Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การศึกษาผู้บริโภคของไอบีเอ็ม ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการค้าปลีกและท่องเที่ยว หลังผู้บริโภคได้รับวัคซีนโควิด-19

ผลการศึกษาผู้บริโภคทั่วโลกโดยสถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม (IBV) เผยให้เห็นว่าผู้บริโภคมองถึงแนวโน้มที่ดีเกี่ยวกับการกลับไปใช้ชีวิตหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยอุตสาหกรรมหลักๆ อย่างค้าปลีก ท่องเที่ยว และขนส่ง จะต้องสร้างประสบการณ์ที่เข้าถึงความต้องการส่วนบุคคลมากขึ้น หากต้องการคงความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดลูกค้าให้สำเร็จ

การศึกษาผู้บริโภคมากกว่า 15,000 คนทั่วโลก พบว่าคนส่วนใหญ่มั่นใจในความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และการกระจายวัคซีนโควิด-19 และมากกว่าครึ่งคาดหวังว่าวัคซีนโควิด-19 จะช่วยปกป้องพวกเขาได้ เศรษฐกิจจะสามารถกลับมาเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคมองว่าระดับการฉีดวัคซีนจะต้องเกิน 70% ถึงจะทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจที่จะกลับมาใช้ชีวิตเหมือนก่อนที่จะมีการระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ หากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ยังคงดำเนินไปในอัตราปัจจุบัน คนส่วนใหญ่อาจไม่ได้รับความสะดวกสบายแบบที่เคยได้รับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนกว่าจะถึงปี 2022 โดยการศึกษาระบุว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ ผู้บริโภคกำลังมองถึงการปรับวิธีการทำงาน เข้าสังคม ท่องเที่ยว และซื้อของ

“ความเคยชินต่างๆ ที่ก่อตัวขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดได้เพิ่มความคาดหวังของผู้บริโภคเกี่ยวกับการสร้างการมีส่วนร่วมของแบรนด์ผ่านช่องทางดิจิทัล โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมบริการอย่างค้าปลีก ท่องเที่ยว และขนส่ง” นายเฮซุส แมนทัส Senior Managing Partner ของไอบีเอ็ม เซอร์วิสเซสกล่าว “หลายธุรกิจเริ่มมองถึง ‘การกลับมาสู่ภาวะปกติหลังการแพร่ระบาด’ ซึ่งธุรกิจต่างๆ จะต้องเร่งพัฒนาระบบดิจิทัลบนพื้นฐานของเทคโนโลยีเอไอและคลาวด์ เพื่อที่จะคงความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ การลงทุนเพื่อสร้างประสบการณ์ไฮบริดที่ผสมผสานทั้งกิจกรรมเชิงกายภาพและดิจิทัลเข้าด้วยกัน จะช่วยมอบประสบการณ์ที่เข้าถึงความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างไร้รอยต่อยิ่งขึ้น”

ผลการสำรวจยังชี้ให้เห็นข้อมูลน่าสนใจ ดังนี้

ผู้บริโภคทั่วโลกที่สำรวจส่วนใหญ่พร้อมที่จะกลับไปซื้อของในห้างร้านเมื่อได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว การศึกษาพบว่ากระแสอาจเปลี่ยนไปสำหรับอุตสาหกรรมการค้าปลีกที่ซบเซา โดยผู้บริโภคระบุถึงความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะได้กลับไปที่ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าอีกครั้ง หลังได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคที่สำรวจจำนวนมากอาจไม่ละทิ้งทางเลือกในการช็อปปิงออนไลน์ที่พวกเขาคุ้นเคยในช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยมีกลุ่มที่สำรวจอย่างน้อยหนึ่งในห้าคนที่ระบุว่าพวกเขาวางแผนที่จะซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก แต่คาดว่าจะซื้อสินค้าในห้างร้านบ่อยขึ้นมาก หากว่าฉีดวัคซีนแล้ว

หมวดหมู่สินค้าที่คาดว่าผู้บริโภคน่าจะกลับไปซื้อที่ร้านค้ามากที่สุดคือของเล่น เกม และสินค้าที่เกี่ยวกับงานอดิเรก (เพิ่มขึ้น 121%) รวมถึงเครื่องแต่งกาย รองเท้า และเครื่องประดับ (เพิ่มขึ้น 76%)

เหตุผลหลักที่ผู้บริโภคที่สำรวจทั่วโลกยังคงจะซื้อสินค้าออนไลน์ต่อไปคือเรื่องความสะดวก ตามมาด้วยความคุ้มค่า และความหลากหลายของสินค้าที่มีขายออนไลน์ หากจะดึงดูดให้ผู้บริโภคกลับไปซื้อของที่ห้างร้าน ผู้ค้าปลีกต้องมองถึงการจัดโปรโมชันและการเน้นสินค้าท้องถิ่น โปรโมชันในห้างเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่จะช่วยดึงผู้บริโภคให้ไปเลือกซื้อสินค้าที่ห้างร้าน โดยเฉพาะกลุ่มเจนเอ็กซ์ (54% ที่สำรวจ) และเบบี้บูมเมอร์ (52% ที่สำรวจ) นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่ไม่มีจำหน่ายออนไลน์ อย่างผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตในปริมาณน้อย และเครื่องแต่งกายทำมือ อาจสามารถดึงดูดกลุ่มมิลเลนเนีลยล เจนเอ็กซ์ และเบบี้บูมเมอร์เกือบ 50% ที่สำรวจให้มาซื้อสินค้าที่ร้านได้

ศักยภาพในการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
ในขณะที่การเดินทางของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัว แต่ก็มีเริ่มส่งสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจน การศึกษาแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเดินทางด้วยเครื่องบินมากขึ้น โดยคน 30% วางแผนที่จะบินบ่อยขึ้น แม้ว่าจะสวนทางกับ 23% ของผู้ที่สำรวจที่วางแผนที่จะบินน้อยลง

การศึกษาพบว่าผู้บริโภคที่ได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 เท่า มองถึงการเดินทางค้างคืนในหกเดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ประชากรกลุ่มใหญ่ยังมีแผนที่จะอยู่บ้านไปเรื่อยๆ โดยประมาณหนึ่งในสี่ของผู้บริโภคที่สำรวจระบุว่าพวกเขาไม่ได้วางแผนที่จะเดินทางในปี 2564 แม้ว่าจะได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้วก็ตาม

วัคซีนอาจช่วยกระตุ้นการเดินทางที่เกี่ยวกับงาน โดยผู้ที่สำรวจรู้สึกสะดวกใจที่จะเดินทางที่เกี่ยวข้องกับงานเพิ่มขึ้นสองถึงสี่เท่าในประเทศส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ที่ต้องเดินทางเพื่อธุรกิจที่มีอายุมากกว่า แสดงความมั่นใจในเรื่องดังกล่าวน้อยกว่า โดยมีกลุ่มที่อายุมากกว่า 55 ปีเพียง 8% เท่านั้นที่สะดวกใจจะเดินทางเพื่อธุรกิจขณะที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19 และมีเพียง 25% เท่านั้นที่รู้สึกสะดวกใจแม้จะได้รับวัคซีนแล้ว

การศึกษายังชี้ให้เห็นว่ายานพาหนะส่วนบุคคลยังเป็นทางเลือกสำคัญทั้งในช่วงการระบาดของโควิด-19 และหลังจากที่ประชาชนได้รับวัคซีนแล้ว แม้ว่า 10% ของผู้ที่สำรวจวางแผนที่จะใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลน้อยลงหลังจากได้รับวัคซีน แต่ผู้บริโภค 47% มองว่าจะใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลมากขึ้น

การสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าการเดินทางรูปแบบอื่นๆ อาจเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย หรืออาจมีความต้องการลดลงเมื่อประชาชนได้รับวัคซีนมากขึ้น อุตสาหกรรมเรือสำราญอาจประสบกับการตกต่ำอย่างมีนัยสำคัญมากที่สุด โดย 26% ของผู้สำรวจระบุว่าพวกเขาจะใช้เรือสำราญน้อยลง ขณะที่มีเพียง 17% ที่ระบุว่าจะใช้มากขึ้น

ผลสำรวจกลุ่มเจนซี (ผู้ที่มีอายุ 18-24 ปี) มีความแตกต่างออกไป
แนวโน้มหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 มีความแตกต่างกันออกไปในผู้บริโภคที่ได้รับการสำรวจแต่ละกลุ่มอายุ แต่กลุ่มเจนซีที่สำรวจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 กลับแสดงแนวโน้มที่แตกต่างออกไปในหลายๆ ด้าน

กลุ่มเจนซีที่สำรวจส่วนใหญ่ต้องการใช้เวลาร่วมกับคนที่ไม่ได้อยู่ในครอบครัวหลังได้รับวัคซีนแล้ว โดย 27% ของกลุ่มเจนซีที่สำรวจระบุว่าจะมีปฏิสัมพันธ์นอกบ้านมากขึ้น เทียบกับเพียง 19% ในกลุ่มเจนเอ็กซ์ และเพียง 16% ของกลุ่มที่อายุเกิน 55 ที่สำรวจ โดยกลุ่มเจนซีสนใจที่จะกลับไปยังสถานที่ที่มีคนจำนวนมากอย่างการแข่งขันกีฬา สถานบันเทิงหรือสวนสนุก พิพิธภัณฑ์และอาร์ตแกลลอรี รวมถึงกิจกรรมการแสดงสด และโรงภาพยนตร์ น้อยกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ ที่สำรวจ ยกเว้นการไปร้านอาหารและสถานที่ที่ให้บริการฟรีอย่างชายหาดและสวนสาธารณะ

โดยเฉลี่ยแล้ว 60% ของกลุ่มเจนซีที่สำรวจมีแผนที่จะไปสถานที่อย่างร้านอาหารและบาร์ ร้านเสริมสวยและร้านตัดผม เมื่อได้รับวัคซีนแล้ว เทียบกับ 71% ของกลุ่มมิลเลนเนียล และ 69% ของกลุ่มเจนเอ็กซ์ที่สำรวจ และดูเหมือนพฤติกรรมนี้จะเป็นเทรนด์ต่อเนื่อง เพราะในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลุ่มเจนซีที่สำรวจก็ระบุว่าออกไปยังสถานที่ต่างๆ น้อยกว่ากลุ่มอายุอื่นเช่นกัน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ปลดล็อคการปฏิรูปสู่อุตสาหกรรม 4.0 สร้างศักยภาพด้วยเอดจ์คอมพิวติ้ง

โดย เปาโล โคลัมโบ ผู้อำนวยการแผนกพัฒนาการตลาด เพื่อผู้ประกอบการด้านการผลิตเครื่องจักรและผู้วางระบบ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electricและ รัสส์ ซาเกิร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ด้านโซลูชัน IoT สำหรับเอดจ์ NetApp

อุตสาหกรรม 4.0 คือการปฏิวัติครั้งถัดไปของภาคอุตสาหกรรมการผลิต ที่ให้คำมั่นสัญญาในการนำเสนอการบูรณาการอย่างแท้จริงระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศหรือ IT และเทคโนโลยีการดำเนินงานหรือ OT เพื่อมอบศักยภาพที่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานมากมายได้อย่างน่าทึ่ง อีกทั้งช่วยลดต้นทุน อย่างไรก็ตาม การจะบรรลุเรื่องดังกล่าว บริษัทจะต้องคิดทบทวนว่าได้ข้อมูลมาจากไหน อย่างไร รวมถึงมีกระบวนการดำเนินงานและการจัดเก็บที่ไหนอย่างไร  ซึ่งเอดจ์คอมพิวติ้งสำหรับอุตสาหกรรมจะมีบทบาทสำคัญที่ช่วยในเรื่องดังกล่าว

สำหรับอุตสาหกรรม 3.0 ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบออโตเมชัน การเชื่อมต่ออุปกรณ์ และการกำหนดถึงสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานด้วยเครื่องมือสำคัญด้านธุรกิจ ส่วนอุตสาหกรรม 4.0 ก็จะเกี่ยวข้องกับการนำรูปแบบการประมวลผลขั้นสูงมาใช้เพื่อให้มีข้อมูลช่วยสนับสนุนการตัดสินใจได้มากขึ้น บางมุมจะอยู่ที่ความเข้าใจพฤติกรรมและลักษณะการทำงานของเครื่องจักรแต่ละเครื่อง แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ความเข้าใจเรื่องการทำงานพึ่งพากันในส่วนต่างๆ ทั้งสาเหตุและผลกระทบ ของสายการผลิตที่ซับซ้อนทั้งหมด รวมถึงการดำเนินการในโรงงาน กระทั่งที่เป็นเรื่องของตัวโรงงานเองก็ตาม

การจะเข้าใจเรื่องของการทำงานพึ่งพากันในส่วนต่างๆ ต้องอาศัยข้อมูล ซึ่งเป็นข้อมูลจำนวนมาก ข้อมูลดังกล่าวได้จากเซ็นเซอร์ต่างๆ จากอุปกรณ์ และเครื่องจักร และในหลายๆ กรณีต้องอาศัยการจัดการข้อมูลจากในพื้นที่ มากกว่าในดาต้าเซ็นเตอร์บนคลาวด์ เนื่องจากเป็นข้อมูลปริมาณมากที่ได้มาแบบเรียลไทม์

การดำเนินการได้อย่างถูกต้องสามารถให้ประโยชน์มากมายแก่ธุรกิจ ช่วยบริษัทในภาคอุตสาหกรรมได้หลายประเด็น ดังต่อไปนี้

  • ลดต้นทุนการดำเนินงาน
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน
  • ได้ปริมาณงานมากขึ้น
  • ลดเวลาที่ต้องเสียไปโดยไม่เกิดประสิทธิผลหรือการดาวน์ไทม์ที่ไม่ได้วางแผน
  • ลดค่าใช้จ่ายและลดความถี่ในการบำรุงรักษา
  • ปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์
  • ลดปัญหาด้านสุขภาพของคนทำงาน และปัญหาเรื่องความปลอดภัย
  • เพิ่มประสิทธิภาพให้กับซัพพลายเชน และลดสินค้าคงคลัง

 

ความท้าทายที่มาพร้อมกับการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0

โดยทั่วไปลูกค้าจะเข้าใจดีถึงประโยชน์มากมายที่ได้จากอุตสาหกรรม 4.0 นอกจากนี้ ลูกค้าในเกือบทุกอุตสาหกรรม ต่างพยายามดิ้นรนเป็นอย่างมาก เพื่อดำเนินการสู่การปฏิรูป โดยจากการที่ได้ร่วมงานกับลูกค้าบางราย ทำให้เราได้ทราบถึงเหตุผลที่หลากหลายในเรื่องดังกล่าว

ไซต์การผลิตของลูกค้าส่วนใหญ่ จะดำเนินงานตลอดเวลา 24 ชั่วโมงใน 365 วัน ซึ่งเป็นอุปสรรคในการวางแผนเพื่อปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้าง เมื่อมีการดาวน์ไทม์เกิดขึ้นก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานและกระทบถึงรายได้จากสายการผลิต

การนำทักษะ IT มาใช้ในสาย OT ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายเช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญด้าน OT ล้วนคุ้นเคยกับเครือข่าย โปรโตคอล และเครื่องมือต่างๆ เฉพาะสำหรับสายการผลิตที่ใช้มานานหลายปี แต่อุตสาหกรรม 4.0 คือการขอให้คนเหล่านั้นนำเทคโนโลยีที่อยู่ในโลกของดาต้าเซ็นเตอร์มาใช้ เช่น การสร้างความยืดหยุ่น การทนทานหรือรองรับในกรณีที่เกิดความผิดพลาด (fault-tolerance)   และขีดความสามารถที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์ ทั้งนี้ ในลักษณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีได้ก็จะเจอกับความท้าทายในการนำแนวคิดของดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านั้นไปปรับใช้ในสภาพแวดล้อมด้านอุตสาหกรรม เพื่อนำเสนอโซลูชันเอดจ์คอมพิวติ้งที่เกี่ยวเนื่องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ในแง่ของความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ และการรักษาความปลอดภัย

โซลูชันสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงเซ็นเซอร์ระบบโครงสร้างในการประมวลผลไอทีและสตอเรจ และการเชื่อมต่อเครือข่าย ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการติดตั้งเพื่อให้บริการและช่วยในการปฏิรูปธุรกิจ ทว่าไม่มีผู้จำหน่ายรายใดที่สามารถจัดหาโซลูชันที่ครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ได้ในคราวเดียว ดังนั้นลูกค้าจึง จำเป็นต้องรับหน้าที่เปรียบเสมือนผู้รับเหมาที่จัดหาระบบโครงสร้างและความเชี่ยวชาญทั้งหมดที่ต้องการและทำให้ระบบทั้งหมดทำงานร่วมกันได้ หรือไม่ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้จำหน่าย หรือที่ปรึกษาที่น่าจะช่วยในเรื่องดังกล่าวได้

เรายังคงเห็นว่ามีการทดสอบความเป็นไปได้ของแนวคิด (POC) อยู่มากมายที่ยังใช้การไม่ได้ หลายบริษัทเริ่มทดสอบโซลูชัน แต่ก็ยังเห็นว่าเทคโนโลยีทั้งหมดที่อยู่รอบตัวมีการเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ตัดสินใจได้ยากว่าจะเลือกไปในแนวทางไหน เพราะกลัวว่าผู้จำหน่ายจะยึดติดและสนับสนุนเทคโนโลยีหรือแนวทางที่ไม่ถูกต้อง

เรื่องของข้อมูลก็เป็นอีกประเด็น โดย IDC ได้คาดการณ์ไว้ว่าจะมีข้อมูลถึง 79 เซตต้าไบต์ ที่มาจากอุปกรณ์ IoT จำนวน 1 พันล้านเครื่องภายในปี 2025 นอกจากนี้ มีหลายกรณีที่ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลแบบไซโล และไม่สามารถเข้าถึงระบบวิเคราะห์ที่จำเป็นต่อการนำข้อมูลมาช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ องค์กรจะต้องพัฒนาแผนงานในการจัดการข้อมูลทั้งหมด รวมถึงนำแผนมาใช้ในการปรับปรุงการดำเนินงาน

 สร้างการบูรณาการ IT/OT บนมาตรฐานระบบเปิด

การจะผสานรวมการทำงาน IT/OT ได้สำเร็จตามบัญญัติของอุตสาหกรรม 4.0 นั้น ลูกค้าต้องทลายระบบไซโลที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมสร้างรากฐานใหม่ในการทำงานบนแพลตฟอร์มมาตรฐานระบบเปิดสำหรับเอ็นเตอร์ไพร์ส แพลตฟอร์มมาตรฐานระบบเปิดจะช่วยให้ลูกค้าดำเนินการเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ได้ดียิ่งขึ้น

  1. บริหารจัดการปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขี้นอย่างรวดเร็วที่เอดจ์ได้
  2. ใช้ระบบวิเคราะห์แบบใหม่ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึกในการดำเนินงาน
  3. เพิ่มความยืดหยุ่น ความปลอดภัยของข้อมูล และความน่าเชื่อถือ
  4. เป็นระบบเปิด และมีความยืดหยุ่น สามารถปรับขยายขีดความสามารถในการทำงานได้ในตัวเอง
  5. ทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์จากผู้จำหน่ายที่หลากหลายได้
  6. ใช้แนวทางเดียวกันทั่วทั้งองค์กรตั้งแต่เริ่มติดตั้ง
  7. แสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจ ให้ความยั่งยืนในระยะยาว

แพลตฟอร์มใหม่ใดๆ ก็ตามที่จะนำมาใช้ ต้องบำรุงรักษาง่าย และไม่สร้างความซับซ้อน อีกทั้งสามารถให้ความยืดหยุ่นในการดำเนินงานแก่ลูกค้าหรือลดความเสี่ยงในการดำเนินงานได้มากขึ้น และสามารถติดตั้งเพื่อใช้งานได้โดยไม่กระทบต่อการดำเนินงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

ความร่วมมือสำหรับโซลูชันอุตสาหกรรม 4.0

ตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ไม่มีผู้จำหน่ายรายใดที่มอบทุกองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับโซลูชัน Industry 4.0 ได้ทั้งหมด และจะต้องส่งมอบผ่านการประสานความร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นผู้จำหน่าย ซึ่งแต่ละรายก็จะให้ทักษะ ผลิตภัณฑ์ และบริการของตน ทำให้ลูกค้าไม่ต้องรับบทเป็นผู้รับเหมาอีกต่อไป

นั่นคือสาเหตุที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ร่วมมือกับเน็ตแอพ (NetApp) เพื่อส่งมอบโซลูชันไอทีที่ครบวงจร ช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรม 4.0

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค นำเสนอการสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบในเรื่องระบบโครงสร้างสำหรับสภาพแวดล้อมเอจด์ รวมถึงตู้แร็ค พลังงาน ระบบทำความเย็น และระบบรักษาความปลอดภัยทางกายภาพที่เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมต่างๆ  ตลอดจนกรณีการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้งานแบบสมบุกสมบั่น โดยมีลูกค้าจำนวนมากที่อาจใช้ซอฟต์แวร์ด้านการวิเคราะห์ และบริการในส่วน EcoStruxure ของชไนเดอร์ อิเล็คทริคกันอยู่แล้ว รวมถึงโซลูชันด้านการบริหารจัดการระบบไอทีจากระยะไกล

เน็ตแอพ จะช่วยคุณจัดการข้อมูลที่เกิดจากการใช้โซลูชัน IIoT ด้วยการนำเสนอ data fabric พร้อมระบบบริหารจัดการที่ครอบคลุมตั้งแต่เอดจ์ ไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ ตลอดจนคลาวด์ ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ ช่วยให้บริหารจัดการข้อมูลได้ง่าย มีประสิทธิภาพและปลอดภัย คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือในเวลาใดก็ตาม

ทั้งสองบริษัท ต่างมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้เล่นรายสำคัญในระบบนิเวศของอุตสาหกรรม 4.0 ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการโซลูชันไอที ผู้วางระบบอุตสาหกรรม และผู้ให้บริการระบบสารสนเทศสำหรับโรงงาน พร้อมด้วยการออกแบบที่ใช้ในการอ้างอิง ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าทุกอย่างจะทำงานร่วมกันได้อย่างไร โดยการร่วมมือระหว่างเรา จะช่วยในการนำเสนอโซลูชันที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งช่วยให้คุณได้รับคุณค่าทางธุรกิจได้เร็วยิ่งขึ้น


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส สาขา จ. ยะลา มอบเงินบริจาคกว่า 5 แสนบาทให้แก่ รพ.ยะลา เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ช่วยผู้ป่วยโควิด-19

นายประสงค์ อร่ามวิทยา และครอบครัว ตรีสุขเกษม และ พัฒนเลิศไพบูลย์ เจ้าร้าน    แฟรนไชส์ออฟฟิศเมท พลัส สาขา จังหวัดยะลา ร่วมสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19  ในจังหวัดยะลา โดยบริจาคเงินจำนวน 520,000 บาท เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์  ที่ขาดแคลนอย่างเร่งด่วน โดย ายแพทย์อินทร์ จันแดง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยะลา พร้อมด้วยตัวแทนบุคลากรทางการแพทย์ เป็นผู้รับมอบ ณ ศูนย์รับบริจาค โรงพยาบาลยะลา


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์คาดการณ์ ภายในสิ้นปีนี้ กว่าครึ่ง (51%) ของพนักงานทั่วโลกที่เน้นทักษะความรู้จะทำงานระยะไกล

ประเทศไทย 13 กรกฎาคม 2564 – การ์ทเนอร์ อิงค์ คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2564 51% ของการทำงานของพนักงานที่เน้นทักษะทั่่วโลกจะเป็นแบบการทำงานระยะไกลโดยเพิ่มขึ้นจาก 27% ในปี 2563

การ์ทเนอร์ประเมินว่าภายในสิ้นปี 2564 พนักงานที่ทำงานระยะไกล (Remote Workers) จะมีสัดส่วนเป็น 32% ของพนักงานทั้งหมดทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 17% ในปี 2562 โดยการ์ทเนอร์ได้ให้คำจำกัดความของพนักงานใช้ทักษะความรู้ หรือ Knowledge Workers ว่าเป็นผู้ที่ต้องใช้ความรู้หรือทักษะด้านวิชาชีพเป็นหลัก อาทิ นักเขียน นักบัญชี หรือ วิศวกร เป็นต้น และยังให้ความหมายของพนักงานที่ไม่ได้ทำงานในสำนักงานไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนหรือที่หน้างานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน ว่าเป็นพนักงานกลุ่มไฮบริด (Hybrid Workers) กับพนักงานที่ต้องทำงานระยะไกลเต็มตัว (Fully Remote Workers)

มร. แรนจิท แอทวัล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “แรงงานกลุ่มไฮบริดคืออนาคตของโลกการทำงานทั้งการทำงานระยะไกล (Remote) และการทำงานในสถานที่ต่าง ๆ (On-site) ล้วนเป็นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและตอบโจทย์ความจำเป็นด้านแรงงานของนายจ้าง”

รูปแบบการทำงานระยะไกลขององค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการนำเทคโนโลยีมาใช้ วัฒนธรรมและการผสมผสานของอุตสาหกรรม คาดว่าในปี 2565 31% ของการทำงานของพนักงานทั่วโลกจะเป็นการทำงานระยะไกล (ที่ผสมผสานกันระหว่างแบบไฮบริดและแบบเต็มเวลา) โดยในปี 2565 สหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้นำกลุ่มพนักงานระยะไกลที่มีสัดส่วนสูงถึง 53% ของแรงงานในอเมริกาทั้งหมด ส่วนประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป คาดว่าสหราชอาณาจักรจะมีสัดส่วนของพนักงานระยะไกลที่ 52% ขณะที่เยอรมนีและฝรั่งเศสมีสัดส่วนที่ 37% และ 33% ตามลำดับ

อินเดียและจีนเป็นสองประเทศที่จะผลิตพนักงานระยะไกลเพิ่มจำนวนมากที่สุด แต่อัตราการเติบโตโดยรวมยังค่อนข้างต่ำ โดยอินเดียอยู่ที่ 30% จีนอยู่ที่ 28%

ผลกระทบการจัดหาและนำเทคโนโลยีไปใช้งานจนถึงปี 2567

ผลกระทบจากการทำงานระยะไกลกำลังส่งผลให้มีการประเมินโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีจากความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้ซื้อที่ต้องการทำงานได้จากทุกที่ มร. แอทวัล กล่าวว่า “ตลอดปี 2567 องค์กรต่าง ๆ จะถูกบังคับให้ต้องเตรียมแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงธุรกิจไปสู่ดิจิทัลภายในห้าปีเป็นอย่างน้อย โดยแผนจะต้องปรับให้เข้ากับโลกยุคหลังโควิด-19 ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานระยะไกลและเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีดิจิทัลรอบด้าน”  โดยผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านขององค์กร ในแผนระยะยาวจำเป็นต้องมีการลงทุนต่อเนื่องเพื่อดำเนินการจัดเตรียมเทคโนโลยีสำหรับใช้ทำงานระยะไกลเป็นอันดับแรก รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ อาทิ ไฮเปอร์ออโตเมชั่น, AI และเทคโนโลยีการทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในด้านสถานที่และบทบาทการทำงาน

การทำงานแบบไฮบริดจะเพิ่มความต้องการพีซีและแท็บเล็ตอย่างต่อเนื่อง คาดว่าในปี 2564 จะมีการจัดส่งพีซีและแท็บเล็ตสูงสุดเป็นประวัติการณ์มากกว่า 500 ล้านเครื่อง ซึ่งตอกย้ำถึงความต้องการของทั้งตลาดในกลุ่มองค์กรธุรกิจและกลุ่มผู้บริโภค

องค์กรต่าง ๆ ยังได้นำระบบคลาวด์มาปรับใช้เพื่อเร่งการเปิดใช้รูปแบบการทำงานระยะไกลให้มีความรวดเร็วมากขึ้น การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าในปี 2564 มูลค่าการใช้จ่ายของผู้ใช้บริการคลาวด์สาธารณะทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 23.1% เนื่องจากซีไอโอและผู้บริหารด้านไอทีให้ความสำคัญกับแอปพลิเคชันบนคลาวด์ เช่น การให้บริการด้านซอฟต์แวร์ (SaaS) แอปพลิเคชันแบบ SaaS ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อการทำงานระยะไกลและพนักงานสามารถเข้าถึงได้จากทุกสถานที่ การติดต่อสื่อสารทางสังคมและเครื่องมือการทำงานร่วมกันยังเป็นสิ่งที่ “ขาดไม่ได้” ซึ่งทำให้ตลาดซอฟต์แวร์เพื่อการสื่อสารทางสังคมและเพื่อการทำงานร่วมกันทั่วโลกมีรายได้เพิ่มขึ้น 17.1% ในปี 2564

หลายองค์กรต้องเปลี่ยนและปรับใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อหลายอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจจะดำเนินต่อไปได้แม้พนักงานต้องทำงานระยะไกล และภายในปี 2567 การเข้าใช้งานเทคโนโลยีการทำงานระยะไกลทั้งหมดอย่างน้อย 40% จะผ่านระบบเครือข่ายแบบ Zero Trust Network Access (ZTNA) โดยเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ต่ำกว่า 5% ณ สิ้นปี 2563 ขณะที่องค์กรส่วนใหญ่จะยังให้บริการลูกค้าผ่านระบบเครือข่าย VPN โดย ZTNA จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาทดแทนหลัก

ลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “Forecast Analysis: Remote and Hybrid Workers, Worldwide.”

เรียนรู้วิธีการตัดสินใจที่รวดเร็วและชาญฉลาดยิ่งขึ้น พร้อมสร้างประสิทธิภาพความแข็งแกร่งให้องค์กรที่ Gartner Future of Work Resource Center

เกี่ยวกับ Gartner for High Tech

Gartner for High Tech นำเสนอแนวทางปฏิบัติ ข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรม และมุมมองเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นใหม่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาด เพื่อให้ผู้นำและทีมงานด้านเทคโนโลยีเตรียมพร้อมรับมือตามบทบาทหน้าที่ อันนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายสำคัญทางธุรกิจและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต คลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.gartner.com/en/industries/high-tech หรือติดตามข้อมูลและข่าวสารจาก Gartner for High Tech บน Twitter และ LinkedIn โดยใช้ #GartnerHT

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก และมีรายชื่ออยู่ในดัชนี S&P 500 บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต

การ์ทเนอร์นำเสนองานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้แหล่งข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อชี้นำลูกค้าสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องที่สำคัญที่สุด การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชวนสำรวจอนาคตโครงสร้างพื้นฐานเมืองและระบบขนส่งที่ยั่งยืน ผ่าน Virtual Event “Future Sustainable Cities Program”

ภายในปี 2593 องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าร้อยละ 70 ของประชากรโลก หรือราว 6.4 พันล้านคนจะอาศัยอยู่ในเมืองเป็นหลัก

การจัดหาที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมือง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ ความท้าทายสำคัญที่นักวางผังเมือง (City planner) ต้องเผชิญ ในขณะเดียวกันยังต้องวางแผนสำหรับการสร้างเมืองในอนาคตที่ยั่งยืนและยืดหยุ่น  พื้นที่ใจกลางเมืองนับเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมและความรู้ที่ขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ  อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการวางผังเมืองและการจัดการที่เหมาะสม เมืองต่าง ๆ อาจมีส่วนทำให้เกิดปัญหามลพิษอย่างมากมายมหาศาลและทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลงได้เช่นกัน

การปฏิรูปเมืองอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องปรับปรุงในหลาย ๆ ด้าน ได้แก่:

  • เมืองที่ยั่งยืน (Sustainable City): หนทางแก้ปัญหาสำหรับจัดการเมืองที่ยั่งยืน เช่น การใช้โซลูชั่นพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และโครงข่ายไฟฟ้าที่ยั่งยืนซึ่งครอบคลุมพลังงานทางเลือกและระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ด้วยแบตเตอรี่
  • การขนส่งและการเดินทาง (Transport and Mobility): การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและมีรูปแบบการเดินทางที่หลากหลาย รวมถึงการคิดค้นวิธีการใหม่ ๆ สำหรับระบบโลจิสติกส์ภายในเมืองและบริการจัดส่งที่มั่นใจได้ว่าถึงมือผู้รับอย่างแน่นอน
  • การก่อสร้างอย่างชาญฉลาด (Smart Construction): การใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเพื่อทำให้เมืองน่าอยู่และยั่งยืนมากขึ้น ด้วยการสร้างเมือง “อัจฉริยะ”

เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในงานเฉลิมฉลองวันประชากรโลกของสหประชาชาติ หรือ UN World Population Day ในเดือนนี้ Dassault Systèmes ขอเชิญคุณมาร่วมสำรวจแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาล เมืองและองค์กรธุรกิจต่าง ๆ ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในเมืองและระบบขนส่งที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Future Sustainable Cities Program เป็น Virtual Event ที่มุ่งเสนอประเด็นด้านความท้าทายในการปรับเปลี่ยนเมืองในปัจจุบัน รวมถึงแนวทางแก้ไขที่จะช่วยสร้างเมืองที่น่าอยู่และยืดหยุ่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โปรแกรมดังกล่าวแบ่งเป็น 3 ส่วนย่อย ได้แก่ เมืองที่ยั่งยืน (Sustainable City) การขนส่งและการเดินทาง (Transport and Mobility) และการก่อสร้างอย่างชาญฉลาด (Smart Construction) โดยมีทั้งหมด 10 ตอน เนื้อหาหลักเป็นการสำรวจว่าเมืองต่าง ๆ จะสามารถบริหารโครงการปรับปรุงเมืองสำหรับอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัลได้อย่างไร

ผู้สนใจสามารถเข้าชมตอนพิเศษของ Industry Insider with Dassault Systèmes ที่มีชื่อว่า Sustainable Cities and Resilient Infrastructure in the Digital Era (เมืองที่ยั่งยืนและโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นในยุคดิจิทัล) ได้ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 โดยในตอนพิเศษนี้ Remi Dornier รองประธานฝ่ายการก่อสร้าง เมือง และอาณาเขต และ Guillaume Gerondeau รองประธานฝ่ายอุตสาหกรรมขนส่งและการเดินทางประจำภูมิภาคเอเชีย จะร่วมพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางที่นักวางผังเมืองและผู้บริหารในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลเชิงลึกเพื่อใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่ https://events.3ds.com/sustainable-cities-and-resilient-infrastructure-digital-era  

 

รายละเอียดงานในส่วนที่ 1  (โดยผู้ที่ต้องการเข้าร่วมสามารถลงทะเบียนตามหัวข้อที่สนใจ)

15 กรกฎาคม 2564 

เวลา 10:00 น.

Industry Insider with Dassault Systèmes – Sustainable Cities and Resilient Infrastructure in the Digital Era (เมืองที่ยั่งยืนและโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นในยุคดิจิทัล)

ลงทะเบียนที่นี่: https://events.3ds.com/sustainable-cities-and-resilient-infrastructure-digital-era 

 

รายละเอียดงาน Future Sustainable Cities Program  

หัวข้อย่อย 1: เมืองที่ยั่งยืน (Sustainable City)

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://events.3ds.com/future-sustainable-cities-program-2021  

19 กรกฎาคม 2564

เวลา 10:00 น.

Sustainable Cities and Resilient Infrastructure (เมืองที่ยั่งยืนและโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น)

Fabrice SERVANT ผู้อำนวยการฝ่ายการก่อสร้าง เมือง และอาณาเขต, Dassault Systèmes

ลงทะเบียนที่นี่: https://events.3ds.com/sustainable-cities-and-resilient-infrastructure-digital-era-future-sustainable-cities-program  

21 กรกฎาคม 2564

เวลา 10:00 น.

Collaboration Platform for Sustainable Cities (แพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันสำหรับเมืองที่ยั่งยืน)

Guillaume LENOEL ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายโซลูชั่นอุตสาหกรรม CC&T, Dassault Systèmes

ลงทะเบียนที่นี่: https://events.3ds.com/collaboration-platform-for-sustainable-cities 

23 กรกฎาคม 2564

เวลา 10:00 น.

The Future of Public Safety (ความปลอดภัยสาธารณะในอนาคต)

Nigel DEANS ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกใต้, DELMIA Quintiq, Dassault Systèmes 

Kevin MORAN ที่ปรึกษาอาวุโสด้านกระบวนการอุตสาหกรรม DELMIA, Dassault Systèmes

ลงทะเบียนที่นี่: https://events.3ds.com/future-of-public-safety  

เกี่ยวกับ Dassault Systèmes

Dassault Systèmes คือบริษัท 3DEXPERIENCE ที่นำเสนอโลกเสมือนจริงให้แก่ผู้คนและองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับ การสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างยั่งยืน ด้วยโซลูชั่นระดับชั้นนำของโลกที่ปรับปรุงแนวทางการออกแบบ ผลิต และ สนับสนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ โซลูชั่นการประสานงานร่วมกันของDassault Systèmes ช่วยส่งเสริมนวัตกรรมทางสังคม ขยายความเป็นไปได้สำหรับโลกเสมือนจริงเพื่อปรับปรุงโลกแห่งความเป็นจริง บริษัทฯ มอบคุณประโยชน์ให้แก่ ลูกค้าองค์กรทุกขนาดกว่า 220,000 รายในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในกว่า 140 ประเทศ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.3ds.com 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอชพีมุ่งมั่นผลักดันความเท่าเทียมทางดิจิทัลให้เข้าถึง 150 ล้านคนภายในปี 2573

กรุงเทพฯ, 24 มิถุนายน 2564 – เอชพี ยึดกลยุทธ์ธุรกิจที่สร้างความยั่งยืน ( Sustainable Impact) ได้ประกาศความมุ่งมั่นในการสร้างความเท่าเทียมทางดิจิทัลให้เข้าถึง 150 ล้านคนภายในปี 2573 ด้วยการเปิดตัวโปรแกรม HP PATH (Partnership and Technology for Humanity) ที่จะเข้าไปทำงานร่วมมือกับท้องถิ่นในชุมชนด้อยโอกาสทั่วโลก โดยมุ่งเน้นในด้านการศึกษา สาธารณสุข และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ เอชพี ได้เผยแพร่รายงาน HP Sustainable Impact Report ฉบับที่ 20 ที่ย้ำถึงความคืบหน้าการดำเนินการที่ครอบคลุมสามเสาหลัก คือ ด้านผลกระทบของสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Action), สิทธิมนุษยชน ( Human Rights) และความเท่าเทียมทางดิจิทัล ( Digital Equity) ทั้งนี้เป็นไปตามแผนปฏิบัติเชิงรุกล่าสุดของบริษัทด้านการป้องกันสภาพอากาศและการขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านความหลากหลาย ความเสมอภาค และเคารพสิทธิมนุษยชน

มร. ลิม ชุน เต็ก กรรมการผู้จัดการ เอชพี อิงค์ ประเทศไทย กล่าวว่า “กลยุทธ์ที่ยึดการสร้างความยั่งยืนของเราช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ชุมชน ในขณะเดียวกันก็ขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการเติบโตทั่วทั้งธุรกิจของเอชพี การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความก้าวไกลเป็นหนึ่งในจุดแข็งสูงสุดของเอชพีมาโดยตลอด และเรายังดำเนินการอย่างต่อเนื่องให้บรรลุเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้”

“ในขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงเกือบทุกๆ ด้านของชีวิต จึงมีความเสี่ยงที่ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จะถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง และพวกเราไม่อาจจะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ เอชพีจะดำเนินทุกวิถีทางที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลที่กีดขวางทางจนทำให้คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงความเท่าเทียมทางการศึกษา อาชีพการงาน และการดูแลรักษาสุขภาพซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการจะได้รับ” ลิม ชุน เต็ก กล่าวเพิ่ม

สร้างความเท่าเทียมทางดิจิทัล

การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ไม่ได้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล แต่เป็นตัวเพิ่มทวีความรุนแรงขึ้น โดยความไม่เท่าเทียมกันทางดิจิทัลอยู่ในระดับสูงสุด และยังจะขยายอย่างต่อเนื่องหากเราไม่ร่วมกันหาทางออก จากข้อมูลของยูนิเซฟ พบว่าเด็กวัยเรียน 1 ใน 3 ของโลก หรือนักเรียนจำนวน 463 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ทางไกลในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งนอกเหนือจากด้านการศึกษาแล้ว ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลที่กำลังเพิ่มขึ้นกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่สมัยใหม่และโอกาสในการเข้าหางาน นอกจากนี้ ยังสร้างความเสียหายทางกิจกรรมเศรษฐกิจ ตามข้อมูลของ Deloitte แสดงให้เห็นว่าประเทศสหรัฐอเมริกาสูญเสียมากกว่า 130 ล้านดอลลาร์ต่อวัน เนื่องจากผู้คนไม่สามารถเข้าถึงออนไลน์ได้

เอชพี เชื่อว่าความเท่าเทียมทางดิจิทัลเป็นสิทธิมนุษยชน จึงได้ลงทุนใน HP LIFE ซึ่งเป็นโครงการฝึกอบรมทักษะด้านธุรกิจและไอทีแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ผ่าน HP Foundation และได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ เช่น Girl Rising, MIT Solve และ NABU

จากความพยายามเหล่านี้ เอชพีมุ่งมั่นพัฒนา เปิดตัวและบริหารจัดการกิจกรรม โซลูชันและการบริการ หลากหลายเพื่อสร้างความเท่าเทียมทางดิจิทัล สู่ชุมชนด้อยโอกาสให้ได้ 150 ล้านคนภายในปี 2573

เอชพี เชื่อว่าความเท่าเทียมทางดิจิทัลที่แท้จริงต้ององค์ประกอบ 4 ด้าน คือ ฮาร์ดแวร์ (เช่น แล็ปท็อปหรือ พริ้นเตอร์) การเชื่อมต่อ (เช่น การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต) คุณภาพของเนื้อหา (เช่น สื่อการเรียนรู้) และความรู้ด้านดิจิทัล (เช่น ทักษะในการใช้เทคโนโลยี) งานของเอชพีจะเน้นไปยังชุมชน 4 กลุ่มที่มีแนวโน้มว่าจะเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลมากที่สุดได้แก่

  •  ผู้หญิงและเด็กผู้หญิง
  •  ผู้พิการ ผู้ที่ขาดความสามารถ รวมถึงประชากรสูงอายุ
  •  ชุมชนผิวสี/กลุ่มคนชายขอบ
  •  นักการศึกษาและผู้ปฏิบัติงาน – ที่มีข้อจำกัดและโอกาสของความเท่าเทียมทางดิจิทัล

แนวนโยบายของการดำเนินการนี้ สอดคล้องและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติที่เชื่อมโยงถึงความต้องการทรัพยากรในด้านสาธารณสุข การศึกษาและโอกาสทางเศรษฐกิจ

ขอแนะนำ HP PATH (Partnership and Technology for Humanity)

โครงการ Partnership and Technology for Humanity ของเอชพี จะปูทางสู่ความเท่าเทียมทางดิจิทัลในชุมชนด้อยโอกาสทั่วโลกผ่านการสร้างพันธมิตร ความร่วมมือ การปฏิบัติ การสร้างนวัตกรรม และการสื่อสารโดยตรงกับผู้นำในท้องถิ่น

ในช่วงเริ่มต้นของโครงการ  PATH จะเน้นการมีส่วนร่วม ถกเถียง รับฟัง และเรียนรู้จากชุมชนทั่วโลกเพื่อสร้างความเข้าใจต้นตอของปัญหาให้ดียิ่งขึ้น ศึกษาทรัพยากรที่มีอยู่ และสิ่งที่ต้องการการสนับสนุนที่จำเป็นเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน สิ่งเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อเอชพี ในการพัฒนาและปรับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ การสรรหาพันธมิตรและโซลูชันที่จะเร่งขีดศักยภาพให้เกิดการเปลี่ยนแปลงควบคู่กันไป เอชพีจะมีกองทุนสำหรับจัดหาอุปกรณ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ปัญหา

รายงานการสร้างความอย่างยั่งยืนประจำปี 2563

HP Sustainable Impact เป็นองค์ประกอบสำคัญในการช่วยให้บริษัทกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่สร้างความยั่งยืนและยุติธรรมที่สุดของโลก อันเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงความยั่งยืนของโลกและสังคม และยังเป็นปัจจัยสำคัญมากขึ้นต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าที่ช่วยเอชพี สามารถมียอดขายมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2563 เป็นปีที่สองติดต่อกัน

เอชพี ยังคงยึดมั่นและมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบ และความโปร่งใสเปิดเผยตรงตามนโยบายที่ได้ปรากฏในรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ฉบับแรกในปี 2544 สำหรับรายงาน HP Sustainable Impact ประจำปีนี้ บริษัทได้สรุปความคืบหน้าที่ได้ดำเนินการในปี 2020 ดังด้านล่างนี้ และสามารถดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ https://h20195.www2.hp.com/v2/GetDocument.aspx?docname=c05179523

การดำเนินการด้านสภาพอากาศ:

  • ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกของเอชพี (4%) ลดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (33%) เพิ่มการใช้พลาสติกรีไซเคิลในกลุ่มผลิตภัณฑ์ (ถึง 11%) และลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งในบรรจุภัณฑ์ (19%)
  • ใช้กระดาษที่ปลอดการทำลายป่า 100% และใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษสูงถึง 99%
  • เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์พีซีที่มีความยั่งยืนมากที่สุด เปิดบริการ Managed Print Service ที่บริหารจัด การงานพิมพ์ลดการผลิตคาร์บอน และเปิดตัวผลิตภัณฑ์มากกว่า 50 รายการที่มีส่วนประกอบที่ผลิตจากการรีไซเคิลขยะพลาสติกทะเล เช่น  HP Elite, Pro, Z, Chromebook Enterprise และ Pavilion โน้ตบุ๊คสำหรับผู้บริโภคเครื่องแรกที่มีส่วนประกอบจากการใช้ประโยชน์ของขยะพลาสติกทะเล
  •  HP Singapore ได้รับการยอมรับจาก World Economic Forum ปีนี้ ในฐานะที่เป็นโรงงาน Lighthouse ที่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ถึง 20% พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพได้เพิ่มขึ้น 70% และเน้นการสร้างทักษะใหม่ให้กับพนักงาน
  • ในสิงคโปร์ มีความพยายามร่วมกันในการลดผลกระทบของคาร์บอนต่อโลก ซึ่งรวมถึงการออกใบประกาศอาคารสีเขียว Certified Green Building ซึ่ง HP Singapore ได้รับเครื่องหมาย Green Mark Platinum สีเขียวระดับสูงสุด จากสมรรถนะของการใช้หลังคาโซลาพลังงานแสงอาทิตย์ การบริหารจัดการของเสียในโรงงานด้วยระบบการรีไซเคิลขยะแบบรวมศูนย์

สิทธิมนุษยชน:

  • การเพิ่มอัตราผู้บริหารหญิงอย่างต่อเนื่อง (32% ในปี 2020; 31% ในปี 2019 และ 2018) และพนักงานสตรีในแผนกต่างๆ ทั่วโลก (57% ในปี 2020; 55% ในปี 2019 และ 2018) ติดต่อกันเป็นปีที่สอง สำหรับสำนักงานในสหรัฐอเมริกา มากกว่า 60% ของการจ้างงานใหม่จะครอบคลุมกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ซึ่งรวมทั้งกลุ่มผู้หญิง กลุ่มชาติพันธุ์ในสหรัฐฯ ผู้พิการและทหารผ่านศึก
  • ในเอเชีย เอชพียังคงส่งเสริมความหลากหลาย ความเสมอภาค และความเป็นเอกภาพผ่านโครงการพนักงานต่างๆ เช่น
    • Women in Leadership Lab โครงการระยะเวลา 7 เดือนเพื่อการสร้างผู้นำหญิงทั่ว Greater Asia เพื่อเฟ้นหาและสร้างผู้บริหารหญิงในตำแหน่งงานธุรกิจที่ในปัจจุบันยังขาดหัวหน้าที่เป็นสตรีโปรแกรมนี้ให้โอกาสการเฟ้นหาผู้เหมาะสมและยังได้รับการเรียนรู้จากผู้นำที่มีประสบการณ์ภายในเอชพี
    • Women’s Impact Network ที่ดำเนินงานโดยพนักงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเครือข่ายที่แข็งแกร่งแน่นแฟ้นในภูมิภาค ส่งเสริมให้พนักงานผู้หญิงในสายงานต่างๆ ในการเป็นเจ้าของร่วม สรรค์สร้างนวัตกรรม และเติบโตในสายงานธุรกิจเฉพาะตามความต้องการของเอชพีในแต่ละประเทศ โปรแกรมนี้ประกอบด้วยกระดานสนทนา  เวิร์กชอป และเวทีอภิปรายเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้นำหญิงภายในและภายนอกเอชพี

ความเท่าเทียมทางดิจิทัลและความช่วยเหลือชุมชนระหว่างโควิด-19:

  • ขับเคลื่อนการเรียนรู้แบบผสมผสานและพัฒนาความเท่าเทียมทางดิจิทัลจากการปิดเรียนทั่วโลก และสามารถดำเนินการไปมากกว่าครึ่งของเป้าหมายเพื่อสร้างการเรียนรู้ที่ดีขึ้นสำหรับ 100 ล้านคนภายในปี 2568 รวมถึงมีจำนวนผู้ลงทะเบียนใน HP LIFE เพิ่มขึ้น 210%
  • ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 รวมถึงการดึงเอาเครือข่ายการพิมพ์ระบบ 3 มิติของเอชพี มาพัฒนาและสามารถผลิตอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นให้กับบุคลากรทางการแพทย์ มากกว่า 5 ล้านชิ้น บริจาคผลิตภัณฑ์รวมมูลค่ากว่า 13 ล้านดอลลาร์ผ่านโครงการบริจาคเพื่อชุมชนของเอชพีรวมถึงบริจาคเงิน 3 ล้านดอลลาร์ผ่านทาง HP Foundation
  • ในประเทศไทย เอชพีได้:
    • สนับสนุนโรงเรียนและเยาวชนที่ขาดความรู้ด้านไอทีผ่านโครงการ พัฒนาไอซีที โดยเอชพีประเทศไทยได้มอบคอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียนวัดดอนพัฒนา จ.พระนครศรีอยุธยา และจัดหลักสูตรอบรมเร่งรัดที่ส่งเสริมให้เด็กๆ ได้พัฒนาทักษะด้านไอที พร้อมการเรียนรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ เบราว์เซอร์และเสิร์ชเอ็นจิ้น อีเมล (Gmail วิธีสมัครและเข้าใช้งาน) Microsoft office ( Word, Excel และ Power Point) และโปรแกรม Zoom Meeting
    • สนับสนุนโครงการ ICT Services for All โดย มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา (The Education for Development Foundation) โดย HP Foundation และ เอชพี ประเทศไทย ได้จัดตั้งศูนย์บริการ ICT ในโรงเรียนวัดบางน้อย (แจ่มประชานุกูล) จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อสนับสนุนนักเรียน ครู และสมาชิกในชุมชนให้เข้าถึงเทคโนโลยี ส่งเสริมการพัฒนาความ สามารถในการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกันผ่านพีซี เครื่องพิมพ์ อุปกรณ์เสริมและการฝึกอบรมเสมือนจริงของเอชพี

เปิดตัว Sustainable Bond Framework

เอชพียังได้ประกาศเปิดตัว Sustainable Bond Framework เพื่อสนับสนุนการเผยแพร่และแนะนำการลงทุนในโครงการต่างๆ ที่เชื่อว่าจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายอนาคตที่ยั่งยืนและยุติธรรมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในระยะเริ่มต้นของโครงการ เอชพีได้ออกตราสารหนี้ระยะสั้นมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการก่อหนี้รวมมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ที่จะนำมาใช้เพื่อให้นักลงทุนที่มาร่วมกับเอชพีในการแก้ปัญหาสำคัญทางเศรษฐกิจ สังคม และการสร้างความยั่งยืนภายใต้โครงการนี้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ https://press.hp.com/us/en/press-releases/2021/hp-sustainable-bond-framework.html

เอชพีตระหนักดีว่าการบรรลุเป้าหมายในปี 2030 ต้องได้รับการสนับสนุนจากพนักงาน ซัพพลายเออร์ ผู้ค้าและพันธมิตร เอชพีจึงได้ระดมเครือข่ายขนาดใหญ่เพื่อขยายกลยุทธ์เพื่อธุรกิจยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถให้พนักงานของเอชพีในการกำหนดเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนในส่วนของตนเอง และออกแบบโปรแกรมพันธมิตร HP Amplify Impact™ ขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อช่วยคู่ค้าให้สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างมีความหมายในอุตสาหกรรมไอทีทั่วโลก

ข้อมูลเกี่ยวกับ HP Inc.
เอชพี อิงค์ มุ่งมั่นสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค ภาคธุรกิจ ภาครัฐและสังคมอย่างแท้จริง ด้วยพอร์ทโฟลิโอด้านเทคโนโลยี ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โซลูชันการพิมพ์ 3 มิติ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอชพี สามารถเข้าชมได้ที่ http://www.hp.com.


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไฮเฟอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จับมือ ไอบีเอ็ม เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลและช่องทางตลาดโลกให้เกษตรกรไร่กาแฟและโกโก้ในฮอนดูรัส

เกษตรกรไร่กาแฟและโกโก้รายย่อย รวมถึงกลุ่มสหกรณ์ในฮอนดูรัส เดินหน้าใช้เทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงตลาดใหม่ๆ และเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจด้านการเพาะปลูก ด้วยการใช้ IBM Food Trustและ IBM Watson Decision Platform for Agriculture ผ่านการทำงานร่วมกับไฮเฟอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและไอบีเอ็ม (NYSE: IBM)

ปัจจุบัน ชาวไร่กาแฟรายย่อยขาดทุนเฉลี่ย 46–59% โดยที่ชาวไร่ได้รับส่วนแบ่งจากยอดขายกาแฟหนึ่งถ้วยในร้านกาแฟน้อยกว่า 1% การนำ Food Trust ที่พัฒนาขึ้นบนเทคโนโลยีบล็อกเชนของไอบีเอ็มมาใช้ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสตลอดซัพพลายเชน จะทำให้ผู้ที่ซื้อกาแฟจากสหกรณ์ COPRANIL ในฮอนดูรัสและ Chocolate Halba ที่ซื้อโกโก้มาจากโครงการ Chocolate4All ของไฮเฟอร์ ฮอนดูรัส สามารถเห็นภาพวงจรผลิตภัณฑ์ตลอดซัพพลายเชน และช่วยให้เกษตรกรสามารถกำหนดราคาที่สูงขึ้นได้

Food Trust ช่วยให้เกษตรกรสามารถติดตามตรวจสอบเมล็ดกาแฟและโกโก้ได้จากไร่ถึงแหล่งจำหน่าย อันเป็นการช่วยเพิ่มความโปร่งใสตลอดซัพพลายเชนและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาด ปัจจุบันเกษตรกรกาแฟในสหกรณ์ COPRANIL และเกษตรกรโกโก้จากโครงการ Chocolate4All กำลังใช้แพลตฟอร์มดังกล่าว โดยเทคโนโลยีบล็อกเชนช่วยบันทึกแหล่งกำเนิดผลิตภัณฑ์ให้กับเกษตรกรรายย่อย ซึ่งช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดให้กับเกษตรกร

ไฮเฟอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและไอบีเอ็ม ร่วมด้วย CATIEซึ่งเป็นองค์กรนานาชาติที่เน้นความอยู่ดีกินดีของมนุษย์ในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาอย่างยั่งยืนและเท่าเทียม ก็กำลังร่วมมือกับชาวนาในการติดตั้ง Watson Decision Platform for Agriculture ซึ่งรวมเทคโนโลยีเอไอที่สามารถทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้า เข้ากับเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเชิงพื้นที่ สภาพอากาศ และข้อมูลสิ่งแวดล้อมและไอโอทีระดับพื้นที่ ผ่านแดชบอร์ดที่เข้าใจง่ายและปรับเฉพาะสำหรับพื้นที่ของชาวไร่แต่ละคน โดยระบบสามารถแจ้งเตือนสภาพอากาศและข้อมูลอื่นๆ อาทิ รูปแบบการเพาะปลูกที่จะให้ผลลัพธ์ดีที่สุด และกำหนดการการเก็บเกี่ยวที่เชื่อมโยงกับข้อมูลราคาตลาด มุมมองเชิงลึกเหล่านี้ช่วยให้ชาวไร่และธุรกิจด้านการเกษตรสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล เพื่อเพิ่มปริมาณและมูลค่าผลผลิต โดยคาดว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรกาแฟและโกโก้

“เราทำงานร่วมกับชาวไร่มา 18 เดือนเพื่อศึกษาถึงแนวทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การปรับแวลูเชนให้เป็นดิจิทัล และการเปิดตลาดให้กับเกษตรกรรายย่อยเพื่อให้พวกเขาสามารถกำหนดราคาที่สูงขึ้นได้” เฮซุส ปิซาร์โร รองประธานด้านนวัตกรรมการเงินของไฮเฟอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว​ “COPRANIL เป็นกลุ่มสหกรณ์รายแรกของโลกที่ใช้ระบบดังกล่าว และกำลังปูทางในการนำเครื่องมือและเทคโนโลยีเข้าช่วยพัฒนาและสร้างกำไรอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจด้านการเกษตรต่อไป”

ปีที่ผ่านมา สหกรณ์ COPRANIL สามารถผลิตเมล็ดกาแฟได้กว่าเจ็ดแสนกิโลกรัม การเพิ่มคุณภาพและความสามารถในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดผลิตภัณฑ์จะช่วยให้ชาวไร่ได้รับราคาเมล็ดกาแฟคุณภาพสูงที่เป็นธรรมขึ้น และจะช่วยเพิ่มความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มชุมชนไร่กาแฟด้วย

“เวลาที่คนดื่มกาแฟของเราและรู้ว่ากาแฟเหล่านี้มาจากที่ไหน คนที่ได้รับประโยชน์คือชาวไร่ที่อยู่ในสหกรณ์ของเรา” ฮอร์เก โลเปซ รองประธานสหกรณ์ผู้ผลิตกาแฟ COPRANIL กล่าว “Food Trust ช่วยให้เครือข่ายชาวไร่ของเราสามารถกำหนดราคากาแฟในระดับพรีเมียมมากขึ้น นำสู่การเพิ่มคุณภาพการทำกินของชาวไร่”

Food Trust จะช่วยชาวไร่รวมถึงผู้แปรรูปกาแฟและโกโก้ให้สามารถตรวจสอบใบรับรอง พัฒนากระบวนการดูแลผลิตภัณฑ์ และช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มคุณภาพเมล็ดกาแฟ

“สิ่งที่เราทำร่วมกับไฮเฟอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและ COPRANIL เป็นบททดสอบที่สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีเอไอและบล็อกเชนสามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสนับสนุนความยั่งยืนผ่านการช่วยผู้ผลิตรายย่อยได้อย่างไร” ดร.คารีม ยูซุฟ กรรมการผู้จัดการ IBM AI Applications and Blockchain กล่าว “การนำ predictive AI มาช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิต และการใช้บล็อกเชนระบุแหล่งกำเนิดและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เป็นการช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลและมุมมองเชิงลึกใหม่ๆ ซึ่งจะนำสู่การกำหนดราคาที่สูงขึ้นในตลาด”

ในขั้นตอนการตรวจสอบแหล่งกำเนิดเมล็ดกาแฟ ผู้ใช้ที่เกี่ยวข้องตลอดทั้งซัพพลายเชนจะได้รับอนุญาตให้เข้าระบบเพื่ออัพโหลดข้อมูลสู่แพลตฟอร์ม Food Trust และใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อเข้าถึงเอกสารต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจด้านจริยธรรมและความเท่าเทียมตลอดซัพพลายเชน กระบวนการจะเริ่มจากการที่ไฮเฟอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลอัพโหลดข้อมูลการจัดส่งต้นกล้าสู่ชาวไร่ หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ชาวไร่จะติดแท็กและส่งเมล็ดกาแฟไปยัง COPRANIL ผู้แปรรูป โดยที่ COPRANIL จะมีการอัพโหลดข้อมูลเพิ่มเติมสู่บล็อกเชน ซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับเมล็ดกาแฟ รวมถึงกรรมวิธีและระดับความสะอาดของเมล็ด ความแห้ง และการคั่ว รวมถึงระบุว่าคุณลักษณะต่างๆ เป็นไปตามเกณฑ์ด้านแฟร์เทรด ออร์แกนิค และเกณฑ์อื่นๆ หรือไม่ จากนั้นจะเปิดให้หน่วยงานที่มาซื้อถึงข้อมูล เพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับเมล็ดกาแฟและการกำหนดราคา

ทั้งนี้ สหกรณ์และผู้ที่เกี่ยวข้องวางแผนที่จะขยายกรอบงานและใช้ Food Trust ในการแทร็คเอกสารการค้าที่เทรดเดอร์และผู้ส่งออกใช้ ซึ่งรวมถึงใบตราส่งสินค้าทางทะเล ใบแจ้งหนี้ ใบสั่งซื้อ รายการสั่งซื้อ และใบรับรอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพให้กับไร่ต่างๆ ผ่านการลดงานเอกสารและเพิ่มความรวดเร็วให้กับการทำธุรกรรม

Food Trust ยังจะตรวจสอบแหล่งกำเนิดของเมล็ดโกโก้ที่ยังอยู่ในเปลือก ก่อนที่จะให้ปุ๋ย ผ่านการขายเมล็ดแห้งล็อตใหญ่ๆ ให้แก่ Chocolate Halba โดย Food Trust จะเข้ามาแทนที่ไฟล์เอกสารที่ปัจจุบันเก็บเป็นเอกสารเอ็กซ์เซล ซึ่งเป็นข้อกำหนดจากบริษัทสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อเมล็ดโกโก้เกรด A การใช้ Food Trust จะทำให้ชาวไร่สามารถลงทะเบียนการติดตามโกโก้ทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ผลิตจะรวมข้อมูลนี้สู่ตลาด อันเป็นการช่วยให้ผู้ซื้อโกโก้ทั่วโลกรับทราบข้อมูลดังกล่าวด้วย

“เทคโนโลยี Food Trust และ Watson Decision for Agriculture ช่วยให้ทีมที่ลงพื้นที่สามารถให้คำแนะนำแก่ชาวไร่ว่าต้นโกโก้ชนิดไหนเหมาะกับคุณภาพดินแบบไหน รวมถึงประโยชน์ของการให้ปุ๋ยและทำให้เมล็ดแห้งแทนที่จะขายทั้งเปลือกหรือล้างเมล็ด ซึ่งเป็นแนวทางการขายเมล็ดโกโก้แบบดั้งเดิม” ปิซาร์โร กล่าว “การเข้าถึงข้อมูลจะช่วยให้ชาวไร่สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลมากยิ่งขึ้น”

เมื่อไม่นานมานี้ ไฮเฟอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและ CATIEได้จัดเวิร์คช็อปร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากไอบีเอ็มและอุตสาหกรรมโกโก้ เพื่อสำรวจแนวทางการผนวกข้อมูล macro-climate เข้ากับองค์ความรู้ด้านกลไกชีวภาพของโกโก้ เพื่อพัฒนาโมเดลการทำนายล่วงหน้า โดยผู้เชี่ยวชาญมองถึงการใช้ความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลิร์นนิงของ Watson ในการช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จะช่วยคาดการณ์ผลผลิตและการเติบโตของโกโก้ได้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“พรีไซซ” ไม่ทิ้งกัน มอบน้ำดื่มแก่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

เมื่อเร็วๆนี้ นายเศกสรร ปรีชา ผู้จัดการธุรกิจ พร้อมด้วยตัวแทนจากบริษัท พรีไซซ อีเลคตริค แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (PEM) ในเครือบริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ทำการส่งมอบน้ำดื่มบรรจุขวด “พรีไซซ” ขนาด 350 มล. จำนวน 1,200 ขวด ให้แก่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานในการต่อสู้และรับมือกับโควิด-19 และการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของโรงพยาบาล พรีไซซขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ ส่งต่อพลังแห่งความรัก ความห่วงใย ให้กับบุคลากรทางแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ทุกท่าน #พวกเราจะสู้โควิด-19 ไปด้วยกัน

https://preciseproducts.in.th/  LINE: https://lin.ee/1T37XR1

สอบถามเพิ่มเติม โทร. (+66) 02-584-2367 ต่อ 621 , 065-528-5860

#preciseproducts #powerislife #precise #พรีไซซผู้นำด้านโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัวบริการให้คำปรึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นครั้งแรก

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันด้านการบริหารจัดการพลังงานและระบบออโตเมชัน เปิดตัว Climate Change Advisory Service บริการให้คำปรึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นการต่อยอดบริการด้านคำปรึกษาของบริษัทฯ โดยเป็นบริการที่ออกแบบมาเพื่อมอบโซลูชันรวมที่ตอบโจทย์ความท้าทายขององค์กรในเรื่องความยั่งยืน รวมถึงการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ โดยนับเป็นครั้งแรกของบริการประเภทนี้ที่ช่วยสร้างสมดุลทั้งด้านวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และการวางแนวทางด้วยการติดตั้งใช้เทคโนโลยีและการดำเนินการที่จับต้องได้จริง  ให้แนวทางแบบบูรณาการอย่างเต็มรูปแบบ ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องการบริหารจัดการพลังงาน ประสิทธิภาพด้านการใช้ทรัพยากร การจัดซื้อพลังงานหมุนเวียน การชดเชยคาร์บอน การลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่คุณค่า และการรวบรวมและเปิดเผยข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วย AI

แม้ว่าจะมีทั้งข้อตกลงปารีสและคำมั่นสัญญามากมายจากองค์กรระดับโลกนับหลายพันแห่งก็ตาม แต่ก็ยังคงต้องติดตามเรื่องการเพิ่มอุณหภูมิทั่วโลกที่อาจจะเกินเกณฑ์ที่แนะนำคือ 1.5 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิร้อนขึ้นประมาณ 1.2 องศาเซลเซียสอยู่แล้วก่อนช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม)  บริการให้คำปรึกษาอย่างครบวงจรของชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะรวมเครื่องมือด้านการประเมินและการพัฒนากลยุทธ์ไว้ด้วยกัน พร้อมให้แนวทางในการนำไปการติดตั้งใช้งาน และให้การสนับสนุนเพื่อให้บริษัทขนาดใหญ่และขนาดเล็กสามารถตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนและบรรลุเป้าหมายการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในระดับโลกได้สำเร็จ

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือความท้าทายของทศวรรษนี้ และธุรกิจก็มีบทบาทสำคัญมากในการหยุดเรื่องดังกล่าว ผลที่ได้คือ ผู้บริหารระดับสูงต่างตระหนักกันมากยิ่งขึ้นว่าความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องการลงทุนที่ช่วยให้รู้สึกดี แต่เป็นการดำเนินการเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงและพัฒนาความยั่งยืน” สตีฟ วิลไฮท์ รองประธานอาวุโสฝ่ายบริการด้านพลังงานและความยั่งยืน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว

“อย่างไรก็ตาม หากจะเร่งการดำเนินงาน ต้องมีการเปลี่ยนกรอบความคิด แม้ว่าปีที่บันทึกไว้สำหรับพันธสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศคือ 2020 ก็ตาม แต่ก็ยังมีช่องว่างระหว่างความมุ่งมั่นกับการดำเนินการ บริการของเรามุ่งเป้าที่การเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ช่วยให้ลูกค้ากำหนดกลยุทธ์เชิงการแข่งขันในการลดการปล่อยคาร์บอนโดยอิงตามหลักวิทยาศาสตร์ ในขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบเชิงบวกในแง่ผลกำไร”

แม้ว่าการดำเนินการในส่วนขององค์กร กระตุ้นให้เกิดความคืบหน้าในการตอบสนองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจุบัน มีเพียง 23 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรที่ติดอันดับ Fortune 500 ที่ได้ให้คำมั่นสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศต่อสาธารณะ เพื่อบรรลุในปี 2030 ทั้งนี้ บริการให้คำปรึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจความสำคัญของการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการลดความเสี่ยง ช่วยกำหนดหรือสร้างความก้าวหน้าในเส้นทางมุ่งสู่ความยั่งยืน และวางกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ บริการดังกล่าวประกอบไปด้วยเรื่องต่อไปนี้

  • การพัฒนากลยุทธ์เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน
  • การบริหารจัดการแหล่งข้อมูลระดับโลกด้วย AI
  • การคาดการณ์และตั้งงบประมาณ
  • การบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กร
  • การกำหนดเป้าหมาย และการวางโร้ดแม็ป
  • การระบุศักยภาพและการดำเนินการด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การปรับใช้ไมโครกริดและเทคโนโลยีสะอาด
  • การประเมินโอกาสด้านพลังงานหมุนเวียนและการจัดซื้อ
  • การประเมินและจัดหาตลาดคาร์บอนในภาคสมัครใจ
  • การมีส่วนร่วมและการแก้ปัญหาด้านห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทาน

แนวทางด้านกลยุทธ์และการดำเนินการที่เน้นการปฏิบัติและขับเคลื่อนด้วยข้อมูล คือรากฐานการออกแบบและการบริหารจัดการโดยตรงขององค์กรที่มีจุดมุ่งหมายหลักในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องในการจัดอันดับสำคัญถึงความสำเร็จด้านความยั่งยืน โดยเมื่อไม่นานมานี้ บริษัทฯ ยังได้ประกาศถึงการมุ่งเน้นที่กลยุทธ์ระยะยาวอย่างจริงจัง ด้วยการยึดมั่นและคำนึงถึงสภาพแวดล้อม สังคม และหลักธรรมาภิบาลในทุกแง่มุมของกิจกรรม พร้อมช่วยให้ลูกค้าและพันธมิตรธุรกิจบรรลุวัตถุประสงค์เรื่องความยั่งยืนในองค์กร การประกาศครั้งนี้ เกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่ Corporate Knights บริษัทสื่อและการวิจัยของแคนาดา ได้ออกข่าวการจัดอันดับและการประเมินผลิตภัณฑ์ทางด้านการเงินโดยอิงตามศักยภาพในการสร้างความยั่งยืนขององค์กร นับเป็นครั้งแรกที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้รับการยกย่องให้เห็นเบอร์หนึ่งในดัชนีประจำปีของ 100 องค์กรระดับโลกที่มีความยั่งยืนมากที่สุดในโลก “the Global 100 most sustainable corporations in the world”

การผสานรวมความเชี่ยวชาญของบริษัทฯ ในฐานะที่ปรึกษารายใหญ่ที่สุดในโลก เรื่องข้อตกลงในการเจรจาซื้อพลังงานในระดับองค์กร พร้อมด้วยเครื่องมือและระบบบริหารจัดการที่ดีที่สุดด้านพลังงานและความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น EcoStruxure™ Resource Advisor, NEO Network™ และ EcoStruxure Microgrid Advisor ซึ่งทำให้ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่นำพาองค์กรต่างๆ ไปสู่อนาคตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนได้ในเชิงรุก

ผู้สนใจสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ช่วยให้บริษัทชั้นนำอย่าง Faurecia และ Charles River Labs ก้าวสู่การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ โดยสามารถเข้าไปที่ webinar ล่าสุดได้ที่ Climate Action in 2021: The Year of Breakthroughs.

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการให้คำปรึกษาของชไนเดอร์ อิเล็คทริค สามารถเยี่ยมชมได้ที่ schneider-electric.com/ess  และเข้าไปดูข่าวสารเกี่ยวกับพลังงานและความยั่งยืน รวมถึงมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มต่างๆ และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ได้ที่ Perspectives พร้อมทั้งติดตาม Schneider Electric Energy & Sustainability Services ได้ที่ LinkedIn

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

IBM Watson Advertising เดินหน้าวิจัย ใช้ AI ตรวจจับและลดอคติงานโฆษณา

IBM Watson Advertising(NYSE: IBM) ประกาศถึงงานวิจัยใหม่ที่จะใช้เทคโนโลยีเอไอแบบโอเพนซอร์สที่พัฒนาโดยไอบีเอ็ม ในการสำรวจว่าอคติที่ไม่พึงประสงค์ในงานโฆษณามีมากเพียงใด พร้อมวางแนวทางเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

อุตสาหกรรมโฆษณากำลังอยู่ภายใต้การทรานส์ฟอร์มครั้งสำคัญ โดยการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านความเป็นส่วนตัวและการเพิ่มความโปร่งใส เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เอไอกลายเป็นเทคโนโลยีหลักของอุตสาหกรรม ท่ามกลางช่วงเวลาของการรีแบรนด์ธุรกิจในก้าวย่างทรานส์ฟอร์เมชัน จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะจัดการกับปัญหาอคติที่ไม่พึงประสงค์ในงานโฆษณา โดยผลการศึกษาของสถาบันจีนาเดวิสที่ศึกษาเรื่องเพศในสื่อเผยให้เห็นว่านักแสดงชายปรากฏอยู่ในโฆษณามากกว่านักแสดงหญิง 12%  และแม้ว่าวิดีโอที่มีนักแสดงหญิงเป็นฝ่ายนำและมีความสมดุลเท่าเทียมทางเพศจะมีจำนวนการเข้าชมมากกว่าวิดีโออื่นๆ ถึง 30% แต่ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีเนื้อหาที่ครอบคลุมทุกเพศมากขึ้น

อคติที่ไม่พึงประสงค์ในโฆษณาอาจส่งผลเสียต่อผู้บริโภค ทำให้พลาดโอกาสทางเศรษฐกิจหรือรู้สึกว่าตกเป็นเป้าหมายตามภาพกำหนดที่สังคมวางไว้ ขณะเดียวกันยังส่งผลเสียต่อแบรนด์เพราะอาจนำสู่ผลลัพธ์การทำแคมเปญที่ไม่ดีนัก จุดมุ่งหมายการวิจัยของ IBM Watson Advertising คือการผลักดันให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับปัจจัยที่นำสู่อคติที่ไม่พึงประสงค์ในงานโฆษณา และแนวทางที่เอไอจะสามารถช่วยได้ โดยศึกษาครอบคลุมกลุ่มผู้ชมต่างๆ รูปแบบการสื่อสารด้วยข้อความเชิงสร้างสรรค์ การเพิ่มประสิทธิภาพของแคมเปญ รวมถึงผลกระทบจากแคมเปญ ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้นักการตลาดและไอทีเวนเดอร์สามารถพัฒนาโร้ดแม็ปนสำหรับการใช้งานเอไออย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อลดอคติที่ไม่พึงประสงค์ รวมถึงสร้างสรรค์และลงมือทำแคมเปญต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ ที่วาทกรรมที่ล่วงเลยมานานเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม กำลังโน้มนำวาระแห่งชาติและการดำเนินงานต่างๆ” บ๊อบ ลอร์ด รองประธานอาวุโสด้านเวิลด์ไวด์อีโคซิสเต็มของไอบีเอ็มกล่าว “ความหวังของเราคือการที่เอไอสามารถเป็นตัวเร่งการลดอคติที่ไม่พึงประสงค์ในงานโฆษณาได้ พร้อมกับช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมโฆษณา สร้างยุคใหม่ที่ไม่มีคุกกี้ของบุคคลที่สามในหน้าเว็บไซต์ที่เราเยี่ยมชม การวิจัยครั้งนี้เป็นก้าวแรกที่สำคัญสู่เป้าหมายเหล่านั้น โดยวิทยาศาสตร์จะชี้ให้เห็นว่าเอไอสามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้มากเพียงใด”

IBM Watson Advertising จะทำงานร่วมกับนักวิจัยจากสถาบันวิจัยไอบีเอ็ม เพื่อทำการศึกษานี้ร่วมกับ Ad Council รวมถึงองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาต่างๆ  โดยกรอบการศึกษาครอบคลุมถึง
อัตราการเกิดอคติในโฆษณา– การศึกษาความแพร่หลายและความถี่ของอคติในแคมเปญโฆษณาต่างๆ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลผลดำเนินการ ตัวอย่างเช่น การใช้ชุดเครื่องมือ AI Fairness 360 ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือ AI แบบโอเพนซอร์สที่พัฒนาโดยไอบีเอ็ม และได้บริจาคให้กับ Linux Foundation เพื่อศึกษาว่ากลุ่มที่ได้รับการสื่อสารแคมเปญในอดีตและแคมเปญปัจจุบัน ถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายของเนื้อหาโฆษณานั้นๆ ได้อย่างไร และมีอคติปรากฎอยู่หรือไม่
บทบาทของสัญญาณต่อการเกิดอคติ– ความถี่ในการส่งสัญญาณ ซึ่งหมายถึงบริบทที่โฆษณานั้นๆ ได้รับการถ่ายทอด ส่งผลต่ออคติอย่างไร  ตัวอย่างเช่น หากข้อความโฆษณาที่ได้รับการพิจารณาว่าไม่มีอคติ แต่ได้รับการส่งผ่านช่องทางดิจิทัลที่มีสัญญาณความเอนเอียงอยู่ โฆษณานั้นอาจถูกมองว่ามีอคติ
ความสามารถของปัญญาประดิษฐ์อาจทำให้อคติลดลงเอไอสามารถระบุการมีอคติได้มากแค่ไหน และต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากพลังของเอไอไดอย่างเต็มที่ เพื่อลดการเกิดอคติในงานโฆษณา

ข้อมูลจากโครงการศึกษาวัคซีนโควิด-19 ที่ชื่อ “It’s Up to You” ของ Ad Council จะถูกใช้ในการวิจัยเฟสแรก  โดยจะใช้ชุดเครื่องมือ AI Fairness 360 เพื่อตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาว่ามีวิธีใดบ้างที่เอไอจะช่วยลดการเลือกปฏิบัติและอคติ

“อคติแบบกลุ่มเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมของเราในวงกว้างมาเนิ่นนานเกินไปแล้ว และสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องศึกษาจุดกำเนิดและผลกระทบต่างๆ เพื่อให้เราสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำสู่ความก้าวหน้ายิ่งขึ้น” ลิซ่า เชอร์แมน ประธานและซีอีโอของ Ad Council กล่าว “Ad Council ภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรภาคอุตสาหกรรมรายแรก จากอีกหลายๆ องค์กรที่กำลังทำงานร่วมกับไอบีเอ็ม เพื่อช่วยขับเคลื่อนภารกิจการวิจัยที่น่าสนใจนี้”

IBM Watson Advertising มีพันธกิจในการใช้เอไอเป็นตัวเร่งการพัฒนาโซลูชัน รวมถึงปรับปรุงบริการและความน่าเชื่อถือในอีโคซิสเต็มงานโฆษณา โดยต่อยอดจากความเป็นผู้นำของไอบีเอ็มในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยเอไอ

IBM Watson Advertising วางแผนที่จะเผยแพร่ผลการวิจัยเบื้องต้นและข้อมูลอัพเดทหลังจากที่โครงการได้คืนหน้าไปแล้วในระดับหนึ่ง

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ IBM Watson Advertising ที่ https://www.ibm.com/watson-advertising

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชุดเครื่องมือ AI Fairness 360 ได้ที่ https://ai-fairness-360.org/


 

Exit mobile version