Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เผยวิสัยทัศน์ “นึก ชลเดช” นายกสมาคมฟินเทค ตั้งเป้าดันประเทศไทย สู่ Top 5 ฟินเทคฮับในเอเชีย ภายใน 2 ปี

กรุงเทพมหานคร (13 กันยายน 64) – ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว สำหรับนายกสมาคมฟินเทค ประเทศไทย ไม่ผิดโผทุกคนต่างเทคะแนนให้กับ คุณนึกชลเดช เขมะรัตนา และ ทีมบอร์ดบริหารสุดแข็งแกร่ง ที่แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญในด้าน Fintech ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น คุณท๊อปจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ที่มีความถนัดเรื่อง Digital Asset คุณมิล-อมฤต ฟรานเซน ที่ทำงานด้าน Insurtech มาหลายปี คุณโย่-ภคมน ตุลยาพิศิษฐ์ชัย ที่ปัจจุบันได้คลุกคลีอยู่ในวงการ Lending และสุดท้าย คุณเอก-เอกสิทธิ์ เดี่ยววณิชย์ ที่มีความเชี่ยวชาญในด้าน Crowdfunding โดยทางคุณชลเดช ผู้สวมหมวกนายกสมาคมคนใหม่ล่าสุดนั้น ปัจจุบันเป็นผู้บริหารในบริษัท Wealth Tech ชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกยอมรับจากทั้งวงการฟินเทค และแวดวงตลาดทุนในบ้านเรามากที่สุดคนนึง

คุณชลเดช เขมะรัตนา เผยแผนปั้นสมาคมฟินเทคประเทศไทย ให้เป็นศูนย์รวมของผู้มีส่วนได้เสียทุกหน่วยงานเพื่อร่วมกันใช้ฟินเทคพัฒนาอุตสาหกรรมการเงินอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับประเทศและในระดับนานาชาติ โดยผู้ที่มีส่วนได้เสียไม่ได้มีแค่เฉพาะสตาร์ทอัพอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงธนาคาร บล. บลจ. บริษัทประกัน หรือผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีทั้งในและต่างประเทศ หน่วยงานกำกับดูแล และประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นผู้ใช้บริการ

ตั้งต้นด้วยการปรับโฉม สร้างความเข้าใจใหม่สู่การเป็น “สมาคมของทุกคน”

เราต้องปรับภาพลักษณ์ให้สมาคมเข้าถึงได้ง่าย เป็นสมาคมของทุกคน ทั้งคนไทยและต่างประเทศที่เข้ามาตั้งธุรกิจในประเทศไทย โดยสมาคมฟินเทคประเทศไทยได้เริ่มติดต่อกับสมาคมฟินเทคในต่างประเทศแล้ว ซึ่งเริ่มจากการหาความร่วมมือกับประเทศที่เป็น Global Fintech Hub ก่อน เช่น อังกฤษ จีน สิงคโปร์ เป็นต้น นอกจากนี้ สมาคมฟินเทคยังได้ Rebranding โดยการเปลี่ยนโลโก้ให้มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเรียกสมาคมภาษาอังกฤษเป็น TFA ย่อมาจาก Thai Fintech Association

ความท้าทาย 52 สัปดาห์แรก แห่งการสร้าง Networking และ Infrastructure

ความท้าทายแรก คือ ต้องปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ทั้งหมดให้สำเร็จโดยไว โดย TFA แบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วน คือ 52 สัปดาห์แรก และ 52 สัปดาห์หลัง ในส่วนแรกจะเน้นขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งวางโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแรง การมี Networking ที่ดีจะช่วยให้ผู้ประกอบการด้านฟินเทคเข้ามาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้ในหลายแง่มุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวกับระเบียบและกฎเกณฑ์ทางการ เพราะประเทศไทยมีหน่วยงานกำกับดูแลหลายหน่วยงาน ดังนั้น TFA จึงมีความตั้งใจที่จะช่วยประสานงานกับผู้ประกอบการฟินเทคและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง โดยเริ่มการประชุมเป็นประจำทุกเดือนกับธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน กลต. และสำนักงาน คปภ. เพื่อวางแผนและทำงานร่วมกันในการพัฒนาวงการฟินเทคในประเทศไทย โครงสร้างพื้นฐานที่ TFA อยากผลักดันให้เกิดขึ้นคือ API Exchange  โดยการอาสาเป็นเจ้าภาพในการพัฒนา Market Place สำหรับเผยแพร่และแลกเปลี่ยน API เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาบริการด้านฟินเทคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องทำงานซ้ำซ้อนกัน ใครทำเรื่องอะไรได้ดีก็ให้ทำออกมาในรูปแบบ API ให้หน่วยงานอื่นสามารถนำไปใช้ต่อได้แล้วค่อยมาแบ่งรายได้หรือจ่ายค่าบริการตามการใช้งานจริง ซึ่งในปัจจุบันมีหน่วยงานที่ทำเรื่อง Open API ได้ดีอยู่แล้ว TFA จึงสามารถร่วมงานกับหน่วยงานดังกล่าวเพื่อกำหนดรูปแบบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และวาง API Roadmap สำหรับการขยายฐานผู้ใช้งาน API Exchange ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งเชื่อมต่อกับ API Exchange อื่นที่มีอยู่ในต่างประเทศ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเปิดตลาดไปยังต่างประเทศได้ และให้ผู้ประกอบการต่างประเทศมาลงทุนทำธุรกิจด้านฟินเทคในประเทศไทยได้เช่นกัน

52 สัปดาห์หลัง ต่อยอดฟินเทคสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการเสริมช่องทางความรู้ด้านฟินเทค และดึงความสนใจจาก VC ต่างชาติ

ใน 52 สัปดาห์หลังจะเป็นการต่อยอดจากในส่วนแรก ด้วยการสร้างความร่วมมือกับสตาร์ทอัพ และสถาบันการเงิน ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมใช้ Networking ทั้งหมดที่หามาสร้างให้อุตสาหกรรมฟินเทคในประเทศไทยสามารถอยู่ได้แบบยั่งยืน  ซึ่งการทำให้ยั่งยืนนั้นเราต้องเริ่มตั้งแต่รากฐานก็คือการสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ Fintech ให้แก่คนในประเทศ แต่ในไทยเรายังขาดช่องทางที่หาความรู้เกี่ยวกับเรื่องฟินเทคและการเงินการลงทุนทั่วไป หรือหากมีข้อมูลดังกล่าวก็อาจจะไม่ครบถ้วน หรือดูยากเกิน ดังนั้น TFA จึงอยากจะช่วยเหลือในส่วนนี้ โดยการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจฟินเทคมากขึ้น และรู้ว่าตนเองกำลังจะใช้บริการทางการเงินอะไร มีวิธีการและขั้นตอนรวมไปถึงความเสี่ยงและผลประโยชน์จากการใช้บริการทางการเงินนั้นๆ อย่างไรบ้าง TFA จึงได้มีการวางแผนจัดทำคอร์สด้านการเงินและฟินเทค โดยวิทยากรจะมาจากผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ Fintech ทั้งในและต่างประเทศ โดยกรรมการบริหาร TFA ก็จะเป็นวิทยากรเองด้วยเช่นกัน ซึ่งเราจะมีโควตาสำหรับสมาชิกให้สามารถร่วมเรียนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้เรายังวางแผนจัดทำหลักสูตรและให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินทั่วไปและฟินเทค ให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าเราไปสอนเด็กที่เรียนบริหารฝั่งการเงิน และฝั่งเทคโนโลยีให้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการเงิน และ ฟินเทค เราก็จะได้คนรุ่นใหม่ที่เข้าใจสินค้าทางการเงิน มีภูมิคุ้มกันตัวเองมากขึ้น โดนหลอกได้ยาก รู้จักลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ และสามารถกลายเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพในวงการฟินเทค ประเทศไทยในอนาคตได้

ส่วนการสร้างแรงดึงดูดความสนใจจาก VC ต่างชาตินั้น ที่ผ่านมานักลงทุนต่างประเทศยังไม่รู้จักฟินเทค ในประเทศไทยมากนัก TFA จึงอยากทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมฟินเทค ประเทศไทยให้กับนักลงทุนต่างประเทศ ด้วยการจัดงาน Roadshow กับทางต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้ก็ต้องเป็นในรูปแบบออนไลน์ไปก่อน  โดยงานดังกล่าวจะเป็นการแบ่งปันองค์ความรู้ของแต่ละประเทศ และเป็นการทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามารู้จักกับสตาร์ทอัพที่เป็นฟินเทคในไทยมากขึ้น นอกจากนี้เราจะมีการจัดทำ Database บริษัทฟินเทค ในประเทศไทยโดยแบ่งตามกลุ่มธุรกิจและรอบการระดมทุน เพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลเบื้องต้นในการเลือกลงทุนกับสตาร์ทอัพในไทยก่อนด้วย

ตั้งเป้าผลักดันประเทศไทย สู่ Top 5 ฟินเทคฮับ ในเอเชีย ภายใน 2 ปี

TFA ต้องการสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทุกคนด้วยการเป็นศูนย์กลางด้านฟินเทค เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงและเข้าใจบริการด้านฟินเทคอย่างถ่องแท้มากขึ้น พร้อมมุ่งให้ผู้ประกอบการมีช่องทางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเพื่อนๆ ที่อยู่ในวงการฟินเทคได้มีระบบ API ที่มีมาตรฐานให้สามารถนำไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องทำใหม่ขึ้นมาเอง และยังสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่เป็น Talent ด้านการเงิน และฟินเทคโดยเฉพาะ รวมไปถึงการได้เข้าถึงนักลงทุนในระดับต่างประเทศ ผ่านตัวกลางอย่าง TFA  โดยเราตั้งเป้าให้ประเทศไทยติดอันดับ Top 5 ฟินเทคฮับในเอเชียภายใน 2 ปี ผ่านแผนกลยุทธ์ทั้งหมดที่กล่าวมาโดยมีผู้ส่วนได้เสียในอุตสาหกรรมการเงินและฟินเทคเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาฟินเทค ประเทศไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

————-

เกี่ยวกับ “สมาคมฟินเทคประเทศไทย”

Thai Fintech Association (TFA) หรือ สมาคมฟินเทคประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งเมื่อปี 2016 โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม Fintech ของประเทศไทย ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระดับนานาชาติ

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/ThaiFintechAssociation


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท เปิดสาขาใหม่ อิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง ร้านเดียวครบ มีทุกอย่างที่ธุรกิจต้องการ

ออฟฟิศเมท  ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โรงงาน และเครื่องใช้เพื่อการดำเนินธุรกิจชั้นนำของไทย เปิดร้านออฟฟิศเมท สาขาใหม่ สาขา อิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง ชั้น 3 กลางเมืองสมุทรปราการ ร้านเดียวมีครบ ตอบโจทย์ทุกธุรกิจ มีสินค้าทุกอย่างที่ธุรกิจต้องใช้ สามารถเลือกสรรได้มากกว่า 60,000 รายการ ช้อปสะดวกได้ที่ร้าน ซึ่งเปิดให้บริการทุกวัน 11.00 – 19.00 น., สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ในร้าน หรือ โทร 090-899-0332 และ Chat & Shop ที่ Line: https://lin.ee/xFcDGmq พร้อมบริการจัดส่งฟรีถึงบ้าน/ธุรกิจคุณ เมื่อช้อปครบ 499.-* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)

พิเศษ…ฉลองเปิดสาขาใหม่! 10 ก.ย. 64 – 21 ก.ย. 64 ลดจัดเต็มสูงสุด 70% พบกับอุปกรณ์สำนักงาน และไอทีแบรนด์ดัง อาทิ เมาส์ไร้สาย หูฟัง ชุดคีย์บอร์ด เครื่องคิดเลข เครื่องฟอกอากาศ มัลติฟังก์ชันปริ้นเตอร์ และปากกา, สินค้าซื้อ 1 แถม 1 สุดคุ้ม อาทิ เทปใส เทปโฟม ซองใส่เอกสาร และ เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน Furradec ลดสูงสุดถึง 65% อาทิ โต๊ะทำงาน เก้าอี้ผู้บริหาร และเก้าอี้สำนักงาน เป็นต้น ช้อปครบรับฟรีทันทีของสมนาคุณ* และรับสิทธิ์ผ่อน 0%* นานสูงสุด 3 เดือนกับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผู้บริหารไอทีจะปิดช่องโหว่พร้อมนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลที่ลื่นไหลกว่าแก่ลูกค้าได้อย่างไร?

โดย มาร์ค วีเซอร์ รองประธานประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของเอาท์ซิสเต็มส์

ในปี 2563 ที่ผ่านมา โลกของเราได้ก้าวเข้าสู่ออนไลน์อย่างแท้จริง และการเปลี่ยนแปลงนี้จะดำเนินไปอย่างไม่มีวันถอยกลับ ดังนั้นองค์กรธุรกิจจึงจำเป็นต้องนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลที่เหนือกว่าให้แก่ลูกค้าเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและประสบความสำเร็จทั้งในปีนี้และในอนาคต  แบรนด์ต่าง ๆ อาจคิดว่าตนเองนำเสนอประสบการณ์ได้ดีพอแล้ว แต่ลูกค้ากลับไม่คิดเช่นนั้น และด้วยเหตุนี้ผู้บริหารไอทีจึงต้องเข้ามามีบทบาทช่วยองค์กรปิดช่องโหว่ดังกล่าว

มาตรการล็อคดาวน์ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร ตัวอย่างเช่นปีที่แล้วมีลูกค้า 35 เปอร์เซ็นต์ใช้ออนไลน์แบงค์กิ้งเพิ่มมากขึ้น และส่วนใหญ่จะยังคงใช้ต่อไปหลังจากที่ธุรกิจเริ่มกลับเข้าสู่ ‘ภาวะปกติ’ ดังนั้นการนำเสนอประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้แก่ลูกค้าบนระบบดิจิทัลจึงนับว่ามีความสำคัญอย่างมาก

ที่จริงแล้ว องค์กรต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนในเรื่องประสบการณ์สำหรับลูกค้า (Customer Experience – CX) และสร้างแอปพลิเคชันที่จำเป็นสำหรับการรองรับ CX โดยผลการสำรวจความคิดเห็นจาก Harvey Nash – KPMG CIO Survey ชี้ว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีเรื่องใหญ่ ๆ สองเรื่องที่องค์กรธุรกิจให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ ประสบการณ์ของลูกค้า แม้กระทั่งหลังช่วงการแพร่ระบาดไปแล้ว องค์กรก็ยังคงมุ่งเน้นสองเรื่องนี้มากที่สุด  รายงานจากการ์ทเนอร์ยังระบุว่า 91% ขององค์กรที่ตอบแบบสอบถามกำหนดให้ CX เป็นเป้าหมายหลักสำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ดิจิทัล  การใช้มาตรการล็อคดาวน์และการโยกย้ายสู่ระบบออนไลน์ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องตามมา นับเป็นปัจจัยเร่งที่กระตุ้นการลงทุนในส่วนนี้ โดยบริษัทที่เคยมองว่าการนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลให้แก่ลูกค้าเป็นเพียง ‘ทางเลือกหนึ่ง’ เพราะตอนนั้นธุรกรรมที่ทำกับลูกค้าส่วนใหญ่เป็นการติดต่อแบบพบปะเห็นหน้ากันโดยตรง แต่ทุกวันนี้ช่องทางดิจิทัลได้กลายเป็น ‘สิ่งที่ธุรกิจต้องมี’ สำหรับการรองรับธุรกรรมออนไลน์จำนวนมาก

สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ดีพอแล้วหรือยัง?

ข้อเท็จจริงก็คือ การนำเสนอบริการดิจิทัลเพียงแค่ในระดับพื้นฐานไม่ใช่สิ่งที่เพียงพออีกต่อไป องค์กรจำเป็นต้องจัดหาบริการระดับชั้นนำที่ดีที่สุด ข้อมูลจากการ์ทเนอร์ชี้ว่า บริษัทกว่าสองในสาม แข่งขันกันนำเสนอ CX ระดับพื้นฐานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าหากบริษัทนำเสนอประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดี ลูกค้าก็จะหันไปซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทคู่แข่งในทันทีได้อย่างง่ายดายด้วยการคลิกหน้าจอเพียงไม่กี่ครั้ง แม้ว่าแบรนด์ต่าง ๆ จะเข้าใจความจริงดังกล่าว แต่ 80% ก็ยังเชื่อว่าตนเองนำเสนอประสบการณ์ที่เหนือกว่าคู่แข่ง

อย่างไรก็ตาม การมองโลกในแง่ดีนี้กลับสวนทางกับความเป็นจริง เพราะข้อมูลจากการ์ทเนอร์ยังระบุว่า ราว 65% ของบริษัทที่ทำธุรกิจแบบ B2C และ 75% ของบริษัทที่ทำธุรกิจแบบ B2B ยังล้าหลังในแง่ของการปรับเปลี่ยน CX ซึ่งนั่นก่อให้เกิดปัญหา “ช่องว่างในการให้บริการ” โดยมีลูกค้าเพียงแค่ 8% เท่านั้นที่ยอมรับว่าตนเองได้รับประสบการณ์ที่เหนือกว่า  เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่ให้ความสำคัญอย่างมากต่อประสบการณ์ลูกค้า ดังนั้นผู้บริหารไอทีจึงมองว่าการแก้ไขปัญหาช่องว่างดังกล่าวถือเป็นภารกิจสำคัญอย่างหนึ่ง แต่การดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ว่านี้นับเป็นเรื่องยาก ดังนั้นผู้บริหารไอทีจึงตกอยู่ในภาวะกดดันเพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

แน่นอนว่าฝ่ายไอทีต้องเผชิญกับแรงกดดันมาโดยตลอดทั้งในเรื่องของการดูแลรักษาระบบไอทีที่มีอยู่ และการพัฒนาแอปพลิเคชัน ระบบ และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลให้แก่ลูกค้าเพื่อรองรับอนาคต และทุกวันนี้แรงกดดันดังกล่าวไปถึงจุดแตกหักที่ฝ่ายไอทีไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไป  ก่อนหน้านี้ที่พนักงานยังทำงานอยู่ในองค์กรที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ‘การดูแลระบบให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง’ ก็ถือเป็นงานที่ยากพอแล้ว แต่ปัจจุบันยังต้องเจอโจทย์ใหม่ เมื่อพนักงานหลายร้อยหรือหลายพันคนทำงานจากที่บ้าน ส่งผลให้ฝ่ายไอทีทำงานหนักขึ้น จนไม่มีเวลาตอบสนองต่อความต้องการหรือความจำเป็นในอนาคตของธุรกิจ

ยกระดับจากแนวทางแบบ Agile ไปสู่แนวทางใหม่

แนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบเก่าที่เป็นขั้นตอนแบบไล่ระดับลงมาหรือที่เรียกว่าแนวทางแบบ ‘Waterfall’ กลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว และแม้กระทั่งแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ ‘Agile’ ก็ยังไม่สามารถตอบสนองต่อตารางเวลาที่เร่งรีบในการติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันเพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจในปัจจุบั  ทางที่ดีผู้บริหารไอทีควรพัฒนาต่อยอดไปให้ไกลกว่าแนวทางแบบ Agile โดยปรับใช้แนวทางใหม่ในการพัฒนาแอปพลิเคชันที่มีการใช้ระบบอัตโนมัติขั้นสูง ระบบอัจฉริยะ และความสามารถในการนำมาใช้ซ้ำได้  ฝ่ายไอที และองค์กรธุรกิจโดยรวม จะต้องเลิกมองว่าช่องทางติดต่อและแอปพลิเคชันต่าง ๆ สำหรับขั้นตอนการดำเนินการของลูกค้าเป็นระบบที่แยกออกจากกัน ซึ่งแต่ละระบบจะถูกพัฒนาและจัดการโดยทีมงานที่กำหนดไว้เฉพาะเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านธุรกิจโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ผู้บริหารไอทีจำเป็นต้องปรับใช้แพลตฟอร์มที่ทันสมัยซึ่งขับเคลื่อนด้วยระบบ AI เพื่อเร่งการทำงานที่มีอยู่ และก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่แพลตฟอร์มนี้จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วให้กับกระบวนการพัฒนาแอปพลิเคชันทุกประเภทสำหรับลูกค้า โดยครอบคลุมทุกช่องทางการติดต่อ พร้อมทั้งให้ความยืดหยุ่นอย่างเต็มที่ และแพลตฟอร์มดังกล่าวยังรองรับการสร้าง “ระบบประสบการณ์” (Experience System) ซึ่งหมายถึงชุดคอมโพเนนต์หรือโมดูลที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้อย่างง่ายดายสำหรับพัฒนาช่องทางและแอปพลิเคชันต่าง ๆ  ช่วยให้บุคลากรไอทีไม่ต้องทำงานพัฒนาที่ซ้ำซ้อนกัน ทั้งยังช่วยลดความยุ่งยากซับซ้อน และเพิ่มความรวดเร็วในการนำแอปพลิเคชันและบริการออกสู่ตลาด โดยทั้งหมดนี้มีความสอดคล้องกันสำหรับทุกขั้นตอนการดำเนินการของลูกค้าบนระบบดิจิทัล  คอมโพเนนต์ของแอปพลิเคชันที่ประกอบด้วย Experience System ที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มดังกล่าว นอกจากจะมี UI และองค์ประกอบด้านภาพแล้ว ยังประกอบด้วยตรรกะทางธุรกิจ (Business Logic), กระบวนการข้อมูล และการบูรณาการโดยสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น (เข้ากับบริการของบริษัทอื่น, API หรือระบบหลักที่มีอยู่ เป็นต้น)  และเนื่องจากคอมโพเนนต์ที่ว่านี้ถูกนำกลับมาใช้สำหรับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ทั้งหมด ดังนั้นเมื่อต้องการปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป กฎระเบียบ หรือพลวัตด้านการแข่งขัน ก็สามารถปรับเพียงครั้งเดียว แล้วคัดลอกไปยังส่วนอื่น ๆ ที่มีการใช้งานคอมโพเนนต์นั้น ๆ ได้ทันที

สรุปก็คือ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจ ฝ่ายไอทีจะต้องเปลี่ยนย้ายจากแนวทางการพัฒนาแบบ Agile ไปสู่แนวทางใหม่สำหรับการนำเสนอซอฟต์แวร์ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาช่องว่างระหว่างสิ่งที่องค์กรธุรกิจเชื่อว่าตนเองกำลังนำเสนอ กับประสบการณ์จริงที่ลูกค้าได้รับ รวมไปถึงการตอบสนองที่รวดเร็วอย่างที่ลูกค้าต้องการ

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านซอฟต์แวร์  แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน OutSystems ประกอบด้วยเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมต่อกันและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนภายในองค์กร  ด้วย Community member กว่า 435,000 ราย พนักงานมากกว่า 1,500 คน พันธมิตรกว่า 350 ราย และลูกค้าหลายพันรายใน 87 ประเทศ ใน 22 กลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจของเอาท์ซิสเต็มส์ครอบคลุมทั่วโลก และช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.outsystems.com หรือติดตามเราบน Twitter @OutSystems หรือ LinkedIn ที่ https://www.linkedin.com/company/outsystems.


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

GROWTH ai สตาร์ทอัพไทยรายเดียวได้รับเลือก จาก Facebook สำนักงานใหญ่เข้าร่วม Facebook Accelerator : Business Solutions Program ในปี 64 นี้

9 กันยายน 2564 – Facebook สำนักงานใหญ่ประกาศรายชื่อ 61 สตาร์ทอัพที่ได้รับคัดเลือกอย่างเข้มข้นจากใบสมัครกว่า 15,000 ใบจากทั่วโลก เพื่อให้เข้าร่วม Facebook Accelerator : Business Solutions Program โดยคัดเลือกจากสตาร์ทอัพที่มีเทคโนโลยี CDP, System Integrators, Service Apps, Creative Apps และที่สำคัญคือเทคโนโลยีนั้นต้องซัพพอร์ทธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี

สตาร์ทอัพไทยรายเดียวจากทั่วโลก

สตาร์ทอัพที่ได้รับการเลือกมาจากหลากหลายประเทศทั่วโลก อาทิเช่น United Kingdom, Sweden, Denmark, Germany, Italy, South Korea, China, Australia, New Zealand, Taiwan, Japan, Vietnam มีบ.แอนะลิติสต์ เพียงบริษัทเดียวที่มาจากประเทศไทยได้รับเลือกให้เข้าร่วมทดลองเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ต่างๆของ Facebook

GROWTHai หนึ่งใน 22 CDP จากทั่วโลก

โดยในปีนี้ทาง Facebook มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับ CDP ( Customer Data Platform ) เพื่อให้ธุรกิจและแบรนด์ต่างๆสามารถนำข้อมูลทั้งหมดที่มีทั้งออนไลน์และออฟไลน์มาใช้ร่วมกันได้อย่างมีประโยชน์สูงสุด  ซึ่ง GROWTHai เป็น CDP จากประเทศไทยที่ได้รับการเลือกให้เข้าร่วมพร้อมกับ CDP จากนานาชาติ

ชลธิชา แสงพันธุ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและCEO บริษัท แอนะลิติสต์ จำกัด ผู้สร้างแพลตฟอร์ม GROWTHai เผยถึงความภูมิใจในการได้รับเกียรติครั้งนี้และกล่าวว่า อยากให้แพลตฟอร์ม GROWTHai ซึ่งเกิดจากบริษัทคนไทย 100% นี้เป็นตัวแทนของคนไทยที่จะไปเรียนรู้ แบ่งปัน และในทางกลับกันก็เป็นโอกาสไปรับความรู้จากสตาร์ทอัพ CDP จากทั่วโลก และมุ่งเน้นสร้างความสัมพันธ์เพื่อขยายธุรกิจร่วมกันในอนาคตอีกด้วย

ธุรกิจไทยต้องมีเครื่องมือทางการตลาดที่ชาญฉลาด และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยอย่างแท้จริง สังเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันเวลา และที่สำคัญอยู่ในงบประมาณที่คุ้มการลงทุนได้ในระยะเวลาอันสั้น “GROWTH ai” จึงเป็นการลงทุนทางการตลาดที่คุ้มค่าที่สุดในยุคนี้

GROWTHai คือ CDP ( Customer Data Platform) หรือ Martech เทคโนโลยีเพื่อการตลาดที่ทรงพลังและชาญฉลาด ยกระดับความสามารถการตลาดไทยนำทุกธุรกิจมุ่งสู่ Growth Marketing อย่างแท้จริง หรือ ในเชิงเทคนิค GROWTHai คือ เครื่องมือการตลาดแบบอัตโนมัติ ขับเคลื่อนด้วยผลดาต้าที่มาจากการวิเคราะห์เชิงลึกในแบบเรียลไทม์ (https://www.youtube.com/watch?v=K4bS0vnaNMA)

GROWTHai Predict ด้วยพลังของ Deep Data Science

สร้างภาพ 3 มิติ จากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ครบจบในจอเดียว เจาะ consumer insights ค้นพบพฤติกรรมเชิงลึก ความต้องการใหม่ๆ หรือแม้แต่ความ “ไม่ต้องการ” ใหม่ๆ ไปจนถึงการคาดการณ์เทรนด์พฤติกรรมในอนาคต  Visualize Performance ได้แบบ Real-time เพื่อทุกการตัดสินใจของธุรกิจจะลดความผิดพลาด และรวดเร็วกว่าที่เคย  ให้แคมเปญการตลาดมีประสิทธิภาพสูงสุด อุดรูรั่ว ลงทุนได้ถูกที่ ถูกช่องทาง

GROWTHai Customer 360 รวมทุกข้อมูลจากทุกช่องทางเข้าด้วยกัน

เป็นภาพลูกค้าที่เต็มใบครบ 360 องศา ค้นพบแพทเทรินการซื้อที่เฉพาะบุคคลผ่านช่องทางและสินค้าที่หลากหลาย คาดเดาพฤติกรรมในอนาคตได้แม่นยำ เพื่อให้เข้าใจลูกค้าได้อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

GROWTHai Segment เพราะลูกค้าทุกคนไม่เหมือนกัน จึงมีความต้องการที่แตกต่างกัน

เพื่อให้คุณนำเสนอสินค้าได้ตรงใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น ระบบเราจะจัด Segment มาให้อัตโนมัติ แต่คุณก็สามารถสร้าง segment ได้ตามใจที่ต้องการเลย เลือกจากพฤติกรรม ความชอบ ทั้งในอดีตและอนาคต ยิ่งเข้าใจลูกค้า ยิ่งหาวิธีเอาชนะใจเค้าได้ง่าย

GROWTHai Automation สร้าง Customer Experience และ Customer Journey ที่ดีที่สุด

เพื่อดูแลลูกค้าในแต่ละ segment, แต่ละความต้องการ, แต่ละ stage ใน lifecycle ได้ผ่านระบบอัตโนมัติเลย  ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มยอด, กู้ยอด หรือ ขยายฐานลูกค้า ทุกข้อความที่ส่งออกจาก GROWTHai  เป็นระบบ Hyper-personalized การส่งแบบหนึ่งต่อหนึ่งผ่าน  Line, SMS, Email, Website, App Notification สร้างความประทับใจให้ลูกค้าของคุณได้แนบเนียนจนเกิดยอดขายได้ง่ายๆ ไม่ต้องเปลืองเวลา ให้ AI ทำงานแทน

GROWTHai Protection

ใช้ดาต้าไร้กังวลด้วยระบบขอ consent, เก็บ และบริหาร consent อัตโนมัติที่มีมาให้ด้วยในตัว ครบจบในระบบเดียว

แหล่งที่มาของข้อมูลจาก Facebook Global

https://developers.facebook.com/blog/post/2021/09/08/meet-innovative-startups-facebook-accelerator-business-solutions-program/

เกี่ยวกับบริษัท แอนะลิติสต์ จำกัด

บริษัท แอนะลิติสต์ จำกัด คือ ผู้เชี่ยวชาญการแก้ปัญหาธุรกิจด้วยดาต้า มุ่งเน้นให้บริการและคำปรึกษาด้านการทำโครงการดาต้า และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกผ่านเทคโนโลยีและดาต้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างการเติบโตให้แก่ธุรกิจ  ปัจจุบันได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าแบรนด์ดังมากมาย  อาทิเช่น ไทยสมุทรประกันชีวิต, เอไอจีประกันภัย, The Pizza Company, Dumex และ โฮมโปร เป็นต้น

บริษัท แอนะลิติสต์ จำกัด คือ บริษัทคนไทย 100% ก่อตั้งโดยชลธิชา แสงพันธุ์ นักการตลาดสายวิเคราะห์ประสบการ์ณยาวนานกว่า 16 ปี สร้างแบรนด์มากมายให้ประสบความสำเร็จผ่านการวิเคราะห์และใช้ข้อมูลให้คุ้มค่า ทำยอดขายให้ธุรกิจหลักร้อยล้านไปจนถึงหมื่นล้าน ทั้งระดับ Global และ Local รวมถึงการเปิด SME ออนไลน์

เกี่ยวกับ GROWTHai

อ่านว่า โกรท-เอไอ เพราะเป็นเทคโนโลยีการตลาดเพื่อสร้างการเติบโตอย่างแท้จริง

อ่านว่า โกรว์-ไทย  เพราะเกิดมาโดยคนไทยเพื่อตอบโจทย์การตลาดชาวไทยให้แอดวานซ์ไปอีกขั้น

GROWTHai คือ CDP ( Customer Data Platform) หรือ Martech เทคโนโลยีเพื่อการตลาดที่ทรงพลังและชาญฉลาด ยกระดับความสามารถการตลาดไทยนำทุกธุรกิจมุ่งสู่ Growth Marketing อย่างแท้จริง ในเชิงเทคนิค GROWTHai คือ เครื่องมือการตลาดแบบอัตโนมัติ ขับเคลื่อนด้วยผลดาต้าที่มาจากการวิเคราะห์เชิงลึกในแบบเรียลไทม์  (https://www.youtube.com/watch?v=K4bS0vnaNMA)


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กรมการท่องเที่ยวจัดอบรมเตรียมความพร้อมเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวแบบออนไลน์ ฟรี ผ่าน ‎ZOOM Cloud Meetings

กรมการท่องเที่ยว โดยกองทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ขอเชิญผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้สนใจ เข้าร่วมการอบรมเสริมศักยภาพเพื่อยกระดับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวเข้าสู่มาตรฐาน ผ่านระบบออนไลน์ (ZOOM Cloud Meetings) ไม่มีค่าใช้จ่าย ในหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพธุรกิจนำเที่ยว สร้างโอกาสฝ่าวิกฤติ COVID-19”

-️ มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย
-️ สร้างมูลค่าเพิ่มด้วย Content Marketing
-️ การให้บริการอย่างมีมาตรฐาน

ในวันพุธที่ 15 กันยายน 2564 เวลา 08.30-16.00 น.

อบรมโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมร่วมกิจกรรมเพื่อรับของที่ระลึกจากกรมการท่องเที่ยว ลงทะเบียนได้โดยสแกน QR Code หรือ 

#กรมการท่องเที่ยว #กองทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ #ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว #บริษัททัวร์ #โควิด19 #COVID19

ลงทะเบียน https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSc3n5aic_2dTQ4lhb9xKf-HX8aSxJwzP-LGAPEby-eptn4_4w/viewform


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: บนเส้นทางด่วน

องค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังสุกงอมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางอิเล็กทรอนิกส์ประกอบกับโควิด-19 ที่เป็นตัวเร่งสำคัญ มีโอกาสในการสร้างการเติบโตระยะยาวที่โดดเด่นแก่นักลงทุนถึง 3 ตัวด้วยกันตามมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในทีมตลาดทุนเกิดใหม่ของ แฟรงคลิน เทมเพิลตัน นายเคลาส์ บอร์น และ นางสาว อี้ ผิง เลี่ยว: ได้แก่ อีคอมเมิร์ซ ฟินเทค และอุตสาหกรรมเกม

โควิด-19 เร่งความเร็วการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คล้ายคลึงกับกรณีการระบาดของโรคซาร์ส1 ที่กระตุ้นการเกิดยุคดิจิทัลในประเทศจีนเมื่อ 10 ปีที่แล้วให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งยังมีปัจจัยเกื้อหนุนมากมายที่มาตรงจังหวะกับการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางอิเล็กทรอนิกส์กับองค์กรธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประชากรรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับมือถือ  (Mobile First)  การปรับปรุงเครือข่ายด้านการสื่อสารและราคาสมาร์ทโฟนที่จับต้องได้ ล้วนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนบริการอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ ในภูมิภาคฯ

เราเห็นศักยภาพมหาศาลในเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางนวัตกรรมที่พัฒนารุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีโอกาสการลงทุนที่โดดเด่นอยู่ 3 กลุ่มที่จะสร้างการเติบโตระยะยาวให้กับนักลงทุน ได้แก่

  • อีคอมเมิร์ซ: อุตสาหกรรมนี้ไม่มีการเข้าไปเจาะลึกมากเท่าที่ควรแม้จะมียอดขายพุ่งทยาน ซึ่งการขยายของโมเดลธุรกิจที่แตกต่างกันนั้นสร้างโอกาสกับธุรกิจขนาดเล็กแบบเดิมให้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในระบบดิจิทัล
  • เทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค): ประชากรกลุ่มที่ไม่มีบัญชีธนาคารและใช้เงินสดเป็นหลักได้หลั่งไหลเข้าสู่บริการจากบริษัทฟินเทคหลายแห่ง โดยบริษัทฯ ส่วนใหญ่นำเสนอบริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallets) เป็นประตูด่านแรกเพื่อเปิดไปสู่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายขึ้น
  • อุตสาหกรรมเกม: เกมต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จได้นั้นเป็นเพราะการขยายฐานผู้เล่นไปทั่วโลก โดยหลาย ๆ เกมยังเดินหน้าพัฒนาไปสู่ความเป็นโซเชียลที่รวมฟังก์ชั่นการแชทและโหมดความบันเทิงเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้เล่นและเสริมศักยภาพในการสร้างรายได้

รายชื่อบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมเหล่านี้มีแนวโน้มว่าจะช่วยฟื้นคืนตลาดหุ้นต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่โฟกัสมุมมองเศรษฐกิจแบบเก่าได้ถูกเงาเศรษฐกิจใหม่จากเอเชียเหนือมาทาบทับ บริษัทเหล่านี้ยังสามารถเสนอความหลากหลายด้านการลงทุนผ่านธุรกิจอินเทอร์เน็ตของจีนที่เข้ามาถือหุ้นกันอย่างกว้างขวาง เราเชื่อว่านักลงทุนประเภทมุ่งหวังผล (Active Investors) แบบเราจะสามารถผสมผสานข้อมูลเชิงลึกจากการขยายตัวทางอินเทอร์เน็ตของภูมิภาคเอเชียเหนือและมุมมองจากทีมวิจัยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรามาใช้เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มในตลาดท้องถิ่นที่แตกต่างกัน และสร้างความได้เปรียบพร้อมรับโอกาสที่ดีที่สุดในการลงทุน

ENDNOTES

  1. โรคทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน

ความเสี่ยงมีอะไรบ้าง?

ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงรวมถึงเป็นไปได้ที่จะสูญเสียเงินต้น มูลค่าของการลงทุนสามารถขึ้นและลงได้เสมอ และนักลงทุนอาจไม่ได้ทุนคืนเต็มจำนวน บางครั้งราคาหุ้นผันผวนอย่างรวดเร็วและรุนแรง เนื่องจากมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัท อุตสาหกรรมหรือภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะ หรือจากปัจจัยภายนอกทั่วไป ความเสี่ยงเฉพาะมีความเกี่ยวข้องกับการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ ซึ่งรวมไปถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านการเมืองและเศรษฐกิจ แนวทางการซื้อขาย ความพร้อมของข้อมูล ข้อจำกัดของตลาด ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศและนโยบายด้านการเงิน ซึ่งการลงทุนในตลาดเกิดใหม่มีความเสี่ยงสูงจากปัจจัยลักษณะเดียวกัน ดังนั้นขอบเขตการลงทุนที่มุ่งเน้นกลยุทธ์ไปยังประเทศ อุตสาหกรรม ภูมิภาค ภาคส่วน หรือประเภทของการลงทุนแบบครั้งคราว อาจมีความเสี่ยงมากขึ้นจากการพัฒนาที่ไม่พึงประสงค์ในพื้นที่ที่มุ่งเน้นมากกว่ากลยุทธ์การลงทุนในประเทศ ภูมิภาค อุตสาหกรรม ภาคส่วน หรือการลงทุนที่หลากหลายมากกว่า การลงทุนในอุตสาหกรรมที่เติบโตไวอย่างภาคเทคโนโลยีและการดูแลสุขภาพ (ซึ่งได้ชื่อว่ามีการเปลี่ยนแปลงเร็วระดับหนึ่ง) อาจส่งผลให้ราคาผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในระยะสั้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างรวดเร็ว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของภาครัฐฯ ที่ส่งผลต่อบริษัทฯ เหล่านั้น อาทิ การส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี หรือกฎระเบียบในการอนุมัติยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ใหม่ ๆ บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางจะมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อการเปลี่ยนแปลงต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจ และมีโอกาสเติบโตน้อยกว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงกว่า เช่น จีนอาจต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมอย่างมาก ซึ่งการลงทุนในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ของจีนมีความเสี่ยงเฉพาะทางกฎหมาย กฎระเบียบ การเมือง และเศรษฐกิจ เป็นต้น

เกี่ยวกับแฟรงคลิน เทมเพิลตัน
แฟรงคลิน รีซอร์ส อิงค์ (Franklin Resource) [NYSE: BEN] เป็นองค์กรการจัดการการลงทุนระดับโลกซึ่งดำเนินกิจการร่วมกับบริษัทในเครือ แฟรงคลิน เทมเพิลตัน (Franklin Templeton) และให้บริการลูกค้ามากกว่า 165 ประเทศทั่วโลก ภารกิจของแฟรงคลินเทมเพิลตันคือช่วยให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการการลงทุน การบริหารความมั่งคั่ง และ โซลูชั่นทางเทคโนโลยี โดยผู้จัดการการลงทุนผู้เชี่ยวชาญโดยบริษัทมีความชำนาญในสินทรัพย์ที่ครอบคลุม ทั้งตราสารทุน ตราสารหนี้ การลงทุนทางเลือกและโซลูชันการลงทุนในสินทรัพย์ผสม บริษัทฯ มีพนักงานอยู่ในประเทศต่าง ๆ มากกว่า 30 ประเทศรวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจำนวน 1,300 คน มีประสบการณ์การลงทุนมากกว่า 70 ปีและมีมูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ภายในการดูแล 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม franklintempleton.com และติดตามเราได้ที่ LinkedIn, Twitter และ Facebook.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน พร้อมให้เข้าชม งานรับสร้างบ้าน Online 2021 จองปลูกสร้างบ้าน เลือกแบบบ้าน ผ่านออนไลน์ได้ครั้งแรกในประเทศไทย 10 – 20 ก.ย. นี้

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน พร้อมจัดงานรับสร้างบ้าน Online 2021 ผู้บริโภคสามารถจองปลูกสร้างบ้าน เลือกแบบบ้าน ผ่านออนไลน์ได้ครั้งแรกในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 10-20 กันยายน 2564 โดยสามารถเข้าชมได้ที่ www.รับสร้างบ้านออนไลน์.com

นายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่า สมาคมฯ พร้อมที่จะจัดงานรับสร้างบ้าน Online 2021 ระหว่างวันที่ 10-20 กันยายน 2564 โดยสามารถเข้าชมได้ที่

www.รับสร้างบ้านออนไลน์.com ซึ่งสมาคมฯ เชื่อมั่นว่าจะตอบโจทย์ธุรกิจในยุคดิจิทัลและช่วยแก้ปัญหาที่ปัจจุบันมีข้อจำกัดในการเดินทาง เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ทั้งนี้ แม้รูปแบบการจัดงานจะเป็นแบบ Online แต่ความครบครันและความสมบูรณ์ต่างๆ จะยังคงครบถ้วนเหมือนกับการจัดงานกิจกรรมการตลาดและการขายผ่านการจัดอีเว้นต์ออกบูธหรือแบบออฟไลน์ กล่าวคือ ในฝั่งของบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ที่มาร่วมออกบูธ ยังมีการแข่งขันกันนำแบบบ้านทั้งเป็นแบบมาตรฐาน และ แบบบ้านใหม่ในหลากหลายราคามานำเสนอต่อผู้บริโภค อีกทั้งยังได้มีการจัดโปรโมชั่นพิเศษ! อื่นๆ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจสร้างบ้านของลูกค้า นอกจากนี้ยังมีธนาคารพาณิชย์ชั้นนำต่างๆ ร่วมออกบูธและปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ! เพื่อเพิ่มความความสะดวกสบายให้กับลูกค้าผู้บริโภคที่ต้องการขอสินเชื่อปลูกสร้างบ้านในงานรับสร้างบ้าน Online 2021 ระหว่างวันที่ 10 – 20 กันยายน นี้ ด้วยเช่นกัน

นายวรวุฒิ ยังกล่าวอย่างเชื่อมั่นด้วยว่า ระบบที่สมาคมฯ ได้พัฒนาขึ้นนี้มีความเสถียรและพร้อมใช้งานได้ในระยะยาว แต่อย่างไรก็ดี สมาคมฯ ก็จะไม่หยุดพัฒนาระบบเพื่อให้มีความทันตามยุคสมัยเทคโนโลยี โดยจะถือเป็นนโยบายหลักในการพัฒนาระบบการทำการตลาดแบบ Online เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ทั้งที่อยู่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดได้อย่างสะดวก รวดเร็วแบบ “เรียลไทม์”  ในขณะเดียวกันทางสมาคมฯ เองก็พร้อมที่จะจัดกิจกรรมการตลาดผ่านการจัดงานอีเว้นต์ออกบูธแบบเดิม (ออฟไลน์) ควบคู่กันเมื่อสถานการณ์ต่างๆ เข้าสู่สภาวะปกติ

“การก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปถือเป็นภารกิจหนึ่งที่สมาคมฯ ให้ความสำคัญ ในการนำมาเป็นเครื่องมือช่วยเหลือสมาชิกของสมาคมฯ เน้นสร้าง Data Base ผู้ที่ต้องการปลูกสร้างบ้านกลุ่มใหม่ ๆ ได้มากขึ้น ขณะที่ในฝั่งผู้บริโภคเองก็เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและสะดวกด้วย” นายวรวุฒิ กล่าว

พร้อมกันนี้ นายวรวุฒิ กล่าวในตอนท้ายว่า แม้ปัจจุบันภาคธุรกิจรับสร้างบ้านจะยังคงเผชิญกับการตกต่ำของเศรษฐกิจโดยรวม โดยมีสาเหตุหลักมาจากการกระบาดของโควิด-19 แต่สมาคมฯ เองก็ยังคงเน้นนโยบายด้านคุณภาพ และมาตรฐานในการก่อสร้างบ้าน ที่ผ่านมาก็ได้จัดกิจกรรมอบรมต่างๆ ให้กับสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพยายามที่จะแก้ไขสถานการณ์หรือหาทางออกช่วยเหลือสมาชิกของสมาคมฯ ซึ่งการจัดกิจกรรมการตลาดและการขายผ่านการจัดงานรับสร้างบ้าน Online 2021 ระหว่างวันที่ 10 – 20 กันยายน 2564 เชื่อว่าจะช่วยพยุงตลาดรับสร้างบ้านในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานรับสร้างบ้าน Online 2021 มากกว่า 5,000 คน และมียอดจองปลูกสร้างบ้านต่อเนื่องจากงานไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้บริโภคและผู้ที่สนใจทั่วไปสามารถเข้าชมงานงานรับสร้างบ้าน Online 2021 ผ่านทาง www.รับสร้างบ้านออนไลน์.com และเว็บไซต์ของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน www.hba-th.org ที่เป็นเว็บไซต์ศูนย์กลางให้กับผู้ที่สนใจปลูกสร้างบ้านได้เข้ามาหาข้อมูล และเข้าถึงแบบบ้านต่างๆ พร้อมโปรโมชั่นของสมาชิกของสมาคมฯ ได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกและผู้บริโภค


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รถบรรทุกมือสองสแกนเนียเติบโตต่อเนื่อง

สแกนเนียเผย ธุรกิจรถบรรทุกมือสองเป็นอีกทางเลือกในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่เติบโตต่อเนื่องถึง 10 มีมูลค่ายอดขายประมาณ 50 ล้านบาท พร้อมการันตีลูกค้าจะได้รับรถที่มีคุณภาพ และราคาย่อมเยา เสมือนเป็นรถมือหนึ่งของสแกนเนี

นายยุทธนา มหาวงษ์ ผู้จัดการฝ่ายขายรถบรรทุกมือสอง บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด เปิดเผยถึง การเข้ามาทำตลาดรถบรรทุกมือสองว่า การทำตลาดรถมือสองนับเป็นหนึ่งในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งสแกนเนียได้พยายามที่จะเข้าถึงในทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งทางด้านผลิตภัณฑ์ และงานบริการเพื่อความเหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจ และการใช้งานของลูกค้า ให้ลูกค้าสะดวกในการรับบริการครบวงจรในที่เดียว โดยการเข้ามาในตลาดรถบรรทุกมือสองถือได้ว่าเป็นตลาดกลุ่มที่กำลังเติบโตในประเทศไทย สำหรับการเปิดตลาดรถบรรทุกมือสองในประเทศไทยได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2015 โดยบริษัทแม่ที่สวีเดนได้มองเห็นถึงศักยภาพของตลาดรถบรรทุกในประเทศไทยที่มีความแข็งแกร่ง และยังมีแนวโน้มในการขยายตัวที่ดี โดยในปีนี้มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 20 ถึง 30 คัน แต่ถือว่ามีการเติบโตต่อเนื่อง คิดเป็น 10%  มีมูลค่ายอดขายประมาณ 50 ล้านบาท จากราคารถมือสองของสแกนเนียโดยเฉลี่ย 2 -2.5 ล้านบาทต่อคัน

โดยแนวทางการทำตลาดรถบรรทุกมือสองในประเทศไทยนั้น นายยุทธนา กล่าวว่า จะมีความแตกต่างจากประเทศในแถบยุโรป เพราะกฎหมายในยุโรปมีการกำหนดการใช้งานของรถบรรทุกเอาไว้ไม่เกิน 5-6 ปี แต่สำหรับประเทศไทยการใช้งานรถแต่ละคันจะใช้กันเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี ซึ่งทางสแกนเนียต้องนำมาคำนวณหาความเหมาะสมของราคาต่อสภาพรถที่แท้จริงก่อนที่จะนำเสนอแก่ลูกค้า โดยสต็อกรถบรรทุกมือสองได้มาจาก แหล่งด้วยกัน คือ 1. เป็นรถจากไฟแนนซ์สแกนเนีย สยามลิสซิ่ง 2. เป็นรถบรรทุกที่เกิดจากการเทิร์นของลูกค้า อายุของรถอยู่ประมาณ 6  ปี และ 3. ลูกค้านำรถมือสองมาขายให้กับแผนกรถมือสอง

ทั้งนี้ หากเทียบกับรถมือสองของแบรนด์ฝั่งยุโรป ทางสแกนเนียมีจุดเด่นอยู่ที่เป็นเจ้าเดียวในประเทศไทยที่มีไฟแนนซ์เป็นของตัวเองจึงสามารถดูแลลูกค้าได้ดีกว่า ยืดหยุ่นกว่า นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถรับบริการอื่นๆ จากสแกนเนียเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจได้อีกหลากหลายบริการ

จุดเด่นของแผนกรถมือสองสแกนเนียที่แตกต่างจากตลาดรถมือสองทั่วไป คือการตรวจสอบเช็คในทุกส่วนของรถด้วยอุปกรณ์และโปรแกรมเฉพาะของสแกนเนีย โดยช่างของสแกนเนียที่ผ่านการอบรมมาเป็นอย่างดีตามมาตรฐาน ซึ่งในการตรวจนี้เรามีเช็คลิสต์ตามมาตรฐานของเราอยู่ที่ 111 รายการ ที่จะต้องเช็คให้อยู่ในสภาพใช้การได้ตามมาตรฐาน และเมื่อมีอะไหล่ที่ต้องเปลี่ยนก็จะเป็นอะไหล่สแกนเนียแท้ 100%  ดังนั้นลูกค้าจึงมั่นใจในตัวของช่างว่าเป็นช่างสแกนเนียที่ซ่อมรถสแกนเนียอยู่แล้ว มีประสบการณ์ตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ทำธุรกิจในประเทศไทย และในปีนี้ทางสแกนเนียจะมีการเช็คเปลี่ยนถ่ายโปรแกรมชุดใหญ่ (L)  เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเกียร์เฟืองท้ายทั้งหมด และทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่ทุกครั้งที่เราส่งมอบรถมือสองให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าพร้อมนำรถไปใช้งานอย่างเต็มที่ได้ทันทีหลังรับรถ ไม่ต้องกังวลเรื่องการเอาไปซ่อมเพิ่ม” นายยุทธนากล่าว

นายยุทธนากล่าวทิ้งท้ายว่า จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้ธุรกิจรถมือสองสแกนเนียเป็นอีกทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ และได้รับความสนใจมากขึ้น ซึ่งในปีหน้าจะมีการนำเสนอให้นำเรื่อง “สัญญาการให้บริการ” เข้ามาเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ช่วยลูกค้ารถมือสองให้ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

สำหรับลูกค้าที่สนใจรถสแกนเนียมือสอง สามารถโทรศัพท์สอบถามสแกนเนียมือสองของแท้ได้ที่ คุณยุทธนา 092 223 7544 โดยสแกนเนีย ยังคงมุ่งมั่นเพื่อให้รถของลูกค้าพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเพิ่มผลกำไรในธุรกิจขนส่งอย่างสูงสุด เพื่อขับเคลื่อนสู่ระบบขนส่งที่ยั่งยืน “เพราะธุรกิจคุณ สำคัญที่สุด”


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“การจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ” ช่วยสร้างความยั่งยืนแก่ธุรกิจและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


โดย นางสุวรรณี สิงห์ฤาเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและซีอีโอ ซีเมนส์ ประเทศไทย

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงวันนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงไปยังทุกภาคส่วน ภาครัฐและเอกชนต่างมุ่งจัดการปัญหาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ล้วนเป็นเรื่องเร่งด่วนในทุก ๆ ด้าน อย่างไรก็ตามเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและสิ่งแวดล้อม” เป็นอีกปัญหาใหญ่ที่ต้องได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วนเช่นกัน จากเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยและมีความรุนแรงมากขึ้น อันเป็นผลจากสภาวะโลกร้อนในหลายประเทศทุกภูมิภาคทั่วโลก

แท้จริงแล้วภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญต่อประเด็นนี้ เนื่องจากกระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานมากถึงหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมดในโลก ซึ่งเทคโนโลยีการจัดการพลังงานไฟฟ้าที่ก้าวหน้าไปมากในปัจจุบันช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมมีส่วนสำคัญช่วยลดสภาวะโลกร้อนโดยอาศัยการจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาดด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว

การจัดการพลังงานไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมมีส่วนช่วยลดสภาวะโลกร้อนได้อย่างไร

เรามาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญซึ่งทุกภาคส่วนเห็นร่วมกันชัดเจนถึงความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในขณะที่ภาคส่วนอื่น ๆ อาทิ การผลิตพลังงานไฟฟ้า การเกษตร และการบริโภคในครัวเรือน ได้เริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ภาคอุตสาหกรรมนั้นแทบจะไม่มีการปรับเปลี่ยนเลย แม้แต่ในประเทศเยอรมนีที่เป็นผู้นำในโลกอุตสาหกรรมยุคใหม่เองก็ตาม

เพื่อจัดการปัญหานี้ ซีเมนส์เห็นแนวทางขับเคลื่อนสำคัญ 3 ประการที่จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

  • 1. การสร้างความยืดหยุ่นในการนำพลังงานมาใช้ เช่น การใช้โซลูชั่นการกักเก็บพลังงานและการใช้ระบบโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plants : VPP)
  • 2. การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัล เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้พลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถทำได้โดยการติดตั้งอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) เซ็นเซอร์ และซอฟต์แวร์ควบคุม
  • 3. การนำการจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Electrification) มาใช้ ในการดำเนินงานให้ครอบคลุมทุกกระบวนการทำงาน

จากสามแนวทางข้างต้น “การจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ” เป็นหนทางที่ดีที่สุดในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งยังสามารถสร้างประโยชน์สูงสุดจากปัจจัยการขับเคลื่อนที่เหลือ

ในการจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะนั้น มี 2 ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ หนึ่ง – ความเป็นไปได้ที่จะนำพลังงานสะอาด ซึ่งไม่มีการปล่อยคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อมมาป้อนเข้าสู่สถานประกอบการอุตสาหกรรม อาทิ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และ สอง – การจัดการพลังงานของสถานประกอบการอุตสาหกรรม เช่น การจัดการความต้องการใช้พลังงานด้วยซอฟต์แวร์ เป็นต้น

เหตุผลที่การจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะมีผลอย่างมากต่อการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็คือ เมื่อจัดการการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้สามารถเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้โดยไม่ก่อมลภาวะ แทนที่การผลิตไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีแบบเดิม เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานดีเซลที่มีการก่อมลภาวะสูง

การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพคือ “หัวใจสำคัญ” ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคอุตสาหกรรม

กรณีศึกษาจากบริษัท Gestamp ผู้ผลิตชิ้นส่วนโลหะยานยนต์ในสเปนซึ่งมีหลายกระบวนการผลิตที่ต้องใช้พลังงานเป็นจำนวนมากแต่ขาดข้อมูลการใช้พลังงานที่ชัดเจนทำให้โรงงานต้องเผชิญกับค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

แต่ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์มาตรวัดพลังงานและการใช้โซลูชันการสื่อสารรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่จากโรงงาน 15 แห่งใน 6 ประเทศแล้วนำมาวิเคราะห์ Gestamp สามารถระบุจุดที่เป็นปัญหาและปรับปรุงการดำเนินงาน ทำให้สามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงถึง 15 เปอร์เซ็นต์และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ถึง 14,000 ตันต่อปี

การจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะช่วยให้การผลิตมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยในบริหารรอบการทำงานให้ได้ประโยชน์สูงสุดและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นอกเหนือจากนั้นยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของภาคอุตสาหกรรม พร้อมเพิ่มโอกาสใหม่ ๆ ในการนำพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันการจัดการพลังงานไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงทำได้ง่ายขึ้น ด้วยการปรับกระบวนการจัดการให้เป็นระบบดิจิทัล (Digitalization) และนำการจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Electrification) มาใช้ ผลที่ตามมาไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แต่ยังเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงานและทำให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุด

ยิ่งไปกว่านั้น การปรับกระบวนการทำงานเป็นระบบดิจิทัล (Digitalization) ทำให้เราสามารถพัฒนาระบบดิจิทัลทวิน (Digital Twin) สำหรับระบบไฟฟ้าของโรงงานได้ และเมื่อควบรวมกับระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม ผู้วางระบบงานสามารถทดสอบการจำลองสถานการณ์การทำงานต่าง ๆ เพื่อหาจุดที่เหมาะสมที่สุดในการวางระบบงาน เพื่อลดความผิดพลาดและลดต้นทุนในการวางแผนงาน การก่อสร้าง และการบำรุงรักษา

วิกฤติการณ์การแพร่ระบาดทำให้เราต้องพิจารณาอีกครั้งเกี่ยวกับวิธีการดำเนินงานทางธุรกิจของเรา สำหรับอุตสาหกรรม ถึงเวลาแล้วที่จะสร้างรากฐานธุรกิจในอนาคตด้วยการผสมผสานการจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะเข้ากับแผนงานของกิจการ ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่แค่ตัวเลขทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน ครอบคลุม ตั้งแต่ลูกค้า ชุมชน ประเทศ ไปจนถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมในโลกของเราด้วย

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:

เกี่ยวกับซีเมนส์

ซีเมนส์ เอจี (เบอร์ลินและมิวนิค) เป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่มีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 170 ปีในด้านวิศวกรรม นวัตกรรม คุณภาพและความน่าเชื่อถือ บริษัทมีความเชี่ยวชาญในการจัดการพลังงานหลากหลายรูปแบบ ระบบออโตเมชั่นและดิจิทัลไลเซชั่นสำหรับภาคอุตสาหกรรม และ ระบบโครงสร้างอัจฉริยะสำหรับอาคาร โดยเน้นการผสานเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่องค์กรธุรกิจและสังคมโดยรวม นอกจากนี้ยังมีซีเมนส์ โมบิลิตี้ ผู้นำโซลูชั่นคมนาคมทางรางและทางบก

ที่มีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมตลาดด้านบริการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า และด้วยซีเมนส์เป็นผู้ถือหุ้นหลักในซีเมนส์ เฮลทิเนียร์ส เราจึงเป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการแพทย์และบริการดูแลสุขภาพดิจิทัล นอกเหนือจากนั้น ซีเมนส์ยังเป็นผู้ถือหุ้นใน ซีเมนส์ เอนเนอร์ยี่ ผู้นำด้านการผลิตและนำส่งพลังงานไฟฟ้าระดับโลกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ 28 กันยายน ปี 2563

ในปีงบประมาณ 2563 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อ 30 กันยายน 2563 ซีเมนส์มีพนักงาน 293,000 คนทั่วโลก กลุ่มธุรกิจของซีเมนส์สร้างรายได้ 57.1 พันล้านยูโร และมีผลกำไร 4.2 พันล้านยูโร

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.siemens.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คาลเท็กซ์ ฮาโวลีน® โปรดีเอส™ ฟูลลี่ ซินเธติก อีโค่”

บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น คาลเท็กซ์ ฮาโวลีน® แนะนำผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องใหม่ สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ฮาโวลีน® โปรดีเอส ฟูลลี่ ซินเธติก อีโค่ (Havoline® ProDS Fully Synthetic Eco) SAE 0W-20 / 5W-30 น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 100% ได้มาตรฐาน API SP / ILSAC GF-6A มีวางจำหน่ายในขนาด 4 ลิตร และ 1 ลิตร สูตรพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อรถอีโค่ คาร์ เครื่องยนต์ขนาดเล็กกว่า 1,300 ซีซี เครื่องยนต์ไฮบริด และระบบฉีดตรง (GDI) ช่วยปกป้องการสึกหรอของทุกชิ้นส่วนในเครื่องยนต์อย่างสมบูรณ์แบบ ลดแรงเสียดทาน จึงช่วยประหยัดเชื้อเพลิง ทำให้เครื่องยนต์รวมไปถึงระบบฉีดตรงแบบเทอร์โบชาร์จ สามารถทำงานได้อย่างเต็มสมรรถนะ ตอบโจทย์การใช้งานและเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ภายใต้แนวคิด Smart Product เติมเต็มประสบการณ์แห่งความสุขในการขับรถอย่างลื่นไหลเต็มพลัง

ปกป้องเครื่องยนต์เบนซิน อย่างเหนือชั้น พร้อมเพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่กับ ฮาโวลีน® โปรดีเอส ฟูลลี่ ซินเธติก อีโค่ SAE 0W-20 / 5W-30 ตั้งแต่วันนี้ ที่สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ และตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องคาลเท็กซ์ทั่วประเทศ พร้อมจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ Lazada และ Shopee สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์ได้ที่ โทร.02 081 4492 ติดตามข้อมูลข่าวสารพร้อมกิจกรรมดี ๆ จากคาลเท็กซ์ได้ที่ www.caltex.co.th และ www.facebook.com/CaltexThailand  แอดไลน์ @iLoveCaltex หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการลูกค้า โทร. 02 081 4123


Exit mobile version