Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CADT DPU ประกาศพร้อมเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน ทั้ง Reskill, Upskill และ Recurrent มุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ล่าสุดเปิดหลักสูตร AVSEC สร้างความตระหนักในความปลอดภัยด้านการบินพร้อมประกาศนียบัตรจาก IATA

น.ต.ดร.วัฒนา มานนท์ คณบดีวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPเปิดเผยว่า นอกจากการเป็นสถาบันการศึกษาที่พัฒนาความรู้ความสามารถในวิชาชีพด้านการบินให้กับนักศึกษาแล้ว วิทยาลัยฯได้เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆทั้งเพื่อการเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มทำงานในสายอาชีพด้านการบิน การเพิ่มพูนทักษะ รวมถึงเพื่อการพัฒนาทักษะในการทำงานของตนเองในอนาคต  ปัจจุบัน CADT และ สถาบันการบิน มธบ. (DPU Aviation Academy : DAA) ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมที่ได้การรับรองจากสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (The International Air Transport Association  : IATA) ได้เปิดอบรมหลากหลายหลักสูตรการบิน เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการบินทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชน ในการ Reskill, Upskill และ Recurrent โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning)

ทั้งนี้ ในส่วนของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นักศึกษาปีที่ 4 หรือ ศิษย์เก่าทุกคณะที่สำเร็จการศึกษาแล้วไม่เกิน 1ปี ที่มีความสนใจสานฝันในสายอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสามารถสมัครเข้ารับการทดสอบ  เพื่อรับประกาศนียบัตรวิชาชีพการบิน สาขาต้อนรับบนเครื่องบิน อาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน(ชั้น4) โดยได้จัดทำความร่วมมือกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์กรมหาชน) หรือ TPQI เพื่อเป็นศูนย์ทดสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ที่เน้นในด้านทักษะการดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสาร การบริการผู้โดยสาร รวมถึงการป้องกันและแก้ปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉินผ่านการใช้อุปกรณ์จริงบนเครื่องบินจริงที่ปลดประจำการแล้ว

น.ต.ดร.วัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับบุคลากรด้านการบินที่สนใจพัฒนาความรู้ความสามารถด้านการบิน สถาบันการบิน มธบ. (DAA) ได้เปิดหลักสูตรฝึกอบรมด้านการบิน ทั้งการเรียนแบบ Classroom และ Online ตามมาตรฐานสากลที่เน้นพัฒนาความรู้ทักษะและตอบโจทย์ในการปฏิบัติงานในโลกยุคปัจจุบัน พร้อมรับประกาศนียบัตรจากIATAเมื่อสอบผ่าน ซึ่งในส่วนนี้จะสามารถรองรับบริษัทในอุตสาหกรรมการบินทั้งภาครัฐและเอกชนที่ไม่สามารถเดินทางไปฝึกอบรมในต่างประเทศได้ โดยผู้เข้าอบรมจะได้ใบรับรองหรือประกาศนียบัตรที่เทียบเท่ากับการฝึกอบรมต่างประเทศในระดับสากล

ปัจจุบัน DAA มีหลากหลายหลักสูตรที่เป็นของ IATA เองและหลักสูตรที่วิทยาลัยฯ พัฒนาขึ้น เพื่อตอบรับความต้องการของหน่วยงานต่างๆ ในอุตสาหกรรมการบิน โดยหน่วยงานที่เข้ารับบริการอบรมจาก DAA จะมีทั้งในส่วนของสายการบิน เช่น สายการบินนกแอร์, สายการบิน Thai Lion Air, สายการบิน MJETS, สายการบิน Air Asia หรือในส่วนของภาครัฐ เช่น สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กรมท่าอากาศยาน หรือไปรษณีย์ไทย รวมถึงในส่วนของภาคเอกชน เช่น บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัท Airbus จำกัด บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Cargo และ Logistics ต่างๆ หรือแม้แต่บริษัทที่ดูแลด้านการรักษาความปลอดภัย ด้านการบินในสนามบิน  รวมไปถึง มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ที่เปิดหลักสูตรด้านการบิน เป็นต้น  โดยประกาศนียบัตรของเราสามารถเพิ่มคะแนน SAR (Self Assessment Report )   ของอาจารย์ได้ด้วย

น.ต.ดร.วัฒนา กล่าวด้วยว่า  CADT DPU  มีพันธมิตรในอุตสาหกรรมการบินอีกมากมาย จึงนับเป็น Instructor Pool ด้านการบิน และหลักสูตรของ DAA จะได้รับการอบรมโดยวิทยากรที่ได้รับการรับรองในระดับสากล สำหรับหลักสูตรของ IATA ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ Aviation Security Awareness (AVSEC) หลักสูตรที่สร้างความตระหนักด้านการรักษาความปลอดภัยแก่ผู้ปฏิบัติงานด้านการบิน  เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญและผลกระทบของการรักษาความปลอดภัยต่อการปฏิบัติงาน ในปีนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 9-13 พฤษภาคม 2565 เวลา 09.00-16.00 น. ณ สถาบันการบิน มธบ. โดยผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรจาก IATA

สำหรับท่านที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถาบันการบิน มธบ. (DAA) โทร. 061-863-7991 หรือ Line: @daa_dpu เว็บไซต์ www.daatrainin.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไอบีเอ็มมุ่งเป้าแรนซัมแวร์และภัยไซเบอร์ ส่ง Flash Storage รุ่นใหม่ช่วยองค์กรรับมือ-เร่งกู้ข้อมูล

ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) เปิดตัว IBM FlashSystem Cyber Vault เพื่อช่วยองค์กรตรวจจับแรนซัมแวร์และการโจมตีทางไซเบอร์รูปแบบต่างๆ พร้อมกู้ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วหลังการถูกโจมตี พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัวสตอเรจ FlashSystem โมเดลใหม่ บนพื้นฐานของ IBM Spectrum Virtualize ที่สร้างสภาพแวดล้อมสำหรับการดำเนินงานแบบหนึ่งเดียวและมีการทำงานอย่างคงที่สม่ำเสมอ ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นฟื้นตัวเร็วและประสิทธิภาพการทำงานของแอพพลิเคชันภายใต้สภาพแวดล้อมแบบไฮบริดคลาวด์
จากผลการศึกษา IBM Cyber Resilient Organization 46% ของกลุ่มที่สำรวจระบุว่าเคยถูกโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ในช่วงสองปีที่ผ่านมา1 โดยการโจมตีทางไซเบอร์ที่เติบโตต่อเนื่อง และระยะเวลาเฉลี่ยในการกู้คืนระบบที่นานหลายวันหรือบางครั้งหลายสัปดาห์2 ทำให้คาดเดาไม่ได้ว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับธุรกิจและชื่อเสียงองค์กรนั้นจะมากแค่ไหน แม้ว่าองค์กรจะมีกลยุทธ์ในการป้องกันและตรวจจับอยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องพร้อมที่จะกู้คืนระบบปฏิบัติการในเวลาอันสั้นเพื่อลดการสูญเสียของธุรกิจและค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ตอบโจทย์ความจำเป็นด้าน Cyber Resiliency
IBM FlashSystem Cyber Vault ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการกู้คืนระบบหลังจากที่ถูกโจมตี และลดเวลาโดยรวมในการกู้คืนระบบลง3 โดยระบบจะมอนิเตอร์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อเร่งการฟื้นระบบในจุดที่ได้รับการตรวจสอบแล้วว่าเรียกคืนข้อมูลได้ ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถกู้คืนสำเนาข้อมูลทั้งหมดได้เร็วขึ้
“วันนี้องค์กรอยู่ท่ามกลางภัยคุกคามไซเบอร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการคาดการณ์และเตรียมพร้อมต่อการโจมตีทางไซเบอร์ นอกเหนือจากการพยายามเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจในการดำเนินงานในแต่ละวัน” นายเดนิส เคนเนลลี กรรมการผู้จัดการของ IBM Storage กล่าวว่า “IBM FlashSystem Cyber Vault และสตอเรจ FlashSystem ที่ก้าวล้ำที่สุดของเราได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะให้ตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระดับที่จำเป็นสำหรับองค์กรที่ใช้ไฮบริดคลาวด์”
ในสถานการณ์ท้าทายด้านความปลอดภัยในปัจจุบัน องค์กรต่างมองหาแนวทางที่ครอบคลุมเพื่อสร้างความยืดหยุ่นฟื้นตัวไวในการต่อกรกับภัยไซเบอร์ ด้วยโซลูชันที่ทั้งสามารถป้องกันการโจมตี รวมถึงช่วยกู้ข้อมูลหลังถูกโจมตีได้ด้วย โซลูชัน IBM FlashSystem Cyber Vault จึงเป็นส่วนเสริมให้กับ IBM Safeguarded Copy ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ IBM FlashSystem โดย FlashSystem Cyber Vault จะสามารถสแกนสำเนาข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นโดย Safeguarded Copy ได้โดยอัตโนมัติ เพื่อค้นหาสัญญาณความเสียหายของข้อมูลที่เกิดจากมัลแวร์หรือแรนซัมแวร์ การสแกนนี้มีวัตถุประสงค์สองประการ หนึ่งคือสามารถช่วยระบุการโจมตีโดยแรนซัมแวร์แบบคลาสสิกได้อย่างรวดเร็วเมื่อเริ่มมีการโจมตีเกิดขึ้น และสองคือได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยระบุว่าสำเนาข้อมูลชุดใดที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตี เหล่านี้จะช่วยให้องค์กรรสามารถตรวจพบได้อย่างรวดเร็วว่ามีการโจมตีเกิดขึ้น และกู้คืนสำเนาข้อมูลที่สมบูรณ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
“เห็นได้ชัดว่า Cyber Resilience เป็นเรื่องที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับลูกค้าของเรา” นายเดวิด แชนเซลเลอร์ ผู้อำนวยการ Enterprise Systems ของ Gulf Business Machinesซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของไอบีเอ็ม กล่าว “ลูกค้าของเรากำลังมองหาวิธีในการเตรียมตัวที่ดียิ่งขึ้น เพื่อให้พร้อมสำหรับการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้น และ IBM Cyber Vault ก็เป็นตัวเลือกในอุดมคติ เพราะผลิตภัณฑ์นี้ไม่เพียงแต่ได้รับการออกแบบมาให้เสริมศักยภาพของFlashSystem ได้อย่างอย่างง่ายดาย แต่ยังสามารถช่วยลดเวลาการฟื้นระบบ และนี่คือสิ่งที่ทีมงานด้าน Cyber Resilience ต่างต้องการเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้”
IBM FlashSystem สมรรถนะสูงที่รองรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ Multi-Engine ขนาดใหญ่ และติดสปีดให้กับโครงการไฮบริดคลาวด์
IBM FlashSystem มอบประสิทธิภาพและความจุที่สเกลเพิ่มได้ (1PBe ต่อแร็ค) จึงตอบสนองความต้องการด้านสมรรถนะสำหรับเวิร์คโหลดการปฏิบัติงานที่สำคัญโดยไม่กระทบต่อเป้าหมายด้านประสิทธิภาพ IBM FlashSystem ได้รับการออกแบบบนสถาปัตยกรรมหนึ่งเดียวที่มีสภาพแวดล้อมการทำงานร่วมกัน จึงเป็นแพลตฟอร์มสตอเรจแบบไฮบริดคลาวด์ในแบบ edge-to-core-to-cloud ให้กับลูกค้าได้
ตอบโจทย์ความต้องการด้านประสิทธิภาพของเวิร์คโหลดที่มีกรอบด้านเวลา
การใช้ตัวควบคุมมัลติคอร์และสถาปัตยกรรมสตอเรจเชิงคำนวณของพอร์ตโฟลิโอ IBM FlashSystem เป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดของปริมาณงานที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลได้ในช่วงเวลาหนึ่ง (throughput) และเวลาแฝง พร้อมกับมอบความยืดหยุ่นฟื้นตัวไวระดับองค์กรสำหรับเวิร์คโหลดการปฏิบัติงานที่สำคัญ
  • ลดข้อจำกัดด้านทรัพยากรของดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยการผนวกรวมเวิร์คโหลด: Flash System 9500 สร้างขึ้นมาสำหรับองค์กรที่กำลังเติบโตซึ่งต้องการความสามารถและความยืดหยุ่นสูงสุด พร้อมนำเสนอประสิทธิภาพสูงสุดสองเท่า4 รวมถึงการเชื่อมต่อ แฟลชไดรฟ์ NVMe และแคชของFlashSystem 9200 ที่เพิ่มขึ้นสูงสุด 50% (3TB) โดยรองรับความจุที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 4.5PB ต่อตู้ควบคุมหนึ่งตู้5,6 
  • ย้ายไปยังไฮบริดคลาวด์อย่างมีวัตถุประสงค์: เมื่อใช้ IBM’s Spectrum Virtualize และ Spectrum Virtualize for Public Cloud ลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมการดำเนินงานของสตอเรจของไอบีเอ็ม ที่มีชุดบริการข้อมูลและความสามารถในการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกันด้วยโมเดลการใช้งานที่เหมือนคลาวด์ ที่เอ็ดจ์ของดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งในระบบขององค์กรเอง และบนแพลตฟอร์มคลาวด์สาธารณะ นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถนำสตอเรจแบบเลกาซีดั้งเดิมจากเวนเดอร์รายอื่นมาใช้ใหม่ โดยเวอร์ชวลไลซ์หลัง SAN Volume Controller ของไอบีเอ็ม เพื่อขยายบริการข้อมูลและการดำเนินงานเดียวกันไปยังระบบไอทีที่ได้ลงทุนไว้แล้ว
  • รักษาประสิทธิภาพของดาต้าเซ็นเตอร์: ธุรกิจในวันนี้กำลังเผชิญกับแรงกดดันที่บีบให้ต้องออโตเมทส่วนงานต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยสภาพแวดล้อมการทำงานหนึ่งเดียวของ IBM Spectrum Virtualize ที่สตอเรจ IBM Flash System ใช้เป็นรากฐานนั้น สามารถช่วยทำให้การดำเนินงานง่ายขึ้น และทำให้การจัดการข้อมูลเป็นไปแบบอัตโนมัติ
การสนับสนุนทางเทคนิคที่ง่ายและเป็นมาตรฐาน
IBM Storage Expert Care นำเสนอบริการที่ยืดหยุ่นและปรับเป็นพิเศษสำหรับการบำรุงรักษาIBM Flash System โดยลูกค้าสามารถเลือกระดับ Basic, Advanced หรือ Premium ณ​ ตอนที่ซื้อ IBM Flash System 7300 หรือ 9500 ซึ่งจะช่วยลดปัญหาจากช่วงเวลาที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าและขณะเดียวกันก็ปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีให้เหมาะสม ช่วยให้เจ้าหน้าที่ไอทีหันไปมุ่งเน้นที่ภารกิจสำคัญอื่นๆ ได้แทน
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ https://www.ibm.com/storage
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่นเสริมความปลอดภัยให้การทำงานแบบ Hybrid Work ด้วยโซลูชันจากซิสโก้

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี ได้เลือกระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อใช้งานในองค์กรจากซิสโก้ เข้ามาเสริมเกราะการรักษาความปลอดภัย สร้างความแข็งแกร่งจากภายในสู่ภายนอก ให้พนักงานทำงานได้อย่างปลอดภัยไม่ว่าจะอยู่ใน หรือนอกองค์กร

เมื่อโลกธุรกิจจำเป็นต้องเปลี่ยนสู่การทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา เมื่อนั้นพรมแดนการใช้งาน และเข้าถึงทรัพยากรไอทีก็ไม่ได้จำกัดอยู่ในออฟฟิศอีกต่อไป  เพราะพนักงานบางส่วนต้องทำงานจากที่บ้าน หรือทำงานจากนอกสถานที่ คำถามคือ องค์กรจะขยายขอบเขตการรักษาความปลอดภัยทางไอทีจากภายในองค์กรไปสู่บ้าน ร้านกาแฟ หรือสถานที่ใดก็ตามที่พนักงานนั่งทำงานอยู่ได้อย่างไร และสิ่งที่ตามมานั้น ก็คือความท้าทายด้านระบบรักษาความปลอดภัยที่หลายองค์กรต้องเผชิญ

“เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น ก็เช่นเดียวกัน ทางเราสั่งสมประสบการณ์ และให้ความช่วยเหลือลูกค้าเพื่อแก้ปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์มาอย่างยาวนาน ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องเลือกระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อใช้งานในองค์กร เราจึงต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุด” นายเชิงชาย มะลิหอม ตำแหน่ง Security Specialist Presales บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว และเพื่อรักษาความปลอดภัยในการทำงานภายใต้สภาพแวดล้อม Hybrid Working เมโทรซิสเต็มส์ฯ ได้เลือกใช้ 3 ผลิตภัณฑ์จากซิสโก้ ได้แก่

  1. 1.Cisco DUOเพื่อระบุตัวตนผู้ใช้และอุปกรณ์ ไม่ว่าจะทำงานจากที่ใด
  2. 2.Cisco Secure Emailเพื่อตรวจสอบและคัดกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่แฝงตัวมากับอีเมล
  3. 3.Cisco Umbrellaเพื่อเป็นด่านแรกของการปกป้องพนักงานจากทุกที่ทุกเวลา สกัดทุกภัยคุกคามตั้งแต่อยู่บนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะใช้แอปพลิเคชัน หรืออุปกรณ์ใดในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

การเลือกโซลูชันเหล่านี้มาใช้งานไม่เพียงช่วยรักษาความปลอดภัยให้แก่สภาพแวดล้อมการทำงานแบบ Hybrid เท่านั้น แต่จะเป็นความเชื่อมั่นที่เมโทรซิสเต็มส์ฯ มีในผลิตภัณฑ์จากซิสโก้ และพร้อมที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ช่วยลูกค้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี สร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง เพื่อพร้อมรับมือกับทุกภัยคุกคามในโลกดิจิทัล

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ คุณครองขวัญ สมานุหัตถ์ (Cisco Product Manager) โทร.02-0894432 email: krongsam@metrosystems.co.th Website : https://www.metrosystems.co.th/  FB : https://www.facebook.com/metrosystemscorp/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

6 ความท้าทายด้านเทคโนโลยีที่ขัดขวางการสร้างสรรค์นวัตกรรม

โดย นายเติมศักดิ์ วีรขจรพงษ์ รองประธานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอาท์ซิสเต็มส์

สถานการณ์ที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2563 ชี้ให้เห็นว่าบริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวและสร้างสรรค์นวัตกรรม ภายในเวลาอันรวดเร็วและครอบคลุม เพื่อที่จะให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดและประสบความสำเร็จในโลกยุคนี้  และที่แน่ ๆ คือ เรื่องนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่คนในแวดวงธุรกิจแต่อย่างใด กล่าวคือ จากผลการศึกษาของ McKinsey เมื่อปี 2561 พบว่า มีบริษัทเพียง 8% เท่านั้นที่เชื่อว่าโมเดลธุรกิจของตนเองจะยังคงสามารถใช้การได้ดีในแง่เศรษฐศาสตร์ในระยะยาวจนถึงช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในรอบถัดไป

แต่ข่าวที่ไม่ค่อยดีก็คือ ถึงแม้ว่าปี 2564 ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันครั้งใหญ่เกิดขึ้นต่อวงการธุรกิจ แต่ก็มีปัญหาท้าทายใหม่ทางด้านเทคโนโลยีบางประการที่จำเป็นจะต้องหยิบยกมาพิจารณา

เราสำรวจปัญหาท้าทายด้านเทคโนโลยี 6 ข้อที่ผู้บริหารจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาและประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัล หรือการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation)

1. การพัฒนาCustom Code ถือเป็นเรื่องยาก

ปัจจุบัน โครงการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นส่วนใหญ่ใช้โค้ดที่พัฒนาขึ้นเอง หรือ Custom Code แต่การเขียนโค้ดประเภทนี้กลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นกว่าในอดีต และสุดท้ายแล้วโครงการจำนวนมากก็ต้องล้มเหลวเนื่องจากเหตุผลจากการพัฒนาด้วย Custom Code นี้ ส่วนสาเหตุที่ทำให้การเขียน Custom Code เป็นเรื่องยากมีหลายสาเหตุ เช่น:

  • เทคโนโลยีมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ต้องมีการเขียนโค้ดเพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • ทุกวันนี้ นักพัฒนาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการจัดการและดูแลรักษาโค้ดที่มีอยู่ จนแทบไม่มีเวลาเหลือสำหรับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
  • การตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานที่ไม่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชั่นการทำงานโดยตรง เช่น การรักษาความปลอดภัย กลายเป็นเรื่องยากมากขึ้น  ถ้าคุณลองดูข้อซักถามของนักวิเคราะห์ระบบ คุณก็จะพบว่าปัญหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของวิธีการจัดการเรื่องของความปลอดภัย
  • การขาดแคลนบุคลากรด้านการพัฒนา ซึ่งนำไปสู่ปัญหาท้าทายถัดไป

2. ช่องว่างด้านทักษะ

เป็นเรื่องยากที่จะสรรหานักพัฒนาให้เพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามที่บริษัทต้องการ  จากรายงาน Speed of Change: How Fast Are You ระบุว่า บริษัทส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะมีการพัฒนาทางด้านดิจิทัลและความคล่องตัวในระดับใดก็ตาม ล้วนประสบปัญหาขาดแคลนทักษะและบุคลากร ซึ่งเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการปรับใช้สถาปัตยกรรมไอทีที่ทันสมัยภายในเวลาอันรวดเร็ว จึงไม่สามารถเพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจได้อย่างที่ควรจะเป็น

แม้กระทั่งบริษัทชั้นนำในซิลิคอนวัลเลย์ก็ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับการว่าจ้างนักพัฒนาภายในกรอบเวลาที่รวดเร็ว  และปัญหานี้ก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีกสำหรับบริษัทที่ไม่น่าดึงดูดใจในสายตาของนักพัฒนา

3. เทคโนโลยีที่แยกเป็นส่วน ๆ ไม่เชื่อมต่อกันภายในบริษัท

ความท้าทายนี้เกิดขึ้นกับหลาย ๆ บริษัทที่อยู่ในระยะเริ่มแรกของโครงการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น กล่าวคือ บริษัทตัดสินใจเลือกว่าจะทำอะไรเป็นโครงการแรก ซึ่งโดยมากแล้วการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นโครงการแรก ๆ มักจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านการปรับปรุงประสบการณ์สำหรับลูกค้า และหลังจากนั้นบริษัทก็เลือกเครื่องมือเฉพาะด้านสำหรับรองรับโครงการดังกล่าว

จากนั้น อีกทีมงานหนึ่งภายในบริษัทก็เริ่มต้นคิดที่จะดำเนินโครงการเกี่ยวกับระบบหลังบ้าน และเลือกใช้เครื่องมือที่ต่างออกไป  และต่อมาอีกทีมหนึ่งก็ต้องการสร้าง Dashboard แสดงผลเรื่องการปฏิบัติงาน โดยเลือกใช้เครื่องมืออีกตัวหนึ่ง

นี่เป็นสถานการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไป ซึ่งแทนที่บริษัทจะเลือกใช้เทคโนโลยีที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นเพื่อรองรับโครงการธุรกิจที่หลากหลาย กลับกลายเป็นว่ามีการใช้เครื่องมือมากมายที่ไม่เชื่อมต่อกัน ส่งผลให้เกิดระบบต่าง ๆ ที่แยกออกจากกัน และนำไปสู่ทางตันในท้ายที่สุด

4. หนี้ทางเทคนิค

หนี้ทางเทคนิค (Technical Debt) หมายถึงเทคโนโลยีที่ถูกติดตั้งใช้งานเพื่อประโยชน์ในระยะสั้น ซึ่งมักจะเป็นผลมาจากการด่วนตัดสินใจโดยขาดความรอบคอบ แทนที่จะพัฒนาระบบอย่างรอบด้านในลักษณะที่ถูกต้องเหมาะสม และผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ แอปที่ใช้ทรัพยากร เวลา และพลังงานอย่างสิ้นเปลืองและเปล่าประโยชน์ และบั่นทอนขีดความสามารถของบริษัทในการแข่งขัน การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการปรับตัวสำหรับอนาคต

จากผลการศึกษาล่าสุด มีการประเมินว่าหนี้ทางเทคนิคอาจก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อองค์กรธุรกิจในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยองค์กรต่าง ๆ จะต้องใช้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวไปกับการปรับแก้และดูแลรักษาโค้ดที่เคยถูกเขียนขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานระยะสั้น ซึ่งถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง ก็เท่ากับงบประมาณกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวันที่สามารถนำไปใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการคิดค้นไอเดียใหม่ ๆ เพื่อชิงตัดหน้าคู่แข่ง

5. คลาวด์คอมพิวติ้ง

ระบบคลาวด์คอมพิวติ้งให้ประโยชน์มากมายแก่องค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับขนาดของระบบได้อย่างง่ายดายเพียงแค่กดปุ่ม การเข้าถึงระบบจากทุกอุปกรณ์ ทุกที่ ทุกเวลา หรือการคิดค่าบริการตามระดับการใช้งานจริง  อย่างไรก็ตาม การโยกย้ายไปสู่ระบบคลาวด์อาจไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป และอาจทำให้การดำเนินงานหยุดชะงัก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแผนการพัฒนาธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลใจอีกหลายเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นที่จะต้องพิจารณา เช่น ปัญหาเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ความยุ่งยากซับซ้อนในการจัดการ การต้องผูกติดอยู่กับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง ประสิทธิภาพ และความเร็วในการเข้าถึง ซึ่งนี่เป็นเพียงปัญหาส่วนหนึ่งที่ผู้บริหารจะต้องพิจารณาในการเลือกพาร์ทเนอร์ที่ดีที่สุดสำหรับโครงการคลาวด์

6. การก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เราทุกคนตระหนักดีว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักในการดำเนินธุรกิจ  ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากขึ้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อตลาดอย่างกว้างขวาง  ขณะที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทต่าง ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อรูปแบบการใช้เทคโนโลยีของผู้คน

ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ระบบ 5G ซึ่งจะก่อให้เกิดแอปพลิเคชันรูปแบบใหม่ๆ ในโลกธุรกิจ  อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการให้บริการภาคสนามหรือการกระจายสินค้าอาจได้รับผลกระทบอย่างมากจากเทคโนโลยี 5G

อีกตัวอย่างหนึ่งเกี่ยวข้องกับอนาคตที่ไกลออกไป เป็นผลงานของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ในส่วนที่เกี่ยวกับอินเทอร์เฟซระหว่างคนกับคอมพิวเตอร์  โดยบริษัท Neuralink Corporation ของเขากำลังศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาวิธีการเชื่อมต่อสมองของมนุษย์เข้ากับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเทคโนโลยีที่ว่านี้จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อโลกของเราอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ บริษัทต่าง ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและก้าวให้ทันกับความก้าวหน้าใหม่ ๆ ทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งถึงแม้ในตอนนี้อาจดูเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นโลกวิถีใหม่หรือ New Normal ในวันข้างหน้าก็เป็นได้

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านซอฟต์แวร์  แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน OutSystems ประกอบด้วยเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมต่อกันและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนภายในองค์กร  ด้วย Community member กว่า 435,000 ราย พนักงานมากกว่า 1,500 คน พันธมิตรกว่า 350 ราย และลูกค้าหลายพันรายใน 87 ประเทศ ใน 22 กลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจของเอาท์ซิสเต็มส์ครอบคลุมทั่วโลก และช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.outsystems.com หรือติดตามเราบน Twitter @OutSystems หรือ LinkedIn ที่ https://www.linkedin.com/company/outsystems.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เตรียมตัวช้อป! อเมริกันสแตนดาร์ด จัดโปรสุดคุ้ม 1 แถม 1 จับคู่สุขภัณฑ์รุ่นยอดนิยมพร้อมรับฟรีอ่างล้างหน้าเข้าชุด

กรุงเทพฯ – 1 กุมภาพันธ์ 2565 – New Year… New Bathroom อเมริกันสแตนดาร์ด แบรนด์สุขภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก ภายใต้ ลิกซิล กรุ๊ป ชวนคนไทยเปลี่ยนสุขภัณฑ์ชิ้นใหม่ ยกระดับความสะอาดให้แก่ห้องน้ำบ้านคุณเสริมเกราะป้องกันชีวิตวิถีใหม่กับแคมเปญ HygieneClean ที่มากับสโลแกน “Protect What Matters Most. Start with HygieneClean” ส่งโปรสุดคุ้ม 1 แถม 1 เมื่อซื้อสุขภัณฑ์รุ่นยอดนิยมที่ร่วมรายการ รับฟรี! อ่างล้างหน้าดีไซน์สวยเข้าชุด ให้คุณมีห้องน้ำสวย สะอาด พร้อมปกป้องคุณทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงด้วย “HygieneClean System” นวัตกรรม เอกสิทธิ์หนึ่งเดียวจากอเมริกันสแตนดาร์ด   

Buy Now! เลือกสุขภัณฑ์ที่มอบความสะอาดให้คุณทุกวัน มั่นใจได้ในทุกเวลากับโปรสุดคุ้ม 1 แถม 1 ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 นี้ เฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ 

พบกับสุขภัณฑ์รุ่น Highlight ได้แก่

  • โถสุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียว ดีไซน์ใหม่ไร้ถังพักน้ำ รุ่น Studio S ปกติ 36,000 บาท พิเศษ 19,900 บาท รับฟรี! อ่างล้างหน้าพร้อมสะดืออ่างเข้าชุด มูลค่า 3,990 บาท
  • โถสุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียว รุ่น Acacia SupaSleek ปกติ 18,050 บาท พิเศษ 13,900 บาท รับฟรี! อ่างล้างหน้ามูลค่า 2,490 บาท
  • โถสุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียว เซ็นเซอร์ฟลัช รุ่น Neo Modern ปกติ 20,500 บาท พิเศษ 9,490 บาท รับฟรี! อ่างล้างหน้ามูลค่า 1,790 บาท  
  • โถสุขภัณฑ์แบบสองชิ้น รุ่น Neo Modern ปกติ 7,970 บาท พิเศษ 5,290 บาท รับฟรี! อ่างล้างหน้ามูลค่า 790 บาท

สุขภัณฑ์ที่ร่วมรายการโปรโมชันนี้ทุกรุ่นมาพร้อมกับนวัตกรรม “HygieneClean System” ที่สุดแห่งเทคโนโลยีของความสะอาดช่วยให้คุณและคนที่คุณรักห่างไกลจากเชื้อโรคร้ายตลอด 24 ชั่วโมง ไฮยีนคลีนโดดเด่นด้วย 4 เทคโนโลยีที่พร้อมปกป้องคุณทุกวัน ได้แก่ Powerful with SiphonMax & Double Vortex มอบความสบายใจให้กับคุณด้วยฟลัชทรงพลัง ผลักสิ่งสกปรกในพริบตา ลดการใช้น้ำเกินความจำเป็น Cleaner with PowerRim ดีไซน์ภายในแบบไร้ขอบ หมดปัญหาซอกมุมที่เข้าถึงยาก ดูแลง่าย เพียงแค่เช็ดทำความสะอาด Spotless with Aqua Ceramic การันตีด้วยรางวัล Good Design Award 2016 บอกลาคราบ และเวลาในการทำความสะอาดนาน ๆ ไปได้เลย เพราะความเงางามคงทนนี้จะอยู่คู่ห้องน้ำคุณไปอีกนาน และ Germ-Free with ComfortClean สารเคลือบผิวชนิดพิเศษ ป้องกันและยับยั้งเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ แม้แต่ E.Coli ทำลายสิ่งสกปรกและกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ                                                                                                                                      

ต๊าซไม่ไหวกับต่อที่ 2 ลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลด on top 5% เมื่อซื้อสินค้าอเมริกันสแตนดาร์ดครบ 10,000 บาท (ลดสูงสุด 1,000 บาท/ใบเสร็จ) เมื่อลงทะเบียนแล้วท่านจะได้รับข้อความยืนยันสิทธิ์เพื่อไปแสดงต่อพนักงานขายที่หน้าร้านและรับส่วนลดได้ทันที ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 28 กุมภาพันธ์ ศกนี้ เท่านั้น ลงทะเบียนรับสิทธิ์ คลิก   (โปรโมชันนี้ไม่รวมสินค้าราคาโครงการ และ เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด)

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดโปรโมชันทั้งหมดเพิ่มเติมได้ที่ Website : Facebook : American Standard Thailand หรือ โทร. 02-901-4455


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

SUSCO ร่วมกับ KFC ฉลองเปิดสาขาใหม่บริหารงานโดย QSA พร้อมให้บริการแล้ววันนี้! ที่ปั๊มน้ำมันซัสโก้ สาขาศรีนครินทร์1

นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ (3 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ และ นายมาวีร์ สิมะโรจน์ (2 จากขวา) รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) แสดงความยินดีกับ นางสาวศสัย ตังเดชะหิรัญ (3 จากซ้าย) กรรมการ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด ในโอกาสเปิดให้บริการร้าน เคเอฟซี ไดรฟ์ทรู ภายในปั๊มน้ำมันซัสโก้ สาขาศรีนครินทร์1 เพื่อให้บริการผู้สัญจรและผู้พักอาศัยในย่านถนนศรีนครินทร์ ด้วยความสะดวกครบครันและดีไซน์ที่สวยทันสมัย เหมาะทั้งซื้อกลับบ้านผ่านช่องทางไดรฟ์ทรูและแวะนั่งรับประทาน เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง สอดคล้องกับสะท้อนแนวคิด SUSCO Fuel Your Day เติมพลังให้วันของคุณ ได้เป็นอย่างดี

เคเอฟซี ไดรฟ์ทรู ภายในปั๊มน้ำมันซัสโก้ สาขาศรีนครินทร์ 1 พร้อมให้บริการแล้ววันนี้กับโปรโมชันสุดคุ้มเอาใจไก่ทอดเลิฟเวอร์ เริ่มต้นกับเซ็ตอิ่มเบาๆเพียง 59 บาทเท่านั้น (จากปกติ 80 บาท), เซ็ตอิ่มสุดคุ้ม 99 บาท (จากปกติ 139 บาท), เซ็ตอิ่มพอใจ 109 บาท (จากปกติ 148 บาท), เซ็ตอิ่มสะใจ 169 บาท (จากปกติ 246 บาท) โปรโมชันสุดคุ้มแบบนี้ มีให้เพื่อนๆ อิ่มอร่อยกันได้ ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2565 นอกจากนี้ในอนาคตซัสโก้และเคเอฟซียังมีแผนเปิดบริการให้ร้านเคเอฟซีภายในปั๊มน้ำมันซัสโก้อีกหลายสาขา พร้อมโปรโมชันดีๆสุดคุ้มอีกมากมาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคุณ เติมเต็มได้ทุกวันที่ SUSCO Fuel Your Day เติมพลังให้วันของคุณ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ บทความพิเศษ

VMware เผย เทรนด์เทคโนโลยีด้านคลาวด์, ซีเคียวริตี้, แอปพลิเคชัน, Anywhere Workspace และ Enterprise Blockchain จะมีทิศทางอย่างไรในปี 2022

ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่ปี 2022 และเป็นประจำทุกปี เราจะได้เห็นการคาดการณ์ความเคลื่อนไหวในแวดวงเทคโนโลยี ในปีนี้วีเอ็มแวร์ จะมาแชร์เทรนด์เทคโนโลยีสำคัญ ๆ เพื่อให้เห็นถึงความต้องการเทคโนโลยีระดับองค์กรที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในการยกระดับการทำงาน แต่ที่แน่ ๆ มีบางด้านที่ไม่จำเป็นต้องใช้พลังพิเศษในการทำนายเลย นั่นคือ การทำงานแบบมัลติคลาวด์ที่ยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากมัลติคลาวด์ช่วยให้องค์กรมีอิสระในการดำเนินการตามกลยุทธ์คลาวด์ที่ดีที่สุด เร่งความเร็วในการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและการพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชั ดังนั้นเราจะมองเห็นรูปแบบการทำงานใหม่ ๆ ที่เน้นการทำงานผ่านมัลติคลาวด์มากยิ่งขึ้น โดยเทรนด์ดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งคลาวด์ ระบบซีเคียวริตี้ ระบบแอปพลิเคชัน ระบบรองรับการทำงานจากทุก  ที่ (Anywhere Workspace) และ Enterprise Blockchain 

คลาวด์ 

บริษัทส่วนใหญ่ได้ทำการกำหนดโซลูชันในการเคลื่อนย้ายแอปพลิเคชันข้ามผ่านระบบคลาวด์ต่าง ๆ ไว้แล้ว (แม้ว่าหลาย ๆ สภาพแวดล้อมจะเอื้อต่อการเคลื่อนย้ายแอปพลิเคชันไม่เท่ากันย่างไรก็ดี การเคลื่อนย้ายข้อมูลก็ยังคงเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ เพราะข้อมูลคือหัวใจสำคัญในการทำงานของแอปพลิเคชัน โดยระบบการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเดิม ไม่สามารถมอบประสบการณ์การทำงานที่เหมือนกับคลาวด์ได้ เพราะมันถูกจำกัดด้วยขีดความสามารถของอุปกรณ์ที่มีข้อจำกัดในการจัดการทรัพยากร ทำให้อาจจะเกิดการติดขัดการเข้าถึงข้อมูล ปริมาณความจุที่ไม่เพียงพอ ข้อจำกัดในการปรับขนาดและความยืดหยุ่น เพิ่มความยากในการตัดสินใจในการวางตำแหน่งที่มีความซับซ้อน และมีค่าใช้จ่ายสูงตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการดูแลระบบทั้งหมด การที่อุตสาหกรรมมุ่งหน้าเข้าสู่ยุคของ multi-cloud/zettabyte ะยิ่งเจอกับข้อจำกัดเหล่านี้มากขึ้น ในอีกสองปีข้างหน้า เราคาดการณ์ว่าจะได้เห็นโครงสร้างข้อมูลที่ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพบนคลาวด์ที่จะช่วยแบ่งเบาการจัดการข้อมูลต่าง  ในองค์กร เพิ่มความสำเร็จในการพัฒนาสถาปัตยกรรมมัลติคลาวด์

ระบบซีเคียวริตี้หรือความปลอดภั 

ในขณะที่องค์กรใช้วิธีการจัดการโดยการเซ็กเมนต์เครือข่ายเพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของ ransomware ผู้โจมตีได้เริ่มใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนตัวในการข้ามไปมายังเครือข่ายได้อย่างอิสระ ด้วยการใช้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือนี้ ผู้โจมตีจึงสามารถทำกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้มากมายโดยไม่มีสัญญาณเตือน การโจมตีด้วยข้อมูลส่วนตัวที่ถูกขโมยมานี้ หลาย  ครั้ง จะใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้ว ช่น PowerShell ในการเจาะเข้าระบบได้โดยไม่ถูกตรวจจับ เมื่อผู้โจมตีสามารถเข้าไปในระบบเครือข่ายขององค์กรได้แล้ว พวกเขาจะเสมือนมี กุญแจบ้าน” และสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญของลูกค้าที่มีความละเอียดอ่อนและข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทได้

นอกจากนี้ยังมีการโจมตีแบบ double-extortion ransomware โดยผู้โจมตีจะทำการส่งข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนออกจากองค์กรอย่างเงียบๆ ก่อนที่จะทำการเข้ารหัสไฟล์ของเหยื่อและขู่ว่าจะเปิดเผยข้อมูลที่มีสำคัญต่อสาธารณะ โดยการกระทำเหล่านี้จะสร้างผลกำไรทางการเงินแก่อาชญากรไซเบอร์ ไม่เพียงแต่บังคับให้องค์กรจ่ายเงินเพื่อเป็นค่าถอดรหัสข้อมูลในไฟล์ของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังต้องจ่ายเงินเพื่อปกป้องข้อมูลที่มีความสำคัญไม่ให้ถูกขายหรือถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอีกด้วย

แม้ว่าการโจมตีของ ransomware ย่าง Kaseya และ Colonial Pipeline จะเป็นข่าวครึกโครมในปีที่ผ่านมา แต่เราเชื่อว่าผู้คุกคามจะต้องก้าวไปอีกขั้นในปี 2022 โดยใช้การโจมตีด้วย double-extortion ransomware ที่ได้มาจากการโจรกรรมข้อมูลส่วนตัว

ข่าวดีก็คือเราสามารถพึ่งพากลุ่มบริษัทเทคโนโลยี ชุมชนโอเพ่นซอร์ส สถาบันการศึกษา สถาบันความปลอดภัยทางไซเบอร์ และหน่วยงานภาครัฐทั่วโลกที่รวมตัวกันเพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ที่พวกเราเคยทำมาแล้วและเราพร้อมสู้อีกครั้ง

แอปพลิเคชัน 

เราจะได้เห็นเครื่องมือที่นำ Kubernetes มาใช้แก้ปัญหาใหม่  ที่จะเกิดขึ้น พร้อมกับเปลี่ยนแปลงวิธีในการพัฒนาแอปพลิเคชันและการรักษาความปลอดภัย แนวทางของ Kubernetes ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จในโครงสร้างพื้นฐานแบบคอนเทนเนอร์ และแนวคิดแบบนี้จะมีการนำไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น เราจะเห็นได้จากจำนวนของระบบที่เพิ่มขึ้น (ารสร้างระบบ การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน และการวางแผนควบคุมการทำงานแอปพลิเคชันแบบรวมศูนย์) ที่มีการใช้ประโยชน์จาก Kubernetes โดยเปลี่ยนจากแนวทางแบบ Imperative DevSecOps ที่เน้นกระบวนการ มาเป็น Manifest-based Model ของ Kubernetes ที่เน้นผลลัพธ์เป็นหลัก ซึ่งจะนำไปสู่มุมมองอีกด้านหนึ่งทางไอทีที่ต้องพยายามทำความเข้าใจกับงานที่กำลังทำอยู่ อีกทั้งการจัดเตรียม API เพื่อเปลี่ยนการทำงานที่กำลังดำเนินงาน ไปยังระบบที่แสดงรายการการใช้งานเพื่อแสดงสถานะและเพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลของสถานะจริงกับสถานะที่คาดไว้ได้ ช่วยให้สามารถจัดการกับความท้าทายในด้านอื่นๆเช่น AI/ML การประมวลผลแบบ stream-based การรวมแอปพลิเคชันและการจัดการอื่น  โดยไม่กระทบกับการลงทุนในการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบอย่างมีนัยยะ

Anywhere Workspace หรือการทำงานได้จากทุกที่ 

แนวโน้มสำคัญประการหนึ่งที่เราได้คาดการณ์ไว้ในส่วนของผู้ใช้งานปลายทาง คือการตรวจสอบสิทธิ์ในการเข้าใช้งานแบบไม่ใช้รหัสผ่าน ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่จะต้องมีในอนาคต

การเข้าใช้งานโดยไม่ใช้รหัสผ่านเป็นประเภทของการตรวจสอบสิทธิ์ที่จะเข้ามาแทนที่รหัสผ่านโดยอาศัยปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่าง  เช่น ระบบไบโอเมตริกซ์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าสู่การตรวจสอบการใช้งานทรัพยากรขององค์กรด้วยการสแกนใบหน้าหรือสแกนลายนิ้วมือ แทนที่จะต้องคอยจดจำรหัสผ่านที่จะต้องทำการเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาหรือการใช้แอปพลิเคชันในการตรวจสอบความถูกต้อง (Authenticator App)

เราจะเริ่มเห็นว่าในปี 2022 การใช้งาน VPN จะเริ่มหายไปจากเดิมมาก ในช่วงของการระบาดของไวรัสครั้งใหญ่ บริษัทต่าง  ได้ตระหนักดีว่า VPN เป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงที่สุด และไม่ได้รับการรักษาความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้ใช้จากระยะไกลที่ต้องการการเข้าถึงเครือข่ายองค์กรในวงกว้าง  ทั้งนี้เทคโนโลยี Micro-perimeters รวมถึงการตรวจสอบความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ และโซลูชั่น SASE ที่หลากหลายคือตัวแทนใหม่ของ VPN ในอนาคต

Enterprise Blockchain บล็อกเชนกับงานบริหารจัดการระหว่างองค์กร 

ทุกวันนี้เวิร์คโฟลว์ในการทำงานระหว่างองค์กร ของหลาย  องค์กร มีการทำงานแยกเป็นส่วนๆ และมีความยุ่งยากซับซ้อนในการดูแล ทำให้เกิดความล่าช้า เพิ่มต้นทุน และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรม โดยข้อมูลของเวิร์คโฟลว์การทำงานนี้มักจะถูกเก็บไว้ในส่วนต่าง  ภายในองค์กร ส่งผลให้การแบ่งปันและการจัดการข้อมูลข้ามองค์กรไม่มีประสิทธิภาพและมีค่าใช้จ่ายสูง และนี่คือจุดที่เทคโนโลยีบล็อกเชน/บัญชีแยกประเภทแบบดิจิทัล (DLT) เข้ามามีบทบาท ในขณะที่ cryptocurrencies และ non-fungible tokens (NFTs) ที่ถูกพัฒนาขึ้นบนเทคโนโลยีบล็อกเชนได้รับความนิยมทำให้เทคโนโลยีบล็อกเชนถูกจับตามองว่าจะเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพขององค์กรอย่างแท้จริง พลังที่แท้จริงของบล็อคเชนคือการช่วยให้หลายฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันด้วยข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ทำให้การทำธุรกรรมทางดิจิทัลเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์และปลอดภัย ทคโนโลยีที่กำลังเจริญเติบโต รวมถึงรูปแบบในการส่งมอบงาน การนำมาตรฐานและประสิทธิภาพของสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบใหม่มาปรับใช้ จะช่วยเพิ่มความเร็วในการพัฒนาองค์กร

ในปี 2022 เรามองว่า เราจะเห็นความสำคัญของบล็อกเชนที่มีต่อองค์กรชัดเจนขึ้น รวมไปถึงการเร่งความเร็วในการปรับตัวในการพัฒนาใช้ผลิตภัณฑ์ในหลายอุตสาหกรรม (เช่น การใช้งานในซัพพลายเชน เป็นต้น) จะเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจระหว่างองค์กร ขณะที่สถาบันทางการเงิน จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า รองรับการทำงานที่มีความถี่และมีซับซ้อนสูง เราคาดหวังว่าจะเริ่มมีการปรับใช้บล็อคเชนในองค์กรอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นในปี 2022 และเราจะเห็นสถาบันการเงินรายใหญ่มีความมั่นใจในการปรับใช้เทคโนโลยีบล็อคเชนในการดำเนินธุรกิจและให้บริการมากยิ่งขึ้น


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เสริมสร้างความปลอดภัย ด้วยระบบการจัดการผู้มาติดต่อแบบอัตโนมัติ อุ่นใจทั้งพนักงานและผู้มาติดต่อ

ในปัจจุบัน ได้มีการนำระบบการจัดการผู้มาติดต่อมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ และยังเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การจัดการสถานที่ สำหรับทั้งอาคารของรัฐ สถานที่ทำงาน โรงเรียน และสถานพยาบาล โดยเมื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมด้วยแล้ว ระบบดังกล่าวก็ยิ่งมีบทบาทสำคัญ และมอบประสบการณ์การใช้งานอันน่าพึงพอใจและราบรื่นให้กับทั้งลูกค้า ผู้รับเหมา และพนักงาน

Ian Holmes ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจด้านการยืนยันตัวตนและความปลอดภัย ธุรกิจ HID Extended Access Technologies ของ HID Global กล่าวว่า ที่ผ่านมา บริเวณต้อนรับของสถานที่ องค์กรต่างๆ จะบริหารจัดการโดยมนุษย์ทั้งหมด โดยผู้มาติดต่อจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่หรือพนักงานต้อนรับ พร้อมแสดงบัตรประจำตัว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลกับพนักงานที่ได้นัดหมายไว้ และพิมพ์ข้อมูลของผู้มาติดต่อลงในระบบ หลังจากนั้น จึงออกบัตรผู้มาติดต่อให้ ซึ่งในขั้นตอนเหล่านี้ อาจเกิดการผิดพลาดขึ้นได้ เช่น เจ้าหน้าที่พิมพ์ข้อมูลไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ อาจมีผู้มาติดต่อที่ไม่ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้า หรือมีผู้มาติดต่อหลายสิบคนในเวลาเดียวกัน ซึ่งความผิดพลาดที่เกิดขึ้น อาจทำให้ผู้มาติดต่อสามารถเข้าไปในบริเวณที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือควรจำกัดให้เฉพาะพนักงานและผู้รับเหมาที่ได้รับการตรวจสอบเท่านั้น

ระบบอัตโนมัติเพื่อการต้อนรับที่อบอุ่นและปลอดภัย

ระบบจัดการผู้ติดต่ออัตโนมัติจะขจัดข้อผิดพลาดดังกล่าว และทำให้อาคารเป็นสถานที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทั้งผู้มาติดต่อและพนักงาน ระบบบริการตนเองที่ครอบคลุม จะช่วยให้ผู้มาติดต่อสามารถลงทะเบียนได้ที่ตู้ให้บริการ (kiosk) โดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ ตู้บริการตนเองที่ทันสมัยมากขึ้น มักมีเครื่องอ่านเอกสารที่สแกนข้อมูลประจำตัวเพื่อยืนยันการมาติดต่อ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระดับความปลอดภัยที่จำเป็นต่อการมาติดต่อในครั้งนั้นๆ

การยกเลิกการพิมพ์ข้อมูลเข้าสู่ระบบรักษาความปลอดภัยด้วยมนุษย์ ได้ช่วยให้ขั้นตอนการลงทะเบียนรวดเร็วขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้พนักงานต้อนรับ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย มีเวลาในการตอบสนองความต้องการของผู้มาติดต่อและพนักงานได้มากขึ้นด้วย

เอกสารรับรองตัวตน หรือ Credentials

สิ่งที่เราเรียกว่า “เอกสารรับรอง” มักเป็นเอกสาร การ์ด หรือโทเค็นข้อมูล ที่ออกให้แก่บุคคล โดยบุคคลที่สาม ที่อนุญาตให้เข้าถึงสถานที่ต่างๆ ขณะที่อยู่ในอาคารนั้นๆ เอกสารรับรองเหล่านี้อาจอยู่ในรูปแบบบัตรผู้มาติดต่อ รหัส QR code ทั้งแบบพิมพ์หรือดิจิทัล (บาร์โค้ด 2 มิติ) บัตรประจำตัวแบบใช้คลื่นความถี่วิทยุ หรือบัตรประจำตัวที่ออกโดยหน่วยงานราชการ เช่น หนังสือเดินทางหรือใบขับขี่

หลังจากลงทะเบียนผู้มาติดต่อแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางออนไลน์ หรือที่จุดทางเข้าอาคาร ผู้มาติดต่อสามารถใช้เอกสารรับรองหรือโทเค็นเหล่านี้ในขณะที่ยังอยู่ในอาคาร และในการเช็คเอาท์ก่อนออกจากสถานที่ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่มีความสำคัญยิ่ง ในกรณีที่เกิดอัคคีภัย เพราะช่วยให้ตรวจสอบได้ว่ายังมีใครหลงเหลืออยู่ในอาคารสถานที่หรือไม่ รวมทั้งยังสามารถติดตามได้ว่าผู้มาเยือนได้ติดต่อ และสัมผัสผู้ใดบ้าง

การทำงานของเครื่องอ่าน

เมื่อผู้มาติดต่อลงทะเบียนและได้รับเอกสารยืนยันแล้ว จะต้องนำเอกสารหรือโทเค็นข้อมูลไปผ่านเครื่องอ่าน ณ จุดแรกเข้า เครื่องอ่านเหล่านี้มักจะวางอยู่บนโต๊ะทำงานของแผนกต้อนรับ หรือติดตั้งอยู่กับตู้ให้บริการตนเองแบบไม่ต้องใส่ข้อมูล พร้อมกับอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ สำหรับการพิมพ์เพื่อออกบัตร

เครื่องอ่านมักจะเชื่อมต่อผ่าน USB กับคอมพิวเตอร์ที่มีซอฟต์แวร์การจัดการผู้มาติดต่อ หรือการควบคุมการเข้าออกอาคารอยู่ในเครื่อง และด้วยเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ที่มาพร้อมกับเครื่องอ่าน ทำให้เครื่องอ่านสามารถเชื่อมต่อโดยตรงกับเซิร์ฟเวอร์หรือระบบคลาวด์ผ่านเครือข่ายท้องถิ่น เพื่อการปรับใช้และรวบรวมข้อมูลอย่างง่ายดาย อุปกรณ์ที่มี IoT พร้อม มีใช้กันอย่างแพร่หลายในสนามบิน เครือข่ายการขนส่งสาธารณะ เพื่อเพิ่มความสะดวกราบรื่นในการเดินทางของผู้โดยสาร

ระบบการจัดการผู้มาติดต่อที่ดีที่สุดนั้น จะต้องสามารถรองรับการรับรองตัวตนทุกรูปแบบที่แต่ละองค์กร/บริษัทภายในอาคารนั้นกำลังใช้อยู่ได้ ตัวอย่างเช่น อาคารที่มีผู้เช่าหลายรายอาจมีระบบรักษาความปลอดภัยหลายระบบ หากพนักงาน บริษัทหนึ่งใช้การแนบรหัส QR code ไปพร้อมการเชิญประชุม เมื่อผู้เข้าประชุมมาถึง ก็สามารถสแกนรหัสได้ที่ตู้ ในขณะที่ อีกบริษัทอาจขอให้ผู้มาติดต่อลงทะเบียนที่ตู้ลงทะเบียน และสแกนใบขับขี่หรือบัตรประจำตัวประชาชน

ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยยังขึ้นอยู่กับประเภทของผู้มาติดต่ออีกด้วย เช่น โอกาสที่ผู้มาสัมภาษณ์งานจะเป็นภัยคุกคามต่อองค์กรจะมีน้อยกว่าผู้รับเหมามาก ดังนั้นเอกสารรับรองที่ต้องใช้ ณ จุดลงทะเบียนก็ควรสะท้อนถึงสิ่งนี้ด้วย

ในกรณีนี้ องค์กรอาจต้องการออกบาร์โค้ดชั่วคราวให้ผู้มาสมัครงาน ซึ่งอ่านได้จากโทรศัพท์มือถือหรือพิมพ์ออกมาเมื่อมาถึงตัวอาคาร ส่วนผู้รับเหมานั้น เนื่องจากจะต้องเข้าถึงพื้นที่เฉพาะ จึงควรต้องมีการลงทะเบียนโดยใช้บัตรประจำตัวที่ทางราชการออกให้ ตามหลักการแล้ว ทั้งบาร์โค้ดชั่วคราวและเอกสารประจำตัวที่ทางราชการออกให้ ควรอ่านและตรวจสอบได้จากเครื่องอ่านเดียวกัน

บันทึกข้อมูลได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

การใช้อุปกรณ์เช่น เครื่องอ่านเอกสารระบุตัวตนของ ATOM ช่วยให้องค์กรสามารถบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล บาร์โค้ด และรูปภาพที่มีความละเอียดสูงของเอกสารประจำตัว (ID) นั้นๆ ได้โดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีการรู้จำอักขระด้วยแสงที่ซับซ้อน เครื่องจะสามารถอ่านข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อผู้ถือเอกสาร หมายเลขเอกสาร และที่อยู่ได้โดยอัตโนมัติจากบัตรประจำตัว และส่งต่อไปยังระบบการจัดการผู้มาติดต่อ ข้อมูลนี้สามารถใช้เพื่อลงทะเบียนผู้ติดต่อใหม่ หรือตรวจสอบกับรายชื่อผู้มาติดต่อหรือพนักงานที่ลงทะเบียนไว้ล่วงหน้า

รูปภาพของบัตรประจำตัวที่ถ่ายโดยใช้ความยาวคลื่นของแสงหลายช่วง (แสงสีขาว อินฟราเรด และรังสีอัลตราไวโอเลต) เพื่อแสดงคุณสมบัติความปลอดภัยที่มองเห็นและมองไม่เห็นที่พิมพ์ออกมา สามารถใช้เพื่อรับรองความถูกต้องอัตโนมัติได้ มีเทคนิคการพิสูจน์ตัวตน หลายรูปแบบ เพื่อพิสูจน์ว่า เอกสารนั้นเป็นของแท้หรือไม่ เช่น การตรวจจับหมึกที่แปรผันทางแสง การจับคู่รูปแบบ UV และการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลในโซนที่เครื่องอ่านได้ โซนการตรวจสอบด้วยภาพ และชิปไบโอเมตริก

เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ในการใช้เครื่องลงทะเบียนที่ใช้งานได้ด้วยตนเอง เราสามารถใช้ภาพใบหน้าที่ดึงมาจากหน้าข้อมูลเอกสารหรือชิปไบโอเมตริกซ์ เพื่อจับคู่ใบหน้าแบบ 1 ต่อ 1 กับภาพจริงของผู้ถือเอกสารในขณะนั้น เพื่อยืนยันว่าผู้มาติดต่อเป็นบุคคลเดียวกันกับที่ระบุในเอกสาร

ความสามารถในการอ่านบัตรประจำตัวประชาชน บาร์โค้ด บัตร RFID และแม้แต่ใบรับรอง Digital COVID ของสหภาพยุโรป ได้ในอุปกรณ์เครื่องเดียว ช่วยให้ระบบการจัดการสามารถรองรับผู้มาติดต่อได้หลากหลายยิ่งขึ้น

การจัดการผู้มาติดต่อสำหรับอนาคตได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

โลกมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้นเนื่องจากการค้าและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระดับโลก ส่งผลให้องค์กรและสถานที่ทำงานมีการเปลี่ยนแปลงจากหน่วยงานระดับประเทศเป็นระดับนานาชาติในอัตราที่ไม่เคยมีมาก่อน ระบบที่ใช้เพื่อจัดการผู้คนจำนวนมากที่อยู่รวมกันในสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ พอๆ กับองค์กรที่ใช้ระบบนี้ การใช้อุปกรณ์ที่ใช้ได้กับเอกสารหลากหลายรูปแบบในเครื่องเดียว ทำให้เกิดจุดสัมผัสเดียวที่เรียบง่ายสำหรับผู้มาติดต่อทุกประเภทสำหรับองค์กรระดับโลก เพื่อยกระดับความปลอดภัย และความเรียบง่ายในการใช้งาน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ระบบเปิดด้านออโตเมชัน ช่วยขับเคลื่อนผลลัพธ์ได้ตามเป้าหมาย

โดย นาตาลี มาร์คอตต์ ประธานฝ่าย Process Automation ทั่วโลก

เมื่อต้นปีนี้ ดิฉันได้นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญกับเมกะเทรนด์ 3 ประการ ได้แก่ ความยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงของคนทำงานในอุตสาหกรรม และการเดินหน้าไปสู่เทคโนโลยีระบบออโตเมชั่นที่เป็นมาตรฐานในระบบเปิด และในเดือนกันยายน ก็ได้หาจุดเชื่อมโยงระหว่าง ความยั่งยืนและการสร้างกำไรอย่างมีความรับผิดชอบ โดยในเดือนตุลาคม ก็ได้เขียนบล็อก เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของคนทำงานในทั่วโลก ที่กำลังขับเคลื่อนไปสู่ธุรกิจใหม่ และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของซัพพลายเชน รวมถึงเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้ใช้บริหารรับมือกับเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่ว่าได้อย่างไร

เมกะเทรนด์ เรื่องที่สาม เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้

เราทุกคนต่างประจักษ์ดีถึงการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมครั้งใหญ่ของคนทำงาน ที่หลักๆ แล้วมาจากแรงหนุนจากคนรุ่นที่ขับเคลื่อนการทำงานด้วยวัตถุประสงค์ ทั้งกลุ่มมิลเลนเนียล และคนรุ่น Gen Z (หรือ Zoomers) ที่ปัจจุบันคิดเป็น 40% ของคนทำงานในสหรัฐอเมริกา  และเป็นคนยุคดิจิทัลรุ่นแรกที่ก้าวสู่การทำงาน จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะได้เห็นว่าคนทำงานในรุ่นเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีและตอบสนองต่อเทคโนโลยีอย่างไร

ในขณะที่บทความจาก Forbes ชี้ชัดว่า คนทำงานอายุน้อยเหล่านี้ “ต้องการประสบการณ์การเชื่อมต่อในที่ทำงานแบบเดียวกับในชีวิตส่วนตัว อีกทั้งคาดหวังว่าจะสามารถเชื่อมต่อกับทีมงานผ่านระบบดิจิทัลในฟอร์แมตที่แตกต่างกันได้อย่างรวดเร็ว” โดยสรุปคือ คนเหล่านี้คาดหวังว่าสิ่งต่างๆ จะดำเนินไปด้วยดี และต้องการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ตรงกับความต้องการในสไตล์ที่เข้ากับตัวเอง

ไม่ใช่เฉพาะแต่คนทำงานอายุน้อยที่คิดแบบนี้

สำหรับคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ ที่อีกไม่นานก็จะเกษียน หรือบรรดาเจนเอ็กซ์ ที่กำลังไปได้ดีกับสายอาชีพ คนทุกรุ่นในสายการทำงานที่หลากหลายขึ้นและมีมากขึ้นในปัจจุบัน ต่างพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของตน

โดยส่วนใหญ่ ทุกคนต่างได้เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในโลกเทคโนโลยีปัจจุบันกันอยู่แล้ว จึงไม่ได้สนใจเรื่องของเครื่องมือที่อยู่เบื้องหลัง แค่ต้องการโซลูชันที่ดีที่สุดเพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายเท่านั้น

ใจความสำคัญก็คือ เราทุกคนจะเริ่มคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีระบบเปิดที่ประสานการทำงานร่วมกันได้ในชีวิตประจำวัน แต่ในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมปัจจุบันส่วนใหญ่ ยังทำแบบนั้นไม่ได้ สำหรับลูกค้าหลายราย เรื่องนี้ค่อนข้างน่าหงุดหงิดและมีค่าใช้จ่าย อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ไปสู่อุตสาหกรรมครั้งที่สาม ซึ่งก็คือการย้ายไปสู่ซอฟต์แวร์ออโตเมชั่นระบบเปิด และสภาพแวดล้อมการทำงานบนมาตรฐานระบบเปิด

คุณค่าของระบบเปิดที่ทำงานร่วมกันได้

แล้วลูกค้าของเราจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะเทคโนโลยีบางอย่างในโรงงานมีการติดตั้งมานานนับหลายปี หรือกระทั่งหลายสิบปีแล้วก็ตาม

คำตอบก็คือต้องแน่ใจว่าอุปกรณ์ควบคุมอุตสาหกรรมและส่วนประกอบต่างๆ ทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น ปลอดภัยขึ้น ซึ่งการเปิดกว้างเพื่อการทำงานในระดับนี้ จะให้ฟังก์ชั่นงานทั้งหมดที่เราต้องใช้และต้องการใช้ ซึ่งบางอย่างอาจจะไม่เคยทำได้มาก่อน

ในสภาพแวดล้อมแบบปิด ที่ยึดติดกับเทคโนโลยีจากผู้จำหน่ายรายเดียว ทำให้เกิดข้อจำกัด ที่สามารถทำได้แค่การควบคุมบางอย่างตามฟังก์ชั่นการทำงานของเทคโนโลยีที่ผู้จำหน่ายมีมาให้เท่านั้น

ในขณะที่เทคโนโลยีระบบปิดซึ่งเป็นเทคโนโลยีดั้งเดิมและเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้จำหน่ายรายนั้นๆ อาจดีมากสำหรับการช่วยควบคุมความเสี่ยงในการดำเนินงานรูปแบบเดิมๆ ให้ความปลอดภัย ให้ประสิทธิภาพ และน่าเชื่อถือก็ตาม แต่มีข้อจำกัดสำหรับผู้ใช้ในเรื่องการดูแลและควบคุมความเสี่ยงทางธุรกิจในระดับที่สูงขึ้น อย่างเรื่องการคืนทุน ระยะเวลาในการสร้างรายได้และกระทั่งเรื่องของผลกำไร

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราก้าวสู่สภาพแวดล้อมการทำงานแบบเปิด เราจะสามารถทำสิ่งที่แตกต่างได้ ซึ่งนอกจากจะทำให้มีมุมมองที่ดีขึ้น ควบคุมความเสี่ยงและปัจจัยแปรผันจากกระบวนการทำงานแบบเดิมๆ เหล่านั้นได้ เรายังสามารถควบคุมเรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องของคุณค่าทางธุรกิจนอกเหนือจากเรื่องเดิมๆ และไม่ใช่แค่เรื่องคุณค่าทางการเงินแต่เพียงอย่างเดียว

เราภูมิใจที่จะบอกว่าชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เดินหน้าไปสู่ขั้นตอนที่สำคัญในเประเด็นดังกล่าว คุณอาจจะได้เห็นการประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ เกี่ยวกับการสร้าง Universal Automation.org ซึ่งเป็นสมาคมอิสระที่ไม่แสวงหาผลกำไรรายใหม่ที่ทุ่มเทกับการบริหารจัดการในการนำระบบออโตเมชั่นด้านอุตสาหกรรมแบบ shared-source runtime มาใช้งาน

สอดคล้องตามข้อมูลจาก UniversalAutomation.org ที่ว่า “เทคโนโลยีการใช้งานร่วมกันในระดับใหม่ ให้พื้นฐานสำหรับระบบนิเวศของโซลูชันแบบ “plug and produce” ที่สามารถทำงานร่วมกันได้ และเป็นการสร้างหมวดหมู่ใหม่ในระบบออโตเมชั่นด้านอุตสาหกรรม” ซึ่งชไนเดอร์ อิเล็คทริค รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นสมาชิกในกลุ่มดังกล่าว

ความมุ่งมั่นของเราในเรื่องระบบเปิดไม่ได้หยุดแค่ตรงนี้ เรายังคงทุ่มเทกับการเป็นสมาชิกที่มีส่วนร่วมในฟอรัม Open Process Automation Forum หรือ OPAF ที่เป็นกลุ่มของผู้ใช้ ซัพพลายเออร์ ผู้วางระบบ องค์กรที่กำหนดมาตรฐานและภาควิชาการ ที่มีความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกัน และมุ่งเน้นที่การร่วมพัฒนาสถาปัตยกรรมด้านกระบวนการอัตโนมัติที่เป็นมาตรฐานระบบเปิด ที่ทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัย

ระบบเปิดที่ให้ความยืดหยุ่นด้านกระบวนการอัตโนมัติ รวมถึงองค์ประกอบต่างๆ คือสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มผลกำไร โดยมาตรฐานระบบเปิดด้านกระบวนการอัตโนมัติ และระบบงานดังกล่าวจะช่วยตอบโจทย์เรื่องนี้ได้

Universal Automation ช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายได้สำเร็จ

ดิฉันอยากจะเน้นว่า UniversalAutomation.org และ OPAF ไม่ใช่คู่แข่ง หรือทางเลือกทดแทนระหว่างกัน จริงๆ แล้ว UniversalAutomation.org เป็นส่วนที่ช่วยเสริม OPAF และเป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งให้บรรลุวิสัยทัศน์ด้านกระบวนการออโตเมชั่นในระบบเปิดของ OPAF ในขณะที่ OPAF กำหนดนิยามเรื่องรูปแบบข้อมูลสำหรับระบบงานของกระบวนการอัตโนมัติ UniversalAutomation.org เองก็จะให้แพลตฟอร์มรันไทม์แบบอิสระที่ไม่ขึ้นกับผู้จำหน่ายรายใด ซึ่งโมเดล OPAFสามารถสร้างในรูปขององค์ประกอบด้านซอฟต์แวร์ IEC 61499 ที่สามารถดำเนินการบนแพลตฟอร์ม Universal Automation ทั้งหมดได้

แนวคิดทั้งหมดเกี่ยวกับ universal automation ที่เป็นมาตรฐานระบบเปิด นำไปสู่โลกใหม่ของซอฟต์แวร์และองค์ประกอบด้านออโตเมชั่นที่เน้นเรื่องสินทรัพย์ และสร้างบนมาตรฐาน IEC 61499 ในสภาพแวดล้อม universal automation แบบ plug-and-produce ที่คนทำงานสามารถใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในการทำงานได้โดยไม่จำกัดค่ายผู้จำหน่าย ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสในการเปลี่ยนจากการควบคุมความเสี่ยงในการดำเนินงานแบบเดิม ไปสู่การควบคุมเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายได้จริง เช่นในเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสร้างประสิทธิภาพด้านสภาพแวดล้อม รวมถึงความยั่งยืน และ ฯลฯ

และเนื่องจาก universal automation ให้ศักยภาพด้านการนำแอปพลิเคชันมาติดตั้งและทำงานร่วมกันได้โดยไม่จำกัดค่าย จึงทำให้อุตสาหกรรมมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ผู้ใช้จะมีความพร้อมมากขึ้นในเรื่องของการควบคุมตัวแปรใหม่ๆ ในการดำเนินงาน รวมถึงสามารถปรับการดำเนินงานและกลยุทธ์ด้านซัพพลายเชนเพื่อให้ตอบสนองต่อแรงกดดันและตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

อนาคตที่เปิดกว้าง

ในขณะที่ดิฉันรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งกับความสำเร็จของชไนเดอร์ อิเล็คทริคในการสร้างโลกใหม่ของ universal automation ระบบเปิด ซึ่งถ้าจะกล่าวให้ชัดเจนก็คือ สถาปัตยกรรมด้านกระบวนการอัตโนมัติในปัจจุบันสร้างความก้าวหน้าให้อุตสาหกรรมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้อย่างดี โดยเป็นโมเดลที่ดิฉันใช้มานาน และให้ประสิทธิภาพที่ดีมาโดยตลอด

เราทุกคนสามารถภาคภูมิใจที่ได้บรรลุความสำเร็จในโมเดลและเฟรมเวิร์กด้านกระบวนการอัตโนมัติที่มีอยู่ หากลองคิดถึงอุตสาหกรรมที่ผ่านมา 30 ปี และนึกถึงจุดที่เราอยู่ ณ ปัจจุบัน จะเห็นถึงความก้าวหน้าที่น่าอัศจรรย์ แต่หากเราต้องการมุ่งสู่ก้าวสำคัญขั้นต่อไป และต้องการไปให้ถึงคำมั่นสัญญาของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ในปัจจุบันได้อย่างเต็มที่ เราต้องเปลี่ยนโมเดล

ด้วยเทคโนโลยีและโครงการเพราะบ่มของเรา โดยเฉพาะ EcoStruxure Automation Expert ซึ่งกลุ่ม ARC Advisory กล่าวขานว่าเป็น ถนนไปสู่ Universal Automation การที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้นำมาตรฐาน IEC 61499 มาใช้ และช่วยสร้างความก้าวหน้าให้กับกระบวนการอัตโนมัติที่ได้มาตรฐานระบบเปิด จึงเป็นการขับเคลื่อนให้เกิดประสิทธิภาพด้านวิศวกรรมในแบบเต็ม 100% ให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานเต็ม 100% อีกทั้งรองรับอนาคตได้เต็ม 100% เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังหมายถึงคนทำงานด้านอุตสาหกรรมทั้งในปัจจุบันและในอนาคต จะสามารถควบคุมและสร้างประสิทธิภาพทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งมอบผลลัพธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายได้อย่างแท้จริง ซึ่งถ้าคุณสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับ universal automation และซอฟต์แวร์ออโตเมชันระบบเปิด สามารถอ่านข้อมูลใน  white paper เพิ่มเติม และเข้าไปดูได้ที่ UniversalAutomation.org


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

101India จับมือ EAST NFT ปั้น “ยูนีค อินเดีย” เป็นผลงาน NFT ปรากฏออกทั่วโลก

101India บริษัทในเครือของ Offbeet Media Group ผู้บุกเบิกการผลิตคอนเทนต์ดิจิทัลในรูปแบบแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ชูจุดเด่นในเรื่องของความเอกลักษณ์ ล่าสุดประกาศเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของตลาด NFT เตรียมนำเสนอคอนเทนต์เกี่ยวกับอินเดียทั้งเรื่องดนตรี อาหาร การท่องเที่ยว ศิลปะและวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นภายในประเทศรวมไปถึงมรดกและทรัพย์สินทางปัญญาที่มีคุณค่าระดับโลก ทั้งหมดนี้พร้อมแปลงมาสู่ผลงาน NFT เพื่อให้ได้ซื้อขายแลกเปลี่ยนและสะสม

ด้าน EAST NFT ถือเป็นพรีเมียมแพลตฟอร์มผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนผลงาน NFT ที่เป็นความร่วมมือของ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ระหว่าง Fico Corporation และ Thoresen Thai Agencies (TTA) ผู้ที่พร้อมผลักดันตลาด NFT ของไทยและต่างประเทศให้เติบโตและสร้างคอมมูนิตี้โดยมีสโลแกนที่ว่า “LOVE IT, OWN IT” ซึ่ง ณ ปัจจุบัน EAST NFT มีพันธมิตรที่แข็งแกร่งจากทั่วโลกอาทิเช่น เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลเซีย พม่า เวียดนาม ออสเตรเลีย

การที่ 101India เลือกจับมือเป็นพันธมิตรกับ EAST NFT ก็เพราะเล็งเห็นถึงจุดแข็ง 2 ประเด็นหลักได้แก่ (1) เรื่องของช่องทางการชำระเงินที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อและผู้ขายเพราะสามารถ ซื้อ – ขาย ได้ทั้งผ่านระบบ PayPal บัตรเครดิต บัตรเดบิต โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับ Cryptocurrency และฟีเจอร์การชำระด้วย Cryptocurrency จะสามารถทำได้เร็ว ๆ นี้อีกด้วย นี่คือความพรีเมียมที่มอบเป็นประสบการณ์ที่ดีให้กับครีเอเตอร์และนักสะสม (2) EAST NFT เชี่ยวชาญในการทำการตลาดและวางแผนการตลาดที่จะผลักดันให้ตนเองก้าวสู่แพลตฟอร์ม NFT ระดับเอเชีย และ ระดับโลกในระยะเวลาอันสั้น

Jaideep Singh, Founder Offbeet Media Group เผยว่า “ยุคนี้คือยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบคอน   เทนต์ครั้งยิ่งใหญ่ที่เรากำลังจะเข้าสู่เมตาเวิร์ส NFT คริปโต VR และอีกมายมายที่กำลังตามมาจากความก้าวหน้าและพัฒนาการของเทคโนโลยี การจับมือร่วมกับ EAST NFT คือก้าวแรกที่จะทำให้คอน    เทนต์ของ 101India พัฒนาก้าวสู่โลกดิจิทัล”

“และการปรับตัวของ 101India เข้าสู่โลกดิจิทัลครั้งนี้ก็เพื่อที่จะพัฒนาและขยายตัวเองไปสู่พื้นที่ต่างๆ อีกทั้งสามารถเจาะเข้าสู่ทุกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเรามั่นใจว่า EAST NFT จะเป็นพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมที่จะเชื่อมต่อและนำเสนอผลงาน NFT ของเราไปยังกลุ่มเป้าหมายที่อินเดียและทั่วโลก” 

“เราพร้อมนำเนื้อหาและคอนเทนต์ที่เอกลักษณ์จาก 101India ป้อนเข้าสู่โลก NFT เพื่อให้นักสะสมทั่วโลกได้เห็นผลงานสุดพิเศษเหล่านี้ เรามั่นใจว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่จะสร้างผลงานที่ดีร่วมกันอีกมากมายให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน” นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ประธาน EAST NFT 

“และอย่างที่เราทราบกันดีว่าปัจจุบัน Content is King และมีการพัฒนาต่อเนื่อง อีกทั้งตลาด NFT ในอินเดียก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งทาง 101India มีฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบในคอนเทนต์อยู่แล้ว สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายผลงาน NFT และขยายเป็นคอมมูนิตี้ใหญ่ระดับโลก” นายสิทธิ ศรีชวาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EAST NFT ปิดท้าย


Exit mobile version