Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดีอีเอส – ดีป้า ปรับไทม์ไลน์ HACKaTHAILAND ตามเสียงเรียกร้อง เดินหน้าขยายเวลารับสมัครแข่งขันแฮกกาธอน พร้อมเนรมิตพื้นที่ย่านบางนาสู่เมืองดิจิทัลเพื่อคนไทย

26 มกราคม 2565กรุงเทพมหานคร – กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จับมือพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ปรับตารางจัดกิจกรรมโครงการ HACKaTHAILAND ใหม่รองรับทุกโอกาสของทุกคนที่อยากมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนประเทศ ด้วยการขยายระยะเวลาการเปิดรับสมัครทีมเข้าแข่งขันกิจกรรม HACKaTHAILAND Competition & Beyond Hackathon ถึงวันที่ 15 มีนาคมนี้ เพื่อหา 10 สุดยอดทีมร่วมแก้ไขปัญหาที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ระดับประเทศ พร้อมชิงเงินรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท โดยการแข่งขันจะจัดขึ้นควบคู่กับกิจกรรม HACKaTHAILAND Hybrid Exhibition มหกรรมดิจิทัลครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเนรมิตพื้นที่กว่า 7,000 ตารางเมตร ย่านบางนาสู่ ‘เมืองดิจิทัล’ เตรียมมอบประสบการณ์ดิจิทัลแก่คนไทยและชาวต่างชาติ ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 17 เมษายน 2565

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ที่มอบหมายให้ ดีป้า เร่งส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่อยอดสู่อาชีพใหม่ และฟื้นฟูวิกฤตในหลากหลายด้านที่เกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 (COVID-19) นั้น

ดีป้า จึงได้เริ่มต้นโครงการ HACKaTHAILAND ภายใต้แนวคิด New Normal: Digital Possibilities ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 โดยมุ่งหวังให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ด้านดิจิทัลผ่าน HACKaTHAILAND Online Learning Platform เรียนได้ไม่รู้จบกับ 6 ทักษะดิจิทัลใน 23 หลักสูตร รวมกว่า 200 บทเรียน และเมื่อเรียนจบจะได้รับ Online Certification ทุกหลักสูตร โดยปัจจุบันมีประชาชนลงทะเบียนเรียนแล้วกว่า 10,000 คน เรียนจบรับ Online Certification ไปแล้วกว่า 6,000 ใบ ซึ่งสามารถเป็นใบเบิกทางไปสู่การร่วมแข่งขันแฮกกาธอนในกิจกรรม HACKaTHAILAND Competition & Beyond Hackathon ต่อไป

HACKaTHAILAND เป็นโครงการที่ ดีป้า จัดขึ้นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ และนำพาประชาชนข้ามผ่านวิกฤต COVID-19 นี้ไปให้ได้ โดยเริ่มต้นจากการเรียนรู้ เสริมทักษะดิจิทัลผ่านระบบออนไลน์ ก่อนนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาประลองความสามารถ และลงสนามแก้โจทย์จริงของประเทศผ่านการแข่งขันแฮกกาธอน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาร่วมเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น และด้วยกระแสตอบรับที่ดี ดีป้า จึงได้ขยายระยะเวลาการเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 15 มีนาคมนี้ เพื่อรองรับผู้ที่สนใจทุกคนได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันอย่างทั่วถึง โดย HACKaTHAILAND Competition & Beyond Hackathon มีกำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 4-11 เมษายนนี้” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

สำหรับ HACKaTHAILAND Competition & Beyond Hackathon เป็นเวทีแข่งขันแฮกกาธอน ระยะเวลา 168 ชั่วโมง เพื่อระดมความคิดและเฟ้นหา 10 สุดยอดทีมร่วมแก้ไขปัญหาที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ระดับประเทศในการขับเคลื่อน 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมการเกษตร (Agriculture, Food & OTOP) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (Tourism, Healthcare, Wellness) และอุตสาหกรรมการขนส่งและธุรกิจดิจิทัล (Industrial and Logistics ,E-commerce, Digital Technology & E-sports) รวมเงินรางวัลกว่า 2 ล้านบาท ก่อนนำผลงานต่อยอดใช้จริงกับหน่วยงานต่าง ๆ ต่อเนื่อง 1 เดือนภายหลังจบการแข่งขัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยหวังเป็นส่วนช่วยเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต COVID-19 ที่กำลังกลับมาแพร่ระบาดในระรอกใหม่อีกครั้ง

ทั้งนี้ โครงการ HACKaTHAILAND ยังมีอีกกิจกรรมที่น่าสนใจคือ HACKaTHAILAND Hybrid Exhibition มหกรรมแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลล้ำสมัยจากทั่วโลก เพื่อให้ประชาชนคนไทยและชาวต่างชาติได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลด้วยตัวเอง อีกทั้งเป็นการจุดประกายความคิดในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล โดย ดีป้า ได้เนรมิตพื้นที่กว่า 7,000 ตารางเมตร ย่านบางนาสู่การเป็น ‘HACKaTHAILAND Venue’ เมืองดิจิทัลที่จะสร้างความประทับใจ และมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ครบครัน ผ่านกิจกรรมที่น่าสนใจต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม – 17 เมษายน 2565

โครงการ HACKaTHAILAND เป็นอีกโครงการที่ ดีป้า ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อคนไทย โดย ดีป้า พร้อมทำงานเพื่ออนาคตของคนไทย และเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้อยู่ในระดับชั้นนำของโลก ตามวิสัยทัศน์ We work smart every day to build a world-class digital economy and to help people perform better, think faster and live better. โดยผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการได้ที่ เว็บไซต์: www.hackathailand.com  เฟซบุ๊ก: HACKaTHAILAND หรือ LINE OA: @depathailand


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณบดี CIBA DPU ชี้เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว คาด Web 3.0 จะเข้ามาปฏิวัติทุกวงการ เผยพร้อมปรับหลักสูตรให้เท่าทันทุกการเปลี่ยนแปลงของโลก

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี(CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) หรือ DPU กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ในฐานะสถาบันการศึกษาต้องเรียนรู้และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ระยะนี้หลายคนอาจเคยได้ยินคนในวงการไอทีออกมาพูดถึง Web 3.0 อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งจะเข้ามามามีบทบาทอย่างไรนั้น ต้องขอย้อนกลับไปปฐมบทของ Web แรกก่อนเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น สมัยก่อนอินเตอร์เน็ตอยู่ในรูปแบบของ world wide web  (WWW) ต้องเชื่อมโยงกับ Domain name ที่เป็น Server ปกติ ส่วนใหญ่ผู้สร้างเว็บไซต์จะเป็นองค์กรหรือบริษัทต่างๆ สร้างขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์องค์กรและเพิ่มช่องทางทางการตลาด ส่วน Web 2 หรือ อินเตอร์เน็ตในยุคปัจจุบันได้ถูกพัฒนาขึ้นอีกขั้น ในรูปแบบของโซเชียลมีเดียที่เห็นได้ทั่วไป เช่น Facebook, TikTok, YouTube, Twitter  โดยองค์ประกอบหลักของแอพพลิเคชั่นเหล่านี้จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ มีเจ้าของแฟลตฟอร์ม มีคนสร้างคอนเทนต์ เช่น แม่ค้าออนไลน์ ยูทูปเบอร์ และส่วนสุดท้ายจะเป็นลูกค้าหรือคนดู ซึ่งอำนาจทุกอย่างจะอยู่ที่เจ้าของแฟลตฟอร์ม ถ้าผู้ขายอยากโปรโมทสินค้าต้องเสียค่าโฆษณาเท่านั้น

คณบดี CIBA  กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของ Web 3 หรือ Web 3.0 แม้องค์ประกอบหลักจะเหมือน Web 2 แต่เทคโนโลยีจะล้ำยิ่งกว่าเดิม ทุกอย่างจะถูกขับเคลื่อนด้วยระบบ Smart Contract เชื่อมโยงด้วย AR (Augmented Reality) หรือ VR (Virtual Reality) ในรูปแบบ Metaverse มีบล็อกเชนคอยทำหน้าที่เก็บ data และการลงทะเบียน ส่วน Cryptocurrency (คริปโตเคอร์เรนซี) จะเป็นตัวกลางในการจ่ายเงินผ่านระบบ ส่วนสำคัญของWeb 3.0 นี้ จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการเกมและวงการโซเชียลมีเดียแต่จะมีอิทธิพลต่อทุกวงการ รวมไปถึงการกระจายอำนาจและกระจายเงินจะไม่อยู่กับแค่เจ้าของแฟลตฟอร์มเท่านั้น แต่จะอยู่ที่ลูกค้าหรือคนเข้าไปดูแอพพลิเคชั่นนั้นๆ ด้วย กล่าวคือ ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของแอพพลิเคชั่นต่างๆ ร่วมกัน และสามารถช่วยกันตรวจสอบธุรกรรมต่างๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในอนาคต ทุกกิจกรรมที่เราชอบทำจะได้ค่าตอบแทนกลับคืนมา เช่น ดูหนังแล้วได้เงิน ฟังเพลงแล้วได้เงิน ออกกำลังกายแล้วได้เงิน เป็นต้น

ผศ.ดร.ศิริเดช  กล่าวด้วยว่า วิทยาลัย CIBA ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวและมีแนวคิดปรับหลักสูตรให้ทันต่อทุกการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากในอนาคตมีความเป็นได้สูงที่กิจกรรมหรือธุรกรรมทางการค้าจะมีแนวทางแบบ Play to Earn หรือ เข้ามาทำกิจกรรมต่าง ๆ แล้วได้เงิน ยิ่งกว่านั้น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้ไฟเขียวให้ทุกมหาวิทยาลัยที่มีมุมมองในการพัฒนาหลักสูตรอย่างรวดเร็วหรือเรียกว่าหลักสูตร Sandbox ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถปรับหลักสูตรได้ทันที โดยปลดล็อคกฎเกณฑ์ต่างๆ ตามกรอบของ อว. แต่อย่างไรก็ดี มหาวิทยาลัยที่มีความประสงค์ที่จะปรับหลักสูตรให้ตอบสนองต่อแนวนโยบายดังกล่าว จำเป็นต้องมีการชี้แจงหลักการของการสร้างหลักสูตรเพื่อให้ อว. อนุมัติโดยหลักการในเบื้องต้น แล้วนำเสนอรูปแบบของหลักสูตรฉบับเต็มในลำดับถัดไป ซึ่งแนวทางนี้เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ สามารถพัฒนาและปรับทิศทางในการพัฒนานักศึกษาเพื่ออนาคตได้ ดังนั้น ทางวิทยาลัยมีแผนเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะมองว่ายิ่งนักศึกษาได้เรียนรู้ก่อนจะเห็น Business Model ใหม่ๆ ก่อน ที่ธุรกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีโอกาสสร้างธุรกิจที่สอดรับกับ web 3.0 ซึ่งจะทำให้สามารถทำรายได้ก่อนคนอื่น

“ในอนาคตทุกวงการต้องรีบปรับตัว เพราะเชื่อว่ามีนักพัฒนารุ่นใหม่ ที่รอความพร้อมของระบบบล็อกเชน และสมาร์ทคอนแทรคท์ ที่กำลังเตรียมสร้างแฟลตฟอร์มใหม่รองรับกับ Web 3.0 ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเข้ามาแทนที่แอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ยังไม่ได้พัฒนาและที่ยังใช้ระบบนโยบายเก็บค่าโฆษณาแบบเดิม ดังนั้น จึงอยากให้ทุกคนตื่นตัวและเตรียมตั้งรับกับสิ่งใหม่อยู่เสมอ เพื่อให้เท่าทันและอยู่รอดทุกการเปลี่ยนแปลง” ผศ.ดร.ศิริเดช  กล่าวในตอนท้าย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ตลาด NFT เส้นทางใหม่ที่ CEA พร้อมจับมือภาคเอกชน EAST NFT ดันไทยสู่ยุคแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ในช่วงนี้เราจะได้เห็นกระแสและการเติบโตของตลาดใหม่ๆ เกิดขึ้นทั้งในไทยและของโลก ไม่ว่าจะเป็น Metaverse โลกของ DeFi ตลาดเกมบนบล็อกเชนและหมายรวมถึงตลาด NFT ที่กำลังบูมมากในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นตัวศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานเอง หน่วยงานภาคเอกชนต่างก็ผันตัวเองเข้าเป็นครีเอเตอร์ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน  ภาครัฐไม่น้อยหน้าเช่นกัน ล่าสุดสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ไม่ยอมตกขบวนรถไฟสายสำคัญนี้จับมือหน่วยงานภาคเอกชนอย่าง EAST NFT ผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนผลงานศิลปะ ของสะสมที่มีมูลค่า แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่แห่งอาเซียนเตรียมนำเสนอผลงาน NFT สู่โลกดิจิทัลหวังดันไทยเข้าสู่ยุคแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มตัว

สำหรับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA  มีบทบาทและหน้าที่สำคัญคือส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาวภายใต้การนำทัพของนายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือ CEA ด้าน EAST NFT นี้อยู่ในการกำกับและดูแลด้วย 2 ผู้บริหารใหญ่ผู้มากประสบการณ์ในโลกของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีและ NFT นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธาน EAST NFT และนายสิทธิ ศรีชวาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคเค เวนเจอร์ จำกัด ผู้ดำเนินการให้เกิดความร่วมมือในครั้งนี้

นายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือ CEA กล่าวว่า “CEA เป็นหน่วยงานภาครัฐหน่วยงานแรกในประเทศไทยที่ได้ร่วมกับ บริษัท เคเค เวนเจอร์ จำกัด และ EAST NFT เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ก้าวล้ำสู่อนาคตในการพัฒนาสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นรูปแบบ NFT โดยการจับมือร่วมกันในโอกาสนี้มีพันธกิจสำคัญคือเฟ้นหา คัดสรรผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ในการแปรรูปผลงานให้เป็นรูปแบบ NFT เพื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในบ้านเรา ผลงานแต่ละชิ้นที่จะได้รับโอกาสทางการค้านั้น CEA เตรียมปั้นเป็นโปรดักส์ที่รับรองได้ว่าไม่ซ้ำใคร จากที่เรามีผู้ประกอบการนักสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพหลากหลายสาขาทั่วประเทศไทยที่พร้อมตบเท้าเข้าร่วมโครงการ อาทิเช่น Bangkok Design Week, Chiang Mai Design Week, Isan Creative Festival, CHANGE By CEA และ Connect By CEA

สำหรับ EAST NFT แล้วนั้น เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ CEA ในการเป็นหน่วยงานภาคเอกชนสำคัญที่พร้อมสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อน นำเสนอผลงานเข้าสู่รูปแบบ NFT ที่จะเป็นผลงานให้ซื้อขายแลกเปลี่ยนในแพลตฟอร์มของ EAST NFT ซึ่งนอกเหนือจากรายได้และการค้าแล้ว EAST NFT มุ่งมั่นที่จะนำเสนอให้ผลงานของครีเอเตอร์ของไทยจากทั้งการร่วมกันกับ CEA และทุกภาคส่วนออกสู่สายตาคนทั้งโลกได้อย่างสง่างามและเป็นความภาคภูมิใจ” นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ประธาน EAST NFT เสริม

ด้านนายสิทธิ ศรีชวาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคเค เวนเจอร์ จำกัด ได้เพิ่มเติมต่อว่า “การจับมือร่วมกันในครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่และเป็นนัยสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐของไทยมีความล้ำสมัยและมุ่งก้าวสู่โลกดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์และทันกับความนิยมในปัจจุบัน เราเชื่อมั่นว่าทุกผลงานจากผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ของ CEA จะสามารถสร้างผลงานคุณภาพที่ไม่แพ้ใครสู่ตลาด NFT โลกได้อย่างดี

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.eastnft.com กับของสะสมดิจิทัลที่มีมูลค่าหลากหลายครอบคลุมทั้งงานศิลปิน งานดนตรี ความบันเทิงทุกรูปแบบ กีฬา และ ของที่ระลึก


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แชฟฟ์เลอร์ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยบูรพา ขับเคลื่อน EEC Automation Park

แชฟฟ์เลอร์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภาคธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมระดับโลก ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับมหาวิทยาลัยบูรพา ขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้ อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค (EEC Automation Park) เพื่อสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาการศึกษาและทักษะส่วนบุคคลเกี่ยวกับระบบโรงงานอัตโนมัติ รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้กับเทคโนโลยีตรวจสอบสภาพตลับลูกปืนในประเทศไทย

ความร่วมมือครั้งนี้ระหว่างบริษัท แชฟฟ์เลอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) และมหาวิทยาลัยบูรพา มุ่งเน้นการพัฒนากรอบความร่วมมือทางด้านวิชาการร่วมกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะและการปรับทักษะใหม่สำหรับวิศวกร คนทำงาน และผู้สำเร็จการศึกษาผ่านหลักสูตรโปรแกรมการเรียนรู้ และการฝึกอบรมทางเทคนิคที่ดำเนินการที่ศูนย์การเรียนรู้ อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค ของมหาวิทยาลัยบูรพา นอกจากนี้ นักศึกษายังสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการตรวจสอบสภาพตลับลูกปืนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของแชฟฟ์เลอร์ได้โดยตรง ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยี Smartcheck และ OPTIME

Smartcheck Optime Solutions และ Prolink เป็นอุปกรณ์ระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานร่วมกับระบบของมิตซูบิชิเพื่อให้เหมาะสมกับการติดตั้งเพื่อตรวจติดตามสภาพเครื่องจักรและสภาพการทำงานอย่างต่อเนื่องให้เหมาะสมกับงานบำรุงรักษาสมัยใหม่ที่เครื่องจักรมีรายละเอียด และมูลค่าสูง รวมถึงสอดคล้องกับเทคโนโลยีของระบบโรงงานที่มีอยู่แบบ wire และ wireless (ไร้สาย)  มีการเชื่อมต่อข้อมูลสภาพการทำงานเครื่องจักร และสภาพของตลับลูกปืน สามารถเชื่อมต่อสัญญาณผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ  หรือเชื่อมผ่านระบบไวไฟเชื่อมต่อข้อมูลและประมูลผลร่วมกับ PLC ผ่าน OPC-UA  หรือตรวจสอบผ่านเว็บบราวเซอร์ และเชื่อมต่อวิเคราะห์ข้อมูลผ่านระบบคลาวด์ได้ การตรวจสอบสภาพเครื่องจักร  Condition Monitoring จะทำให้ระบบในการผลิตสามารถประเมินประสิทธิภาพการผลิตได้ทันทีและคาดการณ์ หากเครื่องจักรเริ่มมีปัญหาช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถวางแผนช่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายเดวิด เนวิน ประธานอุตสาหกรรม บริษัท แชฟฟ์เลอร์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังเตรียมพร้อมที่จะเป็นแหล่งสร้างนวัตกรรมต่อไปในภูมิภาคนี้ เนื่องจากต้องการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลในอุตสาหกรรมต่างๆ ผ่านความคิดริเริ่มเชิงกลยุทธ์ของ Thailand 4.0 ความร่วมมือของ  แชฟฟ์เลอร์และมหาวิทยาลัยบูรพาจะช่วยให้เราสามารถปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพเทคโนโลยีและโซลูชั่นการตรวจ สอบสภาพตลับลูกปืนของเรา ในขณะเดียวกันก็ให้ทรัพยากรที่จำเป็นในการหล่อเลี้ยงแรงงานรุ่นต่อไปเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมตามมาตรฐานอุตสาหกรรม

ขับเคลื่อนอนาคตที่ดีกว่าด้วยการทำงานร่วมกัน

ศูนย์การเรียนรู้ อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค (EEC Automation Park) ตั้งอยู่บนทำเลยุทธศาสตร์ที่เป็นฐานเศรษฐกิจภาคตะวันออกของประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นศูนย์พัฒนาทักษะและถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้จะรวมเครือข่ายพันธมิตรที่สนับสนุนการขับเคลื่อนของประเทศไทยในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรม โดยได้ร่วมมือกับ Mitsubishi Electric และ Japan External Trade Organisation เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในพื้นที่ด้วย

นายไพบูลย์ ลิ้มปิติพานิชย์ ผู้อำนวยการ อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค และหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า “ในขณะที่ประเทศไทยมีการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ความร่วมมือของเรากับแชฟฟ์เลอร์ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรที่มีความสามารถที่จำเป็นเพื่อเชื่อมช่องว่างของการใช้ข้อมูลระหว่างเทคโนโลยีระดับปฏิบัติการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้วยแนวทางปฏิบัติจริงและการจัดหาแพลตฟอร์มสำหรับนำเทคโนโลยีไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้น ศูนย์การเรียนรู้ อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค จึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีกว่าผ่านระบบดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค ศูนย์การเรียนรู้และพัฒนากำลังคนด้านออโตเมชั่นและหุ่นยนต์เสริมสร้างทักษะเพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิตในประเทศไทยก้าวสู่ Industry 4.0 อย่างเป็นทางการ พร้อมผู้แทนจากเครือข่ายพันธมิตรและบริษัท แชฟฟ์เลอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด

มุ่งมั่นเรียนรู้ตลอดชีวิต

การเข้าถึงผู้มีความรู้ความสามารถที่มีคุณสมบัติสูงนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญสำหรับบริษัทต่างๆ ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน ตามรายงานของ Future of Jobs โดย World Economic Forum เปิดเผยว่า กว่า 47% ของพนักงานทั้งหมดทั่วโลกจะต้องได้รับการฝึกฝนใหม่จนถึงปี พ.ศ. 2568  นอกจากนี้ การวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าครึ่งชีวิตของทักษะที่เรียนรู้นั้นคาดว่าจะอยู่ที่ห้าปีและสั้นกว่านั้นสำหรับทักษะทางเทคนิค ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่มืออาชีพทุกคนจะต้องทุ่มเทให้กับการเรียนรู้ตลอดชีวิต

นางสาวลอรา ฮับกา ผู้จัดการของแชฟฟ์เลอร์ อคาเดมี ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า           “วัฏจักรนวัตกรรมที่สั้นลง รวมทั้งความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีนั่นหมายความว่าความรู้จะล้าสมัยได้อย่างรวดเร็ว แชฟฟ์เลอร์พร้อมที่จะลงทุนและร่วมมือกับพันธมิตรสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อนำความรู้มาสู่ผู้บุกเบิก เพื่อช่วยกำหนดอนาคตของการขับเคลื่อนเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าต่อไป”

แชฟฟ์เลอร์ กรุ๊ป – We pioneer motion

ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภาคธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมระดับโลก แชฟฟ์เลอร์ กรุ๊ป ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับภาคอุตสาหกรรมและยานยนต์มามากกว่า 70 ปี ด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์และบริการที่ทันสมัย ในด้านการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมดิจิตอล 4.0 และพลังงานหมุนเวียน  ทำให้แชฟฟ์เลอร์เป็นหุ้นส่วนธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือในด้านการจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการด้านอุตสาหกรรมและยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพ ชาญฉลาด และยั่งยืน เราผลิตชิ้นส่วนและระบบที่มีความแม่นยำสูงสำหรับระบบขับเคลื่อน (drive train) และระบบช่วงล่าง (แชสซี) รวมถึง ตลับลูกปืนหลายชนิด เหมาะสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท แชฟฟ์เลอร์ กรุ๊ป  มียอดขายประมาณ 1.26 หมื่นล้านยูโรในปี พ.ศ. 2563 โดยเป็นหนึ่งในบริษัทครอบครัวที่ใหญ่สุดในโลก ด้วยจำนวนพนักงานมากถึง 83,300 อีกทั้งจากข้อมูลของ DPMA (สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าเยอรมนี) แชฟฟ์เลอร์เป็นบริษัทที่มีการพัฒนานวัตกรรมมากสุดเป็นอันดับสอง โดยมีการยื่นขอจดสิทธิบัตรไปมากกว่า 1,900  รายการในปี พ.ศ. 2563   


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดตัวแอปพลิเคชัน “HemMobile™” ยกระดับการดูแลสุขภาพและการรักษา ให้คนไทยเข้าถึง “โรคฮีโมฟีเลีย” ได้ง่ายขึ้น

“HemMobile™” (เฮ็มโมบาย) ผู้ช่วยส่วนตัวในรูปแบบดิจิทัล สำหรับผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย มาพร้อมนวัตกรรมการสื่อสารการบันทึกการมีเลือดออก การฉีดแฟคเตอร์ การนัดหมายแพทย์และกิจกรรมออกกำลังกาย พร้อมสามารถสร้างและแบ่งปันรายงานข้อมูลส่วนตัวไปยังทีมผู้ให้การรักษาแบบเรียลไทม์ เพื่อการวินิจฉัย และการรักษาอย่างถูกต้อง และเหมาะสม ถึงแม้ว่าโรคฮีโมฟีเลียในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่นวัตกรรมการดูแลรักษาได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข

นายแพทย์ฉัตรไผท มูลละ อายุรแพทย์และอายุรแพทย์โรคเลือด อาจารย์ประจำสาขาอายุรศาสตร์ทั่วไป ฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “ปัจจุบันผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) ในประเทศไทยมีประมาณ 1,800 คน ที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา แบ่งออกเป็นผู้ป่วยฮีโมฟีเลียเอ (Hemophilia A) ประมาณ 1,600 คน และผู้ป่วยฮีโมฟีเลียบี (Hemophilia B) ประมาณ 200 คน ถือเป็นอุบัติการณ์ที่น้อยกว่าต่างประเทศ (โดยประมาณคือผู้ป่วย 1 คน ต่อประชากรชาย 10,000-15,000 คน) และต่ำกว่าคาดการณ์ (ประมาณ 5,000 คน จากประชากรชายไทย 30 กว่าล้านคน) เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่มักแสดงออกในเพศชาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงจะมีเลือดออกผิดปกติตั้งแต่เด็ก แต่หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่วัยเด็กก็จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับโรคมาจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้ ทำให้ในปัจจุบันผู้ป่วยฮีโมฟีเลียจำนวน 2 ใน 3 อยู่ในวัยผู้ใหญ่ (15 ปีขึ้นไป) ส่วน 1 ใน 3 อยู่ในวัยเด็ก”

“ความรุนแรงของอาการเลือดออกผิดปกติ ทั้งในผู้ป่วยฮีโมฟีเลียเอและบี จะขึ้นอยู่กับระดับแฟคเตอร์การแข็งตัวของเลือดที่ผู้ป่วยขาดแต่กำเนิด ได้แก่ แฟคเตอร์แปด (Factor VIII) ในฮีโมฟีเลียเอ และแฟคเตอร์เก้า (Factor IX) ในฮีโมฟีเลียบี หากขาดแฟคเตอร์ในระดับที่รุนแรงมาก (น้อยว่า 1%) จะมีอาการเลือดออกผิดปกติได้ง่ายกว่าผู้ป่วยที่มีระดับแฟคเตอร์ที่สูงกว่าโดยทั่วไปสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของโรคตามระดับแฟคเตอร์ได้เป็นชนิดรุนแรงมาก (น้อยกว่า 1%) ชนิดรุนแรงปานกลาง (1%-5%) และชนิดรุนแรงน้อย (5%-40%) สำหรับผู้ไม่ได้เป็นโรคจะมีระดับแฟคเตอร์มากกว่า 40% หากเด็กแรกเกิดเป็นฮีโมฟีเลียชนิดรุนแรงมากอาจมีอาการเลือดออกผิดปกติตั้งแต่ภายหลังคลอด หรือตั้งแต่ช่วงขวบปีแรกที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข้ากล้าม หรือกำลังมีพัฒนาการการเคลื่อนไหวจะมีโอกาสกระทบกระแทก จึงเกิดจ้ำเลือด เลือดออกในข้อ หรือเลือดออกในกล้ามเนื้อแสดงให้เห็น โดยทั่วไปผู้ป่วยฮีโมฟีเลียมักมีเลือดออกในข้อ (80%) หรือกล้ามเนื้อ (10%-20%) แต่มีจำนวนน้อยที่จะมีเลือดออกในอวัยวะชั้นลึก ซึ่งส่วนใหญ่สัมพันธ์กับการเกิดภัยอันตราย”

“ฮีโมฟีเลียชนิดรุนแรงมากมักจะถูกวินิจฉัยตั้งแต่ในวัยเด็ก แตกต่างจากชนิดรุนแรงปานกลางหรือรุนแรงน้อยที่อาจมีอาการน้อยมาก เช่น มีจ้ำเลือดตามตัวง่ายเฉพาะภายหลังถูกกระแทก จึงไม่ได้ไปพบแพทย์ หรืออาจไม่มีอาการใด ๆ แต่มีโอกาสเจาะเลือดเพื่อตรวจประเมินการแข็งตัวของเลือด เช่น การตรวจก่อนการผ่าตัด จึงพบความผิดปกติ อย่างไรก็ดี เนื่องจากพยาธิกำเนิดของโรคเกิดจากร่างกายไม่สามารถสร้างแฟคเตอร์การแข็งตัวของเลือดได้ การตรวจเพื่อยืนยันวินิจฉัยจึงใช้วิธีการตรวจระดับแฟคเตอร์แปดและแฟคเตอร์เก้าในเลือด สำหรับการตรวจความผิดปกติทางพันธุกรรม ยังไม่จัดเป็นการตรวจวินิจฉัยทางคลินิกที่ทำได้ทั่วไป อาจพิจารณาส่งตรวจในบางรายเท่านั้น หลักการรักษาฮีโมฟีเลีย คือการให้แฟคเตอร์ทดแทนเข้าทางหลอดเลือด (หรือเรียกโดยทั่วไปว่าการฉีดแฟคเตอร์) ร่วมกับกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพข้อ ป้องกันการเกิดข้อติด ข้อเสื่อมสภาพ กล้ามเนื้อลีบ ที่ส่งผลให้เกิดข้อผิดรูปและข้อพิการ”

“การนำแอปพลิเคชันมาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการรักษา จะมีส่วนช่วยให้การดูแลรักษาผู้ป่วยฮีโมฟีเลียมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันโทรศัพท์มือถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของทุก ๆ คน เปรียบเทียบกับสมัยก่อน ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้บันทึกไดอารีเมื่อมีเลือดออกผิดปกติและฉีดแฟคเตอร์ทดแทน เช่น เลือดออกเมื่อไหร่ เลือดออกที่อวัยวะส่วนไหน ฉีดแฟคเตอร์ไปกี่ยูนิต เมื่อผู้ป่วยมาตรวจติดตามก็จะนำบันทึกนี้มาให้แพทย์พิจารณา ซึ่งเป็นไปได้ยากที่ผู้ป่วยทุกคนจะบันทึกได้ครบ บางครั้งอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่บันทึกไม่ได้ การนำแอปพลิเคชันมาผูกกับโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานง่ายจะทำให้ผู้ป่วยบันทึกข้อมูลเหล่านี้ได้ถูกต้องมากขึ้น แพทย์สามารถปรับการรักษาด้วยการฉีดแฟคเตอร์ได้แม่นยำ เมื่อผู้ป่วยได้รับแฟคเตอร์ป้องกันอย่างเหมาะสมและได้รับแฟคเตอร์ทดแทนเมื่อมีเลือดออกอย่างทันท่วงที จะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงผู้ไม่ได้เป็นโรค สามารถไปเรียนหนังสือและทำงานได้ ทั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจของทั้งผู้ป่วยและครอบครัว ต่อทั้งตัวโรค ภาวะเลือดออก การฉีดแฟคเตอร์ และการดูแลรักษาเมื่อเกิดเลือดออกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่อข้อและกล้ามเนื้อให้เกิดน้อยที่สุด”

พันเอก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ชาญชัย ไตรวารี หัวหน้าสาขา โลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก กอง/ภาควิชา กุมารเวชกรรม ร.พ.พระมงกุฎเกล้า/วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ให้ความคิดเห็นว่า “อุบัติการณ์โรคฮีโมฟีเลียในประเทศไทยเราพบในสัดส่วนประมาณ 1 ต่อ 20,000 ในประชากร และคาดว่าประชากร 60 ล้านคน เราจะพบผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียประมาณ 3,000-5,000 คน ปัจจุบันเรามีตัวเลขผู้ป่วยที่เป็นโรคฮีโมฟีเลียอยู่ที่ 1,600-1,800 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าประมาณการณ์ อาจจะด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง เช่น ขาดความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับโรคเลือดออกง่ายหยุดยาก ทั้งจาก บิดา มารดา ผู้ป่วย  เพราะฉะนั้นหากเราสามารถปรับองค์ความรู้ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัว รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์เกิดความเข้าใจ (awareness) เกี่ยวกับโรคนี้มากขึ้นก็จะสามารถทำให้เราเข้าถึงกลุ่มผู้ป่วยได้มากขึ้นเช่นเดียวกัน

“ภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งกระทบต่อคนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งอีกหนึ่งภาคส่วนที่ได้รับผลโดยตรง คือ สถานพยาบาลต่าง ๆ กลไกการทำงานของระบบสาธารณสุข การบริการด้านการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงตัวผู้ป่วย ในช่วงที่ผ่านมาโควิด-19 ที่ผ่านมาต่อเนื่อง ยังมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลเพื่อฉีดแฟคเตอร์ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่พ่อแม่ยังฉีดแฟคเตอร์ไม่ได้ ซึ่งในบางกรณีเรามีทีมพยาบาลไปฉีดให้กับผู้ป่วยถึงที่บ้าน ในภาวะ  โควิดกับโรคอื่น ๆ สถานการณ์อาจดูไม่ดี แต่กับผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียเองกลับเหมือนเป็นแรงผลักดันให้ผู้ปกครอง หรือตัวผู้ป่วยสามารถฉีดแฟคเตอร์ได้ด้วยตัวเองจนสำเร็จ

“ทั้งนี้ โรคฮีโมฟีเลียต้องมีความเข้าใจในการดูแลอย่างละเอียด รวมถึงความจำเป็นที่ต้องทำการบันทึกการมีเลือดออก รวมถึงประวัติการได้รับแฟคเตอร์ เพื่อประโยชน์ต่อการวางแผนการรักษาโรคอย่างต่อเนื่องซึ่งปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่นำดิจิทัลเข้ามาใช้ในชีวิตมีอยู่อย่างแพร่หลาย การเข้าถึงแอปพลิเคชันจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะผู้ป่วยฮีโมฟีเลียที่ต้องให้แฟคเตอร์อย่างสม่ำเสมอ หากมีแอปพลิเคชันมาเป็นตัวช่วยผู้ป่วย เช่น เรื่องการบันทึกการฉีดแฟคเตอร์ วัดปริมาณที่ฉีดแฟคเตอร์เข้าไป และสามารถเตือนความจำได้อีกว่าเมื่อไหร่ที่จะต้องฉีดในครั้งต่อไป ซึ่งถ้าเรามองในอีกแง่มุมหนึ่ง ผู้ป่วยฮีโมฟีเลียก็เหมือนกับคนปกติ ฉะนั้นสิ่งที่พวกเราต้องทำคือ ทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยฮีโมฟีเลียเหมือนกับคนปกติทั่วไป คือ สามารถมีกิจกรรมต่าง ๆ ได้ ออกกำลังได้ เข้าร่วมกิจกรรมในสังคมได้ และหากเขาเหล่านี้รู้ว่ากิจกรรมไหนที่ไม่ส่งผลทำให้มีเลือดออกได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็สามารถที่จะเรียนรู้ และสามารถอยู่กับโรคได้อย่างปลอดภัย”

“หากเราพูดถึงเรื่องการสร้างการรับรู้ (awareness) ในผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียในประเทศไทย มูลนิธิโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย ซึ่งเป็นองค์กรมูลนิธิที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไร มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างการรับรู้ การให้ความรู้ ความเข้าใจ ประสานงาน กับภาคของฝ่าย สปสช. ในการออกแนวทางในการให้แฟคเตอร์ หรือการรักษาผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย นอกเหนือ จากมูลนิธิ ก็จะมีชมรมผู้ป่วยฮีโมฟีเลียในประเทศไทยซึ่งเป็นชมรมที่ค่อนข้างเข้มแข็ง โดยมีกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้ป่วยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กิจกรรมพี่ช่วยน้อง พี่สอนน้อง เรื่องการใช้แฟคเตอร์ ซึ่งนับได้ว่ามีประโยชน์ต่อผู้ป่วย ครอบครัว รวมถึงผู้ดูแล เป็นอย่างมาก”  พันเอก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ชาญชัย กล่าวทิ้งท้าย

แอปพลิเคชัน “HemMobile™” (เฮ็มโมบาย) ออกแบบและพัฒนาขึ้นสำหรับผู้ป่วย หรือผู้ดูแลผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย ในรูปแบบสมุดบันทึกดิจิทัล ผู้ใช้งานสามารถบันทึกการมีเลือดออก ครอบคลุมถึงการบันทึกการให้แฟคเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว สร้างรายงานเพื่อแบ่งปันข้อมูลให้กับทีมผู้รักษาแบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งมีการแจ้งเตือนการนัดหมายและกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งนี้ “HemMobile™” ยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ และแอปพลิเคชันสุขภาพอื่น ๆ อาทิ Health และ Google Fit โดย HemMobile™ จะรวบรวมข้อมูลและกิจกรรมไว้ในที่เดียว ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “HemMobile™” เพื่อใช้งานได้ฟรีแล้ววันนี้ ที่ App Store สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS และ Google play สำหรับระบบปฏิบัติการ Android


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จับมือพีเอ็มไฮเทค รับมอบสัญญางานติดตั้งระบบควบคุมสถานีไฟฟ้าแบบอัตโนมัติรองรับเทคโนโลยี IEC 61850 จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

บริษัท พี.เอ็ม.ไฮเทค จำกัด จับมือชไนเดอร์ อิเล็คทริค ร่วมงานลงนามข้อตกลงกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในโครงการปรับปรุงระบบควบคุมสถานีไฟฟ้าแบบอัตโนมัติเพื่อให้สามารถรองรับเทคโนโลยี IEC 61850 ทั้งหมดจำนวน 2 สัญญา ซึ่งระบบควบคุมสถานีไฟฟ้าแบบอัตโนมัตินี้เป็นมาตรฐานสากลที่ออกแบบมาเพื่อรองรับระบบไฟฟ้าในสถานีไฟฟ้าย่อย เพื่อทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานกับศูนย์สั่งการ ทำงานแบบมีประสิทธิภาพสูงสุดและป้องกันความผิดพลาดในระบบไฟฟ้าซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่อาจทำให้การจ่ายกระแสไฟฟ้าขัดข้องได้ โดยมี นางวัลลภา วัฒนกุญชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.เอ็ม. ไฮเทค จำกัด และตัวแทนจากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ลงนามข้อตกลงกับนายปราโมทย์ สุดทรัพย์ รองผู้ว่าการปฏิบัติการและบำรุงรักษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันสำหรับบริษัทไฟฟ้า https://www.se.com/th/th/work/solutions/for-business/electric-utilities/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส เปิดร้านแฟรนไชส์ใหม่ 2 สาขา รับต้นปี ภาคใต้ จ.นราธิวาส และ ภาคอีสาน จ.มหาสารคาม

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าเปิดร้านแฟรนไชส์ใหม่รับต้นปี 2022 ประเดิม 2 สาขา จาก 2 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคใต้ จ.นราธิวาส และ ภาคอีสาน จ.มหาสารคาม พร้อมตอบโจทย์จัดซื้อและผู้ประกอบการท้องถิ่นแล้ววันนี้ ช้อปที่เดียวได้ของครบทุกความต้องการธุรกิจ มีสินค้าและบริการให้เลือกสรรกว่า 100,000 รายการ!
ทั้งอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โรงงาน อุปกรณ์ทำความสะอาด และอื่นๆ อีกมากมาย สามารถ ช้อปที่ร้าน หรือ โทรและไลน์สั่งซื้อ พร้อมอำนวยความสะดวกให้คุณทุกสถานการณ์  ด้วยบริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.* (ตามกำหนด)
•  สาขา ซุปเปอร์ นราธิวาส
โทร:  064-778-7154, Line: @ofmplus_supernara
เปิดบริการทุกวัน 09.00 – 18.00 น.

•  สาขา เมืองมหาสารคาม (สามแยกสมถวิล เยื้องเสริมไทยพลาซ่า)
โทร:  043-022-058, 093-146-6655 Line: @ofmplus_yrr
เปิดบริการทุกวัน 07.00 – 19.30 น.

ออฟฟิศเมท พลัส พร้อมเติบโตเคียงข้างผู้ประกอบการท้องถิ่นของไทย เปิดรับสมัคร  แฟรนไชส์ซีทุกภูมิภาคทั่วประเทศตลอดทั้งปี 2022 ให้คุณเริ่มต้นธุรกิจได้ไวใน 3 เดือน และขายสินค้าเพื่อธุรกิจอย่างครบวงจรด้วยช่องทาง Omnichannel แบบค้าปลีกมืออาชีพ #การันตีกำไร 1 แสนบาท/เดือน* (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) พูดคุยกับที่ปรึกษาแฟรนไชส์ได้ฟรี! โทร. 099-128-5000 Line: @OFM_Plus หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.ofmplus.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซินโดมเปิดตัวเครื่องสำรองไฟฟ้ารุ่น ECO ตัวล่าสุด

ซินโดมคือแบรนด์เครื่องสำรองไฟฟ้าที่ก่อตั้งเมื่อปี 2530 และยังคงผลิตอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันโดยทีมวิศวกรชาวไทยที่เชี่ยวชาญ ในการผลิตเครื่องสำรองไฟฟ้าแบบ UPS มาช้านาน ปัจจุบันทางบริษัท ซินโดม(Syndome)ได้ประกาศเปิดตัวเครื่องสำรองไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด ในรุ่น Eco ll-2200 LCD โดยเครื่องสำรองไฟฟ้ารุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินหรือไฟฟ้าดับที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและระบบ UPS คุณภาพสูง โดยผลิตภัณฑ์นี้ทางบริษัท ซินโดม (Syndome) มีจุดมุ่งหมายแก้ไขปัญหาด้านพลังงานไฟฟ้าในไทยและทั่วโลกเพราะผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีคุณสมบัติขั้นสูงที่เหมาะจะเคียงข้างผู้บริโภคในการทำงานเป็นเวลานานไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ทำงานด้าน VA หรือ Virtual assistants ด้านธุรกิจ และ องค์กรขนาดใหญ่ 

นอกจากนี้เครื่องสำรองไฟฟ้ารุ่น Eco ll-2200 LCD ยังมาพร้อมกับระบบปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติที่ช่วยในการป้องกันและรักษาอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าของผู้ใช้งานโดยระบบ UPS ทีควบคุมโดยไมโครโปรเซสเซอร์พิเศษและยังเสริมความทนทานด้วยเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์แบบฟูลบริดจ์ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็วด้วยระบบเทคโนโลยี  Super charge และพลังงานสำรองที่ยาวนานมากขึ้นด้วยหม้อแปลง Super low-Loss พร้อมทั้งเต้ารับอเนกประสงค์ที่รองรับปลั๊กทุกประเภท

Syndome ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่โดยมุ่งหวังที่จะมอบความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภคโดยสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าว่าพวกเขาจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพระดับพรีเมียมเพราะทางบริษัท ซินโดม(Syndome) ออกแบบมาเพื่อมอบความคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างสูงสุด โดยทางซินโดม (Syndome) มีเป้าหมายที่จะขจัดความกังวลที่เพิ่มขึ้นของ VA หรือ Virtual assistants ในปัญหาด้านแหล่งไฟฟ้าที่ไม่ดีจะหมดไป

ในขณะเดียวกันระบบ UPS ของ Syndome ได้รับการปรับคุณสมบัติใหม่ให้เหมาะสมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานเปรียบเสมือนผู้ช่วย โดยเฉพาะในด้าน Graphic designers, social media managers, WP image editors, Branding specialists, infographic experts และด้านอื่นๆ หรือว่าจะเป็นผู้ที่ทำงานระยะไกลและมีต้องการ ไฟฟ้าก็สามารถช่วยให้งานของพวกเขาสำเร็จได้โดยประโยชน์จากฟังก์ชั่นเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบฟังก์ชั่น หม้อแปลง Super low-Loss บนผลิตภัณฑ์ UPS ที่ออกแบบใหม่เหมาะสำหรับนักตัดต่อวิดีโอและต้องเชื่อมอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดซึ่งต้องใช้พลังงานไฟฟ้า หรือทั้งนี้เหมาะกับแอดมิน ที่ต้องมีความจำเป็นในการตอบกลับลูกค้าอยู่ตลอด รวมถึงผู้ให้บริการด้านการแปลและด้านบริการอื่นๆ

สินค้าอื่นๆของซินโดม TE-10K (10000VA/10000Watt) UPS, TE-6k (6000VA/6000Watt) UPS, Extreme 1503(1500VA/1200Watt) UPS, STAR-750 (750VA/450Watt) UPS, Radian 1500 (1500VA/900Watt) UPS, Radian 750(750VA/500Watt) UPS, and Radian 500 (500VA/300Watt) UPS.

ติดต่อ/สั่งซื้อสินค้า หรือ เยี่ยมชมเว็บไซต์

บริษัท ซินโดมอิเลคทรอนิคส์ อิดัสตรี จำกัด
คุณ กฤษณ เชิดชูวงศ์สันติ
โทร. 02-872-6900 ที่อยู่ 66 ซอยประชาอุทิศ 59 แยก 3 .ประชาอุทิศ บางมด ทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140 ประเทศไทย

เว็บไซต์ https://www.syndome.com/ 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การเติบโตของ ‘Digital Life & Commerce’ ต้องการนวัตกรรมมากขึ้นในปีนี้

โดยนายเติมศักดิ์ วีรขจรพงษ์ รองประธานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอาท์ซิสเต็มส์

การระบาดใหญ่ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะใช้เพื่อทำงานหรือเพื่อความบันเทิงหรือในเรื่องอื่น ๆ ล้วนเปลี่ยนมาอยู่บนออนไลน์ ซึ่งได้สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ  โดยเฉพาะผู้อยู่ในวงการเทคโนโลยี ข้อมูลจาก Gartner ระบุภายในปี 2567 ราว 65% ของการพัฒนาแอปพลิเคชันจะถูกพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยี Low-Code และเริ่มเห็นได้ชัดเจนว่าการพัฒนาบริการต่าง ๆ วันนี้นั้นกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบของ Low-Code

เราเห็นความท้าทายมากมายที่บริษัทต่าง ๆ ต้องเผชิญในปีที่ผ่านมา รวมถึงวิธีการปรับตัวของธุรกิจเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่เกิดขึ้นรวดเร็วอย่างที่ไม่ปรากฎมาก่อน โดยธุรกิจจะยังให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้ขับเคลื่อนกลยุทธ์ขององค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรม Digital Commerce ตามรายงานจาก Google คาดการณ์ไว้ว่า ภายในปี 2573 การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของประเทศไทยจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี  และยังเพิ่มโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ประเทศ

เอาท์ซิสเต็มส์ ผู้นำด้านแพลตฟอร์มโมเดิร์นแอปพลิเคชั่นระดับโลก เผยแนวโน้มเทคโนโลยีในปี 2565 ที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีทีมไอทีเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ ดังนี้

  • องค์กรธุรกิจจะปรับใช้แพลตฟอร์มการพัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของนักพัฒนา  ทุกวันนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีสามารถดึงดูดนักพัฒนาที่มีความรู้ความสามารถซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนน้อยให้เข้าไปทำงานได้มากกว่าบริษัทอื่น ๆ ดังนั้นองค์กรธุรกิจทั่วไปจึงจำเป็นต้องมองหาหนทางใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันโดยอาศัยบุคลากรที่มีอยู่ และหลาย ๆ องค์กรก็เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับใช้เทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการทำงานให้กับทีมงานฝ่ายพัฒนา เพื่อให้สามารถทุ่มเทเวลาและความพยายามไปกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างเต็มศักยภาพ แทนที่จะต้องวุ่นวายกับแง่มุมที่ซ้ำซากจำเจของการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยเทคโนโลยีที่ว่านี้จะรองรับงานทั่วไปที่สำคัญสำหรับการพัฒนา และมีการอัพเดตอย่างต่อเนื่องด้วยเทคโนโลยีคลาวด์รุ่นล่าสุด ทั้งยังสามารถปรับขนาดโดยอัตโนมัติ และใช้ประโยชน์จากคอนเทนเนอร์และ Kubernetes เพื่อให้ทีมงานฝ่ายพัฒนาสามารถนำเสนอสถาปัตยกรรมแอปพลิเคชั่นระดับโลก พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเพื่อตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป โดยมีความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ ทั้งยังสามารถหลีกเลี่ยงการทำงานหนักโดยไม่จำเป็น รวมไปถึงงานบำรุงรักษาที่เปล่าประโยชน์ และงานจุกจิกอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดหนี้ทางเทคนิค (Technical Debt)
  • นักพัฒนาจะมีความต้องการระบบรักษาความปลอดภัยที่เรียบง่ายและไว้ใจได้มากขึ้น
    • แม้ว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัย แต่กลับอยู่ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นในการสร้างโปรแกรมที่ปราศจากช่องโหว่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อองค์กรต่าง ๆ ถูกโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) อย่างกว้างขวางในช่วงปี 2564  แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้กระบวนการพัฒนาช้าลงอย่างมาก ทั้งยังเป็นอุปสรรคต่อการเขียนโปรแกรมที่สร้างสรรค์และแปลกใหม่ ขณะที่บริษัทต่าง ๆ ต้องการให้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเองมีระดับความปลอดภัยและความสอดคล้องตามกฎระเบียบเทียบเท่ากับ SaaS  ด้วยเหตุนี้ นักพัฒนาจึงต้องการเครื่องมือด้านการพัฒนาที่ไว้ใจได้เพื่อรับมือกับช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น รวมไปถึงแพลตฟอร์มการพัฒนาที่รวมความปลอดภัยไว้ภายในสแต็กของเทคโนโลยีแอปพลิเคชั่น และปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นตามสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
  • มุ่งเน้นความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการอยู่ร่วมกัน (Diversity, Equity and Inclusion – DEI) มากขึ้นสำหรับนักพัฒนา
    • องค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงเทคโนโลยี มีการพูดถึงประเด็นเรื่องความหลากหลายตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา และมีการดำเนินการที่ประสบความสำเร็จในระดับที่แตกต่างกันไป  และในช่วงปี 2565 ผู้บริหารฝ่ายไอทีมีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายในเรื่องความหลากหลาย ความเสมอภาค และการอยู่ร่วมกัน ในส่วนที่เกี่ยวกับบุคลากรที่เป็นนักพัฒนา  ทั้งนี้เนื่องจากนักพัฒนามีหน้าที่แก้ไขปัญหาบางอย่างที่ซับซ้อนที่สุดในโลก ดังนั้นบริษัทจึงต้องตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการสรรหาบุคลากรเพื่อให้มีการรับสมัครและว่าจ้างบุคลากรที่มีความหลากหลายมากขึ้นสำหรับฝ่ายไอที  เอาต์ซิสเต็มส์มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการเติบโตของนักพัฒนาจากชุมชนที่หลากหลายสำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยได้ร่วมมือกับหลาย ๆ องค์กร เช่น Women Who Code, Blacks in Technology Foundation และ Australian Computer Society
  • ความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับ DevSecOps ในการกระตุ้นการปรับใช้แพลตฟอร์มพัฒนาแอปพลิเคชั่น
    • ข้อกังวลใจหลักสำหรับผู้บริหารที่กำกับดูแลทีมงานฝ่ายไอทีและฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์จะยังคงเป็นเรื่องความสามารถของระบบรักษาความปลอดภัยขององค์กรในการรับมือกับความเสี่ยงทางธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก  การโจมตีของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่เพิ่มมากขึ้น การปราศจากขอบเขตที่ชัดเจนสำหรับข้อมูลขององค์กร และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการเขียนโปรแกรมโดยผู้ใช้งานทั่วไป (Citizen Developer) ส่งผลให้ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ถูกคุกคามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  ผู้บริหารฝ่ายรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ (CISO) และผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศ (CIO) จึงหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ดิจิทัลรูปแบบใหม่บนแพลตฟอร์มที่สามารถจัดการทุกขั้นตอนของการพัฒนาและส่งมอบแอปพลิเคชั่นอย่างเป็นระบบ แทนที่จะพึ่งพาการทำงานที่ไม่เป็นระบบของทีมงานต่าง ๆ ซึ่งมีระดับความรู้และทักษะที่แตกต่างกันสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ปลอดภัย
  • การใช้ DesignOps และระบบตรวจสอบเพิ่มขึ้นสำหรับแอปพลิเคชั่นที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย
    • ปี 2565 นับเป็นครั้งแรกที่งบประมาณด้านไอทีและการพัฒนาแอปพลิเคชั่นจะสะท้อนการทำงานในรูปแบบไฮบริด เนื่องจากประสบการณ์ของพนักงานและคู่ค้ามีความสำคัญเทียบเท่ากับประสบการณ์ของลูกค้าสำหรับการใช้งานแอปพลิเคชั่นในเชิงลึก ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ  ด้วยเครื่องมือใหม่ ๆ ที่ช่วยให้สามารถทำการบูรณาการในระดับที่ลึกขึ้นระหว่างการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และการพัฒนาแอปพลิเคชั่นส่วนหน้า (Front End) จึงมีแนวทางใหม่ ๆ สำหรับ DesignOps ซึ่งจะช่วยผลักดันการใช้แอปพลิเคชั่นอย่างแพร่หลายมากขึ้น  นอกจากนี้ ยังมีระบบตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ใช้ รวมไปถึงการรองรับมาตรฐานเปิด เช่น Open Telemetry ซึ่งช่วยให้ทีมงานฝ่ายผลิตภัณฑ์ดิจิทัลสามารถยกระดับการใช้งานของผู้ใช้ได้ง่ายดายมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
  • การจัดการทีมงานฝ่ายพัฒนาที่แยกกระจัดกระจายโดยใช้โมเดิร์นแพลตฟอร์ม
    • ทีมงานฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น เช่น การลาออกของพนักงานจำนวนมาก ขณะที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ก็ต้องทำงานในลักษณะที่แยกกระจัดกระจายมากขึ้น และมีการหลบเลี่ยงมาตรการควบคุมในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความยากลำบากมากขึ้นในการแนะแนว ฝึกสอน กำกับดูแล หรือแม้กระทั่งตรวจสอบคุณภาพและผลการปฏิบัติงานของทีมงานและพนักงานแต่ละคน  ผู้บริหารฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ต้องรับมือกับปัญหาท้าทายในเรื่องของความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการกำกับดูแลบุคลากรที่ไม่เคยพบปะกันเป็นการส่วนตัว  หน่วยงาน ผู้จัดการ และแม้กระทั่งพนักงานในฝ่าย CI/CD จึงต้องการที่จะทำงานบนแพลตฟอร์มที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบทุกแง่มุมและทุกขั้นตอนของการพัฒนาอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่งานที่ทำเสร็จไปจนถึงเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยที่ถูกนำมาใช้  เนื่องจากฟีเจอร์จำนวนมากเหล่านี้พร้อมใช้งานอยู่แล้วในแพลตฟอร์มการพัฒนาโมเดิร์นแอปพลิเคชั่น ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าจะมีการปรับใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น เมื่อเทียบกับการพัฒนาแบบเดิม ๆ โดยใช้ชุดเครื่องมือการพัฒนาที่แยกเป็นส่วนเล็กส่วนน้อย ซึ่งมักจะประกอบด้วยเครื่องมือโอเพ่นซอร์สที่ไม่เชื่อมต่อกัน และขาดแนวทางการจัดการองค์รวมอย่างรอบด้าน
  • การใช้สถาปัตยกรรมคลาวด์เนทีฟในระดับที่ลึกขึ้นสำหรับระบบงานที่องค์กรพัฒนาเอง
    • การตัดสินใจเลือกระหว่าง “สร้างหรือซื้อ” กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่องค์กร “ปล่อยให้ผู้ใช้ซื้อบริการซอฟต์แวร์ SaaS ที่ตนเองต้องการ” ทั้งนี้เพราะการใช้ SaaS เพิ่มมากขึ้นนอกจากจะสิ้นเปลืองงบประมาณทางด้านธุรกิจแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดหนี้ทางเทคนิคในอีกรูปแบบหนึ่งด้วยเช่นกัน โดยเป็นผลมาจากความยุ่งยากซับซ้อนในการบูรณาการระบบต่าง ๆ หลายร้อยระบบเข้าด้วยกัน  ในการฟื้นฟูความคล่องตัวให้กับธุรกิจด้วยระบบที่เหมาะกับงานที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งจะรองรับการใช้งานของพนักงาน คู่ค้า และลูกค้า จำเป็นที่จะต้องปรับใช้แพลตฟอร์มการพัฒนาแอปพลิเคชั่นแบบคลาวด์เนทีฟที่ปรับขนาดได้อย่างเหมาะสม รองรับการใช้งานในลักษณะกระจัดกระจาย และช่วยให้สามารถสร้างแอปพลิเคชั่นประดับองค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน

 บริการคลาวด์คอมพิวติ้งจากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จากที่เมื่อก่อนนี้ประมาณ 5 ปีที่แล้ว มีการนำเสนอบริการเพียงแค่ 20 บริการเท่านั้น แต่ปัจจุบันผู้ให้บริการ IaaS หนึ่งรายนำเสนอบริการเว็บและบริการที่แปลกใหม่เกือบ 250 บริการเลยทีเดียว ซึ่งสร้างความหนักใจให้กับนักพัฒนาในองค์กรธุรกิจทั่วไปที่จะต้องสร้างแอปพลิเคชั่นแบบคลาวด์เนทีฟ  ด้วยเหตุนี้ เพื่อเอาชนะปัญหาท้าทายดังกล่าว จึงต้องมีการปรับใช้แพลตฟอร์มการพัฒนาแบบคลาวด์เนทีฟ และ IDE ที่ใช้เบราว์เซอร์ ซึ่งจะช่วยให้ทีมงานฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์สามารถโฟกัสไปที่การจัดการผลิตภัณฑ์ดิจิทัลเพื่อเพิ่มมูลค่า แทนที่จะต้องวุ่นวายอยู่กับการจัดการโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านซอฟต์แวร์  แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน OutSystems ประกอบด้วยเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมต่อกันและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนภายในองค์กร  ด้วย Community member กว่า 435,000 ราย พนักงานมากกว่า 1,500 คน พันธมิตรกว่า 350 ราย และลูกค้าหลายพันรายใน 87 ประเทศ ใน 22 กลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจของเอาท์ซิสเต็มส์ครอบคลุมทั่วโลก และช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.outsystems.com หรือติดตามเราบน Twitter @OutSystems หรือ LinkedIn ที่ https://www.linkedin.com/company/outsystems


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผลวิจัย IBM และ NRF เผยค้าปลีกปรับตัวรับพฤติกรรม ‘ไฮบริดช็อปปิ้ง’ ชี้ผู้บริโภคห่วงผลกระทบสิ่งแวดล้อม

สถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม (NYSE:IBM) ร่วมกับสหพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติ ซึ่งเป็นสมาคมการค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้เผยแพร่ผลการศึกษาระดับโลกครั้งที่สอง* ที่มีชื่อว่า “Consumers want it all” เผยให้เห็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค ในการให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และแนวทางการช็อปปิ้งที่กระจายผ่านหลายช่องทาง ทั้งดิจิทัล การซื้อของที่ร้านค้า และการซื้อผ่านโทรศัพท์มือถือ
ผลการศึกษาผู้บริโภคกว่า 19,000 รายทั่วโลกครั้งนี้ แสดงให้เห็นแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นของไฮบริดช็อปปิ้ง ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการซื้อของผ่านหน้าร้านและช่องทางดิจิทัล โดยพฤติกรรมการช็อปปิ้งภายใต้ข้อจำกัดในช่วงการแพร่ระบาด ได้นำสู่กิจวัตรใหม่ที่ผู้บริโภคคุ้นชิน ดังนั้น ธุรกิจค้าปลีกจึงต้องเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองลูกค้าไม่ว่าผ่านช่องทางไหน โดยผสานรวมประสบการณ์ดิจิทัลและการขายที่ร้านค้าเข้าด้วยกั
  • ผู้บริโภคที่สำรวจ 72% ระบุว่าพวกเขาใช้ร้านค้าเป็นช่องทางหลักทั้งหมดหรือบางส่วนในการซื้อสินค้า
  • เหตุผลหลักที่กลุ่มที่สำรวจเลือกไปซื้อของที่ร้านค้า เพราะต้องการสัมผัสและชมสินค้าจริงก่อนซื้อ (50%) ต้องการหยิบดูและเลือกผลิตภัณฑ์เอง (47%) และต้องการรับสินค้าทันที (43%) แม้ว่าสิ่งที่ผู้ซื้อในร้านค้ามองหาจะมีความแตกต่างกันไปตามหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์
  • ผู้บริโภค 27% เลือกการช็อปปิ้งแบบไฮบริด โดยผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ที่สำรวจ มีแนวโน้มที่จะเป็น “นักช็อปแบบไฮบริด” มากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่นๆ
การศึกษายังแสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ความยั่งยืนมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและความชอบที่มีต่อแบรนด์
  • ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม เลือกผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์โดยพิจารณาจากคุณค่าที่ตนให้ความสำคัญ เช่น ความยั่งยืน โดยกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด (44%) จากทั้งหมดที่สำรวจ
  • 62% ของผู้บริโภคที่สำรวจ เต็มใจที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของตน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเพิ่มขึ้นจาก 57% เมื่อสองปีก่อน
  • ครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคสำรวจ เต็มใจจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อแลกกับความยั่งยืน โดยจ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 70% และเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับเมื่อปี 2563
  • อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างระหว่างสิ่งที่ผู้บริโภคตั้งใจจะทำ และสิ่งที่ลงมือทำจริง เนื่องจากมีผู้บริโภคที่สำรวจเพียง 31% เท่านั้นที่ระบุว่าในการซื้อของครั้งล่าสุด ของส่วนใหญ่ที่ซื้อเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างความยั่งยืน
“แม้ผู้บริโภคจะยังคงให้คุณค่ากับประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ร้านค้าแบบเดิม แต่วันนี้ ผู้บริโภคเริ่มคาดหวังที่จะได้รับความยืดหยุ่นในการเลือกสร้างแนวทางการช็อปปิ้งในแบบฉบับของตน ตามรูปแบบพฤติกรรมในช่วงอายุตน ช่องทางและอุปกรณ์ที่ตนใช้ และหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ที่ตนต้องการซื้อ” นายมาร์ค แมทธิวส์ รองประธานฝ่ายวิจัยพัฒนาและวิเคราะห์อุตสาหกรรมของสหพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติ กล่าว “แนวทางแบบ ‘ไฮบริด’ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคครั้งสำคัญ”
“ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา ความยั่งยืนเข้ามามีความสำคัญต่อผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะยังคงมีช่องว่างระหว่างสิ่งที่ผู้บริโภคตั้งใจทำ กับสิ่งที่พวกเขาทำจริง โดยมีสาเหตุมาจากการขาดข้อมูลในระหว่างกระบวนการซื้อ จึงถือเป็นความจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ที่แบรนด์ค้าปลีกจะต้องแสดงทางเลือกและตัวเลือกที่ยั่งยืนในแต่ละช่วงประสบการณ์ของลูกค้า วันนี้ การช็อปปิ้งแบบไฮบริดได้เข้ามายึดครองตลาดในเกือบทุกหมวดหมู่ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนและเครื่องแต่งกาย” นายลุค ไนอาซี Global Managing Director ของ IBM Consumer Industries กล่าว
“แม้จะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ผลวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำต่างๆ กำลังเร่งเครื่องทรานส์ฟอร์มรูปแบบการดำเนินงาน การสร้างประสบการณ์ลูกค้า และระบบซัพพลายเชนของตน ด้วยเทคโนโลยีอย่างเอไอ ไฮบริดคลาวด์ และบล็อกเชน เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า” นายลุค เสริ
Exit mobile version