Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงาน IBM ชี้ เอเชียโดนโจมตีไซเบอร์สูงสุด ภาคการผลิตตกเป็นเป้าสำคัญ หลังวิกฤตซัพพลายเชนเพิ่มขึ้น

IBM (NYSE: IBM) Security เปิดเผยรายงาน X-Force Threat Intelligence Index ประจำปี ชี้การเติบโตของแรนซัมแวร์และการหาประโยชน์จากช่องโหว่ในปี 2564 ได้ “จองจำ” และเพิ่มภาระให้กับซัพพลายเชนทั่วโลก โดยภาคการผลิตกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ตกเป็นเป้าหมายมากที่สุด ขณะที่การโจมตีช่องโหว่และฟิชชิ่ง เป็นสาเหตุการโจมตีทางไซเบอร์ที่พบบ่อยที่สุดในเอเชีย ในปีที่ผ่านมา X-Force สังเกตเห็นถึงการโจมตีช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับการแพตช์เพิ่มขึ้น 33% ซึ่งเป็นช่องที่อาชญากรแรนซัมแวร์อาศัยใช้ในการโจมตีมากกว่าวิธีการอื่นๆ และเป็นสาเหตุ 44% ของการโจมตีแรนซัมแวร์
รายงานของปี 2565 ยังแสดงรายละเอียดของวิธีการที่เหล่าอาชญากรแรนซัมแวร์พยายามใช้เพื่อ “สร้างรอยร้าว” ให้กับโครงสร้างหลักของซัพพลายเชนทั่วโลกผ่านการโจมตีภาคการผลิต โดยภาคการผลิตกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับการโจมตีสูงสุด (29%) ในเอเชียในปี 2564 รองจากบริการทางการเงินและประกันภัยซึ่งเป็นอันดับหนึ่งมาอย่างยาวนาน การที่ภาคการผลิตประสบกับเหตุโจมตีด้วยแรนซัมแวร์มากกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ สะท้อนให้เห็นว่าอาชญากรหวังพึ่งผลกระทบที่จะถูกกระเพื่อมออกไปเป็นระลอกคลื่น เพราะเมื่อบริษัทหนึ่งในภาคการผลิตหยุดชะงัก ย่อมกระทบบริษัทอื่นๆ ในซัพพลายเชนและส่งผลให้บริษัทเหล่านั้นหันมากดดันให้องค์กรที่โดนโจมตีต้องจ่ายยอมค่าไถ่ โดย 47% ของการโจมตีในภาคการผลิตมีสาเหตุมาจากช่องโหว่ที่องค์กรเหยื่อยังไม่ได้แก้ไขด้วยแพตช์หรือไม่สามารถแก้ไขได้ สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการจัดการแก้ไขแพตช์ช่องโหว่
รายงาน IBM Security X-Force Threat Intelligence Index ปี 2565 เปิดเผยถึงเทรนด์และแพทเทิร์นการโจมตีที่ IBM Security ได้สังเกตและวิเคราะห์จากข้อมูลจากแหล่งต่างๆ อาทิ ข้อมูลจากดาต้าพอยท์หลายพันล้านจุดจากทั่วโลกและประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายหรืออุปกรณ์เอ็นด์พอยท์ ข้อมูลการตอบสนองต่อเหตุโจมตี การแทร็คการฟิชชิ่ง ฯลฯ รวมถึงข้อมูลที่ได้จาก Intezer
ข้อมูลไฮไลต์อื่นๆ จากรายงานประจำปีนี้ อาทิ
  • แกงค์แรนซัมแวร์เกิดใหม่แม้ล่มสลาย แรนซัมแวร์ยังคงเป็นวิธีการโจมตีอันดับต้นๆ ที่พบในปี 2564 และไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าจะมีความพยายามในการกำจัดแกงค์แรนซัมแวร์เพิ่มขึ้นก็ตาม จากรายงานในปี 2565 อายุเฉลี่ยของกลุ่มแรนซัมแวร์ก่อนปิดตัวลงหรือรีแบรนด์ใหม่คือ 17 เดือน
  • ช่องโหว่ ภัยน่ากลัวที่สุดของธุรกิจ X-Force เปิดเผยว่าสำหรับในเอเชีย ช่องโหว่ที่ไม่ได้รับการแก้ไขเป็นสาเหตุนำสู่ 46% ของการโจมตีในปี 2564 ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหายากลำบากใหญ่หลวงของธุรกิจ ซึ่งก็คือการอุดแพตช์ช่องโหว่ต่างๆ
  • สัญญาณเตือนวิกฤตไซเบอร์ในระบบคลาวด์ อาชญากรไซเบอร์กำลังวางรากฐานเพื่อมุ่งเป้าสภาพแวดล้อมคลาวด์ โดยรายงานล่าสุดชี้ให้เห็นการเพิ่มขึ้นของโค้ดแรนซัมแวร์ลินุกซ์ถึง 146% และการหันไปมุ่งเป้า Docker ซึ่งน่าจะเป็นช่องที่ทำให้อาชญากรไซเบอร์สามารถใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมระบบคลาวด์ได้ง่ายขึ้น
“โดยปกติแล้วอาชญากรไซเบอร์จะไล่ตามเงิน แต่วันนี้สิ่งที่พวกเขากำลังทำคือการใช้แรนซัมแวร์เพื่อเพิ่มผลตอบแทนสูงสุด” นายชาร์ลส์ เฮ็นเดอร์สัน Head of IBM X-Force กล่าว“องค์กรควรตระหนักว่าช่องโหว่ต่างๆ สามารถทำให้พวกเขาตกอยู่ในภาวะหยุดชะงัก และอาชญากรแรนซัมแวร์ก็กำลังใช้ช่องโหว่เหล่านี้เพื่อสร้างประโยชน์ให้ตน นี่เป็นความท้าทายที่ไม่ได้มีผลแค่สองทาง เพราะพื้นที่การโจมตีจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นแทนที่จะดำเนินการภายใต้สมมติฐานที่ว่าทุกช่องโหว่ในสภาพแวดล้อมของตนได้รับการแก้ไขแล้ว ธุรกิจควรดำเนินการภายใต้สมมติฐานที่ว่าองค์กรตนถูกเจาะเรียบร้อยแล้ว และหันมายกระดับการจัดการช่องโหว่ด้วยกลยุทธ์ Zero Trust แทน”
กลุ่มแรนซัมแวร์ “เก้าชีวิต” 
เพื่อตอบสนองต่อการเดินหน้าเร่งกำจัดกลุ่มแรนซัมแวร์ของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย กลุ่มแรนซัมแวร์อาจเริ่มใช้แผน disaster recovery การวิเคราะห์ของ X-Force ชี้ให้เห็นว่าอายุเฉลี่ยของกลุ่มแรนซัมแวร์คือ 17 เดือน ก่อนที่จะปิดตัวลงหรือรีแบรนด์ใหม่ ยกตัวอย่างเช่น REvil ซึ่งเป็นกลุ่มที่ก่อเหตุโจมตีถึง 37% ของเหตุแรนซัมแวร์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปี 2564 สามารถอยู่มาได้ยาวนานถึงสี่ปีโดยอาศัยการรีแบรนด์ตัวเอง สะท้อนความเป็นไปได้ที่ว่ากลุ่มเหล่านี้จะกลับมาอีกครั้ง แม้ว่าจะถูกกำจัดลงโดยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ แล้วก็ตามในช่วงกลางปี 2564
แม้ว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจะสามารถชะลอการโจมตีของแรนซัมแวร์ลงได้ และยังส่งผลให้กลุ่มแรนซัมแวร์ต้องจัดหาเงินทุนสำหรับการรีแบรนด์หรือสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมาใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งสำคัญคือองค์กรต้องปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานของตนให้ทันสมัย เพื่อให้สามารถจัดเก็บข้อมูลในสภาพแวดล้อมที่ให้การปกป้องข้อมูล ไม่ว่าจะบนระบบในองค์กรหรือบนคลาวด์ การทำเช่นนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถจัดการ ควบคุม และปกป้องเวิร์คโหลดของตน และขจัดผู้คุกคามที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่รั่ว โดยทำให้การเข้าถึงข้อมูลในสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดคลาวด์เป็นไปได้ยากขึ้น
ช่องโหว่กลายเป็นวิกฤตสำหรับบางองค์กร
รายงานของ X-Force เน้นถึงจำนวนช่องโหว่ที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2564 โดยช่องโหว่ในระบบควบคุมอุตสาหกรรม (Industrial Control Systems: ICS) เพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อนหน้า แม้ว่าจะมีการเปิดเผยช่องโหว่มากกว่า 146,000 รายการในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่เนื่องจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ องค์กรต่างๆ ได้เร่งสปีดเส้นทางดิจิทัลของตน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นผลมาจากแรงหนุนจากการระบาดใหญ่ จึงคาดการณ์ได้ว่าความท้าทายในการจัดการช่องโหว่ในปัจจุบันยังไม่ถึงจุดสูงสุด
ในขณะเดียวกัน การแสวงหาประโยชน์ด้วยการโจมตีช่องโหว่ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดย X-Force พบการโจมตีในลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พบช่องโหว่ที่ถูกโจมตีมากที่สุดในปี 2564 จำนวนสองจุด บนแอพพลิเคชันองค์กรที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย (Microsoft Exchange, Apache Log4J Library) เมื่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขยายตัว องค์กรจะเผชิญความท้าทายในการจัดการช่องโหว่มากขึ้น การตรวจสอบและการดูแลให้ธุรกิจปฏิบัติอย่างสอดคล้องต่อกฎข้อบังคับต่างๆ จะกลายเป็นงานล้นมือขององค์กร สิ่งนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินการตามสมมติฐานที่ว่าองค์กรของตนได้ตกอยู่ในความเสี่ยงแล้ว และต้องนำกลยุทธ์แบบ Zero Trust เข้ามาช่วยปกป้องสถาปัตยกรรมของตนเอง
ผู้โจมตีมุ่งเป้าไปที่จุดร่วมระหว่างคลาวด์
การสังเกตโดย X-Force ในปี 2564 พบว่าผู้โจมตีเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ container อย่าง Docker ซึ่งเป็นคอนเทนเนอร์รันไทม์เอนจินที่โดดเด่นที่สุดตามข้อมูลจาก RedHat ผู้โจมตีตระหนักดีว่าคอนเทนเนอร์เป็นพื้นที่ร่วมในหลายองค์กร ดังนั้นจึงเพิ่มความพยายามเป็นสองเท่าเพื่อเพิ่ม ROI ของตน ด้วยมัลแวร์ที่สามารถทำงานข้ามแพลตฟอร์มและสามารถใช้เป็นจุดต่อไปยังคอมโพเนนท์อื่นๆ บนระบบโครงสร้างพื้นฐานของเหยื่
รายงานดังกล่าว ยังเตือนว่าเหล่าอาชญากรได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในมัลแวร์ Linux ซึ่งเรื่องนี้ไม่ปรากฎในการสังเกตการณ์ครั้งก่อนหน้านี้ โดยข้อมูลจาก Intezer ชี้ให้เห็นการเพิ่มขึ้นของแรนซัมแวร์ Linux ที่มีโค้ดใหม่ถึง 146% วันนี้อาชญากรยังคงมุ่งมั่นแสวงหาวิธีในการสเกลการโจมตีบนสภาพแวดล้อมคลาวด์ ธุรกิจต่างๆ จึงต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่ม visibility ในโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮบริดของตน สภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์ที่สร้างขึ้นบนมาตรฐานที่เอื้อต่อการทำงานข้ามระบบและมาตรฐานแบบเปิด จะช่วยให้องค์กรสามารถตรวจจับจุดบอด เร่งสปีด และตอบสนองเหตุซิเคียวริตี้ได้โดยอัตโนมัติ
ข้อค้นพบเพิ่มเติมจากรายงานปี 2565 ยังคลอบคลุมถึง
  • เอเชียเป้าโจมตีสูงสุด จากการสังเกตของไอบีเอ็ม เอเชียประสบกับการโจมตีมากกว่า 1ใน 4 ของเหตุที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2564 ซึ่งมากกว่าภูมิภาคอื่น โดยธุรกิจบริการทางการเงินและการผลิต ประสบกับเหตุโจมตีนับเป็นเกือบ 60% ของเหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเอเชีย
  • การใช้โทรศัพท์ร่วมกับฟิชชิ่ง ฟิชชิ่งเป็นสาเหตุการโจมตีทางไซเบอร์ที่พบบ่อยที่สุดในปี2564 ในการทดสอบการเจาะระบบของ X-Force Red อัตราการคลิกในแคมเปญฟิชชิ่งเพิ่มขึ้นสามเท่าเมื่อทำร่วมกับการโทรศัพท์
รายงานฉบับนี้ นำเสนอข้อมูลที่ไอบีเอ็มรวบรวมจากทั่วโลกในปี 2564 เพื่อมอบเป็นข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแลนด์สเคปของภัยคุกคามทั่วโลก และเป็นมุมมองให้ผู้เชี่ยวชาญด้านซิเคียวริตี้ได้ทราบถึงภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับองค์กรตนมากที่สุด โดยสามารถดาวน์โหลด IBM Security X-Force Threat Intelligence Index ปี 2565 ฉบับเต็มได้ที่ https://www.ibm.com/security/data-breach/threat-intelligence/
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

บริการ HP SmartFriend เติมเต็มประสบการณ์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทำงานได้ทุกที่สำหรับลูกค้าผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ พีซี โน้ตบุ๊ค ของเอชพี

กรุงเทพฯ, กุมภาพันธ์ 2565 – เอชพี อิงค์ (ประเทศไทย) ประกาศยกระดับการบริการและโซลูชั่นตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคยุคไฮบริด เมื่อรูปแบบการทำงาน การเรียนรู้ และความสนุกสนานของการดำเนินชีวิตมีการเปลี่ยนแปลง ด้วยความมุ่งมั่นของเอชพี ผู้นำพอร์ตโฟลิโอด้านเทคโนโลยี พร้อมที่จะมอบการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างการออกแบบนวัตกรรมชั้นเลิศที่มาพร้อมประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดให้แก่ผู้บริโภคผ่านกลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์พรีเมียมรุ่นใหม่ควบคู่กับโซลูชั่นการบริการ HP SmartFriend เติมเต็มประสบการณ์ใช้งานอย่างไร้กังวล พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญดูแลใกล้ชิด 24 ชั่วโมง แบบ Onsite Service ตลอดระยะเวลา 12 เดือน สามารถใช้ได้กับทุกแพลตฟอร์ม HP SmartFriend สำหรับผู้บริโภคของเอชพี

มอบความสบายใจให้กับผู้ใช้งานยุคไฮบริดด้วยบริการ HP SmartFriend

ผู้ใช้งานอุปกรณ์ไอทีต้องการความช่วยเหลือด้านเทคนิคช่วยแก้ปัญหาหากคอมพิวเตอร์ขัดข้อง โดยไม่ต้องยกอุปกรณ์ใช้งานไปร้านซ่อมในการตรวจสอบ ซึ่งบริการ HP SmartFriend ครอบคลุมอุปกรณ์ไอที คอมพิวเตอร์ พีซีเอชพีทุกรุ่น เอชพีมอบความดูแลด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีพร้อมให้บริการ ช่วยแก้ไขปัญหาเมื่อคอมพิวเตอร์ขัดข้อง โดยมืออาชีพคอยตอบคำถามลูกค้า รับทราบถึงปัญหาการใช้งานและสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้อย่างตรงจุด อาทิ แก้ไขปัญหาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและการเชื่อมต่อพบไวรัสรบกวนการดําเนินการของคอมพิวเตอร์ กระทบข้อมูลเสียหาย บริการ HP SmartFriend ครอบคลุมการให้บริการในด้าน:
  • การบริการซ่อมถึงบ้าน: มอบความสะดวกสบายโดยที่ไม่ต้องนำอุปกรณ์ไปร้าน
  • ให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง: ปรึกษาเป็นภาษาไทยตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน call center: 02 782 3344 หรือ Line Support โดยแอดไลน์ผ่าน @hpth.support ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 8.30 น. – 17.30 น. (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อรับความช่วยเหลือ
  • บริการตรวจเช็คสภาพผลิตภัณฑ์: หากพบความผิดปกติ บริษัทจะทำการแก้ไขก่อนส่งคืนพร้อมผลรายงานการตรวจเช็ค
  • สอบถามความพึงพอใจหลังให้บริการ: ทีมงานจะคอยตรวจสอบความพึงพอใจหลังจากการรับบริการในวันถัดไป
  • บริการกู้คืนข้อมูล: ทำการกู้คืนข้อมูลเมื่อเกิดความเสียหายกับฮาร์ดดิสก์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 1 ครั้งต่อปีและเข้ารับบริการ ณ ศูนย์บริการ HP ทุกสาขา
นวัตกรรมระดับพรีเมี่ยม สร้างสรรค์เพื่อการทำงานการใช้ชีวิตยุคใหม่
ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ต้องตอบสนองการทำงานและเติมเต็มประสบการณ์อย่างไร้รอยต่อ การทำงานบนอุปกรณ์พกพาที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานใหม่ได้อย่างไม่จำกัดและไร้กังวัลแม้การใช้งานในชีวิตประจำวัน เอชพี ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานยุคไฮบริดมาพร้อมกับการดูแลอย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางที่เข้าถึงได้ตลอดเวลา ให้ผู้บริโภคได้ใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ สลับกับการใช้เพื่อความบันเทิง เชื่อมต่อร่วมกันได้อย่างราบรื่นไร้ข้อจำกัดในทุกสภาพแวดล้อม
  • HP Spectre 13 x360 และ HP Spectre 15 x360 แล็ปท็อปสุดหรูหรา สมบูรณ์แบบทั้งการออกแบบดีไซน์สวยงาม อัดแน่นประสิทธิภาพด้วยฟีเจอร์การทำงานสุดล้ำ และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ เป็นการส่งมอบประสบการณ์การใช้งานอันน่าทึ่งผ่านเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบ
  • HP ENVY ขับเคลื่อนแรงบันดาลใจ ทุกที่ ทุกเวลา โดดเด่นในด้านแล็ปท็อปพกพา คล่องตัวที่สุดสำหรับครีเอเตอร์รุ่นใหม่ที่ชื่นชอบผลงานสร้างสรรค์ ตกแต่งภาพ ทำวิดีโอ โลดเล่นสุดโดดเด่นบนโลกออนไลน์ HP ENVY ให้คุณภาพของหน้าจอที่คมชัด สีสันที่แม่นยำในทุกรายละเอียด พร้อมยกระดับความปลอดภัย มั่นใจในทุกการเชื่อมต่อ
  • HP Pavilion Aero สุดบางเบา ในกลุ่มคอนซูเมอร์แล็ปท็อปด้วยน้ำหนักไม่ถึง 1 กิโลกรัม แต่ยังคงสมรรถนะการใช้งานทรงพลัง พร้อมเชื่อมต่อความบันเทิงและสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มตา เพราะขอบจอบางเฉียบ ให้ภาพสีคมชัด ทุกรายละเอียด และออกแบบด้วยแนวทางการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CIBA DPU ติดอาวุธความรู้ด้านฟินเทค-วิเคราะห์ข้อมูล สร้างนักบัญชีดิจิทัลให้เท่าทันเทคโนโลยีด้านการเงินที่เปลี่ยนเร็ว

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่า กระแสการนำ AI (Artificial Intelligence)  มาใช้ทดแทนในหลายสาขาวิชาชีพ รวมทั้งนักวิชาชีพบัญชี ทำให้หลายคนมองว่าสายงานอาชีพนี้อาจได้รับผลกระทบจาก AI ไปด้วย แต่ในความจริงการนำ AI เข้ามาใช้ในสายงานวิชาชีพด้านบัญชีอาจทดแทนได้เพียงงาน Routine ที่ทำเป็นประจำสม่ำเสมอหรือทำซ้ำแบบเดิม ๆ เท่านั้น ส่วนผู้ที่เป็นนักบัญชี (Accountant) ที่มีหน้าที่ตรวจสอบรายการทางบัญชีและการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำเสนอผู้บริหารนั้น AI ไม่สามารถทดแทนได้ เพราะมีความละเอียดอ่อนของงานและเป็นงานที่ต้องเข้าใจบริบทของแต่ละองค์กร ดังนั้น การสร้างคุณค่าตรงจุดนี้ทำให้อาชีพของนักบัญชีไม่มีความเสี่ยงในการตกงานแน่นอน อย่างไรก็ตาม นักบัญชีต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองให้วิเคราะห์ข้อมูลเก่งขึ้น ผนวกกับการเรียนรู้ในเรื่องของ Fintech หรือ เทคโนโลยีทางการเงิน (Financial Technology) เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกในสายอาชีพงานที่กว้างขึ้นรวมถึงการต่อยอดธุรกิจใหม่ในอนาคตที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว

ผศ.ดร.ศิริเดช  กล่าวว่า ทางวิทยาลัย CIBA DPU ได้ปรับหลักสูตรการบัญชีดิจิทัล โดยเน้นการสอนให้นักบัญชีเป็นนักวิเคราะห์มากขึ้น  รวมไปถึงการติดอาวุธความรู้ด้านเทคโนโลยีการเงินให้กับนักศึกษาเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ทั้งนี้ เพื่อปลูกฝังให้นักศึกษาได้เรียนรู้การทำงานของ FinTech หรือ เทคโนโลยีทางการเงิน โดยเฉพาะสกุลเงินดิจิทัล บรรดาเหรียญต่างๆ ซึ่งเริ่มมีการนำมาใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการผ่านช่องทางดิจิทัลบ้างแล้ว ในทางวิชาชีพบัญชี จะลงรายรับ-รายจ่าย การซื้อ-การขาย หรือภาษีที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล ตลอดจนการแปลงค่าเหรียญต่าง ๆ กลับมาเป็นเงินไทยอย่างไรนั้น ในปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนในหลักการที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แต่นักบัญชีต้องมีความรู้และเตรียมความพร้อมในเรื่องเหล่านี้

นอกจากนี้  CIBA DPU ยังเปิดสอนหลักสูตรการเงิน การลงทุน และเทคโนโลยีการเงิน โดยในหลักสูตรจะมีการลงลึกในรายละเอียดของการวิเคราะห์สกุลเงินดิจิทัล และหลักทรัพย์ประเภทอื่นๆ  และระบบการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง (Decentralized Finance หรือ DeFi) ทั้งนี้ CIBA DPU ให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรที่ตอบสนองความต้องการของธุรกิจการเงินและการลงทุน ในยุค Fintech อย่างไรก็ดี การลงทุนในยุค FinTech ถือเป็นการลงทุนในเทคโนโลยี เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลแต่ละเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น ล้วนจัดทำขึ้นมาเพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีในโปรเจคต่างๆ ซึ่งแต่ละโปรเจคอาจจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้

“นอกจากหลักสูตรที่สอนในภาคปกติแล้ว  CIBA DPU ยังได้จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้กับนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นำความรู้จากวิชาที่เรียนมาฝึกปฏิบัติจริง  ซึ่งที่ผ่านมา CIBA DPU ได้จัดอบรมให้ความรู้ในเรื่องของ Fintech และตลาดคริปโตเคอเรนซี เพื่อให้นักศึกษาได้มีความรู้รอบด้านเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยเราได้ชวนรุ่นพี่ที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ตรงและมีใบอนุญาตแนะนำการลงทุน มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เจาะลึกวงการลงทุน ทั้งตลาดหุ้นและตลาดคริปโตเคอเรนซี ให้น้องๆ ได้มีความรู้ด้านการลงทุนในตลาดดังกล่าว สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นการติดอาวุธพื้นฐานสำคัญก่อนลงสนามจริง” ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าว

ผศ.ดร.ศิริเดช  กล่าวในตอนท้ายว่า จากผลสำเร็จของการจัดอบรมในครั้งที่ผ่านมา มีนักศึกษาสนใจเรื่องการลงทุนไม่น้อย CIBA DPU จึงมีแผนจะจัดอบรมให้ความรู้อีกครั้งเพื่อฝึกทักษะและอัพเดทข่าวสารในแวดวงการลงทุน โดยผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารได้ที่ https://ciba.dpu.ac.th/ หรือ https://web.facebook.com/dpuciba


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นักศึกษา มช. คว้ารองแชมป์ระดับประเทศ ในผลงานตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีน NPM1 โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำทีมนักศึกษา “Smart Tech Lab” คว้ารองแชมป์ระดับประเทศจากเวที โครงการประกวดวางแผนธุรกิจของผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี นวัตกรรม จากผลงานวิจัยในโครงการเส้นทางสู่นวัตวณิชย์ ครั้งที่ 9 (Research to Market Thailand 9th : R2M 9th)

โดยทีมได้นำเสนอผลงานชุดตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีน NPM1 โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน ซึ่งการแข่งขันนี้ครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค 3 แห่ง ประกอบด้วย อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ,อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ, และ อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้  โดยจุดประสงค์ของโครงการคือการเปิดโอกาสให้นักวิจัย ผู้คิดค้นนวัตกรรม และนักศึกษา นำผลงานวิจัยมาพัฒนาโดยอาศัยกลไกและการให้บริการของอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ผลักดันให้เกิดการต่อยอดและพัฒนางานวิจัย ตลอดจนเปิดช่องทางในการสร้างธุรกิจเทคโนโลยีให้กับนักวิจัยและนักศึกษาได้เรียนรู้การเริ่มต้นทำธุรกิจ เพิ่มเติมความรู้แก่นักศึกษาและนักวิจัยเกี่ยวกับขั้นตอนของนวัตกรรมและการทำการตลาดของธุรกิจ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“Meta Med” ผนึกกำลัง “โรงพยาบาลสินแพทย์ และ Metaverse Thailand” เปิดตัวศูนย์การแพทย์ทางเลือกใหม่แห่งแรกในประเทศไทย บนโลกเสมือนจริง

Meta Med ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท เมตาเวิล์ด จํากัด เดินหน้าปฏิวัติวงการแพทย์ก้าวสู่การให้บริการรูปแบบใหม่บนพื้นที่เมตาเวิร์ส ผนึกกำลัง โรงพยาบาลสินแพทย์ และ Metaverse Thailand เปิดตัวศูนย์การแพทย์ทางเลือกใหม่แห่งแรกในประเทศไทย เน้นตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าบนโลกดิจิตัล ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Move life beyond” โดยการร่วมมือกันในครั้งนี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นที่หนึ่งบริการด้านการแพทย์ที่ตอบรับกับกระแสโลก VR (Virtual Reality) ที่กำลังมาแรง มาพร้อมงานบริการทางการแพทย์แบบครอบคลุม อาทิ ให้คำปรึกษา, ห้องแล็บ (Lab) , Imagine Center, Drug Store ซึ่งการเปิดให้บริการเป็นการผสานกับเทคโนโลยียุคใหม่ เข้ามาแก้ไขปัญหาสำหรับผู้ป่วยและระบบการรักษา สร้าง Ecosystem รูปแบบใหม่ และสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ป่วยบนโลกเสมือนอันไร้พรมแดน ตอบโจทย์ความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นในยุคของ Digital Disruption

พันตรี นพ. ธนาพงษ์ สมกิจรุ่งโรจน์ ผู้บริหาร Meta Med เปิดเผยว่า “Metaverse คือเทคโนโลยีแบบไร้รอยต่อที่ทำให้ผู้ใช้งานเพิ่มประสบการณ์ในโลกเสมือนจริงผ่านเทคโนโลยีแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งการเปิดตัวศูนย์การแพทย์ทางเลือกใหม่แห่งแรกในประเทศไทยบนเมตาเวิร์ส หรือ โลกเสมือนจริงบนระบบดิจิตัล นับเป็นจุดเริ่มต้นของวงการแพทย์ ที่เปลี่ยนแปลงสู่ความทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ต้องการให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และสามารถเข้ามาใช้บริการได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว อีกทั้งหัวใจหลักของการร่วมมือกันครั้งนี้ เพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษาทำความรู้จัก Meta Med ซึ่งมี Whitepaper ฉบับเข้าใจง่ายรองรับสำหรับผู้อ่าน

โลกทุกวันนี้หมุนเร็วและขับเคลื่อนด้วย Technology มีโอกาสอย่างมากมายบน Metaverse ยิ่งถ้าเป็นอุตสาหกรรมไทยที่เกาะกระแสของ Mega trend อย่าง Meta Med ไม่ว่าจะเป็นด้าน Aging society, Health tech, Innovation และ Go green ผมว่ามีโอกาสอย่างมากมาย และเนื่องจากเป็นเรื่องที่ใหม่ ก็เป็นคนที่เข้ามาบุกเบิกก่อนนี่แหละครับที่จะนิยามและการใช้งานจริงของ Metaverse

Meta Med เราเห็นโอกาสในการนำ Technology เข้ามาช่วยในการแก้ปัญหาของการเข้ารับบริการทางการแพทย์ ในรูปแบบที่เป็นได้มากกว่า Telemedicine ในแบบเดิม ๆ “เป็นการเชื่อมกันอย่างไร้รอยต่อของโลกเสมือนและโลกแห่งความเป็นจริง” ทั้งในส่วนของคนไข้ บุคลากรทางการแพทย์ และส่วนสนับสนุนต่าง ๆ จะเรียกง่าย ๆ ว่า Telemedicine Plus

Meta Med ไม่ใช่เป็นแค่โรงพยาบาล แต่เป็น Platform ที่ให้บริการด้านการแพทย์ ที่ครบวงจร รวมถึงการสนับสนุนต่าง ๆ เช่น การติดตามผู้ป่วย การบริหารจัดการทรัพยากรของโรงพยาบาล การจัดส่งยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ใน Phase แรกจะเปิดในส่วนของ Telemedicine Plus ที่เป็นการ Consultation ผ่าน Metaverse ซึ่งในอนาคตคนไข้จะสามารถเข้ารักษาในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ที่ไหนก็ได้ทั่วประเทศ เพราะทาง Meta med จะเป็นศูนย์ที่รวบรวมเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ ร้านขายยา และ Imagine center ทำให้คนไข้สามารถรักษาได้อย่างรวดเร็ว สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยตอนนี้มีอีกหลากหลายธุรกิจที่ให้ความสนใจในการร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ อาทิ ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์, ธุรกิจประกันภัย, ธุรกิจการขนส่ง, ธุรกิจการสื่อสารโทรคมนาคม ฯลฯ ซึ่งเป็นผลดีในอนาคตแก่ผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับการเปิดให้บริหารศูนย์การแพทย์ทางเลือกใหม่ บนพื้นที่เมตาเวิร์ส ครอบคลุมโรงพยาบาลทั้งหมดในเครือสินแพทย์  ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีคุณภาพ ทันสมัย อยู่เคียงข้างคนไทยมานาน มีเครือข่ายมากมาย ที่สำคัญมีผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ที่จะนำนวัตกรรมมาพัฒนาการบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ทั้งต่อผู้เข้ารับบริการและทีมทำงาน ภายหลังได้มีการเปิดตัว Meta Med ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการรวมไปถึงโรงพยาบาลชั้นนำต่างๆ ต้องการที่จะเข้ามาร่วมโปรเจคนี้อีกมากมายอยู่ทั่วประเทศ นับว่าเป็นปรากฏการณ์สร้างมิติใหม่ในวงการแพทย์ที่น่าจับตามอง

ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายหลักในช่วงต้นคือกลุ่มที่ไม่สามารถมาโรงพยาบาลได้สะดวก เช่น ผู้ป่วย COVID-19 และกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีเป็นประจำอยู่แล้วหรือที่เราเรียกว่า Digital first เช่น Generation Y, Generation Z ที่เป็นกลุ่มกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีกำลังซื้อสูงมาก

พันตรี นพ. ธนาพงษ์  กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทางทีมผู้บริหาร ได้วางเป้าหมายของ Meta Med ในอนาคตวงการแพทย์ให้เป็น Mega Platform ที่ให้บริการทางการแพทย์อย่างครบวงจร เป็นที่ ๆ ทุกคนนึกถึงเป็นที่แรกเวลาต้องการการบริการทางการแพทย์ และเนื่องจากเป็น Platform ที่คิด Go Global ตั้งแต่ Day 1 เราจะทำความฝันของ Thailand Medical Hub ให้เป็นจริง และที่สำคัญที่สุดคือเห็นคนไข้ได้รับการบริการที่ดีขึ้น ท่านที่เข้ามาจะได้ประสบการณ์ใหม่ ที่ทันใจ สะดวก คุณภาพครบครัน และที่สำคัญปลอดภัย เรา Follow by PDPA หรือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลอย่างเคร่งครัด ตาม Concept “Move Life Beyond” และที่เป็นหัวใจหลักคือ การยกระดับการบริการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไข้ และผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์ครั” พันตรี นพ. ธนาพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

นายฐิติ ชนะภัย ผู้บริหารโรงพยาบาลสินแพทย์ กล่าวว่า “การจับมือร่วมกันในครั้งนี้ เครือโรงพยาบาลสินแพทย์ มีความตั้งใจที่จะนำเอาเทคโนโลยีมาช่วยทำให้ผู้เข้ารับบริการได้รับประสบการณ์ในการรักษาและการใช้บริการที่ดีขึ้น ประกอบไปด้วยความสะดวกและความทันสมัย การผนึกกำลังกับ Meta Med นับเป็นก้าวสำคัญไม่เพียงเฉพาะโรงพยาบาลสินแพทย์เท่านั้น แต่รวมไปถึงการบริการทางการแพทย์ยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนอย่างใส่ใจ ตามสโลแกนของเรา “ทุกเบื้องหลังการรักษาคือความใส่ใจ”  สำหรับเป้าหมายในอนาคตโรงพยาบาลสินแพทย์ต้องการเป็น โรงพยาบาลชั้นนำแห่งแรกบน Metaverse ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการบริการที่มีคุณภาพการรักษาที่ตรงจุดผ่านนวัตกรรมการเชื่อมต่อโลกเสมือนกับโลกแห่งความจริงอย่างไร้รอยต่อร่วมกับ Meta Med และ Metaverse Thailand พร้อมตอบรับกับนโยบาย Thailand Medical Hub และกระแสของ Aging society กับ Health Tech ตาม concept งานที่ได้ร่วมมือกันในวันนี้ MOVE LIFE BEYOND”

นายปริญญ์ เสถียรปกิรณกรณ์ ผู้บริหาร Metaverse Thailand เปิดเผยว่า “การผนึกความร่วมมือในการเปิดศูนย์บริการทางการแพทย์แห่งใหม่บน Metaverse ครั้งนี้ คิดว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ และสร้างสรรค์สังคมไปพร้อมกัน การมีบุคลากรทางการแพทย์เข้ามาใน Metaverse ทำให้เห็นทิศทาง Telemed ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาทางไกลหรือก้าวไปถึงการผ่าตัดทางไกลได้ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป โดยการมี Meta Med ใน Metaverse Thailand ผู้ที่ได้ MID น่าจะได้มีส่วนในการได้รับการบริการและให้ความร่วมมือต่อกันในอนาคตต่อไปครับ”

ทั้งนี้สำหรับผู้สนใจเข้าใช้บริการ หรือเยี่ยมชมโรงพยาบาลสินแพทย์บนพื้นที่เมตาเวิร์ส เพียงมี Device ที่ต่อ Internet ได้อย่างโทรศัพท์มือถือ เพียงเท่านี้ก็สามารถเข้ารับบริการได้อย่างสะดวก หากต้องการเพิ่มอรรถรสเพียงใช้แว่นผ่าน VR/AR ก็จะได้ประสบการณ์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/MetamedTH


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเผยกลยุทธ์เดินหน้าองค์กรสู่ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น สู่เป้าหมายดิจิทัลยูทิลิตี้

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA เดินหน้าอย่างต่อเนื่องสู่เป้าหมายดิจิทัลยูทิลิตี้ ใช้เทคโนโลยี ADMS จากชไนเดอร์  อิเล็คทริค ช่วยในการสนับสนุนให้บริการทางด้านพลังงานไฟฟ้า ครอบคลุมพื้นที่ใน 74 จังหวัด ทั่วประเทศ ไม่รวม กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจต่างๆ ได้มีไฟฟ้าใช้ในการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และขับเคลื่อนธุรกิจต่างๆ ได้ตามเป้าหมาย ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลล้ำหน้า ที่ช่วยในการบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยในเรื่องการปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์อีกด้วย

นายปราโมทย์  สุดทรัพย์ รองผู้ว่าการปฏิบัติการและบำรุงรักษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เผยว่า เรามีเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพ ในการให้บริการทางด้านพลังงานไฟฟ้า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าที่หลากหลาย และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดิจิทัลยูทิลิตี้ในแต่ละด้าน เทคโนโลยี Smart Grid ADMS หรือ Advanced Distribution Management System นับว่ามีบทบาทเป็นอย่างมากสำหรับการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่ง Smart Grid ADMS จะเป็นระบบหลักสำหรับสายงานปฏิบัติการและบำรุงรักษา ที่จะมาช่วยเติมเต็มในการบริหารโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้น อันเนื่องมาจากเรามีแหล่งพลังงานไฟฟ้าทางเลือกที่เชื่อมต่อเข้ามาในระบบค่อนข้างมาก ตามนโยบายภาครัฐ และรวมถึงการเข้ามาของยานยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงระบบกักเก็บพลังงาน และโซลาร์ลูฟท็อป ซึ่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีแผนงานที่จะใช้งานระบบ Smart Grid ADMS ในช่วงต้นปี 2567 ดังนั้น ช่วงนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำงานร่วมกับผู้ติดตั้ง ผู้ออกแบบ เพื่อให้ได้มาซึ่งแพลตฟอร์มที่สามารถนำมาใช้บริหารโครงข่ายไฟฟ้าในอนาคตได้ ซึ่งจะต้องวางแผนให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ ซึ่งสาระสำคัญคือ การพยายามลดการปลดปล่อยของก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้า ที่จะนำไปสู่การเป็นตลาดไฟฟ้าเสรีในอนาคต ดังนั้น การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม กับ สภาวการณ์ปัจจุบัน และ สามารถที่จะขยับขยาย ปรับปรุง เพิ่มเติม เพื่อให้รองรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

นายมงคล ตั้งศิริวิช รองประธานฝ่ายธุรกิจพลังงาน ดูแลกลุ่มคลัสเตอร์ ประเทศไทย ลาวและเมียนมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริคเผยว่า “กิจการสาธารณูปโภคด้านไฟฟ้าในหลายประเทศกำลังเผชิญความท้าทายในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานที่เพิ่มมากขึ้น การเพิ่มความน่าเชื่อถือ และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลง การนำแหล่งพลังงานทดแทนที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ และการนำระบบกักเก็บพลังงานมาใช้ ตลอดจนปัญหาสภาพอากาศ

EcoStruxure™ ADMS ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือมาตรฐานของอุตสาหกรรมพลังงาน โดยนักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมชั้นนำได้ให้การยกย่องโซลูชันของเราอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ในการรับมือเมื่อเกิดเหตุกระแสไฟฟ้าขัดข้อง และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกริด รวมถึงการบริหารจัดการแหล่งพลังงานแบบกระจาย (Distributed Energy Resource: DER) และอื่นๆโดยโซลูชั่น EcoStruxure™ ADMS เป็นการเชื่อมโยงระหว่างระบบบริหารจัดการการดำเนินงาน (OT) และระบบบริหารจัดการข้อมูล (IT) และถือเป็นกลยุทธ์พื้นฐานสำหรับการเป็นสาธารณูปโภคในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์”

โซลูชั่น EcoStruxure™ ADMS จะช่วยให้ระบบไฟฟ้าสามารถบริหารจัดการกริดได้ดียิ่งขึ้น ครอบคลุมถึงเรื่องการตรวจสอบ การวิเคราะห์ ควบคุม การเพิ่มประสิทธิภาพ การวางแผน การรวมระบบบริหารการกระจาย (DMS) ระบบบจัดการกระแสไฟฟ้าขัดข้อง และระบบควบคุมและประมวลผลข้อมูลแบบรวมศูนย์ หรือ SCADA ไว้ในโซลูชันเดียว โดยจะช่วยให้หน่วยงานด้านสาธารณูปโภคได้รับประโยชน์สูงสุดจากสมาร์ทกริด หรือโครงข่ายอัจฉริยะที่ก้าวหน้า นับว่าเข้ามามีบทบาทในการช่วยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสามารถไปสู่เป้าหมายในการเป็นดิจิทัลยูทิลิตี้ได้อย่างราบรื่น และยังช่วยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสามารถบรรลุเป้าหมายแห่งชาติในการลดการปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ EcoStruxure™ ADMS https://www.se.com/th/th/work/solutions/for-business/electric-utilities/advanced-distribution-management-system-adms/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไอบีเอ็มเปิดคอร์สฟรี ไอที-ทักษะแห่งอนาคต จัดเต็มเอไอ วิทยาศาสตร์ข้อมูล คลาวด์ ซิเคียวริตี้ ควอนตัมคอมพิวติ้ง ฯลฯ

ความยากลำบากในการหาคนที่มีทักษะเหมาะสมกับงานคือปัญหาที่นายจ้างทั่วโลกกำลังเผชิญ และเรื่องนี้กำลังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ จากข้อมูลของ World Economic Forum (WEF) การปิดช่องว่างด้านทักษะทั่วโลก จะสามารถเพิ่ม GDP โลกได้ 11.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2571 และคาดว่าภายในปีนี้ ทักษะทางเทคโนโลยีจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับตำแหน่งงานเกือบครึ่งหนึ่ง

เพื่อให้ก้าวทันความต้องการของตลาด ความเปลี่ยนแปลงทางประชากร และความก้าวล้ำของเทคโนโลยีที่เดินหน้าไม่หยุดยั้ง ไอบีเอ็มจึงได้เปิดคอร์สเรียนออนไลน์กว่า 1,800 คอร์ส ให้ผู้ที่ต้องการเพิ่มทักษะหรือเพิ่มพูนความรู้ในแขนงอื่นๆ สามารถเข้าไปเรียนรู้เทคโนโลยีและทักษะการทำงานที่จำเป็นได้ด้วยตัวเอง พร้อมแบดจ์หรือประกาศนียบัตรออนไลน์เมื่อเรียนจบ

ตัวอย่างของคอร์สเรียนใน IBM SkillsBuild ที่จะช่วยเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านไอทีและทักษะการทำงานแห่งอนาคต อาทิ

  • Emerging tech ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบของงานในอนาคต
  • AI Foundations – หลักการเอไอและแมชชีนเลิร์นนิงเบื้องต้น 
  • Data science – เรียนรู้แนวทางสำหรับองค์กรในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ
  • Cloud & quantum computing – ก้าวย่างต่อไปของ Data science สู่การแก้ปัญหาที่ใหญ่ขึ้น ได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 
  • Cybersecurity fundamentals – แนวทางในการต่อกรกับแฮคเกอร์เพื่อปกป้องข้อมูลองค์กร
  • Professional workplace skills – ทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในองค์กร เช่น การทำงานร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น 
  • Explorations into mindfulness – ไขปัญหาเหตุใดเรื่องของจิตใจและสติจึงสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพในที่ทำงาน 
  • Preparing for your first job – ทักษะเพื่อการปรับตัวเข้ากับการทำงาน เช่น การบริหารจัดการเวลา เป็นต้น

ดูข้อมูลคอร์สฟรีเพิ่มเติมที่ https://skillsbuild.org


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สแกนเนีย 2022 มุ่งมั่นขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงสู่ระบบการขนส่งที่ยั่งยืน

นายโจฮัน คลาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายขาย และการตลาด และหัวหน้างานด้านความยั่งยืน บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2565 สแกนเนียยังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบการขนส่งที่ยั่งยืน พร้อมกับการขับเคลื่อนผลกำไรให้กับลูกค้าของเราด้วย โดยภายในปี 2564 ที่ผ่านมา สแกนเนียเป็นบริษัทผู้ผลิตรถบรรทุกและรถโดยสารเพียงรายเดียวที่เข้าร่วมรับรองในบันทึกความเข้าใจระดับโลกที่ร่วมกันให้คำมั่นสัญญาที่จะทำให้ยานยนต์ในประเทศของตนปลอดมลภาวะภายในปี 2583 เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นและความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมรถเพื่อการพาณิชย์

นอกจากนี้ สแกนเนีย ได้เตรียมผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองทั้งการสร้างระบบการขนส่งที่ยั่งยืนพร้อมสร้างผลกำไรให้ลูกค้าไปพร้อมกัน ด้วยการนำหลักการขนส่งที่ยั่งยืน 3 ประการ ได้แก่

1. ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Fuel Efficiencyซึ่งหมายถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ช่วยทำให้ใช้พลังงานน้ำมันสำหรับการเผาไหม้น้อยลง ปล่อยมลพิษน้อยลง และแน่นอนว่าต้นทุนขนส่งก็ลดลงไปด้วย เป็นการช่วยเพิ่มผลกำไรให้ธุรกิจไปพร้อมกัน

2. เชื้อเพลิงทางเลือกและพลังงานไฟฟ้า (Alternative Fuels and Electrificationสแกนเนียส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล โดยไม่จำเป็นต้องทำการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ และสร้างผลลัพธ์ที่ดีในการลดการปล่อยคาร์บอนโดยตรง และการนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในภาคธุรกิจการขนส่ง

3.การขนส่งที่ชาญฉลาดและปลอดภัย (Smart and Safe Transport ) ปัจจุบันรถสแกนเนียมีการติดตั้งระบบที่จะช่วยดูแล แจ้งสถานะการทำงาน และตำแหน่งของรถได้แบบเรียลไทม์  เพื่อประเมินช่วงเวลาในการบำรุงรักษารวมทั้งแจ้งเตือนความผิดปกติของรถก่อนที่ขัดข้อง ทำให้ลูกค้าวางแผนการทำงานได้ดียิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุขัดข้องระหว่างการทำงาน ซึ่งส่งผลให้มีผลกำไรสูงขึ้นและมีปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์น้อยลง

นายโจฮัน กล่าวว่า “ พลังงานไฟฟ้า และ eMobility จะเป็นส่วนหนึ่งในอนาคตอย่างแน่นอน สแกนเนียให้ความสำคัญในการลงทุนและเปลี่ยนแปลงสู่เทคโนโลยีใหม่ โดยในปีที่ผ่านมา เรามีการเปิดตัวรถทั้งไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การผลิตรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และถือเป็นแบรนด์แรกของรถบรรทุก โดยสแกนเนียได้ทดสอบเปรียบเทียบรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่กับรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์สันดาปเพื่อดูถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่มีผลดีต่อโลกมากกว่า นอกจากนั้นเรายังได้ส่งมอบรถบรรทุกไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ กับลูกค้า เช่น  SCA, Jula Logistics และ Wibax สิ่งนี้แสดงให้ทั้งลูกค้า และเราเห็นว่ารถบรรทุกไฟฟ้าสามารถขนส่งทางไกล และขนส่งของที่หนักมาก เช่น ไม้ซุง ได้เช่นกัน สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับข้อกำหนดเบื้องต้นของตลาด ความต้องการของลูกค้า ตลอดจนรูปแบบธุรกิจเสียก่อน ”

“ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าปี 2565 จะเป็นอีกปีที่ท้าทาย แม้ว่าเราเชื่อว่าจะมีการฟื้นตัวในตลาด แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก เรามุ่งเน้นที่จะสนับสนุนลูกค้าของเราให้มีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและร่วมกันกำหนดทิศทางสำหรับอนาคต ด้วยโซลูชั่นที่ขับเคลื่อนผลกำไรของลูกค้าของเราอย่างแท้จริง ทั้งความสามารถในการปรับแต่งข้อเสนอผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้า รวมถึงบริการที่เป็นเลิศ เช่น การเงิน สัญญาบริการ และการฝึกอบรมผู้ขับขี่ เราสร้างทางเลือกที่ง่ายสำหรับลูกค้า และทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าเราสามารถสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจของพวกเขาได้อย่างไร  โดยเป้าหมายของเราในปี 2565 คือรักษาความเป็นผู้นำ และสร้างความแข่งแกร่ง ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้า เพื่อปรับปรุงและพัฒนา Solution Sales ของเราให้ตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า ”นายโจฮัน กล่าวทิ้งท้าย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Bangkok Post ส่งคอลเลคชั่นแรก “Thematic Collage Art” เล่าเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญของไทยจากหน้าหนังสือพิมพ์สู่ผลงาน NFT พร้อมให้ซื้อขายแล้วใน EAST NFT

จากที่ได้ประกาศความร่วมมือกันอย่างเป็นทางการระหว่าง Bangkok Post และ EAST NFT เมื่อไม่นานมานี้ก็ถือเป็นการสิ้นสุดการรอคอยแล้ว เพราะBangkok Post ประกาศเปิดตัวคอลเลคชั่นแรกที่มีชื่อว่า “Thematic Collage Art” ผลงานสำคัญจากบันทึกเรื่องราวของไทยที่เคยเป็นข่าวผ่านหน้าหนังสือพิมพ์มาแล้ว มานำเสนอในรูปแบบผลงาน NFT อย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ซึ่งการเปิดตัวคอลเลคชั่นแรกนี้มีด้วยกัน ซีรี่ส์ นำโดยซีรี่ส์ที่มีชื่อว่า หัวลำโพงในความทรงจำ (IN REMEMBRANCE OF HUA LAMPHONG STATION)  หัวลำโพงในความทรงจำถูกนำเสนอในมุมมองจากภาพข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ที่บันทึกเหตุการณ์ในเวลาต่าง ๆ นำมารวมเป็นภาพเดียว มีทั้งภาพภายนอกสถานีรถไฟ วิถีชีวิตในแต่ละวันของคนกรุงและคนต่างจังหวัดที่เร่งรีบและดิ้นรน ส่วนภาพบรรยากาศภายในที่มีทั้งความรู้สึกของการรอคอย การเดินทาง ความหวัง และความสุขที่จะได้กลับไปหาครอบครัว

โดยซีรี่ส์ หัวลำโพงในความทรงจำ”  ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด ดีไซน์ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 75 ปีของ Bangkok Post และการเปิดตัว NFT คอลเลคชั่นแรกนี้ จึงมอบฟรี Airdrop ดีไซน์ละ 150 ชิ้น รวมทั้งสิ้น 750 ชิ้น เริ่มเปิดให้เก็บสะสมได้ในวันที่17 กุมภาพันธ์ 65 ในเวลา 18.00 .

นอกจากนี้ในวันที่ มีนาคม 65 Bangkok Post พร้อมเปิดตัวอีก ซีรี่ส์เพื่อให้นักสะสมได้จับจองเป็นเจ้าของก่อนใครที่ EAST NFT ในรูปแบบตั้งราคาขายและการประมูล อันประกอบด้วย

ซีรี่ส์ WAT ARUN – BANGKOK’S ICONIC TEMPLE

พระปรางค์วัดอรุณปูชนียสถานสำคัของไทยที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกและมีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ถูกนำมาเสนอโดยสอดแทรกภาพที่เป็นสัญลักษณ์โดดเด่นของวัดอรุณ ฯ เช่น รูปปั้นพญายักษ์ กินนร กินรี เทวดา ส่วนองค์พระปรางค์ เป็นภาพที่อยู่ระหว่างบูรณปฏิสังขรณ์ เพื่อบอกเล่าถึงการบูรณะซ่อมแซม และยังมีภาพที่บ่งบอกวิถีชีวิตของชุมชนคนริมนํ้าโดยรอบวัด มีทั้งหมด 5 ดีไซน์ ประกอบด้วย BLACK QUARTZ จำนวน 750 ชิ้น PLATINUM  จำนวน 400 ชิ้น GOLD จำนวน 75 ชิ้น ROSE GOLD EDITION จำนวน 1 ชิ้น LEGENDARY GOLD EDITION จำนวน 1 ชิ้น

FLOODING IN BANGKOK

งานชิ้นนี้ ได้รวบรวมภาพการใช้ชีวิตในช่วงนํ้าท่วมของคนกรุงเทพฯ ที่ปรับวิถีชีวิตภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ยํ่าแย่ให้มีความสุขได้ เพื่อนำเสนอภาพเหตุการณ์ร้ายในมุมที่สวยงาม จำนวน 1 ชิ้น

FUN RIDING TUK TUK

เมื่อพูดถึงประเทศไทยนอกจากรอยยิ้ม อาหาร และมวยไทยแล้ว รถตุ๊กตุ๊กก็ถือเป็น A Must ของนักท่องเที่ยว รถตุ๊กตุ๊กจึงเป็นแรงผลักดันในการสร้างสรรค์งานชิ้นนี้ ด้วยสีสันและรูปทรงของรถที่มีเอกลักษณ์ มีความโบราณ ปนกับความสนุกจำนวน 1 ชิ้น

BEYOND THE FLOATING MARKET

งานชิ้นนี้ใช้รูปทรงของเรือแจวโบราณมาเป็นโครง แล้วใส่รายละเอียดลงในโครงเรือด้วยภาพพ่อค้าแม่ค้าในตลาดนํ้า เช่น พ่อค้ากำลังขะมักเขม้นลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว คุณยายใส่คอกระเช้ากำลังเตรียมลำอ้อยมาทำนํ้าอ้อยสด และใช้หนังสือพิมพ์ที่มีข่าวเกี่ยวกับตลาดนํ้ามาฉีกแปะเป็นลวดลายสายนํ้า เพื่อสื่อว่าชุมชนคนตลาดนํ้ามีอยู่คู่คนไทยมายาวนาน และมีเรื่องราวเล่าขานมากมาย จำนวน 1 ชิ้น

HUA LAMPHONG, A LIVING MUSEUM

งานชิ้นนี้ต้องการสื่อถึง “สถานีรถไฟหัวลำโพง” ที่มีอายุกว่า 105 ปี ในรูปแบบที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่สถานที่ แต่เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตโดยใช้ภาพหัวรถจักรไอนํ้าหมายเลข 850 รุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ และภาพสัญลักษณ์ของหัวลำโพง ได้แก่ สถาปัตยกรรมอาคารครึ่งวงกลมและนาฬิกา มาเป็นภาพหลักดึงสายตา และใส่ชีวิตให้ชิ้นงานด้วยรูปกิจกรรมของคนที่มาใช้บริการในอิริยาบถและสีหน้าต่างๆ รวมทั้งรูปรถไฟหลายรุ่น ซึ่งบางรุ่นยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน จำนวน 1 ชิ้น

CHINESE TRADITIONAL DRAGON DANCE

นำเสนอภาพวัฒนธรรมจีนในประเทศไทย โดยนำการเชิดมังกรของจีนมาเป็นตัวแทน และใส่ด้วยภาพเก่าอื่นๆ ที่เกี่ยวกับวิถีคนจีน เช่น ชายสูงอายุนั่งบนเก้าอี้ไม้กลมแบบจีนที่คุ้นตา หนังสือพิมพ์จีน ร้านขายทอง ฯลฯ ปูพื้นภาพลวดลายเกล็ดมังกร สัตว์ในตำนาน สัญลักษณ์แห่งจักรพรรดิของจีน จำนวน 1 ชิ้น

และ JOY IN FLOOD เมื่อพูดถึงนํ้าท่วม ทุกคนคงนึกถึงความทุกข์ยาก นึกถึงใบหน้าที่บ่งบอกถึงความรันทดหดหู่จากชีวิตความเป็นอยู่ที่เต็มไปด้วยความลำบากของผู้คน แต่สำหรับเด็กๆ นํ้าท่วมไม่ได้เป็นปัญหาของพวกเขาเลย กอปรกับสภาพแวดล้อมที่ยังค่อนข้างดีเมื่อหลายสิบปีก่อน นํ้าท่วมจึงเป็นเสมือนสระนํ้าใหญ่ที่เด็กๆพากันเดินลุย ว่ายเล่นอย่างสนุกสนานเบิกบานใจ จำนวน 1 ชิ้น

สำหรับนักสะสมที่ตั้งตารอคอยกับผลงานชุดพิเศษของแต่ละคอลเลคชั่นในแต่ละซีรี่ส์ นี้พลาดไม่ได้ และสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.eastnft.com หรือ https://bit.ly/BANGKOKPOSTXEASTNFT

#EASTNFT #Bangkokpost #NFT


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค เปิดแผนเสริมแกร่งโครงสร้างธุรกิจ พร้อมรุกตลาดปี 2565

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค เปิดแผนเสริมแกร่งโครงสร้างธุรกิจ พร้อมรุกตลาดปี 2565 จัดทัพผลิตภัณฑ์ใหม่ 5 กลุ่มสู้ศึก อัดแคมเปญโฆษณา และออนไลน์เต็มสูบ หวังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ครบทุกเซ็กเม้นท์ ตั้งเป้ายอดขายเติบโตกว่า 120%

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา เตรียมรุกหนักรับต้นปี 2565 เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดเครื่องปรับอากาศอันดับ 1 ของไทย ส่งโปรดักส์ใหม่ 5 ไลน์อัพ รุกตลาดเครื่องปรับอากาศรุ่นท็อปใหม่ล่าสุด มิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม 3D Move-eye Kiwami AW Series ชูจุดแข็งด้านนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ Smart Life Style ด้วยเซ็นเซอร์อัจฉริยะมากถึง 32 จุด ตรวจจับอุณภูมิและความเคลื่อนไหวได้แม่นยำ เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์รุ่นใหม่ Mr. Slim Standard Inverter M-Series โดดเด่นด้านการประหยัดพลังงาน ตู้เย็น 2 ประตู ฟีเจอร์ใหม่ในราคาสุดคุ้มรุ่น FS45, FC38 พัดลมดีไซน์ทันสมัย และเครื่องฟอกอากาศสู้โควิด-19 จากประเทศญี่ปุ่น พร้อมอัดงบการตลาดกว่าพันล้านบาท มุ่งสร้างการรับรู้ มั่นใจกลยุทธ์หนุนยอดขายปี 2565 โตกว่า 120%

นายชินจิ คามิยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้วิถีชีวิตผู้คนในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะวิถีการทำงานที่ต้องปรับสู่รูปแบบการทำงานจากที่บ้าน หรือ Work From Home และการรับประทานอาหารที่บ้านมากขึ้น  บริษัทฯ จึงนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งาน โดยในปีนี้ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์หลากหลายไลน์อัพ อาทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศภายในบ้าน ตู้เย็น พัดลม พัดลมระบายอากาศ เครื่องฟอกอากาศ รวมทั้งเครื่องปรับอากาศ และระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์ เป็นต้น

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ใหม่ บริษัทฯ ยังมุ่งยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างธุรกิจ ทั้งระบบโลจิสติกส์และบริการหลังการขาย โดยในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ตั้งแต่การสร้างคลังสินค้า เพื่อเป็นศูนย์กระจายสินค้าทางภาคเหนือขึ้นที่จังหวัดลำปาง ในปี 2562 และได้สร้างคลังสินค้าแห่งใหม่ในเขตภาคอีสานขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อเดือนพฤศจิกายน ในปี 2564 ที่ผ่านมา ส่งผลให้สามารถลดเวลาในการส่งมอบสินค้าได้รวดเร็ว มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ด้านบริการหลังการขาย ได้ลงทุนกว่า 60 ล้านบาท เพื่อพัฒนานำระบบ “Online service system” เข้ามาใช้ ช่วยให้กระบวนการทำงานทุกขั้นตอนตั้งแต่รับเรื่องแจ้งซ่อมจากลูกค้าไปจนถึงซ่อมเสร็จเป็นไปอย่างรวดเร็ว ช่วยย่นระยะเวลาและตอบสนองต่อการซ่อมบริการได้ดียิ่งขึ้น

ด้านยอดขายของบริษัทฯ ในปีงบประมาณ 2564 (เมษายน 2564 – มีนาคม 2565) จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้บริษัทฯ ได้รับผลกระทบ แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องปรับอากาศภายในบ้านซึ่งเป็นสินค้าหลัก ยังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่งไว้ได้ ด้านตลาดรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านในปี 2564 หดตัวลงโดยมีอัตราการเติบโตเพียง 93% เมื่อเทียบกับปี 2563 ซึ่งบริษัทฯ ก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ในช่วงไตรมาส 2 (กรกฎาคม – กันยายน) และคาดว่าอัตราการเติบโตของยอดขายจะอยู่ที่ 95% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564

ทั้งนี้ในปี 2565 เป็นต้นมา จากผลกระทบของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ โอไมครอน ทำให้เรายังคงเผชิญกับสถานการณ์ ที่ไม่แน่นอน คาดการณ์ว่าความต้องการในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า (ที่รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและเชิงพาณิชย์) จะกลับมามีสภาพใกล้เคียงกับปี 2562 ได้หลังปี 2566 ดังนั้นการขายในปีงบประมาณ 2565 นี้ (เมษายน 2565 – มีนาคม 2566) บริษัทฯ จึงยังคงมุ่งเน้นการเสริมฟังก์ชั่น เพิ่มไลน์อัพผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย รวมถึงยกระดับด้านการขนส่งโลจิสติกส์และงานบริการหลังการขาย พร้อมทุ่มงบประมาณส่งเสริมการขายกว่า 1,100 ล้านบาท เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการขายให้เติบโตกว่าปีที่ผ่านมาในอัตรา 120%”

“ด้านแผนงานธุรกิจทั้งในระยะกลางและระยะยาว บริษัทฯ มุ่งเน้นการทำตลาดในธุรกิจ B2B โดยเน้นเสริมทุน และทรัพยากรที่สร้างความเจริญเติบโตให้ยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ และมีแผนที่จะขยายศูนย์บริการสาขา “สำนักงานสนับสนุนลูกค้าโครงการระบบปรับอากาศซิตี้มัลติ” ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ (ปัจจุบัน 6 สาขา และจะเพิ่มให้มี 8 สาขาภายในปี 2568) พร้อมนำเสนอคุณค่าใหม่ ๆ แก่ลูกค้าด้วยระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์ และอุปกรณ์เพิ่มเติมจากผลิตภัณฑ์ปัจจุบัน โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการขายในกลุ่ม B2B ให้สูงขึ้นที่ 30% ของยอดขายรวมของบริษัทฯ ในปีงบประมาณ 2568”

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา ได้ฉลองครบรอบ 50 ปี ของการดำเนินงานเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทางบริษัทฯ มีปรัชญาในการบริหารงานว่า “เราจะส่งมอบคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไปให้กับคนไทย ผ่านการบริการ และการขายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านพร้อมอุปกรณ์สำหรับที่พักอาศัย และจะช่วยแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมองค์กร” ซึ่งภายใต้ปรัชญานี้ เราจะไม่หยุดยั้งในความพยายามที่จะทำให้ทุกคนในประเทศไทยมีชีวิตที่ปลอดภัย มั่นคง และ สะดวกสบาย

นายประพนธ์ โพธิวรคุณ กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า “ในปี 2565 นี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งด้านงานบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่องโดยคำนึงถึงประโยชน์ของลูกค้าเป็นหลัก โดยได้พัฒนาระบบบริการหลังการขายแบบ Real Time ด้วยระบบ “MKY Online Service System” เชื่อมโยงศูนย์บริการมิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา และศูนย์บริการแต่งตั้งทั่วประเทศ เพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าทั้งกลุ่ม B2C และ B2B มากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มเครือข่ายในการสื่อสารที่ทันสมัยให้ทีมช่างเทคนิคของศูนย์บริการมิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา และศูนย์บริการแต่งตั้ง สามารถติดต่อประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มศักยภาพในการให้บริการหลังการขายสำหรับกลุ่มลูกค้าเชิงพาณิชย์ครอบคลุมทุกภูมิภาค สอดคล้องตามนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ด้านการขยายฐานลูกค้ากลุ่มธุรกิจ B2B เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายใต้แผนยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศของภาครัฐ ดังนั้นเราจะเน้นเสริมกำลังทีมช่างผู้ชำนาญการเพื่อรองรับงานบริการ ณ ศูนย์บริการสาขา “สำนักงานสนับสนุนลูกค้าโครงการระบบปรับอากาศซิตี้มัลติ” ทั้ง 8 แห่งทั่วประเทศ

ขยายขอบเขตการให้บริการ “Express Team Service” จากกระแสตอบรับที่ดีด้านการให้บริการ “Express Team Service” หรือบริการซ่อมเครื่องปรับอากาศภายในบ้านด่วนภายใน 24 ชม. ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ทำให้ในปีนี้ บริษัทฯ ได้ขยายขอบเขตการให้บริการไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ อาทิ ตู้เย็น พัดลม และปั๊มน้ำ เป็นต้น ด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรช่างเทคนิค ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับวิถี New Normal ด้วยการสอนผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ให้แก่บุคลากรช่างเทคนิคของศูนย์บริการมิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา และศูนย์บริการแต่งตั้ง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านงานบริการให้กับลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมให้ลูกค้ามีความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐานการให้บริการหลังการขายของมิตซูบิชิ อีเล็คทริค และถึงแม้ว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะยังไม่แน่นอน แต่บริษัทฯ จะยังคงเดินหน้าเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้าของเราอย่างเต็มกำลัง เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องต่อไป”

นายทาคาชิ ฟูจิกิ กรรมการและผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาดและการขาย บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด  เปิดเผยว่า “กลยุทธ์การตลาดในปี 2565 นี้ สำหรับกลุ่ม B2C บริษัทฯ เน้นนำเสนอผลิตภัณฑ์หลัก ประกอบด้วย เครื่องปรับอากาศภายในบ้าน ตู้เย็น พัดลม เป็นต้น เพื่อให้เกิดพื้นที่ที่สะดวกสบาย โดยมุ่งเน้นที่คุณภาพของเครื่องปรับอากาศพร้อมด้วยการพัฒนาฟังก์ชั่นการทำงาน ทั้งด้านการไหลเวียนอากาศและความสะอาดของอากาศ นอกจากนี้ในกลุ่มธุรกิจ B2B บริษัทฯ มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ เพื่อรองรับความต้องการด้านสาธารณูปโภคที่กำลังเติบโต รวมถึงโรงแรมและร้านค้าในต่างจังหวัด โดยนำเสนอเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ล่าสุดที่เหมาะสำหรับร้านค้า คือเครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม Standard Inverter M-Series เพื่อขยายธุรกิจ B2B ต่อไป”

“สำหรับกลยุทธ์ด้านการสื่อสารการตลาดในปีนี้ บริษัทฯ เน้นเสริมแกร่งด้านการสื่อสารออนไลน์มากขึ้น รวมทั้งพัฒนา คอนเทนต์ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้ และเข้าใจในลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์ได้ง่าย พร้อมทั้งปรับปรุงรูปแบบการจัดแสดงผลิตภัณฑ์หน้าร้านค้าตัวแทนจำหน่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจในผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งสร้างการรับรู้ แบรนด์ผ่านการร่วมเป็นผู้สนับสนุนสโมสรฟุตบอล บีจี ปทุม ยูไนเต็ด (BGPU) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 นอกจากนี้ ได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมที่ทำให้สัมผัสถึงพื้นที่ปรับอากาศที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นและประหยัดพลังงาน เพื่อสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ง่ายถึงฟังก์ชั่นการใช้งานของ 3D-Move Eye Kiwami โดยจะเริ่มออกอากาศกลางเดือนกุมภาพันธ์ นี้ พร้อมทั้งยังคงยึดมั่นในถ้อยแถลงองค์กรที่ว่า “Changes for the Better” “การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า” โดยจะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ นำเสนอแก่ผู้บริโภค เพื่อครอง Top Brand ที่ได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจต่อเนื่อง” นายทาคาชิ ฟูจิกิ กล่าวทิ้งท้าย

โดยในปี 2565 นี้ บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่

  •  เครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม3D Move-eye Kiwami AW Series โดดเด่นด้วยเซ็นเซอร์อัจฉริยะ 3D Move-eye Kiwami มากถึง 32 จุด ตรวจจับอุณหภูมิและความเคลื่อนไหวของผู้คนได้อย่างละเอียดแม่นยำ ผสานการทำงานร่วมกับ Fast Cooling A.I. ช่วยให้เย็นเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการปรับอุณหภูมิอัตโนมัติพร้อมควบคุมทิศทางการกระจายความเย็นได้ 3 รูปแบบ ตามความเหมาะสมกับอุณหภูมิห้องและผู้ใช้งานสัมผัสความเย็นสบายที่มาพร้อมการประหยัดพลังงาน และมั่นใจในคุณภาพอากาศด้วย Plasma Quad Plus ระบบฟอกอากาศที่ช่วยดักจับและยับยั้งสิ่งเจือปนในอากาศขนาดเล็ก เช่น เชื้อรา ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และสามารถยับยั้งเชื้อไวรัส ได้ถึง 99.8%
  • เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ (Package Air Conditioner)รุ่นใหม่ มิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม Standard Inverter M-Series โดดเด่นด้านการประหยัดพลังงาน และสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริม Plasma Quad Connect แผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง ช่วยฟอกอากาศ ทำให้อากาศบริสุทธิ์พร้อมมอบพื้นที่ที่สะดวกสบาย
  • ตู้เย็น2 ประตู รุ่นFS45 ที่มาพร้อมช่อง Soft Freezing Case และ Capsule Door Pocket เพิ่มความสะดวกสบาย และระบบ Neuro Inverter เพื่อการประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น และ รุ่นFC38 เพิ่มพื้นที่ความจุมากขึ้น ใช้พื้นที่ติดตั้งน้อย โดยเป็นรุ่นที่เพิ่มความจุต่อยอดมาจากรุ่น FC35 ที่ได้รับความนิยมอยู่เดิม
  • พัดลมมิตซูบิชิ อีเล็คทริคขนาด 12-18 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ ทันสมัย มาพร้อมกับหน้ากาก Fan grill และตัวเครื่องรูปโฉมใหม่ ทั้งยังประหยัดพลังงานและใช้งานสะดวกสบาย
  • เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) แผ่นกรอง HEPA ประสิทธิภาพสูงที่พัฒนาขึ้นใหม่ สามารถดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก 0.1 ไมครอนได้ถึง 99.97% (อัตราการกำจัดต่อหนึ่งรอบ) นอกจากนี้ตัวแผ่นกรอง HEPA ยังมีส่วนผสมของสารต้านไวรัส จึงสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสได้ถึง 99.925% ภายใน 1 ชั่วโมง โดยในรุ่นดีลักซ์ (MA-E100R-T) และรุ่นมาตรฐาน (MA-E85R-T) สามารถให้ปริมาณลม 600 ลบ.ม./ชม. และ 510 ลบ.ม./ชม.

สำหรับรุ่นดีลักซ์ (MA-E100R-T) มีเซ็นเซอร์อัจฉริยะ i-see sensor ที่ช่วยส่งมอบอากาศสะอาดได้ตรงจุดและแม่นยำ และรุ่นมาตรฐาน (MA-E85 R-T) มาพร้อมฟังก์ชั่น Smart Search Sensors ช่วยดักจับทิศทางที่ส่งกลิ่นและกรองฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมการไหลเวียนของอากาศทั้ง 5 ทิศทาง พร้อมระบบทำความสะอาดแผ่นกรองอัตโนมัติ


Exit mobile version