Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

TERABOX เพิ่ม-ให้-ฟรี มอบคลาวด์ใช้งาน 1-2 TB สนับสนุนสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

Terabox มอบพื้นที่คลาวด์ฟรีสำหรับจัดเก็บและแบ่งปันข้อมูล เริ่มต้นถึง 1TB หรือ 1024 GB สามารถสำรองไฟล์ข้อมูลทั้งรูปภาพและวิดีโอ ตอบโจทย์การใช้งานบนทุกอุปกรณ์ หรือระบบ iOS และ Android พร้อมเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาทุกระดับ อาจารย์ นักเรียน และนักศึกษา เข้าใช้งานฟรี พร้อมเตรียมมอบทุนการศึกษา ผ่านโครงการความร่วมมือที่จะมีขึ้นในอนาคต

สำหรับ Terabox นับเป็นระบบคลาวด์ที่ได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์การศึกษาในยุคดิจิทัล รองรับการเรียนรูปแบบออนไลน์ในช่วงการแพร่ระบาดของ “โควิด-19” ได้เป็นอย่างดี ชูจุดเด่นตอบโจทย์การใช้งานด้านการศึกษาอย่างครอบคลุม เช่นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ รองรับการใช้งานได้กับทุกอุปกรณ์บนทุกแพลตฟอร์มดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือประชุมออนไลน์ ตัวระบบได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัยสูง และที่สำคัญคือการเปิดให้ใช้งานฟรี

พัชรพร สิริทรัพย์วงศ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ การตลาดและประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า “สำหรับโครงการ Terabox เพิ่ม – ให้ – ฟรี เรามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาใช้สนับสนุนสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยแบ่งวัตถุประสงค์หลักออกเป็น 3 ข้อ คือ เพิ่ม – เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงพื้นที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ให้กับสถาบันการศึกษา ครู และนักเรียน ได้มีโอกาสใช้งานร่วมกัน, ให้ – ให้การสนับสนุนสำหรับอาจารย์ นักเรียนและนักศึกษา ด้วยการมอบพื้นที่จัดเก็บข้อมูลคลาวด์ขนาดใหญ่ เติมเต็มประสิทธิภาพในด้านการทำงาน และ ฟรี – ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สนับสนุนการศึกษาออนไลน์อย่างเต็ม ซึ่งจะทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต”

คุณพัชรพร กล่าวเพิ่มเติมว่า “เนื่องด้วยในสถานการณ์ปัจจุบันทาง Terabox มองเห็นปัญหาโควิด19 ที่มีผลกระทบในหลายส่วนร่วมไปถึงเรื่องของการศึกษา และทางบริษัทฯ มีความต้องการที่จะช่วยเหลือและแบ่งเบาปัญหาดังกล่าว เราจึงให้การสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใช้งานระบบ Terabox ที่เป็นเวอร์ชั่นเต็มได้ฟรี เพื่อให้ทุกคนได้เพิ่มความสะดวกสบายและลดภาระค่าช้จ่าย โดยการมอบพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำหรับดาวน์โหลดคลาสเรียน ส่งการบ้าน บันทึกจัดเก็บข้อมูล สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เติมเต็มและสร้างประสบการณ์เรียนรู้ได้ในทุกๆ วัน และเตรียมมอบทุนการศึกษาผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมในอนาคตอีกด้วย”

Terabox มีพื้นที่ความจุการเก็บข้อมูลฟรี เริ่มต้นที่ 1TB ให้สามารถได้ใช้งานแบบไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์, สมาร์ทโฟน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีแอปพลิเคชันทั้งในระบบ iOS และ Android โดยสามารถบันทึกข้อมูลรูปถ่ายความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มากถึง 250,000 รูป, วิดีโอที่มีความยาวรวม 500 – 1,000 ชั่วโมง และสามารถ รองรับการบันทึกหรือเปิดไฟล์ในรูปแบบ Microsoft Office, Adobe PDF รวมไปถึง Presentation มากถึง 6.5 ล้านหน้าเอกสาร ตัวระบบมีความเสถียรสูง และมีการพัฒนาระบบให้มีความง่ายต่อการใช้งานอีกด้วย

สำหรับ Terabox เป็น Cloud Storage ที่ได้รับการดูแลและพัฒนาโดย Flextech ประเทศญี่ปุ่น มีระบบการทำงานทันสมัย และมีความปลอดภัยสูงตามมาตรฐาน Tier +3 ของ JDCC Association ซึ่งข้อมูลของผู้ใช้งานถูกเก็บบันทึกไว้ในศูนย์ข้อมูลที่ญี่ปุ่นทั้งหมด จึงปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก

สิทธิพิเศษเพื่อสถาบันและครู อาจารย์ เจ้าหน้าที่ทางการศึกษา สนใจเข้าร่วมโครงการกับ Terabox รับทันที Premium Account ท่านละ 2TB ต่อ 1 ผู้ใช้งาน ฟรี ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.terabox.com หรือ  mhui@terabox.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

IBM และ Mercedes พัฒนาบริการช่วยติดตามรถหาย Stolen Vehicle Help สำหรับแอพ Mercedes me

ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) และเมอร์เซเดส ประกาศความสำเร็จของบริการ “Urban Guard -Stolen Vehicle Help” ที่พึ่งเปิดตัวเมื่อเร็วๆ นี้บนแอพ Mercedes me ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยค้นหาและนำยานพาหนะที่ถูกขโมยกลับคืน โซลูชันดังกล่าวสร้างขึ้นจากความร่วมมือก่อนหน้านี้ระหว่างไอบีเอ็มและเดมเลอร์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเมอร์เซเดส เพื่อพัฒนาบริการด้าน Connected Car อย่าง “ready to
ข้อมูลของสำนักงานประกันภัยอาชญากรรมแห่งชาติ​ (NICB) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานสมาชิกอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ระบุว่ามีการขโมยรถยนต์เพิ่มขึ้น 9.2% ในปี 2563 บริการรถยนต์ดิจิทัลและ Connected Car สามารถช่วยจัดการความเสี่ยงนี้ และเพิ่มโอกาสให้หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายสามารถนำยานพาหนะที่สูญหายหรือถูกขโมยไปกลับมาได้
บริการ “Urban Guard – Stolen Vehicle Help” ที่อยู่บนแอพ Mercedes me นี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ลูกค้าและหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายสามารถติดตามและนำยานพาหนะที่ถูกขโมยไปกลับคืนมาได้ ความรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญมากเมื่อมีเหตุโจรกรรมเกิดขึ้น โดยบริการ “Stolen Vehicle Help” จะรวบรวมข้อมูลยานพาหนะและข้อมูลลูกค้าที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยให้หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายสามารถระบุและนำยานพาหนะกลับคืนมาได้ โดยหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายจะได้รับข้อมูลเหล่านี้ พร้อมกับข้อมูลตำแหน่งของยานพาหนะจากพันธมิตรผู้ให้บริการ ผู้ได้รับอนุญาตให้ติดต่อสื่อสารกับสถานีตำรวจทั่วโลกได้
IBM Global Business Services และเมอร์เซเดส ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อวิเคราะห์และกำหนดกระบวนการแบบ End-to-end ตั้งแต่สถานการณ์ที่ลูกค้าต้องประสบในกรณีที่มีการขโมยเกิดขึ้น ไปจนถึงกระบวนการแชร์ข้อมูลแบบไลฟ์อย่างปลอดภัย และการประมวลผลในส่วนแบ็คเอนด์
IBM Global Business Services ทำหน้าที่พัฒนาระบบแบ็คเอนด์ด้วยเทคโนโลยีโอเพนซอร์สบนพื้นฐานของคลาวด์ อย่างเช่น Red Hat build ของ Quarkus เพื่อให้การทำงานเป็นไปภายใต้ความเร็วสูง โดยในฐานะพันธมิตรที่ดูแลการติดตั้งระบบ IBM Global Business Services ยังดูแลการสื่อสารแลกเปลี่ยนด้านเทคนิคระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และระบบต่างๆ ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น API ของข้อมูลลูกค้า หรือเครื่องมือสำหรับคอลเซ็นเตอร์
“ผู้บริโภคคาดหวังและให้คุณค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แก่บริการดิจิทัลและการที่รถยนต์สามารถสื่อสารเชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ ได้ ไม่น้อยไปกว่าความสำคัญที่ให้กับประสิทธิภาพของรถยนต์ ซึ่งหมายความว่าประสบการณ์ด้าน Connected Car นั้น สำคัญพอๆ กับเรื่องของแรงม้าหรือเสถียรภาพการบังคับรถเลยทีเดียว” นายเยอร์เกน เบราน์ รองประธานและผู้นำกลุ่มอุตสากรรมและยานยนต์ กลุ่มประเทศ DACH กล่าว “การพัฒนาบริการ Connected Car เพื่อช่วยปกป้องรถที่เจ้าของลงทุน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เมอร์เซเดสจะทำได้ เพื่อเพิ่มสัมพันธภาพอันดีกับลูกค้า และเพื่อสร้างจุดต่าง”
บริการ “Urban Guard – Stolen Vehicle Help” เริ่มให้บริการแก่ลูกค้าในยุโรปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 และหลังจากที่ได้เห็นประสิทธิภาพในการช่วยนำรถที่ศูนย์หายกลับคืน วันนี้จึงได้เริ่มเปิดบริการแก่ลูกค้าในบางประเทศในอเมริกาเหนือและเอเชียแปซิฟิคแล้ว
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โครงการ “Plastic Footprint Reduction และหนทางในการขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต” จัดโดย สมาคมการจัดการของเสียแห่งประเทศไทย

สมาคมการจัดการของเสียแห่งประเทศไทย (SWAT) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการทางออนไลน์สำหรับโครงการลดพลาสติกฟุตปรินท์ ในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564 โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ SEA Circular ซึ่งริเริ่มโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNEP) และ Coordinating Body on the SEA of East Asia (COBSEA) โดยได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสวีเดน

เป้าหมายของโครงการนี้คือการลดพลาสติกที่ต้นทางผ่านการร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคการศึกษา โครงการนี้มุ่งเน้นที่ต้นเหตุของปัญหา เนื่องจากมลพิษพลาสติกในทะเลมากกว่า 80% มาจากกิจกรรมบนบก โดยส่วนใหญ่เกิดจากทวีปเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยเอง

ใจความสำคัญของการกล่าวปาฐกถาพิเศษโดย ฯพณฯ ยอน ออสเตริม เกรินดาห์ล (H.E. Mr. Jon Åström Gröndahl) เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย และ ดร.อิซาเบล หลุยส์ (Dr Isabelle Louis)
รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกของ UNEP นั้น คือการให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าเกี่ยวกับความจำเป็นของการร่วมมือกัน และความสำคัญของบทบาทของพันธมิตรภาคเอกชนในการแก้ปัญหาการแพร่กระจายของพลาสติก

5 ภาคส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ อาหารและเครื่องดื่ม โรงแรม และการบริการ เทศบาล และการศึกษา องค์กรต่างๆ ที่ร่วมโครงการประกอบไปด้วย
บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด บริษัท คอสมอสบริวเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีเท็กซ์อินดัสตรี-
คอร์ปอเรชั่น จำกัด โรงแรม เดอะ สุโกศล ซิกซ์เซนส์เซส โฮเทล รีสอร์ท สปาส์ เทศบาลตำบลเวียงเทิง อ.เทิง
จ.เชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย และโรงเรียนวัดสร้อยทอง

 

การดำเนินการของโครงการนี้ประกอบด้วยการฝึกอบรมการวัดพลาสติกฟุตปรินท์ ให้แก่สมาชิกขององค์กรพันธมิตรและแต่ละองค์กรได้ทำการสำรวจข้อมูลพลาสติกฟุตปรินท์ เพื่อบ่งชี้ข้อมูลพื้นฐานและจุดที่ควรปรับปรุง ตามมาด้วยการพูดคุยเพื่อให้คำแนะนำแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้และแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ร่วมกัน

การฝึกอบรมและคำแนะนำเรื่องพลาสติกฟุตปรินท์ ดำเนินการโดยคุณดัค วูดริง (Mr Doug Woodring) ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร Ocean Recovery Alliance ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกาและฮ่องกง ที่ได้แบ่งปันเรื่องความสำคัญของการวัดและการทำความเข้าใจพลาสติกฟุตปรินท์ของเรา

ดร.จินดารัตน์ เทเลอร์ (Dr Chindarat Taylor) ประธานโครงการลดพลาสติกฟุตปรินท์ และอุปนายกสมาคมฯ นำเสนอผลลัพธ์และข้อค้นพบที่สำคัญในการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีความพยายามอย่างมากมายในการคิดและการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ การใช้วัสดุทางเลือก เช่น พลาสติกรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพ และการดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติก เช่น นวัตกรรมในการเก็บรวบรวมถุงและกล่อง การนำมาใช้ซ้ำและการรีไซเคิลเศษการผลิตจากการผลิต การลดและเลี่ยงการใช้และการรีไซเคิลพลาสติกในโรงแรม โรงเรียน และมหาวิทยาลัย เทศบาลแห่งหนึ่งส่งขยะพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้ไปยังโรงงานปูนซีเมนต์เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทั้งในประเทศไทยและที่อื่นๆ

ความร่วมมือคือกุญแจสู่ความสำเร็จ และโครงการนี้ได้นำบริษัทต่างๆ มารวมกันเพื่อเร่งให้เกิดนวัตกรรม เช่น บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กำลังเสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้กับองค์กรพันธมิตรบางแห่ง

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มากขึ้นเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อรองรับเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่นเพิ่มโรงงานรีไซเคิลพลาสติกที่ยังขาดในหลายพื้นที่ สำหรับการรีไซเคิลทั้งทางกลและทางเคมี และโรงหมักปุ๋ยจากพลาสติกชีวภาพในระดับอุตสาหกรรม รัฐบาลสามารถมีบทบาทสำคัญในการนำกฎระเบียบและสิ่งจูงใจในด้านต่างๆ เช่น
การเพิ่มสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลในผลิตภัณฑ์ การแยกขยะที่ต้นทาง และการเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
การนำ Extended Producer Responsibility (EPR) มาประยุกต์ใช้ จะช่วยให้เกิดการปรับปรุงเชิงโครงสร้างในระยะยาว

ดร.จินดารัตน์สรุป โดยกล่าวว่าอนาคตอยู่ในมือเรา และความร่วมมือระหว่างบริษัท ลูกค้า ซัพพลายเออร์ ตลอดจนรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือหนทางที่จะมุ่งสู่การลดพลาสติกในทะเล สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเกิดขึ้นและรุดหน้าไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลที่ได้จากโครงการนี้จะมีความยั่งยืนและช่วยเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยต่อไปในอนาคต

องค์กรพันธมิตรได้แบ่งปันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการลดพลาสติกฟุตปรินท์และแสดงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเพิ่มเติมโดยทำงานร่วมกับลูกค้าและซัพพลายเออร์ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของพลาสติก

ศ.ดร.อรทัย ชวาลภาฤทธิ์ นายกสมาคมฯ กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมสำหรับองค์กรพันธมิตรในการแบ่งปันประสบการณ์และการเรียนรู้ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาและปรับปรุงในอนาคต

นายภัทรพล ตุลารักษ์ ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า งานประชุมในวันนี้ได้มีผู้เชี่ยวชาญในสาขาสำคัญๆ มาให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าเกี่ยวกับมาตรการทางกฎระเบียบและเศรษฐศาสตร์ เพื่อลดพลาสติกฟุตปรินท์ในช่วงต่างๆ ของวัฏจักรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ นโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย การออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ และการนำ EPR มาทดลองใช้ในประเทศไทย และกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่าการวัดและทำความเข้าใจพลาสติกฟุตปรินท์ขององค์กรเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการพลาสติกให้ดีขึ้น ช่วยลดการรั่วไหลของพลาสติกลงสู่แม่น้ำและทะเล การสร้างเครือข่ายระหว่างองค์กรเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อทำงานและสนับสนุนความพยายามร่วมกันในการลดปัญหาพลาสติกในมหาสมุทรของเราต่อไป


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผู้นำองค์กรต้องเพิ่มกลยุทธ์ป้องกันการปลอมแปลงอัตลักษณ์บุคคล (Deep-Fake)

โดย นายแดริน สจ๊วต รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ อิงค์  

เดือนมีนาคม 2562 ซีอีโอของบริษัทพลังงานแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษได้รับสายด่วนจากเจ้านายซึ่งเป็นผู้บริหารของบริษัทแม่ที่เยอรมนี โดยเจ้านายชาวเยอรมันสั่งให้ลูกน้องของเขาโอนเงินจำนวน 220,000 ยูโร (ประมาณ 8.5 ล้านบาท) ให้กับตัวแทนซัพพลายเออร์ในฮังการี ซึ่งต้องโอนเงินเป็นกรณีเร่งด่วนและต้องแล้วเสร็จภายใน 1 ชั่วโมง เนื่องจากซีอีโอชาวอังกฤษจำสำเนียงเยอรมันที่โดดเด่นของเจ้านายได้ดี เขาจึงรีบอนุมัติการโอนเงินในทันที ทว่าโชคร้ายที่ซีอีโอชาวอังกฤษไม่ได้คุยกับเจ้านายของเขา แต่กลับคุยกับปัญญาประดิษฐ์ที่เลียนเสียงและแอบอ้างตัวเป็นเจ้านายชาวเยอรมัน

องค์กรธุรกิจควรต้องตระหนกกับเหตุการณ์นี้หรือไม่? คำตอบคือทั้งใช่และไม่ใช่ ที่ธุรกิจต้องกังวลคือรูปแบบความซับซ้อนในการหลอกลวงที่ดูแนบเนียนและที่สำคัญเป็นการโจมตีที่ประสบความสำเร็จ  แต่ที่ยังเบาใจได้คือมันยังต้องใช้ความพยายามและทรัพยากรอย่างมากในการจู่โจมรูปแบบนี้และเป้าหมายใหญ่อย่างบริษัทข้ามชาติ ซึ่งสิ่งนี้กำลังจะเปลี่ยนไป โดยเครื่องมือที่ใช้บิดเบือนข้อมูลสามารถขยายเป็นสองทางอย่างน่าทึ่ง อย่างแรก คือ มันทำให้ผู้ที่ไม่หวังดีใช้วิธีนี้จู่โจมได้ง่ายมากขึ้น แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จน้อยแต่สิ่งที่ได้มาก็คุ้ม อย่างที่สองเมื่อเทคโนโลยี Deep-Fake หรือการปลอมแปลงอัตลักษณ์ของบุคคลด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่ทรงพลังและใช้ง่ายตกอยู่ในมือคนจำนวนมากที่ทำให้ใครก็ได้สามารถโจมตีเป้าหมายที่ต้องการไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

เทคโนโลยีเอไอ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง (Machine Learning) แทรกซึมอยู่ในธุรกิจและการสื่อสารสมัยใหม่ ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่จะมีการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ไปในทางที่ผิดกฎหมาย การล่อลวงแบบดีปเฟก (Deepfakes) สามารถเป็นได้ทั้งเสียง รูปภาพ และวิดีโอที่ดูเสมือนจริงแต่กลับเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นด้วยเอไอ เหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ครั้งล่าสุดของการบิดเบือนข้อมูลในแบบที่ RAND Corporation หน่วยงานด้านนโยบายระดับโลกของอเมริกา ได้อธิบายไว้ว่าเป็น “วัฒนธรรมการเสื่อมสลายของความจริง” (หรือ Truth Decay) เป็นพลวัตที่มีการถกเถียงอย่างมากถึงขอบเขตในด้านการเมืองและทฤษฎีสมคบคิด ในขณะที่บริบทของธุรกิจการสูญเสียความสัตย์จริงทางออนไลน์กลับได้รับความสนใจน้อยกว่า ขณะที่บริษัทต่าง ๆ พยายามป้องกันการโจมตีของแรมซัมแวร์พวกเขากลับไม่ได้ทำอะไรเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการจู่โจมจากสื่อสังเคราะห์เหล่านี้

เทคโนโลยี Deep-fake ได้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ซีอีโอชาวอังกฤษคนนั้นถูกหลอกโดยเอไอที่เลียนเสียงพูดเจ้านายของเขา และยังส่งผลให้เครื่องมือต่าง ๆ ที่จำเป็นในการสร้างดีปเฟกเข้าถึงได้มากขึ้นเช่นกัน ซึ่งการสร้างภาพหรือวิดีโอปลอม ๆ ขึ้นมาให้ดูน่าเชื่อถือขอเพียงมีคอมพิวเตอร์คุณภาพดี (ซึ่งอุปกรณ์ที่ลูก ๆ วัยรุ่นของคุณใช้เล่นเกมก็เพียงพอแล้ว) และคอลเลกชันรูปภาพดี ๆ ของเป้าหมายเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้บริหารองค์กรธุรกิจต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้นเป็นพิเศษ

ซีอีโอและผู้บริหารแถวหน้าคนอื่น ๆ ในองค์กรล้วนเป็นที่รู้จักในสาธารณะ และโดยปกติจะมีภาพและบันทึกกิจกรรมของบุคคลเหล่านี้ในบริบทต่าง ๆ เผยแพร่ในสื่อสาธารณะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้นักต้มตุ๋นดีปเฟก (Deepfakers) มีเครื่องมือทั้งหมดที่จำเป็นในการสร้าง “ตัวตนเสมือน” เพื่อเลียนแบบอัตลักษณ์ต่าง ๆ ของผู้บริหารเหล่านั้น

การปลอมแปลงในลักษณะดังกล่าวนี้เกิดขึ้นแล้วกับบุคคลสาธารณะมากมาย บ่อยครั้งเกิดกับคนดัง ๆ ที่มักถูกนำภาพไปใช้ในทางอนาจารโดยที่ไม่ได้รับความยินยอม รูปสาธารณะของดารารวมกับเนื้อหาลามกอนาจารถูกนำมาผลิตใช้เสมือนของจริงจนน่าตกใจ ลองจินตนาการถึงเรื่องอื้อฉาวและการควบคุมความเสียหายหากเกิดเรื่องแบบนี้กับซีอีโอขององค์กร หรือจัดฉากการติดสินบนโดยมีนักแสดงยื่นเงินให้กันแล้วเอาใบหน้าของนักการเมืองหรือผู้บริหารด้านการเงินขององค์กรคุณมาสวมแทน แรนซัมแวร์อาจเป็นเรื่องน่ากลัวของวันนี้แต่พรุ่งนี้สิ่งที่จะมาแทนคือการใช้ดีปเฟกเพื่อการขู่กรรโชกหรือการให้ร้ายแก่กัน

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก และมีรายชื่ออยู่ในดัชนี S&P 500 บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต

การ์ทเนอร์นำเสนองานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้แหล่งข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อชี้นำลูกค้าสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องที่สำคัญที่สุด การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CRG (เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป) เสิร์ฟความอร่อย 16 แบรนด์ ผ่านแอปพลิเคชั่น1312 FOODHUNT DELIVERY

เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) ปรับโฉมใหม่ แอปพลิเคชั่น 1312 FOODHUNT DELIVERY พร้อมเสิร์ฟความอร่อยภายใต้แบรนด์ในเครือ 16 แบรนด์ เน้นการใช้งานง่ายขึ้นกว่าเดิมผ่านแอปพลิเคชั่น พร้อมครอบคลุมไปยังเวบไซต์ บริการโทรสั่งผ่านเบอร์ 1312 และแชทสั่งผ่าน LINE Official Account ภายใต้คอนเซปต์ “Something Special, Something More” เริ่มในเดือนกันยายนนี้ พร้อม 2 โปรโมชั่นพิเศษไม่เหมือนใคร ได้แก่

  1. โปรโมชั่นส่งฟรี ในระยะทาง 10 กิโลเมตรแรก เมื่อสั่งอาหารขั้นต่ำ 200 บาทขึ้นไป และใส่โค้ดส่วนลดค่าส่ง “CRGFREE” ระยะเวลาตั้งแต่ 9 ก.ย. – 30 ก.ย. 2564
  2. โปรโมชั่น Special for You สั่งเท่าเดิม เพิ่มให้ฟรี เมื่อสั่งเซตอาหารราคาปกติ แถมฟรีเมนูพิเศษที่ให้ลูกค้าเลือกรับได้ ระยะเวลาตั้งแต่ 1 ก.ย. – 31 ต.ค. 2564

ผู้สนใจสามารถสั่งเดลิเวอรี่ในโปรโมชั่นพิเศษจาก 1312 FOODHUNT DELIVERY  ได้ 4 ช่องทางคือ

  1. Application: https://bit.ly/3kKcfQS
  2. Website: https://bit.ly/3kAXY92
  3. โทรสั่งผ่านเบอร์ 1312
  4. แชทผ่านไลน์ @1312food หรือคลิก: https://bit.ly/3zrdMkN

สำหรับ 1312 FOODHUNT DELIVERY  แอปพลิเคชั่นสั่งเดลิเวอรี่ภายใต้เครือ CRG ได้มีการปรับรูปแบบใหม่ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม พร้อมสิทธิ์พิเศษที่เหนือกว่าและไม่เหมือนใคร เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้นและเพื่อรองรับสถานการณ์โควิด 19 ในขณะนี้ สำหรับฟังก์ชั่นการใช้งานที่มีการปรับรูปแบบใหม่นั้น เน้นการใช้งานให้ง่ายขึ้น สะดวกรวดเร็ว และครอบคลุมไปถึงการใช้งานบนเวบไซต์ด้วย เพื่อมอบความรู้สึกพิเศษให้ลูกค้าคนสำคัญ ได้รับความอิ่มอร่อยภายใต้แบรนด์ในเครือ CRG ทั้ง 16 แบรนด์ ส่งตรงถึงมือ อีกทั้งยังเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ของแอปพลิเคชั่นและเวบไซต์ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานให้สะดวกมากยิ่งขึ้น ได้แก่

  1. สามารถใส่โค้ดส่วนลดค่าจัดส่ง (โค้ดส่งฟรี)
  2. สามารถสั่งอาหารผ่านบริการได้ทั้ง Delivery และ Takeaway (บริการสั่งกลับบ้านและรับเองที่สาขา)
  3.  สามารถสั่งออเดอร์เดลิเวอรี่ล่วงหน้า (ปัจจุบันทำได้ผ่านการโทร 1312 หรือแชทไลน์กับ Customer Service)

และกำลังเร่งพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกลูกค้าทุกท่าน พร้อมส่งต่อเมนูอร่อยจากทั้ง 16 แบรนด์ในเครือ CRG ได้แก่ Mister Donut, Auntie Anne’s, Pepper Lunch, Chabuton, Cold Stone Creamery, Thai Terrace, Yoshinoya, Ootoya, Tenya, Katsuya, Aroidee, Kowlune, Salad Factory, Brown Café, Arigato และ Somtamnua


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

APP เชิญร่วมเปิดตัวแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE รูปแบบ Virtual Event พร้อมขับเคลื่อนโซลูชันภาคอุตสาหกรรม

บมจ.แอพพลิแคด หรือ APP เรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ Virtual Event เต็มรูปแบบ งานใหญ่! ปรับโฉมใหม่! จาก SWID สู่ 3DX ในงาน AppliCAD’s 3DEXPERIENCE SOLIDWORKS Day 2022 (3DX SOLIDWORKS 2022) เปิดตัวซอฟต์แวร์รูปแบบใหม่ สไตล์ New Normal พร้อมสาระความรู้แบบอัดแน่น แต่เข้าใจง่าย จากบรรดาเหล่าวิทยากรมากประสบการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน ร่วมฟังกันแบบสบายๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาที่งาน และไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ พบกันบนหน้าจอของคุณ วันที่ 7-8 ตุลาคม 2564 ลงทะเบียนร่วมงานฟรี!!

หลังจากที่ต้องปรับวิถีชีวิตใหม่เพื่อเอาชนะและลดความเสี่ยงจากโรคระบาด ยิ่งตอกย้ำว่า Digital Lifestyle จะเข้ามารับการเปลี่ยนแปลงและเป็นตัวขับเคลื่อนการดำเนินชีวิต ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ แทนวิถีเดิมที่เคยเกิดขึ้น APP จึงขอนำเสนอแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE พร้อมขับเคลื่อนโซลูชันให้กับภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ  สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน การสร้างโมเดล การสร้างแบบจำลอง และระบบข้อมูลอัจฉริยะในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งนับเป็นเครื่องมือหลักที่รองรับการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพลตฟอร์มที่สร้างประสบการณ์ทางธุรกิจในรูปแบบใหม่ โดยการให้บริการด้านซอฟต์แวร์สำหรับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในบริษัทของคุณ ตั้งแต่การตลาด การขาย การออกแบบ ไปจนถึงงานด้านวิศวกรรม ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าและสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับผู้บริโภคได้อย่างง่ายดายในทุกที่ทุกเวลาบนทุกอุปกรณ์

Highlight ภายในงาน

  • Exclusive กว่าใคร กับวิทยากรสุดพิเศษ
    ** เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ นัก podcast หนุ่มไฟแรงผู้ก่อตั้ง The Secret Sauce พร้อมแชร์กลยุทธธุรกิจ ในยุค Digital Transformation

** โค้ชหนุ่ม The Money Coach จักรพงษ์ เมษพันธุ์ กับสาระความรู้ด้านการเงิน “การเงินพุ่งทะยาน ฝ่าสถานการณ์ COVID เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสทางการเงิน”

  • สัมผัส Virtual Event เต็มรูปแบบ ตื่นตา ตื่นใจไปกับ Virtual Conference สุดอลังการ
  • เปิดประสบการณ์การสร้างสรรค์ขั้นสุดกับ 3DEXPERIENCE Platform แพลตฟอร์มที่ช่วยให้คุณทำงานที่ไหนก็ได้แบบครบวงจรผ่านระบบ Cloud
  • ครั้งแรกกับโซลูชันใหม่ด้าน ERP เพื่อคนไทย สำหรับธุรกิจด้านงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ
  • สาวก SOLIDWORKS ห้ามพลาด กับการอัปเดตฟีเจอร์เด็ดใน SOLIDWORKS 2022
  • อัปเดตเทคโนโลยี 3D ทั้งการออกแบบและสร้างชิ้นงานเพื่อการผลิตในทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม ด้วย 3D Printing และ 3D Scanning ครั้งใหญ่ หลากหลายกว่าทุกปี
  • ห้องสัมมนาย่อยที่ครอบคลุมในทุกด้านการผลิต ที่มีให้คุณเลือกมากกว่า 20 ห้อง
  • กิจกรรมร่วมสนุก พร้อมลุ้นรับของรางวัลอีกมากมาย งานดีปีละครั้งที่คุณไม่ควรพลาด งานนี้ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน ลงทะเบียนที่นี่ !!

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ตลท. จับมือ ดีป้า ส่งเสริมดิจิทัลสตาร์ทอัพอาสา “เป็ดไทยสู้ภัย” ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการและระบบฐานข้อมูลผู้ป่วย COVID-19 ในสถานการณ์ฉุกเฉิน สนับสนุนกรมการแพทย์-กรมควบคุมโรค สู้ภัย COVID-19

14 กันยายน 2564: จังหวัดนนทบุรี – ดร.กฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการ สายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน และ นางลดาวัลย์ กันทวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารกิจกรรมเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เป็นผู้แทนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการส่งมอบเงินสนับสนุนแก่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า โดยมี ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ เป็นผู้รับมอบ เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการและระบบฐานข้อมูลผู้ป่วย COVID-19 ในสถานการณ์ฉุกเฉินของกลุ่มดิจิทัลสตาร์ทอัพอาสา เป็ดไทยสู้ภัย ณ จุดบรรจุยา สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยมี นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ และ ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม หัวหน้ากลุ่มสตาร์ทอัพอาสา เป็ดไทยสู้ภัย ร่วมเป็นสักขีพยาน

สำหรับโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการและระบบฐานข้อมูลผู้ป่วย COVID-19 ในสถานการณ์ฉุกเฉินมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการและระบบข้อมูลผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระบบสายด่วน 1668 และ 1422 ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมเชื่อมโยงการดำเนินการของดิจิทัลสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพในการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุขของประเทศ อีกทั้งช่วยลดอัตราการเข้ารับการรักษาพยาบาล อัตราการป่วยรุนแรง และอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย COVID-19 โดยการจำแนกผู้ป่วยและสนับสนุนระบบการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมา กลุ่มดิจิทัลสตาร์ทอัพอาสา เป็ดไทยสู้ภัย ดำเนินการร่วมกับกรมการแพทย์ และกรมควบคุมโรคอย่างใกล้ชิดในการยกระดับขีดความสามารถของระบบสาธารณสุขไทย เพื่อรองรับผู้ป่วย COVID-19 ที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตั้งแต่เดือนสิงหาคมผ่านมา ทีมเป็ดไทยสู้ภัย ช่วยคัดกรองผู้ป่วยไปแล้วมากกว่า 50,000 ราย และช่วยส่งยาให้ผู้ป่วยที่มีอาการไปแล้วมากกว่า 5,000 ราย

เป็ดไทยสู้ภัย เกิดจากการรวมตัวของเครือข่ายดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่ได้รับการส่งเสริมโดย ดีป้า ซึ่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในสถานการณ์ระบาดของ COVID-19 ตั้งแต่ระลอกแรกจนถึงปัจจุบัน

รายชื่อบุคคลในภาพจากซ้ายไปขวา

(1)    นางสาวณัฐชลัยกร ศิริจำรูญวิทย์ คณะทำงาน ศูนย์ความร่วมมือภาคประชาสังคม-กรมการแพทย์ เพื่อผู้ป่วยโควิด-19
(2)    คุณสาโรจน์ อธิวิทวัส ผู้ก่อตั้งและ CEO Wisible
(3)    คุณลดาวัลย์ กันทวงศ์  ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารกิจกรรมเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์ฯ
(4)    ดร.กฤษฎา เสกตระกูล  รองผู้จัดการ สายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ
(5)    นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์
(6)    ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)
(7)    ทพญ.สุมนา โพธิ์ศรีทอง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์
(8)    ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม หัวหน้ากลุ่มสตาร์ทอัพอาสา เป็ดไทยสู้ภัย

#SET #depa #เป็ดไทยสู้ภัย #DigitalStartup #MoPH #DMS #DDC #DigitalThailand


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อเมริกันสแตนดาร์ดเปิดตัว Studio S Collection แรงบันดาลใจ….จากชีวิตเมือง สู่ประสิทธิภาพไม่มีใครเทียบเคียง

กรุงเทพฯ 27 สิงหาคม 2564 – อเมริกันสแตนดาร์ด หนึ่งในแบรนด์สุขภัณฑ์ที่โดดเด่นที่สุดและเป็นแบรนด์ภายใต้กลุ่มบริษัทลิกซิล (LIXIL) ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเผยโฉม Studio S Collection ซึ่งประกอบไปด้วย โถสุขภัณฑ์ชิ้นเดียวดีไซน์แบบไร้ถังพัก และอ่างล้างหน้าแบบฝังบนเคาน์เตอร์ ดีไซน์ทรงรี ให้ความรู้สึกโมเดิร์น

Studio S Collection ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปลักษณ์อันทันสมัยและดีไซน์สุดเท่ของพื้นที่ในเขตเมือง โดยรายละเอียดและรูปลักษณ์แนวโมเดิร์นถูกออกแบบมาให้มีความโดดเด่น สร้างความน่าสนใจ และสวยงามสะกดทุกสายตา ซึ่งแน่นอนว่าจะสร้างความประทับใจไปพร้อมกับมอบความสบายขณะใช้งาน นับตั้งแต่องค์ประกอบทุกอย่างที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระบบระเบียบสำหรับกิจวัตรในตอนเช้า ไปจนถึงการผ่อนคลายหลังจากปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องยาวนานมาทั้งวัน โดยชิ้นส่วนแต่ละชิ้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนถึงวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง

อเมริกันสแตนดาร์ดรู้ดีว่าทุกครอบครัวเริ่มต้นวันใหม่และสิ้นสุดภารกิจแต่ละวันในห้องน้ำ และมุ่งมั่นที่จะนำความรู้สึกสบายและปลอดภัยมาให้แก่สมาชิกทุกคนในบ้านทุก ๆ วัน

อเมริกันสแตนดาร์ดยึดมั่นในหลักการ Consumer Centricity หรือผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เป็นหัวใจสำคัญของทุกการสร้างสรรค์และนำเสนอผลิตภัณฑ์ เรารวบรวมข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคเพื่อเข้าใจความต้องการลูกค้า พัฒนาสินค้าและบริการให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด หรือเพิ่มความประทับใจให้มากขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีและมีคุณค่าที่ลูกค้ามองหาจากสินค้าและบริการของเรา เราเล็งเห็นความสำคัญของสุขอนามัยมาโดยตลอดและเรามีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีรูปลักษณ์สวยงามและตอบโจทย์การใช้งาน เพื่อปกป้องสุขภาวะที่ดีให้ดำรงอยู่กับทุกครอบครัว ออดรีย์ โหย่ว ลีดเดอร์ บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการใช้น้ำเอเชียแปซิฟิก (LWT APAC) กล่าว

การใช้วัสดุคุณภาพสูงช่วยให้ผู้ใช้มีความมั่นใจในผลิตภัณฑ์ที่ให้อายุการใช้งานที่ยาวนานและเชื่อถือได้ ทั้งในแง่รูปทรงและฟังก์ชันการทำงาน รวมทั้งให้ประสิทธิภาพการใช้งานระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งบรรดาเจ้าของบ้านต่างคาดหวังจากผลิตภัณฑ์ของอเมริกันสแตนดาร์ด ทั้งนี้ด้วยประสบการณ์มากกว่า 140 ปีในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนขณะใช้ห้องน้ำ อเมริกันสแตนดาร์ดได้ออกแบบทุกผลิตภัณฑ์โดยใส่รายละเอียดเพื่อให้การใช้ชีวิตมีความง่ายและเพลิดเพลินยิ่งขึ้น

ออดรีย์ กล่าวเสริมอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมานี้เราพบว่าผู้บริโภคใช้เวลาอยู่ที่บ้านเป็นเวลานานและต้องการ   อัปเกรดห้องน้ำของพวกเขาเพื่อเพิ่มความเพลิดเพลินกับ ช่วงเวลาส่วนตัวผลิตภัณฑ์ของเราภายใต้กลุ่มผลิตภัณฑ์ Studio S เหนือกว่าในทุกรายละเอียด สะดวกสบายสะท้อนไลฟ์สไตล์คนเมือง ทันสมัย โดดเด่นทุกมุมมอง เพื่อดีไซน์ห้องน้ำสวยไม่ซ้ำใคร ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดเพราะมาช่วยเติมเต็มความต้องการด้านการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

โถสุขภัณฑ์ชิ้นเดียวมาพร้อมดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร ผนวกกับเทคโนโลยี PowerFlo™ ซึ่งให้ผลการชำระล้างที่เงียบและทรงพลังยิ่งขึ้น เส้นสายที่เรียบง่ายสะอาดตาและรูปทรงที่ทันสมัยทำให้โถสุขภัณฑ์ชิ้นเดียวนี้ดึงดูดสายตา โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ด้านข้างที่โฉบเฉี่ยว ให้ทั้งประสิทธิภาพการชำระล้างที่สูงและช่วยประหยัดน้ำ โดยไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่ ทั้งยังได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงความสบาย ความสูงและความกว้างเท่ากับระดับเก้าอี้มาตรฐาน ช่วยให้ลุกนั่งสะดวก พร้อมฝารองนั่งที่เปิดปิดได้อย่างนุ่มนวล

เพราะเป็นที่นั่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในบ้านรวมทั้งสมาชิกทุกคนในบ้านต้องใช้งานกันตลอด ผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Studio S จึงได้ผสมผสานการออกแบบที่เน้นความสวยงามผสานกับฟังก์ชันที่ลงตัวที่สุดให้กับผู้ใช้งาน

Studio S Collection วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่บุญถาวร ทุกสาขาทั่วประเทศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ americanstandard.co.th

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : American Standard Thailand หรือโทร. 02-901-4455

เกี่ยวกับอเมริกันสแตนดาร์ด                                                                          

อเมริกันสแตนดาร์ดช่วยให้การใช้ชีวิตทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และในชุมชน เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และงดงามมากยิ่งขึ้น เป็นเวลากว่า 140 ปีแล้วที่แบรนด์อเมริกันสแตนดาร์ดได้คิดค้นและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยกระดับการใช้ชีวิตประจำวันในห้องน้ำและห้องครัวให้กับลูกค้าบ้าน รวมทั้งคู่ค้าพันธมิตรทางธุรกิจ จึงไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายที่นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการออกแบบของอเมริกันสแตนดาร์ดสามารถคว้ารางวัลต่าง ๆ ได้ถึง 83 รางวัลในช่วงห้าปีที่ผ่านมา อเมริกันสแตนดาร์ดเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัท ลิกซิล (LIXIL) ผู้นำระดับโลกด้านผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อที่อยู่อาศัยและวัสดุก่อสร้าง อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.americanstandard.co.th หรือติดตามข่าวสารบน Facebook, Twitter, Instagram, Youtube, Pinterest

เกี่ยวกับลิกซิล

ลิกซิลเป็นผู้บุกเบิกด้านผลิตภัณฑ์เพื่อที่อยู่อาศัยและสุขภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานได้ประสบในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งเน้นที่จะเนรมิตบ้านที่ดีกว่าเดิมให้แก่ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ด้วยการยึดมั่นในนวัตกรรมที่มีถิ่นกำเนิดจากญี่ปุ่น เราได้สร้างสรรค์เทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก และรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งจะมาทำให้บ้านเป็นสถานที่ที่น่าอยู่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม สิ่งที่ลิกซิลไม่เหมือนใครคือแนวทางที่ทางบริษัทใช้ในการดำเนินงาน    ต่าง ๆ เราทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผ่านการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้งาน จิตวิญญาณของผู้ประกอบการ ความทุ่มเทที่จะทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ และการเติบโตทางธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ แนวทางเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้เห็นผ่าน    แบรนด์ชั้นนำในอุตสาหกรรมอันได้แก่ อิแน็กซ์ โกรเฮ่ อเมริกันสแตนดาร์ด และทอสเท็ม โดยพนักงานราว 55,000 คน ในกว่า 150 ประเทศทั่วโลกของเรานั้นมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีผู้ใช้งานมากกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วโลกในแต่ละวัน ลิกซิล กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (TSE Code คือ 5938) เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่จดทะเบียนในนามกลุ่มธุรกิจของลิกซิล

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.lixil.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รวมพลังเร่งสร้างสื่อความรู้ในการฟื้นฟูการทำงานของปอด และระบบหายใจ แก่ผู้ป่วย Post – Covid -19 (ฟื้นฟูปอดรอดโควิด)

สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค สถาบันบำราศนราดูร สถาบันโรคทรวงอก สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และชมรมกายภาพบำบัดระบบหายใจ หัวใจและหลอดเลือดแห่งประเทศไทยจัดโครงการกิจกรรมสร้างสื่อความรู้ในการฟื้นฟูการทำงานของปอดและระบบหายใจแก่ผู้ป่วย Post-Covid-19

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยโดยรวมดีขึ้น หลังจากจำนวนผู้หายป่วยกลับบ้านเพิ่มขึ้น และเริ่มมีจำนวนมากกว่าผู้ติดเชื้อต่อวัน ส่วนการบริหารจัดการเตียงในขณะนี้ พบว่าจำนวนเตียงในพื้นที่ กทม. เริ่มเพียงพอต่อการรองรับผู้ป่วย เนื่องจากการทำ Home Isolation (HI) และ Community Isolation (SI) เป็นไปอย่างมีระบบส่งผลให้การบริหารจัดสรรเตียงเป็นไปอย่างราบรื่น โดยจากข้อมูลการรอคอยเตียงในระบบ Call Center พบว่าจำนวนผู้รอเตียงสีแดงมีจำนวนลดลงและมีผู้ป่วยที่ต้องรอเตียงเกิน 24 ชม. ลดลงเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตามเนื่องจากยังมีผู้ติดเชื้อสะสมต่อเนื่องเป็นจำนวนมากและผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วดังกล่าว  บางส่วนจะเป็นผู้ป่วยที่การฟื้นฟูสมรรถภาพปอดทำได้ช้าเพราะปัจจัยด้านอายุหรือการมีโรคร่วม ดังนั้นการออกกำลังเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพปอดจึงเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือผู้ป่วย เพื่อเพิ่มความสามารถในการหายใจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งเพื่อช่วยในการขับเสมหะ (ถ้ามีและเพื่อป้องกันการเกิดภาวะปอดแฟบ อันจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของปอดให้ดีและเร็วยิ่งขึ้น ตามคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก (WHO : Support for Rehabilitation: Self-Management after COVID-19 Related Illness / Exercise after leaving hospital)

ด้าน ศ.ดร.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล  นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการจัดกิจกรรมสร้างสื่อความรู้ในการฟื้นฟูการทำงานของปอดและระบบหายใจแก่ผู้ป่วย Post-Covid-19 (Education support for rehabilitation self-Management after COVID-19 related illness) ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้จะมีสื่อการสอนให้ความรู้แก่ประชาชนในด้านการป้องกันไวรัสโควิดและการให้ความรู้เรื่องวัคซีนโควิดค่อนข้างมาก แต่พบว่าสื่อที่ให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้ป่วย Post-Covid นการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย ซึ่งมีความมุ่งหมายที่จะเสริมสร้างและประสานองค์กรที่เป็นตัวแทนกลุ่มการแพทย์ กลุ่มผู้ป่วยและหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนภารกิจต่าง ๆ ด้านการดูแลผู้ป่วย จึงได้มีแนวคิดในการจัดทำโครงการสร้างสื่อความรู้ในการฟื้นฟูการทำงานของปอดและระบบหายใจแก่ ผู้ป่วย Post-Covid-19 (Education support for rehabilitation self-Management after COVID-19 related illness) เพื่อเผยแพร่เป็นความรู้ให้กับประชาชนและผู้ป่วย Post-Covid รวมถึงสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ใช้สำหรับการเป็นสื่อการสอนแก่ผู้ป่วย

ด้าน รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ชื้อไวรัสโคโรนา-2019 มีความชื่นชอบระบบการหายใจของมนุษย์เป็นพิเศษ โดยมีคุณสมบัติการทะลุทะลวงลงไปถึงแขนงหลอดลมฝอยและถุงลมปอดได้ง่าย ทำให้ผู้ติดเชื้อเกือบทั้งหมดเกิดปอดอักเสบมากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่จะตรวจพบด้วยวิธีการใด แต่จะมีผู้ป่วยราว 50% เกิดปอดอักเสบที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยมี 5% ที่ปอดอักเสบรุนแรงจนถึงวิกฤต ทั้งนี้มีผู้ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 2% ซึ่งนำไปสู่อัตราการเสียชีวิตที่1% เชื้อไวรัสนอกจากจะทำให้เกิดปอดอักเสบเช่นเดียวกับเชื้อโรคอื่นแล้ว ยังมีลักษณะพิเศษที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราให้ทำงานอย่างรุนแรง เพื่อต่อต้านการเพิ่มจำนวนของไวรัส แม้เมื่อเทียบกันแล้วอาจจะไม่รุนแรงเท่ากับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุปอดอักเสบบางชนิด แต่เนื่องจากเชื้อนี้ถูกกำจัดไปจากร่างกายมนุษย์ได้ยาก จึงทำให้ภาวะภูมิคุ้มกันมากเกินไปของร่างกายเรานี้แสดงออกอยู่เป็นเวลานานกว่าเชื้ออื่น ส่งผลให้มีการสูญเสียหน้าที่การทำงานของระบบการหายใจเป็นหลัก และตามมาด้วยการทำงานบกพร่องของระบบร่างกายอื่นตามมาได้ นอกจากนั้นเชื้อนี้ยังมีความสามารถในการรุกล้ำเส้นเลือดทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ทำให้เกิดปัญหาการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ และเกิดการขาดเลือดของอวัยวะสำคัญ ๆ ตามมา

               ด้าน นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ รองผู้อำนวยการสถาบันกลุ่มแผนปฏิบัติการชาติฯ สถาบันบำราศนราดูรกล่าวว่าระยะเวลาการเกิดปอดอักเสบนั้น ในช่วงสัปดาห์แรกของการติดเชื้อจะเกิดปอดอักเสบได้ตั้งแต่ 3-วันเป็นต้นไป ลักษณะจะคล้ายปอดอักเสบจากการติดเชื้ออื่น เมื่อเข้าสัปดาห์ที่สองจะเกิดปอดอักเสบได้อีกระลอกจากภาวะภูมิคุ้มกันมากเกินไป ซึ่งมักจะมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและมีการเสียชีวิตตามมา และถ้าผ่านไปถึงสัปดาห์ที่สาม อาจเกิดปอดอักเสบอีกแบบหนึ่งจากการที่ร่างกายพยายามฟื้นฟูปอด ในผู้ป่วยแต่ละรายอาจ เกิดปอดอักเสบหลายชนิดคาบเกี่ยวกันได้ โดยที่เชื้อสายพันธุ์เดลตาจะทำให้เกิดปอดอักเสบทุกระยะเร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์แอลฟา หลักการรักษาคือ การให้ยาต้านไวรัสในช่วงแรก โดยพิจารณาให้ยารักษาสมดุลภูมิต้านทานของร่างกายร่วมด้วยในรายที่มีอาการรุนแรง และเมื่อเข้าระยะสุดท้าย จึงเป็นการให้ยาต้านการอักเสบร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพปอด ทั้งนี้ในระหว่างการรักษาทั้ง 3 ระยะ สิ่งที่สำคัญคือการดูแลผู้ป่วย คือทำให้ปริมาณออกซิเจนในเลือดสูงพอที่จะรักษาปริมาณออกซิเจนในเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้                   

               ด้านพญ.เปี่ยมลาภ  แสงสายัณฑ์ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรศาสตร์ปอด สถาบันโรคทรวงอก ร่วมกับ กภ.นภาพร แววทอง นักกายภาพบำบัดชานาญการ สังกัดงานกายภาพบำบัดกลุ่มงานเวชศาสตร์ฟื้นฟูสถาบันโรคทรวงอกและตัวแทนจากชมรมกายภาพบำบัดระบบหายใจ หัวใจและหลอดเลือดแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลว่า ปอดถือเป็นอวัยวะหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกาย ทำหน้าที่เกี่ยวกับการหายใจในการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย และนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากระบบเลือดออกไปยังภายนอกร่างกาย ไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคโควิด-19 หรือไม่ ไม่ว่าป่วยแล้วจะเกิดปอดอักเสบหรือไม่ และไม่ว่าจะหายป่วยจากปอดอักเสบโควิดไปแล้วก็ตาม การมีสุขภาพปอดที่แข็งแรงเป็นต้นทุนสุขภาพที่ดี จะเห็นได้ว่านักกีฬาอาชีพที่ป่วยด้วยโรคนี้มีน้อยมากที่เกิดอาการปอดอักเสบรุนแรง การส่งเสริมสุขภาพปอดทำได้โดย 1.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะท่าการออกกำลังกายที่บริหารปอดให้กลับมาดีขึ้น ซึ่งขณะออกกำลังกายจะทำให้ปริมาตรอากาศไหลเข้าออกปอดในหนึ่งนาทีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจมีความแข็งแรงและถุงลมในส่วนต่าง ๆ ของปอดถูกนำมาใช้ในการแลกเปลี่ยนก๊าซเต็มที่  เมื่อเกิดปอดอักเสบขึ้นปอดจะทนทานต่อการแลกเปลี่ยนก๊าซที่ผิดปกติได้นานขึ้น  2.พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้ครบหมวดหมู่ ไม่เครียด จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมระบบการป้องกันสิ่งแปลกปลอม  โดยเฉพาะเชื้อโรคที่ผ่านลงไปในหลอดลมและถุงลมปอด 3. หลีกเลี่ยงมลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะควันบุหรี่ธรรมดาและบุหรี่ไฟฟ้า ฝุ่นพีเอ็ม และก๊าซที่มีฤทธิ์ระคายเคือง เนื่องจากจะทำให้เยื่อบุผิวในของหลอดลมและปอดถูกทำลายและเชื้อโรคทะลุทะลวงรุกล้ำเข้าไปในเนื้อเยื่อชั้นลึกได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการข้อมูลคลิปวิดีโอการ์ตูนแอนิเมชั่นชุด “ก้าวสู่สุขภาพดีด้วยกายภาพบำบัดหลัง  COVID-19” และแผ่นพับ จากโครงการจัดกิจกรรมสร้างสื่อความรู้ในการฟื้นฟูการทำงานของปอดและระบบหายใจแก่ผู้ป่วย Post-Covid-19 (Education support for rehabilitation self-Management after COVID-19 related illness) สามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1Yulos4d6YSoAMgqJoXyj0sFk13iABpd0/view?usp=sharing  และดาวน์โหลดแผ่นพับได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1uRyCGgucyTFealCnR6wDQEoDkwFFdGJj/view


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มุ่งเสริมศักยภาพ เร่งทรานส์ฟอร์มช่างไฟสู่ดิจิทัล

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ในการบริหารจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชัน เดินหน้าสนับสนุนช่างไฟก้าวสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ออกเครื่องมือครบทั้งแอปพลิเคชันช่างไฟชไนเดอร์ อีกทั้งจับมือภาครัฐยกระดับความรู้สู่ยุค 4.0 และเปิดคลาสเรียนต่อยอดอาชีพ พร้อมเป็นสื่อกลางระหว่างช่างไฟกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มุ่งมั่นสร้างศักยภาพให้ช่างไฟอย่างต่อเนื่อง

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค(Schneider Electric) ในฐานะแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ และโซลูชันครอบคลุมตั้งแต่ โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม ดาต้าเซ็นเตอร์ อาคาร และบ้าน โดยนำเสนอนวัตกรรมทั้งด้านเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์รองรับการใช้งานตั้งแต่ ‘องค์กรขนาดใหญ่ระดับโลก จนถึงการใช้งานระดับบ้าน’ โดยผลิตภัณฑ์สำหรับบ้านของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ ตู้ไฟหรือตู้คอนซูมเมอร์ยูนิต อุปกรณ์สวิตช์ ปลั๊ก เบรกเกอร์ กันไฟดูด ชุดโฮมออโตเมชัน หรือโซลูชันสำหรับบ้านอัจฉริยะ และอื่นๆ

นายกุศล กุศลส่ง รองประธานกลุ่มธุรกิจ Home and Distributions ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เผยว่า “การทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล หรือการปฏิรูปสู่ดิจิทัลนั้น มีความจำเป็นอย่างมากทั้งสำหรับการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตทุกวันนี้ ซึ่ง ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เองในทั่วโลก มีการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัลได้เป็นผลสำเร็จ และมีโซลูชันมากมายที่ช่วยตอบโจทย์ทุกธุรกิจในภาคส่วนต่างๆอีกด้วย สำหรับในส่วนธุรกิจ Home and Distributions เราให้ความสำคัญกับผู้คนที่แวดล้อมในอีโคซิสเต็มของเรา เช่น พันธมิตรคู่ค้า ช่างไฟฟ้า และลูกค้าผู้ใช้งานอุปกรณ์ของเรา  โดยในตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มุ่งมั่นอย่างจริงจังในการช่วยให้ช่างไฟ ก้าวสู่การเป็นช่างไฟ 4.0 ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่เรามอบให้ จะช่วยเสริมให้ช่างไฟทำงานได้ราบรื่นและมีความสะดวกสบายมากขึ้น พร้อมทั้งยังปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย ที่ผ่านมา เราดำเนินการกิจกรรมหลากหลายในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้ช่างไฟได้รับความสะดวกสบายในชีวิตมากขึ้น ปรับให้ง่ายเหมาะสมกับพฤติกรรมช่างไฟให้ได้มากที่สุด และนั่นเป็นเสน่ห์ของเทคโนโลยี 4.0 ที่เราเชื่อว่าช่วยเปลี่ยนความยุ่งยากให้เป็นเรื่องง่าย ”

ยกระดับแคมเปญ..จากอัตโนมือ สู่อัตโนมัติ

ในอดีตเมื่อช่างไฟต้องร่วมแคมเปญต่างๆ กับทางชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อรับแต้มรางวัล จะต้องมีการตัดฉลากและส่งผ่านระบบตู้ปณ. แต่นับจาก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้พัฒนาแอปพลิเคชันช่างไฟชไนเดอร์ (mySchneider Electrician Mobile Application) จึงได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้ช่างไฟในการรับข่าวสารหรือเรียนรู้และวิธีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าให้ปลอดภัยผ่านทางแอปพลิเคชันนี้ และยังพร้อมสามารถดูร้านค้าในพื้นที่ที่ใกล้กับไซต์งานได้ เพื่อไม่ให้ช่างไฟเสียเวลาในการหาร้านขายอุปกรณ์ และด้วยแอปพลิเคชันนี้เอง ทำให้ช่างไฟได้รับความสะดวกในการส่งฉลากเพื่อรับรางวัลจากทางชไนเดอร์ อีกด้วย ซึ่งจากเมื่อก่อน ช่างไฟต้องตัดฉลาก และส่งไปรษณีย์ไปยังตู้ปณ. ที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ระบุ และใช้เวลาหลายวันสำหรับกระบวนการทั้งหมด เพราะมีกระบวนแฝงอยู่ในนั้นมากมาย ปัจจุบันนี้ ช่างไฟสามารถถ่ายภาพแนบไฟล์และส่งผ่านแอปฯ ได้ทันที โดยรางวัลจะเข้าไปยัง “ทรูมันนี่ วอลเล็ท” ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ใช้แพร่หลายในประเทศไทย และยังสามารถซื้อสินค้าในร้านสะดวกซื้อชั้นนำ โดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือใช้ในการชำระค่าสาธารณูปโภคต่างๆ โดยช่างไฟสามารถโหลดและเชื่อมต่อเข้ากับแอปฯช่างไฟ ได้ง่ายๆ นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มฟังก์ชั่นการแลกแต้มในแอปฯ ช่างไฟ และช่างไฟสามารถดูข้อมูลที่น่าสนใจต่างๆ ทั้งคอร์สการอบรมแบบออนไลน์ในหัวข้อที่น่าสนใจต่างๆ เรียกได้ว่าเราพยายามนำเทคโนโลยีมาให้ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับช่างไฟให้ครอบคลุมมากที่สุด

ล่าสุด ชไนเดอร์ อิเล็คทริค นำร่องผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่สามารถสแกน QR Code ข้างกล่องปุ๊บ ได้แต้มปั๊บ ทำให้สามารถสะสมแต้มเพื่อแลกเป็นเงินเพื่อใช้ในการจับจ่ายได้ทันที นับเป็นก้าวสำคัญที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค พยายามนำพาช่างไฟไปสู่การใช้ประโยชน์ของดิจิทัล และลดขั้นตอนต่างๆ ให้สั้นที่สุด เพื่อการใช้งานที่ง่ายที่สุด

นายกุศล เผยต่อว่า “การพัฒนาแอปฯ ช่างไฟชไนเดอร์ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน คือ การช่วยสร้างความเป็นมืออาชีพให้ช่างไฟสู่ยุคดิจิทัล แอปฯ ช่างไฟชไนเดอร์ ยังเป็นเหมือนที่ปรึกษาให้ความรู้เคล็ดลับการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าให้รวดเร็วและปลอดภัย ช่างไฟสามารถค้นหาร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าใกล้ไซต์งานที่สุด เพื่อลดเวลาในการเดินทาง และสามารถโทรคุยเรื่องราคาได้ในทันที เรียกได้ว่าครบ จบที่เดียว

ระยะห่าง…แค่ทางสังคม สานมิตรภาพอย่างใกล้ชิด ด้วยระบบดิจิทัล

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เชื่อว่าความรู้ไม่มีวันจบสิ้น โดยเฉพาะความรู้ที่จะช่วยสนับสนุนในอาชีพให้ช่างไฟ โดย ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มีการจัดการอบรมวิชาชีพโดยการยกห้องสัมมนาขึ้นไปไว้ในระบบออนไลน์ โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคด้านไฟฟ้า และด้านที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มาร่วมนำเสนอในหัวข้อที่แตกต่างกันไปในแต่ละเดือน โดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น ยูทูบ เป็นต้น โดยได้รับการตอบรับจากช่างไฟ ในการเข้าร่วมบนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทาง ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จัดไว้ให้ในแต่ละครั้งเป็นจำนวนมาก

จับมือภาครัฐ ยกระดับองค์ความรู้ให้ช่างไฟ เรียนรู้เทคโนโลยีผ่านระบบดิจิทัล

เพื่อให้ช่างไฟได้พัฒนาองค์ความรู้มากขึ้น ควบคู่ไปกับที่ช่างไฟต้องมีเอกสารรับรองมาตรฐานการประกอบวิชาชีพตามที่กระทรวงแรงงานกำหนด ดังนั้นที่ผ่านมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงได้จัดกิจกรรมอบรมความรู้และเสริมทักษะให้ช่างไฟ เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับระบบไฟฟ้ามากขึ้น พัฒนาความรู้ให้เข้าเกณฑ์มาตรฐานและได้รับใบอนุญาตจากภาครัฐ ทำให้ช่างไฟสามารถประกอบวิชาชีพได้อย่างมั่นใจ ได้มาตรฐานและปลอดภัย

นอกจากนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานในการถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีไฟฟ้า และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ โดยมอบอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้กับกรมฯ อาทิ ชุดอุปกรณ์สาธิต เซอร์กิตเบรกเกอร์ ตู้ไฟ และชุดอุปกรณ์โฮมออโตเมชัน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในยุคปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนให้ช่างไฟสามารถมีองค์ความรู้ทัดเทียมกับช่างไฟทั่วโลก เพื่อรองรับสังคมเมืองที่มีการเติบโตขึ้นในปัจจุบัน

“เราเชื่อว่าการทำธุรกิจที่ยั่งยืน นอกจากการมีผลิตภัณฑ์ที่ดีและแตกต่างแล้ว ยังต้องมอบมิตรภาพที่ดีให้กับอีโคซิสเต็มของเรา เมื่อเรามีกิจกรรมช่วยเหลือสังคมที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า อาทิ การร่วมกันวางระบบไฟฟ้าให้โรงเรียน วัดและชุมชนต่างๆ ท ก็ได้รับความช่วยเหลือจากช่างไฟในพื้นที่นั้นๆ เสมอมา

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังคงทุ่มเท มุ่งมั่น ในการมอบความเชี่ยวชาญ และองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี เพื่อต่อยอดอาชีพให้ช่างไฟในประเทศไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นใจ เพื่อที่พวกเขาจะได้ใช้วิชาชีพในการช่วยเหลือสังคมและลูกค้าของพวกเขาให้มีระบบไฟฟ้าในบ้าน อาคาร ที่ปลอดภัย อย่างยั่งยืนมากขึ้น” นายกุศลกล่าวทิ้งท้าย

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Exit mobile version