Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

พานาโซนิคมอบกล่องเก็บอุณหภูมิฯ Panasonic VIXELL ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

ตลอดระยะเวลาที่ได้ดำเนินงานในประเทศไทย บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
มุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ และตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมไทยควบคู่ไปด้วยกันเสมอ และสำหรับวิกฤติการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 (COVID 19) ของประเทศไทยในขณะนี้ ทางบริษัทฯ จึงพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อประชาชนของทางภาครัฐ เพื่อส่งเสริมการบรรจุและขนส่งวัคซีนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดย มร.ฮิเดคาสึ อิโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
เป็นตัวแทนมอบกล่องเก็บอุณหภูมิหุ้มฉนวนสุญญากาศ Panasonic VIXELL จำนวน 5 ชุด สามารถบรรจุวัคซีนเพื่อการขนส่งได้ถึง 40,950 โดส ทั้งยังเก็บรักษาอุณหภูมิไว้ได้อย่างคงที่ถึง -75 องศาเซลเซียส ได้นานถึง 5 วัน* เพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์ช่วยในเรื่องของการจัดเก็บรักษาคุณภาพ และเพิ่มความสะดวกในการขนส่งวัคซีนตลอดจนเวชภัณฑ์ต่างๆ ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับมอบ ณ กระทรวงสาธารณสุข

*หมายเหตุ กล่องเก็บอุณหภูมิหุ้มฉนวนสุญญากาศ Panasonic VIXELL สามารถเก็บรักษาอุณหภูมิไว้ได้อย่างคงที่ถึง -75 องศาเซลเซียส ได้นานสูงสุด 18 วัน ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ทำความเย็น


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ส.ธุรกิจรับสร้างบ้าน” ร่อนหนังสือถึง ศปก.ศบค. ขอความชัดเจนการก่อสร้างบ้านพักอาศัยที่มิใช่โครงการจัดสรรให้สร้างต่อได้

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2564 สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association: HBA) ได้ส่งหนังสือถึงพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศปก.ศบค.) เพื่อขอทราบความชัดเจนในการก่อสร้างบ้านพักอาศัยมิใช่โครงการจัดสรรให้สามารถดำเนินการสร้างต่อได้

นายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่า สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (สมาคมฯ) เปิดเผยว่า จากการพิจารณาตามราชกิจจานุเบกษาออกตามความในมาตรา ๙ แห่ง พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๒๕) ดังกล่าวมิได้มีเป้าประสงค์เพื่อมีคำสั่งให้ปิดสถานที่ก่อสร้างประเภทอาคารบ้านพักอาศัยที่มิได้เป็นโครงการจัดสรร ซึ่งหมายถึงบ้านพักอาศัยของประชาชนทั่วไปที่สร้างบ้านที่ดินของตนเอง เนื่องจากมิได้เป็นโครงการขนาดใหญ่หรืออาคารสาธารณะที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากและมิได้ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปในวงกว้าง

“นับตั้งแต่ราชกิจจานุเบกษาดังกล่าวเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันนี้ ยังมีความเข้าใจที่คาดเคลื่อนและตีความไม่ตรงกันทั้งทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าพนักงานท้องถิ่น รวมถึงประชาชนโดยทั่วไป ทำให้เกิดข้อโต้แย้งที่ยังไม่มีข้อสรุป” นายวรวุฒิ กล่าว

ดังนั้น สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านในฐานะตัวแทนของผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้านบนที่ดินของประชาชน ที่ปัจจุบันมีงานก่อสร้างบ้านพักอาศัยสร้างเองกระจายอยู่ทั่วในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นจำนวนหลายพัน หลังต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านพักอาศัยขนาดเล็ก มีแรงงานก่อสร้างเป็นหลักสิบคน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดคลัสเตอร์ ของผู้ติดเชื้อจำนวนมากได้ อีกทั้งสมาชิกของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านยังมีมาตรการในการป้องกันโควิดเป็นอย่างดี ซึ่งจากที่ผ่านมาพบว่าไซต์งานก่อสร้างของสมาชิกสมาคมฯ ยังไม่มีที่ใดติดเชื้อโควิด-19

ทั้งนี้ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศยังคงพอเดินไปได้ คนหลายหมื่นคนยังพอมีงานทำ ทางสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านจึงต้องการได้รับการยืนยันเพื่อความชัดเจนว่าการก่อสร้างบ้านพักอาศัยที่สร้างเองที่มิใช้โครงการจัดสรร สามารถดำเนินงานก่อสร้างต่อไปได้ ดังนี้

1. ตามราชกิจจานุเบกษามิได้รวมถึงการก่อสร้างและต่อเติมบ้านพักอาศัยเพื่ออยู่เอง
2. กรณีแรงงานมิได้พักอาศัยในสถานที่ทำงาน สามารถเดินทางมาทำงานได้ตามปกติ

อนึ่ง ตามที่มีราชกิจจานุเบกษา ออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๒๕) ข้อ ๒. การควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดในกลุ่มแรงงานก่อสร้างเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อควบคุมโรคและป้องกันการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการอาชีพแรงงานก่อสร้างซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงและพบการระบาดแบบเป็นกลุ่มก้อน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดปริมณฑล อาศัยอำนาจจตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อพิจารณามีคำสั่งปิดสถานที่ก่อสร้าง ดัดแปลงหรือรื้อถอนอาคาร หรือพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างหรือสถานที่ก่อสร้าง ดัดแปลงหรือรื้อถอนประเภทอาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่ อาคารที่อยู่อาศัยรวม อาคารสาธารณะ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือโครงการจัดสรรทุกประเภท ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินหรือโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และให้มีคำสั่งปิดสถานที่พักอาศัยชั่วคราวสำหรับคนงาน ทั้งภายในและภายนอกสถานที่ก่อสร้าง ดัดแปลงหรือรื้อถอนอาคาร รวมทั้งมีคำสั่งให้หยุดงานก่อสร้าง และห้ามการเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นการชั่วคราวอย่างน้อยสามสิบวัน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การลดการปล่อยคาร์บอน สำคัญต่อเป้าหมายด้านสาธารณูปโภคและดิจิทัลกริดอย่างไร

โดย สก็อตต์ โคห์เลอร์, รองประธานฝ่ายกลยุทธ์ นวัตกรรมและการตลาด ส่วนโซลูชันดิจิทัลกริด ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ในขณะที่สาธารณูปโภคด้านไฟฟ้าทั่วโลกได้ปรับสมดุลสายการผลิตพลังงานให้สอดคล้องกับแหล่งพลังงานหมุนเวียน และด้วยความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศให้ได้อย่างรวดเร็ว จึงมีการเรียกร้องให้หน่วยงานด้านสาธารณูปโภคทำงานหนักขึ้น นอกจากเพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียน หรือเลิกใช้แหล่งพลังงานที่ก่อมลพิษคาร์บอนแล้ว สาธารณูปโภคต้องบริหารจัดการกริดให้แตกต่างออกไปจากเดิม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนได้ในเชิงรุกมากขึ้น

การลดการปล่อยคาร์บอน จริงๆ แล้วหมายถึงอะไร และทำไมสาธารณูปโภคทั้งหลายต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง

เมื่อพูดถึงการจำกัดโลกร้อนให้อยู่ที่ 1.5°C และการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ดูเหมือนจะมีการใช้คำที่สลับสับเปลี่ยนกันหลากหลาย ในขณะที่เรากำลังดำเนินการเรื่องของการลดการปล่อยคาร์บอน (decarbonization) สร้างความเป็นกลางด้านคาร์บอน (carbon neutrality) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) นั้น คำเหล่านี้ก็จะถูกใช้สลับกันไปมา ซึ่งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC) ได้ให้คำจำกัดความคำศัพท์เหล่านี้ไว้อย่างชัดเจน

Net-zero emission นอกจากครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ทั้งหมด หากยังอ้างถึงการสร้างสมดุลในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กับการกำจัดก๊าซเรือนกระจกออกไปได้ภายในเวลาที่กำหนด

Carbon neutrality โดยหลักการแล้วเป็นเรื่องเกี่ยวกับคาร์บอนอย่างเดียว สอดคล้องตามข้อมูลจากสภายุโรป สภาพอากาศ หรือความเป็นกลางของคาร์บอน จะบรรลุได้ก็ต่อเมื่อ “ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ มีปริมาณเท่ากับที่ถูกกำจัดออกไปด้วยมาตรการต่างๆ ทำให้บรรลุจุดสมดุลที่ศูนย์ หรือที่เรียกกันว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นศูนย์”

Decarbonization คือกระบวนการที่ประเทศ บุคคล หรือหน่วยงานใดก็ตาม มุ่งเป้าเพื่อให้บรรลุการกำจัดคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจนเหลือศูนย์ สำหรับภาคพลังงาน หมายถึงการลดการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยพลังงานไฟฟ้าที่สร้างขึ้น เพื่อลดความเข้มข้นของคาร์บอนนั่นเอง

สาธารณูปโภคด้านไฟฟ้า มีส่วนร่วมในการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั้งหมดทั่วโลกในอัตรา 25 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้มีบทบาทสำคัญในการมุ่งสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ  Renewable Energy World ได้อธิบายแนวทางเฉพาะด้านไว้ 2-3 แนวทาง ที่สาธารณูปโภคด้านไฟฟ้าสามารถทำให้บรรลุการปล่อยคาร์บอนในปริมาณต่ำ “เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางด้านคาร์บอน สาธารณูปโภคต่างๆ จะต้องนำกลยุทธ์หลายอย่างมาใช้ เช่น การดักจับคาร์บอน ระบบการค้าคาร์บอน และการลงทุนเทคโนโลยี และแหล่งพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ”

การจัดระเบียบภาคการไฟฟ้า คือหัวใจหลักของการลดการปล่อยคาร์บอนได้ทั่วระบบเศรษฐกิจ และสาธารณูปโภคด้านไฟฟ้า ก็มีบทบาทสำคัญมากในการทำให้เรามั่นใจว่ากำลังก้าวไปบนเส้นทางแห่งอนาคตอันสดใส ในขณะที่การบรรลุเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำคือเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ สาธารณูปโภคและประเทศต่างๆ ก็พร้อมมุ่งไปให้ถึงจุดนั้น โดยในปี 2018 Xcel Energy ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสาธารณูปโภครายใหญ่รายแรกของอเมริกาที่ให้คำมั่นต่อ net-zero ด้วยวิสัยทัศน์ของการมอบไฟฟ้าที่ปลอดคาร์บอน 100 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2050 และในปี 2019 Arizona Public Service (APS) ก็ตามมาด้วยการเป็นสาธารณูปโภคแห่งที่สองของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศเป้าหมายในการมอบพลังงานไฟฟ้าปลอดคาร์บอน ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2050 เช่นกัน  โดยสหราชอาณาจักร เป็นประเทศเศรษฐกิจหลักรายแรกในปี 2019 ที่ให้คำมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2050 โดยมีการออกแผน Ten Point Plan เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อมุ่งสู่การปฏิวัติภาคอุตสาหกรรมสีเขียว

ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค นอกจากการนำโซลูชันระบบบริหารจัดการกริดชั้นนำในตลาดมาช่วยลูกค้า เช่น Xcel และ APS แล้ว เรายังดำเนินการเชิงรุกด้วยการกำหนดเป้าหมายความเป็นกลางด้านคาร์บอนของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในการดำเนินงาน การสาธิตความเป็นกลางด้านคาร์บอนในระบบนิเวศที่ขยายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นภายในปี 2025 รวมถึงการบรรลุเป้าหมายด้านซัพพลายเชนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 เช่นกัน

การใช้ประโยชน์จากดิจิทัลกริด

แนวทางดั้งเดิมในการผลิตและกระจายไฟฟ้าไม่อาจสร้างอนาคตใหม่ที่ให้พลังงานสะอาดมากขึ้นได้ เป้าหมายของความเป็นกลางด้านคาร์บอน จะช่วยปรับปรุงทุกแง่มุมของอุตสาหกรรมด้านสาธารณูปโภค โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการกริด  หากคุณทำงานด้านสาธารณูปโภคที่กำลังวางแผนเกี่ยวกับอนาคตคาร์บอนต่ำ ให้ลองพิจารณาว่าการปรับกระบวนการสู่ดิจิทัลในสามประเด็นต่อไปนี้ จะช่วยสนับสนุนเป้าหมายของคุณได้อย่างไร

การบริหารจัดการแหล่งพลังงานแบบกระจายศูนย์

แหล่งพลังงานแบบกระจายศูนย์ หรือ DER (Distributed Energy Resource) คือหน่วยเล็กๆ ที่สร้างพลังงาน โดยเป็นการดำเนินการภายในพื้นที่และเชื่อมต่อกับกริดพลังงานที่ใหญ่กว่าในเรื่องการกระจายพลังงาน โดยจะประกอบไปด้วยแผงโซลาร์ ระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ โหลดที่มีระบบควบคุม ฯลฯ สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ พลังงานที่ได้จาก DER นั้นถูกสร้างขึ้นและมีไว้สำหรับใช้ในพื้นที่

เมื่อโลกเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ การนำ DER มาใช้ นับเป็นความท้าทายต่อการดำเนินงานด้านสาธารณูปโภค รวมถึงบูรณาการด้านทรัพยากรและการวางแผน ประเด็นนี้ทำให้การปรับกระบวนการสู่ระบบดิจิทัล และระบบออโตเมชั่นสำหรับกริดถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยสาธารณูปโภคสามารถตรวจสอบและประเมินสถานะทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น วางรูปแบบกิจกรรมแบบเรียลไทม์และคาดการณ์ได้ รวมถึงบริหารจัดการและควบคุมได้อย่างเหมาะสมเต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สาธารณูปโภคต้องสามารถควบคุมและกระจายการสร้างไฟฟ้าพร้อมส่งมอบผ่านระบบดิจิทัล อีกทั้งปรับปรุงเรื่องความปลอดภัยของพลังงาน ทั้งคุณภาพและความน่าเชื่อถือ

เชื่อมโยงระบบบริหารจัดการการดำเนินงานและระบบริหารธุรกิจด้วย ADMS

ระบบบริหารจัดการการกระจายพลังงานที่ล้ำหน้า หรือ ADMS (Advanced Distribution Management System) คือการเชื่อมโยงระหว่างระบบบริหารจัดการการดำเนินงาน (OT) และระบบบริหารจัดการข้อมูล (IT) และถือเป็นกลยุทธ์พื้นฐานสำหรับการเป็นสาธารณูปโภคที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ โดย ADMS จะช่วยให้ระบบสาธารณูปโภคสามารถบริหารจัดการกริดได้ดียิ่งขึ้น ครอบคลุมถึงเรื่องการตรวจสอบ การวิเคราะห์ ควบคุม การเพิ่มประสิทธิภาพ การวางแผน และเครื่องมือที่ฝึกอบรม ซึ่งจะทำหน้าที่ทั้งหมดในการเป็นตัวแทนเครือข่ายกระจายไฟฟ้า (เช่น คู่เสมือนดิจิทัล หรือ Digital Twin) การรวมระบบบริหารการกระจาย (DMS) ระบบบจัดการกระแสไฟฟ้าขัดข้อง และระบบควบคุมและประมวลผลข้อมูลแบบรวมศูนย์ หรือ SCADA ไว้ในโซลูชันเดียว โดยจะช่วยให้หน่วยงานด้านสาธารณูปโภคได้รับประโยชน์สูงสุดจากสมาร์ทกริด หรือโครงข่ายอัจฉริยะที่ก้าวหน้า

โฮเซ่ ริโอ บลองโก จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังได้อธิบายต่อถึงแพลตฟอร์ม ADMS …

แพลตฟอร์ม ADMS จะทำหน้าที่จัดการโมเดลเครือข่ายการกระจายไฟฟ้าแบบบูรณาการ รวมถึงสินทรัพย์ต่างๆ ด้วยการเผยแพร่และรับข้อมูลจากระบบงานภายนอก..ด้วยองค์ประกอบ DER หรือแหล่งพลังงานแบบกระจายศูนย์ ที่กระจายตัวอยู่ในเครือข่ายกระจายไฟฟ้า เช่นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่กระจายตัวอยู่ตามที่ต่างๆ ระบบจัดเก็บ ยานยนต์ระบบไฟฟ้า และไมโครกริดต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์ในฝั่งผู้ใช้งาน เช่น บ้านอัจฉริยะ โปรแกรมตอบสนองความต้องการใช้งาน ตัวแทนคนกลางรายใหม่ๆ ในตลาดที่มีการควบคุมกำกับดูแล จึงทำให้แพลตฟอร์ม ADMS กลายเป็นเสาหลักที่เป็นพื้นฐานการดำเนินการทุกวันสำหรับตัวแทนจำหน่าย

สุดท้าย โซลูชัน ADMS จะค่อยๆ รวมเรื่องการวิเคราะห์ และฟีเจอร์แมชชีนเลิร์นนิ่งเข้ามา โดยจะช่วยเพิ่มความสามารถให้กับขั้นตอนการประมวลผลแบบดั้งเดิมที่ใช้ในการจำลองสถานการณ์และวางแผน รวมถึงขั้นตอนการประมวลผลในระบบออนไลน์เพื่อปรับการดำเนินงานได้เหมาะสมเต็มประสิทธิภาพ

เป้าหมายของการลดการเกิดคาร์บอนจะบรรลุได้ด้วยการมีมุมมองที่ชัดเจนเกี่ยวกับระบบงานในปัจจุบันและมุมมองในการนำไปปฏิบัติสำหรับอนาคต การนำประโยชน์ของ ADMS มาเชื่อมโยงกับธุรกิจและการดำเนินงาน นอกจากจะช่วยปรับปรุงการบริหารจัดการกริดในภาพรวมแล้ว ยังช่วยผลักดันสู่การปฏิรูปที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทีละน้อยได้ในที่สุด

ขยายการใช้งานสินทรัพย์ที่มีอยู่ได้สูงสุด

การปฏิรูปสู่ดิจิทัล ไม่ใช่เป็นเรื่องของคำว่ามากขึ้นเพียงอย่างเดียว ไม่ได้พูดถึงการเพิ่มแหล่งพลังงานมากขึ้น หรือสินทรัพย์มากขึ้นเสมอไป แต่ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีอยู่ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้การกระจายพลังงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและให้ผลลัพธ์สู่เป้าหมายของการลดก๊าซเรือนกระจกในภาพรวม

การปรับระบบบริหารจัดการสินทรัพย์เป็นดิจิทัล ช่วยให้หน่วยงานด้านสาธาณูปโภคที่มีเป้าหมายในการสร้างความเป็นกลางด้านคาร์บอน สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากสินทรัพย์ทั้งที่มาจากการดำเนินงาน ฝ่ายเทคนิค การเงิน และแหล่งภูมิสารสนเทศได้ดียิ่งขึ้น ฝ่ายปฏิบัติการสามารถเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นว่าจะต้องดำเนินการซ่อมบำรุงที่ไหนอย่างไร เพื่อให้หลีกเลี่ยงการเกิดไฟฟ้าขัดข้อง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและใช้ทรัพยากรในส่วนคนทำงานได้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอย่างการเกิดดาวน์ไทม์โดยไม่มีการวางแผนได้ และสามารถตรวจพบการแทรกแซงในส่วนการซ่อมบำรุงที่ราคาแพง พร้อมแก้ไขได้ทันก่อนที่จะคุกคามถึงเสถียรภาพของกริดและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค

เช่นเดียวกับคนทั่วไป ที่ไม่อยากเสียเงินไปกับการติดแผงโซลาร์ให้กับบ้านธรรมดา หน่วยงานด้านสาธารณูปโภคก็เช่นกัน ต้องมั่นใจว่าสินทรัพย์ในปัจจุบันได้รับการปรับเปลี่ยนอย่างเหมาะสมตลอดช่วงเวลาในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

สาธารณูปโภคปรับกระบวนการดำเนินงานของกริดสู่ระบบดิจิทัล เพื่อสร้างความยั่งยืน

การปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลช่วยสร้างศักยภาพในการปฏิรูปสู่ความเป็นกลางด้านคาร์บอนของอุตสาหกรรมด้านสาธารณูปโภค ซึ่งหากไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ ก็อาจจะทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านสภาพอากาศได้ ตัวอย่างต่อไปนี้จะช่วยให้เห็นภาพว่า จริงๆ แล้วการปรับกระบวนการสู่ดิจิทัลจะช่วยให้สาธารณูปโภคก้าวไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างไร

โครงการสร้างอนาคตของเมือง ในเซาเปาโล

หัวใจของโครงการสร้างอนาคตของเมือง ซึ่งเป็นโครงการของ Enel คือการสร้าง Network Digital Twin ที่แรกในอเมริกาใต้ ซึ่งคู่เสมือน หรือ Twin คือโมเดลดิจิทัลแบบ 3D ที่จำลองโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าในพื้นที่ ด้วยการใช้เซ็นเซอร์หลายพันตัวที่ติดตั้งอยู่ในกริดของจริง ซึ่งแต่ละตัวจะสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของกริดแบบเรียลไทม์ไปยังตัวแทนจำหน่ายและผู้ที่มีส่วนร่วมในพื้นที่ ท้ายที่สุดแล้ว Digital Twin จะถูกนำมาใช้สร้างการรับรู้เกี่ยวกับการใช้พลังงานและประสิทธิภาพ รวมถึงการประหยัดค่าใช้จ่าย

โครงการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการปรับเครือข่ายไฟฟ้าสู่ระบบดิจิทัล รวมถึงอาคาร และระบบโครงสร้างพื้นฐานของเมือง สามารถพัฒนาในห้องปฏิบัติการที่มีอยู่ได้ ทั้งพลเมือง ผู้ประกอบการ เทศบาลเมือง และมหาวิทยาลัย สามารถร่วมสร้างสรรค์โซลูชันนวัตกรรมที่เชื่อมต่อกับระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในพื้นที่ได้ เช่น เรื่องของโมบิลิตี้ ความปลอดภัย การลดของเสีย การรักษาความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมของเมือง

การนำประโยชน์จากเทคโนโลยีล้ำหน้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับมลรัฐเท็กซัส

Austin Energy ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของชุมชนรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 8 ในสหรัฐอเมริกา ให้บริการแก่ผู้อาศัยที่อยู่รอบเมืองหลวงของเท็กซัสนับหลายล้านราย ทั้งนี้ Austin Energy ได้นำเทคโนโลยีล้ำหน้ามาใช้ รวมถึงการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัล โดยมุ่งเป้าที่การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน สร้างโครงข่ายพลังงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น อีกทั้งช่วยปรับปรุงเรื่องความน่าเชื่อถือ

การดำเนินงานตามภารกิจ ด้วยความรู้และเข้าใจว่า ADMS สามารถช่วยให้ตัดสินใจดำเนินงานได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการผสานข้อมูลจากหลายล้านจุดรวมอยู่ในประสบการณ์ผู้ใช้เพียงจุดเดียว จึงทำให้ Austin Energy เลือกชไนเดอร์ อิเล็คทริคเป็นผู้ติดตั้งระบบ ADMS ให้

ผลลัพธ์ที่ได้ คือการปรับกระบวนการสู่ระบบดิจิทัลและระบบออโตเมชั่นที่ดียิ่งขึ้น โดยช่วยให้สาธารณูปโภคเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์และมองเห็นการดำเนินงานได้ดีขึ้น  นอกจากนี้ ADMS ยังช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของ Austin Energy ที่รวมถึงการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 55 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2025  ทั้งนี้การนำ ADMS มาปรับใช้แสดงให้เห็นถึงก้าวสำคัญที่นำไปสู่กริดที่ให้ความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น และเป็นตัวอย่างแก่หน่วยงานสาธารณูปโภคอื่นๆ ที่กำลังมุ่งไปสู่การสร้างโลกที่ให้ประสิทธิภาพด้านพลังงาน ให้ความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น

บทสรุป

ในขณะที่หลายหน่วยงานด้านสาธารณูปโภคเริ่มแถลงเป้าหมายความเป็นกลางด้านคาร์บอน ซึ่งต้องรองรับด้วยการดำเนินการที่จำเป็นเรื่องการลดการปล่อยคาร์บอน สาธารณูปโภคจำต้องเพิ่มการลงทุนในแนวทางใหม่ๆ เพื่อบริหารจัดการธุรกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบงาน พนักงาน ลูกค้าและผู้มีส่วนร่วมรายใหม่ของธุรกิจ อีกทั้งต้องมีการวางแผนการสำหรับอนาคตคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ ยังต้องปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินให้ได้ภายใน 2030 รวมถึงทบทวนแผนงานในการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซแห่งใหม่ พร้อมให้การสนับสนุนพลังงานสะอาดให้เร็วยิ่งขึ้น

แนวทางใหม่ๆ และเทคโนโลยีดิจิทัล จะช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการกริดได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น พร้อมปรับปรุงการบริการและความน่าเชื่อถือสำหรับผู้บริโภคเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมต่อไป เพื่อให้ net zero กลายเป็นจริงขึ้นมาได้

Tags: ADMSdigital gridoutage management

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ร่วมด้วยช่วยอาคารแสดงประเทศไทย สร้างโอกาสใหม่ในงาน World Expo 2020 Dubai

อีกไม่กี่เดือน นานาประเทศจะได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้นผ่าน อาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ในนิทรรศการระดับโลก World Expo 2020 Dubai ที่จะมีขึ้น ณ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2564 – 31 มีนาคม 2565 แต่ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กลับทำให้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) หน่วยงานภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะผู้รับมอบหมายดำเนินงานกำลังประสบปัญหาครั้งใหญ่ด้านงบประมาณ

“ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์” ผู้อำนวยการใหญ่ depa กล่าวว่า การที่คณะรัฐมนตรีเล็งเห็นความสำคัญ และมอบหมายให้หน่วยงานเล็ก ๆ อย่าง depa รับผิดชอบงานระดับโลกอย่าง World Expo นั้นนับเป็นเกียรติและความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่ออาคารแสดงประเทศไทยได้รับความนิยมจากบุคคลสำคัญระดับประเทศ รวมถึงบรรดาผู้เข้าชมงานเป็นอันดับต้น ๆ ทุกครั้งของการจัดงาน

ความท้าทายแรกของการจัดงานครั้งนี้คือ งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรอย่างจำกัด และเมื่อการระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้การจัดงานต้องเลื่อนจากกำหนดการเดิมถึง 1 ปีเต็ม เกิดค่าใช้จ่ายจำเป็นเพิ่มกว่า 12 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าตรวจสอบดูแลอาคารและระบบ ค่าดูแลโครงสร้างและอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย/ความสะอาด ค่าเช่าโกดังเก็บอุปกรณ์และชิ้นงาน รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านมาตรการสาธารณสุขตามระเบียบของประเทศเจ้าภาพ

“เราเข้าใจดีว่าสถานการณ์ของประเทศมีความจำเป็นเร่งด่วนหลายประการ ทำให้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการจัดสรรอย่างที่ควรจะเป็นในเวลาปกติ แต่ความท้าทายนั้นไม่ทำให้สั่นคลอน depa ยังมุ่งเตรียมงาน เพื่อเนรมิต Thailand Pavilion ให้มีความพร้อมในการแสดงศักยภาพของไทยสู่สายตาชาวโลกไปกับแนวคิด ‘Mobility for the Future การขับเคลื่อนสู่อนาคต’ ควบคู่การหาพันธมิตรและผู้มีความประสงค์ร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรม ด้วยความหวังที่จะจับมือนำพาประเทศไทยไปสู่โอกาสในการฟื้นฟูและต่อยอดเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลจากงานดังกล่าว” หัวเรือใหญ่ ดีป้า กล่าว

สำหรับผู้มีความประสงค์ที่จะสนับสนุนเงินทุนสำหรับการจัดกิจกรรมใน อาคารแสดงประเทศไทย ในงาน World Expo 2020 Dubai สามารถร่วมด้วยช่วยกันได้ ผ่านบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว ชื่อบัญชี สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เลขที่บัญชี 690-0-75888-6 ไม่จำกัดวงเงินขั้นต่ำ ตั้งแต่วันนี้ – 30 กรกฎาคม 2564 และสามารถดาวน์โหลดเอกสารยืนยันการสนับสนุนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ได้ที่ www.depa.or.th/expo2020support


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ZTE โชว์นวัตกรรมใหม่ล่าสุด ในงาน Mobile World Congress 2021

ZTE Corporation ผู้ให้บริการรายใหญ่ระดับสากล ด้านเทคโนโลยีโทรคมนาคมระดับองค์กร และเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตบนมือถือ เข้าร่วมจัดแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยี ว่าด้วยหัวข้อ “Empowering Digital Transformation” ในงาน Mobile World Congress 2021 โดยนำเสนอ ICT โซลูชั่นใหม่ล่าสุด พร้อมระบบปฏิบัติการ ผ่านนิทรรศการ 3 ส่วน ได้แก่ “Efficient Digital Connecting”, “Diversified Digital Industry” และ “Enriched Digital Lifestyle” ระหว่าง 28 มิถุนายน ถึง 1 กรกฎาคม ณ กรุงบาร์เซโลนา ประเทศสเปน

ZTE Corporation ยังได้เป็นเจ้าภาพในการถ่ายทอดสด ผ่านเว็บไซต์การจัดงาน MWC เพื่อให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ และ ผู้เยี่ยมชมออนไลน์ทั่วโลก ได้รับชมการจัดแสดงงาน MWC ด้วยคุณภาพที่ยอดเยี่ยม โดยมุ่งสร้างเครือข่ายดิจิทัลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย และชาญฉลาด

นายซวี จื้อหยาง กรรมการผู้จัดการ บริษัทZTE CORPORATION กล่าวว่า “ ZTE Corporation มุ่งมั่นที่จะสร้างเครือข่ายดิจิทัลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย และชาญฉลาด ZTE ได้แสดงโซลูชั่นใหม่ล่าสุดของ 5G SA และเครือข่ายออปติกทั้งหมดในงาน MWC 2021 สำหรับเครือข่ายไร้สาย ZTE ช่วยให้ผู้ให้บริการดำเนินการปรับปรุงเครือข่ายให้ทันสมัยและวิวัฒนาการ 5G ได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านไซต์ที่เรียบง่าย การแบ่งปันสเปกตรัมไดนามิกสเปกตรัมแบบไดนามิก SuperDSS แบบสามโหมดที่ไม่เหมือนใครของอุตสาหกรรม ตลอดจนผลิตภัณฑ์ FDD Massive MIMO รุ่นใหม่ที่เปิดตัวภายในงาน ในขณะเดียวกัน ด้วยข้อดี 3 ประการ โดยเฉพาะ ประสบการณ์ในการจัดส่งขนาดใหญ่แบบ end-to-end ชุดโซลูชันที่เป็นนวัตกรรม และความสามารถในการเสริมศักยภาพของอุตสาหกรรม ทำให้ ZTE สามารถนำเสนอเครือข่าย 5G SA ที่เหนือกว่าสำหรับผู้ให้บริการ

สำหรับเครือข่ายแบบมีสาย ZTE ได้มอบประสบการณ์บรอดแบนด์ที่ยอดเยี่ยมผ่านเครือข่ายออปติกทั้งหมด ในด้านการเข้าถึงด้วยแสง ZTE ได้ให้บริการ 1 ใน 4 ของสมาชิก FTTx ทั่วโลกด้วยผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่ล้ำสมัยเพื่ออำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนแปลงด้านออปติคัลทั่วโลก

ยิ่งไปกว่านั้น ด้านเครือข่ายการขนส่งทางแสง ได้มีการวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ผ่านนวัตกรรมทางเทคนิคในสามทิศทาง คือ อัพเกรดแบนด์วิดธ์ สร้างโครงสร้างใหม่ และ เปลี่ยนแปลงบริการ อาทิ ผลิตภัณฑ์ 1.2T ความยาวคลื่นเดี่ยวรายแรกของอุตสาหกรรมสามารถบรรลุประสิทธิภาพการส่งสัญญาณสูงสุด

นอกจากนี้ ZTE ยังได้จัดหาโซลูชั่นเครือข่ายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร เพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถประหยัดพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งช่วยประหยัดการใช้พลังงานได้มากกว่า 1.3 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงในแต่ละปีสำหรับลูกค้าทั่วโลก รวมไปถึง แพลตฟอร์มการทำงานอัจฉริยะ AIVO 3.0 ล่าสุดยังรวมบิ๊กดาต้าและเทคโนโลยี AI เพื่อใช้งานเครือข่ายอัจฉริยะ ลดต้นทุนและปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างมาก ในแง่ของความปลอดภัยทางไซเบอร์ ZTE ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการความปลอดภัยแบบเปิดสามแห่งทั่วโลก และผ่านการรับรองความปลอดภัยชั้นนำในอุตสาหกรรมเพื่อรับรองความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของแต่ละเครือข่าย

มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลด้วยการบรรจบกันของ ICT

ZTE ยังได้เปิดตัวโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์อย่างเต็มรูปแบบ ในงาน MWC โดยเป็นโซลูชันเครือข่ายส่วนตัว 5G ที่ปรับแต่งได้ และการรับส่งข้อความในยุค 5G ซึ่งช่วยผู้ให้บริการเสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมและบรรลุการเปลี่ยนแปลงจากผู้ให้บริการด้านการสื่อสารไปสู่ผู้ให้บริการดิจิทัล

ในส่วนของ โครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ ZTE ได้รวมระบบคลาวด์แบบกระจายขอบเข้ากับเครือข่ายที่ให้บริการโดยเทคโนโลยีไอทีและ CT และได้ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการเพื่อเพิ่มการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของอุตสาหกรรมผ่านส่วนประกอบโมดูลที่ยืดหยุ่น สำหรับเครือข่ายส่วนตัวขององค์กร ZTE มีชุดผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมที่สุด การปรับแต่ง SLA ที่แม่นยำ และการจัดส่งแบบครบวงจร ซึ่งอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและการยกระดับอุตสาหกรรม และมอบโมเดลธุรกิจใหม่สำหรับผู้ให้บริการในการสำรวจตลาด ToB

ในขณะเดียวกัน ZTE ซึ่งใช้แพลตฟอร์ม Messaging ใหม่ในยุค 5G ช่วยให้ผู้ให้บริการปรับปรุงอัตราการแปลงธุรกิจและประสิทธิภาพการบริการสำหรับอุตสาหกรรมแนวตั้ง ด้วยการชาร์จแบบ B2B ที่หลากหลาย ผู้ให้บริการสามารถควบคุมจุดเชื่อมต่อการรับส่งข้อมูลผ่านมือถือได้อีกครั้งและเพิ่มรายได้จากตลาด ToB

แนวทางปฏิบัติในการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล ZTE ได้สร้างโมเดลคิวบ์ดิจิทัล

ณ เมืองเซินหัว ZTE ได้ใช้เทคโนโลยี “การผลิตอัจฉริยะ 5G+” เพื่อช่วยยกระดับธุรกิจเคมีแบบดั้งเดิมแบบดิจิทัล ในเมืองปินเจียง หนานจิง ZTE ได้สร้างมาตรฐานสำหรับการผลิตอัจฉริยะ 5G โดยตระหนักถึง 5G และระบบอัตโนมัติในกระบวนการผลิตทั้งหมด และในประเทศไทย ZTE นำ ปินเจียงโมเดล มาใช้ โดยร่วมกับ AIS และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้ช่วยให้อุตสาหกรรมการผลิตของประเทศไทยก้าวไปสู่การพัฒนาดิจิทัล สมาร์ท เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และคาร์บอนต่ำ ที่ท่าเรือ Antwerp ประเทศเบลเยียม การแยกส่วนเครือข่าย 5G E2E ของ ZTE พร้อมกันได้เสริมศักยภาพความต้องการเครือข่ายส่วนบุคคลของบริษัทใน 5 มิติแนวตั้งที่แตกต่างกัน ในโคลอมเบีย ZTE ได้ให้บริการโซลูชั่นการแพทย์ทางไกล E2E 5G ซึ่งช่วยให้โรงพยาบาลในท้องถิ่นลดเวลาการติดต่อระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยระหว่างการระบาดใหญ่ ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อข้ามสายพันธุ์ และลดเวลาในการวินิจฉัยโรคได้ถึง 35% กล่าวได้ว่า ขณะนี้ ZTE ได้ร่วมมือกับโอเปอเรเตอร์ จำนวนมากกว่า 90 รายและพันธมิตรกว่า 500 รายทั่วโลก” นายซวี จื้อหยาง กล่าวในที่สุด


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Pandora กระตุ้นยอดขายออนไลน์ ทรานส์ฟอร์มระบบออมนิแชนแนลอีคอมเมิร์ซทั่วโลก ด้วยไอบีเอ็ม สเตอร์ลิง ซัพพลายเชน

ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) และแพนดอร่า (NASDAQ: PNDORA) ดีไซเนอร์ ผู้ผลิต และผู้ทำตลาดเครื่องประดับแบบประกอบด้วยมือ (hand-finished) ชั้นนำ ร่วมกันพลิกโฉมและขยายศักยภาพระบบออมนิแชนแนลอีคอมเมิร์ซทั่วโลกด้วย IBM Sterling Order Managementช่วยให้แพนดอร่าซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์จิวเวลรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกสามารถเพิ่มยอดขายออนไลน์เป็นเท่าตัวในปี 2563 อีกทั้งยังสร้างมิติใหม่ก้าวนำอุตสาหกรรมเครื่องประดับด้วยมุมมองข้อมูลสินค้าคลังสินค้าแบบเรียลไทม์เพื่อให้สามารถบริหารจัดการดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แพนดอร่าให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า และได้นำ IBM Sterling Order Management เข้ามาช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นปรับตัวได้รวดเร็วให้กับระบบซัพพลายเชน เสริมความคล่องตัวให้กับธุรกิจของบริษัท รวมถึงช่วยให้บริษัทสามารถรับมือกับดิสรัปชันและลดความเสี่ยง การออโตเมทคำสั่งซื้อจากทุกช่องทางการขายมากขึ้น ทำให้แพนดอร่าสามารถปรับปรุงระบบปฏิบัติการซัพพลายเชนให้มีความยั่งยืนและยืดหยุ่นฟื้นตัวเร็ว พร้อมด้วยการขนส่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แพนดอร่าได้ลงทุนอย่างจริงจังในเรื่องเครื่องมือดิจิทัลและข้อมูล โดยได้ผนวกรวมเทคโนโลยีมากมายที่มี และทำให้ระบบมีความซับซ้อนน้อยลงแต่ทันสมัยมากขึ้น ลดช่องว่างระหว่างเทคโนโลยีช่องทางการขายดิจิทัลและร้านค้า และลดช่องว่างที่มีกับลูกค้าลง” นายจิม ครูกแชงค์ รองประธานด้าน Digital Development และ Retail Technology ของแพนดอร่า กล่าว “พันธกิจของเราคือการสร้างประสบการณ์ส่วนบุคคล และเราได้เดินหน้าปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ด้วย IBM Sterling และ Salesforce เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัลใหม่ๆ ที่สามารถปรับตามความชอบของแต่ละบุคคล ปรับรูปแบบตามโลเคชันที่ลูกค้าอยู่ รวมถึงเชื่อมต่อในทุกช่องทางและทุกตลาด”

การเข้าสู่อีคอมเมิร์ซในช่วงกว่าหกปีที่ผ่านมานำสู่ก้าวย่างในการผนวกรวมเทคโนโลยีที่เป็นเลกาซีต่างๆ เข้าด้วยกัน รวมถึงการใช้โซลูชันบริหารจัดการคำสั่งซื้อใหม่ในทุกตลาดหลัก โดยใช้ IBM Sterling Order Management เป็นแบ็คเอนด์สำหรับระบบคลัง แพ็ค และจัดส่งสินค้าหรือฟูลฟิลเมนท์แบบออมนิแชนแนล และใช้ Salesforce Commerce Cloud สำหรับระบบอีคอมเมิร์ซ ซึ่งช่วยให้แพนดอร่าสามารถสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งแบบไม่มีสะดุดได้ในทุกช่องทาง การออโตเมทกระบวนการสั่งซื้อต่างๆ ทำให้พนักงานขายหน้าร้านและเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าเวอร์ชวลสามารถเห็นสถานะของสินค้าคงคลัง คำสั่งซื้อ และสถานะการจัดส่งแบบเอนด์ทูเอนด์ นำสู่ความสามารถในการตอบโจทย์ความคาดหวังของลูกค้า

แพนดอร่ายังได้จัดตั้งดิจิทัลฮับในเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ค ที่มีทีมดิจิทัล ดาต้า และเทคโนโลยี เป็นกำลังสำคัญในการติดตั้งระบบอย่างรวดเร็วในแบบรีโมททั้งหมด เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดทำให้แพนดอร่าจำเป็นต้องปิดสาขาส่วนใหญ่จากทั้งหมด 2,700 สาขาชั่วคราว การลงทุนด้านดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบซัพพลายเชนจึงเป็นกลจักรสำคัญที่นำสู่ความสำเร็จชองธุรกิจอีคอมเมิร์ซของบริษัท โดยนอกเหนือจากทางเลือก go-to fulfillment ต่างๆ ที่ธุรกิจค้าปลีกจำนวนมากเสนอให้กับลูกค้า อาทิ การซื้อออนไลน์และรับของที่ร้าน (buy online pickup in store: BOPIS) และการเปิดให้ลูกค้าค้นหาสินค้าที่ไม่มีในสต็อกหรือไม่ได้วางขายที่หน้าร้านนั้นๆ แล้วจัดส่งให้ลูกค้าที่บ้านในภายหลัง (endless aisle) แล้ว แพนดอร่ายังได้นำเสนอทางเลือกที่ก้าวล้ำกว่าเพื่อมัดใจลูกค้ามากขึ้น อย่างการเข้าคิวร้านค้าเวอร์ชวลและการลองสินค้าแบบเวอร์ชวลผ่านเทคโนโลยี augmented reality (AR)

“ดิสรัปชันทั่วโลกที่ทุกอุตสาหกรรมต้องเผชิญเนื่องด้วยการค้าในทุกรูปแบบได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด กลายเป็นความท้าทายโดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่ระบบบริหารจัดการการกระจายคำสั่งซื้อขาดการเชื่อมต่อและมีข้อจำกัดในการสเกล” นายจอร์แดน สเปียร์ Research Manager ด้าน Global Supply Chain จาก IDC Retail Insights กล่าว “จุดอ่อนตรงนี้ยิ่งผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยีก้าวล้ำมาใช้เร็วขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถตอบสนองต่อพลวัตที่ผันผวนของผู้บริโภคได้ดีขึ้น องค์กรต่างกำลังมองหาเครื่องมือใหม่ที่จะตอบโจทย์ด้านความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพของระบบซัพพลายเชนได้ในระดับที่ต้องการ และเอื้อการปฏิสัมพันธ์แบบเวอร์ชวลไปด้วยในขณะเดียวกัน เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ดีมานด์ที่เปลี่ยนไป”

การที่แพนดอร่าสามารถเห็นรายละเอียดคำสั่งซื้อและรายการสั่งซื้อที่รออยู่ รวมถึงสามารถบริหารจัดการระบบคลังสินค้าได้แบบเกือบเรียลไทม์ นำสู่มุมมองเชิงลึกที่ดีขึ้นของทั้งระบบซัพพลายเชน ตั้งแต่โซลูชันการบริหารจัดการคลังสินค้า ระบบอีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงศูนย์บริการลูกค้า พร้อมด้วยการเสริมออโตเมชันเพิ่มขึ้นให้กับบริการ self-service และการใช้แชตบ็อทช่วยส่วนงานสนับสนุนลูกค้าในเวลาที่แพนดอร่ามีปริมาณคำสั่งซื้อพุ่งสูงมากๆ

“เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภค ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงและจะยังคงปรับเปลี่ยนต่อไป ในขณะที่ธุรกิจเองก็ต้องปรับตัวรับความชอบและความต้องการใหม่ๆ เหล่านี้ให้ได้อย่างรวดเร็ว และเพื่อตอบรับการปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนี้ ธุรกิจค้าปลีกชั้นนำอย่างแพนดอร่าได้เลือกที่จะนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจ ผ่านการนำเอไอและคลาวด์มาใช้เพื่อเสริมศักยภาพและความสามารถในการสเกลให้กับงานปฏิบัติการด้านซัพพลายเชน” นายคารีม ยูซุฟ กรรมการผู้จัดการ ด้าน AI Applications และ Blockchain ของไอบีเอ็ม กล่าว “สิ่งที่แพนดอร่าทำแสดงให้เราเห็นว่า ธุรกิจจะยังสามารถเดินหน้าสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ หากผู้บริหารด้านธุรกิจและเทคโนโลยีพยายามมองหาแนวทางใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับลูกค้า ทั้งเพื่อลดความเสี่ยงและเร่งการเติบโต และเพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องถูกดิสรัปท์”

เรียนรู้ประสบการณ์ออมนิแชนแนลของแพนดอร่าแบบละเอียด ว่าบริษัทฯ สามารถเดินหน้าแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ท่ามกลางหนึ่งในดิสรัปชันด้านซัพพลายเชนครั้งใหญ่ของโลกได้อย่างไร จากคีย์โน้ตงาน THINK 2021


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

บริการใหม่ล่าสุด “OfficeMate x GrabMart สั่งด่วน ส่งไว” ภายใน 25 นาที

ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จับมือกับ GrabMart ตอบรับเทรนด์จัดซื้อวิถีใหม่สไตล์ New Normal  เพิ่มบริการใหม่ล่าสุด “OfficeMate x GrabMart  สั่งด่วน ส่งไว” ให้คุณสั่งซื้อสินค้าอุปกรณ์สำนักงานจากร้านออฟฟิศเมทได้ทุกวัน  ครอบคลุม 30 จังหวัดทั่วไทย  โดยมีสินค้าให้เลือกช้อปกว่า 1,000 รายการ  ผ่านบริการ GrabMart บนแอปพลิเคชั่น Grab พร้อมจัดส่งไวถึงมือคุณภายใน 25 นาที* โดยจัดส่งผ่าน GrabMart  บริการส่งฟรี 3 กม. แรก และเพื่อฉลองครบรอบ 26 ปี ในเดือนมิถุนายน 2564 นี้  ออฟฟิศเมทขอมอบโปรโมชั่นสุดพิเศษ  นอกจากจะมีสินค้าลดสูงสุดถึง 61% แล้ว  เราขอมอบโค้ด “OFM26” ให้ส่วนลดเพิ่มอีก 26% เพียงช้อปครบ 500.- บาท/ใบเสร็จ รับทันทีส่วนลดเพิ่มสูงสุด 150.-/ใบเสร็จ (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)
นางสาวจิตรลดา หาญวรวงศ์ชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล  จับมือ นางสาวสุขุมาลย์ เลิศปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์และบริหารพาร์ทเนอร์ร้านค้าแกร็บ ประเทศไทย เปิดตัวบริการใหม่ล่าสุด “OfficeMate x GrabMart  สั่งด่วน ส่งไว” ภายใน 25 นาที* บริการส่งฟรี 3 กิโลเมตรแรก (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)  โดยได้เล็งเห็นถึงช่องทางการสั่งซื้อสินค้าแบบ New Normal ที่เป็นตัวช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าภาคธุรกิจและพนักงานที่ WorkFromHome สามารถเลือกสั่งซื้อสินค้าอุปกรณ์สำนักงานมากกว่า 1,000 รายการ และต้องการสินค้าในเวลารวดเร็ว  โดยกดเลือกสินค้าของออฟฟิศเมท ผ่านบริการ GrabMart บนแอปพลิเคชั่น Grab ได้ง่ายๆ แล้วรอรับสินค้าภายใน 25 นาที* ทั้งนี้ทุกออเดอร์สามารถสะสมคะแนน The1 และออกใบกำกับภาษีได้ตามความต้องการ

พิเศษ!… วันนี้ – 31 ก.ค. 64  รับส่วนลด On Top ฉลองออฟฟิศเมทครบรอบ 26 ปี เพียงใส่โค้ดส่วนลด “OFM26” รับส่วนลด 26% เมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ จำกัดส่วนลดสูงสุด 150 บาท/ใบเสร็จ จำกัด 100 สิทธิ์ต่อวัน* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)

สินค้าอุปกรณ์สำนักงานจากออฟฟิศเมท ที่สามารถสั่งซื้อจาก GrabMart อาทิ
• อุปกรณ์ไอที หมึกพิมพ์ ปริ้นเตอร์ เมาส์ คีย์บอร์ด ถ่านแบตเตอรี่ ปลั๊กไฟ เครื่องคิดเลข เครื่องสำรองไฟ เครื่องทำลายเอกสาร เครื่องฟอกอากาศ และ External Harddisk
• เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน กระดาษถ่ายเอกสาร โพสต์-อิท สมุดบัญชี บิลเงินสด แฟ้มใส่เอกสาร ตู้เอกสาร เทปปิดกล่อง และกล่องพัสดุ
• อุปกรณ์ทำความสะอาดและสินค้าสุขอนามัย หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ กระดาษชำระ
• เก้าอี้ทำงานหลายแบบหลายสไตล์ ลดสูงสุด 61%

พื้นที่ครอบคลุมการให้บริการจัดส่งผ่าน GrabMart กว่า 30 จังหวัดทั่วไทย ได้แก่    กรุงเทพหานคร นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สระบุรี ระยอง เพชรบุรี กาญจนบุรี นครราชสีมา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ อุดรธานี ขอนแก่น หนองคาย พิษณุโลก ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สงขลา กระบี่ ตรัง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ OfficeMate Contact Center 1281
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กองกลาง มจพ. จัดโครงการโลว์คาร์บอน (Low Carbon) ด้วย “ต้นไม้ฟอกอากาศ” รูปแบบออนไลน์

อาจารย์ ดร.สราวุฒิ สืบแย้ม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการคลังและกิจการทั่วไป มจพ. กล่าวเปิดงาน โครงการโลว์คาร์บอน (Low Carbon) ด้วย “ต้นไม้ฟอกอากาศ” และการมอบนโยบายการพัฒนาสำนักงานสีเขียวตามประกาศกองกลาง เรื่อง การส่งเสริมการจัดการด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2564 โดยนางจารุวรรณ ศรีพงษ์พันธุ์กุล ผู้อำนวยการกองกลาง จากนั้นเป็นการบรรยายพิเศษ เรื่อง โลว์คาร์บอน (LOW CARBON) โดยผศ.ดร. ณัฐพงศ์ มกระธัช ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมและกายภาพ ปิดท้ายด้วยพิธีมอบ “ต้นไม้ฟอกอากาศ” อาทิ ต้นรวย ไม่เลิก เศรษฐีพันล้าน ช้อนเงิน ช้อนทอง หัวใจทศกัณฑ์ เป็นต้น โครงการโลว์คาร์บอน (Low Carbon) เป็นบูรณาการเข้ากับโครงการของมหาวิทยาลัยตามคำรับรองการปฏิบัติงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 และโครงการของสำนักงานอธิการบดี ดำเนินการโดยคณะกรรมการพัฒนาสำนักงานอธิการบดีสู่มหาวิทยาลัยสีเขียวซึ่งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการจัดการด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม กองกลาง เข้ามาทำหน้าที่และเป็นตัวแทนของกองกลางในการส่งเสริมให้กองกลางมีการบริหารจัดการที่ดี มีประสิทธิภาพภายใต้กรอบนโยบาย และแนวคิดการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และการประหยัดพลังงาน ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า มีการบูรณาการด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมเข้าไปในกระบวนการทำงาน รวมไปถึงแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และเสริมสร้างแรงจูงใจร่วมกัน ตลอดจนการส่งเสริมให้ทุกกลุ่มงาน ในสังกัดกองกลาง นำกิจกรรมการส่งเสริมการจัดการด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติภารกิจได้ ซึ่งการดำเนินกิจกรรมตามแผนการพัฒนาสำนักงานสีเขียวตามประกาศกองกลางในวันที่ 24 มิถุนายน 2564 ณ ห้องประชุม 215 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์สุดยิ่งใหญ่ Technology Day 2021

MSC ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์สุดยิ่งใหญ่ “Technology Day 2021” ในวันอังคารที่ 20 กรกฎาคม 2564 เวลา 13.00 – 15.00 น.

อยากจะสร้างหรือธุรกิจของคุณให้แข็งแกร่ง และเป็นจริงหรือไม่?

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์โซลูชั่น แผนก Design & Engineering Solutions (DES) ผู้จัดจำหน่ายซอฟแวร์ และเป็นที่ปรึกษาด้านโปรแกรมการออกแบบงาน 3 มิติ (3DEXPERIENCE SOLIDWORKS), เครื่องพิมพ์ 3 มิติ (Ultimaker) และรวมถึงด้าน Internet of things (IoT) เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

MSC จัดงานสัมมนาออนไลน์ (ผ่าน Microsoft Teams) “Technology Day 2021” ในวันอังคารที่ 20 กรกฎาคม 2564 เวลา 13.00 – 15.00 น. ภายใต้หัวข้อ “Tech Insight of The New Era” เจาะลึกนวัตกรรมยุคใหม่ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ต่อยอดธุรกิจตอบโจทย์การยกระดับศักยภาพของธุรกิจ และประสิทธิภาพการทำงานใน 4 มิติ

– เจาะลึก นวัตกรรมในส่วน Design Engineer กับช่วง “An Improved Tomorrow on The Cloud”
– เจาะลึก นวัตกรรมในส่วน 3D Printing กับช่วง “3DPrint Workgroup Integration New Workstyle 3DPrint Transformation”
– Update นวัตกรรมในส่วน Hardware Solutions กับช่วง “Hardware Update by Dell Technologies”
– เจาะลึก นวัตกรรมในส่วน Internet of things กับช่วง “Freewave’s Newest Remote Operations Innovation”

:Agenda :

13.00-13.10 น. Welcome & Opening by DES
13.10-13.40 น. An Improved Tomorrow on The Cloud
13.40-14.10 น. 3DPrint Workgroup Integration – New Workstyle 3DPrint Transformation
14.10-14.40 น. Hardware Update by Dell Technologies
14.40-15.10 น. Freewave’s Newest Remote Operations Innovation

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี!! ได้ทันทีที่ : https://bit.ly/35IzhjL

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-089-4145
Facebook “Metro SOLIDWORKS” : https://web.facebook.com/metrosolidworks
YouTube “Metro SOLIDWORKS” : https://www.youtube.com/metrosolidworks
Website https://metrosystems-des.com/
Instagram “solidworks_metrosystems” : https://www.instagram.com/solidworks_metrosystems/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ย มอบซิมการ์ดพัฒนาฝีมือแรงงานออนไลน์ ช่วยเหลือแรงงานคนพิการและกลุ่มเปราะบาง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

บรรยายภาพ ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (ที่ 4 จากซ้าย) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน รับมอบซิมแรงงานจากนายอาเบล เติ้ง (กลาง) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีหม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ (ที่ 2 จากซ้าย) ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล (ที่ 4 จากขวา) รองปลัดกระทรวงแรงงาน นางสาวจิราภรณ์ ปุญญฤทธิ์ (ที่ 3 จากขวา) รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และนายชูศักดิ์ จันทยานนท์ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยตัวแทนผู้พิการและกลุ่มเปราะบาง ร่วมเป็นสักขีพยาน

กรุงเทพฯ/21 มิถุนายน 2564 — บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด มอบซิมการ์ดพัฒนาฝีมือแรงงานออนไลน์ จำนวน 500 ชุด ให้แก่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่แรงงานคนพิการและกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

การบริจาคซิมการ์ดนี้จะช่วยให้แรงงานคนพิการในทุกสาขาอาชีพและกลุ่มเปราะบาง สามารถฝึกอบรมทักษะฝีมือแรงงานกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานผ่านระบบออนไลน์ สอดคล้องกับแผนพัฒนาทักษะอาชีพของกระทรวงฯ โดยหัวเว่ยมุ่งหวังสนับสนุนให้ผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น การมอบซิมแรงงานนี้ช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ในราคาย่อมเยา มอบโอกาสในการศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ ได้จากโลกดิจิทัล พร้อมเชื่อมโยงผู้เรียนกับครูผู้สอนในห้องเรียนเสมือนทางออนไลน์ได้

โครงการนี้ยังย้ำให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างหัวเว่ยและรัฐบาลไทย ในการสนับสนุนการศึกษาด้านดิจิทัลที่เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง และส่งเสริมการพัฒนาทักษะไอที การสร้างงานซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาด ตลอดจนการสร้างสรรค์อีโคซิสเต็มด้านบุคลากรไอซีทีอันจะช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ยุค 4.0 อย่างสมบูรณ์

ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวในงานแถลงข่าวซึ่งจัดขึ้นที่กระทรวงแรงงาน เน้นย้ำถึงนโยบายของรัฐบาลในการจัดหลักสูตรฝึกอบรมทักษะออนไลน์ให้แก่กลุ่มเปราะบางในสังคมว่า “คนพิการและผู้ที่ต้องตกงานจากสถานการณ์โควิด สามารถใช้เวลาในช่วงนี้เพื่อเสริมทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อนำไปสู่การสร้างและการจ้างงานที่มีคุณค่าสูงและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้” เธอกล่าว “ดิฉันขอขอบคุณบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ให้การสนับสนุนแรงงานคนพิการและกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถนำซิมการ์ดดังกล่าวไปใช้ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อให้ได้รับความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ ซึ่งจะช่วยสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่เข้มแข็งได้”

นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราได้ทำงานประสานกับกระทรวงแรงงานมาโดยตลอด เพื่อให้ความช่วยเหลือที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่มในยุคดิจิทัล การพัฒนาทักษะสามารถช่วยแก้ไขความท้าทายหลายรูปแบบ เพราะจะช่วยให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอีโคซิสเต็มด้านดิจิทัล เราเชื่อว่า ในโลกดิจิทัล ไม่ควรมีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ดังนั้น เราจึงทุ่มเทสนับสนุนโครงการ ที่ช่วยสร้างบุคลากรด้านไอทีเพื่อรองรับอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้เปราะบาง เพื่อให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้เช่นกัน”

จากสถานการณ์การแพร่ระบาด หัวเว่ยมุ่งเน้นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงโลกดิจิทัลแก่คนจำนวนมากขึ้น ผ่านการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ที่จะช่วยให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในสังคมดิจิทัลได้ และการมอบซิมแรงงานก็เป็นเครื่องยืนยันภารกิจของหัวเว่ยที่มีมายาวนาน ที่อยากเห็นคนไทยทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล และมีบุคลากรเก่ง ๆ ด้านดิจิทัลที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดที่กำลังโตขึ้นได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนการสู้กับโควิด-19 และช่วยให้คนไทยปลอดภัยจากการติดเชื้อ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ยังได้บริจาคเจลล้างมือ หน้ากากอนามัย และอุปกรณ์ป้องกันโควิด-19 ต่าง ๆ ให้แก่กระทรวงแรงงาน หัวเว่ยหวังที่จะช่วยเหลือแรงงานไทยให้มีสุขภาพแข็งแรง และมีงานทำ และลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสในที่ทำงาน

ในฐานะผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีและสมาร์ทดีไวซ์ ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 22 ปี หัวเว่ยเข้าไปมีส่วนร่วมในการผลักดันการทรานสฟอร์มไปสู่ระบบดิจิทัลของประเทศไทย บริษัทได้ทุ่มเทให้กับการมอบคุณค่าทางสังคมให้สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง และช่วยบ่มเพาะบุคลากรด้านดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศโดยเฉพาะในยุคนิวนอร์มอล หัวเว่ยได้ริเริ่มโครงการสถาบันหัวเว่ย อาเซียน อะแคเดมี่ (ประเทศไทย) หรือ Huawei ASEAN Academy (Thailand) โดยมีเป้าหมายที่จะผลิตบุคลากรด้านไอซีทีให้ได้ 50,000 คน ในระยะเวลาห้าปี โดยเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2563 ตามนโยบายการสร้างงานระยะยาวของกระทรวงแรงงาน หัวเว่ยได้เข้าร่วมงาน Job Expo Thailand และรับสมัครตำแหน่งงานราว 1,000 ตำแหน่ง ผ่านขั้นตอนการสมัครที่ง่ายและรวดเร็ว เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ หัวเว่ยร่วมกับสถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ยังเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การสร้างและพัฒนา Application” แพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่บุคลากรด้านดิจิทัลของไทยด้วย


 

Exit mobile version