Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซีเมนส์ขับเคลื่อน Smart City แห่งอนาคต ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำใน “เอ็กซ์โป 2020 ดูไบ”

* ถึงแม้จะถูกจัดขึ้นในปี 2021 งานนี้ยังคงใช้ชื่อ “เอ็กซ์โป 2020 ดูไบ”

  • งาน “เอ็กซ์โป2020 ดูไบ” ใช้เทคโนโลยีด้านอาคารอัจฉริยะจากซีเมนส์ซึ่งถูกขับเคลื่อนและรวมไว้บนแพลตฟอร์มการบริการ IoT ภาคอุตสาหกรรม MindSphere
  • อาคารมากกว่า130 แห่งจะเชื่อมต่อและสื่อสารกันผ่าน Siemens Navigator แพลตฟอร์มบนคลาวด์สำหรับวิเคราะห์การใช้พลังงานเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรอาคาร
  • อาคารต่าง ๆ ในสามโซนหลัก (Thematic Districts)ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ด้วยระบบการจัดการอาคารอัจฉริยะ Desigo CC
  • โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะช่วยสนับสนุนการจัดงานเอ็กซ์โป2020 ดูไบ ให้ประสบความสำเร็จ ตามเป้าหมายครอบคลุมในด้านความยั่งยืน ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และการรักษา ความปลอดภัย

30 กันยายน 2564 – เป็นเวลากว่า 170 ปีที่งาน World Expo ถูกจัดขึ้นเพื่อแสดงนวัตกรรมที่เปลี่ยนวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับงานเอ็กซ์โป 2020 ดูไบ ที่จะสานต่อความยิ่งใหญ่ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดจากทั่วทุกมุมโลก ซีเมนส์ได้มีส่วนร่วมในงาน World Expo ตั้งแต่การจัดแสดงโทรเลขไฟฟ้าแบบเข็ม (Pointer Telegraph) ในงานครั้งแรก ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.1851 และในงานเอ็กซ์โป 2020 ดูไบ ครั้งนี้ ซีเมนส์ได้แสดงนวัตกรรมต้นแบบ (Blueprint) สำหรับเมืองอัจฉริยะ โดยการนำเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัยที่สุดมาใช้ในการจัดการงาน World Expo 2020 Dubai

งานเอ็กซ์โป 2020 ดูไบ ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 จะเป็นหนึ่งในงานเอ็กซ์โปที่มีการเชื่อมต่อที่เน้นเรื่องความยั่งยืนหรือนวัตกรรมสีเขียวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และยังเป็นหนึ่งในงานที่มีการติดตั้งเทคโนโลยีทางอาคารของซีเมนส์ครั้งใหญ่ที่สุดในโลก อาทิ ดิจิทัลโซลูชั่นเพื่อใช้สำหรับเชื่อมต่อ ตรวจสอบ และควบคุมอาคารผ่าน MindSphere ระบบปฏิบัติการบนคลาวด์สำหรับ IoT ซึ่งจะทำให้การวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจและปฏิบัติงานได้อย่างชาญฉลาด โดยเทคโนโลยีอัจฉริยะเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนเป้าหมายในการจัดงานเอ็กซ์โป 2020 ดูไบ ทั้งในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การอำนวยความสะดวก ความปลอดภัยของผู้ร่วมชมงานและควบคุมดูแลรักษาระบบความปลอดภัย

ซีเมนส์ เป็นพาร์ทเนอร์ระดับพรีเมียร์ของงานเอ็กซ์โป 2020 ดูไบ มีบทบาทสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นดิจิทัลโดยการนำระบบการจัดการอาคารดิจิทัล Desigo CC มาติดตั้งใช้งานทั่วทั้งงาน โดยครอบคลุมในแต่ละโซนการจัดงาน (ได้แก่ โซน Mobility โซน Opportunity และโซน Sustainability) รวมถึงศูนย์การจัดแสดงนวัตกรรมของประเทศต่าง ๆ และ Dubai Exhibition Centre โดยระบบจะใช้เซนเซอร์และการวิเคราะห์หลากหลายเพื่อตรวจสอบและควบคุมฟังก์ชันของอาคาร อาทิเช่น  ระบบปรับอากาศ การใช้พลังงาน การควบคุมความสว่าง ลิฟต์ คุณภาพอากาศและระบบส่งสัญญาณเตือนอัคคีภัย

ข้อมูลจากระบบเหล่านี้จะถูกนำมาจัดการและประมวลโดยศูนย์บัญชาการและควบคุมในแต่ละโซนการจัดงาน เพื่อลดการใช้พลังงาน พร้อมอำนวยความสะดวกและดูแลรักษาความปลอดภัยให้ผู้ร่วมงาน ข้อมูลเหล่านี้จะถูกป้อนเข้าสู่ Siemens Navigator แพลตฟอร์มศูนย์กลางการจัดการข้อมูลบนคลาวด์ เพื่อเชื่อมต่อกับอาคารต่าง ๆ มากกว่า 130 แห่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวซึ่งถือเป็นหนึ่งในการติดตั้งระบบคลาวด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพื่อให้ผู้ให้บริการต่าง ๆ สามารถเห็นข้อมูลทั้งหมดและนำมาวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบการใช้พลังงานระหว่างการจัดงานเอ็กซ์โปในครั้งนี้ ด้วยความสามารถของแพลตฟอร์ม MindSphere ที่้ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในงาน ข้อมูลจากเซนเซอร์ เกตเวย์ ระบบและแอปพลิเคชันต่างๆ ซึ่งเชื่อมต่อกันจะถูกวิเคราะห์และแสดงผลให้ผู้จัดงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ระบบรักษาความปลอดภัยจะถูกรวมไว้ในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของงานเอ็กซ์โปโดยมีระบบย่อยมากกว่า 20 ระบบ อาทิ ระบบการควบคุมการเข้า-ออกอาคาร ระบบการจัดการอาคาร และระบบป้องกันอัคคีภัย ซึ่งจะถูกรวมไว้ในแพลตฟอร์มที่ป้อนคำสั่งและควบคุมจากส่วนกลาง ทำให้ผู้ดูแลทราบถึงสถานการณ์ภาพรวมและทำการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

คุณสุวรรณี สิงห์ฤาเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและซีอีโอ ซีเมนส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การพัฒนาเมืองอัจฉริยะหรือ Smart City จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามวิสัยทัศน์ Thailand 4.0 เทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะที่ใช้ในงาน World Expo 2020 Dubai เป็นตัวอย่างการใช้งานจริงของหลากหลายโซลูชันเมืองอัจฉริยะที่ถูกนำมารวมกันเพื่อสร้างเมืองที่มีความยั่งยืน และให้ความสะดวกสบายกับผู้อยู่อาศัย โดยสามารถนำมาต่อยอดหรือเป็นนวัตกรรมต้นแบบสำหรับการวางแผนงานเมืองอัจฉริยะในประเทศไทย”

ซีเมนส์มีประสบการณ์ในด้านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของสถานที่สำคัญให้เป็นดิจิทัลมาอย่างยาวนานทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น ท่าอากาศยานนานชาติดูไบ โรงละครโอเปราดูไบ และมัสยิด Sheikh Zayed ของอาบูดาบี ที่เลือกใช้เทคโนโลยีจากซีเมนส์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน และการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งาน

แหล่งข้อมูล

  • Siemens at Expo 2020 Dubai
  • MindSphere  แพลตฟอร์มการบริการ IoT ภาคอุตสาหกรรม
  • Navigator แพลตฟอร์มบนคลาวด์สำหรับวิเคราะห์การใช้พลังงานเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรอาคาร
  • Desigo CC  ระบบการจัดการอาคารอัจฉริยะ

เกี่ยวกับซีเมนส์

ซีเมนส์ เอจี (เบอร์ลินและมิวนิค) เป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ทางด้านอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่ง และการดูแลสุขภาพ ธุรกิจของบริษัทฯ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการทรัพยากรในโรงงาน การบริหารห่วงโซ่อุปทาน ระบบอาคารอัจฉริยะและระบบโครงข่ายไฟฟ้า ไปจนถึงการขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาด และการดูแลสุขภาพขั้นสูง บริษัทฯ พัฒนาเทคโนโลยีด้วยวัตถุประสงค์เพื่อมอบคุณค่าที่แท้จริงแก่ลูกค้า ซีเมนส์ช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมและตลาด เพื่อยกระดับการใช้ชีวิตของคนนับพันล้านโดยผสานโลกความจริงและโลกดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกัน ซีเมนส์เป็นผู้ถือหุ้นหลักในซีเมนส์ เฮลทิเนียร์ส ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการแพทย์และบริการดูแลสุขภาพดิจิทัล นอกเหนือจากนั้น ซีเมนส์ยังเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยใน ซีเมนส์ เอนเนอร์ยี่ ผู้นำระดับโลกในด้านการผลิตและนำส่งพลังงานไฟฟ้า


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การเดินทางของวัคซีน จากการวางแผนสู่การปฏิบัติการกระจายวัคซีนไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

บทความโดย คุณเฮอร์เบิต วงศ์ภูษณชัย กรรมการผู้จัดการ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทยและหัวหน้าภาคพื้นอินโดจีน

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าหนึ่งในทางออกจากวิกฤตโควิด-19 คือวัคซีน และการที่จะสร้างภูมิคุ้มกันในระดับสูง จำเป็นที่จะต้องมีการฉีดวัคซีนราวหนึ่งหมื่นล้านโดสทั่วโลกภายในสิ้นปี 2564[1]  ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ถึงความท้าทายครั้งใหญ่ด้านลอจิสติกส์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน[2] สถานการณ์การแพร่ระบาดตอกย้ำถึงบทบาทที่สำคัญของเครือข่ายลอจิสติกส์ระหว่างประเทศในการรองรับระบบซัพพลายเชนให้ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องจนถึงการจัดส่งสิ่งของจำเป็นถึงปลายทาง

วันนี้ ประเทศไทยได้รับวัคซีนไฟเซอร์ไบออนเทคแล้วรวม 3.5 ล้านโดส ซึ่งขนส่งโดยดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส โดยในจำนวนนี้เป็นวัคซีน 2 ล้านโดสที่มาถึงไทยในวันที่ 29 กันยายน

จนถึงปัจจุบันดีเอชแอลได้จัดส่งวัคซีนโควิด-19 กว่า 1 พันล้านโดสไปยัง 160 ประเทศทั่วโลก นับได้ว่าดีเอชแอลมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเรื่องนี้มาตลอด บริษัทได้ส่งมอบบริการที่รวดเร็ว และน่าเชื่อถือสำหรับการขนส่งวัคซีนซึ่งมีข้อกำหนดที่เข้มงวดในการรักษาระดับอุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการเชื่อมต่อผู้คนและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ดีเอชแอลจะยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ (cold chain infrastructure) ทำงานร่วมกับเครือข่ายระดับโลกที่แข็งแกร่ง เพิ่มพูนความรู้ด้านลอจิสติกส์ และประสบการณ์ของพนักงานดีเอชแอลอย่างต่อเนื่อง

โลกจะสามารถเอาชนะการแพร่ระบาดได้เร็วเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับ “การกระจายวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ” ดีเอชแอลดำเนินการอย่างจริงจังตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาในการสร้างและขยายเครือข่ายระดับโลกสำหรับการขนส่งด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพและการสินค้าเพื่อสุขภาพ (Life Sciences & Healthcare – LSH) และตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องเริ่มจริงจังกับการแก้ไขอุปสรรคด้านลอจิสติกส์ในอนาคตอันใกล้

จากผลการศึกษาของดีเอชแอลเรื่อง Revisiting Pandemic Resilience โครงสร้างระบบลอจิสติกส์และความสามารถในการรองรับสถานการณ์แพร่ระบาดเป็นสิ่งที่ยังคงต้องรักษาระดับคุณภาพไว้ เพราะประชากรโลกยังคงต้องการวัคซีนถึง 7-9 พันล้านโดสในปีต่อๆ ไป เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ และทำให้อัตราการติดเชื้อลดลง รวมถึงชะลอระยะการกลายพันธุ์ของไวรัสที่ไม่รวมการผันผวนที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล

ข้อกำหนดด้านการควบคุมอุณหภูมิที่เคร่งครัด

หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่สุดสำหรับการกระจายวัคซีนคือ การขนส่งวัคซีนภายใต้อุณหภูมิที่กำหนด โดยวัคซีนบางยี่ห้อจะต้องจัดเก็บในระดับอุณหภูมิต่ำมากที่ -80°C ซึ่งก่อให้เกิดความท้าทายด้านการขนส่งในระบบซัพพลายเชนทางการแพทย์ที่โดยปกติจะรองรับการจัดส่งวัคซีนที่อุณหภูมิประมาณ 2–8°C และในบางภูมิภาคไม่มีการจัดเก็บที่เอื้ออำนวยต่อการรักษาวัคซีน นอกจากนี้ ดีเอชแอลประเมินว่าจะต้องใช้พาเลทในการขนส่งมากถึง 200,000 พาเลท กล่องเก็บความเย็น 15 ล้านกล่อง และเที่ยวบินขนส่ง 15,000 เที่ยวบินไปยังจุดต่าง ๆ เพื่อรองรับการขนส่งวัคซีนหนึ่งหมื่นล้านโดสตามที่ได้ตั้งเป้าไว้

วัคซีนเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง อ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อม และจำเป็นต้องมีการควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด ซึ่งนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่สูงมาก ความผิดพลาดใด ๆ ในขั้นตอนการขนส่ง อาจหมายถึงความสูญเสียชีวิต ดังนั้นการขนส่งวัคซีนจึงต้องมีการประสานงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และต้องอาศัยบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐาน ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับรายละเอียดต่าง ๆ เช่น การบรรจุหีบห่อ การจัดเก็บ การกำหนดเส้นทางการขนส่งทางอากาศและทางบก การกำหนดกรอบเวลา การเลือกบริษัทขนส่ง ข้อกำหนดการขนย้ายที่เฉพาะเจาะจง และอื่นๆ

เราใช้จุดแข็งของเราจากการมีช่องทางการขนส่งที่หลากหลาย เช่น บริการจัดส่งพัสดุ บริการขนส่งทางอากาศ และเครื่องบินเช่าเหมาลำ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านลอจิสติกส์ควบคู่กับการขนส่งด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่มีอยู่เพื่อรองรับการขนส่งวัคซีนให้เป็นไปอย่างราบรื่น ตามข้อกำหนดด้านอุณหภูมิอย่างเคร่งครัด เราได้ลงทุนในโครงสร้างการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิเพิ่มขึ้น เช่น การจัดซื้อตู้แช่แข็งสำหรับอุณหภูมิที่ต่ำมาก รวมถึงขยายการให้บริการด้าน LSH, การรับรองจาก IATA CEIV Pharma สำหรับการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ GxP (การปฏิบัติงานที่เหมาะสม) ในประเทศเยอรมัน

การจัดส่งเวชภัณฑ์ที่สำคัญไปยังสถานที่และเวลาตามกำหนด เป็นภารกิจที่เราต้องทำให้สำเร็จลุล่วงในแต่ละวัน โดยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญดังกล่าวได้ก่อเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สถานการณ์แพร่ระบาดในปัจจุบันย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีระบบซัพพลายเชนที่ก้าวล้ำโดยสามารถขนส่ง จัดเก็บยาและเวชภัณฑ์อย่างปลอดภัย และน่าเชื่อถือ

การกระจายวัคซีนจำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม

โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายคลังสินค้า และความสามารถด้านการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความต่อเนื่องในการการขนส่งสินค้าเวชภัณฑ์ โซลูชั่นซัพพลายเชนแบบครบวงจร (end-to-end) และการตรวจสอบจำนวนสินค้าแบบเรียลไทม์ นั้นมีความสำคัญมากเพราะทำให้ความต้องการซื้อและความต้องการขายอยู่ในจุดที่สมดุล

เครือข่ายลอจิสติกส์ระดับโลกที่มีความแข็งแกร่ง ผ่านการรับรองตามมาตรฐานการขนส่ง และสามารถจัดเก็บผลิตภัณฑ์ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ อย่างเช่นวัคซีน มีความจำเป็นเพื่อให้มั่นใจว่าเงื่อนไขต่าง ๆ และการตรวจสอบคุณภาพอยู่ในทุกขั้นตอนของซัพพลายเชน ทีมงานของดีเอชแอลประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้าน LSH กว่า 9,000 คนในเครือข่ายระดับโลก รวมถึงเภสัชกรกว่า 150 คน คลังจัดเก็บสำหรับการวิจัยทางการแพทย์กว่า 20 แห่ง สถานีกระจายสินค้าที่ผ่านการรับรองกว่า 100 แห่ง คลังสินค้าที่ผ่านการรับรอง GDP กว่า 160 แห่ง ศูนย์บริการที่ผ่านการรับรอง GMP กว่า 15 แห่ง และศูนย์บริการขนส่งด่วนทางการแพทย์กว่า 135 แห่ง  ด้วยเครื่องบินที่จัดเตรียมไว้สำหรับภารกิจนี้โดยเฉพาะกว่า 280 ลำ ทั้งจากดีเอชแอล สายการบินมากมายที่เป็นพาร์ทเนอร์ และเครือข่ายเกตเวย์และศูนย์กระจายสินค้าที่ครอบคลุมกว่า 220 ประเทศทั่วโลก ดีเอชแอลจึงพร้อมในการขนส่งวัคซีนโควิด-19 ไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การกระจายวัคซีนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาด

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้ไม่ใช่การแพร่ระบาดครั้งแรกที่โลกของเราต้องเผชิญ และแน่นอนว่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพื่อรองรับการจัดหาเวชภัณฑ์อย่างมั่นคงปลอดภัยทั้งในปัจจุบันและอนาคต รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือและมีระบบจัดการวิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุข

การระบุและป้องกันวิกฤตการณ์ด้านสุขภาพแต่เนิ่น ๆ เป็นสิ่งจำเป็นโดยต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจัง ระบบเตือนภัยทั่วโลกที่จำต้องขยายขอบเขตเพิ่มมากขึ้น แผนป้องกันการแพร่ระบาดที่ครอบคลุม และการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) แบบเจาะจงเป้าหมาย ดีเอชแอลสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในแวดวงวิทยาศาสตร์ชีวภาพและสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอ็นจีโอ บริษัทยา ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือบริษัทลอจิสติกส์ เริ่มดำเนินการทันที


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ทางเลือกและเทคโนโลยีใหม่ที่จอดรถของคนกรุงเทพ ไร้สัมผัสและอีกช่องทางการหารายได้เสริม

JPARK ผู้นำที่จอดรถมากว่า 20 ปี มีมากกว่า 30,000 ช่องจอดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสยาม จุฬา หรือสนามบิน ได้ร่วมมือกับ KERB ผู้นำทางด้านเทคโนโลยีของแอพที่จอดรถจากประเทศออสเตรเลีย

KERB หากจะให้อธิบายง่ายๆ ก็คือ “Airbnb of Parking” โดยเจ้าของพื้นที่สามารถหารายได้จากการปล่อยให้เช่าพื้นที่เปล่า (Listing the spaces) ในขณะเดียวกัน ผู้ที่หาที่จอดรถ ก็สามารถจอง จอด จ่าย แบบไร้สัมผัสผ่านทางมือถือของคุณ ดังเช่น ที่คุณสามารถจอง หรือ หาที่จอดรถโดยง่ายของลานจอดรถ JPARK ผ่านแอป KERB

Listing your parking space บน KERB ทำได้ง่าย เพียงแค่คุณถ่ายรูปสถานที่ของคุณ, ดาวน์โหลดแอป KERB และทำตามขั้นตอน ใช้เวลาเพียงแค่ 2 นาทีเท่านั้น

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่จอดรถที่เคยเต็มตลอดเวลา ตามเช่นที่โรงแรม คอนโดมิเนียม ออฟฟิศ สนามกีฬา ได้กลายเป็นลานว่าง ก็สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ผ่านแอป KERB เพื่อให้คนทั่วไปสามารถจองสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ KERB ได้ช่วยปรับเปลี่ยนรูปแบบที่จอดรถแบบเดิม ให้ทันสมัยและสะดวกสบาย ไร้สัมผัสซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ในช่วงโควิดนี้ ผู้ใช้รู้สึกปลอดภัย เพราะผู้ใช้เพียงแค่กดจองเลือกลานจอดที่ต้องการ เปิดไม้กั้นผ่านแอพ และจ่ายผ่านบัตรเครดิตหรือทรูมันนี่ วอลเล็ตผ่านมือถือ

และพร้อมต่อยอดในอนาคตอันใกล้นี้อาทิ เช่น บริการที่ชาร์ต EV ล้างรถ และอื่นๆ อีกมากมาย

ขั้นตอนการใช้งาน ก็ไม่ยุ่งยาก

  1. ดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน KERB

iOS: http://itunes.apple.com/app/id1134472576

Andriod: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.kerb

  1. ลงทะเบียนผ่าน email หรือ facebook ของคุณ
  2. เพิ่มวิธีการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต หรือ TrueMoney Wallet
  3. หาที่จอดรถที่ต้องการ
  4. เมื่อขับรถมาถึงไม้กั้นตรงทางเข้า คลิกปุ่ม “เปิดไม้กั้น” จากแอพลิเคชัน KERB (ไม่ต้องรับบัตรจอดรถ)
  5. เมื่อไม้กั้นเปิด ขับรถเข้าไปลานจอดรถได้เลย
  6. เมื่อต้องการออก ให้ขับไปยังตรงไม้กั้นทางออก คลิกปุ่ม “เปิดไม้กั้น”
  7. ไม้กั้นจะเปิดออกและหักเงินผ่านบัตรเครดิตหรือ TrueMoney Wallet ของคุณทันที (ไม่ต้องสัมผัสเงินสด)

พร้อมโปรโมชั่นครั้งใหญ่ จากการที่ JPARK และ KERB ได้ร่วมมือกันครั้งนี้

  • ลด 50% กับ 3 ลานจอด: หัวลำโพง, ถนนจันทน์ และ เสนานิคม เพียงใส่รหัส JPARK50
  • จอดชั่วโมงแรกฟรีที่ อ.ต.ก ดังนั้นหากคุณไป ตลาด อ.ต.ก. จับจ่าย ภายใน 1 ชั่วโมงคุณก็จะจอดฟรีทันที
  • ที่จอดรถที่ทองหล่อเหลือ เพียง 20 บาท ต่อวัน
  • และที่จอดรถอื่นๆ กำลังมาในเร็วๆ นี้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและผลงานของ JPARK ได้ที่ https://www.jenparking.com/application/client


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

พีไอเอ็ม – โตโยต้า ผนึกกำลัง สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย

จากการที่เศรษฐกิจทั่วโลกประสบภาวะวิกฤตจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการดำเนินธุรกิจและการจ้างงานของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับทางอุตสาหกรรมจำนวนมาก ประเทศไทยต้องสูญเสียรายได้กว่า ล้านล้านบาท คาดว่าวิกฤตการดังกล่าวจะทำให้เกิดการว่างงาน จำนวน แสนคน โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ การนี้ เพื่อกระตุ้นภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทย ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จึงได้จัดทำมาตรการสำคัญสนองตามนโยบายรัฐบาลด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ จัดตั้ง “โครงการฝึกอบรมเพื่อชะลอการว่างงานในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์” ขึ้น โดยมีสถาบันการศึกษา 12 สถาบัน  ระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา เข้าร่วมเป็นคณะทำงานจับคู่กับ ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ร่วมขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวสู่เป้าหมาย

สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ในฐานะของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรมืออาชีพที่พร้อมทำงานได้ทันที อีกทั้งมีความพร้อมด้านองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ บุคลากรทางการศึกษาในสายวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีเฉพาะทางในหลายแขนง ได้จับคู่การจัดอบรมร่วมกับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  เพื่อมุ่งส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพให้กับบุคคลกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับความต้องการที่ร่วมโครงการฯ  อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ในมิติของบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ได้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  บุคลากรที่มีทักษะใหม่พร้อมทำงานสอดคล้องกับอุตสาหกรรม 4.0  สร้างความแข็งแรงและความพร้อมให้ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์หลังวิกฤต COVID-19 ต่อไป

การเปิดโครงการฝึกอบรมเพื่อชะลอการว่างงานของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ รุ่นที่ 1  ดำเนินการผ่านรูปแบบการอบรมออนไลน์    ได้รับเกียรติจาก ดร.สมชัย ไทยสงวนวรกุล ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) และ ประธานเครือข่ายอุตสาหกรรมเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี อินดัสเทรียล ฟอรั่ม) คุณศราวุธ รัตนพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และ รศ.ดร.พิสิษฐ์ ชาญเกียรติก้อง คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์  ในการให้รายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรดังกล่าว มีแผนการอบรมให้แก่บุคลากรด้านยานยนต์ที่ผ่านการคัดเลือก ในระดับผู้บริหาร วิศวกรโรงงาน และช่างผู้ปฏิบัติงาน จำนวนกว่า 900 ราย เป็นการอบรมระยะสั้นที่ใช้เวลา 15 วัน ต่อรุ่น ตลอดระยะเวลาของโครงการฯ  ระหว่างเดือนกันยายน ถึง เดือนธันวาคม 2564 ใน ระดับ ได้แก่ ระดับผู้บริหารและผู้จัดการ (Supervisor) ระดับวิศวกรและผู้ปฏิบัติการ (Operator) ระดับพนักงานและแรงงาน (Worker) ในการเพิ่มทักษะที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่  โดยมี สถาบันยานยนต์ สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และสถาบันไทย-เยอรมัน เป็นเครือข่ายพันธมิตรช่วยสนับนุนการดำเนินการอบรมครั้งนี้ด้วย  โดยเริ่มต้นการอบรมครั้งที่ 1  เมื่อวันที่ 22-23 กันยายน 2564 เป็นที่เรียบร้อย

ด้าน ดร.ธันยวัต สมใจทวีพร ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรมเพื่อชะลอการว่างงานของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์  เสริมว่า โครงการอบรมดังกล่าวนี้ มีเป้าหมายให้บุคลากรจำนวน 9,500 คน ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรระยะสั้นและสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม 4.0 ได้ ผู้ที่เข้าร่วมอบรมจะได้รับประกันการจ้างงาน ปี โดยคาดว่าผลลัพธ์จะสามารถลดโครงสร้างต้นทุนการผลิตด้านแรงงานประมาณ 38% นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประเมินการรักษามูลค่าในห่วงโซ่อุปทานการผลิตยานยนต์ได้ราว 14,450 ล้านบาท

โครงการฝึกอบรมเพื่อชะลอการว่างงานของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มีแผนดำเนินโครงการฯ เป็นระยะเวลา เดือน โดยวิทยากรมืออาชีพร่วมให้ความรู้  อาทิ รองศาสตราจารย์ ดร. ไพฑูรย์ ศิริโอฬาร หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการและการผลิตอัจฉริยะ, ผศ.ดร. จุฑาทิพย์ ลีลาธนาพิพัฒน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการและการผลิตอัจฉริยะ และ ดร. ภาคภูมิ ปฐมภาคย์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ    คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี พีไอเอ็ม  ผ่านการบรรยายและบูรณาการร่วมไปกับเชิงปฏิบัติการ การทดลองและการสาธิตเสมือนจริง(Simulation) ในรูปแบบออนไลน์เพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการฯ ให้เกิดประสิทธิผลอย่างสูงสุด ผู้อบรมจะได้เพิ่มเติมองค์ความรู้ ความสามารถผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรระยะสั้น พร้อมนำไปใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ  


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Café Amazon x NaRaYa ร่วมเติมพลัง ปันสุข กระจายรายได้สู่ชุมชน

คาเฟ่ อเมซอน (Café Amazonจับมือ นารายา (NaRaYa) สร้างความร่วมมือระหว่างแบรนด์คนดีไซน์กระเป๋าผ้าและหน้ากากผ้าคอลเลกชันพิเศษ “Café Amazon x NaRaYa” ชูเทรนด์รักษ์โลก แรงบันดาลใจจากธรรมชาติสู่ไอเดียแฟชั่นยั่งยืน พร้อมดึงชุมชนร่วมผลิต มุ่งต่อยอดและสนับสนุนการสร้างงาน สร้างความรู้ และกระจายรายได้สู่ชุมชน

นายสุชาติ ระมาศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) พร้อมด้วย นางวาสนา รุ่งแสนทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัด ร่วมเปิดตัว กระเป๋าผ้าและหน้ากากผ้า คอลเลกชันพิเศษ “Café Amazon x NaRaYa” การร่วมมือครั้งนี้เกิดจากแนวคิดร่วมกันของทั้ง 2 แบรนด์ ที่ต้องการสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มแรงงานผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 รวมถึงความตั้งใจที่จะสนับสนุนให้ลูกค้าทุกคนลดความเสี่ยงจากการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสด้วยการใช้หน้ากากผ้าที่มีมาตรฐาน คาเฟ่ อเมซอน และ นารายา จึงดีไซน์กระเป๋าผ้าและหน้ากากผ้าคอลเลกชันพิเศษ Café Amazon x NaRaYa ซึ่งประกอบด้วย กระเป๋าผ้าขนาดพกพา ที่สามารถใช้ซ้ำได้หลายครั้ง ช่วยลดการใช้ถุงพลาสติก และหน้ากากผ้า ของใช้ประจำตัวของคนในยุคปัจจุบัน ด้วยลวดลายสุดเอ็กซ์คลูซีฟอิงธรรมชาติเป็นเอกลักษณ์ ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับ คาเฟ่ อเมซอน เท่านั้น  โดยสินค้าในคอลเลกชัน Café Amazon x NaRaYa จะมีวางจำหน่าย 2 คอลเลกชัน ได้แก่ ลาย Coffee bean สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ ที่สื่อผ่าน ลวดลายของต้นกาแฟ ดอกกาแฟ และเมล็ดเชอร์รี่สีแดงสุก แต่งแต้มพื้นหลังสีขาวและสีแดงระเรื่อของดอกกาแฟที่กำลังผลิบาน  และ ลาย Forest art แรงบันดาลใจจากป่าอเมซอน สะท้อนภาพผืนป่าสีเขียว ตัดด้วยสีส้มสดใส สื่อถึงคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

นายสุชาติ เปิดเผยว่า “คาเฟ่ อเมซอน มีแนวคิดในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเสมอมา โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการเพื่อสนับสนุนชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การสนับสนุนให้เกษตรกรชาวเขามีช่องทางการจำหน่ายเมล็ดกาแฟ ตลอดจนการค้นคว้า วิจัย และพัฒนาการปลูกกาแฟระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาทักษะอาชีพผู้ปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิต SMEs เข้ามาขายในร้านคาเฟ่ อเมซอนอีกด้วย ล่าสุด คาเฟ่ อเมซอน มีแนวคิดที่จะต่อยอดและสนับสนุนการสร้างงาน สร้างความรู้ กระจายรายได้ให้กับชุมชน เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน จึงได้ร่วมมือกับนารายา ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกระเป๋าผ้าของไทยที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ที่โดดเด่นทั้งในเรื่องของคุณภาพและมาตรฐานของสินค้า และยังมีความหลากหลาย  พร้อมกับฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน และราคาที่สามารถจับต้องได้ ในการออกแบบและผลิตสินค้าที่เป็นรวมความโดดเด่นของทั้ง 2 แบรนด์เข้าไว้ด้วยกันฃ โดยมุ่งหวังที่จะกระจายความรู้ กระจายรายได้ไปสู่ชุมชน โดยการสร้างเครือข่ายชุมชนในการทำงาน โดยมีการมอบทักษะองค์ความรู้ให้ชาวบ้านอย่างแท้จริง

ด้าน นางวาสนา รุ่งแสนทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวเสริมว่า “สินค้าคอลเลกชันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก กลิ่นกาแฟอันหอมกรุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ และบรรยากาศที่ร่มรื่นของ    คาเฟ่ อเมซอน ที่นำมาถ่ายทอดลงบนผืนผ้า ผ่านมุมมองของดีไซเนอร์จากนารายา กลายเป็นสินค้าพรีเมียมดีไซน์พิเศษ ทั้งกระเป๋าผ้ารักษ์โลก และหน้ากากผ้า ที่ไม่ลืมใส่ใจสิ่งแวดล้อม เป็นแฟชั่นไอเทมที่สวมใส่ได้จริงและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการลดการใช้ทรัพยากรช่วยให้โลกน่าอยู่มากขึ้น อีกทั้งการตัดเย็บสินค้าของเราเป็นการสนับสนุนการประกอบอาชีพของกลุ่มแรงงานในชนบทในหลายจังหวัดของประเทศไทย ซึ่งเป็นการส่งเสริมการสร้างงานสร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชากรส่วนภูมิภาค ในระดับหมู่บ้าน ชุมชน รวมถึงมีการกระจายรายได้ให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”

การจับมือกันระหว่าง คาเฟ่ อเมซอน และ นารายา ในครั้งนี้นับเป็นพลังของการร่วมมือครั้งสำคัญของภาคเอกชนเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญ รวมทั้งการสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดชุมชนที่แข็งแรงและเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืนในอนาคต

ผู้สนใจสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการสร้างรายได้ให้กับชุมชนด้วยการซื้อกระเป๋าและหน้ากากผ้า Café Amazon x NaRaYa ทั้งสองคอลเลกชันได้แล้วตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2564 เป็นต้นไป หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ที่ร้านคาเฟ่ อเมซอน ทุกสาขา

ชมคลิป Café Amazon x NaRaYa ร่วมเติมพลัง ปันสุข กระจายรายได้สู่ชุมชนเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=DQefj5sW76k


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โซลูชันการเข้า-ออกที่เหมาะกับอสังหาฯ เชิงพาณิชย์ และอาคารสำนักงานในปัจจุบัน

จากสถานการณ์โรคระบาด ประกอบกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ให้บริการและผู้ดูแลอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (Commercial Real Estate หรือ CRE) เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงงาน สำนักงาน ไม่อาจคำนึงถึงเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกหรือระบบการบริหารอาคารแบบดั้งเดิม แต่ต้องปรับเปลี่ยนอาคารให้เข้ากับความต้องการที่เปลี่ยนไปและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น Internet of Things (IoT) และระบบความปลอดภัยแบบดิจิทัล

จากการสังเกตและวิเคราะห์ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 เมื่อเร็วๆ นี้ HID Global ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันระบุและยืนยันตัวตน จึงได้จัดงานสัมมนาออนไลน์ ‘CRE Vertical and Consultant Webinar for Asia’ เพื่อแนะนำเทรนด์ของ CRE ที่เกิดขึ้นล่าสุด พร้อมแนะแนวทางปฏิบัติในการออกแบบระบบควบคุมการเข้า-ออกอาคารเพื่อความปลอดภัย และสะดวกสบายในการใช้งาน

Troy Johnston ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ CRE ของ HID Global กล่าวในงานสัมมนาว่าปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาเมื่อต้องมีการออกแบบระบบเข้า-ออกอาคาร ประกอบด้วย

  1. ประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเช่น ความพึงพอใจของผู้ใช้อาคาร ต้องรู้สึกปลอดภัย และใช้งานสะดวก ราบรื่น ไม่ติดขัด
  2. สุขอนามัยที่ดีเช่น ความสะอาดตามจุดสัมผัสต่างๆ ที่ต้องมีการฆ่าเชื้อในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19
  3. ความยั่งยืนในอนาคต อาคารใหม่ๆ จะปรับตัวให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิจากการใช้พลังงานเป็นศูนย์
  4. ประสิทธิภาพของระบบต่างๆประหยัดพลังงาน และมีพลังงานเพียงพอสำหรับใช้ในอาคาร
  5. ความปลอดภัย
  6. Data-Learningผู้ให้บริการควรมีการเก็บข้อมูลตามกรอบที่กำหนด เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจให้ดียิ่งขึ้น และพิจารณานำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในอาคาร โดยเฉพาะเทคโนโลยีไร้สัมผัสที่มีความจำเป็นมากขึ้นในช่วงโควิด-19

ในส่วนของพื้นที่สำนักงานที่เปิดให้พนักงานกลับเข้ามาทำงาน สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเพิ่มเติมจากเดิม 3 ประการคือ

  1. ความยืดหยุ่นของพื้นที่ทำงาน แม้จะมีการกลับเข้าทำงานที่สำนักงานเหมือนเดิม แต่มีแนวโน้มว่าองค์กรต่างๆ จะไม่เช่าอาคารสำนักงานในระยะยาวอีกต่อไป แต่จะมองหาความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การเช่าเป็นครั้งคราว (On demand)หรือแบบรายเดือนหรือรายปี (Subscription)
  2. ความหนาแน่นของการเข้าใช้อาคารในแต่ละช่วงเวลา
  3. การใช้งานDigital Integratorที่เชื่อมต่อระบบแต่ละเรื่องเข้าด้วยกันในที่เดียว เช่น ระบบลิฟต์ ระบบการจองห้อง ระบบบริหารผู้มาติดต่อ เพื่อให้บริหารจัดการได้ง่ายขึ้นและสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นสำหรับผู้ใช้อาคาร

ในส่วนของเทคโนโลยีนั้น หนึ่งในโซลูชันที่ผู้ให้บริการ CRE ควรให้ความสำคัญคือโซลูชันควบคุมการเข้าออก (Access Control Solution) ที่ใช้ได้กับทั้งพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ใช้งานสำหรับผู้เช่าพื้นที่ โดยเทคโนโลยีที่น่าสนใจตามคำแนะนำของ Eric Gunadi ผู้จัดการฝ่าย Pre-Sales ประจำภูมิภาคอาเซียนของ HID Global มีดังนี้

  1. OSDP (Open Supervised Device Protocol)หรือมาตรฐานของเทคโนโลยีที่ใช้สื่อสารเชื่อมต่อระหว่างเครื่องอ่านบัตรและตัวควบคุมอุปกรณ์ ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับสากล

หากใช้ OSDP เป็นหลักในการออกแบบอาคาร จะช่วยให้ผู้ให้บริการประหยัดต้นทุนและมีความปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากรองรับการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องอ่านบัตรที่มีโมเดลต่างกันหลายเครื่องได้พร้อมกัน โดยข้อมูลระหว่างเครื่องอ่านบัตรและตัวควบคุมอุปกรณ์ผ่านการเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น ซึ่งจะแตกต่างจากการเชื่อมต่อชนิด Wiegand ที่ไม่มีการเข้ารหัส

  1. เทคโนโลยีไร้สัมผัสอย่างMobile Accessที่ผู้ใช้งานสามารถใช้ 1 แอปพลิเคชันเพื่อเข้าถึงพื้นที่จุดต่างๆ ในอาคารได้ ทั้งพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนตัวของผู้เช่า โดยที่แต่ละพื้นที่ของอาคารอาจใช้ Digital Key ที่แตกต่างกัน ซึ่งอยู่ในโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียวได้ นอกจากนี้ผู้ใช้บริการยังสามารถสร้างและติดตั้งระบบ Mobile Access ลงในแอปพลิเคชันของตัวเองได้อีกด้วย ผ่านทาง API และ SDK (Software Development Kit) อีกสิ่งสำคัญในการใช้งาน Mobile Access นี้เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้โทรศัพท์มือถือของเราสามารถใช้งานในระบบควบคุมการเข้า-ออกได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลส่วนตัวแบบเดิม เช่น การตรวจจับใบหน้า หรือทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่าข้อมูลความเป็นส่วนตัวของตนเองไม่ได้เสี่ยงต่อการถูกละเมิด
  2. เครื่องอ่านบัตรที่ได้รับมาตรฐานIP65 ที่ใช้งานได้ทั้งพื้นที่ภายในและภายนอกอาคาร ป้องกันฝุ่นและน้ำได้ ทำให้มีความคงทนต่อการใช้งานในทุกสภาวะ และมีระบบตรวจจับพื้นผิวอัตโนมัติ (Automatic Surface Detection)ซึ่งมีประโยชน์ในกรณีใช้งานเครื่องอ่านบัตรบนพื้นผิวที่เป็นโลหะ เช่น ติดตั้งในลิฟต์หรือใน Turnstile ซึ่งเป็นการใช้งานที่พบได้ในทุกอาคาร
  3. เครื่องอ่านบัตรแบบMulti-Technologyที่อ่านบัตรได้หลายประเภท มีบลูทูธและ NFC (Near-field Communication หรือเทคโนโลยีสื่อสารข้อมูลแบบไร้สายด้วยคลื่นความถี่ในระยะใกล้) รองรับการอ่านบัตรทั้งความถี่ต่ำและสูง
  4. อุปกรณ์ควบคุม (Controller)แบบMulti-Tenancy ที่เป็น Open API ซึ่งทำงานแบบอิสระไม่ขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์ควบคุมการเข้าออกยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง ผู้ใช้งานสามารถเลือกซอฟต์แวร์ได้ตามความต้องการของตนเอง อีกหนึ่งปัจจัยคือการเลือกตัวควบคุมที่มีหน่วยความจำเพียงพอเพื่อป้องกันปัญหาติดขัดในการเข้าถึงภายในอาคารและลดความกังวลในระยะยาวเมื่อมีการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มหรือมีผู้ใช้อาคารเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การออกแบบระบบควบคุมการเข้าออกให้ใช้งานได้จริงก็มีความสำคัญเช่นกัน Nasrullah Wani ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจที่ปรึกษา ของ HID Global ได้ระบุไว้ 4 แนวทาง ได้แก่

  1. กำหนดขอบเขตการใช้งานของCREให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น และคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆ ที่จำเป็นของระบบควบคุมการเข้าออก ซึ่งไม่ได้มีเพียงแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาลักษณะของประตู กลไกการล็อก และระบบความปลอดภัยด้วย

HID Global ให้ความสำคัญกับแนวทางดังกล่าว โดยประสานงานการติดตั้งระบบร่วมกับผู้พัฒนาฮาร์ดแวร์และที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการออกแบบ กำหนดขอบเขตให้ชัดเจนและบันทึกเป็นเอกสาร เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงาน

  1. เลือกใช้ฮาร์ดแวร์ควบคุมการเข้าออกแบบOpen Architectureที่ใช้งานได้อย่างอิสระและยืดหยุ่น ไม่ผูกติดกับบริษัทผู้ผลิตโดยตรง
  2. เลือกโซลูชันแบบคลาวด์ที่เชื่อมต่อเข้ากับช่องทางการเชื่อมต่อเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างซอฟต์แวร์ (Application Programming Interface – API)ได้ง่าย และแนะนำให้ใช้โซลูชันที่เป็นแอปพลิเคชันโทรศัพท์ที่ใช้งานร่วมกับชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Development Kit)ได้ด้วย
  3. ใช้ประโยชน์จากCommunity Portalโดยผู้ให้บริการสามารถเข้าถึงได้ผ่าน www.hidglobal.com ด้วยการล็อกอินและลงทะเบียนเพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เข้าถึงเอกสารเกี่ยวกับระบบควบคุมการเข้าออกจากธุรกิจที่มีประสบการณ์มานานร่วม 25 ปี

 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ทำไมระบบบริหารจัดการโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จึงเป็นสิ่งจำเป็นมากยิ่งขึ้น

โดย เควิน บราวน์ รองประธานอาวุโส โซลูชัน EcoStruxure ธุรกิจ Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เมื่อมองย้อนกลับไปยังปี 2020 เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการพิจารณาถึงความคืบหน้าที่ทางทีมงาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ดำเนินการมา และหนึ่งในผลงานโดดเด่นที่น่าชื่นชมคือ DCIM (ระบบบริหารจัดการโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์)

ผ่านมา 2 ปีแล้วที่ผมได้พูดถึงความจำเป็นของ DCIM ว่ายังอยู่ในกระแสหรือไม่ ในเวลานั้น ผมได้สรุปว่า DCIM จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการพึ่งพาระบบโครงสร้างไอที ณ จุดประมวลผลมีบทบาทสำคัญมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เครื่องมือการบริหารจัดการโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดิมนับว่าไม่เพียงพอ และต้องอาศัยข้อได้เปรียบของคลาวด์และเทคโนโลยีโมบายมาช่วย

ปัจจุบัน ในปี 2021 ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะบอกว่า เราได้มีพัฒนาการอย่างมากในการนำเสนอ DCIM และ DCIM ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องเร่งปฏิรูปสู่ยุคดิจิทัล เมื่อผู้คนบนโลกส่วนใหญ่กำลังทำงานจากที่บ้านกัน

DCIM สร้างโอกาส ทั้งในดาต้าเซ็นเตอร์ และที่เอดจ์

ที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) เราช่วยให้การนำ DCIM มาปรับใช้ได้ง่ายขึ้นในราคาที่ถูกลง ซึ่ง DCIM ในปัจจุบันให้ประโยชน์หลากหลายครอบคลุมทั้งฟังก์ชั่นการมอนิเตอร์ และการบริหารจัดการ โดยสามารถเข้าถึงระบบได้จากทุกที่ ทุกอุปกรณ์ และทุกเวลา และเป็นการพัฒนาจากการสร้างข้อมูลดิบ เพื่อให้ผลการวิเคราะห์ได้อย่างฉลาดพร้อมข้อแนะนำ รวมถึงมีระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์แบบบิวด์-อินมาในตัว ให้ความสามารถด้านการคาดการณ์ และมอนิเตอร์ความปลอดภัยทางกายภาพและสภาพแวดล้อมการทำงาน ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง

ผมเห็น DCIM นำมาใช้ในหลากหลายแนวทางในอุตสาหกรรมและเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีอย่างยิ่ง การเปลี่ยนไปสู่โลกที่เป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งก่อนการเกิดโควิด-19 และยิ่งถูกเร่งให้เร็วขึ้นไปอีกในช่วงการแพร่ระบาด โดยทีมงานที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ต่างมุ่งเน้นเรื่องนี้มากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่า DCIM มีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต

การเติบโตของ DCIM

หนึ่งในความท้าทายที่ซับซ้อนมากที่สุดคือเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์และความยั่งยืนด้านไอที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามองไปข้างหน้าในอนาคตอันใกล้ และเห็น ความเป็นไปได้ของวิกฤตด้านพลังงานที่เริ่มก่อตัวขึ้นบริเวณเอดจ์ ผู้คนทั่วโลกต่างใช้เซนเซอร์ และมิเตอร์ IoT เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการใช้ไฟฟ้ารวมถึงทรัพยากรอื่นๆ เราวิเคราะห์ข้อมูลจากดาต้าเซ็นเตอร์ และนำมารันอัลกอริธึ่มเพื่อเรียนรู้วิธีที่จะสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืนในภาพรวมได้อย่างเหมาะสมที่สุด ดาต้าเซ็นเตอร์แบบไฮบริดที่มีมากขึ้น นอกจากจะให้ศักยภาพในการปฏิรูปสู่ดิจิทัลแล้ว ยังเป็นหัวใจสำคัญที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในแนวทางที่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม เราต้องมั่นใจว่าตัวระบบโครงสร้างไอทีเองก็ต้องให้ความยั่งยืนเช่นกัน

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้พูดเกี่ยวกับหลักการทำงานของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค สำหรับการสร้างความยั่งยืนให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ในงานอีเวนท์ Towards Net-Zero ของ DCD ซึ่งผมนำเสนอเรื่อง เมื่อไม่มีแผน B กับการทำงานเพื่อบรรลุการสร้างความยั่งยืนให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ผมได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนประสิทธิภาพการดำเนินงานซึ่งสามารถบรรลุผลสำเร็จได้จากการผสมผสานที่ลงตัวของระบบงานที่เชื่อมต่อกันและบริการซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์ รวมถึงซอฟต์แวร์และระบบวิเคราะห์  แนวทางดังกล่าวช่วยให้มั่นใจว่า DCIM จะมีบทบาทสำคัญใน ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งอนาคต ที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมตอบโจทย์ความท้าทายเรื่องความยั่งยืนได้

ทั้งนี้ เราจะยังคงลงทุนใน DCIM อย่างต่อเนื่องแน่นอน เนื่องจากทั้งการมอนิเตอร์และการบริหารจัดการจากระยะไกลนับเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความยั่งยืนและยืดหยุ่นให้กับสภาวะงานด้านไอทีแบบไฮบริด

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ประสบการณ์ดิจิทัล ก้าวแรกเพื่อปูทางสู่อนาคตของ “Connected Health”

ประเทศไทย, 27 กันยายน พ.ศ. 2564 – ผลการศึกษาของ VMware, Inc. (NYSE: VMW) ระบุว่า การบริการและประสบการณ์ผู้ป่วยยุคดิจิทัลกำลังปูทางไปสู่ภูมิทัศน์ของธุรกิจดูแลสุขภาพในอนาคตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผลศึกษา Digital Frontiers 3.0 จัดทำโดย VMware เผยให้เห็นถึงความตื่นเต้นของผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อบริการดูแลสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล โดย 66% ของผู้บริโภคกล่าวว่าพวกเขาชอบการสนทนาผ่านวิดีโอคอลมากกว่าการเข้าร้บคำปรึกษาแบบตัวต่อตัวกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ เมื่อมีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นที่คาดหวังการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดีขึ้น ไม่เสียเวลารอนาน และรักษาได้อย่างแม่นยำไม่ว่าจะอยู่ที่ใดและเมื่อใดก็ตาม นวัตกรรมด้านดิจิทัลเฮลธ์แคร์ที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น วิทยาการหุ่นยนต์และ Telehealth จะเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดอนาคตของระบบดิจิทัลเฮลธ์แคร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • มากกว่าครึ่ง (54%) กล่าวว่าพวกเขาสบายใจและตื่นเต้นที่มีแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิดำเนินการผ่าตัดพวกเขาผ่านระยะทางไกลด้วยหุ่นยนต์มากกว่าแพทย์ที่ขาดประสบการณ์ที่ทำการผ่าตัดด้วยตนเอง
    • ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ที่ทำการสำรวจ: สหรัฐอเมริกา (42%) ฝรั่งเศส (43%) เยอรมนี (35%) และสหราชอาณาจักร (46%)
  • มากกว่าครึ่ง (55%) ยังรู้สึกสบายใจและตื่นเต้นที่ได้รับการวินิจฉัยด้วยระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถเรียนรู้ที่จะตรวจหาความผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็ง แทนที่จะไปพบแพทย์
  • 61% ยังเชื่อว่าบริการดิจิทัลเฮลธ์แคร์ช่วยให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือโรคที่ต้องใช้เวลารักษาระยะยาวเข้าถึงระบบการรักษาได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากพวกเขาไม่จำเป็นต้องเดินทางหรือเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล อาศัยเพียงเซ็นเซอร์และสามารถตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อวิเคราะห์อาการป่วยเมื่อพวกเขาต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์

อย่างไรก็ดีผลการศึกษาเดียวกันยังเผยให้เห็นว่า มีเพียง 36% ของผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ที่ยินดีจะพูดคุยกับผู้ให้บริการดูแลสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล เพื่อลดช่องว่างและผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ทางการแพทย์ให้มากขึ้น ผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพและผู้ให้บริการหน้าใหม่สามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น คลาวด์ โมเดิร์นแอปพลิเคชัน และบิ๊กดาต้า เพื่อเปิดใช้งานและให้บริการด้านเฮลธ์แคร์ที่ดีขึ้นและแม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมรองรับอนาคตของ “Connected Healthcare” ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คุณเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย VMware กล่าวว่า “บริการด้านสุขภาพแบบใหม่ที่สมจริง เช่น การให้คำปรึกษาทางการแพทย์ทางไกล อุปกรณ์สวมใส่ และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่แก่ธุรกิจดูแลสุขภาพและแพทย์ ให้สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยและตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขาได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนและเมื่อใด นอกการแข่งขันด้านการผลิตและจัดหาวัคซีน รวมทั้งโซลูชันทางการแพทย์อื่น ๆ เทคโนโลยียังมีบทบาทสำคัญในการติดตามการแพร่กระจาย การทดสอบ และปรับปรุงขั้นตอนการกระจายโดยรวม เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพดิจิทัลที่ยืดหยุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ VMware มุ่งมั่นที่จะยกระดับผู้ให้บริการดูแลสุขภาพชั้นนำในภูมิภาค ด้วยรากฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งเพื่อเร่งสร้างนวัตกรรม พร้อมทั้งความสามารถในการปรับขนาด และเพิ่มความคล่องตัวในการดูแลผู้ป่วยและการวิจัยทางคลินิก”

เทคโนโลยีแห่งอนาคตกำลังเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์

การเปิดรับการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาด้านสุขภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงสูงอยู่ เนื่องจากผู้บริโภคเชื่อว่าเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำเสนอแนวทางแก้ไขในทศวรรษหน้า:

  • 82% เชื่อว่าเราสามารถหาวิธีแก้ปัญหาเพื่อลดการแพร่กระจายของ Covid-19 ซึ่งสูงกว่าประเทศที่ทำการสำรวจอื่น ๆ : สหรัฐอเมริกา (59%) ฝรั่งเศส (60%) เยอรมนี (58%) และสหราชอาณาจักร (58%) ) ขณะที่ 80% เชื่อว่าเทคโนโลยีสามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้พิการได้
  • 76% เชื่อว่าเทคโนโลยีสามารถช่วยปรับปรุงการดูแลสุขภาพจิตได้ เช่น การเปิดใช้งานการบำบัดเสมือนจริง
  • 74% เชื่อว่าเราสามารถลดความเสี่ยงของการผ่าตัดแบบสอดเครื่องมือในร่างกายได้อย่างมาก

โอกาสของเทคโนโลยีใหม่ ๆ สำหรับธุรกิจเฮลธ์แคร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยผู้บริโภคเปิดรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (70%), 5G (78%) และการจดจำใบหน้า (75%) โดยมากกว่าหนึ่งในสามของผู้ตอบแบบสอบถาม (37%) กล่าวว่า 5G จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้อุปกรณ์สวมใส่สามารถตรวจสอบสุขภาพของผู้สวมใส่ได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ได้รับการแจ้งเตือนและตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้ทันที

ในประเทศไทยนวัตกรรมที่ยืดหยุ่นและการลงทุนในเทคโนโลยี รวมทั้งบริการทางการแพทย์มีส่วนสนับสนุนการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ได้มีการยื่นคำขอลงทุนมากกว่า 50 รายการในโครงการมูลค่ารวม 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สิ่งนี้มีส่วนทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการดูแลสุขภาพเพื่อรองรับความต้องการผู้บริโภคชาวไทยที่มีแนวโน้มจะหันมารับบริการด้านการดูแลสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต:

  • กว่าครึ่ง (60%) รู้สึกสบายใจและปลอดภัยกับระบบการผ่าตัดแบบส่องกล้องด้วยหุ่นยนต์ในรูปแบบรีโมทมากกว่าแพทย์ลงมือผ่าตัดด้วยตนเอง
  • 72% รู้สึกสบายใจและตื่นเต้นที่ได้รับการวินิจฉัยจากคอมพิวเตอร์ที่สามารถตรวจหาความผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็ง โดยไม่ต้องเดินทางไปพบแพทย์ จัดว่าสูงที่สุดในประเทศที่ทำการสำรวจ ขณะที่ 68% เชื่อว่าบริการดิจิทัลเฮลธ์แคร์ช่วยให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือโรคที่ต้องใช้เวลารักษาระยะยาวเข้าถึงระบบการรักษาได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากพวกเขาไม่จำเป็นต้องเดินทางหรือเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล อาศัยเพียงเซ็นเซอร์และสามารถตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อวิเคราะห์อาการป่วยเมื่อพวกเขาต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์

สร้างและรักษาความไว้วางใจทางดิจิทัลพร้อมรองรับอนาคตเฮลธ์แคร์

มีความเป็นไปได้ว่าเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนแปลงโลกของการดูแลสุขภาพได้ ดังนั้นสิ่งที่องค์กรด้านสุขภาพต้องคำนึงถึง นอกจากการสร้างความไว้วางใจในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการดูแลสุขภาพสำหรับอนาคตแล้ว ยังรวมถึงความกังวลด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคอีกด้วย

โดยรายงานยังระบุว่า มีเพียง 31% เท่านั้นที่มั่นใจว่าผู้ให้บริการด้านเฮลธ์แคร์จะดูแลข้อมูลของพวกเขาให้ปลอดภัยได้ องค์กรด้านสุขภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถรักษาประสบการณ์ด้านสุขภาพในรูปแบบดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย และสร้างความไว้วางใจในหมู่ผู้บริโภคเพื่อเร่งสร้างการยอมรับและเชื่อมั่นในนวัตกรรมใหม่เหล่านี้

เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตในอุตสาหกรรม

เพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงของบริการดิจิทัลเพื่อการดูแลสุขภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ VMware ได้จัดลำดับความสำคัญที่องกรค์ต่าง ๆ ควรทราบดังนี้:

  • เสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ผู้ให้บริการด้านเฮลธ์แคร์เพื่อสร้างมัลติคลาวด์และแอปพลิเคชันที่พร้อมรองรับการใช้งานในอนาคต: ปลดล็อกมัลติคลาวด์สำหรับอนาคตด้วยนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนผ่านแอป เพิ่มความคล่องตัวและปลอดภัยให้สภาพแวดล้อม อันช่วยสร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่องสำหรับการดูแลสุขภาพในยุคถัดไป
  • ใช้นวัตกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับบุคลากรที่ทำงานแบบรีโมท: โซลูชั่นที่รองรับรูปแบบการทำงานของพนักงานในอนาคตจะช่วยให้พนักงานดิจิทัลได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่นและปลอดภัยยิ่งขึ้น และเร่งให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดียิ่งขึ้น
  • มีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างแท้จริงที่พร้อมรับมือนวัตกรรมที่เกิดใหม่อยู่เสมอ: แนวทางการรักษาความปลอดภัยที่แท้จริงสำหรับองค์กร ที่จะเป็นเกราะอีกชั้นช่วยป้องกันระบบปฏิบัติการที่สำคัญ และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับนวัตกรรมด้านเฮลธ์แคร์และความยืดหยุ่นที่รวดเร็ว
  • Software-defined, เครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับการวิเคราะห์และการตรวจสอบแบบเรียลไทม์: ย้ายข้อมูลที่มีความแม่นยำสูงและความหน่วงแฝงไปยังคลาวด์และระหว่าง edge location เพื่อนำเสนอโซลูชันการดูแลเสมือนจริงที่รวดเร็ว ปลอดภัย และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

เกี่ยวกับวีเอ็มแวร์

วีเอ็มแวร์เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความซับซ้อน บริการคลาวด์, เน็ตเวิร์กกิ้ง, ระบบซีเคียวริตี้และดิจิทัลเวิร์คเพลสของวีเอ็มแวร์พร้อมมอบรากฐานดิจิทัลแบบไดนามิกและมีประสิทธิภาพให้กับลูกค้าทั่วโลก ภายใต้ความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์มากมาย โดยสำนักงานใหญ่วีเอ็มแวร์ตั้งอยู่ที่เมืองพาโล อัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย วีเอ็มแวร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นพลังสนับสนุนที่ดี จากแนวโน้มและผลกระทบการจัดการนวัตกรรมเชิงพื้นที่ในระดับโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ https://www.vmware.com/company


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แอสเซนด์ มันนี่ เผยมูลค่าบริษัททะยาน 1,500 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หลังระดมทุนครั้งล่าสุด และก้าวสู่การเป็นฟินเทคยูนิคอร์นรายแรกของประเทศไทย

กรุงเทพฯ 27 กันยายน 2564 – แอสเซนด์ มันนี่ บริษัทฟินเทคชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยบริษัทฯ มีมูลค่าเพิ่มเป็น 1,500 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ภายหลังระดมทุนรอบล่าสุดจำนวน 150 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และก้าวสู่การเป็นบริษัทฟินเทคยูนิคอร์นรายแรกของประเทศไทย โดย แอสเซนด์ มันนี่ มีแผนเดินหน้าขับเคลื่อนการเข้าถึงบริการทางการเงินในระดับภูมิภาค เพื่อช่วยให้ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินมีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการเพิ่มจำนวนผู้ใช้ ทรูมันนี่ วอลเล็ท และขยายบริการทางการเงินดิจิทัลต่าง ๆ อาทิ สินเชื่อดิจิทัล การลงทุนดิจิทัล และการโอนเงินข้ามประเทศ ให้ครอบคลุมในระดับภูมิภาค

โดยในการระดมทุนครั้งล่าสุดนี้ ยังได้บริษัท โบว์ เวฟ แคปปิตอล แมเนจเมนท์ (Bow Wave Capital Management) จากสหรัฐอเมริกา มาลงทุนร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ และ แอนท์ กรุ๊ป

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้ง และ ประธานคณะกรรมการบริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า “นับตั้งแต่การก่อตั้ง แอสเซนด์ มันนี่ เป็นบริษัทฟินเทคที่มุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้คน บริษัทฯ กำลังขยายแพลตฟอร์มและบริการต่าง ๆ เพื่อช่วยให้คนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขา ดังนั้น แอสเซนด์ มันนี่ จึงจัดว่าเป็น Financial Platform of Opportunity หรือ แพลตฟอร์มทางการเงินที่มอบโอกาสให้กับผู้คนที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยทั่วทั้งภูมิภาค ความสำเร็จในการระดมทุนของ แอสเซนด์ มันนี่ ยังเป็นความภาคภูมิใจในระดับชาติ เพราะสะท้อนศักยภาพของไทย ในการสนับสนุนบริษัทฟินเทคและผู้ประกอบการสตาร์ทอัพในประเทศให้สามารถประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจไประดับนานาชาติได้”

ก่อนหน้านี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นองค์กรชั้นนำด้านความยั่งยืนของโลก UN Global Compact ระดับ LEAD การขับเคลื่อนด้านการระดมทุนครั้งนี้ถือเป็นการขยายแพลตฟอร์มแห่งโอกาส ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ธุรกิจ 4.0 ของเครือฯ ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินแก่คนทุกภาคส่วน และตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนระดับภูมิภาค

ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2556 บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ปัจจุบันเป็นฟินเทคสัญชาติไทยเพียงรายเดียวที่ให้บริการครอบคลุม 6 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย เมียนมา กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ทั้งนี้ แอสเซนด์ มันนี่ คือผู้ให้บริการ ทรูมันนี่ แพลตฟอร์มดิจิทัลเพย์เมนต์และบริการทางการเงินดิจิทัลชั้นนำที่ให้บริการผู้ใช้มากกว่า 50 ล้านราย ผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูมันนี่ วอลเล็ท และเครือข่ายตัวแทนกว่า 88,000 รายทั่วภูมิภาค

นางสาวมนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า “จากการที่ แอสเซนด์ มันนี่ เป็นบริษัทฟินเทคสัญชาติไทยที่ได้เติบโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคนี้เปรียบเสมือนบ้านเกิดของเรา บริษัทฯ จึงต้องการช่วยให้ผู้คนทั่วทั้งภูมิภาคสามารถเข้าถึงโอกาสที่มากขึ้นผ่านนวัตกรรมและบริการทางการเงินที่เรามอบให้ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขา ที่ผ่านมา เราได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากผู้ถือหุ้นและนักลงทุนซึ่งมาร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ในขณะเดียวกัน การได้ก้าวขึ้นเป็นบริษัทฟินเทคยูนิคอร์น ยังช่วยเพิ่มศักยภาพให้เราสามารถดำเนินพันธกิจให้สำเร็จตามเป้าหมายได้มากขึ้น ต่อจากนี้ เราจะร่วมกับพันธมิตรของเราในภูมิภาคเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนผ่านแพลตฟอร์มและบริการทางการเงินอันหลากหลายของเรา”

นายธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า “แอสเซนด์ มันนี่ กำลังขับเคลื่อนสังคมไร้เงินสดและมอบบริการทางการเงินอันหลากหลายให้กับผู้ใช้ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูมันนี่ วอลเล็ท บริษัทฯ ได้ขยายธุรกิจและบริการครอบคลุมการเงินดิจิทัลอย่างครบครัน ได้แก่ บริการสินเชื่อดิจิทัล บริการเงินฝากดิจิทัล และบริการลงทุนแบบดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์มการเงินที่ทำให้การเงินเป็นเรื่องง่าย ซึ่งช่วยให้ผู้มีรายได้น้อย ผู้ไม่มีงานประจำ รวมถึงคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้สามารถเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินได้โดยง่าย  นอกจากนี้ แอสเซนด์ มันนี่ ยังมีบริการโอนเงินภายในประเทศและโอนเงินข้ามประเทศผ่านเครือข่ายตัวแทน และได้ช่วยตัวแทนเหล่านี้ซึ่งส่วนมากเป็นผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยในท้องถิ่นให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เราจะเดินหน้าพันธกิจของเรา ซึ่งก็คือการช่วยเหลือคนอีกหลายล้านให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการส่งมอบนวัตกรรม ประสบการณ์การใช้งาน และแพลตฟอร์มที่ลูกค้ามอบความไว้วางใจสูงสุด”

นายอิไท เลมแบร์เกอร์ ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายการลงทุน บริษัท โบว์ เวฟ แคปปิตอล แมเนจเมนท์ กล่าวว่า “ผลกระทบจากการระบาดใหญ่ได้เร่งการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราภูมิใจที่ได้สนับสนุน แอสเซนด์ มันนี่ ให้บรรลุพันธกิจสำคัญในการขับเคลื่อนการเข้าถึงบริการทางการเงินเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของภูมิภาค”

แอสเซนด์ มันนี่ เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2563 บริษัทฯ มียอดการทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์ม (Total Payment Volume) รวม 6 ประเทศ อยู่ที่ 14,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของยอดการทำธุรกรรมรวมสูงสุดที่ 84% ระหว่างปี 2562 – 2563

เกี่ยวกับแอสเซนด์ มันนี่

แอสเซนด์ มันนี่ คือบริษัทฟินเทคชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งให้บริการนวัตกรรมทางการเงินให้แก่ลูกค้าใน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา กัมพูชา อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดย แอสเซนด์ มันนี่ ก่อตั้งเมื่อ 2556 และเป็นหนึ่งในบริษัทภายใต้แอสเซนด์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการครอบคลุมเรื่องการเงินดิจิทัล ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และผู้ให้บริการคลาวด์และข้อมูล ทั้งนี้ บริการหลักของ แอสเซนด์ มันนี่ คือ ทรูมันนี่ วอลเล็ท แอปพลิเคชั่นอีวอลเล็ทที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากช่วยอำนวยความสะดวกทำให้การใช้จ่ายเป็นเรื่องง่าย อีกทั้งตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ทางการเงิน นอกจากนี้ ทรูมันนี่ ยังมีเครือข่ายตัวแทนที่ครอบคลุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการบริการรับชำระเงินทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งช่วยให้ผู้คนหลายล้านคนในภูมิภาคสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้น ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ascendmoneygroup.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล (DISDA) ร่วมกับหัวเว่ย จัดงาน “ทิศทางอนาคตของแรงงานดิจิทัลในประเทศไทย”

[กรุงเทพฯ 24 กันยายน 2564] — สถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล ภายใต้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ร่วมกับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดงาน “ทิศทางอนาคตของแรงงานดิจิทัลในประเทศไทย (Future Direction of Thailand Digital Workforce)” ภายใต้หลักสูตรการฝึกอบรม “พื้นฐานการพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือ (Mobile App Development Foundation Course)” ครั้งที่สอง พร้อมงาน Huawei Developer Day ประกาศเร่งผลิตแรงงานดิจิทัลผ่านการเสริมสร้างทักษะใหม่ ๆ โดยหลักสูตรดังกล่าวจะจัดขึ้นผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยตนเองของหัวเว่ย ตั้งเป้าฝึกอบรมบุคลากรได้ 800 – 1,000 คนหลังจบโครงการฯ เพื่อช่วยประเทศไทยปูรากฐานด้านไอซีทีให้แข็งแกร่งผ่านการฝึกอบรมและบ่มเพาะบุคลากรอย่างต่อเนื่อง

การผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้เป็นไปตามการลงนามในบันทึกความเข้าใจ ระยะเวลา 3 ปี ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สังกัดกระทรวงแรงงาน กับ หัวเว่ย ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2563 โดยทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นที่จะร่วมกันสร้างโอกาสในการเรียนรู้ทางดิจิทัล ตลอดจนออกแบบและนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนด้านดิจิทัลที่สะดวกสบายและเข้าถึงง่ายสำหรับคนจำนวนมากขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการผลิตแรงงานดิจิทัล 3,000 คน และเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานอีก 120 คน ตลอดระยะเวลาความร่วมมือ

ภายหลังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจากการจัดหลักสูตรครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัลและหัวเว่ย ประกาศเดินหน้าทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาหลักสูตรที่สอง ที่เน้นการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการพัฒนาแอปพลิเคชันที่จะสร้างประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหลที่สุดแก่ผู้ใช้ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและนักพัฒนาแอปมากความสามารถจะมาร่วมเป็นวิทยากรในงานดังกล่าวที่จัดขึ้นผ่านแพลตฟอร์มอีเลิร์นนิงระดับเวิลด์คลาสของหัวเว่ยอย่าง “HiCLC” การฝึกอบรมแบบเร่งรัดจะใช้เวลาทั้งสิ้น 48 ชั่วโมง โดยจะครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีพัฒนาและเผยแพร่แอปที่ยอดเยี่ยมในอุปกรณ์ Android และ Huawei App Gallery

สถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัลและหัวเว่ย ได้ร่วมกันออกแบบหลักสูตรให้เหมาะสมกับนิสิตนักศึกษาด้านไอที คนที่ทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่สนใจการพัฒนาแอปพลิเคชัน

ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านหลักสูตรดังกล่าวจะได้รับวุฒิบัตรการฝึกอบรมของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมถึงประกาศนียบัตรการจบหลักสูตรของหัวเว่ย เพื่อเป็นหลักฐานในการเรียนรู้และเป็นการรับรองทักษะของผู้เข้าร่วม โดยทุก ๆ คนที่จบหลักสูตรจะกลายเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่จะร่วมขับเคลื่อนอีโคซิสเต็มด้านแรงงานไอซีทีของไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไป

หัวเว่ยได้เปิดตัวหลักสูตร Mobile App Development Foundation ระหว่างงาน Huawei Developer Day (HDD) 2564 ที่จัดขึ้นในหัวข้อ “อนาคตของแรงงานดิจิทัลในประเทศไทย (Future of Thailand Digital Workforce) โดยงาน HDD ในปีนี้จะมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาแอปพลิเคชันและระบบนิเวศของแอป โดย Huawei Developer Day (HDD) เป็นเวทีระดับโลกที่หัวเว่ยใช้นำเสนอนวัตกรรมและบริการล่าสุดแก่ นักพัฒนา พร้อมบอกเล่าเทรนด์ล่าสุดในโลกไอที  ซึ่งงานในปีนี้ หัวเว่ยได้ประกาศถึงอัปเดตสำคัญของระบบปฏิบัติการ HarmonyOS 2.0, Huawei Mobile Services (HMS) 6.0 รวมถึงข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับระบบนิเวศของแอปและเครื่องมือที่มีประโยชน์มากมายที่หัวเว่ยสร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือชุมชนนักพัฒนาแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่  และด้วยนวัตกรรมและการทำงานร่วมกันกับพาร์ทเนอร์อย่างต่อเนื่อง HMS ได้กลายเป็นระบบนิเวศแอปพลิเคชันมือถือที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกด้วยเครือข่ายนักพัฒนากว่า 2.3 ล้านคน HMS ยังได้ปลดล็อกความสามารถด้านการพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของหัวเว่ย และช่วยให้นักพัฒนาทั่วโลกได้คิดค้นนวัตกรรมที่ก้าวล้ำอีกด้วย

นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของแรงงานทักษะที่มีทักษะแห่งอนาคต (future skills) ที่จะมารองรับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ พร้อมกล่าวว่า “กระทรวงแรงงานมีพันธกิจในการยกระดับทักษะของแรงงานดิจิทัลให้เพียงพอและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน หลักสูตรด้านเทคโนโลยีดิจิทิลในหัวข้อการพัฒนาแอปพลิเคชันนี้จะช่วยสร้างโอกาสในการทำงานใหม่ ๆ ในยุคนิวนอร์มอลให้แก่ผู้เข้าอบรม ขอขอบคุณหัวเว่ย ประเทศไทย สำหรับการสนับสนุนอย่างเต็มที่เสมอมา ร่วมนำนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญมาช่วยเตรียมความพร้อมให้แรงงานไทย ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ เราจะช่วยกันพัฒนาให้แรงงานไทยมีทักษะขั้นสูงที่จำเป็นต่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศในยุคดิจิทัล”

นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร หัวเว่ย ประเทศไทย กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมเปิดงาน “ทิศทางอนาคตของแรงงานดิจิทัลในประเทศไทย (Future Direction of Thailand Digital Workforce)” เพื่อเปิดตัวหลักสูตรการฝึกอบรม “พื้นฐานการพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือ (Mobile App Development Foundation Course)” ครั้งที่สอง โดยครั้งนี้เราตั้งเป้าฝึกอบรมบุคลากรจำนวน 800 ถึง 1,000 คน เมื่อสิ้นสุดการอบรม ผู้เข้าร่วมได้จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายนักพัฒนาแอปของหัวเว่ยซึ่งมีสมาชิกกว่า 2.3 ล้านคนทั่วโลกได้อีกด้วย” นายอาเบลกล่าวเสริมว่า “ผมขอขอบคุณกระทรวงแรงงานสำหรับความร่วมมืออันยาวนาน ในฐานะบริษัทไอซีทีชั้นนำระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2542 หัวเว่ยเชื่อมั่นว่าอีโคซิสเต็มบุคลากรดิจิทัลเป็นรากฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นดิจิทัลฮับแห่งอาเซียน หัวเว่ยพร้อมสร้างระบบนิเวศอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกันอย่างเต็มรูปแบบสำหรับทุกคน ภายใต้พันธกิจ ‘Grow in Thailand, Contribute to Thailand’ ของเรา”

สถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัลและหัวเว่ยพร้อมเดินหน้าจัดโครงการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อีกมากมายในอนาคต ภายใต้ความร่วมมือระยะเวลา 3 ปี เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับบุคลากรด้านดิจิทัลและลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีศักยภาพ ด้วยทรัพยากรและความเชี่ยวชาญที่มีร่วมกัน สำหรับนักศึกษาและบุคลากรที่สนใจเข้าร่วม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการลงทะเบียนได้ที่ 02-643 6038 หรือคลิก https://bit.ly/3saLkAW  หรือไปที่เพจเฟซบุ๊กของสถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล https://bit.ly/3gZkQhk


Exit mobile version