตรียมกิจกรรมส่งเสริมการขาย พร้อมแคมเปญยิ่งใหญ่ในวาระครบรอบ 50 ปี เพื่อขอบคุณผู้บริโภคที่มอบความไว้วางใจเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามิตซูบิชิ อีเล็คทริค ทั้งนี้จากกลยุทธ์การตลาดต่าง ๆ นับว่าเป็นกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจและเพิ่มทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยสานต่อความสำเร็จในการทำตลาดของมิตซูบิชิ อีเล็คทริค และผลักดันยอดขายให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้” นายทาคาชิ ฟูจิกิ กล่าวทิ้งท้าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เรียลแอสเสท เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจ ชูวิสัยทัศน์ “BELIEVING A BETTER YOU IS POSSIBLE” สู่การทรานส์ฟอร์มแบรนด์ Active Wellness ตอบรับเป้ารายได้เติบโต 5 ปี แตะ 4 พันลบ.

เรียลแอสเสท เดินหน้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 64 เน้นเจาะกลุ่มเรียลดีมานด์ส่ง 4 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 4,660 ล้านบาท พร้อมทรานส์ฟอร์มเข้าสู่ธุรกิจในรูปแบบผสมผสานกับก้าวต่อไปของการเติบโต ชูวิสัยทัศน์ “BELIEVING A BETTER YOU IS POSSIBLE” เราเชื่อว่าทุกคน ดีขึ้น ได้จริงและจะส่งพลังบวกให้สังคม ดีขึ้น ได้เช่นกัน ตั้งเป้ารายได้เติบโต 5 ปี แตะ 4 พันล้านบาท สอดรับพันธกิจที่จะพลิกโฉมประสบการณ์ที่แสนธรรมดาให้เปี่ยมสุขด้วยสุขภาวะที่ดีและชีวิตที่มีพลัง “TO TRANSFORM THE LIFELESSNESS” สู่เป้ายอดขาย 2,350 ล้านบาท เติบโตขึ้น 15% เน้นใส่ใจในความยั่งยืนของชีวิต สู่ 5 แกนสำคัญที่จะถูกนำมาใช้ในโครงการ พร้อมเผยโฉมคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ The STAGE Mindscape Ratchada-Huai Khwang (เดอะ สเตจ มายด์สเคป รัชดา-ห้วยขวาง) ภายใต้นิยาม เพราะ “ที่นี่” คือที่ของคุณ
ในราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท เปิดจองรอบ Online Booking 18 กุมภาพันธ์ 2564

นายบดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในปี 2563 ทำให้การเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงจากเดิม (เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562) ซึ่งผู้ประกอบการมีการปรับแผนการดำเนินธุรกิจและเลื่อนการเปิดตัวโครงการใหม่ออกไป โดยเฉพาะโครงการแนวสูงหรือกลุ่มคอนโดมิเนียม ส่งผลให้สต๊อกคงค้างในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ลดลงในระดับหนึ่งตั้งแต่ไตรมาส 2 / 2563 รวมทั้งกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติลดลงจำนวนมากเนื่องจากไม่สามารถเดินทางเข้ามาประเทศไทย ณ เวลานี้ได้ และกลุ่มนักลงทุนที่เพิ่มหลักเกณฑ์ในการพิจารณาลงทุนมากขึ้นหรือชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ ส่งผลให้ตลาดอสังหาฯ ไม่เติบโต ผลกระทบดังกล่าวยังคงต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2564 ทำให้บริษัทฯพิจารณาถึงความรอบคอบในการดำเนินงาน เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทบทวนแผนงานรายเดือนและรักษากระแสเงินสดสร้างความมั่นคงของการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทฯพัฒนาโครงการมาแล้วทั้งสิ้นจำนวน 21 โครงการ มูลค่ารวม 30,500 ล้านบาท โดยมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและจะเปิดขายในปีนี้รวมจำนวน 12 โครงการ มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มในปี 2564 ทางบริษัทฯยังคงมั่นใจในทำเลและสินค้าของโครงการที่จะเปิดใหม่ในปีนี้ เน้นฐานลูกค้าเรียลดีมานด์เป็นหลัก มุ่งการทำวิจัยตลาดอสังหาฯศึกษาถึงข้อมูลและพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้า เพิ่อให้สินค้าออกมา ตรงตามความต้องการมากที่สุด เน้นกลยุทธ์การตลาดในด้านราคามากขึ้น ชูราคาเป็นจุดขาย เนื่องจากสภาวะความคิด และพฤติกรรมของลูกค้า ณ ปัจจุบันต้องการความคุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้ โดยบริษัทฯมีแผนพัฒนาโครงการใหม่ในปีนี้ จำนวน 4 โครงการ มูลค่ารวม 4,660 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวราบ จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,510 ล้านบาท ได้แก่ (1) สตอรี่ส์ บางนา – สุวรรณภูมิ (2) สตอรี่ส์ รังสิต – วงแหวน (3) วิรัณยา บางนา – วงแหวน และ โครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการ “เดอะ สเตจ มายด์สเคป รัชดา – ห้วยขวาง” (THE STAGE Mindscape Ratchada – Huai Khwang) มูลค่า 2,150 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีโครงการที่เทกโอเวอร์ มาจาก บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ภายใต้แบรนด์ “MEGA Space 1&2” เป็นคอนโดฯไฮไรส์ จำนวน 2 อาคาร รวม 2,329 ยูนิต มูลค่าโครงการ 4,300 ล้านบาท

ทั้งนี้ คาดว่า ในปี 2564 จะสามารถสร้างยอดขายจำนวน 2,350 ล้านบาท เติบโตขึ้น 15% จากปีก่อนที่มียอดขาย 2,050 ล้านบาท และจากการ takeover จะสามารถทำให้บริษัทโตได้อย่างก้าวกระโดด โดยตั้งเป้าว่าในปี 2567 จะสามารถสร้างรายได้แตะ 4,000 ล้านบาท และมี Backlog ทั้งหมด 5,660 ล้านบาทระหว่างปี 2564-2567

เทรนด์ใหม่ในเรื่องของสุขภาวะที่ดี(Wellness) , IOT, หรือ ไลฟ์สไตล์ที่มีความหลากหลายในกลุ่มลูกค้า กำลังกลายเป็นที่นิยมซึ่งองค์กรให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้นจนนำมาสู่การทำ Brand Transformation ภายใต้วิสัยทัศน์ “BELIEVING A BETTER YOU IS POSSIBLE” เราเชื่อว่าทุกคนดีขึ้นได้จริง และจะส่งต่อพลังบวกให้คนรอบข้างและสังคมดีขึ้นได้เช่นกัน ที่จะทำให้บริษัทฯทรานฟอร์มเข้าสู่ธุรกิจในแบบผสมผสานระหว่างผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กับธุรกิจประเภท Active Well-Being Life Experience หรือสามารถนิยามได้ว่าวันนี้ REAL ASSET อยู่ในธุรกิจ Active Well-Being Life Experience สะท้อนผ่านสัญลักษณ์โลโก้ของบริษัทฯ Active Real Icon ที่เริ่มต้นตั้งแต่ “ตนเอง” ขยายวงกว้างสู่ “ผู้อื่น” และยกระดับสู่ “สังคม” ด้วยพันธกิจการดำเนินงานที่จะพลิกโฉมประสบการณ์ที่ แสนธรรมดา ให้เปี่ยมด้วย สุขภาวะที่ดี และชีวิตที่มีพลัง “TO TRANSFORM THE LIFELESSNESS INTO THE ACTIVE WELL-BEING LIFE EXPERIENCE”

โดยวางกลยุทธ์ผ่าน 5 แกนสำคัญของการมีชีวิตยืนยาวที่จะถูกนำมาผนวกใช้ในการพัฒนาโครงการของบริษัทฯ “ภายใต้ชื่อโครงการ NEVERLAND” ซึ่งประกอบด้วย …

-Ever Active สนับสนุนให้ทุกคนออกกำลังกายหรือออกแรงทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ

-Ever Smile ลดความเครียดและความกังวลของลูกบ้าน โดยเราจะดูแลเรื่องความปลอดภัยและส่งเสริมให้ลูกบ้านมีสุขภาพจิตที่ดีมองโลกในแง่บวก

-Ever Green เพิ่มโอกาสให้ลูกบ้านรับประทานอาหารจากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี และใส่ใจในธรรมชาติมากขึ้น

-Ever Love สร้างโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้ใหญ่และเด็กเล่นในบ้าน รวมถึงเพื่อนบ้านรอบข้าง

-Ever Care เข้าถึงเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัยเพื่อดูแลสุขภาพของลูกบ้าน และตรวจเช็คร่างกายเพื่อลดโอกาสการเกิดโรคร้ายต่างๆ

“ถือเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เราไม่เพียงแต่มุ่งพัฒนาที่อยู่อาศัย แต่เราตั้งใจที่จะเสริมสร้างให้สังคมดีขึ้น ทั้งในแง่ของการใช้ชีวิตและสุขภาวะที่ดี ทั้งร่างกายและจิตใจ วันนี้เรื่องของ Well-Being กลายเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น เราจึงตั้งใจที่จะทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างธุรกิจ เพื่อการอยู่อาศัยที่ดีและการมีชีวิตที่ดีควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน” นายบดินทร์ธรกล่าว

นายณัฏฐพร กลั่นเรืองแสง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานกลยุทธ์ธุรกิจ บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมเพื่อให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย

โดยมีแบรนด์ภายใต้การพัฒนาของบริษัทมาแล้ว ได้แก่ แบรนด์ “THE STAGE” ในกลุ่มลูกค้าระดับ Main Class , แบรนด์ “LAVIQ” ในกลุ่มลูกค้าระดับ Super Luxury และ แบรนด์ “AESTIQ” ในกลุ่มลูกค้าระดับ Ultimate Luxury โดยยังคงต่อยอดความสำเร็จขยายการพัฒนาโครงการไปยังทำเลแห่งใหม่ ย่าน Community ที่สามารถเดินทางได้สะดวก รวมทั้งแหล่งชุมชนที่มีความพร้อมทั้งอุปโภคและบริโภค ตลอดจนการต่อยอดแบรนด์ THE STAGE สู่แบรนด์ใหม่ “THE STAGE Mindscape” กับโครงการใหม่บนทำเล รัชดา-ห้วยขวาง

นายณัฏฐพรกล่าวเสริมว่า “เราเลือกปักหมุดโครงการใหม่บนทำเลรัชดา-ห้วยขวาง ภายใต้ชื่อ THE STAGE Mindscape Ratchada – Huai Khwang ซึ่งถือเป็นทำเลใหม่ของการขยายการพัฒนาโครงการออกไป โดยย่านรัชดา-ห้วยขวาง มีความพร้อมทั้งการใช้ชีวิตและแหล่งไลฟ์สไตล์ ตลอดจนดีมานด์ในพื้นที่ยังคงมีความต้องการที่อยู่อาศัย ทำเลที่เดินทางสะดวกใกล้กับรถไฟฟ้า MRT สถานีห้วยขวางเพียง 250 เมตร รายล้อมด้วยแหล่งงานและย่าน New CBD ถือเป็นทำเลของการใช้ชีวิตที่หลากหลายตั้งแต่กลางวันถึงกลางคืน เราได้ใช้เวลาในการศึกษาเกี่ยวกับที่ดินผืนนี้และเก็บข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคค่อนข้างมาก เพื่อให้โครงการ THE STAGE Mindscape Ratchada – Huai Khwang เป็นโครงการที่ตอบรับความต้องการของผู้บริโภคด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง ผ่านการออกแบบและฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบสนองการพักผ่อนอย่างเต็มพลังก่อนออกไปใช้ชีวิตในโลกที่ต้องการ ซึ่ง THE STAGE Mindscape Ratchada – Huai Khwang จะเป็นคอนโดมิเนียมในแบบที่คุณไว้วางใจที่จะเป็นตัวเอง หลีกเร้นจากบทบาทอื่นที่ต้องรับภาระในชีวิตแต่ละวัน เพื่อกลับมารีชาร์ตพลังความสุขให้เต็มเปี่ยมในแบบฉบับของตัวคุณเอง”

โครงการ THE STAGE Mindscape Ratchada – Huai Khwang คอนโดมิเนียมจำนวน 1 อาคาร บนพื้นที่ 2-0-68 ไร่ จำนวน 477 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,150 ล้านบาท รองรับที่จอดรถ 46% พัฒนาภายใต้คอนเซปต์ ที่แม้จะดูเรียบง่าย แต่ซ่อนความหลากหลายอารมณ์ไว้ภายใน ด้วยการออกแบบที่รองรับรูปแบบการใช้ชีวิตในวิถีใหม่ สะท้อนความมั่นใจแต่ไม่โอ้อวดให้คุณสบายๆกับชีวิต และทิ้งตัวลงพักผ่อน ในที่ที่เป็นตัวคุณอย่างแท้จริง โดยไม่พยายาม หรือเปรียบเทียบความสุขกับใครให้วุ่นวาย เพราะ “ที่นี่” คือที่ของคุณ อยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า MRT ห้วยขวาง เพียง 250 เมตรเท่านั้น ประกอบด้วยห้องชุดแบบ 1 Bedroom ขนาด 26-35 ตารางเมตร , 1 Bedroom (T) ขนาด 31-41 ตารางเมตร และ 2 Bedroom ขนาด 45-60 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 2.59 ล้านบาท เปิดรอบ Online Booking วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 สอบถามข้อมูลโครงการเพิ่มเติมโทร 1232

ด้านนายวีระชัย หาญจริยากูล ผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์ ธุรกิจบ้านจัดสรรและอาคารพาณิชย์ บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา บ้านในทำเลชานเมืองมีความต้องการเพิ่มขึ้นสูงมาก เนื่องจากปัจจัยการเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่ช่วงล๊อกดาวน์ การทำงานแบบ Work from Home ทำให้คนต้องการบ้านที่มีพื้นที่ส่วนตัว และพื้นที่ทำงาน โดยคาดการณ์ว่าในปี 2564 ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงเติบโตได้ดี โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม แต่ต้องระวังในเรื่องของกำลังซื้อที่อาจจะฟื้นตัวได้ไม่ดีมาก สะท้อนจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงต่อเนื่อง โครงการต้องทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับลูกค้า นอกจากนั้นการพัฒนาโครงการจำเป็นต้องมุ่งเน้นถึงความคุ้มค่า เอาใส่ใจถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป สร้างบรรยากาศในการใช้ชีวิตที่ส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีเพื่อสังคมที่ยั่งยืนต่อไป

โดยปีนี้บริษัทจะเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น จำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย

1 สตอรี่ส์ บางนา – สุวรรณภูมิ บนพื้นที่ 15-3-22 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของทาวน์โฮม 2 ชั้น จำนวน 187 ยูนิต ราคาเฉลี่ย
3.21 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 600 ล้านบาท

2.สตอรี่ส์ รังสิต – วงแหวน บนพื้นที่ 16-2-42ไร่ พัฒนาในรูปแบบของทาวน์โฮม 2 ชั้น จำนวน 233 ยูนิต ราคาเฉลี่ย
1.99 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 462.6 ล้านบาท

3.วิรัณยา บางนา – สุวรรณภูมิ บนพื้นที่ 42-1-73.5 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของบ้านแฝด 2 ชั้น และบ้านเดี่ยว 2 ชั้น
จำนวน 207 ยูนิต ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 7.34 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,497 ล้านบาท

“บริษัทฯเติบโตจากการพัฒนาโครงการแนวราบและยังคงมุ่งมั่นพัฒนาต่อไปเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกระดับราคา ไม่เพียงแต่การพัฒนาโครงการเท่านั้นแต่เรายังเอาความใส่ใจของการใช้ชีวิตมาเป็นส่วนหนึ่งที่จะยกระดับให้ชีวิตดียิ่งขึ้น ส่งเสริมให้สุขภาพและร่างกายแข็งแรง เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริงที่เราเชื่อมั่นว่า ทุกคนดีขึ้น จะส่งพลังงานบวกให้ สังคม ดีขึ้น ได้เช่นกัน” นายวีระชัยกล่าว


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นิ่ม เอ็กซ์เพรส บริษัท Logistic สัญชาติไทย พร้อมลุยตลาด “Cold Chain” เน้นส่งด่วนราคาดี ภายใต้แนวคิด “Trust NiM Express”

นิ่ม เอ็กซ์เพรส เผยผลการดำเนินธุรกิจในปี 2563 ปิดยอดขายอยู่ที่ 1,160 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนปี 2564 นี้ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,500 ล้านบาท เตรียมรุกตลาดขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการให้บริการแบบ Door to Door และการการันตีขนส่งแบบ Next Day มั่นใจด้วยคุณภาพบริการและโครงสร้างราคาที่เป็นมิตรจะทำให้การเติบโตเป็นไปได้ตามเป้าหมาย พร้อมเร่งสร้างแบรนด์ ภายใต้แนวคิด Trust NiM Express เผยลูกค้าสามารถใช้บริการได้ง่ายผ่านไลน์ @nimexpress และแอปพลิเคชั่น NiMExpress เล็งเพิ่มบริการขนส่งสินค้าที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษในเร็วๆ นี้

นายชาติชาย สุวิทย์ศักดานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิ่ม เอ็กซ์เพรส จำกัด กล่าวว่า “นิ่มเอ็กซ์เพรส มีอัตราการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยผลการดำเนินธุรกิจในปี 2563 ที่ผ่านมามียอดขายอยู่ที่ 1,160 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า”

การเติบโตดังกล่าวฯ ส่วนหนึ่งมาจากการขยายธุรกิจให้ครอบคลุมการขนส่งที่หลากหลาย และครอบคลุมพื้นที่การขนส่งทั่วประเทศ สำหรับในปี 2564 นี้ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,500 ล้านบาท โดยมีบริการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) เป็นบริการสำคัญที่จะรุกตลาดมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาได้ทำการวางระบบ ทดสอบระบบ ลงทุนเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงรถควบคุมอุณหภูมิ จนในขณะนี้มีความพร้อมในการให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว โดยมีการทำโครงสร้างราคาและเงื่อนไขการให้บริการสินค้าควมคุมอุณหภูมิให้เป็นมิตรกับลูกค้า ราคาไม่แพงและเงื่อนไขไม่ซับซ้อน สามารถเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ www.nimexpress.com หรือเพิ่มเพื่อนทาง LINE Official @nimexpress จะมีรายละเอียดสำหรับการส่งพัสดุทั้งหมด

“Cold Chain มีผู้ประกอบการให้บริการอยู่บ้าง แต่ยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ในปัจจุบันนิ่มเอ็กซ์เพรสเองสามารถให้บริการจัดส่งได้ทั่วประเทศแล้ว เราจึงมุ่งมั่นที่จะให้บริการ Cold Chain อย่างจริงจัง และตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำให้บริการขนส่งควบคุมอุณหภูมิ Cold Chain”

ในตอนนี้นิ่มเอ็กซ์เพรสมีรถควบคุมอุณหภูมิที่พร้อมให้บริการจัดส่งได้ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการจัดส่งแบบ Next Day และยังสามารถเรียกเข้ารับพัสดุถึงบ้านได้ด้วยบริการ Door To Door โดยเลือกส่งได้ทั้งแบบแช่เย็น (Chill) และแบบแช่แข็ง (Freeze) มีการวางกลยุทธ์ในการทำการตลาดเน้นไปที่ด้านราคาเป็นการคิดค่าบริการในรูปแบบเดียวกัน คิดราคาแบบเหมาจ่ายคือ “คิดราคารวมต่อบิล” เมื่อส่งไปยังจุดหมายเดียวกัน ไม่ว่าจะส่งกี่กล่องก็ได้ ซึ่งมีค่าบริการเริ่มต้นเพียง 100 บาท

นายชาติชาย กล่าวว่า ปัจจุบันนิ่มเอ็กซ์เพรสมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ มีศักยภาพในการส่งพัสดุไม่ต่ำกว่า 200,000 ชิ้นต่อวัน และเรายังคงขยายเครือข่ายไปทั่วประเทศ เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้ามากขึ้น

เนื่องจากการเป็นบริษัทคนไทย เราจึงเน้นการเติบโตด้วยผลกำไรของเราเองด้วยเงินทุนที่มีอยู่ และด้วยธุรกิจนี้มีการเปรียบเทียบราคาของผู้บริโภคตลอดเวลา โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เราจึงพยายามขายในสิ่งที่เราทำได้ แต่ก็พร้อมที่จะปรับให้ตรงกับความต้องการ อย่างไรก็ตามเพื่อให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์มากที่สุด สามารถเปรียบเทียบราคาและค่าบริการได้อย่างตรงไปตรงมา ในปีนี้เราจึงได้ปรับโครงสร้างราคาค่าขนส่งใหม่ โดยมุ่งเน้นการคิดราคาตามน้ำหนักทุก 1 กิโลกรัม และยังคงให้บริการจัดส่งแบบ Next Day เช่นเดิม

“หลายคนอาจจะมองว่าธุรกิจขนส่งสินค้าด่วนที่มียอดขายขนาดนี้ถือว่าไม่มาก แต่สำหรับเราแล้วค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ ถึงแม้ธุรกิจอีคอมเมิร์ชจะเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่บริษัทที่มีเจ้าของเป็นคนไทยซึ่งไม่ได้มีเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ ทำให้เราไม่สามารถลงไปแข่งขันได้เต็มที่ในสงครามราคาที่เกิดขึ้น สงครามราคาในธุรกิจขนส่งสินค้าด่วนมีการตัดราคากันอย่างรุนแรง ผู้เล่นหน้าใหม่ ยังคงต้องการส่วนแบ่งทางการตลาด โดยไม่ได้คำนึงถึงกลไกด้านต้นทุนเหมือนแข่งกันขาดทุน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายบริษัทที่ขาดทุนระดับหลายร้อยล้านบาท แต่มีเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศจึงอยู่รอดได้ แล้วเมื่อคู่แข่งล้มตายไปก็ต้องกลับมาขึ้นราคาในที่สุด”

นายชาติชาย กล่าวว่า นิ่มเอ็กซ์เพรสตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้มาโดยตลอด และเราหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปสู่สงครามราคา เพราะราคามาตรฐานของเราถือได้ว่าเป็นราคาที่เป็นธรรมและค่อนข้างถูกที่สุดในตลาดอยู่แล้ว เพียงแต่คู่แข่งหั่นราคาจนต่ำกว่าต้นทุนจริง แต่อย่าลืมว่าราคาโดยส่วนใหญ่ที่คู่แข่งรายใหม่ๆ ใช้ในการโปรโมทเป็นราคาที่ใช้เวลาในการจัดส่ง 2-3 วัน แต่ของเราเป็นราคา Next Day จึงเป็นที่มาของวิสัยทัศน์ของบริษัทเรา “ไว้ใจนิ่มเอ็กซ์เพรส” หรือ “Trust NiM Express”

โดยได้เตรียมเริ่มนโยบายรับประกันการจัดส่งพัสดุแบบ SLA Guarantee เราจะเป็นผู้ให้บริการขนส่งด่วนรายแรก ที่รับประกันการจัดส่งพัสดุโดยคืนเงินค่าขนส่งหากไม่สามารถจัดส่งได้ตามกำหนดที่แจ้งไว้ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ส่งไม่ทัน คืนเงิน”

และในอนาคตอันใกล้ เราจะให้บริการขนส่งสินค้าที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เช่น เครื่องดนตรี งานศิลปะ ไปจนถึงสิ่งมีชีวิต และหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่านอกจากเราให้บริการจัดส่งสินค้าพัสดุทั่วไปแล้ว เรายังมีบริการขนส่งสินค้าที่ต้องการการติดตั้ง เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องออกกำลังกาย เป็นต้น

ในส่วนของช่องทางการใช้บริการ นอกจากจุดบริการที่มีทั้ง DC, Shop และ Drop Point ลูกค้ายังสามารถเรียกใช้บริการผ่านทาง LINE Official @nimexpress ในราคาที่แทบจะไม่ต่างจากการยกสินค้ามาส่งเองที่จุดบริการเลย นอกจากนั้นยังสามารถสะสมคะแนนเพื่อใช้แลกของรางวัล ใช้ในการติดตามสถานะสินค้า ฯลฯ ได้อีกด้วย ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกอยู่กว่า 60,000 ราย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีแอปพลิเคชั่น NiM Express เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีบริการทั้งหมดของเราแล้ว ยังเป็นตัวช่วยในการบันทึกประวัติการจัดส่งต่างๆ ได้อีกด้วย

นายชาติชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า เร็ว ๆ นี้ นิ่มเอ็กซ์เพรส กำลังจะมีโครงการ CSR ที่นอกเหนือไปจากการส่งพัสดุที่ต้องการบริจาคให้กับมูลนิธิกระจกเงาฟรีแล้ว เราจะทำโครงการส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าของคนไทยที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand) เพราะเราเห็นว่าทุกวันนี้ถึงแม้ตลาดอีคอมเมิร์ชจะเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่สินค้าส่วนใหญ่ล้วนมาจากต่างประเทศ ส่วนของดีที่ผลิตในประเทศไทยยังไม่เติบโตเท่าที่ควร เราเลยอยากทำโครงการในลักษณะนี้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการบริโภคสินค้าในประเทศและเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มากขึ้น

“นิ่ม เอ็กซ์เพรส มุ่งมั่นที่จะพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บริการของเราเป็นที่ถูกใจของตลาด ตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย และเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วให้ได้มากที่สุด เราเป็นบริษัทเล็กๆ ของคนไทย เราจำเป็นต้องไม่อยู่นิ่ง เพราะเราไม่ได้มีเงินทุนที่จะไปสู้กับคู่แข่งในการตัดราคาได้ ถ้าทำแบบนั้นต่อไปคงไม่เหลือบริษัทขนส่งเอกชนสัญชาติไทยแท้ ทางเลือกเดียวของเรา คือ การพัฒนาบริการให้ดีที่สุด Trust NiM Express”


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“พรีไซซ” ได้การรับรองเครื่องหมายฉลากเขียว ตอกย้ำ “สินค้านวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

บริษัท พรีไซซ อีเลคตริค แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (PEM) ได้รับการรับรองสินค้า “ฉลากเขียว” (Green Label) เพิ่มอีก 1 รุ่น ขนาด 160 kVA 3 เฟส 50 Hz แรงดันระบบ 33 kV จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย โดยมีผลิตภัณฑ์หม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายแบบน้ำมัน ที่เป็นความภาคภูมิใจ ภายใต้เครื่องหมายการค้า แบรนด์ “พรีไซซ” สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการควบคุมมาตรฐานการผลิตสินค้าให้ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายณัฐพงศ์ กอร่ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีไซซ อีเลคตริค แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (PEM) กล่าวว่า “ฉลากเขียวดังกล่าว เป็นเครื่องหมายที่มอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันที่ไม่ได้รับการรับรอง สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของพรีไซซที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนใส่ใจในสิ่งแวดล้อมและสังคมตลอดมา เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับและจะขยายมาตรฐานการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าให้เป็นมิตรต่อโลกเพิ่มมากขึ้นต่อไป สำหรับผลิตภัณฑ์ของพรีไซซได้รับฉลากเขียวแล้ว คือ ผลิตภัณฑ์หม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายแบบน้ำมันขนาด 50, 100, 160kVA ระบบแรงดันไฟฟ้า 22kV และ 33kV รวมทั้งสินจำนวน 6 รุ่นซึ่งทั้ง 6 รุ่นนี้มีจำหน่ายและใช้แพร่หลายใน ภาครัฐ, รัฐวิสาหกิจ และเอกชน จากนี้เราจะพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการเพื่อเข้ารับการรองฉลากเขียวในหมวดอื่น ๆ เพิ่มเติมตามความมุ่งมั่นที่บริษัทฯตั้งไว้ว่า จะเป็น GREEN & INNOVATIVE ด้วยการคิดค้นสร้างสรรค์สินค้าและบริการ จากแนวคิด มุ่งสู่การเป็นวิสาหกิจที่เติบโต ยั่งยืน มีคุณภาพ ผสานประโยชน์สุขของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและพัฒนาร่วมกัน”

“สินค้าหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าของพรีไซซทุกรุ่นได้รับการออกแบบตามมาตรฐานของไทยและสากล เช่น TIS, IEC, ANSI รวมถึงมีการพัฒนาด้วยการส่งเสริมแนวคิดการออกแบบสินค้าให้มีขนาดกะทัดรัดและสะดวกต่อพื้นที่การติดตั้งที่มีจำกัด เพื่อลดข้อจำกัดในการติดตั้งและยืดหยุ่นให้แก่การใช้งาน พัฒนาการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง มีกระบวนการผลิตที่ทันสมัยโดยอาศัยแนวคิดของการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการใช้วัตถุดิบที่ไม่จำเป็นและลดปริมาณสิ่งตกค้างในระบบนิเวศ ทำให้พรีไซซคือแบรนด์อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มุ่งเน้นการรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณภาพและมีการบริการที่ดีอย่างต่อเนื่องมาตลอด 30 กว่าปี การได้รับฉลากเขียว สามารถการันตีได้ว่าสินค้าของพรีไซซเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เมื่อนำมาเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกันตลอดทั้งวัฏจักรชีวิต ทั้งยังมีผลงานติดตั้งในภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ รวมไปถึงต่างประเทศ ตั้งแต่ กัมพูชา ลาว พม่า และฟิลิปปินส์ ซึ่งสร้างความมั่นใจได้ว่าสินค้าและบริการของพรีไซซนั้นจะยืนหนึ่งในวงการพลังงานไฟฟ้าต่อไปแน่นอน ”

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ พรีไซซ สามารถชมสินค้าและนวัตกรรมการจัดการพลังงานอัจฉริยะ ดูรายละเอียด หรือสั่งซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ https://preciseproducts.in.th/ LINE: https://lin.ee/1T37XR1 สอบถามเพิ่มเติม โทร. (+66) 02-584-2367 ต่อ 621 , 065-528-5860


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อีริคสันเปิดตัวเทคโนโลยีจัดสรรเครือข่าย 5G RAN Slicing กระตุ้นการเติบโตธุรกิจ 5G

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 27 มกราคม 2564 – อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) เปิดตัวโซลูชั่นการจัดสรรเครือข่าย 5G สำหรับโครงสร้างเครือข่ายวิทยุ (Radio Access Network – RAN) ซึ่งจะช่วยผู้ให้บริการด้านการสื่อสารสามารถนำเสนอบริการ 5G ตามความต้องการของผู้ใช้พร้อมรับประกันประสิทธิภาพการใช้งานเครือข่าย

อีริคสัน 5G RAN Slicing ที่เปิดบริการเชิงพาณิชย์แล้วจะจัดสรรทรัพยากรของคลื่นวิทยุที่กำหนดไว้ทุก 1 มิลลิวินาที (0.001 วินาที) และรองรับการจัดการความแตกต่างของบริการได้ในหลากหลายมิติ ซึ่งเพิ่มความแข็งแกร่งด้านความสามารถในการจัดสรรเครือข่ายแบบต้นน้ำถึงปลายน้ำ สำหรับการจัดการและการจัดระเบียบทรัพยากรแบบพลวัตหรือมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่มีคุณภาพสูงตามความต้องการของการใช้งานที่หลากหลาย

เทคโนโลยีการจัดสรรเครือข่ายของอีริคสันสนับสนุนการใช้งานเครือข่ายเชิงตรรกะซับซ้อนจำนวนมากเพื่อการบริการรูปแบบต่าง ๆ บนโครงสร้างพื้นฐานโดยทั่วไป การจัดสรรเครือข่ายนี้เป็นตัวหลักในการปลดล็อกโอกาสในการสร้างรายได้จากเครือข่าย 5G เช่น คุณภาพวิดีโอที่ดีขึ้น การเชื่อมต่อเครือข่ายในรถยนต์ และเทคโนโลยี Extended Reality (ER) จากรายงานของอีริคสันคาดการณ์ว่าภายในปี 2573 ตลาดผู้ใช้ของผู้ให้บริการจะมีมูลค่าสูงถึง 712 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดการจัดสรรเครือข่ายในกลุ่มองค์กรคาดมีมูลค่าสูงถึง 300 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 (ข้อมูลจาก GSMA) และเมื่อ 5G ขยายตัวมากขึ้นผู้ให้บริการทุกรายต่างต้องการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนโดยกำหนดเป้าหมายจากนวัตกรรมและการสร้างรายได้จากการใช้งาน เช่น เกมบนคลาวด์, โรงงานอัจฉริยะ และการดูแลสุขภาพอัจฉริยะ

เพอร์ นาร์วิงเออร์ หัวหน้าฝ่าย Product Area Networks ของอีริคสันกล่าวว่า “การจัดสรรเครือข่าย 5G ของอีริคสันปรับประสิทธิภาพทรัพยากรคลื่นวิทยุแบบไดนามิกเพื่อส่งมอบคลื่นความถี่วิทยุที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเพื่อเข้าไปจัดสรรเครือข่าย สิ่งที่ทำให้โซลูชั่นของเราโดดเด่นและแตกต่างคือการเพิ่มการจัดการแบบต้นน้ำถึงปลายน้ำ (End-to-End) และการสนับสนุนการจัดเตรียมเพื่อการส่งมอบบริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ให้บริการมีความแตกต่างและรับประกันประสิทธิภาพที่จำเป็นในการสร้างรายได้จากการลงทุนในเครือข่าย 5G ด้วยการใช้งานที่หลากหลาย เรายังคงขับเคลื่อนคุณค่าให้กับลูกค้าของเราด้วยแพลตฟอร์มนวัตกรรม 5G”

การจัดสรรเครือข่ายเป็นโมเดลหลักอย่างหนึ่งของการพัฒนาการใช้เครือข่าย 5G อีริคสันดำเนินงานการจัดสรรเครือข่ายบน 5G อย่างต่อเนื่องสำหรับ RAN, การขนส่ง, เครือข่ายหลักและการประสานงานกับทุกฝ่ายทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานของผู้ใช้ องค์กร และอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ เช่น การปฏิบัติงานทางไกลผ่านกล้องวิดีโอ, AR/VR, โทรทัศน์/สื่อสำหรับการสตรีมการแข่งขันกีฬา เกมบนคลาวด์, เมืองอัจฉริยะและแอปพลิเคชันสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 และความปลอดภัยสาธารณะ

โทชิคาซึ โยไค ผู้บริหารและหัวหน้าผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีมือถือ KDDI กล่าวว่า“ การจัดสรรเครือข่ายแบบต้นน้ำถึงปลายน้ำ (End-to-End) เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างรายได้จากการลงทุน 5G และการจัดสรรเครือข่าย RAN จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้ การจัดสรรทรัพยากรจากส่วนต่าง ๆ ในเครือข่ายมือถือของเรา RAN slicing จะประกันทั้งด้านคุณภาพและลดความหน่วงหรือเวลาแฝงตามที่ลูกค้าต้องการ”

มาร์ค ดูซเนอร์ หัวหน้าฝ่าย Mobile และ Mass Market Communication ของสวิสคอม กล่าวว่า “เรากำลังเตรียมพร้อมสำหรับก้าวต่อไปของ 5G ซึ่งเราคาดว่าจะใช้การจัดสรรเครือข่ายแบบครบวงจร และ RAN slicing เป็นกุญแจสำคัญในการรับประกันประสิทธิภาพ ด้วยการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในเครือข่ายต่าง ๆ ทำให้เราสามารถให้บริการการสื่อสาร 5G บนแอปพลิเคชั่นที่หลากหลาย เช่น บริการด้านความปลอดภัยสาธารณะหรือเครือข่ายมือถือแบบไพรเวท”

ซู รัดด์ ผู้อำนวยการเครือข่ายและแพลตฟอร์มบริการบริษัท Strategy Analytics กล่าวว่า “อีริคสันเป็นผู้จำหน่ายรายแรกที่นำเสนอโซลูชันแบบ End-to-End พร้อมด้วย RAN slicing โดยอาศัยการจัดสรรทรัพยากรคลื่นวิทยุแบบไดนามิกในเวลาไม่เกิน 1 มิลลิวินาทีโดยใช้กลไกการควบคุมคลื่นวิทยุในตัวเพื่อรับประกันคุณภาพการบริการ, ทางอากาศและตามเวลาจริง แท้จริงแล้ววิธีการแบบ End-to-End นี้ผสานรวมการเพิ่มประสิทธิภาพของคลื่นวิทยุเข้ากับการจัดระเบียบเครือข่ายที่ควบคุมด้วยนโยบายเพื่อส่งมอบ RAN slicing แบบส่วนตัวเสมือนจริงที่ปลอดภัยโดยไม่สูญเสียความสเปกตรัมถึง 30 – 40 เปอร์เซ็นต์จากกระบวนการ ‘จัดสรรคลื่นแบบ Hard Slicing’ หลักการ RAN slicing แบบไดนามิกเรียลไทม์ของอีริคสันเชื่อมช่องว่างของ ‘RAN Gap’ เพื่อให้การแบ่งส่วนแบบ e2e ทำกำไรได้”

เกี่ยวกับอีริคสัน 5G RAN Slicing

โซลูชั่นอีริคสัน 5G RAN Slicing นำเสนอการจัดการความแตกต่างของบริการหลายมิติที่ไม่เหมือนใครซึ่งช่วยให้สามารถใช้การแบ่งทรัพยากรวิทยุแบบไดนามิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบังคับใช้คุณภาพของบริการ (QoS) แบบแบ่งส่วนและฟังก์ชันการจัดเรียงชิ้นส่วนสำหรับการเติมเต็มข้อตกลงระดับบริการ (SLA) อีริคสัน 5G RAN Slicing สร้างขึ้นจากความเชี่ยวชาญด้านวิทยุของอีริคสันและสถาปัตยกรรมการแบ่งส่วนที่ยืดหยุ่นและปรับขนาดได้ โซลูชันจะแบ่งปันทรัพยากรวิทยุแบบไดนามิกที่กำหนดเวลา 1 มิลลิวินาทีเพื่อประสิทธิภาพของคลื่นความถี่ที่ดีที่สุด สิ่งนี้ทำให้ผู้ให้บริการสามารถนำเสนอการใช้งานที่หลากหลายพร้อมความยืดหยุ่นและความคล่องตัวที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้มั่นใจได้ถึงการจัดการ การจัดสรรเครือข่ายแบบ End-to-End และการสนับสนุนการจัดเตรียมสำหรับการส่งมอบบริการที่รวดเร็วและรองรับรูปแบบธุรกิจสำหรับเครือข่ายเสมือนไฮบริดและเครือข่ายส่วนตัวโดยเฉพาะ โซลูชันนี้ยังสามารถใช้พลังงานการใช้งานสำหรับบริการสื่อสารที่มีความสำคัญต่อภารกิจและเวลา


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ร่วมเป็น Media Partner สื่อไทยหนึ่งเดียว งานแฟรนไชส์วอร์ซอ ประเทศโปแลนด์

ThaiFranchiseCenter.com เว็บไซต์ที่รวบรวมธุรกิจแฟรนไชส์ใหญ่ที่สุดในไทย เดินหน้าหาพันธมิตรต่างประเทศ ล่าสุด ได้รับเชิญเข้าร่วมเป็นสื่อสนับสนุนหลัก หรือ Media Partner อย่างเป็นทางการกับงาน Polish Franchise Expo 2021 งานแฟรนไชส์ วอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม 2564 (พฤหัสฯ ศุกร์ และเสาร์) ณ Palace of Culture and Science กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์

สำหรับไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ถือเป็นสื่อจากไทยหนึ่งเดียว ที่ได้รับเชิญให้ร่วมเป็น Media Partner จากผู้จัดงานยักษ์ใหญ่อย่าง PROFIT system และที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้มีการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในต่างประเทศ หรือ Franchise Partnership มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น จีน ฮ่องกง โอมาน สิงคโปร์ เมียนมาร์ เกาหลีใต้ กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย โปแลนด์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฝรั่งเศส ฯลฯ

ทั้งนี้ งาน Polish Franchise Expo 2021 กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ถือเป็นงานแฟรนไชส์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกิจ ภายในงานแฟรนไชส์ประกอบด้วยกิจกรรมทางธุรกิจภายในงานมากมาย โดยเฉพาะการจัดสัมมนาวิชาการ ประชุมเจรจาทางธุรกิจ รวมถึงการออกบูทแสดงสินค้าแฟรนไชส์ต่างๆ โดยคาดว่าจะมีธุรกิจแฟรนไชส์มากกว่า 200 แบรนด์ร่วมออกบูทแสดงสินค้า และมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 7,000 คน ภายในงานแสดงแฟรนไชส์โปแลนด์ทั้ง 3 วัน

โดยธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมออกบูธ แบ่งออกเป็นกลุ่มธุรกิจบริการ (อาหารและเครื่องดื่ม การเงินและธนาคาร การศึกษา ความงามและฟิตเนส อสังหาริมทรัพย์ ที่ปรึกษา การท่องเที่ยว เชื้อเพลิงและยานยนต์) ธุรกิจค้าปลีก (แฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องประดับ บ้านและสวน เครื่องใช้ภายในบ้านและโทรคมนาคม ร้านขายและสุขภาพ สินค้าเด็ก พร้อมกันนี้ผู้เข้าชมงานยังได้ความรู้เรื่องเทคนิคการเลือกซื้อแฟรนไชส์จากเวทีสัมมนาและการประชุมต่างๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ประกอบการแฟรนไชส์ และนักลงทุน ที่สนใจเข้าร่วมงาน งาน Polish Franchise Expo 2021 สามารถดูรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ https://franchisewarsaw.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เจาะลึกกลุ่มมิลเลนเนียล กำลังซื้อยังแข็งแรงพอขับเคลื่อนตลาดอสังหาฯ ไทยหรือไม่

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้เผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคล่าสุด พบเทรนด์การใช้จ่ายมาแรง – วางแผนมีบ้านในอนาคต

ผู้บริโภคกลุ่ม Millennials (มิลเลนเนียล) หรือ Gen Y (ผู้ที่เกิดช่วงปี พ.ศ. 2527 – 2539) ได้กลายมาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในศตวรรษที่ 21 ด้วยพื้นฐานการเติบโตมากับโลกดิจิทัลจึงเรียนรู้และรับเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว และนำมาพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ตลอดเวลา นอกจากนั้นยังตัดสินใจรวดเร็ว จึงทำให้คน Gen นี้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคม เศรษฐกิจ หรือการดำเนินชีวิต อีกทั้งยังเป็นวัยที่เต็มไปด้วยไฟในการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในชีวิตและอยู่ในช่วงสร้างฐานะให้มั่นคง จึงทำให้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูงและคาดว่าจะเป็นกำลังซื้อสำคัญในอนาคตไปอีกหลายปี ข้อมูลจากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ.2553-2583 (ฉบับปรับปรุง) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าในปีนี้ประชากรไทยในช่วงอายุ 25-39 ปี จะมีจำนวนถึง 13.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 31.53% ของประชากรวัยแรงงานทั้งหมด (ช่วงอายุ 15-59 ปี) กว่า 43 ล้านคน จึงทำให้หลายธุรกิจจับตามองและช่วงชิงกำลังซื้อจากคนกลุ่มนี้มากขึ้น

แน่นอนว่าเมื่อชาวมิลเลนเนียลเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในสายตาของหลากหลายธุรกิจ ย่อมถูกดึงดูดให้ใช้จ่ายสนองความต้องการด้านต่าง ๆ เสมอ และกลายเป็นอีกช่วงวัยที่เริ่มมีภาระหนี้เพื่อซื้อทรัพย์สินที่มีราคาสูงโดยเฉพาะที่อยู่อาศัย

เมื่อเกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในไทย ภาคธุรกิจและผู้บริโภคต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งกลุ่มมิลเลนเนียลด้วยเช่นกัน บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ได้เปิดเผยข้อมูลอัปเดต ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในไทย พบว่า กลุ่มผู้บริโภคที่มีการสร้างหนี้มากที่สุด คือ กลุ่มมิลเลนเนียล หรือ Gen Y โดยมีหนี้สินรวมกันถึง 4 ล้านล้านบาท คิดเป็นหนี้เสีย (NPL) คงค้าง 2.7 แสนล้านบาท เมื่อพิจารณาเรื่องสินเชื่อบ้านที่อนุมัติใหม่ในช่วงเวลานั้นจำนวน 80,494 สัญญา พบว่าเป็นของกลุ่มมิลเลนเนียลหรือ Gen Y มากที่สุดถึง 64% และเป็นที่น่ากังวลในเรื่องปัญหาค้างชำระในอนาคต สะท้อนให้เห็นถึงสภาพคล่องในการใช้จ่ายของผู้บริโภคกลุ่มนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดฯ และเริ่มส่งสัญญาณเตือนให้เห็นปัญหาการวางแผนด้านการเงิน แม้จะมีกำลังซื้อสูงก็ตาม

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัย DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study ฉบับล่าสุด เจาะลึกมุมมองด้านการวางแผนการใช้จ่ายของกลุ่มมิลเลนเนียลและความต้องการด้านที่อยู่อาศัยท่ามกลางความท้าทายทั้งด้านการเงินและการงานจากสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบางและสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย ว่าส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของชาวมิลเลนเนียลในตลาดอสังหาฯ มากน้อยเพียงใด

• อยากใช้จ่ายหลากหลาย แต่ครอบครัวต้องมาก่อน เมื่อพูดถึงการวางแผนการใช้จ่ายใน 1 ปีข้างหน้าของผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลนั้น ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญไปที่การใช้จ่ายภายในครอบครัวถึง 74% สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นกำลังสำคัญในการสร้างรายได้และดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในครอบครัวของคนวัยนี้ อย่างไรก็ตาม ชาวมิลเลนเนียลยังคงมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองอยู่ไม่น้อยแม้จะยังไม่มีความพร้อมด้านการเงินในตอนนี้ โดย 59% เผยว่ามีความตั้งใจออมเงินเพื่อวางแผนซื้อบ้านในอนาคต ในขณะที่ 46% ระบุว่าอยากออกไปท่องเที่ยวในวันหยุด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ปัจจุบันทำให้ทุกคนจำเป็นต้องเก็บตัวอยู่บ้าน และชะลอแผนท่องเที่ยวออกไป เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และหยุดการแพร่ระบาดฯ ในประเทศ

• เตรียมความพร้อม หวังซื้อบ้านหลังแรกตอน 31 ปี เมื่อพิจารณาในด้านการครอบครองอสังหาฯ ในปัจจุบัน พบว่ายังมีสัดส่วนที่ไล่เลี่ยกัน โดยผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่มมิลเลนเนียลมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองแล้วถึง 57% ในขณะที่อีก 43% ยังไม่ได้เป็นเจ้าของอสังหาฯ ใด ๆ ซึ่ง 2 ใน 3 ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ (66%) เผยว่า พวกเขาได้วางแผนที่จะซื้อบ้านหลังแรกเมื่ออายุ 31 ปีขึ้นไป ซึ่งน่าจะเป็นช่วงวัยที่มีความพร้อมมากพอทั้งด้านหน้าที่การงานที่มั่นคงและสถานะทางการเงินที่เหมาะสมเมื่อต้องเป็นหนี้ก้อนใหญ่มากกว่าตอนนี้

• สถานะทางการเงินสั่นคลอน อุปสรรคหลักของการมีบ้าน กลุ่มมิลเลนเนียลยอมรับว่าปัญหาทางการเงินจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในตอนนี้ถือเป็นอุปสรรคหลัก ๆ ที่ทำให้พวกเขายังไม่มีแผนย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ โดย 1 ใน 2 ของกลุ่มนี้ (50%) เผยว่า ยังไม่มีเงินออมมากพอที่จะไปเช่าหรือซื้อบ้านเป็นของตนเอง ในขณะที่ 41% ต้องการที่จะอยู่บ้านเดิมเพื่อดูแลพ่อแม่อย่างใกล้ชิด ตามมาด้วยกลุ่มที่ไม่คิดจะย้ายออกเพราะยังไม่ได้แต่งงาน 33% และตั้งใจจะรับช่วงต่อบ้านเดิมจากพ่อแม่อยู่แล้ว 33% จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้ออสังหาฯ เป็นของตัวเองในตอนนี้

• การเช่าโดนใจ ตอบโจทย์ที่อยู่อาศัยแบบไร้ข้อผูกมัดระยะยาว ด้วยข้อจำกัดทางการเงินจากปัจจัยต่าง ๆ ส่งผลให้ชาวมิลเลนเนียล 94% ตัดสินใจเช่าแทนการซื้อที่อยู่อาศัยในตอนนี้ เนื่องจากมองว่าการเช่าบ้าน/คอนโดฯ จะมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการซื้ออสังหาฯ ซึ่งต้องมีความพร้อมทางการเงินในระดับหนึ่งจึงจะได้รับการอนุมัติสินเชื่อ ผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงเลือกเก็บเงินก้อนที่มีสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินและหันไปเลือกเช่าอสังหาฯ ในรูปแบบที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยแทน นอกจากนี้การมีสถานภาพโสดอยู่ตัวคนเดียวก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้การเช่าที่อยู่อาศัยได้รับความนิยมมากกว่าการซื้อเช่นกัน

แม้ผลกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจากหลายปัจจัยในตอนนี้จะทำให้แผนบริหารจัดการเงินของชาวมิลเลนเนียล ต้องสะดุดลงหรือชะลอการใช้จ่ายในเรื่องที่ยังไม่จำเป็นเร่งด่วนออกไปก่อน อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังคงเป็นกำลังซื้อที่สำคัญในหลายอุตสาหกรรมในระยะยาว เพียงแต่รอดูสัญญาณบวกของสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อหาเวลาที่เหมาะสมในการออกมาใช้จ่ายแทน ดังจะเห็นได้จากการวางแผนใช้จ่ายในอนาคตที่ผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล ยังคงให้ความสำคัญไปยังสิ่งที่จำเป็นมาก่อนความต้องการส่วนตัว ด้วยการวางแผนบริหารจัดการการเงินที่รอบคอบนี้เชื่อว่าจะช่วยให้กลุ่มมิลเลนเนียลสามารถปรับพฤติกรรมและปรับเปลี่ยนแผนการใช้จ่ายที่มีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที และกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ในอนาคตแน่นอน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

OfficeMate CATALOG 2021สุดยอดแคตตาล็อกสินค้าเพื่อธุรกิจแห่งปี 2021 ไม่มีถือว่าพลาดมาก!!

OfficeMate CATALOG 2021สุดยอดแคตตาล็อกสินค้าเพื่อธุรกิจแห่งปี 2021 ไม่มีถือว่าพลาดมาก!!เพิ่มหมวดสินค้าใหม่ให้ตอบโจทย์ธุรกิจมากขึ้น รวมกว่า 60,000 รายการขอรับฟรีได้แล้ววันนี้ โทร 1281 #แคตตาล็อกที่จัดซื้อทุกธุรกิจต้องมี แล้วการจัดซื้อจะเป็นเรื่องง่ายๆ

ออฟฟิศเมทแคตตาล็อกเล่มใหม่ล่าสุด ออกแล้ววันนี้! สุดยอดแคตตาล็อกสินค้าเพื่อธุรกิจ ตัวช่วยสำคัญที่ทำให้งานจัดซื้อจัดหาง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น สะดวกขึ้น เพราะเราได้รวบรวมสินค้าเพื่อธุรกิจจากแบรนด์ชั้นนำกว่า 60,000 รายการไว้ในเล่มเดียว รวมกว่า 900 หน้าที่แสดงราคามาตรฐานของสินค้าทุกชิ้น  แคตตาล็อกที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากจัดซื้อและผู้ประกอบการรุ่นใหม่กว่า 500,000 บริษัท/องค์กรทั่วไทย  พร้อมแจกจ่ายออกสู่ผู้ประกอบการและจัดซื้อทั่วประเทศแล้ว ความพิเศษสำหรับปี 2021 แคตตาล็อกได้เพิ่มหมวดสินค้าใหม่ที่น่าสนใจ อาทิ อุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล PPE สำหรับโรงงาน อุปกรณ์เครื่องใช้เครื่องมือในการประกอบธุรกิจร้านอาหารและคาเฟ่   สินค้าสุขอนามัยเพื่อธุรกิจคลินิกและความงาม  เครื่องมือการเรียนการสอนสำหรับสถานศึกษา และ อุปกรณ์ตัวช่วยเพื่อธุรกิจออนไลน์ เป็นต้น  ทั้งนี้ สินค้าทุกชิ้นในแคตตาล็อก  สามารถจัดส่งถึงมือคุณได้ภายในวันทำการถัดไป* ขอรับฟรีได้แล้ววันนี้ เพียงโทรมาที่เบอร์ 1281  หรือลงทะเบียนออนไลน์ที่ http://bit.ly/3syjxdt

สำหรับลูกค้าองค์กร ออฟฟิศเมทยินดีให้บริการออกใบเสนอราคา และมอบเครดิตเทอมให้แก่ท่าน เราพร้อมทำให้การจัดซื้อจัดหาสินค้าเป็นเรื่องง่ายดาย  รวดเร็ว สะดวก และประหยัดเวลาด้วยช่องทางสั่งซื้อสุดสะดวกแบบ #NewNormal เลือกช้อปได้ง่ายดั่งใจทั้งออนไลน์และออฟไลน์    บริการจัดส่งฟรีถึงธุรกิจคุณในวันทำการถัดไป* พร้อมจัดเต็มสิทธิประโยชน์ตลอดปี  ขอรับแคตตาล็อกฟรี! โทร 1281 / Line: @OfficeMate หรือดาวน์โหลด Online Version ได้ที่ https://bit.ly/3iKdz4H 
• มีครบจบไว…มีทุกอย่างที่ธุรกิจต้องใช้ในเล่มเดียว! หาสินค้าและบริการเพื่อธุรกิจกว่า 60,000 รายการได้ง่ายในที่เดียว ไม่ต้องเสียเวลาดีลหลายเจ้า วุ่นวายหาของหลายที่ ออฟฟิศเมทรวบรวมให้ครบทุกความต้องการธุรกิจ และมีสต็อกสินค้าพร้อมจัดส่ง  ทั้งอุปกรณ์ออฟฟิศเฟอร์นิเจอร์ธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดฆ่าเชื้อ/สุขอนามัย ไอเทมไลฟ์ขายของออนไลน์ อุปกรณ์ไอที/เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร/เครื่องดื่ม อุปกรณ์โรงงานและคลังสินค้า และบริการเพื่อธุรกิจครบครัน อาทิ บริการรับผลิตสินค้าพรีเมียม บริการงานพิมพ์ บริการให้เช่าปริ้นเตอร์ ติดตั้งกล้องวงจรปิด และบริการล้างแอร์ เป็นต้น          • มั่นใจได้…กับราคามาตรฐาน!
ออฟฟิศเมทจำหน่ายสินค้าราคามาตรฐาน งบไม่บานปลาย พร้อมให้คุณเลือกประหยัดเพิ่มได้อีกกับสินค้า Best Seller กว่า 300 รายการที่เราปรับราคาถูกลงและยืนราคาตลอดปี 2021 ให้ธุรกิจคุณประหยัดสู้เศรษฐกิจ เพียงสังเกตสัญลักษณ์ #ออฟฟิศเมทการันตี
• คุ้มค่า…รับสิทธิประโยชน์จัดเต็ม พร้อมบริการสุดประทับใจ!
ลูกค้าทุกท่านสามารถสะสมคะแนน T1 ได้ทุกการสั่งซื้อเพื่อแลกรับส่วนลดแทนเงินสด พร้อมรับสิทธิพิเศษจากพันธมิตรบัตรเครดิตชั้นนำได้ตลอดปี
พิเศษสำหรับลูกค้านิติบุคคล…ออฟฟิศเมทยินดีมอบเครดิตเทอมนาน 30 วัน และมีทีมผู้ช่วยส่วนตัวดูแลเคียงข้างธุรกิจคุณ ยินดีมอบสินค้าตัวอย่างก่อนการจัดซื้อ* สามารถนำเสนอราคาจำนวนสำหรับงานโครงการ และมีส่วนลดตามสัญญาการจัดซื้อให้อีกด้วย
• ช้อปสะดวก…สั่งง่าย ได้ของเร็ว!

ให้คุณเลือกช้อปได้หลากหลายช่องทาง ตอบโจทย์การจัดซื้อแบบ #NewNormal ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมบริการจัดส่งฟรีถึงธุรกิจคุณในวันทำการถัดไป เพียงช้อปครบ 499.- (ตามกำหนด)
– ช้อปออนไลน์ได้ 24 ชั่วโมง ที่ officemate.co.th และ OfficeMate Mobile App
– Chat & Shop ผ่าน Line: @OfficeMate และ Facebook: OfficeMate.co.th ให้บริการทุกวัน 8:00 – 22:00 น.
– โทรสั่งซื้อง่ายๆ กับ OfficeMate Contact Center 1281 ให้บริการทุกวัน 8:00 – 22:00 น.
– ไลน์หรือโทรสั่งซื้อโดยตรงกับร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส เช็คเลย! https://bit.ly/2N45BaH


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านประกาศนโยบายปี 64 ลุยจัด 2 งานใหญ่เดินหน้าสร้างมาตรฐานกลางการก่อสร้าง- ออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน เบอร์ 5

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน รับพิษเศรษฐกิจ และ Covid-19 ทำตลาดรวมรับสร้างบ้านปี 2563 ลดลง 5% จากประมาณการมูลค่าตลาดรวมทั้งปีอยู่ที่ราว 12,500 ล้านบาท ล่าสุด นายกสมาคมฯ “วรวุฒิ กาญจนกูล” ประกาศนโยบายปี 2564 สร้างมาตรฐานกลางการก่อสร้าง และออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน พร้อมนำสมาชิกสมาคมฯ ลุยจัดกิจกรรม 2 งานใหญ่ “งานรับสร้างบ้าน Focus 2021” ในช่วงเดือนมีนาคม และ “งานรับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2021” ในช่วงเดือนตุลาคม หวังกระตุ้นตลาดตลอดทั้งปี ควบคู่ขนานไปกับการทำการตลาดแบบออนไลน์เสมือนจริง (Virtual Online) ในรูปแบบ 3 มิติ เตรียมเข้าหารือ รมว. คลัง รวมกับสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ออกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจ

นายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดธุรกิจรับสร้างบ้านปี 2563 ที่ผ่านมาโดยรวมตลาดลดลง 5% มาอยู่ที่ 12,000 ล้านบาท (เท่ากับปี 2561) จากเดิมที่ประมาณการทั้งปีมีมูลค่าตลาดรวมน่าจะอยู่ราว 12,500 ล้านบาท สาเหตุที่ตลาดรวมลดลงนั้นมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Covid-19) ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 ต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2563 ทำให้หยุดการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทางเศรษฐกิจ และสมาคมฯ เองก็ได้ลดการจัดกิจกรรมการตลาดเหลือเพียงครั้งเดียวเดือนตุลาคม จากปกติในแต่ละปีจะจัด 2 ครั้ง คือในช่วงเดือนมีนาคมและตุลาคม ภายใต้ชื่อ “งานรับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2020” แต่เนื่องจากมาตรการปิดเมือง (Lockdown) ตามการบังคับใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน การรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ทำให้ต้องหยุดการจัดงานในช่วงเดือนมีนาคมไป

สำหรับในปี 2564 สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านได้สานต่อนโยบายต่อเนื่องจากปีก่อนใน 3 เรื่องหลักๆ ดังนี้ คือ 1. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและงานขาย เพื่อช่วยเหลือสมาชิกของสมาคมฯ และเพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสในการเข้าถึงการบริการของบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ได้มากขึ้นผ่านการจัดงานใหญ่ประจำปี 2 ครั้งเหมือนเดิมภายใต้ชื่อ “งานรับสร้างบ้าน Focus 2021” ในช่วงเดือนมีนาคม และ “งานรับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2021” ในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งปีนี้จัดที่ศูนย์การแสดงสินค้าเมืองทองธานี

พร้อมกันนี้ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านยอมรับว่า จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (Covid-19) รอบ 2 ในปัจจุบันนี้ ก็เชื่อว่ารัฐบาลน่าจะควบคุมได้และหวังว่าจะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ ประกอบกับการที่รัฐบาลได้มีความชัดเจนเรื่องวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ที่ตามข่าวออกมาว่าได้ขึ้นทะเบียนอย.ไทยแล้ว หากมีการเริ่มฉีดให้กับประชาชนแล้วได้ผลดีจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ และเชื่อว่ากลางปี 2564 ทุกอย่างน่าจะดีขึ้นแน่นอน แต่อย่างไรก็ดี เพื่อรองรับกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ทางสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านและสมาชิกได้เตรียมความพร้อมแบบคู่ขนานไปกับการจัดงานแบบออฟไลน์ “งานรับสร้างบ้าน Focus 2021” นั่นก็คือ ทำการตลาดแบบออนไลน์เสมือนจริง (Virtual Online) ในรูปแบบ 3 มิติเข้ามาเสริม บนเว็บไซต์ ของสมาคมฯ www.hba-th.org ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้ามาดูรายละเอียดต่างๆได้สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การทำการตลาดแบบ Virtual Online ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปแน่ชัดว่าจะทำไปพร้อมๆ กับช่วงการจัดงาน หรือ จะทำหลังการจัดงานรับสร้างบ้านและวัสดุฯ เรื่องนี้คงพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง

2. โครงการจัดทำ “มาตรฐานกลางการก่อสร้าง” โดยสมาคมฯได้ร่วมกับภาควิชาวิศวกรรมโยธาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำมาตรฐานกลางการก่อสร้างขึ้นมาในทุกๆระบบงานก่อสร้างที่เกี่ยวกับการก่อสร้างบ้าน การจัดทำโครงการนี้ขึ้นมาจะเกิดประโยชน์ใน 3 ด้านคือ

2.1) เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานงานบริการในธุรกิจรับสร้างบ้านของสมาชิกสมาคมฯ
2.2) เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ผู้บริโภค
2.3) เพื่อช่วยลดข้อขัดแย้งหรือข้อพิพาทระหว่างลูกค้ากับบริษัทรับสร้างบ้าน

3. โครงการ “แบบบ้านประหยัดพลังงาน” หรือ “บ้านเบอร์ 5” โดยคาดว่าในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นี้สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านจะได้ลงนามหนังสือบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างสมาคมฯกับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ตามนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาประเทศและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนที่ผ่านมา พพ. ให้ความสำคัญกับแนวคิดบ้านประหยัดพลังงาน และส่งเสริมความรู้ความเข้าใจสู่ประชาชนภาคครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสมาชิกของสมาคมฯ ได้เข้าร่วมกับ พพ.มาตลอดเช่นกัน

ทั้งนี้ การลงนามหนังสือบันทึกข้อตกลง (MOU) ในครั้งนี้ระหว่างสมาคมฯ กับ พพ. เกี่ยวกับแบบบ้านประหยัดพลังงานนี้ จะนำไปสู่การลงลึกในรายละเอียดอื่นๆในหลายด้าน โดยแบบบ้านที่ได้การรับรองให้ติด “ฉลากเบอร์ 5” นั้นจะต้องมีรายละเอียดระดับประสิทธิภาพที่ตรวจสอบหรือวัดได้ชัดเจนว่าได้ว่าประหยัดพลังงานได้จริงๆกี่หน่วยหรือกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี เป็นต้น รวมถึงการนำเอามาตรการด้านการลดหย่อน “ภาษี” มาใช้เป็นแรงจูงใจ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนปลูกสร้างบ้านประหยัดพลังงานหรือนำเอาแบบบ้านที่ได้รับการรับรองจาก พพ.ที่ติด “ฉลากเบอร์ 5” มาเป็นแบบในการปลูกสร้าง

นอกจากนี้ ในอนาคตสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านยังมีแนวคิดที่จะเข้าไปปรึกษาหารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ด้วยเช่นกันถึงแนวนโยบายต่างๆ ของกฟผ. เกี่ยวกับ “ค่าไฟ” ว่าจะสามารถมีแนวทางใดบ้างที่จะสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชนผู้บริโภคในกรณีที่นำเอาแบบบ้านที่ได้รับการรับรองจาก พพ.ที่ติด “ฉลากเบอร์ 5” มาปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัย

นายวรวุฒิ ยังกล่าวด้วยว่า ในเร็วๆ นี้ สมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านก็เป็นสมาชิกด้วยนั้นจะเข้าพบ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อหารือถึงข้อสรุปมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และประชาชนที่ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง ซึ่งหากรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้ข้อสรุปหรือมีการออกมาตรการมาสนับสนุนเชื่อว่าจะเป็นอีกแรงกระตุ้นการตัดสินใจของประชาชนผู้บริโภค โดยในส่วนของตลาดรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในปีนี้คาดว่าน่าจะมีมูลค่า 12,000 – 12,500 ล้านบาท


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จับมือ วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี เดินหน้าต่อยอดด้านการศึกษาสำหรับอุตสาหกรรมในอนาคต

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ลงนามความร่วมมือกับวิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี (IRPC Technological College) หรือ IRPCT โดยเป็นความร่วมมือทางวิชาการ โดยความร่วมมือในครั้งนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันสำหรับการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชัน ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า พลังงาน และเมคคาทรอนิกส์ เพื่อช่วยเสริมความเข้มข้นด้านวิชาการให้วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซีสามารถพัฒนาทักษะด้านอุตสาหกรรม 4.0 ให้กับนักศึกษา ด้วยความเชี่ยวชาญระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชัน ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก นอกจากนี้ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังมอบเทคโนโลยีแห่งอนาคต นวัตกรรมต่างๆ ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้คิดค้นให้กับอาจารย์และนักศึกษาได้เรียนรู้ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นผลลัพธ์ด้านนวัตกรรมอันหลากหลายที่เป็นประโยชน์ในแวดวงอุตสาหกรรมและพลังงานในอนาคต

นายสเตฟาน นูสส์ ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่า “ความต้องการทักษะด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยเทคโนโลยีในอุตสาหกรรม 4.0 กำลังเร่งการเปลี่ยนแปลงนี้ให้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทักษะทางเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การเขียนโปรแกรม นับเป็นที่ต้องการในตลาดอย่างมาก รวมไปถึงทักษะต่างๆ เช่น การคิดเชิงวิเคราะห์ การประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อนซึ่งจะได้รับความต้องการเพิ่มขึ้นในยุค 4.0 นี้เช่นกัน”

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรม มีความจำเป็นต้องมีบทบาทเชิงรุกในการยกระดับบุคลากรในอนาคต ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงมองเห็นว่าการสนับสนุนด้านการศึกษาจะช่วยพัฒนาทักษะของนักศึกษาในวันนี้ จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศในวันหน้าให้ตอบโจทย์ความต้องการในตลาดได้

แม้ทุกวันนี้จะมีความกังวลว่าระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม 4.0 จะเข้ามาแทนที่งานแบบเดิม แต่จากที่ผ่านมาแสดงให้เห็นได้ว่า เทคโนโลยีเหล่านี้กลับช่วยเสริมความสามารถให้กับมนุษย์ และเพิ่มขีดความสามารถให้กับพนักงาน ซึ่งโรงงานอัจฉริยะจะใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ช่วยในการทำงานอัตโนมัติที่ซ้ำซากจำเจ ในขณะที่ช่วยให้พนักงานสามารถมุ่งเน้นงานที่ต้องใช้เหตุผลและทักษะมากขึ้น

“นอกจากนี้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ยังช่วยให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย อย่างวิกฤติโควิด 19 ที่ทุกประเทศได้เผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้สามารถรีโมทเข้าไปมอนิเตอร์ ควบคุมกระบวนการผลิต ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถวิเคราะห์แนวโน้มการผลิต หรือสั่งให้กระบวนการเป็นไปโดยอัตโนมัติ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ช่วยเว้นช่องว่าง ระยะห่างในการพบปะกันระหว่างพนักงานได้อย่างดี และปลอดภัยได้ในทุกๆ กระบวนการในโรงงาน ถ้ามีการวางแผน และออกแบบการใช้งานเทคโนโลยีที่ถูกต้องและเหมาะสม”

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายหลัก ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยง ความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเรา คือ การเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัล เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัลด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เชื่อมต่อจากปลายทางไปยังคลาวด์ เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพสูงสุดในการบริหารจัดการองค์กร สำหรับที่อยู่อาศัย อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและสนับสนุนกลยุทธ์การสร้างระบบนิเวศของคู่ค้าซึ่งมีความมุ่งมั่นในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน


 

Exit mobile version