Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

HID Global คาดการณ์ 7 เทรนด์ที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการรักษาความปลอดภัย และการยืนยันตัวตนในปี 2565

กรุงเทพฯ 18 มกราคม 2565 – HID Global ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการยืนยันตัวตนและความปลอดภัยเชิงกายภาพ เผยเทรนด์สำคัญที่จะเปลี่ยนอุตสาหกรรมการรักษาความปลอดภัยในปี 2565 และหลังจากนั้น ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีในการให้บริการด้านการป้องกันตัวตนเชิงกายภาพและดิจิทัลแก่ผู้คน สถานที่ และทรัพย์สินทั่วโลก HID Global จึงสามารถระบุตัวแปรสำคัญ เหตุการณ์ รวมทั้งการพัฒนาที่จะพลิกโฉมภาพรวมของวงการรักษาความปลอดภัยในปี 2565 ได้เป็นอย่างดี

จากสถานการณ์ของตลาดและความคิดเห็นของพันธมิตร รวมทั้งลูกค้า บริษัทฯ ได้วิเคราะห์ว่า 7 หัวข้อต่อไปนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรักษาความปลอดภัยในปีนี้และปีต่อๆ ไป

วิกฤตห่วงโซ่อุปทาน: วิกฤตห่วงโซ่อุปทานจะยังคงเป็นเทรนด์ด้านการรักษาความปลอดภัยที่สำคัญ ทำให้ปี 2565 เป็นปีที่ภาคธุรกิจต้องมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ปัญหาคอขวดด้านโลจิกติกส์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องอ่านบัตรและชุดแผงควบคุม ไปจนถึงเซนเซอร์และเครื่องตรวจจับ

ความยั่งยืน: ในปีที่ผ่านมา มีฉันทามติที่เพิ่มสูงขึ้นว่าผู้ใช้งานมองหาซัพพลายเออร์ที่ยึดความยั่งยืนเป็นหลักสำคัญในการตัดสินใจและการดำเนินธุรกิจ ในปี 2565 ความยั่งยืนจะมีความสำคัญมากขึ้น ทำให้
ซัพพลายเออร์ต้องให้ความสนใจกับโซลูชันด้านดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีทางด้าน Mobile และมัลติแอปพลิเคชั่นแบบครบวงจร เพื่อลดรอยเท้าคาร์บอนของอุตสาหกรรม

การระบุตัวตนที่ส่งมอบผ่านทางซอฟแวร์บริการ – Software as a Service (SaaS): การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้นำไปสู่การใช้งานระบบคลาวด์ในรูปแบบที่เป็นการให้บริการ เปิดโอกาสให้เกิดการจัดการระบบควบคุมการเข้า-ออกสำหรับแอปพลิเคชันต่างๆ สินทรัพย์ทางกายภาพและข้อมูล  ในขณะเดียวกันรูปแบบการใช้งานใหม่ๆ ก็ทำให้เกิดการยืนยันตัวตนที่ใช้งานได้สะดวกไม่ติดขัด และเชื่อถือได้ และจากการที่โลกดิจิทัลจะยังคงมีผลกระทบต่อวงการรักษาความปลอดภัย การระบุตัวตนด้วย SaaS จึงไม่เพียงแต่จะเป็นแค่บรรทัดฐานเท่านั้น แต่จะเป็นมาตรฐานที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นในปี 2565 นี้ด้วย

การยืนยันตัวตนทางดิจิทัล: การใช้งานกระเป๋าเงินดิจิทัลสูงมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้บริษัทใหญ่ๆ ด้านเทคโนโลยีเพิ่มฟังก์ชันการยืนยันตัวตนแบบใหม่ในแอปพลิเคชัน องค์กรต่างๆ และรัฐบาลก็กำลังเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อรองรับธุรกรรมดิจิทัล   ในปี 2565 นี้จะมีจุดเปลี่ยนที่การยืนยันตัวตนทางดิจิทัลจะแซงหน้าการยืนยันตัวตนแบบกายภาพ และการให้บริการดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น เพราะซัพพลายเออร์จะบริหารงานโดยใช้โมเดลบริการและพึ่งพาการบริการเป็นหลัก

โลกของการทำงานในอนาคต: ปัจจุบันการทำงานแบบไฮบริดได้กลายเป็นสิ่งปกติไปแล้ว และแนวทาง Zero Trust สำหรับทุกสิ่ง ก็จะเป็นเทรนด์หลักในอุตสาหกรรมด้านการรักษาความปลอดภัยในปี 2565 โดยผู้นำองค์กรมีหน้าที่ต้องจัดการสภาพแวดล้อมการทำงานให้แน่ใจถึงความปลอดภัยสำหรับพนักงานที่จะกลับเข้ามาทำงานในสำนักงาน รวมทั้งการรักษาข้อมูลระบุตัวตนและการจัดการการเข้า-ออกสถานที่ให้ผู้ที่ทำงานทางไกล โดยการมองหาเทรนด์ล่าสุดของระบบควบคุมการเข้า-ออกและวิธีการที่ดีที่สุดในการนำระบบเข้ามาใช้งาน ซึ่งเทคโนโลยีโซลูชั่นไร้สัมผัส การปกป้องข้อมูล และ visitor management จะทำให้สภาพแวดล้อมการทำงานมีความปลอดภัย ในขณะที่โซลูชั่นการยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นตอน จะมีบทบาทสำคัญสำหรับการใช้งานระยะไกล

ระบบไบโอเมทริกซ์ไร้สัมผัส: ระบบไบโอเมทริกซ์ถูกใช้อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะใช้ในการรักษาความปลอดภัยของโทรศัพท์มือถือ ใบขับขี่ หรือบัตรประจำตัวที่ออกโดยภาครัฐ หรือแม้กระทั่งใช้ติดตามเพื่อตรวจวัดการออกกำลังกาย  ในปี 2565 นี้ ไบโอเมทริกซ์ที่ใช้ร่วมกับโซลูชั่นการจัดการการยืนยันตัวตนผ่านระบบคลาวด์จะเติบโตอย่างรวดเร็ว และการรักษาความปลอดภัยที่ใช้เทคโนโลยีไบโอเมทริกซ์ซึ่งช่วยรับรองการยืนยันตัวตนและปกป้องข้อมูลส่วนตัว ก็กำลังมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในทุกภาคส่วน

วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science): การรวมตัวของ IoT ระบบคลาวด์และเทคโนโลยีมือถือกำลังทำให้เกิดความเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมด้านการรักษาความปลอดภัย การชั่งน้ำหนักระหว่างการป้องกันและศักยภาพของภัยคุกคามด้านกายภาพและด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ทำให้วิทยาศาสตร์ข้อมูลเป็นที่สนใจมากขึ้น เพราะการถกเถียงได้เปลี่ยนจากการลดความเสี่ยงและการป้องกันไปสู่การทำนายและหลีกเลี่ยงภัยคุกคาม ในปี 2565 นี้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ machine learning (ML) จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชั่นการยืนยันตัวตนที่เชื่อถือได้ทั้งในทางกายภาพและดิจิทัล ทั้งยังทำงานได้อัตโนมัติ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ความแม่นยำ ความปลอดภัยอีกด้วย

การทำความเข้าใจว่าในแต่ละหัวข้อที่กล่าวมามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอย่างไรนั้น จะทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย เตรียมความพร้อมได้ดียิ่งขึ้น และใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่ล้ำหน้าในด้านโซลูชั่นและบริการได้มากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถให้บริการด้านความปลอดภัยในระดับที่สูงขึ้น ครอบคลุมทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเอชไอดี โกลบอล

เยี่ยมชมเราได้ที่ Media Center อ่านข้อมูลใน Industry Blog และติดตามทาง Facebook  LinkedIn และ Twitter 

เกี่ยวกับ HID Global

เอชไอดี โกลบอล ผู้ขับเคลื่อนระบบระบุตัวตนของผู้คน สถานที่และสิ่งต่างๆ ทั่วโลก เราช่วยให้ผู้คนทำธุรกรรมได้อย่างปลอดภัย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล และเดินทางได้อย่างเสรี โซลูชั่นการระบุตัวตนช่วยให้ผู้คนเข้าถึงสถานที่ได้อย่างสะดวก ทั้งสถานที่จริงทางกายภาพและสถานที่เสมือนจริงในโลกดิจิตอล และเชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ ที่บ่งชี้ ตรวจสอบ และติดตามผ่านช่องทางดิจิตอลได้ ผู้คนนับล้านทั่วโลกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของเอชไอดีเพื่อนำทางในชีวิตประจำวัน และมีหลายพันล้านสิ่งที่เชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีของเอชไอดี เราทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล สถาบันการเงิน ธุรกิจอุตสาหกรรม และบรรดาบริษัทที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยที่สุดของโลก บริษัทฯ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 4,000 คนทั่วโลกและมีสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศต่างๆที่รองรับลูกค้าได้มากกว่า 100 ประเทศ HID Global® เป็นแบรนด์ในเครือกลุ่มบริษัท ASSA ABLOY ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.hidglobal.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไอบีเอ็มเข้าซื้อกิจการ Envizi พร้อมเดินหน้าสนับสนุนโครงการด้านความยั่งยืนและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร

ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) เข้าซื้อกิจการ Envizi ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ดาต้าและอนาไลติกส์ชั้นนำสำหรับบริหารจัดการการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม ต่อยอดการเดินหน้าลงทุนด้านซอฟต์แวร์ AI อย่างต่อเนื่องของไอบีเอ็ม ที่ปัจจุบันครอบคลุมโซลูชันด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์องค์กรIBM Maximo, โซลูชันการจัดการด้านซัพพลายเชน IBM Sterling, รวมถึงIBM Environmental Intelligence Suite เพื่อช่วยองค์กรสร้างระบบปฏิบัติการและซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่นฟื้นตัวไว และตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน โดยการเข้าซื้อกิจการได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา และไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดด้านการเงิน

วันนี้บริษัทต่างได้รับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากหน่วยงานที่กำกับดูแล นักลงทุน และผู้บริโภคในแง่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการลงมือดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างจริงจังและตรวจสอบได้ โดยเรื่องของ CSR และความเสี่ยงเกี่ยวกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม เป็นความกังวลสูงสุดอันดับสามขององค์กรขนาดใหญ่ ตามรายงานปี 2564 ของฟอร์เรสเตอร์1 อย่างไรก็ดี ในการจะจัดทำรายงานเกี่ยวกับโครงการด้านความยั่งยืน มีข้อมูลมากมายหลายประเภทที่องค์กรจำเป็นต้องวิเคราะห์ ซึ่งปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้ยังกระจัดกระจาย และไม่เอื้อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าถึงได้ง่ายนัก

หน้าจอ Pathway to Net Zero ของ Envizi แสดงผลการวิเคราะห์ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พร้อมคำแนะนำการบริหารจัดการต้นทุนเพื่อมุ่งสู่ Net Zero

ทั้งนี้ ซอฟต์แวร์ของ Enviziสามารถออโตเมทและผนวกรวมข้อมูลกว่า 500 ประเภท รวมถึงสนับสนุนเฟรมเวิร์คการรายงานด้านความยั่งยืนหลักๆ ได้ โดยแดชบอร์ดที่ใช้งานและปรับแต่งได้ง่าย ช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ บริหารจัดการ และรายงานเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ พร้อมวิเคราะห์โอกาสและประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนได้ โซลูชันของEnvizi จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการบริหารจัดการภาระงานที่เป็นส่วนหนึ่งของการรายงานโครงการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ขององค์กร ขณะเดียวกันก็ให้มุมมองด้านความยั่งยืนที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ธุรกิจสามารถนำไปปรับเข้ากับกลยุทธ์ขององค์กรได้

หน้าจอ Sustainability Report ของ Envizi แสดงการวิเคราะห์และรายงานการปล่อยก๊าซคาร์บอนขององค์กร

การใช้ Envizi ร่วมกับซอฟต์แวร์ AI อื่นๆ ของไอบีเอ็ม จะช่วยให้องค์กรสามารถออโตเมทผลลัพธ์ระหว่างโครงการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ กับเอ็นด์พอยท์ด้านการปฏิบัติการต่างๆ ที่ใช้ในการดำเนินงานในแต่ละวันขององค์กรได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยขยายโครงการด้านความยั่งยืนในวงกว้างขึ้นได้ โดยปัจจุบัน Envizi สามารถทำงานร่วมกับโซลูชันต่างๆ ดังนี้

  • โซลูชันด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์องค์กรIBM Maximo ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการ มอนิเตอร์ รวมถึงคาดการณ์การซ่อมบำรุงและประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรต่างๆ ได้อย่างชาญฉลาดจากแพลตฟอร์มเดียว ช่วยยืดอายุเครื่องจักรสำคัญๆ พร้อม และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
  • โซลูชันการจัดการด้านซัพพลายเชน IBM Sterling ที่ช่วยให้มุมมองด้านซัพพลายเชนรอบด้านแก่องค์กร ลดขยะด้วยการควบคุมปริมาณสินค้าคงคลังให้เหมาะสม ลดคาร์บอนฟุตปรินท์จากการขนส่งสินค้าทางเรือและโลจิสติกส์ต่างๆ รวมถึงช่วยให้องค์กรจัดซื้อสินค้าอย่างมีความรับผิดชอบผ่านระบบบล็อกเชนที่ตรวจสอบที่มาของสินค้าได้
  • โซลูชัน IBM Environmental Intelligence Suite (EIS) ที่ช่วยให้องค์กรเพิ่มความยืดหยุ่นฟื้นตัวไว ผ่านการประเมินและวางแผนรองรับผลกระทบจากสภาพอากาศเลวร้าย ดินถล่ม น้ำท่วม ฯลฯ ที่มีต่อการปฏิบัติการ สินทรัพย์ และระบบซัพพลายเชนขององค์กร โดย EIS ใช้เทคโนโลยี AI ที่ก้าวล้ำ ร่วมกับเทคโนโลยีสภาพอากาศจากไอบีเอ็ม ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำที่สุดในโลกในปัจจุบัน2
  • IBM Turbonomic และ Red Hat OpenShift ที่ช่วยให้องค์กรตัดสินใจได้อัตโนมัติเมื่อต้องพิจารณาว่าควรรันเวิร์คโหลดขององค์กรที่ไหน หากต้องการผลลัพธ์ที่ดีที่สุดทั้งในมุมประสิทธิภาพ ต้นทุน และการลดการปล่อยคาร์บอน

นอกจากนี้ Envizi ยังจะช่วยสนับสนุนการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืนของ IBM Consulting เพื่อช่วยให้ลูกค้าเดินหน้าสู่เป้าหมายพันธะสัญญาด้านความยั่งยืนอย่างประสบความสำเร็จ

“ในการจะขับเคลื่อนความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงนั้น องค์กรต้องมีความสามารถในการทรานส์ฟอร์มข้อมูลให้เป็นมุมมองเชิงลึก เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและลงมือดำเนินการได้จริง” ดร.คารีม ยูซุฟ กรรมการผู้จัดการของ IBM AI Applications กล่าว “ซอฟต์แวร์ของ Envizi ช่วยให้องค์กรมีแหล่งข้อมูลความจริงหนึ่งเดียวสำหรับการวิเคราะห์และทำความเข้าใจข้อมูลการปล่อยมลพิษของระบบปฏิบัติการทั้งระบบ โดย Envizi จะเข้ามาเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอเทคโนโลยีเอไอที่กำลังเติบโตของไอบีเอ็ม เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถสร้างระบบปฏิบัติการและซัพพลายเชนที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น”

Envizi พร้อมให้องค์กรใช้งานทั้งในรูปแบบโซลูชัน SaaS และการใช้งานบนสภาพแวดล้อมแบบ multi-cloud โดยปัจจุบันมีองค์กรชั้นนำอย่าง Microsoft, Qantas, CBRE, Uber, abrdn และCelestica เลือกใช้ Envizi อีกทั้งยังสามารถนำซอฟต์แวร์นี้ไปใช้ได้กับกิจกรรมในอุตสาหกรรมต่างๆ อีกมากมาย

“ไอบีเอ็มเป็นผู้นำและผู้สร้างนวัตกรรมเอไอสำหรับธุรกิจ และมีประสบการณ์ยาวนานหลายทศวรรษในการช่วยให้องค์กรทั่วโลกสามารถใช้ประโยชน์จากพลังของข้อมูลและนำมุมมองที่ได้มาใช้ประโยชน์” นายเดวิด โซลสกี ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Envizi กล่าว”ความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรระดับโลกในเชิงลึก รวมถึงความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมหลากหลาย จะช่วยให้เราสามารถสเกลได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในฐานะส่วนหนึ่งของไอบีเอ็ม เรามั่นใจมากกว่าครั้งไหนๆ ว่าเราจะสามารถบรรลุเป้าหมายในการเป็นเครื่องมือระดับโลกที่ลูกค้าและพันธมิตรต่างๆ ต้องการ รวมทั้งช่วยให้องค์กรเหล่านี้ลดผลกระทบจากการดำเนินงานและปรับปรุงระบบปฏิบัติการให้ดีขึ้น เพื่อการปล่อยคาร์บอนที่ลดลงในอนาคต”

นอกเหนือจากการลงทุนเพื่อนำเทคโนโลยี AI ที่มีความครอบคลุมที่สุดเข้าช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของลูกค้าแล้ว ไอบีเอ็มเองก็ได้ใช้ซอฟต์แวร์เหล่านี้ภายในองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริหารจัดการการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้พันธะสัญญาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือศูนย์ภายในปี 2573

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.ibm.com/sustainability/solutions


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วว. ร่วมหารือเอกชน มุ่งพัฒนาทดสอบ รับรองความปลอดภัย รถโดยสารพลังงานแบตเตอรี่ EV – Bus

กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (อว.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  โดย ศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง (ศทร.) ร่วมหารือกับ กลุ่มบริษัท โชคนำชัย และบริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด  เจ้าของแบรนด์มินิบัสอลูมิเนียม  “SakunC  หรือ  สกุลฎ์ซีสัญชาติไทย   ในกรอบพัฒนาการทดสอบและรับรองความปลอดภัยรถโดยสารพลังงานแบตเตอรี่ (EV -Bus) ที่จะมีการออกแบบและผลิตใช้งานในประเทศไทย

. (วิจัย) ดร.ชุติมา   เอี่ยมโชติชวลิต  ผู้ว่าการ  วว.  กล่าวว่า  วว.  โดย ศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง กลุ่มบริษัท โชคนำชัย และบริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด  เจ้าของแบรนด์มินิบัสอลูมิเนียม “SakunC หรือ สกุลฎ์ซีสัญชาติไทย  ได้ร่วมหารือในกรอบประเด็นเรื่อง การพัฒนาการทดสอบและรับรองความปลอดภัยรถโดยสารพลังงานแบตเตอรี่ (EV – Bus) ที่จะมีการออกแบบและผลิตใช้งานในประเทศไทย ซึ่งจำเป็นต้องมีการทดสอบโครงสร้างหลักของรถ  เช่น  คัสซี  ตัวถัง  ระบบรองรับน้ำหนัก  ห้องโดยสาร ฯลฯ  รวมทั้งชุดแผงแบตเตอรี่ (Battery  Pack)  ซึ่งติดตั้งในตัวรถ  เพื่อให้บริษัทฯ มีความมั่นใจว่า ได้นำเสนอรถโดยสารพลังงานแบตเตอรี่  Aluminum Bus สัญชาติไทย ที่มีน้ำหนักเบา  ประหยัดน้ำมัน  แข็งแรงทนทาน  มีคุณภาพสูงและมีความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการในประเทศไทย

“… วว. มีห้องปฏิบัติการทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีขนส่งทางรางและยานยนต์ขนส่ง ภายใต้ศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง ซึ่งมีทักษะประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริการทดสอบด้านยานยนต์แก่อุตสาหกรรมและผู้ประกอบการไทยและต่างชาติมาอย่างยาวนาน  พร้อมทั้งมีห้องปฏิบัติการทดสอบยานยนต์ที่ทันสมัยและมีความยืดหยุ่นสูง สามารถให้การสนับสนุนการพัฒนาวิธีการให้สอดคล้องกับการออกแบบและหลักวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หรืออุตสาหกรรมต่างๆ จึงสามารถสนับสนุนงานทดสอบรับรองความปลอดภัยของรถโดยสารพลังงานแบตเตอรี่ (EV – Bus) ได้เป็นอย่างดี…” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

ดร.อาณัติ    หาทรัพย์    ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง วว.  กล่าวเพิ่มเติมว่า  การทดสอบสมรรถนะของชุดแผงแบตเตอรี่ (Battery  Pack) ที่ติดตั้งในตัวรถโดยสารทั้ง 2 ขนาด คือ ความยาว 7 เมตร และ12 เมตร จะดำเนินการตามมาตรฐาน UNECE  R100 ซึ่งมีรายการทดสอบทั้งสิ้น 15 รายการ   อาทิเช่น  การป้องกันการสัมผัสโดยตรงและทางอ้อม (Protection Against   Direct  Contact  and  Indirect  Contact) ความต้านทานการแยกอิสระทางไฟฟ้า (Isolation  Resistance)  ความปลอดภัยในการใช้งาน  (Functional  Safety) และการทดสอบชุดกักเก็บพลังงานอัดประจุซ้ำ (Rechargeable   Energy  Storage   System)  ที่ประกอบไปด้วย การสั่นสะเทือน  (Vibration) การต้านทานการเปลี่ยนอุณหภูมิแบบฉับพลันและแบบคาบ (Thermal  Shock and  Cycling) การชน หรือการกระแทก (Mechanical  Impact) การทนไฟ (Fire  Resistance) เป็นต้น โดย วว. สามารถดำเนินการเตรียมการทดสอบได้ทั้งหมดทุกรายการ 

นอกจากนั้นจากการหารือครั้งนี้ ทางบริษัทฯ ยังคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการในประเทศไทย โดยต้องการให้ วว. พัฒนาการทดสอบเพื่อยืนยันความปลอดภัยของรถโดยสารพลังงานแบตเตอรี่ทั้งคัน  ในสภาพการใช้งานจริง  ซึ่งจะเป็นการทดสอบการประกอบหรือการเชื่อมต่อ (Integration   Test) ชุดแผงแบตเตอรี่ (Battery  Pack) เข้ากับโครงสร้างของรถโดยสารพลังงานแบตเตอรี่ โดยมีการออกแบบเป็นพิเศษ ให้มีความปลอดภัยต่อการชน  การพลิกคว่ำ  น้ำท่วมขัง ฯลฯ ซึ่งเป็นการทดสอบขั้นสูงกว่ามาตรฐานกำหนดที่ต้องพัฒนาวิธีการขึ้นเองตามการออกแบบและหลักวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งานและสภาวะถนนและบรรยากาศในประเทศไทย ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้และทักษะความเชี่ยวชาญในหลากหลายด้าน (Multi – Disciplinary)

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท โชคนำชัย  ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับ วว. เป็นระยะเวลา 3 ปี (2563-2566) ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศไทย ให้เกิดการพัฒนาชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ที่สามารถออกแบบ ผลิต ทดสอบ และรับรองคุณภาพตามมาตรฐานสากล ลดการนำเข้าและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยมีขอบข่ายความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้ 

1. สร้างความร่วมมือในด้านการพัฒนามาตรฐาน การทดสอบ และการรับรองผลิตภัณฑ์ของชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ยานพาหนะการขนส่งสมัยใหม่ ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ
2. สร้างความร่วมมือในด้านการออกแบบและการจำลองสภาวะทางวิศวกรรมของชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ยานพาหนะการขนส่งสมัยใหม่ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ ให้เหมาะมกับความต้องการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. สนับสนุนการพัฒนาการทวนสอบ การทดสอบ และการรับรองผลิตภัณฑ์ของชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ยานพาหนะการขนส่งสมัยใหม่ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ ในประเทศ
4. สนับสนุนให้เกิดการผลิตชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล
5. พัฒนาและสนับสนุนอุตสาหกรรมในด้านการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ยานพาหนะการขนส่งสมัยใหม่ ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ
6. บูรณาการการทํางานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมขนส่งในการส่งเสริมและพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการจาก ศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง  วว. ได้ที่  โทร.0 2577 9000, 02577 9143 ต่อ 201 และ 304  E-mail : patcharee_a@tistr.or.th  https://www.tistr.or.th/rttc/  Facebook Page : https://www.facebook.com/RTTC.TISTR


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์คาดการณ์เทรนด์ใหญ่กระทบองค์กรไอทีและผู้ใช้ในปี 2565 และอนาคต

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย 12 มกราคม 2565 – การ์ทเนอร์ อิงค์ คาดการณ์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับองค์กรไอทีรวมถึงผู้ใช้ในปีนี้และอนาคต จากการสำรวจปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ที่เกิดจากบทเรียนของธุรกิจต่าง ๆ ที่ผู้บริหารทั้งด้านธุรกิจและด้านไอทีได้เรียนรู้จากการหยุดชะงักและความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง เพื่อไปสู่การให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นหลัก สร้างความยืดหยุ่นในการแข่งขัน และความสามารถในการบรรลุเป้าหมายที่เหนือกว่า

แดริล พลัมเมอร์ รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “บทเรียนที่ได้รับจากการระบาดคราวนี้คือความคาดการณ์สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน และเตรียมพร้อมเดินหน้าด้วยการใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายไปพร้อม ๆ กัน ผู้นำที่มอบทางเลือกให้กับทีมงานเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรและวางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที มีความยืดหยุ่นสูงจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“ความยืดหยุ่น โอกาสและความเสี่ยง ล้วนเป็นองค์ประกอบของการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ดี เพียงแต่เวลานี้ปัญหาเหล่านี้ต้องมีการตีความใหม่ ดังนั้นการคาดการณ์ในปีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการสร้างความยืดหยุ่นด้วยวิธีที่ไม่ใช่รูปแบบเดิม ๆ ตั้งแต่ทักษะการทำงานไปจนถึงโมดูลทางธุรกิจ ขณะที่ต้องมองโอกาสและความเสี่ยงที่ต้องมีการตระหนักถึงความเร่งด่วนมากกว่าที่เคยเป็น”

ภายในปี พ.ศ. 2567 ผู้บริโภคราว 40% จะมีพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาที่ถูกติดตามหรือรวบรวมไว้ลดบทบาทลง ซึ่งทำให้ธุรกิจสร้างรายได้จากข้อมูลเหล่านั้นได้ยากขึ้น

ผู้บริโภคตระหนักมากขึ้นว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทต่าง ๆ ได้จากพวกเขามีมูลค่ามหาศาล รวมถึงพลังของข้อมูลเมื่อใช้อัลกอริธึมการแนะนำต่าง ๆ เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรม โดยที่ผู้บริโภคส่วนหนึ่งกำลังหาวิธีป้องกันการติดตามข้อมูลและพฤติกรรมส่วนตัวเพื่อเป็นการตอบโต้ อาทิ การให้ข้อมูลที่ไม่จริงหรือคลิกโฆษณาที่ไม่ได้สนใจจริง ๆ และยังมีอีกหลายวิธีด้วยกัน

“การล่อหลอกอัลกอริธึมเพื่อเลี่ยงการติดตามพฤติกรรมและการสร้างความสับสนบนฐานข้อมูล ผู้บริโภคกำลังท้าทายคำกล่าวที่ว่า ‘หากคุณไม่ใช่ลูกค้า คุณคือผลิตภัณฑ์’ ไม่ว่าผู้บริโภคจะถูกกระตุ้นจากความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวหรือความปลอดภัย หรือการให้ข้อมูลผิด ๆ หรือต้องการได้เงินผลตอบแทน ผู้บริโภคต่างหมายมั่นปั้นมือลดคุณค่าของข้อมูลเชิงพฤติกรรมของพวกเขาที่บริษัทต่าง ๆ ต้องพึ่งพา” พลัมเมอร์กล่าวเพิ่มเติม

ภายในปี พ.ศ. 2567 ทีมในองค์กรถึง 30% จะทำงานกันได้โดยไม่ต้องมีหัวหน้างาน อันเป็นผลจากการเรียนรู้และกำกับการทำงานด้วยตัวเอง รวมถึงความคุ้นเคยกับธรรมชาติของการทำงานแบบไฮบริด  

การระบาดใหญ่ทำให้รูปแบบการทำงานที่มีความคล่องตัวได้ฝังตัวไปในการดำเนินธุรกิจและยังปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจไปสู่คุณค่าที่แท้จริง รวมถึงเปลี่ยนบทบาทการตัดสินใจจากศูนย์กลางมาเป็นแบบเพียร์ทูเพียร์ ช่วยลดปัญหาคอขวดและประหยัดเวลาท่ามกลางสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริด ขณะที่การทำงานแบบสลับเข้าออฟฟิศและทำงานจากที่บ้านยังดำเนินต่อไป นั่นส่งผลให้บทบาทของผู้จัดการในแบบเดิม ๆ ถูกถอดออกไปซึ่งสามารถเป็นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในทางปฏิบัติงานได้ยิ่งขึ้น

“บทบาทผู้จัดการในฐานะผู้บังคับบัญชาและผู้ควบคุมงานเป็นอุปสรรคสำคัญในยุคที่ธุรกิจเน้นความคล่องตัวที่ต้องการความเป็นอิสระและการทำงานเป็นทีม เช่น ร่วมวางแผน จัดลำดับความสำคัญของงาน และการทำงานอย่างมีระบบยังต้องมีอยู่ แต่จำเป็นต้องแยก ‘การจัดการ’ ออกจากบทบาท ‘ผู้จัดการ’ เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความคล่องตัวและการทำงานแบบไฮบริดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” พลัมเมอร์กล่าว

ภายในปี พ.ศ. 2568 ข้อมูลสังเคราะห์ (หรือ Synthetic Data) จะลดการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า เพื่อเลี่ยงการถูกคว่ำบาตรจากการละเมิดความเป็นส่วนตัว (70%) 

ข้อมูลที่สร้างโดยใช้เทคนิคปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือที่เรียกว่าข้อมูลสังเคราะห์ (Synthetic Data) กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลสังเคราะห์สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนข้อมูลจริง ทำให้ลดการรวบรวม ใช้ หรือแบ่งปันข้อมูลที่มีความอ่อนไหวลง สิ่งนี้มีความสำคัญสอดคล้องกับกฎระเบียบด้านความเป็นส่วนตัวที่มีความสมบูรณ์และมีความเฉพาะในระดับภูมิภาคได้กดดันให้องค์กรหันมาลดความเสี่ยงของการละเมิดความเป็นส่วนตัวและรับรองความยืดหยุ่น

“ข้อมูลสังเคราะห์ทำให้ AI เป็นคำทำนายที่แท้จริงที่มันสามารถแสดงถึงตัวเลือกความเป็นจริงอื่น ๆ ในอนาคต ไม่ใช่ในการสะท้อนภาพของอดีตจากข้อมูลจริง โดยการใช้ข้อมูลสังเคราะห์ที่มีคุณภาพสูงและในปริมาณมาก ๆ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพเพื่อทำความเข้าใจมนุษย์ในวงกว้าง” พลัมเมอร์กล่าว

ภายในปี พ.ศ. 2567 การโจมตีทางไซเบอร์จะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อโครงสร้างพื้นฐานที่กลุ่ม G20 จะโต้ตอบด้วยการโจมตีทางกายภาพ

ในอดีตประเทศต่าง ๆ มองว่าการโจมตีทางไซเบอร์นั้นเป็นอาชญากรรม ไม่ใช่การทำสงคราม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความสูญเสียที่เกิดจากการโจมตีขนาดใหญ่เมื่อเร็ว ๆ นี้ พุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นรัฐบาลบางประเทศกำลังเตรียมการรับมือสงครามไซเบอร์ผ่านหน่วยป้องกันทางไซเบอร์เฉพาะกิจ

อีกไม่นานนี้ องค์กรธุรกิจจะต้องรับผิดชอบหลักในด้านการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามองค์กรเหล่านี้ยังไม่เคยเป็นด่านแรกที่ต่อต้านการทำสงครามนี้ ดังนั้นการโจมตีที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จะกระตุ้นให้กองทัพเข้ามามีส่วนรับมือ เพื่อขัดขวางการพุ่งเป้าหมายโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

ภายในปี พ.ศ. 2567 ผู้บริหารไอที 80% จะเผยให้เห็นการออกแบบธุรกิจในแบบแยกส่วนเป็นโมดูล ผ่านหลักการออกแบบระบบที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบ เป็นหนึ่งในเหตุผลหลัก 5 ประการ เพื่อเร่งประสิทธิภาพทางธุรกิจ

“ตลาดที่ปั่นป่วนอยู่แล้วจะยังอยู่รอดจากโควิด-19 โดยในช่วงของการพยายามกลับสู่เสถียรภาพเดิมนั้นองค์กรจะยังไม่มีการเติบโตและอยู่ในระยะของ ‘การเริ่มใหม่‘ แต่มีสถานะดีกว่าในช่วงการหยุดชะงักรอบปัจจุบัน”  พลัมเมอร์กล่าว

ผู้บริหารไอทีกำลังเปลี่ยนวิธีคิด มองความผันผวนคือโอกาส การทำธุรกิจแบบแยกส่วนหรือการออกแบบโมดูลใหม่กับสินทรัพย์ลดการพึ่งพาซึ่งกันและกันจะช่วยให้สามารถจัดองค์ประกอบใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และมีความปลอดภัย และยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับคลังเครื่องไม้เครื่องมือขององค์กรที่ช่วยให้ผู้บริหารไอทีสามารถควบคุมความเสี่ยงเพื่อเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้

ในปี พ.ศ. 2568 สามในสี่ของบริษัทต่าง ๆ จะ “เลิกให้ความสำคัญ” กับกลุ่มลูกค้าที่ไม่เหมาะกับธุรกิจ เนื่องจากต้นทุนการรักษาฐานลูกค้ากลุ่มนี้ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้ลูกค้าที่เหมาะสมกับธุรกิจ

องค์กรมักลบลูกค้าที่ไม่เข้ากับผลิตภัณฑ์และบริการของธุรกิจออกไปจากกระบวนการขาย ซึ่งมีธุรกิจไม่กี่รายเท่านั้นที่บอกลาลูกค้าทันทีหลังจากที่พวกเขาซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการแล้ว ทั้งนี้การรักษาลูกค้าที่ไม่เหมาะกับธุรกิจมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งในแง่ของเวลาที่ใช้เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า เช่นเดียวกับต้นทุนค่าเสียโอกาส ความเสื่อมสภาพของแบรนด์ และการสูญเสียผลกำไรระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นได้

ในปี พ.ศ. 2569 จะมีนักพัฒนาที่มีความสามารถทั่วทั้งแอฟริกาเพิ่มมากขึ้นถึง 30% โดยพวกเขาจะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและกลายเป็นระบบนิเวศของธุรกิจสตาร์ทอัพของโลก และแข่งกับเอเชียเพื่อชิงการเติบโตของกองทุนจากนักลงทุน

เงินทุนที่ถาโถมสู่แอฟริกาทำให้หลายประเทศในภูมิภาคนี้กลายเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรม” และหวังว่าจะขยายความร่วมมือไปยังบริษัทขนาดใหญ่และสตาร์ทอัพอื่น ๆ ได้มากขึ้น เพื่อดึงคนที่มีความสามารถและเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ความรุ่งเรืองทางเทคโนโลยีของประเทศเคนยาได้ชื่อว่าเป็น “Silicon Savannah” ของแอฟริกาตะวันออก ด้วยระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่มีมูลค่าถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กับผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักพัฒนาเทคโนโลยี

อีกสามปีข้างหน้าภูมิภาคนี้จะมีนักพัฒนามืออาชีพเกือบ 900,000 คนทั่วแอฟริกา ผ่านช่องทางการศึกษานอกระบบที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ตลาดนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนทั่วโลกจะลดการลงทุนในจีนเพื่อหันมาสนับสนุนตลาดเกิดใหม่นี้

ในปี พ.ศ. 2569 สินทรัพย์ดิจิทัล Non-Fungible Token (NFT) ที่ใช้กลยุทธ์ Gamification จะขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรก

สินทรัพย์ดิจิทัล (NFTs) กำลังกลายเป็นวิธีการสร้างโมเดลธุรกิจให้เติบโตอย่างทวีคูณ โดยใช้ประโยชน์จากการระดมทุนในแบบไฮเปอร์โทเคนไนซ์ (hyper-tokenization) ซึ่งคุณค่าของ NFT ได้รับการสนับสนุนจากการที่ผู้ซื้อยินดีจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับผลงานศิลปะและสิ่งประดิษฐ์ดิจิทัล เนื่องจากพวกเขาอยู่ในเครือข่ายของผู้คนที่มีความสนใจและเข้าใจถึงคุณค่าแบบเดียวกัน

ภายในปี พ.ศ. 2567 การ์ทเนอร์คาดว่า 50% ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะมีสินทรัพย์ดิจิทัล (NFT) ที่สนับสนุนแบรนด์และ/หรือระบบนิเวศดิจิทัลของตน ซึ่ง NFTs จะกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังเพื่อใช้เสริมศักยภาพให้แก่ระบบนิเวศดิจิทัลและประเมินมูลค่าขององค์กรได้รวดเร็วขึ้น

ภายในปี พ.ศ. 2570 ดาวเทียมวงโคจรต่ำจะขยายความครอบคลุมของสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปยังประชากรที่ยากจนที่สุดในโลกอีกพันล้านคน ช่วยให้ 50% ของคนเหล่านี้หลุดพ้นจากความยากจน

การใช้การเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมแบบ Backhaul ช่วยลดต้นทุนการติดตั้งและการดำเนินงานในการปรับใช้สถานีฐานเครือข่ายมือถือได้อย่างมาก ดาวเทียมยังสามารถส่งสัญญาณผ่านการเชื่อมต่อเกาะต่าง ๆ ตามที่ตั้งของลูกค้า โดยการแนะนำของกลุ่มดาวเทียม LEO (วงโคจรรอบโลกต่ำ) จะทำให้การขยายเครือข่ายสัญญาณมีความครอบคลุมไปยังพื้นที่ที่มีประชากรเบาบาง ประหยัดขึ้น

“การเชื่อมต่อมีส่วนร่วมสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองในระบบนิเวศที่เปิดกว้างขึ้น ซึ่งการเพิ่ม ‘ประชากรเน็ต’ ใหม่ ๆ อีกหลายพันล้านคนจะสร้างผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่ออินเทอร์เน็ตในแง่ของวัฒนธรรมและเนื้อหา” พลัมเมอร์กล่าว

ภายในปี พ.ศ. 2570 หนึ่งในสี่ของบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 20 จะถูกแทนที่โดยบริษัทด้านการตอบสนองของระบบประสาทและผู้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของจิตใต้สำนึกวงกว้าง

“ผู้บริหารส่วนใหญ่ยอมรับว่าทุกองค์กรเป็นบริษัทเทคโนโลยี บริษัทที่จะก้าวเป็นผู้ชนะเหนือคู่แข่งในทศวรรษหน้าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานของระบบสมองและการตอบสนองของระบบประสาท โดยใช้เทคโนโลยีที่มีความอัจฉริยะมาวิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และเรียนรู้พฤติกรรมโน้มน้าวของมนุษย์” พลัมเมอร์กล่าวสรุป

ลูกค้าการ์ทเนอร์ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ “Gartner’s Top Strategic Predictions for 2022 and Beyond — Leveraging What We Have Learned.”

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC มอบของขวัญให้แก่ 3 โรงเรียนในกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2565

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC โดยคุณสุเมตตา จิตต์ศิริผล รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มบริหารงานทั่วไป/ รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มกิจการองค์กร มอบของขวัญ และอุปกรณ์การเรียนการสอน เนื่องในกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2565 ให้กับตัวแทนจาก 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย, โรงเรียนสุเหร่าทับช้าง และ โรงเรียนวัดคณิกาผล เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม 2565 ณ อาคารสำนักงานใหญ่

บริษัทฯ ให้การสนับสนุนของขวัญวันเด็ก และอุปกรณ์การเรียนการสอน โดยดำเนินกิจกรรมนี้มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเรียน จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปีนี้แต่ละโรงเรียนมีการจัดงานวันเด็กในรูปแบบออนไลน์ เมื่อวันศุกร์ที่ 7 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการมอบความสุขให้แก่นักเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในชุมชนรอบบริษัทต่อไป


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

น้ำใจไม่สิ้นสุด คาลเท็กซ์ เดินหน้าช่วยเหลือชุมชนต่อเนื่อง ร่วมส่งมอบชุดตรวจโควิด-19 หวังใช้คัดกรอง รู้เร็ว แยกเร็ว ลดเสี่ยงแพร่กระจาย

คาลเท็กซ์ ยังคงเดินหน้าให้การช่วยเหลือชุมชนในสถานการณ์โควิดต่อเนื่อง มอบชุดตรวจโควิด-19 แบบตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง (Antigen Rapid Test Kit) พร้อมอุปกรณ์ป้องกัน อาทิ สเปรย์แอลกอฮอล์และหน้ากากอนามัย แจกจ่ายให้พี่น้องชุมชนโรงสีและชุมชนคาลเท็กซ์ โดยหวังช่วยลดการเสี่ยงแพร่กระจายของเชื้อ ด้วยการเร่งให้เกิดการตรวจในขั้นต้นเพื่อคัดกรองแยกกลุ่มผู้ติดเชื้อ

ดร. ศรุต วิทยารุ่งเรืองศรี ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายกิจการองค์กรบริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น ประกอบกับโควิดสายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นการใช้ชีวิตในสังคมยังจำเป็นต้องดูแลและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัด คาลเท็กซ์เองเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยและยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด เราได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมในหลาย ๆ ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ ภายใต้โครงการ “คาลเท็กซ์ ห่วงใยคนไทย ร่วมใจต้านไวรัสโควิด-19” ที่จัดตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2563 และยังคงเดินหน้าในการให้ความช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้ความสำคัญกับการดูแลชุมชนเพื่อนบ้านรอบที่ทำการของบริษัทฯ ล่าสุดเราได้ลงพื้นที่แจกจ่ายชุดตรวจโควิด-19 ประเภทตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง (Antigen Rapid Test Kit) จากสารคัดหลั่งบริเวณโพรงจมูก (Swab) พร้อมด้วยอุปกรณ์ป้องกัน อาทิ สเปรย์แอลกอฮอล์และหน้ากากอนามัย ให้กับเพื่อนบ้านในชุมชนโรงสีและชุมชนคาลเท็กซ์ เพื่อให้ชาวชุมชนนำไปใช้ในการคัดกรองตรวจหาเชื้อโควิด โดยหวังว่าจะช่วยลดการเสี่ยงแพร่กระจายของเชื้อ ด้วยการเร่งให้เกิดการตรวจในขั้นต้น เพื่อคัดกรองแยกกลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อให้เร็วที่สุด”

บริษัทฯ ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในด้านสุขภาพและความปลอดภัยของสังคม พนักงาน เครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน ตลอดจนลูกค้าของเรา และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการปรับตัวและสร้างมาตรฐานใหม่ ๆ เพื่อให้สอดรับกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอันเป็นผลจากวิกฤตโรคระบาด ตลอดจนมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ขอให้ทุกท่านดูแลรักษาสุขภาพ สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ และรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล และขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในทุกสิ่งหวังในปีใหม่นี้


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ชู 3 หมัดเด็ด เคียงข้าง SME พลิกฟื้นธุรกิจตลอดปี 2565

ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล อาสาเป็นพาร์ตเนอร์เคียงข้าง SME และผู้ประกอบการไทยเดินหน้ากิจการพลิกฟื้นธุรกิจในปี 2565 ชู 3 หมัดเด็ดช่วยธุรกิจลดต้นทุนและเซฟเงินสดตลอดทั้งปี ดังนี้

1.  ช่วยลดต้นทุนจัดซื้อสูงสุด 30%* กับ OFMBiz e-Procurement Platform เวอร์ชั่นใหม่! ระบบจัดซื้อออนไลน์สำหรับธุรกิจยุคดิจิทัล ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ คุมราคาสินค้า และประหยัดงบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์สำนักงานและเครื่องใช้ในธุรกิจ การันตีคุณภาพด้วยรางวัล The Best eService Provider Award จากงาน Thailand Top Company Award  โดยออฟฟิศเมทเปิดให้ทุกธุรกิจใช้งานฟรี! และสามารถเชื่อมต่อกับ ERP หรือระบบ Procurement ระดับโลก เช่น SAP, ORACLE และ COUPA ช่วยลดเวลา ลดขั้นตอน      ลดงานเอกสาร และประหยัดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในกระบวนการจัดซื้อ รวมทั้งมีระบบ Smart Report ช่วยตรวจสอบและควบคุมค่าใช้จ่าย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสมัครใช้งานฟรีที่ https://bit.ly/3n0TVob

2.  มอบเครดิตเทอมนาน 30-60 วัน** เพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่นิติบุคคล โดยไม่ต้องไปขอธนาคาร สามารถติดต่อขอรับเครดิตตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ที่ OfficeMate Contact Center 1281

3.  ลดราคาสินค้าจำเป็นเพื่อธุรกิจ #ออฟฟิศเมทการันตี ถูกชัวร์ ประหยัดทั้งปี! คัดสรรสินค้าพื้นฐานที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจต่างๆ อาทิ อุปกรณ์สำนักงาน ไอที อุปกรณ์นิรภัยในโรงงาน และอุปกรณ์ทำความสะอาด รวมกว่า 300 รายการ มาลดราคาพิเศษและยืนราคาประหยัดตลอดปี 2565 สังเกตสัญลักษณ์ “#ออฟฟิศเมทการันตี” ช้อปสินค้าได้ที่ https://bit.ly/3tdvE26  หรือดาวน์โหลด e-Catalog ที่ https://bit.ly/3n4gEQe

ออฟฟิศเมท พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และเติบโตเคียงข้างทุกธุรกิจ สอบถามข้อมูลและรับข้อเสนอพิเศษได้ที่ OfficeMate Contact Center 1281 หรือ Line: @OfficeMate คลิก http://bit.ly/LineOfficeMate


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“GMM Grammy” จับมือ “EAST NFT” มุ่งเป้ายกระดับ MUSIC NFT ของไทยสู่กลุ่มแฟนคลับทั่วโลก

ท่ามกลางกระแส Non-Fungible Token (NFT) ที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลกทั้งในกลุ่มศิลปินแฟนคลับและนักสะสม ไม่ว่าจะเป็นวงการศิลปะ ดนตรี เกม แฟชั่น ฯลฯ ต่างให้ความสนใจในการเกิดขึ้นของ NFT จนมีเม็ดเงินหมุนเวียนอย่างมหาศาล  ล่าสุด GMM Grammy ประกาศจุดยืนในการเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การลงทุนในตลาด MUSIC NFT ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ท่ามกลางกระแส NFT สุดคึกคักทั่วโลก 

นายภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “การเกิดขึ้นของ NFT กำลังจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั่วโลก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนที่รักและชื่นชอบศิลปินในอุตสาหกรรมเพลง และเนื่องด้วย GMM Grammy มี Hidden Asset ที่สอดคล้องกับ NFT ที่มีมูลค่ามหาศาล และมีศิลปินระดับตำนานที่มีผลงานที่เป็นประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมเพลงที่มีคุณค่า GMM Grammy ต้องการที่จะสร้างตลาด MUSIC NFT ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและก้าวสู่ตลาดโลกเพื่อให้แฟนเพลงสามารถเข้าถึง ครอบครอง ลงทุน ในคอลเลคชั่นพิเศษต่างๆ ของ GMM Grammy ซึ่งการมีพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งอย่าง EAST NFT ซึ่ง เป็นโกลบอลแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ในการซื้อขายของสะสมดิจิทัลที่มีมูลค่าระดับพรีเมี่ยมที่ได้รับความนิยมในเอเชีย น่าจะเป็นตัวเร่งและส่งเสริมให้ตลาด MUSIC NFT ในประเทศไทยเป็นที่นิยมในวงกว้าง และก้าวสู่ระดับสากลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

โดยกลยุทธ์การวางสินค้าของ GMM Grammy ในแพลตฟอร์มของ EAST NFT แบ่งออกเป็น 4 Tiers ซึ่งจะเป็นผลงานของศิลปินที่มีเรื่องราวความเป็นมา เป็นสินค้าที่เป็น Rare Item และบางชิ้นจะเป็นผลงานที่เป็นประวัติศาสตร์ของศิลปินชื่อดังระดับตำนานซึ่งจะมีเพียงชิ้นเดียวในโลก โดยแบ่งออกเป็น

1. Special Collection – สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนเพิ่งเริ่มต้นเข้ามาในโลกของ MUSIC NFT ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้จะเน้นความ Mass เข้าถึงง่าย ราคาไม่แพง

2. Rare Collection – กลุ่มนี้จะเป็นสินค้าที่มีจำกัดและเป็น Unseen Item โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ Limited Item และ Limited Movement 

3. Epic Collection – กลุ่มสินค้าที่ไม่มีการผลิตซ้ำ เป็น Moment พิเศษ ที่เป็นตัวแทนของความทรงจำที่มีคุณค่า
ให้แฟนๆ ได้เข้าถึงและสามารถครอบครองได้

4. Legendary Collection – เป็นสินค้าและผลงานของศิลปินระดับตำนานของประเทศที่มีเรื่องราวความเป็นมา
มีความหายาก บางชิ้นนับเป็นประวัติศาสตร์ของวงการดนตรีที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก
 

นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EAST NFT Platform เปิดเผยว่า เรามีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้จับมือร่วมกันกับ GMM Grammy ในครั้งนี้ อย่างที่ทราบกันดีว่า EAST NFT นั้นเป็น  โกลบอลแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่พร้อมสนับสนุนผลงานศิลปะ ผลงานศิลปิน และงานแบรนด์ไทยออกสู่ตลาดโลก และครั้งนี้เราก็มุ่งมั่นอย่างตั้งใจด้วยความพร้อมที่จะนำเสนอชิ้นงานประวัติศาสตร์ของ GMM Grammy จากศิลปินระดับตำนานที่โลดแล่นในแวดวงอุตสาหกรรมดนตรีมาอย่างยาวนาน ในชิ้นงานที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนนำเสนอผ่าน EAST NFT ของเราเท่านั้นเพื่อร่วมกันสร้าง MUSIC NFT ของไทยสู่สากล

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังจะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในอนาคต การร่วมมือระหว่าง
‘GMM Grammy’ และ EAST NFT’ ในครั้งนี้มีเป้าหมาย เพื่อผลักดันการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการลงทุน ที่จะสร้างตลาด MUSIC NFT ที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยจะร่วมมือกันด้วยการนำเสนอผลงานที่เป็นประวัติศาสตร์ของศิลปิน ซึ่งจะมีเพียงชิ้นเดียวในโลก และเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่ามหาศาลให้กับนักลงทุนและนักสะสมทั่วโลกได้ครอบครอง รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมดนตรีของไทยอีกด้วย

สามารถติดตามการอัปเดตคอลเล็คชั่นแรกของ ‘GMM Grammy’ กับ EAST NFT ได้ในไตรมาสแรกของปี 2565 หรือดูรายละเอียดแพลตฟอร์มเพิ่มเติมที่ www.eastnft.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“จี-ยู ครีเอทีฟ” ผนึกเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ “EAST NFT” เปิดตัวผลงานศิลปะของศิลปินญี่ปุ่นให้ซื้อขายได้แล้วที่แพลตฟอร์ม EAST NFT

กรุงเทพมหานคร – 10 มกราคม 65: บริษัท จี-ยู ครีเอทีฟ จำกัด ประกาศเปิดตัวผลงานของศิลปินและสินค้าดิจิทัลเพื่อให้ซื้อขายแลกเปลี่ยนได้แล้วทางแพลตฟอร์ม EAST NFT อย่างเป็นทางการในงานใหญ่ที่มีชื่อว่า “JAPAN EXPO THAILAND 2022” ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

การประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญร่วมกันระหว่าง จี-ยู ครีเอทีฟ และ EAST NFT ได้รับเกียรติจากคุณยุพเรศ เอกธุระประคัลภ์ ประธานกรรมการบริหาร คุณโทโมมิ โคบายาชิ รองประธาน ลงนามความร่วมมือกับคุณสิทธิ ศรีชวาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคเค เวนเจอร์ จำกัด พันธมิตรผู้ดำเนินการสร้างความร่วมมือระหว่าง EAST NFT และ จี-ยู ครีเอทีฟ

คุณยุพเรศ เอกธุระประคัลภ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จี-ยู ครีเอทีฟ จำกัด เผยว่า “จี-ยู ครีเอทีฟเราคือผู้เชี่ยวชาญด้านการนำเสนอคอนเทนต์ลิขสิทธิ์จากประเทศญี่ปุ่น ชูความเป็นหนึ่งด้านงานอีเว้นท์ญี่ปุ่น เน้นการจัดงานสานสัมพันธ์ระหว่างไทยญี่ปุ่น ยกตัวอย่างเช่น JAPAN EXPO THAILAND งานญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่ชั้นแนวหน้าระดับเอเชีย ที่รวบรวมเสน่ห์อันหลากหลายของความเป็นญี่ปุ่นมาไว้ในงานเดียวที่โชว์ศักยภาพในการนำเอกลักษณ์แท้ ในด้านต่าง ๆ ของญี่ปุ่นรวมไว้ในงานนี้ ซึ่งเป็นงานที่จัดมาต่อเนื่องเข้าสู่ครั้งที่ 7 แล้ว และจากประสบการณ์การดำเนินงานร่วมกับญี่ปุ่นมายาวนานกว่า 15 ปี บริษัทมีความชำนาญเรื่องการคัดสรรคอนเทนต์ บริษัทพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบเริ่มด้วยการนำพาสินค้า ผลงานของศิลปิน เข้าสู่ตลาด NFT จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งระดับ Global Platform อย่าง EAST NFT เพื่อเปิดตัวผลงานดิจิทัลของศิลปินให้ซื้อขายได้ที่ www.eastnft.com

ศิลปินแนวหน้าของญี่ปุ่นที่ได้รับเชิญให้มาแสดงผลงานในรูปแบบดิจิทัลไม่ว่าจะเป็นศิลปินอย่างคุณ Naomichi Hanazono นักแสดงหนุ่มมากความสามารถในการร่ายรำพัดและการแสดงทางด้านศิลปินวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ได้นำเสนอผลงานรูปภาพของตัวเองออกมาในรูปแบบ NFT หรือจะเป็นคุณ Shogo Kariyazaki ที่เป็นศิลปินจัดดอกไม้ที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของประเทศญี่ปุ่น และคุณ Takuma Fujisaki นักศิลปะแนว Pipe Cleaner Art รวมถึงศิลปินไอดอลญี่ปุ่นที่จะรวมตัวกันเตรียมออกผลงานบน EAST Platform

ด้านคุณสิทธิ ศรีชวาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคเค เวนเจอร์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Non Fungible Token (NFT) ในฐานะพันธมิตรผู้สร้างความร่วมมือระหว่าง EAST NFT และ จี-ยู ครีเอทีฟ เสริมต่อว่า “ในฐานะของผู้ดำเนินการสร้างความร่วมมือเรามั่นใจว่า จี-ยู ครีเอทีฟ จะนำเสนอผลงานของศิลปินญี่ปุ่นที่มีคุณค่า มีความพิเศษ โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์แท้ที่ผู้คนต่างหลงใหลและชื่นชอบในศิลปะ วัฒนธรรม เพื่อมาเป็นผลงานดิจิทัลให้ผู้คนทั่วโลกได้รับโอกาสจับจองเป็นเจ้าของและสะสมผ่านทางแพลตฟอร์ม EAST NFT ได้อย่างภาคภูมิใจ ทั้ง 2 บริษัทจะผนึกกำลังกันในการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมุ่งมั่นตั้งใจที่จะมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพให้กับลูกค้า สร้างความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดร่วมกัน”

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.eastnft.com กับของสะสมดิจิทัลที่มีมูลค่าหลากหลายครอบคลุมทั้งงานศิลปิน งานดนตรี ความบันเทิงทุกรูปแบบ กีฬา และ ของที่ระลึก


Categories
รีวิว

DEKO สว่านไร้สายรอบจัดจ้าน งานไม้ งานเหล็ก จัดไป

หากคุณกำลังมองหาสว่านไร้สายขนาดกะทัดรัด เหมาะมือ สามารถเจาะเหล็กได้สบายๆ แล้วล่ะก็ ขอแนะนำสว่านไร้สายยี่ห้อ DEKO รุ่น DKBL20DU3 (ลิงก์เว็บทางการ) ที่มีความเร็วรอบสูงถึง 1,700 รอบต่อนาที เพราะใช้มอเตอร์แบบไม่มีแปรงถ่าน (brushless motor) ทำให้สามารถเจาะเหล็กได้ดี ยิ่งงานไม้ ขันสกรูแล้วล่ะก็ ง่ายเข้าไปอีก

สว่านไร้สาย DEKO รุ่น DKBL20DU3 ไร้แปรงถ่านดียังไง

ในตลาดสว่านไร้สายส่วนมากแล้วจะเป็นมอเตอร์แบบมีแปรงถ่าน ทำให้ความเร็วต่อรอบมีข้อจำกัด แต่หากเราต้องการสว่านไร้สายที่มีความเอนกประสงค์เจาะได้ทั้งไม้และเหล็ก ก็ควรเลือกสว่านที่มีความเร็วรอบสูงๆ ไว้ก่อน และสว่านไร้สายที่จะแนะนำในบทความนี้ก็คือสว่านไร้สาย DEKO รุ่น DKBL20DU3 โดยรุ่นนี้ไม่สามารถเจาะกระแทกได้นะครับ หากต้องการเจาะกระแทกหรือเจาะผนังปูนแนะนำให้ใช้สว่านประเภทโรตารี่จะดีกว่า เพราะสว่านแบบธรรมดานี้หากกระแทกปูนได้ก็ต้องใช้แรงกดมากกว่าจะเจาะได้ตามต้องการ

ในรุ่นนี้ผู้ผลิตจัดจำหน่ายเป็นชุดหลากหลายมีทั้งชุดแบตเตอรี่ 1. ก้อน  และชุดแบตเตอรี่ 2 ก้อน ก็สุดแท้แต่จะเลือกซื้อเอาตามกำลังได้เลย แต่ผู้เขียนอยากแนะนำให้ซื้อชุด DKBL20DU3-HS2 (ลิงก์ในลาซาด้า) ซึ่งเป็นรุ่นที่มีเฉพาะตัวสว่านและแบตเตอรี่ 2 ก้อนพร้อมอะแดปเตอร์ชาร์จ ส่วนมากดอกสว่านหรือปลายไขควงเราสามารถนำของเก่าหรือหาซื้อมาเพิ่มเติมก็ได้

คุณสมบัติเด่นของสว่านไร้สาย DEKO รุ่น DKBL20DU3

– ปรับแรงบิดสำหรับขันสกรูได้ 18 ระดับ และอีก 1 ระดับสำหรับเจาะรู

  • หัวจับดอกสว่านได้ขนาดใหญ่สุด 10 มม.

  • ปรับความเร็วรอบได้ 2 ระดับ ระดับที่ 1 ความเร็ว 0-450 รอบต่อนาที และระดับที่ 2 ความเร็ว 0-1700 รอบต่อนาที

  • แบตเตอรี่ 20 โวลต์ มี LED แสดงระดับพลังงานคงเหลือของแบตเตอรี่

ทัศนะจากผู้เขียน

หลังจากได้ทดลองใช้งานเจาะเหล็กที่มีความหนา 2 ถึง 3 มม. ก็พบว่า นี่แหละคือสว่านไร้สายที่สามารถพกพาไปทำงานได้อย่างแท้จริง งานเหล็กเจาะได้เร็วมากหายห่วง แต่อาจต้องรอการพิสูจน์คุณภาพทั้งตัวสินค้าและการบริการอีกสักระยะ เนื่องจาก DEKO ยังเป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งได้ไม่นานนัก อย่างไรก็ตามราคาของสินค้าที่ไม่สูงจนเกินไปนี้ นักประดิษฐ์ทุกท่านก็ยังถือว่าพอจะซื้อหามาลองใช้งานดูได้นะครับ

ข้อดี : วัสดุคุณภาพดี ขนาดเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา ความเร็วรอบสูงกว่าสว่านไร้สายในท้องตลาด ชาร์จไวเพียง 1 ชั่วโมง
ข้อสังเกต : เนื่องจากเป็นสินค้่าที่ยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยหากสินค้ามีปัญหาอาจต้องใช้เวลามากในการส่งสินค้ากลับไปยังผู้ผลิต

ชมคลิปรีวิว

รู้จักกับ DEKO

DEKO  เป็นแบรนด์เครื่องมือช่าง ที่ก่อตั้งมาไม่ช้านาน ราวปี ค.ศ.2013 โดย Robert Kok อดีตวิศวกรของ BOSCH โดยร่วมกับ Terry Feng ผู้เชี่ยวชาญการตลาดในอุตสาหกรรมเครื่องมือช่าง (เป็น CEO คนปัจจุบันของ DEKO) โดยเจาะตลาดกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบงาน DIY หรือเหล่า MAKERS และนักประดิษฐ์นั่นเอง DEKO Tools Co., Ltd ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในประเทศมาเลเซีย มีฐานการผลิตอยู่ในประเทศจีน โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Ningbo ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค โดยมีท่าเรือ Ningbo–Zhoushan ซึ่งเป็นท่าเรือที่พลุกพล่านและใหญ่ที่สุดในโลก

เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักเป็นกลุ่ม DIY ทำให้การตั้งราคาของ DEKO มีราคาอยู่ในระดับกลาง แน่นอนว่าตลาดนี้มีหลากหลายแบรนด์ที่เป็นเจ้าตลาดไม่ว่าจะเป็น Black & Deckor , Dremel หรือกระทั่งแบรนด์สัญชาติจีน 100 เปอร์เซ็นต์อย่าง PUMPKIN (ฟักทอง) แต่กระนั้น DEKO ก็ได้เร่งขยายตัวแทนจำหน่ายพร้อมทั้งร่วมงานกับ influencers ทั่วโลก เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ให้กับลูกค้าทั่วโลก

ภาพบริษัทตัวแทนจำหน่ายในประเทศรัสเซีย

ชมข้อมูลเพิ่มเติมที่

Website: www.dekotools.com

@dekotools,#dekotools

ติดตามความเคลื่อนไหวของ DEKO
https://www.instagram.com/dekotoolsofficial/
https://www.facebook.com/dekotools.global
https://www.youtube.com/channel/UCFLsPxquwCtrMu_KgJrHW2Q


Exit mobile version